(คุณครูจักรพงศ์) สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่าม พี่ล่ามได้ยินนะครับ โอเค โอเคนะครับ วันนี้นะครับ คาบที่ 3 ที่ 4 นะครับ เดี๋ยวเรียนกับคุณครูนะ วิชาภาษาไทยนะครับ เดี๋ยวนักเรียนดูพี่ล่ามอธิบายด้วยนะครับ ดูพี่ล่ามอธิบาย และก็เดี๋ยวเรามาดูกันนะครับ ว่าวันนี้คุณครูจะพูดถึงในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะและพลังของภาษานะครับ ว่าธรรมชาติของภาษานี่มันเป็นอย่างไร แล้วมีลักษณะอย่างไร แล้วก็พลังของภาษานี่มันมีพลังแค่ไหน มันถึงจะบอกว่าเป็นพลังของภาษาได้ เดี๋ยวเรามาดู เดี๋ยวเรามาดูความหมายนะครับ ว่าภาษานี่ เขาบอกว่าภาษาอาจจะแบ่งได้ 2 ประเภท ก็คือภาษาในความหมายแบบกว้าง และข้อที่ 2 ก็คือภาษาในความหมายแบบแคบ เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่า ที่เขาหมายถึงว่าภาษาความหมายแบบกว้าง แบบแคบน่ะมันคืออะไรนะครับ เดี๋ยวไปดูเลย ข้อที่... ข้อที่ 1 ภาษาในความหมายแบบกว้างที่เขาพูดถึง ก็คือเป็นภาษาที่ใช้พูด หรืออวัจ... หรือวัจนภาษา และภาษาที่ใช้ในการเขียนหรือที่ไม่ใช่คำพูด ก็จะเรียกว่า "อวัจนภาษา" ทั้งนี้ภาษา... ภาษาในความหมายกว้างนี่ เขาพูดไปถึงเป็นภาษาของสัตว์ด้วยนะครับ สัตว์ต่าง ๆ เลย แต่ว่า... แต่ว่าในเรื่องของภาษาสัตว์นี่ เขายังไม่มีข้อมูลมากนัก เขาจึงไม่ได้เอามาพูด กล่าว รวมกับภาษาของมนุษย์ ที่คุณครูพูดถึงภาษาสัตว์ นักเรียนเข้าใจ... เข้าใจตรงนี้ไหม ว่าภาษาสัตว์คืออะไรที่ครูเจพูดถึง ภาษาสัตว์ ก็คือเป็นภาษาของสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้สื่อสารกัน อย่างเช่นครูเจจะยกตัวอย่าง ยกตัวอย่าง แมว แมว 2 ตัวที่อยู่ด้วยกัน ร้องเหมียว ๆ นะครับ คุยกัน ทำไม... ทำไมแมว 2 ตัวถึงเข้าใจกัน เพราะว่าสัตว์แต่ละชนิดเขาก็มีภาษาของเขา เขาก็ใช้สื่อสารของเขาให้เข้าใจเหมือนกัน ก็เหมือนกับมนุษย์เรา เรามีภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ก็อย่างเช่น ถ้าเป็น... ถ้าเป็นคนที่เขาพูดได้ เขาก็จะสื่อสารด้วยคำพูด สื่อสารด้วยลักษณะต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นบุคคลที่เขาไม่สามารถพูดได้ ก็อย่างเช่น บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน อย่างเช่น นักเรียนเอง นักเรียนก็จะใช้... ใช้อะไรในการสื่อสาร ใช้ภาษามือ ใช่ ใช้ภาษามือในการสื่อสาร นะครับ ทีนี้สรุปเลยความหมายแบบกว้าง สรุปความหมายแบบกว้างนะครับ ก็คือจะพูดในเรื่องของการใช้ภาษา คำพูด และที่ไม่ใช่คำพูดด้วย รวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ อันนี้... อันนี้ความหมายแบบกว้างนะ และทีนี้นักเรียนนะครับ มาดูความหมายแบบแคบกัน ความหมายแบบแคบนะครับ แบบแคบ ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด เป็นภาษาที่ใช้พูด จะเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษร ซึ่ง... ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ อันนี้... อันนี้ความหมายแบบแคบนะ ความหมายแบบแคบเขาจะไม่ได้พูดถึง ในลักษณะของกว้าง ๆ ไป ในลักษณะแบบ... พูดถึงภาษาสัตว์อย่างนี้ แต่เขา... แต่เขาแคบลงมาอีกนิดหนึ่ง แคบลงมา ในลักษณะที่เขาบอกว่า เป็นภาษาที่ใช้ในการพูด หรือจะเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้ในคำพูดก็ได้ อันนี้คือความหมายแบบแคบนะ ความหมายแบบกว้าง ก็คือพูดไปในลักษณะที่ใหญ่มากเลย หมายถึงว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำ หรือเขาเรียกว่า "วัจนภาษา" หรือที่ใช้ไม่ใช่ถ้อยคำ เรียกว่า "อวัจนภาษา" แล้วก็รวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสื่อสารกันด้วย แล้วแคบลงมาอีกนิดหนึ่ง ข้อที่ 2 หมายถึงว่าภาษาที่ใช้ในการพูด จะเป็นคำพูด หรือสัญลักษณ์ ที่ใช้แทนความหมายของคำพูดนั้นก็ได้ ทีนี้นะครับ ทีนี้เรารู้ความหมายของภาษา ในลักษณะความหมายแบบกว้าง และก็แบบแคบเรียบร้อยแล้ว แล้วทีนี้เราจะดูสรุปกันจริง ๆ ว่าภาษาหมายถึงอะไร สรุปเลยนะครับ ความหมายของภาษา สรุปแบบสั้น ๆ แล้วได้ใจความ หมายถึงว่าสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อความเข้าใจกัน สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารทำความเข้าใจกัน นี่ครับ คือ ความหมายของภาษา ที่เขาสรุปออกมาสั้น ๆ ที่เขาสรุปมาจากความหมายแบบกว้าง และก็ความหมายแบบแคบออกมาแล้ว แล้วเอาสรุปเป็นคำพูดสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ขึ้น ว่าภาษา หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อความเข้าใจกัน นักเรียนเข้าใจใช่ไหมครับ ที่คุณครูพูดนะ นักเรียนดูพี่ล่ามด้วยนะครับ นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนน่ะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจนักเรียนถามคุณครูได้เลยนะครับ เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจยกมือหน่อย แสดงว่าไม่เข้าใจใช่ไหมครับ ไม่ได้ยกมือ เข้าใจไหม เข้าใจ ยกมือ สมมติว่าเข้าใจน่ะ ยกมือ โอเค แสดงว่าเข้าใจ ถ้านักเรียนเข้าใจแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุด ที่คุณครูแจกให้นะครับ เดี๋ยวไปตั้งแต่เริ่มต้นเลย ความหมายของภาษา โอเค โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาดูนะครับ สไลด์ที่ 2 ความหมายแบบกว้าง มีนักเรียนคนไหนที่ไม่เข้าใจในสไลด์นี้ไหม มีไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย ตอนนี้ฝนตกหนักมากเลย โอเคนะครับ เดี๋ยวสไลด์ต่อไปนะ ยังเหรอ โอเค ๆ รอแป๊บหนึ่ง ต่อไปนะครับ เป็นภาษาในความหมายแคบนะ สไลด์นี้มีข้อสงสัยไหมครับ นักเรียนสงสัยสไลด์นี้ไหม เข้าใจนะ โอเค นักเรียนเข้าใจ จดลงในสมุดได้เลยสไลด์นี้ ต่อไปนะครับ เป็นสรุปรวมว่าภาษาคืออะไรนะครับ นักเรียนจดลงในสมุดได้เลย นักเรียนเสร็จหรือยังครับ ถ้าเสร็จแล้วนะครับ เดี๋ยวต่อไปนะครับ เราจะไปดูว่าประเภทของภาษาในการสื่อสารน่ะ มันเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายไปก่อน เดี๋ยวค่อยให้นักเรียนจด นักเรียนต้องดูพี่ล่ามก่อน การสื่อสารของมนุษย์นี่ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษา ถ้อยคำ ถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร การตีความจากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวน่ะ อาจไม่ชัดเจน และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง และสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย เดี๋ยวเราจะมาดู ว่าภาษาของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ประเภท คืออะไร นักเรียนเห็นเลข 1 ตรงนี้ไหม จริง ๆ เป็นเลข 2 นะครับ ครูเจพิมพ์ผิด ให้เปลี่ยนเป็นเลข 2 นะ เปลี่ยนเป็น 2 โอเค เดี๋ยวอย่างไรนักเรียนจดลงในสมุดก่อนเลย เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันว่า ภาษาของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ประเภทคืออะไร ต่อไปนะครับ สวัสดีครับ พี่ล่ามได้ยินนะครับ สวัสดีครับ ตอนนี้หน้าจอไม่ขึ้นล่ามเลยครับ สวัสดีครับ ได้ยินไหมครับ โอเค พี่ล่ามได้ยินนะครับ โอเค เดี๋ยวตอนนี้นักเรียนไปเข้าห้องน้ำ รอสักครู่นะครับ ในระหว่างนี้นักเรียนจดรอเลยนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายพร้อมกัน โอเคนะครับ เดี๋ยวเราจะมาดูนะครับ ว่าภาษาของมนุษย์ที่เราพูดถึงน่ะ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 นะครับ เรียกว่า "วัจนภาษา" วัจนภาษา ก็คือเป็นภาษา ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูดครับ ที่คุยกัน ที่พูดกันนะครับ เป็นถ้อยคำ ข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ ก็คือไม่ใช่คำพูด อาจจะเป็นในเรื่องของสัญลักษณ์ต่าง ๆ อย่างนี้นะครับ ที่สามารถสื่อสารได้เข้าใจกัน อย่างเช่น ครูจะยกตัวอย่าง ยกตัวอย่าง สัญญาณไฟจราจร สัญญาณไฟจราจรนักเรียน นักเรียนรู้จักสัญญาณไฟจราจรอยู่นะ สัญญาณไฟจราจรพูดได้ไหมครับ สัญญาณไฟจราจรพูดได้ไหม สัญญาณไฟจราจรพูดได้ไหม พูดไม่ได้นะครับ จะบอกแค่เป็นไฟสี มีสีอะไรบ้าง สัญญาณไฟจราจรมีสีอะไรบ้างครับ สีแดง สีเขียว สีเหลือง โอเค สัญญาณไฟจราจร นักเรียนรู้ใช่ไหมว่าสีแดงหมายถึงอะไร สีเหลืองหมายถึงอะไร สีเขียวหมายถึงอะไรรู้นะ นี่แหละ ทำไมนักเรียนถึงรู้พร้อมกัน เพราะว่าเขาใช้สัญลักษณ์ ใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร นักเรียนเข้าใจได้ นั่นก็คือเขาเรียกว่า "วัจนภาษา" ฟ้าร้อง โอเคนะ เข้าใจนะ นักเรียนจดเสร็จแล้วใช่ไหมครับ สไลด์นี้จดเสร็จแล้วนะ โอเค ทีนี้เราจะไปดูกันว่า ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษาคืออะไร เดี๋ยวนักเรียนอย่าเพิ่งจด นักเรียนอย่าเพิ่งจด นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน พี่ล่ามจะอธิบายให้ฟังก่อน เดี๋ยวคุณครูจะพูด ให้พี่ล่ามใช้ภาษามือแปลให้นักเรียนเข้าใจ ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะครับ ก็คือเป็นภาษาที่มีถ้อยคำ แสดงความลดหลั่นชั้นเชิง ของภาษาอยู่มากมายเลย ทั้งถ้อยคำ สำนวน โวหารเอง การเลือกสรรคำน่ะ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการสื่อสาร การใช้วัจนภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะและบุคคล จึงเป็นเรื่องที่นักเรียนควรศึกษาไว้นะครับ ทำไม... สรุปสั้น ๆ เดี๋ยวครูจะสรุปให้ฟังว่า นักเรียนอย่าเพิ่งจดสิ นักเรียนดูก่อน สมมติว่าครูเจให้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าห้อง นักเรียนเข้าใจไหมครับ อุ๊บอิ๊บ ออกมาพูดหน้าห้องให้เพื่อนฟังหน่อย ว่าอุ๊บอิ๊บเข้าใจว่าวัจนภาษาคืออะไร เข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจอย่าเพิ่งจด ครูเจยังไม่ได้ให้จด ให้ดูพี่ล่ามก่อน ให้ดูพี่ล่ามก่อน เห็นไหม ถ้านักเรียนไม่ได้ดูพี่ล่าม