(คุณวราวุธ) เรียนท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีนะครับ ท่านอาจารย์ สุวิทย์ แซ่เตีย นะครับ ท่านผู้แทนมหาวิทยาลัย จากทั้ง 5 ภูมิภาคนะครับ ท่านรองปลัดกระทรวง ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านผู้บริหารกระทรวง พม. นะครับ ท่านคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ท่านแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่รักทุกท่านครับ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566 นะครับ เป็นครั้งแรก ที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่ มจธ. นะครับ ได้มีโอกาสพบกับท่านอาจารย์สุวิทย์ ต้องบอกว่าวันนี้งานวันนี้เกิดขึ้นได้ จริง ๆ ต้องขอบคุณงานในวันนั้น และก็ต้องขอขอบคุณท่านสุวิทย์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวผมในขณะนั้น เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ มาถึงวันนี้เกือบจะ 7 เดือน พรุ่งนี้นะครับ ก็จะครบ 7 เดือนพอดี การที่ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง การที่ได้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่างถึงได้เข้าใจครับ ว่าวันนี้ การทำงานให้กับพี่น้องคนพิการนั้น คนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร ภาษาอังกฤษเขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการ Pitifulness แต่คนพิการต้องการโอกาส คนพิการต้องการศักยภาพที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในสังคม ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีที่เท่ากับคนพวกเราทุก ๆ คน ไมไ่ด้ต่างอะไรกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันและในประเทศไทยของเรา ถ้าไม่นับเรื่อง Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่… นั้น อีกหลาย 10 ปีนะครับ 30 ปี 20 ปี แต่ปัญหาที่เรากำลังจะเจอในระยะสั้น อีกไม่ถึง 10 ปีจากนี้ไป ก็คือปัญหาวิกฤตประชากร มันจะลามมาจนถึงสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ… มหาวิทยาลัยราชภัฏนะครับ ราชมงคล รวมไปถึง Locational ทั้งหลายนะครับ อาชีวะ เทคนิค สารพัดช่าง ว่าอีกในอนาคตอีกไม่นาน จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่มันน้อยลง แล้วจะฟีดเข้ามาในมหาวิทยาลัยก็จะลดลงไป เมื่อสักครู่ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านอาจารย์สุวิทย์ ก็ได้พูดคุยกันถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรื่อง AI เราก็จะสงสัย ว่าแล้วอีกหน่อยจะมีมนุษย์ไว้ทำไม เพราะว่า AI มันทำได้หมดทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วมันก็จะลามไปถึงว่าพอคนเข้ามหาวิทยาลัยน้อย คนทำงานมันก็จะน้อยลงไป น้อยลงไปอีก ตรงกันข้ามกับผู้สูงอายุที่มากขึ้น มากขึ้นทุกวัน ๆ ดังนั้นวันนี้ด้วยแรงงานที่น้อยลง กำลังคนทำงานที่น้อยลง จำเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ประเทศไทยของเราในระยะสั้น และระยะกลางนั้น เราจะต้องหากำลังแรงงาน หรือว่าศักยภาพ ผลิตภาพ หรือว่า Productivity ของคนทุก ๆ คนที่อยู่ในสังคมไทย วันนี้ อย่างที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าคนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร เขาต้องการโอกาส ดังนั้นวันนี้เราจะหยิบยื่นโอกาส แล้วก็จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ในการที่จะมาผลักดัน มิติทุก ๆ มิติของสังคมไทย ต้องบอกว่าทั้ง 6 เครือข่ายนะครับ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นในภาคเหนือ เป็น มช. นะครับ ภาคอีสาน มข. ภาคกลางของเรานะครับ มีทั้งสวนดุสิตที่สุพรรณบุรี บ้านผมเองนะครับ มีทั้งเจ้าคุณทหารลาดกระบังนะครับ แล้วก็สงขลานครินทร์ แล้วก็ต้องขอบคุณครับ เจ้าของสถานที่นะครับ พี่ใหญ่เลย จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ ก็คือ มจธ. นี่เป็นจุดเริ่มต้นครับ เพราะว่าผมเองได้… ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมนะครับ ปีที่แล้ว กลับไปที่กระทรวงก็ได้เรียนท่านปลัดฯ ท่านรองปลัดฯ วันนี้มากับเรา วันนี้ท่านปลัดฯ ติดงานอยู่นะครับ ผมขอให้ท่านปลัดฯ ไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี ประชุมกับท่านนายกฯ ก็มีท่านรองปลัดฯ และก็ท่านอธิบดีมา ผมบอกผมไม่รีบ แต่ว่าขอด่วน โครงการนี้ต้องเกิดให้ได้นะครับ โชคดีปรับ ครม. ครั้งล่าสุดมา ผมยังเป็นรัฐมนตรีอยู่นะครับ ผมบอกว่า อย่างไรเสีย โครงการนี้ต้องเกิดตอนที่ผมยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. อยู่ ก็โชคดีว่าปรับ ครม. ก่อน แล้วผมยังอยู่ ก็เลยได้มีโอกาสได้มาพูดแถลงข่าวในวันนี้นะครับ เพราะตอนแรกก็ลุ้นอยู่ว่ายังจะเป็นรัฐมนตรีกับเขาอยู่หรือไม่ แต่วันนี้ครับ เราได้มีโอกาสมาเห็นแล้วว่ามันทำได้จริง แต่การที่จะทำโครงการลักษณะนี้ได้ ผู้บริหารของสถานศึกษา ของมหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัย จะต้องเข้าใจถึงบริบทของการที่ไปเอาคนพิการเข้ามา มาฝึกฝีมือ มา Upskill มา Reskill เสียก่อน เข้าใจถึงวิถีชีวิตของคนพิการว่า แต่ละย่างก้าวหรือว่าแต่ละเมตรที่ออกมาจากบ้านเขานั้น มันคือความท้าทาย มันคือการผจญภัย ที่จบวันไปแล้วนี่ จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ อารยสถาปัตย์ในกรุงเทพฯ ในประเทศไทยในวันนี้ บางครั้ง ไม่ค่อยเอื้อคนพิการ บางครั้ง จะทำให้คนพิการไม่ต้องใช้กองทุนคนพิการอีกต่อไป ไปใช้กองทุนฌาปนกิจแทน เพราะว่าออกมาแล้วเสียชีวิตไปเลยก็มี ทางลาดที่ชันถึง 45 องศา อารยสถาปัตย์นะครับ ที่มันไม่ได้ตอบโจทย์ ดังนั้น วันนี้ เรากำลังจะมาเชื้อเชิญสถาบันการศึกษา วันนี้เราเริ่มต้นกันที่ 6 แห่ง และในอนาคตอันใกล้ ผมก็จะไปขอเซ็น MOU กับทาง อว. แล้วก็ ศธ. ในการที่จะขยายเครือข่ายของพวกเรา เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สุวิทย์บอกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ท่านมีคนพิการเข้าอบรมกว่า 400 คนนะครับ แล้วก็ได้มีงานการทำไป ผมก็มานั่งคิดว่า นี่แค่มหาวิทยาลัยเดียว ในประเทศไทยของเรามีสถาบันที่มีคุณภาพนับพันนับหมื่นแห่ง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนะครับ ถ้าแห่งเดียวทำได้ 400 คน 10,000 แห่งจะทำได้สักเท่าไร หรือ 1,000 แห่งจะทำได้สักเท่าไร จำนวนพี่น้องคนพิการ 2,000,000 กว่าชีวิตในประเทศไทยนะครับ แน่นอน ความพิการมีดีกรีที่แตกต่างกันไป แต่ดีกรีที่แตกต่างกันไปนั้น ด้วยเทคโนโลยี ด้วยวิวัฒนาการทั้งหลาย มันกำลังจะทำให้เส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างความพิการกับความไม่พิการนั้น มันค่อย ๆ ลดน้อย หายลงไป เมื่อสักครู่ก็ได้เห็นการสาธิตนะครับ เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจะเห็น ว่าพี่น้องคนพิการนั้น ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ แล้วก็มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาเอง แล้วก็มาพัฒนาสังคมไทย แน่นอน วันนี้ในภาคเอกชนมีกฎหมายมากมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ภายใต้ พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนะครับ มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 กว่าจะจำได้นี่ก็ ผมเองก็ปาเข้าไป 7 เดือนพอดีนะครับ ก็ได้องค์ความรู้ใหม่ ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ข้าราชการกระทรวง พม. ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็เอามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ดังนั้น วันนี้นะครับ ต้องเรียนว่า การที่เราจะมาส่งเสริมศักยภาพชีวิต แล้วก็คุณภาพชีวิตของพี่น้องคนพิการนั้น มันจะอยู่ภายใต้ร่มนโยบายใหญ่ของกระทรวง พม. เรามีนโยบาย เรียกว่า “5 x 5 ฝ่าวิกฤติประชากร” นะครับ นโยบายนำข้อเสนอนี้ได้ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ผมเองได้ไปนำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการธิการของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาแล้วก็เรื่องของประชากร เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทั่วโลกยอมรับในแผนนี้ เพราะว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤประชากรที่มันจะกระทบกับทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ เมื่อสักครู่ ผมได้กล่าวไปว่าด้วยประชากรที่น้อยลง คนก็จะเข้ามหาวิทยาลัยที่น้อยลง คนก็จะมาทำงานได้น้อยลง ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยทุกแห่ง สถาบันการศึกษา Higher Education ในประเทศไทย เริ่มที่จะเปิดตลาด ให้มีคนพิการเข้ามามากขึ้น ในอนาคต เมื่อเด็กเข้ามาในมหาวิทยาลัยน้อยลงแล้ว เราจะใช้คนกลุ่มไหนเข้ามาเรียนได้อีก คนพิการ แน่นอนเป็นคนกลุ่มสำคัญ พี่น้องคนสูงอายุ จะต้องกลับเข้ามาเรียนใหม่ ในอนาคตผมคิดว่าเราจะได้เห็นนักศึกษา นิสิตในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น อายุ 10 กว่า ๆ 20 ต้น ๆ อีกต่อไป อีกหน่อยเราจะได้เห็นคนอายุ 50 มาอยู่ในมหาวิทยาลัย คนอายุ 60 กว่า มาอยู่ในมหาวิทยาลัย และที่สำคัญคนพิการเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย นี่คือการที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพบริบทของสังคมที่เกิดขึ้น และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น เราพร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อน และก็สนับสนุนการทำงานทุก ๆ อย่าง ต้องบอกว่าลำพังกระทรวง พม. เราเอง เราเปรียบเสมือนกาวนะครับ ไปติดต่อคนนู้น ติดต่อคนนี้ แล้วเราก็มาทากาวเชื่อมกันเหมือนอย่างวันนี้ เราเป็นกาวมาเชื่อม 6 มหาวิทยาลัย เหนือ กลาง อีสาน ใต้นะครับ ให้มาเชื่อมด้วยกัน แล้วก็สร้างเป็นเครือข่าย แล้วก็มาพัฒนาสังคม แล้วก็มาพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่หลายมิติเหลือเกิน ผมต้องขอขอบคุณนะครับ ท่านอาจารย์สุวิทย์ ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยทั้ง 6 แห่ง ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมกันในโครงการนี้ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าในอนาคตอันใกล้ ทั้ง 6 มหาวิทยาลัยนี้จะเป็นเหมือน Node แล้วก็ขยายความของโครงการของเรา ไปตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค และส่งผลให้พี่น้องคนพิการ ได้ไม่ต้องจากบ้าน จากถิ่นฐานมาทำงานในกรุงเทพฯ อยู่เหนือก็ทำงานภาคเหนือ อยู่อีสานก็ทำงานภาคอีสาน อยู่ภาคใต้ก็ทำงานภาคใต้ หรือแม้แต่ภาคตะวันออก แล้วเราจะได้มีโอกาสมาเห็นการพัฒนาสังคม ได้เห็นความมั่นคงของชีวิต ของพี่น้องคนไทยทั้ง 66 ล้านคน ไม่ว่าจะเพศใด ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ไม่ว่าจะสถานภาพใด เป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานทุก ๆ คนนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณทั้ง 6 มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ ชื่อโครงการยาวมากนะครับ ก็เป็นสิ่งเดียวที่ผมต้องอ่านในนี้นะครับ เพราะว่าอันอื่นนี่รู้ เพราะว่าชื่อโครงการยาวมาก จำไม่ได้นะครับ แล้วก็กระทรวง พม. ครับ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนะครับ เรามีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอยู่ เงินเยอะมาก ฉะนั้น ขอมาเลยครับ เดี๋ยวผมอนุมัติ... เอ้อ ผมอนุมัติไม่ได้ ขออภัยนะครับ ท่านอธิบดีอยู่นี่ เดี๋ยวผมไปขอท่านอธิบดีให้เองนะครับ อยากทำอะไรนะครับ ขอมา สตางค์เรามี แล้วก็ไม่ใช่สตางค์ของเราด้วย เป็นสตางค์ของภาคเอกชน จ่ายมาเข้ากองทุน ฉะนั้น เรื่องสตางค์เรื่องเล็กครับ ไม่ใช่สตางค์ผม ใช้เลยนะครับ แล้วก็โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะได้เห็นคนพิการที่ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่เรากำลังจะหยิบยื่นโอกาสให้กับพวกเขาเหล่านั้น แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับ สังคมไทยจากนี้ไป เราเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่ว่าจะอายุใด จะ Gen Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z, Gen Alpha เดินไปด้วยกันครับ และทุก ๆ สถานะ โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วขอให้โชคดีครับ ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ]