[เสียงดนตรี] (ดร.ขวัญชนก) สวัสดีค่ะ วันนี้นะคะ เราจะมาเรียนกันในหัวข้อวิวัฒนาการ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต สอนโดยครูขวัญชนก ศรัทธาสุข นะคะ หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ 4.5 หัวข้อสุดท้ายในบทที่ 4 นะคะ โดยหัวข้อนี้ประกอบไปด้วยเนื้อหา 2 ส่วนด้วยกัน คือ ความหลากหลายทางพันธุกรรม และการคัดเลือกโดยธรรมชาติ โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการจะให้นักเรียน สามารถระบุ อธิบาย แล้วก็ยกตัวอย่างนะคะ สิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ได้นะคะ ข้อแรกนะคะ ก็คืออยากให้นักเรียน สามารถระบุถึงสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิตนะคะ สามารถอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ของชาลส์ ดาร์วิน นะคะ และสุดท้าย อธิบายและยกตัวอย่าง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนะคะ ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการได้ค่ะ พร้อมกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเราไปเริ่มเรียนรู้กันเลยค่ะ ก่อนอื่นนะคะ ครูก็อยากให้นักเรียนนะคะ มาทำความรู้จักกับหอยมรกตก่อน หอยมรกตนะคะ เป็นกรณีศึกษา ทางวิวัฒนาการกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ โดยผู้ที่ทำการศึกษาหอยมรกตนะคะ ก็คือศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา และคณะค่ะ โดยเป็นคณะวิจัย จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอยมรกต นี่นะคะ เราพบได้ที่ประเทศไทยนะคะ ทราบกันไหมคะ ว่าเราสามารถพบหอยมรกตได้ที่ไหนค่ะ ค่ะ หอยมรกตนะคะ เราสามารถพบได้ที่เกาะตาชัย ในจังหวัดพังงานะคะ โดยสาเหตุที่ทางทีมวิจัยให้ความสนใจหอยมรกต ก็เพราะว่าหอยมรกตที่พบที่เกาะตาชัย มีเปลือกที่เวียนซ้ายเท่านั้นค่ะ มาถึงตรงนี้สงสัยกันไหมคะ ว่าหอยมีทั้งเปลือกเวียนซ้ายและเปลือกเวียนขวา เราจะสังเกตได้อย่างไรนะคะ วิธีการสังเกตนะคะ ก็ให้เรานำปลายยอดแหลม ของหอยหันขึ้นทางด้านบนนะคะ และหันส่วนของปากเปลือกเข้าหาตัวเองค่ะ ถ้าปากเปลือกอยู่ทางด้านซ้าย ก็จะเป็นหอยเปลือกเวียนซ้ายนะคะ แต่ถ้าปากเปลือกอยู่ทางด้านขวา ก็จะเป็นหอยเปลือกเวียนขวาค่ะ ไปลองสังเกตกันดูนะคะ ค่ะ หอยมรกตนะคะ ก็เป็นหอยในสกุลเดียวกับหอยทากต้นไม้นะคะ ซึ่งหอยในตระกูลนี้นะคะ มีความหลากหลายค่อนข้างสูง ทั้งสีสันของเปลือก ลวดลาย รวมทั้งเปลือกที่มีทั้งเวียนซ้าย แล้วก็เวียนขวานะคะ นั่นทำให้ทางทีมวิจัยนะคะ ตั้งข้อสงสัยว่า และเพราะเหตุใดหอยมรกตที่เกาะตาชัย จึงพบเฉพาะที่มีเปลือกเวียนซ้ายเท่านั้น เดี๋ยวเราจะได้ใช้ความรู้ที่เราจะเรียน มาทำความเข้าใจกับคำถามนี้กันค่ะ ค่ะ เรามาเริ่มทำความเข้าใจกับคำว่า “ความหลากหลายทางพันธุกรรม” กันก่อนนะคะ ก่อนอื่นนะคะ ครูอยากให้นักเรียนลองนึกถึงลักษณะต่าง ๆ ของประชากรมนุษย์ดูนะคะ คำว่า “ประชากร” ก็คือกลุ่มของสิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกัน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งที่อยู่เดียวกัน ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ทีนี้ลองดูจากในรูปนะคะ ประชากรมนุษย์ในรูปนี้นะคะ มีลักษณะใดบ้างคะ ที่มีความแตกต่างกัน ค่ะ เชื่อว่านักเรียนก็คงจะเห็น ว่าลักษณะที่แตกต่างกัน ก็มีตั้งแต่ลักษณะของรูปร่าง