(คุณครูจักรพงศ์) สวัสดีครับ พี่ล่ามได้ยินใช่ไหมครับ สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามนะครับ เสียงโอเคใช่ไหมครับ ครับผม ก็วันนี้นะครับ คุณครูจะมาสอน ในรายวิชาภาษาไทยของ ม.5 นะ วันนี้เราเจอกันครั้งแรกในห้องล่ามนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะและพลังของภาษานะครับ ว่ามันคืออะไร ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วภาษามันมีพลังอย่างไร ลักษณะของภาษามันเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้นักเรียนบันทึก ลงในสมุดของนักเรียนนะครับ ในชั่วโมงนี้ เดี๋ยวชั่วโมงหน้าในสัปดาห์ถัดไป ที่เราจะต้องเจอกันอีก เดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรมให้นักเรียนทำนะครับ ในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะและพลังของภาษาตรงนี้นะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยนะครับ ว่าความหมายของภาษา ภาษา... ภาษาแบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับ ก็จะมีภาษาในความหมายกว้าง และก็ภาษาในความหมายแคบ เดี๋ยวนักเรียน อาจจะเคยได้เรียนผ่าน ๆ มาบ้างแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะ... ครั้งนี้เดี๋ยวคุณครูทบทวนให้อีกครั้งหนึ่งนะ เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา ให้นักเรียนได้รับรู้แล้ว แล้วก็เดี๋ยววันนี้ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ โอเค ถ้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษา ในความหมายกว้างนะครับ ว่ามันคืออะไร ในความหมายกว้างนะครับ ภาษา ก็หมายถึง ภาษาที่ใช้พูด ภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า "วัจนภาษา" ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง ก็คืออวัจนภาษานะครับ ที่เป็นภาษาไม่ใช่คำพูด ทั้งนี้นะครับ ภาษาในความหมาย อาจจะนับรวมไปถึงภาษาของสัตว์ด้วยนะ ภาษาที่ในความหมายกว้างนะครับ ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ ก็คือว่าหมายถึงเป็นภาษาพูด แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วย แล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ ของสัตว์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ แต่ว่านะครับ แต่ว่าของนักภาษาเขา... เขายังไม่มีข้อมูลของภาษาสัตว์มากมายนะครับ จึงไม่ค่อยมีนำมากล่าวรวมกับภาษาของมนุษย์นะ แต่ว่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน แต่เราแค่ไม่รู้จักภาษาของสัตว์แค่นั้นเอง นักเรียนเคยสังเกตไหมว่า เอ๊ะ ทำไม... ทำไมแมว ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน ทำไมถึงรู้เรื่อง ทำไมถึงคุยกันรู้เรื่อง ก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ ของเขาเหมือนกันครับผม ต่อไปนะครับ เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูสรุปให้นะครับ และก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อน แล้วก็อีกครั้งหนึ่งเป็นความหมายแบบแคบ และก็เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ เดี๋ยวไปดูความหมายแบบแคบกันเลยนะครับ ความหมายแบบแคบนะครับ ก็คือเป็นภาษาพูด ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับ จะเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ นี่คือความหมายแคบ ๆ เลย เข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ ที่คุณครูพูด ก็คือความหมายแบบกว้างนะ ความหมายแบบกว้าง เขาก็จะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูด หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด แล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ แต่ว่าภาษาสัตว์ เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะครับ ก็คือเขาก็ยังไม่ได้เอามาพูดถึงแค่นั้นเอง ส่วนในความหมายแคบ เขาพูดแค่ว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด หรือใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน อย่างเช่น คนหูหนวก ก็คือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนี่ เวลาเขาสื่อสารกันนะครับ เขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ ใช้ภาษามือใช่ไหม นักเรียน นักเรียนคิดดูนะครับ ว่าการที่เขาใช้ภาษามือ ภาษามือมันเหมือนคำพูดไหม เหมือนคำพูดไหม ไม่เหมือน มันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน มันก็คือภาษาอย่างหนึ่งนั่นก็คือเป็นภาษามือ ที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ เข้าใจไหม เข้าใจนะ โอเค เดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลย สรุปเลยนะครับ สรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร ภาษาสั้น ๆ เลยนะครับ หมายถึงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน แค่นิดเดียว นี่ครับ นี่คือความหมายของภาษา ที่สรุปได้แบบสั้น ๆ เลย ก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกัน พอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ ว่าภาษาหมายถึงอะไร นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าภาษาหมายถึงอะไร ก็คือสรุปง่าย ๆ ภาษา หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน โอเค เดี๋ยวอย่างไร เดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับ จดลงในสมุดก่อน ใช่ครับ จดลงในสมุดก่อน ถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นภาษาในความหมายกว้างนะ เดี๋ยวให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ ถ้าจดเสร็จทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวคุณครูก็จะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียน เสร็จหรือยังครับ โอเค เราไปดูความหมายแคบกันเลย โอเคนะครับ เดี๋ยวเราไปดูภาพรวม ของความหมายของภาษานะครับ โอเค ในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับ เดี๋ยว... เดี๋ยวเรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่ง ความหมายของภาษาที่นักเรียนเข้าใจนะครับ ก็คือนักเรียนนะครับ นักเรียนรู้ไหม ว่าทำไมคุณครูถึงให้นักเรียนจดลงในสมุด นักเรียนรู้ไหม เพราะว่าการเขียน การฝึกเขียนของนักเรียนนะครับ มันจะช่วยให้นักเรียนทบทวนความจำของนักเรียน ในการสื่อสาร ในการเขียนกับเพื่อน ๆ ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ ถ้านักเรียนเขียนได้ถูกต้อง การสื่อสารก็จะทำให้บรรลุกระบวนการไป เชิญนั่งเลยครับ ต่อไปนะครับ เรามาดูประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกัน ว่ามันคืออะไร การสื่อสารของมนุษย์นะครับ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ นะครับ อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำ การถ่ายทอดจากไปยังผู้ส่งสาร ไปยังผู้รับสารนะครับ การตีความจากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ชัดเจน และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ ก็คือไม่ว่าจะเป็น... ถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะ มันอาจจะสื่อสารไม่ได้ชัดเจน มันต้องอาศัยน้ำเสียงออกมาด้วย มันอาศัยบุคลิกของผู้พูดผู้สื่อสารออกมาด้วย ท่าทางออกมาด้วย แววตาในการสื่อสารออกมา และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในบริบทที่เขาพูด ที่เขาสื่อสารออกมานี่มาประกอบ กับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ พอจะเข้าใจไหม พอจะเข้าใจนะ โอเค ถ้าอย่างนั้นนักเรียนจดจดลงในสมุดก่อน แล้วค่อย... แล้วค่อยมาดูว่าภาษาของมนุษย์ แบ่งเป็น 1 ประเภทคืออะไร