(อาจารย์ธิดารัตน์) ค่ะ โอเคค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ โอเคค่ะ วันนี้ก็จะเป็นบทที่ 3 นะคะ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการชำระเงินของการทำธุรกรรม หรือว่าการทำธุรกิจออนไลน์ด้วยนะคะ โดยก่อนที่เราจะจ่ายเงินได้นี่ มันก็ต้อง... สิ่งที่สำคัญที่เราต้องคิดถึงน่ะนะคะ ก็คือเรื่องความปลอดภัย โดยการให้ความปลอดภัยนี่ นับว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุดนะคะ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยที่เรามาใช้นี่ มันจะเป็นการเข้ารหัสด้วยกุญแจ ซึ่งหลัก ๆ แล้วมันจะมีกุญแจ 2 ดอกนะคะ มีกุญแจที่เรียกว่า "Public Key" นะคะ เป็นกุญแจสาธารณะ แล้วก็ "Private Key" ที่เป็นกุญแจส่วนตัว ซึ่งอย่างน้อยแล้วนี่ องค์กรเขาจะใช้กุญแจสาธารณะได้นี่ เขาจะต้องมีองค์กรรับรองความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคุณไปเอากุญแจของใครก็ไม่รู้มาใช้ แล้วคุณบอกว่าคุณใช้กุญแจแล้วน่ะ แต่ทำไมยังไม่มีความปลอดภัยในการใช้งาน ก็เพราะว่ากุญแจนั้น ๆ นี่ อาจจะไม่ได้ถูกรับรองโดยองค์กรที่ให้การรับรองที่ถูกต้องนะคะ ซึ่งกุญแจอันนี้ เราจะไม่ได้หมายถึงกุญแจเหมือนที่เป็นกุญแจเปิดประตูบ้าน มันจะเป็นกุญแจที่แทนด้วยเลขรหัสทางคณิตศาสตร์นะคะ ใช้หลักคณิตศาสตร์ในการคำนวณรหัส เพื่อเข้ารหัสข้อความหรือข้อมูล จากผู้รับแล้วก็ผู้ส่งได้อย่างเฉพาะเจาะจงนะคะ มันอยู่ดี ๆ สร้างไม่ได้มันจะต้องได้รับการรับรองด้วยนั่นล่ะ ความหมายนะคะ ซึ่งระบบที่จะใช้สำหรับการเข้ารหัสนี่ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยที่จะต้องมีอย่างแรก มันจะต้องสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับ ผู้ส่งได้นะคะ ไม่ว่าคุณจะยืนยันตัวเองด้วยอะไร ด้วยการสแกนใบหน้า การสแกนบัตรประชาชน รหัสหลังบัตรประชาชนที่เป็นเลเซอร์อะไรก็ว่าไปนะคะ ต่อมา การรักษาความปลอดภัยข้อมูลเขาจะดูด้วยว่าข้อมูลที่ถูกเก็บไว้นี่ เก็บข้อมูลอย่างไร เก็บไว้ที่ไหน มีการเข้ารหัสหรือเปล่านะคะ รวมถึงความ... การที่เราจะต้องการันตีความถูกต้องของข้อมูล ไม่ให้ข้อมูลมันคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราระบุไปตอนแรก เอาง่าย ๆ เลยวันเกิดที่คุณใส่กับการแสดงผล หรือการนำไปประมวลผลจะต้องตรงกัน คุณบอกคุณเกิด พ.ศ.2540 ก็ต้องเป็น 2540 2547 ก็คือ 2547 อายุ 18 ก็ต้องอายุ 18 นะคะ ต้องไม่คลาดเคลื่อน แล้ว... เหมือนอย่างเช่น ที่อยู่เขาก็จะถามว่าที่อยู่สำหรับส่งเอกสาร ที่อยู่ปัจจุบันใช้ที่อยู่เดียวกันไหม หรือว่ามีที่อยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องแจ้งนะคะ แล้วก็ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ข้อความอะไรหรือส่งข้อมูลอะไร ไม่ว่าภาพ เสียง ข้อความ คุณจะปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้นะคะ อย่างเช่น คุณจะบอกว่าอันนี้คุณไม่ได้ส่ง ไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า "ลายเซ็นดิจิทัล" หรือว่า "ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์" ติดไปด้วย ก็คือคุณเข้ารหัสแล้วว่ามันเป็นของคุณ คุณยืนยันแล้วว่าข้อมูลนี้เป็นของคุณ คุณจะปฏิเสธไม่ได้นะคะ การชำระเงินออนไลน์นะคะ จากผลวิจัยถ้าเป็นองค์กรณ์ขนาดใหญ่นี่ เขามั่นใจกับการใช้วิธีการหักบัญชีธนาคารมากกว่านะคะ แต่ถ้าเป็นในขณะที่เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ อย่างเช่น คนที่เรียนจบไปแล้ว ทำงานมีรายได้ประจำเขาก็จะมีบัตรเครดิต สิ่งที่นิยมจ่ายมากที่สุด อย่างเช่น การชอปปิงออนไลน์ Shopee Lazada นี่ เขาก็จะนิยมจ่ายด้วยบัตรเครดิตเสียมากกว่า เพราะบางคนก็จะบอกว่าความสะดวกสบาย การมีโปรโมชันต่าง ๆ การได้เงินคืน อะไรก็ว่าไป ส่วนมากเขาจะอ้างอิงจากการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย แล้วก็ในประเทศไทยก็เหมือนกันนะคะ รองลงมานอกจากบัตรเครดิตแล้ว เราก็ใช้วิธีการโอนเงิน รวมถึงการจ่ายเก็บเงินปลายทาง หรือการจ่ายตรง หรืออาจจะไม่มีบัตรเครดิต แต่มีบัตร Debit Card Debit Card คืออะไร บางทีทุกคนอาจจะมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยใช้นะคะ รวมถึงการโอนเงินโดยตรง หรือผ่านคนกลางก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะมาดูกัน แนวทางในการพัฒนาเพื่อ... เพื่อชำระเงินเดี๋ยวนี้จ่ายเงินง่ายมาก เราใช้... บริการ Internet Banking นะคะ มันก็จะเป็นการทำ Web Application ขึ้นมานะคะ เป็นการสร้างลิงก์ที่เรียกว่า "Hyperlink" ระหว่าง Website กับตัว Application ของร้านค้ากับระบบของธนาคาร เหมือนเวลาคุณต้องการจะจ่ายซื้อสินค้า ร้านค้าจะสามารถ Generate QR Code กึ่งการสร้าง QR Code เพื่อให้คุณจ่ายเงิน แล้วก็เข้าบัญชีของร้านค้าได้โดยตรงนะคะ พอคุณโอนปึ๊บ ระบบจะแจ้งเตือนเลยว่ายอดมันเข้าแล้ว เหมือนที่เวลาเราไปกินข้าว หรือไปซื้อของอย่างนี้ คุณไม่... บางทีคุณยังไม่ทันหันหน้าจอโชว์สลิปด้วยซ้ำ ระบบมันแจ้งเตือนแล้วว่าเงินเข้าแล้วนะคะ ก็บริการ Internet Banking นี่ ก็ได้รับความนิยม แล้วก็รักษาความปลอดภัยได้อย่างดีและเป็นมาตรฐาน แต่บางคนก็จะโดนกลโกงว่าปลอมสลิปนู่นนี่นั่นโน่นไม่กดโอนจริง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ร้านค้า หรือว่าตัวลูกค้าเองก็ต้องเช็กด้วย เขาเรียกว่าตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจนะคะ หรือการจ่ายเงินที่เป็น Micro Payment Micro ก็คือมันแปลว่าเล็ก ๆ เราไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ก็ได้ เราอาจจะมีบัตรเครดิตใบเดียวที่มี Ship Card อยู่นะคะ หรือถ้าเป็นต่างประเทศนี่คุณมีโทรศัพท์เครื่องเดียว คุณก็สามารถออกไปซื้อของ ออกไปเที่ยว ออกไปเดินทางได้แล้ว ถ้าเป็นประเทศที่เขารองรับการใช้กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล โดยโทรศัพท์ หรือแอปเปิลวอชก็ได้ คุณสามารถเดินขึ้นรถไฟ ไปซื้อของในห้าง จ่ายเงินปึ๊บก็เอาโทรศัพท์ไปแตะนะคะ ซื้อของในเซเว่นก็เอาโทรศัพท์ไปแตะ ไม่ได้สแกนนะ เอาโทรศัพท์ไปวางใกล้ ๆ มันก็สามารถจ่ายเงินได้เลยนะคะ ซึ่งมันก็จะทำให้ความปลอดภัยมันมีมากขึ้น เพราะว่าบางทีก่อนที่เราจะจ่ายสตางค์นี่ ถ้าเป็นระบบของ Wallet ในโทรศัพท์บางเครื่องนี่ เขาจะต้องให้เราสแกนหน้าก่อน หรือสแกนลายนิ้วมือ หรือใส่รหัสความปลอดภัยก่อน ก่อนที่จะไปแตะจ่ายเงิน ไม่ใช่ว่าใครเอาโทรศัพท์เราไปแตะจ่ายได้ เป็นต้นนะคะ มันก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้นล่ะ มันก็เหมือนเป็นการยืนยันเพิ่มขึ้นมาอีก ว่าเป็นเราจริง