[เสียงดนตรี] (คุณครูณัฏฐิกา) สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ ในคลิปนี้เราจะมาเรียน เรื่องของพลังงานกันต่อค่ะ โดยเราจะยังคงอยู่ที่หัวข้อของเชื้อเพลิงกันนะคะ จากที่เคยรู้กันมาแล้ว ว่าเชื้อเพลิงที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ แล้วนักเรียนรู้กันไหมคะ ว่าเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ได้มาอย่างไร การขุดเจาะปิโตรเลียม จะได้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ จำพวกแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบค่ะ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแยกจะได้แก๊สธรรมชาติ ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สมีเทนออกมาก่อน เนื่องจากแก๊สมีเทนนะคะ มีจุดเดือดต่ำนั่นเอง ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เหลือนะคะ ก็จะเข้าสู่กระบวนการกลั่นลำดับส่วน เพื่อแยกองค์ประกอบออกจากกัน ตามลำดับจุดเดือด จากรูปนะคะ จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้นี่นะคะ มีการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายมากเลยค่ะ นอกจากแก๊สธรรมชาติและน้ำมันแล้วนะคะ เราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่น ที่ได้จากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ด้วยค่ะ เช่น ถ่านหิน ซึ่งถ่านหินนี้นะคะ ก็จะได้มาจากการทับถมกัน ของซากพืชเป็นแหล่งพลังงานเก่าแก่ แต่เนื่องจากว่ามีราคาถูกกว่าน้ำมันนะคะ ในปัจจุบัน จึงยังคงมีการใช้งานต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ค่ะ ถ่านหินนะคะ จะมีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอน ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ โดยมวลค่ะ หินน้ำมันจะเกิดจากการทับถมของหิน และสารอินทรีย์ สามารถนำมาเผาเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ค่ะ นอกจากนี้นะคะ ในปัจจุบันยังมีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์อีกด้วยนะคะ เช่น ไบโอดีเซล ซึ่งจะได้มาจากการทำปฏิกิริยาเคมี ระหว่างไขมันสัตว์ หรือน้ำมันพืชกับแอลกอฮอล์ รวมทั้งยังมีการใช้เอทานอลผสมกับน้ำมันเบนซิน เพื่อให้ได้เป็นแก๊สโซฮอล์อีกด้วยค่ะ รวมถึงแก๊สชีวภาพนะคะ ซึ่งจะได้จากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ ก็จะมีการนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิง ซากดึกดำบรรพ์ด้วยค่ะ สำหรับการใช้เชื้อเพลิงในรถยนต์นั้น ปฏิกิริยาการเผาไหม้ในห้องเครื่อง ที่มีอุณหภูมิสูงของรถยนต์นะคะ อาจก่อให้เกิดแก๊สมลพิษบางชนิด เช่น แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ ซึ่งจริง ๆ แล้วนะคะ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์นั้น สามารถทำปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจน ได้เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ค่ะ ส่วนแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์นะคะ ก็สามารถสลายตัวให้เป็นแก๊สไนโตรเจน และแก๊สออกซิเจนได้ค่ะ แต่เนื่องจากว่าปฏิกิริยาทั้ง 2 นี้นะคะ เกิดขึ้นได้ช้ามากในภาวะปกติค่ะ ดังนั้นนะคะ จึงมีการคิดค้น เครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาขึ้น โดยมีการใช้โลหะบางชนิด เช่น แพลทินัม โรเดียม เพื่อช่วยให้ปฏิกิริยาทั้ง 2 นะคะ เกิดได้เร็วขึ้น ซึ่งสารที่ทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้นนี่นะคะ เราจะเรียกว่า “ตัวเร่งปฏิกิริยา” โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนะคะ เมื่อมีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยานั้น เราจะยังคงได้ผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็นสารชนิดเดิมค่ะ และเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้วนะคะ เราก็จะได้ตัวเร่งปฏิกิริยากลับคืนออกมา ในปริมาณที่เท่าเดิมด้วยค่ะ ดังนั้นนะคะ เราจึงสามารถใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา ปริมาณเพียงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้สารตั้งต้นเกิดปฏิกิริยาเคมีได้เร็วขึ้น ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีนะคะ สารตั้งต้นจะเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ ทำให้ปริมาณของสารตั้งต้นลดลง ขณะเดียวกันนะคะ ปริมาณของผลิตภัณฑ์ก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นนะคะ ถ้าสารตั้งต้นลดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นนะคะ ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น การที่เราจะพิจารณา ว่าปฏิกิริยาใดเกิดได้ช้าหรือเร็วนะคะ เราก็จะสามารถดูได้จากการเปลี่ยนแปลง ปริมาณของสารตั้งต้น หรือผลิตภัณฑ์เทียบกับเวลาค่ะ ซึ่งตรงนี้นะคะ ก็จะสัมพันธ์ กับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั่นเองค่ะ นอกจากปฏิกิริยาเคมี ในเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา ที่มีการใช้โลหะแพลทินัมและโรเดียม เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแล้วนะคะ ยังมีปฏิกิริยาเคมีอื่น ที่มีการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาอีกหรือเปล่านะ เราจะได้มาศึกษาจากกิจกรรมต่อไปนี้กันค่ะ โดยในกิจกรรมนี้นะคะ เราจะได้ศึกษาปฏิกิริยาการสลายตัว ของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งจะให้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำและแก๊สออกซิเจนค่ะ นักเรียนดูสมการที่แสดงได้เลยนะคะ เอาล่ะค่ะ เรา… [สื่อวีดิทัศน์] (คุณครูณัฏฐิกา) จากการทดลองนะคะ เรารู้ว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น ก็เพราะเราเห็นฟองแก๊สที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ ซึ่งถ้าดูจากสมการเคมีนะคะ จะเห็นว่าปฏิกิริยานี้มีแก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์ แล้วนักเรียนคิดว่า เราเติมน้ำยาล้างจานลงไปทำไมคะ นึกกันออกไหมเอ่ย ลองสังเกตสมการเคมีนะคะ เราจะพบว่าน้ำยาล้างจาน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมีเลย แล้วในการทดลองนะคะ ตอนที่เติมน้ำยาล้างจานลงไป สารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ก็ยังคงใสเหมือนเดิม ดังนั้นนะคะ สาเหตุที่เราเติมน้ำยาล้างจานลงไป ก็เพียงเพื่อให้เราสามารถสังเกต เห็นผลการทดลองได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเองล่ะค่ะ คราวนี้เรามาดูผลการทดลองกันเลยนะคะ สิ่งที่เราสังเกตได้อย่างชัดเจนเลย ก็คือขวดที่ใส่โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะ สารละลายจะเปลี่ยนเป็นสารละลายสีเหลือง แต่ขวดที่ไม่ได้ใส่โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนั้น สารละลายจะยังคงใส ไม่มีสีเหมือนเดิม ซึ่งถ้านักเรียนลองพิจารณาสมการเคมีนะคะ จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ ก็คือน้ำและแก๊สออกซิเจน ซึ่งสารทั้ง 2 นี้นะคะ จะเป็นสารไม่มีสีทั้งคู่ ดังนั้น สีเหลืองที่เราสังเกตเห็นนี้นะคะ จะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี เป็นเพียงสารที่เกิดขึ้น ระหว่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่านั้น แต่เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลง เราจะได้น้ำและแก๊สออกซิเจน เช่นเดียวกับขวด ที่ไม่ได้เติมโพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวค่ะ จากที่เราดูคลิปการทดลองสักครู่นะคะ นักเรียนเห็นว่าปริมาณของฟองแก๊สในขวดที่เติม แล้วก็ไม่เติมโพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะ แตกต่างกันหรือเปล่า ชัดเจนนะ ว่าแตกต่างกัน โดยขวดที่ไม่ได้เติม โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะ เราจะสังเกตเห็นฟองแก๊ส ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ส่วนขวดที่เติม โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะ จะมีฟองแก๊สเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเลยค่ะ และเมื่อเราลองเปรียบเทียบอัตราการสลายตัว ของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์นะคะ ในขวดที่เติมแล้วก็ไม่ได้เติม โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัว เราก็จะเห็นได้ว่าขวดที่เติม โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะ มีอัตราการสลายตัว ของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์มากกว่าค่ะ ดังนั้นนะคะ เราจึงสามารถสรุปผลการทดลอง ได้ว่าโพแทสเซียมไอโอไดด์นะคะ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้อัตราการสลายตัว ของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์นะคะ เกิดได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้แล้วค่ะ ว่ามีปฏิกิริยาเคมีอื่น ๆ ที่มีการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา และนอกจากโลหะแล้วนะคะ ก็ยังมีสารเคมีชนิดอื่น ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาได้เช่นเดียวกันค่ะ จริง ๆ แล้วนะคะ ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ก็จะมีการใช้ประโยชน์ จากตัวเร่งปฏิกิริยามากมายเลยค่ะ เช่นจากรูปนะคะ ก็แสดงให้เห็นเลยค่ะ ว่าในร่างกายของเรานะคะ มีการใช้เอนไซม์หลายชนิด เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการย่อยอาหารค่ะ จากรูปนักเรียนจะเห็นได้นะคะ ว่าเป็นการย่อยคาร์โบไฮเดรต ในร่างกายของเรา โดยในการย่อยนี่นะคะ จะมีเอนไซม์หลายชนิดที่ช่วยในการย่อย เช่น อะไมเลส มอลเทส ตัวเร่งปฏิกิริยา เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้น แล้วนักเรียนคิดว่ายังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกไหม ที่จะส่งผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เราจะได้ไปศึกษาพร้อม ๆ กัน จากกิจกรรมต่อไปนี้นะคะ โดยในกิจกรรมนี้ เราจะได้ศึกษาผลของความเข้มข้น อุณหภูมิ พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น ที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา ระหว่างกรดไฮโดรคลอริก กับแคลเซียมคาร์บอเนต หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า “หินปูน” นั่นเอง เราไปดูการทดลองพร้อม ๆ กันเลยนะคะ [สื่อวีดิทัศน์] (คุณครูณัฏฐิกา) เอาล่ะค่ะ ดูคลิปกันจบแล้วนะ อย่างนั้นต่อไปเรามาดูผลการทดลอง พร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ โดยเราจะเปรียบเทียบผลการทดลองทีละคู่นะคะ เริ่มจากบีกเกอร์ใบที่ 1 เทียบกับบีกเกอร์ใบที่ 2 ก่อนค่ะ นักเรียนคิดว่าสารที่ใช้ในบีกเกอร์ทั้งสอง เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรคะ ถ้าใครจำไม่ได้ว่าบีกเกอร์ทั้ง 2 ใบ ใช้สารเคมีอะไร ก็ดูจากรูปที่ครูโชว์ได้เลยนะคะ ซึ่งเรานะคะ ก็จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่าทั้ง 2 บีกเกอร์ใช้ผงแคลเซียมคาร์บอเนต ในปริมาณที่เท่ากัน แต่ในบีกเกอร์ใบที่ 2 นะคะ เราใช้กรดไฮโดรคลอริกที่มีความเข้มข้นมากกว่า แล้วแบบนี้อัตราการเกิดฟองแก๊ส ในแต่ละบีกเกอร์แตกต่างกันไหมคะ ซึ่งอัตราการเกิดฟองแก๊สนะคะ เราจะดูได้จากปริมาณฟองแก๊สที่เกิดขึ้นต่อเวลา แต่ในการทดลองนี้นะคะ เราใช้ปริมาณของแคลเซียมคาร์บอเนต ที่เท่า ๆ กันในทุกบีกเกอร์ ดังนั้นนะคะ เราจึงสามารถเปรียบเทียบ อัตราการเกิดฟองแก๊ส ได้จากเวลาที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา จนกระทั่งไม่มีฟองแก๊สเกิดขึ้นอีก ดังนั้นนะคะ ถ้าเราจับเวลาแล้ว บีกเกอร์ไหนที่ใช้เวลาน้อยกว่า