ความสูง ลักษณะของเส้นผม สีผม แล้วก็สีตา แล้วก็มี… อาจจะมีลักษณะอื่น ๆ อีกมากมายใช่ไหมคะ ต่อไปเรามาดูตัวอย่างของสัตว์กันบ้างนะคะ สัตว์ในรูป ก็คือสุนัข ที่เป็นสปีชีส์เดียวกันทั้งหมดนะคะ แต่ว่าต่างสายพันธุ์ ลักษณะใดบ้างคะ ที่มีความแตกต่างกัน ของสุนัขเหล่านี้ ค่ะ ก็คงจะเห็นว่ามีทั้งลักษณะของรูปร่าง ลักษณะเส้นขน สีขน ความสูง ลวดลาย แล้วก็อื่น ๆ ๆ อีกใช่ไหมคะ อีกสักตัวอย่างนะคะ สำหรับตัวอย่างของพืชนะคะ พืชในรูป ก็คือกะหล่ำสายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสปีชีส์เดียวกัน ลักษณะใดบ้างคะ ของกะหล่ำเหล่านี้ ที่มีความแตกต่างกัน ค่ะ เชื่อว่าก็คงจะตอบว่าลักษณะของใบ ลักษณะของดอก สีดอก ลักษณะของลำต้น หรือสีลำต้น แล้วก็อาจจะมีอื่น ๆ อีกนะคะ ค่ะ จะเห็นว่าในแต่ละสปีชีส์ ก็จะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของสปีชีส์นั้น ๆ นะคะ โดยในประชากรสิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกัน ก็ยังมีลักษณะปรากฏ ที่มีความแตกต่างกันด้วยใช่ไหมคะ ซึ่งความแตกต่าง ระหว่างสมาชิกภายในประชากรนี้นะคะ ก็เป็นผลมาจากความแตกต่างทางพันธุกรรม หรือความหลากหลายทางพันธุกรรมนั่นเองค่ะ แล้วความหลากหลายทางพันธุกรรม ในประชากรสิ่งมีชีวิตนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นักเรียนพอจะทราบไหมคะ ครูจะให้นักเรียนลองนึกถึงคำตอบ ประมาณ 10 วินาทีนะคะ [เสียงดนตรี] (ดร.ขวัญชนก) ค่ะ พอจะทราบคำตอบกันหรือยังคะ ถ้าใครยังนึกไม่ออก เดี๋ยวไม่เป็นไรค่ะ เราไปเริ่มเรียนรู้พร้อม ๆ กันเลยนะคะ ค่ะ ภาพนี้นะคะ เชื่อว่านักเรียนเห็นปุ๊บก็น่าจะสามารถตอบได้ ว่าคือรูปของเสือโคร่งเบงกอลนะคะ ตามที่นักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะคะ ว่ายีนนะคะ กำหนดลักษณะของโปรตีน ที่สร้างขึ้นได้ ซึ่งโปรตีนก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม โดยจะขึ้นอยู่กับชนิด แล้วก็หน้าที่ของโปรตีนนั้น ๆ นะคะ ตัวอย่างเช่น การสร้างเมลานิน ของสีขนของเสือโคร่งดังรูปนี้นะคะ แต่ในธรรมชาตินะคะ เราก็ยังพบเสือโคร่งขาวเบงกอล ซึ่งมีฝีขนแตกต่าง ไปจากเสือโคร่งเบงกอลทั่ว ๆ ไปนะคะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดคะ เสือโคร่งขาวเบงกอล จึงมีสีขนที่ต่างจากเสือโคร่งทั่วไป ค่ะ นักเรียนเคยเรียนกันมาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ว่ามิวเทชัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนนะคะ ซึ่งอาจทำให้โปรตีนและลักษณะทางพันธุกรรม มีการเปลี่ยนแปลงไปนะคะ ดังนั้น การที่เสือโคร่งขาว มีลักษณะของสีขนที่เป็นเช่นนี้นะคะ ก็เป็นเพราะมิวเทชันนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของปริมาณของเมลานินที่สร้างขึ้นนะคะ ทำให้เสือโคร่งขาวเบงกอล มีลักษณะของสีขนที่แตกต่าง จากเสือโคร่งเบงกอลทั่ว ๆ ไปนั่นเองค่ะ หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่า มิวเทชันนะคะ ทำให้เกิดแอลลีลใหม่ และส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมใหม่ ขึ้นในประชากรได้นะคะ แต่อย่างไรก็ตามนะคะ ลักษณะทางพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้นะคะ จะสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้ ก็ต่อเมื่อเป็นมิวเทชันของสารพันธุกรรม ในเซลล์สืบพันธุ์นะคะ นอกจากมิวเทชันแล้วนะคะ ยังมีปัจจัยอื่นอีก ที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางพันธุกรรม หากนักเรียนมีพี่หรือน้อง ลองนึกดูนะคะ ว่าตัวนักเรียนเอง และพี่หรือน้องนั้น มีลักษณะที่คล้าย แล้วก็ลักษณะที่แตกต่างกันใช่ไหมล่ะคะ หรือนักเรียนลองพิจารณารูป ของลูกสุนัขในรูปนี้ดูนะคะ กรณีที่ลูกสุนัขเกิดมาจากพ่อและแม่เดียวกัน ลูกสุนัขเหล่านั้นนะคะ จะมีทั้งลักษณะที่คล้ายแล้วก็แตกต่างกันนะคะ สิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยที่แต่ละเซลล์สืบพันธุ์นะคะ อาจจะมีแอลลีลที่แตกต่างกัน เมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ ซึ่งจะเกิดขึ้นแบบสุ่มนะคะ ทำให้ลูกที่ได้แต่ละตัว มีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จึงเป็นอีกปัจจัยนะคะ ที่ส่งผลให้เกิดความหลากหลาย ทางพันธุกรรมในแต่ละสปีชีส์ค่ะ จากนี้ในกรณีของสีขนสุนัข ซึ่งเป็นลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนหลายยีน จึงยิ่งมีความหลากหลายมาก เมื่อเกิดการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศขึ้นค่ะ มาถึงตรงนี้นะคะ นักเรียนคงจะทราบกันแล้วนะคะ ว่ามิวเทชันในเซลล์สืบพันธุ์ และการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นปัจจัยหลัก ที่ส่งผลให้เกิดความหลากหลาย ทางพันธุกรรมนะคะ แต่ถึงแม้ว่ามิวเทชันและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะทำให้สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายทางพันธุกรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางลักษณะอาจหายไป หรือเปลี่ยนไปในรุ่นต่อไปนะคะ ตัวอย่างเช่น การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของม้า ในแต่ละช่วงเวลานะคะ จะเห็นว่าม้าในปัจจุบัน มีลักษณะบางประการที่ยังคงคล้ายกับม้าในอดีต แต่ก็มีหลายลักษณะที่มีความแตกต่างกันไปนะคะ อย่างเช่น ขนาดของลำตัว ลักษณะนิ้วเท้า หรือว่าลักษณะของฟันนะคะ อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ ก็คือกรณีของหอยมรกต ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่ามีบรรพบุรุษ ร่วมกันกับหอยนกขมิ้น ซึ่งบรรพบุรุษร่วมของหอยนกขมิ้นกับหอยมรกตนี้ น่าจะมีทั้งเปลือกเวียนซ้ายและเปลือกเวียนขวา โดยปัจจุบันนะคะ เราพบหอยนกขมิ้น ที่มีทั้งเปลือกเวียนทรายและเปลือกเวียนขวา แต่หอยมรกตที่พบที่เกาะตาชัย มีเฉพาะเปลือกเวียนซ้ายเท่านั้นค่ะ นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยค่ะ ว่าเพราะเหตุใดลักษณะทางพันธุกรรม บางลักษณะนะคะ ยังคงพบในประชากร ในขณะที่บางลักษณะกลับหายไปนะคะ เดี๋ยวเราจะมาทำความเข้าใจ เกี่ยวกับทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาตินะคะ เพื่อตอบคำถามคำถามนี้กันค่ะ การคัดเลือกโดยธรรมชาตินะคะ เป็นทฤษฎีที่เสนอขึ้นโดยชาลส์ ดาร์วิน นะคะ เชื่อว่านักเรียนหลายคนน่าจะคุ้นเคย กับชื่อของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้มาบ้างแล้วนะคะ เดี๋ยวครูจะมีแอนิเมชัน เกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ซึ่งครูจะเอาเพียงบางส่วนของแอนิเมชันนี้ มาให้นักเรียนลองศึกษานะคะ หากอยากศึกษาแอนิเมชันตัวเต็ม ๆ นะคะ นักเรียนสามารถศึกษาได้ จาก Short URL ด้านล่างนะคะ เอาล่ะค่ะ เราไปดูกันเลยค่ะ (บรรยาย) ค้นพบของชาลส์ ดาร์วิน และทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เมื่อดาร์วินอายุ 22 ปี ได้เดินทางไปกับเรือ Beagle ตามคำเชิญจากกองทัพเรืออังกฤษ เพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลทางธรรมชาติรอบโลก เรือ Beagle ออกเดินทางจากประเทศอังกฤษ โดยมีแผนสำรวจ ไปตามเส้นทางรอบทวีปอเมริกาใต้ ผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก ทวีปออสเตรเลีย ผ่านมหาสมุทรอินเดีย และตอนใต้ของทวีปแอฟริกา แล้วกลับสู่ประเทศอังกฤษ รวมเป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปี ในระหว่างเดินทาง ดาร์วินได้สำรวจทางธรณีวิทยา บันทึกรายละเอียด และเก็บรวบรวมซากดึกดำบรรพ์ รวมทั้งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เขาพบ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎี การคัดเลือกโดยธรรมชาติในเวลาต่อมา ในระหว่างเดินทางสำรวจนั้น หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นสถานที่ซึ่งดาร์วินพบข้อมูลสำคัญ ที่สนับสนุนแนวคิด เกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ หมู่เกาะกาลาปากอส อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากทวีปอเมริกาใต้ประมาณ 965 กิโลเมตร เป็นหมู่เกาะที่เกิดจากภูเขาไฟ ที่หมู่เกาะแห่งนี้ดาร์วินได้สังเกตและเกิดข้อสงสัย เกี่ยวกับลักษณะของพืชและสัตว์หลายชนิด ที่เก็บรวบรวมและบันทึกไว้ นี่เป็นตัวอย่างของพืชที่ดาร์วินพบ นี่เป็นตัวอย่างของสัตว์ที่ดาร์วินพบ เช่น นกฟินซ์ เต่ายักษ์ อิกัวนาทะเล นกบูบีเท้าสีฟ้า ตัวอย่างสำคัญที่เห็นเด่นชัดที่ดาร์วินศึกษา คือ การศึกษาชนิดของนกฟินซ์ ที่อยู่ตามเกาะต่าง ๆ ดาร์วินพบว่านกเหล่านี้ มีลักษณะจะงอยปากแตกต่างกัน กล่าวคือมีรูปร่าง ความหนา ความยาว แตกต่างกันไปตามลักษณะของอาหาร ที่นกแต่ละชนิดกิน เช่น เมล็ดพืช กระบองเพชร ยอดอ่อนพืช แมลง น้ำหวานจากดอกไม้ และผลไม้ต่าง ๆ นกฟินซ์บางชนิดกินแมลงเป็นหลัก บางชนิดกินเมล็ดพืชเป็นหลัก บางชนิดกินพืชจำพวกกระบองเพชรเป็นหลัก และบางชนิดกินยอดอ่อนพืชเป็นหลัก ความแตกต่างของจะงอยปากนกฟินซ์เหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงจนได้ลักษณะจะงอยปาก ที่เหมาะสมกับอาหารชนิดต่าง ๆ โดยประชากรนกฟินซ์กลุ่มแรกที่เข้ามานี้ เริ่มมีการขยายเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหาร ที่กินอยู่เป็นประจำ เมื่ออาหารของนกฟินซ์กลุ่มนี้เริ่มขาดแคลน ประชากรนกฟินซ์กลุ่มนี้ จึงค่อย ๆ ลดจำนวนลงในที่สุด มีข้อสันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของประชากรนกฟินซ์ที่มายังเกาะ อาจมีบางตัวที่มีลักษณะจะงอยปาก ที่แตกต่างไปจากตัวอื่นเล็กน้อย ประชากรนกฟินซ์บางตัว ที่มีลักษณะจะงอยปากแตกต่างไป ซึ่งเคยเป็นประชากรส่วนน้อย สามารถกินอาหารอย่างอื่นแทนได้ เช่น กระบองเพชร ทำให้ประชากรที่มีลักษณะนี้อยู่รอด และขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นแทนที่ ส่งผลให้ลักษณะประชากรนกฟินซ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กระบวนการนี้เป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดนกฟินซ์ชนิดต่าง ๆ ที่มีจะงอยปาก ลักษณะเหมาะสม กับการกินอาหารต่างชนิดกันในเวลาต่อมา (ดร.ขวัญชนก) ค่ะ พอจะทราบกันแล้วใช่ไหมละคะ ว่าทำไมนกฟินซ์ บนหมู่เกาะกาลาปากอส แต่ละเกาะ จึงมีลักษณะของจะงอยปากที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของจะงอยปาก ซึ่งเหมาะสมกับลักษณะของอาหารต่าง ๆ ที่นกฟินซ์แต่ละชนิดกินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ครูคิดว่านักเรียนน่าจะพออธิบายกันได้แล้วนะคะ ค่ะ เรามาสรุปเกี่ยวกับทฤษฎี การคัดเลือกโดยธรรมชาติกันนะคะ สิ่งมีชีวิตสามารถสืบพันธุ์ และให้กำเนิดลูกหลานจำนวนมากนะคะ ทำให้ประชากรของสิ่งมีชีวิต มีมากเกินกว่าสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ต่อการดำรงชีวิต ที่มีอย่างจำกัดในธรรมชาตินะคะ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตจึงมีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อที่จะอยู่รอด และเพื่อให้ได้สิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่มีจำกัดดังกล่าวนะคะ ดังนั้น จึงมีสมาชิกเพียงส่วนหนึ่ง ที่อยู่รอดในแต่ละรุ่น การอยู่รอดของสมาชิกในสิ่งแวดล้อมนะคะ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกลุ่ม แต่เป็นผลมาจากลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จะให้กำเนิดลูกหลานได้มากกว่าสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การที่สมาชิกแต่ละตัวในประชากรนะคะ มีศักยภาพในการอยู่รอด และให้กำเนิดลูกหลานไม่เท่ากัน จึงทำให้ประชากร มีการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย และมีลักษณะที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้นในแต่ละรุ่นนะคะ เราลองกลับมาพิจารณาซากดึกดำบรรพ์ของม้า ในแต่ละช่วงเวลากันอีกครั้งนะคะ ม้าในอดีตนะคะ จะมีขนาดตัวเล็ก เมื่อเทียบกับม้าในปัจจุบัน ลักษณะของนิ้วเท้าของม้าในอดีต ก็จะมีหลายนิ้วนะคะ ซึ่งเหมาะสำหรับเดินบนพื้นดิน ที่มีความอ่อนนุ่มในป่า ในขณะที่ลักษณะนิ้วของม้าในปัจจุบันนะคะ จะมีเพียงนิ้วเดียว ซึ่งเป็นกลีบขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเหมาะกับการวิ่งอย่างรวดเร็วได้ ในทุ่งหญ้านะคะ ลักษณะฟันของม้าในอดีต ก็จะเหมาะกับการกินใบไม้ตามพุ่มไม้นะคะ ในขณะที่ฟันของม้าในปัจจุบันนี่ เหมาะสำหรับการกินหญ้า ที่มีความเหนียวมากกว่าใบไม้นะคะ จะเห็นว่าลักษณะของม้าในอดีตกับปัจจุบันนะคะ ที่แตกต่างกันนี้มีผลต่อการอยู่รอด ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนะคะ ค่ะ สำหรับกรณีของหอยมรกต ที่กล่าวถึงไปเมื่อตอนต้นคลิปนะคะ มาถึงตรงนี้ นักเรียนพอจะตั้งข้อสันนิษฐานได้หรือยังคะ ว่าเพราะเหตุใดหอยมรกตที่พบที่เกาะตาชัย จึงพบเฉพาะเปลือกเวียนซ้ายเท่านั้นคะ จะมีข้อมูลเพิ่มเติมให้นักเรียนลองคิดกันดูนะคะ เอาล่ะค่ะ จากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ แล้วก็ความรู้ที่นักเรียนได้เรียนรู้มานะคะ คิดว่านักเรียนน่าจะพอตั้งข้อสันนิษฐาน เกี่ยวกับหอยมรกตกันได้แล้วนะคะ จากหลักฐานที่ว่านะคะ เกาะตาชัยเคยอยู่รวมกับแผ่นดินใหญ่มาก่อนน่ะค่ะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของหอยนกขมิ้นที่มีทั้งเปลือกเวียนซ้าย แล้วก็เปลือกเวียนขวานะคะ จนกระทั่งเกิดการแยกตัวนะคะ ออกจากแผ่นดินใหญ่ กลายเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กลง ทำให้มีอาหารน้อยลง รวมทั้งมีผู้ล่าโดยเฉพาะงูกินหอยทากนะคะ ที่มีโครงสร้างของปากที่เหมาะกับการกินหอยทาก ที่มีเปลือกเวียนขวามากกว่า ดังนั้น จึงทำให้หอยนกขมิ้น ที่มีเปลือกเวียนซ้ายและมีขนาดตัวเล็กนะคะ มีโอกาสที่จะอยู่รอดและสืบพันธุ์ ให้กำเนิดลูกหลานได้มากกว่า จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วรุ่นนะคะ จึงทำให้เกิดเป็นหอยมรกตซึ่งเป็นหอยสปีชีส์ใหม่ ที่มีลักษณะทางพันธุกรรม แตกต่างไปจากหอยนกขมิ้นนะคะ แต่อย่างไรก็ตามนะคะ การศึกษาวิวัฒนาการของหอยมรกตนะคะ ยังคงจะต้องศึกษาและวิจัยต่อไปอีกค่ะ ค่ะ หลังจากที่ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับความหลากหลายทางธุรกรรม และการคัดเลือกโดยธรรมชาติมาแล้วนะคะ ครูก็มีคำถามมาถามนักเรียนนะคะ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ ครูมีเวลาให้ 10 วินาทีนะคะ [เสียงดนตรี] (ดร.ขวัญชนก) ค่ะ ครบ 10 วินาทีแล้วนะคะ มาดูเฉลยพร้อมกันนะคะ สำหรับคำถามแรกนะคะ เพราะเหตุใดมิวเทชัน และการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสิ่งมีชีวิต จึงมีความสำคัญต่อการคัดเลือก โดยธรรมชาตินะคะ คำตอบก็คือมิวเทชันและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ทำให้มีความหลากหลายทางพันธุกรรม ในประชากรสิ่งมีชีวิต ซึ่งธรรมชาตินะคะ จะเป็นตัวคัดเลือก ลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสม ไว้ในประชากรนะคะ คำถามต่อมานะคะ ก็คือจากคำกล่าวที่ว่า แมลงที่ได้รับสารฆ่าแมลง ทำให้เกิดความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงมากยิ่งขึ้น นักเรียนเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้หรือไม่คะ สำหรับครูนะคะ ครูไม่เห็นด้วย เนื่องจากสารฆ่าแมลงไม่ได้ทำให้แมลง มีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงเกิดขึ้น แต่ว่าอาจมีแมลงบางตัว ที่สามารถต้านทานต่อสารฆ่าแมลง จะถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติให้มีโอกาสอยู่รอด และให้ถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป ทำให้ประชากรรุ่นต่อไป ที่สามารถต้านทานต่อสารฆ่าแมลงนั้น มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นค่ะ ต่อไปนะคะ ครูจะให้นักเรียนสรุป เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาตินะคะ โดยครูมีหมายเลข 1-7 ให้ในกล่องสีส้มนะคะ โดยจะให้นักเรียนพิจารณาข้อความ ในกล่องสีฟ้านะคะ และนำข้อความมาใส่ให้ถูกต้องตามลำดับนะคะ ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ [เสียงดนตรี] (ดร.ขวัญชนก) ค่ะ ครบ 10 วินาทีแล้วนะคะ ทำกันเสร็จหรือยังคะ ถ้าใครต้องการเวลาเพิ่มก็กด Pause ได้นะคะ เรามาดูเฉลยกันก่อนนะคะ สำหรับเฉลยนะคะ ก็คือ E. D. C. G. A. F. และ B. ค่ะ แผนภาคสรุปวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาตินะคะ ก็จะเริ่มจากสิ่งมีชีวิตนะคะ จะเกิดมิวเทชัน และเกิดการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนะคะ ทำให้ประชากรมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ส่งผลให้มีความหลากหลายของลักษณะต่าง ๆ เมื่อเกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ สมาชิกของประชากร ที่มีลักษณะที่เหมาะสมมากกว่าก็จะอยู่รอด มีโอกาสสืบพันธุ์ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และให้กำเนิดลูกหลานได้มากกว่า กระบวนการนี้นะคะ จะดำเนินเป็นระยะเวลายาวนานหลายชั่วรุ่น