นักเรียนก็ไม่ได้ยินครู เพราะครูเจพูดไป นักเรียนต้องดูภาษามือก่อนนักเรียนถึงจะเข้าใจ เพราะว่าครูเจตั้งใจที่จะมาพูดให้นักเรียนเข้าใจ ว่านี่มันคืออะไร อะไร ๆ อะไร นักเรียนรู้ไหมว่าครูเตรียมสื่อการสอนนี่ แต่ละครั้งครูจะต้องคิดเสมอว่า ครูจะพูดในลักษณะอย่างไร ให้นักเรียนเข้าใจให้ง่ายที่สุด โอเค เดี๋ยวครูเจจะสรุปสั้น ๆ เลย ว่าลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานี่คืออะไร ลักษณะของวัจนภาษานี่ ก็คือเป็นคำพูด หรือถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด หรือถ้อยคำ อาจจะเป็นสำนวน โวหาร หรือการเลือกสรรคำต่าง ๆ หลาย ๆ ชนิดออกมาเลย แต่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดคืออะไร สำคัญที่สุด คือ การใช้วัจนภาษานี่ เราต้องใช้ให้เหมาะกับกาลเทศะ ทำไมครูเจถึงพูดว่า ใช้วัจนภาษาให้กับกาลเทศะอย่างไร เดี๋ยวครูเจจะอธิบายเป็นข้อ ๆ ในข้อสังเกตของวัจนภาษา แต่ตอนนี้นักเรียนจดเสร็จหรือยังครับ สไลด์นี้จดเสร็จหรือยัง เดี๋ยวครูเจจะอธิบายไปก่อนนะ เดี๋ยวค่อยมาจดทีหลังเข้าใจไหมครับ เดี๋ยวครูเจจะอธิบายก่อน เดี๋ยวครูเจจะให้จดทีหลัง ให้เวลาจดทีหลังนะ ทำไมครูถึงบอกว่าใช้ภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะ นักเรียนไปดูข้อสังเกตวัจนภาษาข้อที่ 1 เลย คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน มีที่ใช้ต่างกัน ใช้คำเหล่านี้ก็คือ... คำที่มีความหมาย... คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน ตามบุคคลและสถานที่ อย่างเช่น ครูเจยกตัวอย่าง คำว่า "กิน" คำว่า "กิน" นะครับ สะกดด้วย ก. ไก่ สระอิ น. หนู กิน นักเรียนรู้ไหมว่าคำว่า "กิน" นี่ ที่เขียนคำว่า "กิน" นี่ จะใช้ตามบุคคลไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ถ้าเป็นคำพูดคำว่า "กิน" เป็นคำพูดธรรมดา เป็นคำพูดธรรมดา แต่เมื่อไรที่นักเรียนไปใช้กับพระสงฆ์ หรือพระภิกษุ นักเรียนจะต้องใช้คำว่า "ฉัน" คือ ฉ. ฉิ่ง ไม้หันอากาศ แล้วก็ น. หนู นักเรียนจะต้องใช้คำว่า "ฉัน" และทีนี้ถ้านักเรียนจะต้องใช้คำพูดที่สุภาพ ของคำว่า "กิน" ก็คือรับประทาน รับประทานนะครับ และทีนี้ถ้านักเรียนจะใช้คำว่า "กิน" กับพระบรมวงศานุวงศ์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะเขาจะมีกลุ่มคำ ที่เรียกว่า "ราชาศัพท์" ของเขา ที่ใช้คำว่า "เสวย" ที่หมายถึงคำว่า "กิน" เหมือนกัน ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคำว่า "ฉัน" รับประทาน เสวย 3 คำที่ครูเจยกตัวอย่างมานี่ ล้วนหมายถึง คำว่า "กิน" เพราะว่าคำพูดที่เขาใช้สื่อสาร ถ้อยคำที่เขาพูดออกมานี่ เขาจะต้องใช้ตามกาลเทศะ นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจไหม เข้าใจไหมครับ เข้าใจ เข้าใจไหม โอเค เดี๋ยวเรากลับไปลักษณะก่อน ให้นักเรียนจดก่อนนะ ต่อไปเรามาดูข้อที่ 2 กันเลยนะครับ ข้อที่ 2 นะครับ ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ข้อ 2 ก็คือคำที่พูดเป็นภาษาพูดนะครับ เมื่อนำคำพูดมาเป็นภาษามา... มาเขียน เป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับคำพูดนะครับ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็คือ... ครูเจบอกว่าอย่างไร