(อาจารย์เกวลี) โอเค เดี๋ยวเริ่มเลยแล้วกันนะคะ วันนี้ก็จะเป็นบทที่ 6 จะเกี่ยวข้องกับระบบตะกร้าสินค้าในร้านค้าออนไลน์นะคะ แล้วก็การรักษาความปลอดภัย ในระหว่างที่เราดำเนินการซื้อขายสินค้าออนไลน์นะคะ ก่อนที่เราจะทำการค้าขายบนโลกออนไลน์นะคะ ถ้าเป็นระบบที่เราพัฒนาเอง หรือเป็นระบบที่เราอาจจะให้ Outsource หรือซื้อมา ซื้อระบบมานะคะ มันจะต้องมีการติดตั้ง ซึ่งขั้นตอนแรก ก็คือเราจะต้องมีเว็บของเราก่อนนะคะ ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเว็บของเราจะต้องมีตะกร้าสินค้าหรือรถเข็นนะคะ มันก็จะเหมือนรถเข็นที่เราเห็นตามห้างนี่ล่ะนะคะ จะเป็นสัญลักษณ์แบบนั้น แล้วก็ในตัวรถเข็น หรือตะกร้าสินค้านี่ มันก็จะมีการกำหนดค่าต่าง ๆ นะคะ ตั้งแต่รหัสสินค้า คุณสมบัติต่าง ๆ ขนาด ราคา ค่าขนส่ง ค่าดำเนินการในการจัดการต่าง ๆ มีอะไรบ้างนะคะ ถ้าเราใช้ในระบบที่เราซื้อของออนไลน์ อย่างเช่น พวก Lazada Shopee ใช่ไหมคะ ก่อนที่เราจะจ่ายสตางค์นี่มันจะมีสรุปข้อมูลพวกนี้อยู่นะคะ ก่อนที่เราจะจ่ายสตางค์นะ ซึ่งในระบบนี่ มันจะต้องมีส่วนประกอบหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการชำระเงินนี่นะคะ ตั้งแต่การขอใช้ระบบ Secure Socket Layer นะคะ SSL ตัวนี้นะคะ เป็นระบบที่ติดตั้งบนเครื่อง Server เพื่อใช้ในการชำระเงิน อีกส่วนหนึ่ง ก็คือจะเป็นการสร้างฟอร์ม หรือรายงานสำหรับการสั่งซื้อนะคะ ว่าสิ่งที่ลูกค้าสั่งซื้อมามีอะไร ข้อคุณสมบัติต่าง ๆ จำนวน ราคา โดยฟอร์มคำสั่งซื้อนี่ มันจะต้องแสดงบนหน้าเว็บเพจที่เราสร้างขึ้นด้วยนะคะ เราก็ต้องติดตั้งระบบ SSL ที่ป้องกันการแก้ไขคำสั่งซื้อนะคะ เพราะว่าบางทีข้อมูลที่ลูกค้าสั่งมา ถ้าสมมติว่ามีการบิดเบือนแก้ไข ยอดเงินแล้วก็ยอดสต๊อกของสินค้าชิ้นนั้นมันจะไม่ตรงกันนะคะ แล้วก็ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ จะต้องไปสมัครเป็นร้านค้าที่รับบัตรเครดิตได้นะคะ เพื่อให้สามารถกรอกข้อมูลบัตรเครดิตลงในแบบฟอร์มสั่งซื้อได้ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะให้ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตแล้วใช้ได้เลยไม่ได้นะคะ ต้องไปติดต่อกับธนาคารผู้ให้บริการนะคะ แล้วก็เอา... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ API ส่วนนี้มาติดตั้งบนหน้าเว็บเพจของเรา ซึ่งระบบการทำงานส่วนใหญ่ของหน้าร้านนะคะ หน้าร้านออนไลน์ ก็จะเป็นมี Catalog Online มีรูปสินค้า มีราคา มีคุณสมบัติ มีรายละเอียดสินค้าทั้งหมดอยู่บนหน้าเว็บเพจแล้ว ถ้าลูกค้าต้องการสั่งซื้อก็กดเพิ่ม หรือใส่ลงในตะกร้า หรือรถเข็นสินค้านะคะ หลังจากนั้นถ้าผู้ซื้อพอใจแล้วก็จะไปสู่หน้าชำระเงินนะคะ ก็จะมีตั้งแต่การส่งใบคำขอซื้อไปยังผู้ขายนะคะ สมมติว่าเราเป็นเว็บตลาดกลาง เราก็จะไปติดต่อผู้ขายอีกทีหนึ่งว่ามีคำสั่งซื้อมานะนะคะ แล้วก็การชำระเงินจะต้องเข้ารหัสด้วยวิธีการ SSL ด้วย ก็คือ Socket... Secure Socket Layer นะคะ เดี๋ยวจะอธิบายอีกทีหนึ่ง ซึ่งในส่วนของหน้าร้านนี่จะมีตั้งแต่ส่งข้อมูลผู้ซื้อนะคะ ส่งคำสั่งซื้อลงไป ใส่ข้อมูลบัตรเครดิตนะคะ ข้อมูลการขนส่ง แล้วก็มีการยืนยันที่จัดส่งอีกครั้ง ถ้าใครใช้ Application Shopping Online ตอนนี้ บางทีมันก็เวลาคุณซื้อเสร็จปึ๊บ มันจะมีเด้งขึ้นมาเลยว่าให้ยืนยันที่อยู่สำหรับการจัดส่งนะคะ ส่งให้ใคร ยืนยันให้ตัวเองหรือเปล่า หรือว่าใน Application คุณมันมี Memory ของที่อยู่อื่นหรือเปล่า ให้คุณเช็กนะคะ หรืออยากใส่ข้อมูลเพิ่มเติม บ้านอยู่ในซอย บ้านรั้วสีแดง มีต้นมะม่วง 8 ต้นอยู่หน้าบ้าน อะไรก็ใส่ไป เพื่อให้ขนส่งเขามาส่งให้ถูกบ้านนะคะ ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้าร้าน ก็คือระบบตะกร้าสินค้านี่ล่ะนะคะ โดยตะกร้าสินค้านี่มันเป็น Software ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นรถเข็นสินค้านะคะ ให้เลือกซื้อบนเว็บไซต์เหมือนเวลาเราไปเดินห้าง เราอยากได้อะไรก็ใส่รถเข็นไว้ก่อนใส่ไว้ ใส่ไว้ แล้วค่อยไปคิดสตางค์ทีเดียวนะคะ โดยมันจะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ทั้งรหัสสินค้า ราคา จำนวน คุณสมบัตินะคะ สี ขนาด ลูกค้าก็เลือกไปเลยนะคะ ใส่ตะกร้าไว้ แล้วดูสินค้าอื่น ๆ ไปด้วย รอชำระเงินทีเดียวก็ได้นะคะ ซึ่งมันจะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า สามารถ... เหมือนเวลาเราซื้อของในรถรถเข็นน่ะค่ะ เราก็สามารถตรวจสอบรายการสินค้าได้ แชมพูมันยังไม่ครบเราใส่มาเพิ่ม หรือว่าครีมอาบน้ำเราหยิบมาเกินเยอะไปเอาออกนะคะ สามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าได้ตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่ระบบชำระเงิน หรือตราบใดที่สินค้านั้นยังแสดงว่ามันเหลืออยู่นะคะ ลักษณะงานที่เคยชิน ก็คือเราก็เลือกสินค้า หยิบใส่ตะกร้า หยิบใส่รถเข็นนะคะ หลังจากนั้นพอจะจ่ายเงินเราจะเรียกว่า "Check Out" ก็คือการคำนวณราคาสินค้า คำนวณค่าขนส่ง ทุกอย่างถูกต้อง ที่อยู่ถูกต้อง เราค่อยจ่ายเงินผ่านระบบบัตรเครดิต อันนี้เป็นลักษณะงานของคนที่ใช้งานระบบ Shopping Online คุ้นชินนะคะ ซึ่งระบบตะกร้าสินค้านี่มันจะมีหน้าที่ในการคำนวณราคานะคะ รวมทั้งกับค่าขนส่ง อย่างถ้าเป็นปัจจุบันนี่ถ้าคุณมีโค้ดส่วนลด