จนในที่สุดนะคะ ทำให้ได้ประชากรที่มีลักษณะทางธุรกรรม ที่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมนะคะ ซึ่งมีลักษณะที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้นค่ะ นอกจากความรู้ที่ได้เรียนมาแล้วนะคะ ในการศึกษาวิวัฒนาการนะคะ เรายังจะต้องอาศัยหลักฐาน แล้วก็ความรู้ในด้านต่าง ๆ อีกนะคะ อย่างเช่น การศึกษาซากดึกดำบรรพ์ การศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบ เอ็มบริโอเปรียบเทียบ หรือการศึกษาทางด้านชีววิทยาโมเลกุลนะคะ ตัวอย่างของการศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบ ก็เช่น การศึกษาโครงสร้าง ของกระดูกรยางค์คู่หน้า ของจระเข้ นก ค้างคาว วาฬ แล้วก็มนุษย์นะคะ จะเห็นว่าลักษณะของสัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ มีความแตกต่างกัน รยางค์คู่หน้าของสัตว์เหล่านี้ก็มีความแตกต่างกัน และทำหน้าที่ต่างกัน แต่เมื่อเราเปรียบเทียบโครงสร้างของกระดูก จะพบว่ามีโครงสร้าง ที่สามารถเทียบเคียงกันได้นะคะ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สัตว์ในกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการ มาจากบรรพบุรุษร่วมกันนะคะ ตัวอย่างการศึกษาเอ็มบริโอเปรียบเทียบนะคะ ก็อย่างเช่น การศึกษาพัฒนาการ ของเอ็มบริโอของปลา เต่า นก วัว แล้วก็มนุษย์นะคะ สัตว์ในกลุ่มนี้นะคะ แม้จะมีตัวเต็มวัย ที่มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อเราศึกษาการเจริญเติบโต ของเอ็มบริโอในระยะแรก ๆ เราจะพบว่ามีลักษณะของโครงสร้างบางอย่าง ที่มีความคล้ายกันนะคะ นั่นเป็นหลักฐานที่ทำให้สนับสนุน ข้อสันนิษฐานที่ว่าสัตว์ในกลุ่มนี้นะคะ มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน การศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อในกลุ่มสมมติฐานที่ว่าสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์ ล้วนมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ที่เกิดอยู่ตลอดเวลา ส่งผลต่อความอยู่รอด ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละช่วงเวลา สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะที่เหมาะสมก็จะอยู่รอด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรม ที่มาจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนานหลากชั่วรุ่น จนในที่สุดทำให้สิ่งมีชีวิต มีลักษณะที่แตกต่างไปจากรุ่นบรรพบุรุษ และนำไปสู่การเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ จนนำไปสู่การเกิดเป็นความหลากหลาย ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่าง ๆ ดังที่พบในปัจจุบัน ค่ะ เรามาสรุปเนื้อหากันนะคะ มิวเทชันและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ทำให้เกิดความหลากหลาย ทางพันธุกรรมในประชากร สิ่งมีชีวิตในประชากรที่มีลักษณะที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมจะอยู่รอด และสามารถถ่ายทอดลักษณะดังกล่าว ไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้ กระบวนการนี้เป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานหลายชั่วรุ่น จนนำไปสู่ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ค่ะ และนี่คือทั้งหมด ที่เราได้เรียนรู้กันในคลิปนี้นะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]