ๆ นะ ที่ไปจ่ายสตางค์นะคะ องค์ประกอบหลักของการชำระเงินแน่นอน ต้องมีลูกค้า มีร้านค้า มีสถาบันทางการเงิน หรือว่าเป็นธนาคารนั่นล่ะนะคะ แล้วก็จะมีคนที่คอยกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงธนาคารมีธนาคารเดียวไม่ได้ มันจะต้องเป็นเครือข่ายของธนาคาร เหมือนสมัยที่พวกคุณเป็นเด็ก ๆ ไม่รู้จะรู้เรื่องแล้ว หรือยังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน การจะโอนเงินต่างธนาคารเราต้องเสียสตางค์ 10 บาท 20 บาทว่าไป ตามยอดจำนวนเงินที่คุณจะโอนนะ แต่ปัจจุบันนี่ ถ้าเป็นการโอนเงินให้เพื่อนต่างธนาคาร ถ้าไม่เกินจำนวนที่กำหนดโอนผ่านได้เลย โอนโดยใช้โทรศัพท์ได้เลยนะคะ อันนี้ คือ เครือข่ายธนาคารเขาตกลงร่วมกันนะคะ ก็จะเป็นความร่วมมือกันอะไรก็ว่าไป โดยการสร้างระบบชำระเงินนี่ โดยธุรกิจทั่ว ๆ ไปแล้ว หรือว่าผู้ขายทั่ว ๆ ไปนี่ เขาอาจจะพัฒนาระบบจ่ายเงินเองก็ได้ โดยต้องพัฒนาทั้งโปรแกรม แล้วก็ติดตั้งบน Web Server ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นผู้ค้ารายย่อยนี่ เขาไม่ทำมันลงทุนเยอะนะคะ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่นี่ เขาทำเองแน่นอน หรือองค์กรขนาดใหญ่เหมือนกัน ไม่ทำ ฉันไปซื้อมาเลย หรือเช่าก็ได้ เช่าเป็นรายเดือน รายปี ทำสัญญาให้เขาดูแลให้ ถ้าไม่เช่าอยากพัฒนาเองแต่ไม่มีคน ไม่มีกำลังคน ไม่อยากดูแลสวัสดิการ เขาก็จะไปจ้างบริษัทมืออาชีพ มาพัฒนาที่เรียกว่า "Outsource" นะคะ มาพัฒนาให้ก็ได้ ไม่ต้องจ่ายอะไรเงินเดือนให้เขา เราไปจ้างเขามาเขาก็ดูแลตัวเอง ส่งงานให้เราตามเวลาเท่านั้นจบนะคะ กับอีกแบบหนึ่ง ส่วนมากจะเหมาะกับผู้ค้ารายย่อยรายเล็ก ๆ นะคะ ธุรกิจไม่ใหญ่มาก ก็ไปใช้บริการของระบบชำระเงินของธนาคาร เลือกมาเลยธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็ได้ สังเกตง่าย ๆ ปัจจุบันแค่นักศึกษาเดินไปสแกนจ่ายสตางค์ร้านอะไรก็ได้ จะเห็นได้ว่าป้ายที่เขาตั้ง QR Code แต่ละร้าน โลโก้ธนาคารแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้ Bank สีม่วง บางคนใช้ Bank สีเขียว บางคนใช้ Bank สีฟ้า บางคนใช้ Bank สีชมพู แล้วแต่เลือกเลยกับธนาคารที่คุณสะดวก หรือมีบัญชีอยู่แล้ว อาจจะเป็น Bank สีเหลืองหน้ามอเราก็ได้นะคะ ก็เลือกตามที่เราสะดวกได้เลย หรือบางธนาคารเขาจะมีโปรโมชันให้ เช่น เวลาเราทำธุรกรรมมาก ๆ อาจจะลดค่าธรรมเนียมอะไรก็ว่าไป มีสิทธิพิเศษให้นะคะ สิ่งที่จำเป็นในการจ่ายเงินแน่นอนการเข้ารหัส ถอดรหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของการทำรายการ จะเห็นได้ว่าเวลาคุณจ่าย ลองสังเกตดูในสลิปที่คุณโอนที่อยู่ในโทรศัพท์ มันจะมีเลขรหัสการทำธุรกรรมทุกครั้งไว้ เพื่อสามารถไปตรวจสอบความปลอดภัย หรือความถูกต้องของการโอนเงินได้ รวมถึงถ้าเป็นธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมร่วมกับธนาคาร หรือผู้ค้ารายอื่น คุณจะต้องมีการสร้างลายเซ็นดิจิทัลขึ้นมา เพราะเอกสารบางอย่างพอเราไม่ได้เซ็นด้วยลายเซ็นตัวเองนี่ ไม่ได้เซ็นสดนะ เอาปากกาเซ็นต่อหน้ากัน ลายเซ็นดิจิทัลไม่ใช่แค่คุณเอาลายเซ็นคุณไปสแกน แล้วไปวางใน Word ไปวางใน PowerPoint ไปวางในเอกสาร อันนั้นเขาไม่เรียกลายเซ็นดิจิทัล ลายเซ็นดิจิทัลจะต้องมีการเข้ารหัสเพื่อยืนยันได้ ว่าลายเซ็นนี้ เป็นลายเซ็นที่คุณเอามาสร้างใส่ในเอกสารนี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เอารูปมาวาง อันนี้คือลายเซ็นดิจิทัล ไม่ใช่ ผู้ซื้อจะต้องมีลายเซ็นดิจิทัล ร้านค้าก็ต้องมีใบรับรองดิจิทัล ว่าเป็นร้านค้าที่มีอยู่จริงเชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าทำไฟล์หลอกขึ้นมาไม่ใช่ มันจะต้องสามารถตรวจสอบได้ โดยองค์กรที่น่าเชื่อถือนะคะ เขาจะออกใบรับรองให้ว่าร้านนี้มีตัวตนจริง ถ้าร้านใครเป็นร้านขายของชำ เมื่อก่อนถ้าคุณจะขายแอลกอฮอล์ ขายเหล้า ขายเหล้า หรือขายเครื่องดื่มใด ๆ ก็ตาม มันจะต้องมีป้ายใบอนุญาต จากกรมสรรพสามิตอะไรก็ว่าไปมาแปะ ว่าร้านนี้ถูกต้องนะ เสียภาษีเรียบร้อย ใบรับรองดิจิทัลก็เหมือนกัน ก็จะเป็นการออกโดยองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็ควบคุมโดยรัฐบาลนะคะ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ ถ้ามีข้อผิดพลาด หรือข้อปัญหาสามารถตรวจสอบได้นะคะ โดยสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีในการจ่ายสตางค์ง่าย ๆ ข้อมูลต้องถูกต้อง แล้วก็ต้องเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น ที่สามารถเข้าดูข้อมูลได้นะคะ มีการยืนยันตัวตน มีการป้องกันความลับ มีระบบที่ป้องกันการปฏิเสธธุรกรรม เช่น คุณจะบอกว่าคุณสั่งซื้อไปแต่ไม่จ่ายสตางค์ บอกว่าฉันไม่ได้สั่งไม่ได้ เพราะมันเป็น Account คุณ มันต้องใส่ทั้ง Email ใส่ทั้ง Password กว่าที่มันจะสั่งซื้อได้นะคะ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หรืออาจจะมีบริการบางอย่าง เช่น การป้องกันภัยทางไซเบอร์มาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ เงื่อนไขในการเลือกระบบชำระเงินที่ดี อย่างแรกต้องเป็นธนาคารที่สามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้ด้วยนะคะ โดยมันจะมีข้อตกลงของธนาคารกลางนะคะ วางหลักการในการชำระเงินไว้ แล้วก็การหักบัญชีซึ่งหลักการนี้เขาจะมีอยู่ 10 ข้อนะคะ ข้อแรกระบบการจ่ายเงินจะต้องถูกต้องถามกฎหมายนะคะ มีกฎระเบียบที่เข้าใจได้ อธิบายถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงนะคะ ถ้ามันมีความรับผิดชอบเกิดขึ้นใครเป็นผู้รับผิดชอบนะคะ การจ่ายสตางค์จะต้องเกิดภายในวันนั้น คุณซื้อของตอนเที่ยงเงินต้องเข้าภายในเที่ยง ภายในเที่ยงเลยก็ได้ หรือภายในวันนี้ไม่เกินเที่ยงคืน จะสังเกตได้ว่าบางธนาคารหลัง 5 ทุ่มครึ่ง คุณจะโอนเงินไม่ได้ จะทำธุรกรรมอื่นไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์ก็ไม่ได้ จ่ายบิล จ่ายค่าไฟ ค่าน้ำไม่ได้ เพราะมันเป็นช่วงคาบเกี่ยว ถ้าสมมติว่าคุณจ่ายเงินตอน 23.30 น. แต่ระบบมันทำงานไม่เสร็จมันจะผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น หลัง 23.30 น. เขาเลยจะไม่ให้คุณทำอะไร เพราะว่าด้วยกฎนี้ค่ะ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในวันเดียวกันกับวันที่คุณทำธุรกรรม เพราะฉะนั้น คุณจ่ายค่าน้ำสมมติจ่าย 23.30 น. แต่ระบบมันตัดไม่เสร็จผิดกฎหมายแล้ว เป็นต้นนะคะ การชำระเงินจะต้องเป็นราคาสุทธิยอดภายในวันนั้น ไม่ใช่ว่า คุยวันนี้ 180 ไปตัดยอดเป็น 190 ไม่ได้นะคะ การชำระเงินต้องจ่ายผ่านธนาคารกลาง ก็คือธนาคารที่ได้รับความเชื่อถือนะคะ แล้วก็ต้องเป็นระบบชำระเงิน ที่มีการรักษาความปลอดภัยในการดำเนินการ การทำธุรกรรมชำระหนี้ตามกฎหมาย จะต้องมีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจนะคะ มีเป้าหมายมีเงื่อนไขในการที่เราจะเป็นสมาชิก สามารถอ่านเงื่อนไขได้อย่างเปิดเผยนะคะ ผู้บริหารจะต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพโปร่งใส และก็มีความรับผิดชอบ ก็ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ให้บริการ ผู้จัดการเงิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นั่นเองนะคะ ระบบชำระเงินส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็อาจจะเป็นเงินสดนะคะ เป็น... ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่จ่ายเป็นเช็ค เป็นบัตรเดบิต บัตรเครดิต การโอนเงินนะคะ ซึ่งในการทำธุรกิจออนไลน์นี่ ก็คือส่วนมากทุกอย่างมันก็จะอยู่ในโลกออนไลน์นะ เวลาเราจ่ายสตางค์นี่ เราก็อาจจะใช้บัตรเครดิตเสียมากกว่า หรือการโอนเงินสดทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้นะคะ สิ่งพวกนี้เราจะเรียกว่าเป็น "E-Payment" ก็คืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ใช่ไหม เป็นอิเล็กทรอนิกส์ Payment จ่ายเงินผ่านออนไลน์ทั้งหมดนะคะ ซึ่งการทำระบบจ่ายสตางค์ออนไลน์นี่ มันทำให้การทำธุรกิจร่วมกันนี่ มันสะดวกและก็เร็วขึ้นนะคะ ก็แต่มันก็จะมีสิ่งที่ภาครัฐเขามองว่ามันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้วก็มันก็จะเป็นการที่ทำให้เงินมันหมุนเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้นนะคะ โดยการจ่ายเงินออนไลน์นี่ มันจะเป็นการจ่ายเงินระหว่างผู้ซื้อกับผู้โอน หรือผู้รับสินค้านะคะ ซึ่งเงินจำนวนนี้นี่ ถามว่ามันจะลอยเข้าไปในกระเป๋าเลยไหม ไม่ใช่ มันจะเป็นเหมือนการโอนสิทธิการถือครองเงินนะคะ สมมติเรามี 500 เราจะจ่ายไปไม่ใช่เงินมันเข้ากระเป๋าเลยนะ มันเป็นแค่การเปลี่ยนสิทธิ์ของเงินเป็นของใครแค่นั้นเองนะคะ โดยปกติแล้วนี่ ตั้งแต่ปี 2565 ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเริ่ม ๆ ยังเป็นช่วง COVID นะ ก็คน 1 คน จะทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์โดยการโอนเงิน หรือรับเงินนี่ 348 รายการ ต่อคน ต่อปีนี่ แทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกวัน คุณจะต้องมีการโอนเงินหรือรับเงิน ผ่านช่องทาง E-Banking Mobile Banking โอนซื้อข้าวแค่วันหนึ่งนี่ ใครกินข้าว 3 มื้อแล้วโอนสตางค์ผ่าน QR Code ต่อวันเราก็อย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว 3 4 ครั้งแล้ว ข้าวก็ครั้งหนึ่ง ชาไข่มุกก็ครั้งหนึ่ง ผลไม้ก็ครั้งหนึ่ง ซื้อของเซเว่นก็สแกนผ่านแอปอีกทีหนึ่งเหมือนกันนะคะ รวมถึงการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมน้อยลง ก็คือการเดินไปที่ธนาคารแล้วถอนสตางค์น้อย เอาง่าย ๆ เลย ขนาดในตัวคนบางคนตอนนี้เงินสด ก็ไม่มี เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ไปกดสตางค์โอนอย่างเดียวนะคะ แต่พอหมด COVID คนก็เริ่มกลับมากดสตางค์เยอะขึ้น เพราะร้านค้าบางร้านก็ไม่รับเงินโอนก็มีนะคะ ก็รูปแบบธุรกิจบางคนก็แตกต่างกันไป เช่น บางคนเขารู้สึกว่าโอนเงินเดี๋ยวภาษีเยอะ มันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับเขานะคะ จากข้อมูลนะคะ จะเห็นได้ว่าการทำธุรกรรมออนไลน์ มันเป็นสีเขียวเกือบทุกอัน ก็คือมันเติบโตขึ้นมันมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีนะคะ ทุกปี การจ่ายเงินนะคะ ด้วยบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น แต่บัตรเดบิตลดลง เดี๋ยวจะอธิบายว่าเครดิตกับเดบิตต่างกันอย่างไรนะคะ การจ่ายสตางค์ด้วยเช็คน้อยลง การจ่ายเงินสด ด้วยการโอนผ่านทางช่องทางสถาบันการเงินมีเพิ่มขึ้นนะคะ เครื่อง... ATM อันนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี ใช้กันมา ทุกคนน่าจะมีบัตร ATM นะคะ เป็นบัตรที่ไปกดสตางค์ที่ตู้นะ ก็สะดวกสบายในการใช้บริการมีเยอะมีทุกมุมนะคะ เครื่องรับบัตรหน้าจุดขายมันจะเรียกว่าเป็น Point of Sale เป็นเครื่องที่ไว้แบบ ติ๊ด บัตรเครดิต สแกนจ่าย QR ไป MR.DIY จ่ายด้วย QR ค่ะ เขาก็จะสร้าง Code ขึ้นมาอันหนึ่งให้คุณจ่ายสตางค์ เครื่องที่เขากด ๆ ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วมีเงินออกมา หรืออะไรก็ว่าไป หรือเป็นการใช้ Barcode สแกน อันนั้นเขาเรียกว่า "เครื่อง Point of Sale" "เครื่อง POS" นะคะ เป็นเครื่องที่ให้บริการ ณ จุดขาย บัตรพลาสติกก็จะมีทั้งบัตรเครดิต บัตร ATM บัตรเดบิต บัตรอะไรอีกล่ะ บัตรนักศึกษา เดี๋ยวนี้ก็เป็นบัตร ATM ไปในตัวแล้วก็มีนะคะ สามารถใช้ในการทั้งกดเงินและก็ชำระค่าบริการของสินค้าได้ ซึ่งบัตรแม่เหล็ก ก็คือบัตรพลาสติกนี่ล่ะ มีอยู่ 3 ชนิดนะคะ แบบแรกเป็นแบบออนไลน์ มันจะเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็ก ที่ถูกอ่านได้อย่างเดียวโดยเครื่องอ่านเท่านั้น ทั้งบัตร ATM ธรรมดา บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตร ATM ธรรมดา สังเกตได้ว่ามันจะไม่มีสัญลักษณ์ว่า Visa ไม่มีสัญลักษณ์ MasterCard ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ในหน้าบัตร นั่นคือมันกดสตางค์ได้อย่างเดียวนะคะ แต่ถ้าเป็นบัตร Debit Card หน้าตาจะคล้าย ๆ กับบัตร Credit Card ทุกอย่าง อย่างเช่น บัตร ATM ของคุณในกระเป๋าตอนนี้ อาจจะมีสัญลักษณ์ Visa หรือสัญลักษณ์ MasterCard บัตรเดบิตคืออะไร บัตรเดบิต คือ คุณสามารถใช้บัตรนี้รูด หรือแตะบัตรจ่ายที่เครื่อง POS ได้ ถ้าคุณมีเงินในบัญชี อันนี้คือเดบิตนะ คล้าย ๆ กับบัตรเติมเงินโทรศัพท์ต้องมีเงินถึงจะใช้ได้ ซึ่งแตกต่างจากบัตร Credit Card Credit Card คือ เขาจะให้วงเงิน ก็คือเขาสามารถให้คุณซื้อสินค้าได้ ซื้อไปก่อนสิ้นเดือนค่อยจ่าย เขาเรียกว่า "เครดิต" ก็คือให้ความเชื่อถือคุณไปก่อนนะคะ แล้วสิ้นเดือนค่อยมาว่ากัน ส่วนมากแล้วบัตรเครดิตนี่ เด็กจบใหม่เงินเดือน 15,000 ก็สามารถทำบัตรเครดิตของตัวเองได้แล้วนะคะ ต่อมาเป็นบัตรแบบ Offline ซึ่งอันนี้พวกคุณยังไม่เกิดแน่นอน มันจะเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็กนะคะ โดยเครื่องอ่านบัตร แล้วมันค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงข้อมูลบนบัตรเองทีหลัง เมื่อก่อนนี้ คือ บัตรโทรศัพท์สมัยอาจารย์เด็ก ๆ เลยด้วยซ้ำ คุณมีเงินซื้อบัตร 100 บาท คุณก็สามารถเอาไอ้บัตรนี้ไปเสียบที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็โทรได้ 100 บาท สังเกตได้ว่าบัตรนี้ตั้งแต่ปี 2536 คุณยังเป็นอะไรอยู่ก็ไม่รู้อยู่เลยนะคะ แล้วมันใช้งานอย่างไร จะเห็นแถบสีขาว ๆ ตรงนี้ ตรงนี้ค่ะ ข้างล่างมันแทนเงิน 100 บาท คุณโทรไป 10 บาท มันก็จะถูกตอกข้อมูลลงไปว่าคุณใช้ไปแล้ว 10 บาท 50 บาทก็ตอกไปแล้วครึ่งหนึ่ง พอคุณใช้หมดโทรศัพท์ตัดเลย นี่ค่ะ มันจะเป็นแบบนี้เป็นเส้น ๆ อย่างนี้ นี่เป็นเส้น ๆ สีดำ ๆ นี่ แสดงว่าคุณใช้ใกล้จะหมดแล้วเหลืออีกนิดหนึ่งนะคะ อันนี้เป็นบัตรแบบโบราณมากเป็นบัตรแบบ Offline ใช้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ กับอีกอันหนึ่งเป็นบัตรแบบผสม สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งแบบ Online แล้วก็ Offline โดยตัวบัตรจะมีแถบแม่เหล็กนะคะ อยู่ 2 แถบ สามารถใช้เพื่อแสดงข้อมูลของเจ้าของบัตรก็ได้ หรือแสดงข้อมูลสิ่งที่บันทึกอยู่ในบัตรก็ได้นะคะ โดยที่หน้าบัตรก็แสดงข้อมูลแบบ Offline ก็คือเป็นข้อมูลเบื้องต้นในบัตรว่าบัตรใบนี้เก็บอะไรบ้างนะคะ บัตรอัจฉริยะ หรือว่า Smart Card อันนี้ทุกคนมีอยู่แล้วบัตรประชาชน มันจะมี Microchip ฝังมาอยู่เวลาเราไปธนาคาร หรือไปทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตาม บางทีเราไม่ต้องกรอกข้อมูลแล้ว เขาเสียบบัตรประชาชนคุณเข้าไปปึ๊บ เขาก็ Print ข้อมูลมาแล้วให้คุณเซ็นรับรองได้แป๊บเดียวเสร็จนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน หรือบัตรเครดิต ตอนนี้ก็มีเป็น Ship MicroShip ตรงนี้ เสียบเข้าไปนะคะ เพื่ออ่านข้อมูลในบัตร บัตรเครดิตยุคนี้ จะมีตั้งแต่รูดบัตรก็ได้ เสียบบัตรก็ได้ หรือแตะบัตรก็ได้นะคะ หลักการทำงานของ Smart Card ตัวเป็น Ship เมื่อกี้นี้ มันจะเป็นการสร้างกุญแจคู่กัน เป็น Private Key กับ Public Key ถ้ากุญแจ 2 ดอกนี้เป็น Public Key ทั้ง 2 อัน เราจะเรียกว่าเป็นกุญแจ Same Metric เป็นกุญแจเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกุญแจที่ต่างกัน เราจะเรียกว่า "Unsame Metric" ก็คือกุญแจต่างกัน Public คือ สมมติว่าคุณอยากส่งข้อมูล ให้ใครก็ตามคุณจะต้องมีกุญแจ 2 ดอก คุณจะต้องส่งกุญแจสาธารณะไปให้เขาเก็บไว้นะคะ ถ้าวันไหนที่คุณส่งข้อมูลไปคุณจะเข้ารหัสข้อมูล ถ้าใครไม่มีกุญแจสาธารณะที่คุณแจกให้ เขาจะเปิดข้อมูลนั้นไม่ได้ ซึ่งกุญแจเหล่านี้เราไม่ได้ทำเอง มันจะต้องทำโดยองค์กรที่มีใบรับรอง รับรองกุญแจนั้นให้แล้วก็ฝังลงไปนะคะ ข้อดีของ Smart Card บัตร Ship นะคะ ที่มี Ship มันน่าเชื่อถือกว่าเก็บข้อมูลได้มากกว่า ก็ลดการปลอมแปลงข้อมูลได้นะคะ ใช้กับอุปกรณ์พกพาได้หลายชนิด ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต นู่นนี่นั่นโน่นได้หมดนะคะ ขอแค่มีตัวที่สามารถใช้อ่าน Ship Card ได้ ใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้นทั้งระบบสุขภาพก็ได้ ระบบธนาคารก็ได้นะคะ สะดวกกว่า การชำระเงินหลัก ๆ แล้ว ในโลกธุรกิจมันจะมีอยู่ 6 รูปแบบนะคะ แบบแรกเขาเรียกว่าเป็นการโอนเงินที่มีมูลค่าสูงนะคะ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่รองรับการจ่ายเงินที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ ซึ่งจะต้องทำผ่านระบบของธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ ก็จะค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงนะคะ เงินที่โอนมันคงไม่ใช่หลัก 10 บาท 