ครูเจบอกว่าให้ดูพี่ล่ามก่อน ให้ดูพี่ล่ามอธิบายก่อนและก็ค่อยมาจด ครูเจยังไม่ได้ให้จด ดูนะครับ ครูเจจะอธิบายอีกครั้งหนึ่ง ข้อที่ 2 คำที่พูดเป็นภาษาพูด เมื่อนำคำที่พูดน่ะ มาพูด มาเขียนเป็นภาษาเขียนแล้วนะ จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูด เช่น ภาษาพูดนะครับ จะพูดคำว่า... นักเรียนเห็นสีแดงนี่ไหม ตัวหนังสือสีแดงอันนี้เป็นภาษาพูด ตัวหนังสือสีแดงอันที่ 2 นี่คือ ภาษาเขียน ภาษาพูดเขาบอกว่า เขาเอาขนมฉันไปแล้วไม่คืนได้ไง นักเรียนสังเกตไหมครับ ว่าภาษาพูดจะเขียนออกมาในลักษณะแบบนี้ แต่เมื่อไรที่นักเรียนเอาภาษาพูดมาเขียน มันจะไม่ตรงกับเสียงที่นักเรียนพูด นี่อย่างเช่น คือเอามาเขียนเรียบร้อยแล้ว อย่างเช่น คำว่า "เค้า" อันนี้เป็น ค. ควาย เสียงเป็น ค. ควาย แต่ภาษาเขียนจะเขียนเป็น ข. ไข่ คือ เขา อย่างนี้นะครับ นักเรียนสังเกตดูนะ ว่ามันจะเขียนไม่เหมือนกัน แต่เป็นความหมายเดียวกัน ซึ่งอันที่ 1 เป็นคำพูด อันที่ 2 คือ เขียน... ภาษาเขียนให้มันถูกต้อง เข้าใจไหม โอเค จดได้เลย ทีนี้พาไปดูข้อที่ 3 กันนะ ข้อที่ 3 นะครับ เขาบอกว่าคำที่เป็นภาษาปาก คำที่เป็นภาษาปากคืออะไร ภาษาปาก ก็คือเป็นคำพูด ที่เราพูดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ที่เขาพูดแบบเยอะแยะ อย่างครูเจ ยกตัวอย่างภาษาปากนะ ภาษาปากนะนักเรียนเห็นไหม นักเรียนเห็นไหม นักเรียนเห็นตัวหนังสือสีแดง ๆ ไหม เป็นภาษาปาก เป็นคำพูดนะครับ เยอะแยะ ทีนี้คำว่า "เยอะแยะ" ถ้าสมมติว่าเราเอามาเขียน เราจะเขียนคำว่า "เยอะแยะ" ไหม ไม่นะครับ เราจะไม่เขียนคำว่า "เยอะแยะ" เราจะเขียนคำว่า "มากมาย" แทน มากมายซึ่งเป็นความหมายเดียวกัน นักเรียนเห็นไหมว่าใบขับขี่ ในชีวิตประจำวันนักเรียนจะชอบเขียน คำว่า "ใบขับขี่" ใช่ไหมครับ เขียนคำนี้นะ แต่จริง ๆ แล้วเราจะมาเขียนคำที่ถูกต้อง เราจะต้องเขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ นี่คือเขียนให้มันถูกต้อง โอเคไหมครับ ถ้าสมมติว่านักเรียนไปเจอคำที่มันเป็นภาษาปากนี่ อย่างเช่น คำว่า "เยอะแยะ" ใบขับขี่ มหาลัยพวกนี้ ให้รู้ไว้เลยว่าคือ วัจนภาษา โอเค จดได้เลยครับ โอเคนะครับ มาต่อข้อที่ 4 นะครับ เดี๋ยวเราจะเป็นข้อสุดท้ายนะ ของวันนี้ เดี๋ยว... เพราะว่าห้อง 1 ก็สุดท้ายเหมือนกัน คาบที่ 4 เหมือนกันเราจะได้เริ่มต้นพร้อมกัน เขาบอกว่าข้อที่ 4 นะครับ การใช้สำนวนนะครับ เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที สำนวนเหล่านี้ จะมีความหมายไม่ตรงกับคำที่เขียนนะครับ ยกตัวอย่างนะครับ สำนวนเขาบอกว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แต่เขาไม่ได้หมายถึงว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งมีนิดเดียว ตามที่เขาเขียนนะครับ แต่เขาหมายถึงว่าฟังได้มาก แต่ได้เนื้อหานิดเดียว เขาเปรียบเทียบว่าน้ำท่วมทุ่ง ก็คือเนื้อหาสาระที่นักเรียนฟังมากมายเลย แต่ผักบุ้งโหรงเหรงนี่ หมายถึงว่าสิ่งที่นักเรียนได้นะ คือ นิดเดียว ถ้านักเรียนเห็นในลักษณะสำนวนแบบนี้ ให้รู้ไว้เลยว่าเป็นวัจนภาษา โอเค จดได้ครับ โอเคนะครับ วันนี้เวลาของเราก็หมดลงแล้ว เดี๋ยวเจอกันใหม่ในครั้งต่อไปนะครับ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะครับ ครับ สวัสดีครับ