ก็จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สที่มากกว่านั่นเอง เมื่อเราลองเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 และบีกเกอร์ใบที่ 2 นะคะ เราก็จะพบว่าบีกเกอร์ใบที่ 2 ใช้เวลาน้อยกว่า ดังนั้นนะคะ อัตราการเกิดฟองแก๊ส ของบีกเกอร์ทั้ง 2 ใบนี้ก็แตกต่างกัน โดยบีกเกอร์ใบที่ 2 นะคะ ก็จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สที่มากกว่า ดังนั้นนะคะ การเพิ่มความเข้มข้น ของกรดไฮโดรคลอริก จะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นค่ะ มาดูคู่ต่อไปกันเลยดีกว่านะคะ คราวนี้เราจะเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 แล้วก็บีกเกอร์ใบที่ 3 กันนะคะ เหมือนเดิมนะคะ ลองดูว่าสารที่ใช้ในบีกเกอร์ทั้ง 2 นี้ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เห็นได้ชัดเลยนะ ว่าบีกเกอร์ทั้ง 2 ใบนี้ เราใช้ผงแคลเซียมคาร์บอเนต ในปริมาณที่เท่ากันนะคะ เหมือนเดิม แต่… แล้วเราก็ใช้กรดไฮโดรคลอริก ที่มีความเข้มข้นเท่ากันด้วยค่ะ แต่ว่าในบีกเกอร์ใบที่ 3 เราใช้กรดไฮโดรคลอริกที่มีอุณหภูมิสูงกว่า แล้วแบบนี้อัตราการเกิดฟองแก๊สในแต่ละบีกเกอร์ แตกต่างกันหรือไม่อย่างไรคะ ต่างกันใช่ไหมคะ โดยบีกเกอร์ใบที่ 3 นะคะ จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สมากกว่า ดังนั้นนะคะ การเพิ่มอุณหภูมิ ของกรดไฮโดรคลอริกนะคะ จะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นค่ะ ต่อไปเป็นคู่สุดท้ายนะคะ เป็นการเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 และบีกเกอร์ใบที่ 4 ค่ะ สารที่ใช้ในบีกเกอร์ทั้ง 2 ใบ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรคะ ทั้ง 2 บีกเกอร์นะคะ ใช้กรดไฮโดรคลอริกที่มีความเข้มข้นเท่ากัน แล้วก็ใช้แคลเซียมคาร์บอเนต ในปริมาณที่เท่า ๆ กันนะคะ แต่บีกเกอร์ใบที่ 1 เราใช้แคลเซียมคาร์บอเนตแบบผง ส่วนบีกเกอร์ใบที่ 4 ใช้แคลเซียมคาร์บอเนตแบบเม็ด แล้วนักเรียนคิดว่าพื้นที่ผิว ของแคลเซียมคาร์บอเนตในแต่ละบีกเกอร์ แตกต่างกันหรือไม่อย่างไรคะ แตกต่างกันใช่ไหมคะ โดยบีกเกอร์ใบที่ 1 จะมีพื้นที่ผิวของแคลเซียมคาร์บอเนตมากกว่า ซึ่งถ้านักเรียนลองพิจารณารูปนี้นะคะ ก็จะเห็นว่าการทำให้สารมีขนาดเล็กลง จะทำให้พื้นที่ผิวของสารเพิ่มขึ้น เห็นกันใช่ไหมคะ แล้วอัตราการเกิดฟองแก๊ส ของปฏิกิริยาในแต่ละบีกเกอร์แตกต่างกันไหมคะ ต่างกันนะ โดยบีกเกอร์ใบที่ 1 จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สมากกว่า ดังนั้นนะคะ การเพิ่มพื้นที่ผิว ของแคลเซียมคาร์บอเนตนะคะ ให้สัมผัสกับกรดไฮโดรคลอริกมากขึ้นก็จะมีผล ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ สรุปผลการทดลองนะคะ การเพิ่มความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริก การเพิ่มอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา และการเพิ่มพื้นที่ผิว ของแคลเซียมคาร์บอเนตนะคะ จะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนต กับกรดไฮโดรคลอริกเพิ่มขึ้น จากการทดลองทั้ง 2 การทดลอง ที่เราได้ดูกันไปนั้น สามารถสรุปได้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยา ความเข้มข้น อุณหภูมิ และพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนะคะ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีค่ะ ถ้าอย่างนั้นนะคะ เดี๋ยวครูจะลองยกตัวอย่างเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือการกระทำบางอย่างที่เกี่ยวข้อง กับการใช้ประโยชน์จากความรู้ในเรื่องนี้ แล้วให้นักเรียนลองบอกกันนะคะ ว่าเป็นการใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยใด ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีค่ะ ข้อแรกค่ะ การล้างห้องน้ำ โดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ ที่มีความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริกมากกว่า จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับหินปูนได้เร็วกว่า ลองตอบกันดูนะคะ ตัวอย่างนี้นะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับปัจจัย ในเรื่องของความเข้มข้นนั่นเอง ไปที่ข้อ 2 กันเลยดีกว่าค่ะ ถ้าร่างกายของมนุษย์นะคะ มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส เนื้อเยื่อในร่างกายนะคะ จะต้องการแก๊สออกซิเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อัตราการเต้นของชีพจรนะคะ แล้วก็อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องนะคะ ก็จะเป็นเรื่องของอุณหภูมินั่นเองค่ะ ตอบกันถูกไหมคะ ข้อต่อไปกันเลยนะคะ ในการรับประทานอาหาร นักโภชนาการ จะแนะนำให้เราเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพราะจะทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง กรดและเอนไซม์ต่าง ๆ ในน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารนะคะ ก็จะทำปฏิกิริยากับอาหารได้เร็วขึ้น อาหารจึงย่อยได้ง่ายขึ้นค่ะ ตัวอย่างนี้นะคะ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นเรื่องของพื้นที่ผิวนั่นเอง และสุดท้ายนะคะ การหมักเนื้อโดยการเติมยางมะละกอ ซึ่งมีเอนไซม์ปาเปนลงไปจะทำให้เนื้อนุ่มขึ้น ข้อนี้ก็จะเป็นเรื่องของตัวเร่งปฏิกิริยานะคะ ซึ่งนอกจากตัวอย่างต่าง ๆ ที่ครูยกมาบอกพวกเราไปเมื่อสักครู่แล้วนะคะ ก็จะยังมีการใช้ประโยชน์ จากความรู้ในเรื่องนี้อีกเยอะเลยค่ะ นักเรียนลองไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะคะ เอาล่ะค่ะ เรามาทำแบบฝึกหัดกันดูนะคะ ให้นักเรียนหยุดคลิปแล้วทำให้เสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวเรามาดูเฉลยไปพร้อม ๆ กันนะคะ ตอนนี้คงทำกันเสร็จแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ โจทย์ถามว่าการกระทำต่อไปนี้ ส่งผลต่ออัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่อย่างไร ข้อแรกนะคะ เจือจางน้ำยาล้างห้องน้ำก่อนเทลงบนคราบหินปูน มีผลโดยทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีลดลง เพราะเป็นการลดความเข้มข้นของสารตั้งต้น ข้อ 2 เคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้นก่อนกลืน ข้อนี้ก็มีผลนะคะ โดยจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิว ของสารตั้งต้นนั่นเอง ข้อ 3 นะคะ เก็บแกงกะทิไว้ในตู้เย็น ข้อนี้ก็มีผลนะ โดยจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีลดลง เนื่องจากเป็นการลดอุณหภูมิของปฏิกิริยา และข้อสุดท้ายนะคะ ทำให้น้ำมันเป็นละออง ด้วยหัวฉีดในกระบอกสูบเครื่องยนต์ ข้อนี้ก็มีผล โดยจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิว ของสารตั้งต้นนั่นเอง เรามาสรุปเนื้อหา ที่ได้เรียนไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่านะคะ พลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเรานะคะ ส่วนใหญ่จะได้มาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ การเปลี่ยนแปลงปริมาณของสารตั้งต้น หรือผลิตภัณฑ์ต่อเวลานะคะ จะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวเร่งปฏิกิริยานะคะ จะทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ค่ะ การเพิ่มความเข้มข้น อุณหภูมิ หรือพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนะคะ จะทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้น และความรู้เกี่ยวกับปัจจัยนะคะ ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนะคะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และในอุตสาหกรรมได้มากมายเลยค่ะ สำหรับหัวข้อของเชื้อเพลิงนะคะ ก็จะต้องขอจบลงเพียงเท่านี้ค่ะ หัวข้อต่อไปจะเป็นเรื่องของอะไรกันนั้น นักเรียนอย่าลืมติดตามชมกันนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]