[เสียงดนตรี] (คุณครูสุทธาทิพย์) สวัสดีค่ะ พบกับครูสุทธาทิพย์ หวังอำนวยพร นะคะ ในวันนี้เราจะมาเรียนกันในบทที่ 3 ค่ะ อาหาร โดยก่อนหน้านี้นักเรียนได้เรียนกันไปแล้ว 3 หัวข้อนะคะ ในวันนี้ก็จะเป็นหัวข้อที่ 4 ค่ะ วิตามินและเกลือแร่ค่ะ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มเรียนกันนะคะ ครูจะให้นักเรียนมาทบทวนความรู้กันก่อนค่ะ โดยให้นักเรียนพิจารณาข้อความต่อไปนี้นะคะ ว่าถูกหรือผิดค่ะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปดูเฉลยพร้อม ๆ กันนะคะ นักเรียนลองทำดูเลยค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูสุทธาทิพย์) เป็นอย่างไรคะ ทำเสร็จแล้วหรือยังคะ เรามาเริ่มที่ข้อ 1 กันเลยแล้วกันนะคะ H2O หรือน้ำนะคะ และ NaCl หรือโซเดียมคลอไรด์ เป็นสารโคเวเลนต์ ข้อนี้นะคะ เมื่อเราพิจารณาจากสูตรเคมีนะคะ เราก็จะเห็นว่าน้ำนะคะ ซึ่งมีสูตรเคมีเป็น H2O นี่นะคะ ก็จะประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน และธาตุออกซิเจนใช่ไหมคะ ซึ่งทั้ง 2 ธาตุนี้นี่ ก็เป็นอโลหะทั้งคู่ แสดงว่าน้ำเป็นสารโคเวเลนต์ค่ะ ส่วน NaCl นะคะ ประกอบด้วยโซเดียมนะคะ ซึ่งเป็นโลหะ และคลอรีนนะคะ ซึ่งเป็นอโลหะ ก็แสดงว่าโซเดียมคลอไรด์นี่ เป็นสารประกอบไอออนิก นั่นก็คือข้อนี้ผิดค่ะ ข้อ 2 ค่ะ H2O หรือน้ำนะคะ เป็นสารไม่มีขั้ว สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได้นะคะ จริง ๆ แล้วนี่ น้ำนี่เป็นสารมีขั้วนะคะ ก็แสดงว่าข้อนี้ก็ผิดเช่นกันค่ะ ข้อ 3 ค่ะ โมเลกุลที่มีพันธะ O-H N-H หรือ F-H สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได้ค่ะ ข้อนี้ถูกนะคะ และข้อสุดท้ายค่ะ น้ำมันเป็นไตรกลีเซอไรด์ ที่เกิดจากกลีเซอรอลและกรดไขมัน ข้อนี้ก็ถูกเช่นกันค่ะ เป็นอย่างไรคะ ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ถ้านักเรียนยังสงสัยอยู่นะคะ ก็สามารถกลับไปทบทวนก่อนได้ค่ะ เอาล่ะค่ะ เราจะเริ่มเรียนกันเลยนะคะ ก่อนหน้านี้นี่นักเรียนได้เรียนกันมาแล้วนะคะ ว่าสารอาหารประเภทไขมัน และน้ำมัน คาร์โบไฮเดรต แล้วก็โปรตีนนี่ เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานนะคะ แต่นอกจากนี้แล้วก็ยังมีสารอีกกลุ่มหนึ่งนะคะ ที่ไม่ได้ให้พลังงานแต่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของระบบต่าง ๆ ของร่างกายค่ะ นั่นก็คือสารอาหาร ในกลุ่มของวิตามินและเกลือแร่นั่นเองค่ะ ส่วนใหญ่แล้วนี่ อาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงนี่ จะมีปริมาณวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกายนะคะ ดังนั้น เราจึงต้องได้รับวิตามินและเกลือแร่ จากอาหารประเภทอื่น ๆ ค่ะ ก็คืออาหารในกลุ่มของผักและผลไม้นั่นเองค่ะ นอกจากนี้แล้วนี่ ในโปรตีนหรือเนื้อสัตว์บางชนิดนี่นะคะ ก็จะมีเกลือแร่บางชนิดด้วย เช่น แคลเซียม เหล็กค่ะ สำหรับในหัวข้อนี้นะคะ เราก็จะมาเรียนกันค่ะ ว่าวิตามินและเกลือแร่นี่ เป็นสารประเภทไหนนะคะ รวมทั้งศึกษาสมบัติบางประการ ของสารในกลุ่มนี้ด้วยค่ะ โดยที่เราจะเริ่มจากวิตามินกันก่อนเลยนะคะ วิตามินเป็นสารประกอบอินทรีย์ค่ะ มีความจำเป็นต่อกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น วิตามิน A นะคะ จะช่วยในการทำงานของการมองเห็นค่ะ แล้วก็วิตามิน C ค่ะ จะช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิดค่ะ วิตามินบางชนิดละลายในน้ำ เช่น วิตามิน C บางชนิดละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A ค่ะ เอ๊ะ พอมาถึงตรงนี้แล้วนี่ นักเรียน สงสัยนะคะ ว่าทำไมทั้ง ๆ ที่เป็นวิตามินเหมือนกัน แต่บางชนิดถึงละลายในน้ำ ส่วนบางชนิดก็ละลายในไขมันค่ะ อย่าเพิ่งตอบว่าไม่สงสัยนะคะ ครูจะชวนนักเรียนนี่ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กับครูค่ะ โดยครูจะให้นักเรียนนะคะ พิจารณาจากสูตรโครงสร้าง ที่ครูยกตัวอย่างมานะคะ ก็จะมีวิตามินที่ละลายในน้ำนะคะ ก็จะมีวิตามิน C แล้วก็วิตามิน B1 ค่ะ แล้วก็ลองเปรียบเทียบกับวิตามิน ที่ละลายในไขมันนะคะ ก็จะมีวิตามิน A แล้วก็วิตามิน D ค่ะ แล้วก็ให้นักเรียนลองตอบคำถามนะคะ ว่าโมเลกุลของวิตามินที่ละลายในน้ำนี่ มีลักษณะอย่างไร แล้วก็แตกต่างจากโมเลกุลของวิตามิน ที่ละลายในไขมันอย่างไรบ้างค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูสุทธาทิพย์) เป็นอย่างไรบ้างคะ ได้คำตอบกันแล้วหรือยังคะ ถ้ายังนะคะ เดี๋ยวเรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ โดยก่อนอื่นนะคะ ครูจะให้นักเรียน ลองพิจารณาสูตรโครงสร้างของน้ำนะคะ และไขมันหรือน้ำมันกันก่อนค่ะ โดยน้ำนะคะ นักเรียนเคยเรียนกันมาแล้วนะคะ ว่ามีสูตรโครงสร้างแบบนี้นะ แล้วก็เป็นสารมีขั้วค่ะ ส่วนไขมันหรือน้ำมันนะคะ เป็นสารในกลุ่มของไตรกลีเซอไรด์ค่ะ ก็จะมีโครงสร้างดังรูปนี้เช่นกันนะคะ แต่อันนี้ครูยกตัวอย่างมาเพียงชนิดเดียวก่อนนะคะ จากรูปนะคะ เราก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่นี่ จะประกอบด้วยส่วนของไฮโดรคาร์บอนนะคะ ก็คือส่วนที่เป็นธาตุคาร์บอน แล้วก็ธาตุไฮโดรเจนค่ะ ซึ่งส่วนของไฮโดรคาร์บอนนี่เองล่ะค่ะ ที่จะทำให้ไขมันหรือน้ำมันนี่เป็นสารไม่มีขั้วค่ะ ก็คือจะมีขั้วน้อยมาก ๆ เลยนะคะ จึงเราถือว่าเป็นสารไม่มีขั้วค่ะ เอาล่ะ ตอนนี้เราทราบแล้วนะคะ ว่าน้ำเป็นสารมีขั้ว ส่วนไขมันหรือน้ำมันนี่เป็นสารไม่มีขั้วนะคะ ต่อไปเราก็จะมาดูที่วิตามินกันบ้างค่ะ โดยเริ่มจากวิตามินที่ละลายในน้ำนะคะ เริ่มจากวิตามิน C กันเลยค่ะ วิตามินนี่นะคะ ก็จะเป็นสารประกอบอินทรีย์เช่นเดียวกันนะคะ ดังนั้น ส่วนใหญ่นี่ก็จะประกอบด้วยธาตุคาร์บอน และธาตุไฮโดรเจนค่ะ และนอกจากนั้นนะ ก็จะมีธาตุอื่นด้วย อย่างเช่นตรงนี้นะคะ ก็จะเห็นว่ามีธาตุออกซิเจนนะคะ สร้างพันธะกับไฮโดรเจน โดยเราจะเรียกหมู่นี้นี่ว่า “หมู่ไฮดรอกซิล” ค่ะ ในวิตามิน C นี่ ก็จะมีหมู่ไฮดรอกซิลหลายหมู่เลยทีเดียวนะคะ ซึ่งก็จะทำให้วิตามิน C นี่เป็นสารมีขั้วนะคะ และหมู่ไฮดรอกซิลนี่ ก็สามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับน้ำได้ด้วย จึงทำให้วิตามิน C ละลายน้ำค่ะ เอาล่ะต่อไปเราลองมาดู วิตามิน B1 กันบ้างนะคะ วิตามิน B1 นี่ ก็จะเห็นว่ามีหมู่ไฮดรอกซิลเช่นกัน นอกจากนั้นนี้ก็จะมีหมู่อะมิโนด้วย โดยทั้ง 2 หมู่นี่ก็สามารถสร้างพันธะ ไฮโดรเจนกับน้ำได้เช่นเดียวกันค่ะ นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราพิจารณาดูดี ๆ นะ เราจะเห็นว่าในโครงสร้างนี่ จะมีส่วนที่มีประจุด้วยนะคะ ซึ่งก็จะช่วยให้ละลายน้ำได้ดี โดยการเกิดการแตกตัวค่ะ โดยทั้ง 2 ปัจจัยนี้ ก็จะทำให้วิตามิน B1 นี่เป็นสารมีขั้ว แล้วก็สามารถละลายน้ำได้ค่ะ ต่อไปเราจะลองมาดูวิตามิน ที่ละลายในไขมันบ้างนะคะ ก็จะมีวิตามิน A กับวิตามิน D นะคะ ก็จะเห็นว่าโครงสร้างส่วนใหญ่นี่ เป็นไฮโดรคาร์บอนนะคะ ถึงแม้จะมีหมู่ไฮดรอกซิลอยู่อย่างละหมู่ก็ตามนี่ แต่ว่าส่วนของไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนมากนี่ จะทำให้วิตามิน A และวิตามิน D นี่นะคะ มีขั้วน้อยมาก ๆ จนถือว่าไม่มีขั้ว จึงไม่ละลายในน้ำที่เป็นสารมีขั้วนะคะ แต่ละลายได้ดีในไขมัน หรือน้ำมันที่เป็นสารไม่มีขั้วค่ะ เอาล่ะค่ะ เราก็จะสรุปได้นะคะ ว่าโมเลกุลของวิตามินที่ละลายในน้ำนี่จะแตกต่าง จากโมเลกุลของวิตามินที่ละลายในไขมันนะคะ โดยโมเลกุลของวิตามินที่ละลายในน้ำนี่ จะต้องเป็นสารมีขั้วนะคะ เราก็จะพิจารณาได้จากว่าโครงสร้างนี่ จะมีฟังก์ชันที่สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับน้ำ ได้หลายตำแหน่งนะคะ โดยหมู่ฟังก์ชันนี้ก็อาจจะเป็นหมู่ไฮดรอกซิลนะคะ หรือว่าหมู่อะมิโน นอกนั้นนี่ โครงสร้างก็จะมีประจุด้วยนะคะ ส่วนโมเลกุลของวิตามินที่ละลายในไขมันนะคะ ก็จะเป็นสารไม่มีขั้วค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วนี่ในโครงสร้าง ก็จะมีส่วนที่เป็นไฮโดรคาร์บอนอยู่มากค่ะ เอาล่ะค่ะ ตอนนี้นักเรียนน่าจะตอบคำถามได้แล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมวิตามินบางชนิดถึงละลายในน้ำ แต่บางชนิดจึงละลายในไขมันนะคะ นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าวิตามินชนิดนั้นนี่ เป็นสารมีขั้วหรือไม่มีขั้วนะคะ ถ้าวิตามินนั้นเป็นสารมีขั้วก็จะละลายในน้ำ แต่ถ้าวิตามินนั้นเป็นสารไม่มีขั้วนะคะ ก็จะละลายในไขมันค่ะ เอาล่ะ เราลองมาทำแบบฝึกหัดกันดูนิดหนึ่งนะคะ จากทรงโครงสร้างของวิตามิน ที่ครูกำหนดให้นี่นะคะ ก็ให้นักเรียนนี่ระบุว่าวิตามินนี้ละลายในน้ำ หรือว่าในไขมันนะคะ เพราะเหตุใดค่ะ เดี๋ยวลองทำดูเลยค่ะ นะคะ ก็จะเห็นว่าวิตามินนี้นะคะ จะมีหมู่ไฮดรอกซิลถึง 2 หมู่เลยนะคะ ก็แสดงว่าเป็นสารมีขั้วนะคะ จึงละลายได้ในน้ำค่ะ และจริง ๆ นี้วิตามินนี้ ก็คือวิตามิน B6 ค่ะ เรามาลองดูอีกชนิดหนึ่งนะคะ วิตามิน ข ค่ะ เอาล่ะค่ะ จากสูตรโครงสร้างนะคะ เราก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่นี่ จะเป็นไฮโดรคาร์บอนนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีหมู่ไฮดรอกซิลแค่ 1 หมู่นี่นะคะ ส่วนของไฮโดรคาร์บอนนี่มีขนาดใหญ่มากนะคะ จึงทำให้วิตามิน ข นี่นะคะ เป็นสารไม่มีขั้วนะคะ ดังนั้น ก็จะละลายในไขมันค่ะ แล้วจริง ๆ นี้ วิตามิน ข นี่ จริง ๆ ก็คือวิตามิน E ค่ะ จากการละลายของวิตามิน ที่เราได้กล่าวไปแล้วนะคะ ก็จะสอดคล้องกับหลัก ที่ชื่อว่า “like dissolves like” ค่ะ ซึ่งก็คือสารจะละลายได้ ในตัวทำละลายที่มีขั้วใกล้เคียงกัน เนื่องจากมีแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลประเภทเดียวกันค่ะ นอกจากนี้นะคะ เราก็สามารถใช้หลักนี้นะคะ ในการอธิบายการละลายของสารอื่นได้ด้วยนะ อย่างเช่น จากในรูปนะคะ ก็จะเห็นว่าน้ำมันนี่ไม่ละลายในน้ำค่ะ ครูคิดว่านักเรียนหลาย ๆ คนคงทราบแล้วแหละ ว่าน้ำมันไม่ละลายในน้ำ แต่เป็นเพราะเหตุใดคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าน้ำนี่เป็นสารมีขั้วใช่ไหมคะ ส่วนน้ำมันนี่เป็นสารไม่มีขั้ว เมื่อมีขั้วต่างกันจึงไม่ละลายกันนั่นเองค่ะ นอกจากนี้แล้วนี่ เราก็สามารถใช้หลักการนี้นะคะ ในการอธิบายการละลาย ของสารประกอบอินทรีย์ชนิดอื่นได้ด้วยนะ ยกตัวอย่างเช่น กลูโคสนะคะ เราก็จะเห็นว่ากลูโคสนี่ มีหมู่ไฮดรอกซิลหลายหมู่นะคะ จึงทำให้เป็นสารมีขั้วนั่นเองนะคะ จึงสามารถละลายได้ในน้ำนะคะ ชนิดหนึ่ง ก็คือเมนทอลนะคะ ซึ่งเป็นสารที่ใช้แต่งกลิ่นในอาหารต่างๆ นะคะ ก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่นี่ จะประกอบด้วยส่วนของไฮโดรคาร์บอนนะคะ ทำให้เมนทอลนี่เป็นสารไม่มีขั้ว แล้วก็ละลายในน้ำมันค่ะ นอกจากนี้นะคะ เราสามารถ ใช้หลัก like dissolves like นี่นะคะ นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยค่ะ เช่น ใช้ในการเลือกตัวทำละลายที่เหมาะสม สำหรับการสกัดสารประกอบอินทรีย์จากพืชนะคะ เช่น เราใช้เอทานอลนะคะ ในการสกัดกลิ่นน้ำหอมจากดอกไม้ค่ะ แล้วก็สามารถใช้ในการอธิบาย กลไกการซักล้างคราบไคลและไขมัน ของสบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานได้ด้วยค่ะ โดยถ้านักเรียน ใช้หนังสือวิทยาศาสตร์กายภาพเล่ม 1 ของ สสวท. นะคะ ที่รูปนี้นะคะ จะมีสัญลักษณ์ AR อยู่ ถ้านักเรียนเปิดแอปพลิเคชัน และนำมาส่องที่รูปนี้นะคะ ก็จะแสดงแอนิเมชันค่ะ ซึ่งครูก็มีคลิปมาให้นักเรียนดูด้วยนะคะ เดี๋ยวไปดูคลิปกันเลยค่ะ (บรรยาย) สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาล้างจาน โมเลกุลของสารเหล่านี้มีทั้งส่วนมีขั้วและไม่มีขั้ว โดยส่วนไม่มีขั้วทำหน้าที่ห่อหุ้มไขมัน และส่วนมีขั้วหันเข้าหาโมเลกุลน้ำ เกิดเป็นไมเซลล์ที่มีรูปร่างเป็น 3 มิติ ล้อมรอบไขมันทุกทิศทาง [เสียงดนตรี] (คุณครูสุทธาทิพย์) เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวเรามาดูเกลือแร่กันบ้างนะคะ นักเรียนทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่าวิตามินนี่เป็นสารประกอบอินทรีย์นะคะ แล้วนักเรียนคิดว่าเกลือแร่นี่ค่ะ เป็นสารประเภทเดียวกับวิตามินหรือเปล่าคะ จริง ๆ แล้วนี่ เกลือแร่นี่นะคะ เป็นไอออนหรือเป็นสารประกอบไอออนิกค่ะ ดังนั้น ก็เลยทำให้ส่วนใหญ่แล้วนี่ เกลือแร่นี่ละลายในน้ำนะคะ เกลือแร่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น แคลเซียมนี่ เป็นส่วนประกอบของกระดูกนะคะ แล้วก็ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อค่ะ ส่วนโซเดียมนะคะ ก็จะช่วยในการทำงานของระบบประสาทค่ะ แล้วก็ยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายด้วย ตอนที่ครูพูดว่าแคลเซียมหรือโซเดียมนี่นะคะ ไม่ใช่ว่าจะอยู่ในรูปของโลหะแคลเซียม หรือว่าโลหะโซเดียมนะคะ แต่จะอยู่ในรูปของไอออน หรือว่าสารประกอบไอออนิกค่ะ ถ้านักเรียนได้รับเกลือแร่ไม่เพียงพอ หรือมากเกินไปนี่ ก็จะส่งผลต่อระบบ ของการทำงานของร่างกายนี่นะคะ อย่างเช่น ถ้าเราได้รับโซเดียมน้อยเกินไปนี่ ก็จะเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกนะคะ ปวดศีรษะ จนกระทั่งไปถึงเกิดอาการชักได้ค่ะ แต่ถ้าเราได้รับปริมาณโซเดียมมากเกินไปนะคะ เพราะอาจจะทำให้เราเกิดโรคไต หรือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ค่ะ ดังนั้นนะคะ เราจึงควรจะใส่ใจในการรับประทานอาหาร ว่ามีปริมาณสารอาหารต่าง ๆ มากหรือน้อยเกินไปค่ะ โดยเราอาจจะพิจารณาได้จากข้อมูลโภชนาการ ที่อยู่บนฉลากอาหารนะคะ ซึ่งครูก็มีตัวอย่างมาให้ดูนะคะ ก็จะเห็นว่าเขาจะแสดงปริมาณ เกลือแร่บางชนิดไว้ด้วยนะคะ ก่อนที่เราจะจบบทเรียนกันนะคะ เดี๋ยวเรามาทบทวนความรู้กันอีกนิดหนึ่งนะคะ โดยครูได้กำหนดสูตรโครงสร้าง ของสารให้ 3 ชนิดนี้นะคะ แล้วให้นักเรียนระบุว่าสารแต่ละชนิดต่อไปนี้นี่ สามารถละลายน้ำได้หรือไม่ เพราะเหตุใดค่ะ เอาล่ะค่ะ นักเรียนลองทำดูเลยค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูสุทธาทิพย์) ทำได้ไหมคะ ในการที่จะทำโจทย์ข้อนี้นะคะ เราก็จะต้องใช้หลัก like dissolves like นั่นเองค่ะ โดยเราจะดูว่าสารแต่ละชนิดนี่ เป็นสารมีขั้วหรือว่าสารไม่มีขั้วนะคะ ถ้าเป็นสารมีขั้วนี่นะคะ ก็จะละลายในน้ำได้นะคะ เนื่องจากว่าน้ำเป็นสารมีขั้วนั่นเอง แต่ถ้าเป็นสารไม่มีขั้วก็จะไม่ละลายในน้ำค่ะ เราจะเริ่มดูจากที่ข้อ 1 กันเลยนะคะ จากข้อ 1 นะคะ ก็จะเห็นว่าสารชนิดนี้นี่ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนค่ะ ก็แสดงว่าเป็นสารไม่มีขั้วนั่นเอง จึงไม่ละลายในน้ำนะคะ ส่วนข้อ 2 ค่ะ เราก็จะเห็นว่ามีในโครงสร้างนี่ มีสูตรที่มีประจุนะคะ ดังนั้น ก็แสดงว่าสารนี้นี่เป็นสารมีขั้วค่ะ ก็จะละลายในน้ำนั่นเองนะคะ และข้อสุดท้ายนะคะ จากสูตรโครงสร้าง เราก็จะเห็นว่ามีสูตรของหมู่ไฮดรอกซิล 2 หมู่ค่ะ ซึ่งทั้ง 2 หมู่นี่ก็จะทำให้สารนี้เป็นสารมีขั้วนะคะ จึงสามารถละลายในน้ำได้ค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาสรุปบทเรียนกันนะคะ วิตามินและเกลือแร่เป็นสารที่มีความจำเป็น ต่อกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย วิตามินเป็นสารประกอบอินทรีย์ ส่วนเกลือแร่เป็นไอออน หรือเป็นสารประกอบไอออนิกค่ะ วิตามินบางชนิดละลายในน้ำ แต่บางชนิดก็ละลายในไขมัน การพิจารณาการละลายของสารในตัวทำละลาย จะอาศัยหลัก like dissolves like ค่ะ สำหรับวิตามินและเกลือแร่นะคะ ก็จะจบลงเพียงเท่านี้นะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]