20 บาทแน่นอนนะคะ อาจจะเป็นหลักล้านขึ้นไปนะคะ การโอนเงินครั้งละหลายรายการนะคะ อันนี้ก็จะเป็นการโอนเงินที่ทำทีละหลายรายการ เช่น การโอนเงินเดือน องค์กรคุณมี 300 คนเขาจะโอนทีเดียวนะคะ ซึ่งจะโอนหลายรายการก็ได้ แต่รายการนั้น ๆ จะไม่เกิน 2,000,000 บาท ซึ่งเงินเดือนมันไม่ถึง 2,000,000 บาทหรอก ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปที่เราสามารถเข้าถึงได้นี่นะคะ เช่น มันจะมีบริการที่เรียกว่า "Same Day" กับ "Next Day" ก็คือ Same Day ก็คือโอนวันนี้ได้ภายในวันนี้ กับบางทีน่ะ เขาอาจถ้าเป็นเงินเดือน เขาอาจจะโอนให้เราตั้งแต่เมื่อวาน แต่เงินเข้าเช้าวันนี้ก็ได้นะคะ การโอนเงินรายย่อย ก็จะเป็นโอนเงินแบบออนไลน์ด้วยตัวเอง ด้วยเครื่อง ATM บ้าง ในโทรศัพท์บ้าง หรือเคาน์เตอร์ธนาคารก็ได้นะคะ ก็อันนี้ก็ไปทำด้วยตัวเองได้ หรือเป็นการโอนเงินรายย่อยอีกนะคะ ก็เป็นการโอนเงินออนไลน์เหมือนกันนะคะ อาจจะทำโดยระบบของธนาคารหรือ Website ก็ได้นะคะ หรือการใช้บัตรพลาสติกเพื่อชำระเงิน ใช้บัตรเดบิตก็ได้ ใช้บัตรเครดิตก็ได้นะคะ เงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเป็นเงินสดที่อยู่ในรูปแบบของสื่อต่าง ๆ อาจจะเป็นบัตรพลาสติกก็ได้ หรือเป็นการใช้ Wallet ก็ได้ ซึ่งนักศึกษาที่บางทีซื้อเกมส์ออนไลน์ ก็จะรู้จักการใช้ Wallet มากกว่านะคะ ยังไม่มีบัตรเงินสด เอ้ย ไม่ใช่สิ ยังไม่มีเงินสด หรือไม่มีบัตรเครดิต ก็เอาเงินเติมเข้าไปใน Wallet แล้วก็ไปจ่ายสินค้าก็ได้นะคะ เลข 3 หลักสุดท้ายที่อยู่หลังบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตสำคัญอย่างไร มันเป็นเลขที่ไว้ตรวจสอบความถูกต้องนะคะ อยู่ด้านหลังแบบนี้ ทำไมเวลาคนโดน Hack ข้อมูล แบบเหมือนบางทีเด็กปั๊ม เด็กปั๊มโขมยข้อมูลอย่างนี้ เลข 3 หลักนี้ สำคัญตรงที่ว่าเวลาคุณจ่ายเงินออนไลน์ เขาจะถามเลขตัวนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อก่อนเขาก็คิดว่าเลข 3 หลักตัวนี้ มันก็สำคัญพอแล้วแต่จริง ๆ ไม่ใช่แล้ว เขาก็เลยเริ่มเพิ่มความปลอดภัยขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือ ใช้ OTP OTP ย่อมาจาก One Time Password มันจะส่งมาที่โทรศัพท์ของคุณ เป็นเลขรหัสอีก 6 ตัว ให้กรอกก่อนที่จะจ่ายสตางค์ออนไลน์นะคะ เพราะเลข 3 หลักอันนี้ ใครจดไปก็ได้ ไปซื้อของแล้วเขาแอบจดไว้ก็คุณก็เสียสตางค์แล้วนะคะ การจ่ายเงินแบบ Offline ก็คือเก็บเงินปลายทางบ้าง ไปจ่ายเงินด้วยตัวเองบ้าง หรือว่าไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ ไปจ่ายเงินที่เซเว่น หรือจ่ายเงินสด ตอนที่เขามาส่งสินค้าก็ได้ อันนี้เขาเรียกว่า "Offline" นะ ก็คือไม่ได้ผ่านโทรศัพท์ ไม่ผ่าน Website นะคะ หรือการจ่ายเงินแบบอื่นก็ได้ คุณไปจ่ายที่ Counter Service ก็ได้ เช่น จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินคุณก็ไปจ่ายที่เซเว่นก็ได้ ค่าน้ำ ค่าไฟไปจ่ายที่เซเว่นก็ได้นะคะ ค่ามือถือก็จ่ายได้ ผ่อนรถก็ไปจ่ายเซเว่น ผ่อนบ้านก็จ่ายเซเว่น อย่างนี้เป็นต้นนะคะ วันนี้ก็เลยมีงานให้ทำ 5 ข้อนะคะ เนื้อหาหลาย ๆ อย่างนี่ก็อยู่ในสไลด์อยู่แล้ว หรือคุณจะไปหาเพิ่มเติมมาอีกก็ได้นะคะ 5 ข้อ ก็ทำแล้วก็ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ 5 ข้อ เริ่มทำได้เลยค่ะ