ครูเจเขียนผิดนะครับ เดี๋ยว 1 ตรงนี้เปลี่ยนเป็น 2 นะ เดี๋ยว 1 ตรงสุดท้ายนี่ เปลี่ยน... เปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะครับนะ โอเค คุณครูพิมพ์ผิดขอโทษทีนะครับ โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับ ว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภทนะครับ ก็คือประเภทที่ 1 จะเรียกว่าอวัจน... ประเภทที่ 1 จะเรียกว่า "วัจนภาษา" นะครับ วัจนภาษา ก็หมายถึง ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูด ส่วนข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เดี๋ยวเราจะไปดูว่าวัจนภาษาและอวัจนภาษา มันมีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ เดี๋ยวนักเรียนจดก่อน สำหรับนักเรียนที่เขียนเสร็จแล้วนะ นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจอย่างไรก็ให้ถามคุณครูนะครับ ก็ถ้าสมมติว่านักเรียนเขียนเสร็จเร็วก่อนเพื่อนนะ ถ้านักเรียนเสร็จแล้ว นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ให้ถามคุณครูได้เลยนะครับ ต่อไปเรามาดูลักษณะ และรูปแบบของวัจนภาษานะครับ ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา ก็คือภาษาไทยมีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิง ของภาษาอยู่มากมายนะครับ ทั้งถ้อยคำ สำนวน โวหาร การเลือกสรรถ้อยคำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสื่อสาร การใช้วัจนภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และบุคคลจึงเป็นเรื่องควรศึกษา นักเรียน นักเรียนอย่าเพิ่งจด เดี๋ยวนักเรียนดูก่อน ดูพี่ล่ามอธิบายก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้นักเรียนฟังให้เข้าใจก่อน ก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ ก็คือสรุปเลย ภาษาลักษณะของรูปแบบของวัจนภาษานี่ ลักษณะรูปแบบของวัจนภาษา ก็คือเป็นถ้อยคำนะครับ เป็นถ้อยคำเป็นคำพูด ก็คือถ้ามันเป็นถ้อยคำและเป็นคำพูดนี่ นักเรียนรู้ไหมว่า การที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่งนี่ เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม กับกาลเทศะกับบุคคลคนนั้นนะครับ ว่าเขาอยู่ในระดับใด การที่เราจะเลือกสรรคำพูดแต่ละคำออกมาพูด โอเค นักเรียนตั้งใจหน่อย ตั้งใจนะครับ ตั้งใจ โอเค โอเค สรุป สรุปของลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะ เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ สรุปในเฟรมนี้นะครับ ก็คือเขาพูดถึงว่าภาษาไทยนี่ มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิง อยู่มากมายเลย ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมาสื่อสาร ให้กับคนแต่ละคนนี่เขาจะมีอยู่หลายระดับ อย่างเช่น นักเรียนจะพูดกับเพื่อน นักเรียนก็จะใช้คำพูดในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง ถ้านักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู พูดกับพ่อแม่ นักเรียนก็ต้องใช้คำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ครับ จะเป็นลักษณะที่ใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ อันนี้คุณครูจะสรุปของเฟรมนี้ให้ดู นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดนะ เข้าใจไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย เสร็จแล้วนะ ต่อไปเรามาดูข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ การใช้วัจนภาษานี่มันจะใช้อย่างไร ข้อที่ 1 นะครับ ข้อที่ 1 คำที่มีความหมายเหมือนกัน มี... มีที่ใช้ต่างกัน การใช้คำเหล่านี้ต้องคำนึงถึงโอกาส สถานที่ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เช่น กินนะครับ คำว่า "กิน" นักเรียนรู้ไหมว่าพระสงฆ์จะไม่ได้ใช้คำว่า "กิน" เหมือนกับคนทั่วไปนะ พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า "ฉัน" และก็ถ้าเป็นคนธรรมดาภาษาสุภาพ ภาษาสุภาพจริง ๆ จะไม่ใช้คำว่า "กิน" นะครับ จะคำว่า "รับประทาน" แต่ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์นะครับ ก็จะใช้คำว่า "เสวย" แต่ความหมายล้วนทั้งสิ้นแล้ว ก็หมายถึง คำว่า "กิน" แต่ใช้คนต่างระดับกัน ระหว่างบุคคลกันนะครับ ก็คือให้ใช้ระหว่างเขาเรียกว่า "กาลเทศะ" แตกต่างกันไป สรุปก็คือข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ว่าใช้ต่างกัน ก็คือเป็นคำพูดนะครับ อันนี้หมายถึงเป็นคำพูดนะ วัจนภาษา หมายถึง การสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด ก็คือพูดในลักษณะที่แบบว่า... ในแตกต่างระดับกันออกไป แต่มีความหมายเหมือนกัน เช่น คำว่า "กิน" นี่ คำพูดธรรมดาของเรา คือ คำว่า"กิน" แต่ว่าพอใช้กับพระสงฆ์จะใช้คำว่า "ฉัน" แต่ถ้าใช้กับบุคคลธรรมดา แต่ใช้เป็นภาษาสุภาพแทน ก็ใช้คำว่า "รับประทาน" ถ้ากับพระบรมวงศานุวงศ์ ก็จะใช้คำว่า "เสวย" อย่างนี้ครับ จะใช้แตกต่างกันออกไป เข้าใจไหมครับ นักเรียนเข้าใจไหมข้อนี้ เข้าใจแล้ว จดลงเลยครับ จดลงเลย ต่อไปนะครับ เรามาดูข้อที่ 2 กันเลยนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 2 คืออะไร ก็คือคำที่พูดเป็นภาษาพูด เมื่อนำคำที่พูด ที่เป็นภาษาพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ อย่างเช่น ภาษาพูดนะครับ จะเขียนว่า เขาเอาขนมของฉันไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร แต่พอเป็นภาษาเขียนนะครับ นักเรียนดูนะครับ ว่าเขาเขียนต่างกันไหม ว่าอย่างเช่น คำว่า "เค้า" นะครับ กับ "เขา" มันต่างกันนะครับ นักเรียนเห็นไหมครับ ว่าภาษาพูดนะครับ ภาษาพูดจะเขียนคำว่า "เค้า" แต่ภาษาเขียนจะเขียนคำว่า "เขา" ซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลย เพราะฉะนั้นนี่ครับ ก็คือเป็นข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา เข้าใจไหมนักเรียน นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจข้อนี้นะ ก็คือเป็นคำพูดนั่นล่ะ แต่ว่าเมื่อนำคำพูดมาพูดมาเขียนแล้วน่ะ มันคำที่เราเอาเขียนน่ะมันจะไม่ตรงกัน มันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูด อย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้า" จะสะกดไปด้วย สระเอ ค ควาย ไม้โท แล้วก็ไม้เอก สระเอ ค ควาย ไม้โท แล้วก็สระอา แต่พอมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนเป็นสระเอ ข ไข่ สระอา ก็คือ ข ไข่ สระเอา นั่นล่ะครับ ก็คือจะเขียนแตกต่างกันไป อันนี้ก็คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน เวลาเราพูดเราจะใช้สีหน้าท่าทาง คำพูดน้ำเสียงออกมาในลักษณะที่แบบว่า บางทีมันก็เพี้ยนไปจากภาษาเขียนไปเลย วรรณยุกต์ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไป แต่เวลาเอาเขียน เราต้องเขียนให้มันถูกต้องตามหลักภาษา ก็คืออย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้า" อย่างนี้ "เค้ารักตัวเองนะ" อะไรอย่างนี้ครับ คำว่า "เค้า" ก็คือคำว่า "เขา" ตรงนี้ เข้าใจนะ โอเคครับ จดลงในสมุดได้เลย เรามาดูข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ ก็คือข้อที่ 3 นะครับ เป็นคำที่เป็นภาษาปาก ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน เช่น ภาษาปากนะครับ คำว่า "เยอะแยะ" ใบขับขี่ มหาลัย นักเรียนดูนะครับ พอเป็นภาษาปากพวกนี้ อันนี้หมายถึงว่าหลักข้อสังเกต ในการใช้วัจนภาษานะ ถ้ามันเป็นคำพวกนี้ ก็คือวัจนภาษาเลย เป็นคำที่เป็นภาษาปากที่ไม่ใช่ภาษาเขียน ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน เช่น คำว่า "เยอะแยะ" ใบขับขี่ มหาลัย นี่เป็นภาษาปากธรรมดานะครับ ซึ่งเวลาที่เราจะเอามาเขียนแล้วน่ะ เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะครับ อย่างเช่น คำว่า "เยอะแยะ" เวลาเราเอามาเขียนจริง ๆ เราต้องเขียนคำว่า "มากมาย" ส่วนภาษาปากที่เราชอบพูดกันว่าใบขับขี่ แต่จริง ๆ แล้วเวลาเอามาเขียนสื่อสาร เราต้องเขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ แล้วก็ตัวอย่างคำที่ 3 ก็คือมหาลัยนะครับ ที่เราชอบพูดกันว่า เรียนมหาลัยไหน เรียนมหาลัยไหน นั่นก็คือเป็นภาษาพูดเป็นภาษาปากธรรมดา ที่เราใช้ในการสื่อสารพูดกันปกติ แต่จริง ๆ แล้วเวลาเราจะเขียนสื่อสาร เราต้องเขียนคำว่า "มหาวิทยาลัย" สังเกตได้เลยว่าถ้านักเรียนเห็นคำภาษาปาก เช่น คำว่า "พวก" คำว่า "เยอะแยะ" ใบขับขี่ มหาลัยพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลยนะครับ ว่าคำพวกนี้ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ ก็คือเป็นวัจนภาษา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เป็นคำพูดเป็นถ้อยคำ เข้าใจไหม เข้าใจแล้วจดลงเลยครับ เรามาดูข้อที่ 4 กันนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไร ก็คือการใช้สำนวน เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที สำนวนเหล่านี้ จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน เข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ นักเรียนอย่าเพิ่งเขียน นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายข้อนี้ให้ฟัง ก็คือเขาบอกว่าเป็นการใช้สำนวน บอกลักษณะเด่นของการสื่อสารนะครับ ก็คือสำนวนที่เขาพูดกันสื่อสารกันออกมานี่ นักเรียนรู้ไหมว่าเวลาเอามาเขียนแล้วน่ะ ความหมายมันจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ อย่างเช่น คำว่า "น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง" นักเรียนเห็นคำนี้ไหม เห็นคำที่คุณครูชี้ไหมครับ มันไม่ได้มีความหมายว่า น้ำท่วมทุ่งนาเยอะแยะมากมาย ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือผักบุ้งมีนิดเดียวบางตาเบาบางอย่างนี้ครับ มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้นะ แต่นักเรียนรู้ไหมว่าสำนวนนี้มันหมายถึงอะไร มันหมายถึงว่า ฟังมาก ๆ เลยแต่เนื้อหาสาระน้อย คือ เยอะแยะมากมายเลย การที่เราจะทำอะไรอย่างนี้ แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลย เขาเปรียบเทียบกับแบบว่า... เขาเปรียบเทียบน้ำท่วมทุ่งนี่ ก็คือการฟัง ๆ ๆ ๆ เยอะแยะมากมาย แต่ความรู้ที่ได้สาระที่ได้น่ะ ก็หมายถึง ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือเบาบาง ก็คือความรู้ที่ได้น้อยมากเลย นี่ครับ ก็คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ก็คือเป็นคำพูด พูดเป็นสำนวนออกมา แต่ว่าไม่ได้แปลตรงตัวกับสำนวน เขาถึงน้ำ แต่เราหมายถึง การฟัง เขาพูดถึงผักบุ้ง แต่เราหมายถึงว่าสาระความรู้ที่เราได้รับ นี่ครับ ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลยว่าเป็นวัจนภาษา โอเค นักเรียนจดลงในสมุดได้ครับ เข้าใจไหมนี่ เข้าใจไหม โอเคครับ โอเคนะครับนักเรียน เดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่ 4 นะ เดี๋ยวเราจะมาต่อข้อที่ 5 ในครั้งถัดไป แล้วก็ก่อนที่เราจะต่อในครั้งที่ 5 ในครั้งต่อไปนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะทบทวนตั้งแต่แรกเลย ว่าความหมายของภาษาคืออะไร แล้วก็เดี๋ยวจะมีใบงานให้นักเรียนทำ แล้วก็ให้นักเรียนจะเรียกว่าเป็นเกมก็ได้ เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ แยกระหว่างวัจนภาษากับอวัจนภาษา เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกัน ในครั้งต่อไปที่เราจะต้องเจอกัน ในห้องนี้นะครับผม โอเค สำหรับวันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว ก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ ครับ ขอบคุณครับ