ถ้าฟรีค่าขนส่งราคาสินค้าคุณจะเหลือเท่าไร หรือถ้าคุณซื้อเยอะเกินค่าขนส่งมันก็ต้องบวกเพิ่มอะไรก็ว่าไปนะคะ ทุกอย่างจะถูกคิดเงินตอนที่อยู่ในระบบตะกร้านะคะ องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้า จะมีตั้งแต่การรับสินค้าเข้ารถเข็นแล้วก็การชำระเงิน มี 2 อย่างหลัก ๆ นะคะ ระบบตะกร้าส่วนใหญ่จะมี 2 ระบบ ซึ่งปัจจุบันนี่มันก็ในฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์ขายของออนไลน์นี่ มันสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบนี้อยู่แล้วนะคะ ก็คือการเติมตัวเลข คุณอยากได้ของ 10 ชิ้นคุณก็ลบเลข 1 ออก เติมคำ... เติมเลข 10 ลงไป อยากได้ 15 ชิ้นก็เขียนเป็น 15 ชิ้น หรือคุณจะกดเครื่องหมายบวกเพิ่มทีละชิ้นก็ได้นะคะ บวกไปเรื่อย ๆ จนถึงจำนวนที่คุณต้องการ หรือถ้ามันเกินเราก็ลบกดเครื่องหมายลบก็ได้ หรือจะลบตัวเลขออกแล้วใส่จำนวนที่เราต้องการก็ได้ ซึ่งจำนวนสินค้าจะต้องไม่เกินกับสิ่งที่เขาบอกเราว่า สินค้านี้มีทั้งหมด 325 ชิ้น คุณใส่ไป 340 เขาขายให้ไม่ได้นะคะ เพราะมันมีแค่นี้ 325 นะคะ ต้อง... ระบบตะกร้าสินค้า มันจะเชื่อมโยงไปกับระบบในการตรวจสอบคลังสินค้าที่เหลืออยู่ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าสินค้ามันเหลือเท่านี้ คุณก็สามารถซื้อได้แค่จำนวนเท่านี้เท่านั้นนะคะ จะเกินไม่ได้ ถ้าเกินจริง ๆ ก็ต้องไปซื้อที่ร้านอื่นเพิ่มให้ครบตามจำนวนที่คุณต้องการนะคะ ระบบตะกร้า หรือรถเข็นนี่การกดสั่งซื้อในแต่ละครั้ง จะมีข้อมูลที่ส่งไปนะคะ คือ รหัสสินค้า ราคา เพื่อให้โปรแกรมประมวลผลคำนวณยอดเงิน แสดงรายการที่สั่งซื้อนะคะ คุณกดไป กดปึ๊บดูเลยว่าเราสั่งเครื่องดูดฝุ่นไปแล้ว 2 ตัวนะ สีขาว 1 ตัว สีดำ 1 ตัว ราคาเท่าไร ถ้าซื้อ 2 ชิ้นนี้รวมเป็นเงินเท่าไรนะคะ อย่างเช่นตัวนี้ เรากดเราซื้อ 1 ชิ้นนะคะ จากภาพซื้อ 1 ชิ้น แล้วพอเรากดซื้อสินค้าโปรแกรมมันก็จะประมวลผลออกมานะคะ คำนวณส่วนลดต่าง ๆ จากราคา 30,000 กว่าบาท เรามีส่วนลดพิเศษให้เหลือราคาเท่านี้นะคะ สีนี้ถูกต้องหรือเปล่า เหมือนเราสั่งซื้อสีดำใช่ไหมคะ มันก็จะมีให้เช็กว่าเราซื้อเครื่องดูดฝุ่นตัวนี้นะ สีดำนะ ราคานี้นะ จำนวน 1 ชิ้นนะ มีโปรโมชันของแถมอะไรว่าไปนะคะ มันจะอยู่ในระบบของรถเข็นสินค้า ตะกร้าสินค้าทั้งหมดที่จะแสดงผลนะคะ โดยรูปแบบของตะกร้าสินค้าก็มี 2 รูปแบบ แบบที่แบ่งตามลักษณะการแสดงผลกับรูปแบบของการให้บริการนะคะ แบบแรกแบ่งตามการแสดงผล เขาจะเรียกว่าอันนี้เป็นแบบโบราณแล้วเป็นตะกร้าแบบเฟรม เฟรม ก็คือเป็นกรอบนะคะ เป็นกรอบอยู่ด้านข้างแล้วค่อยให้คุณใส่จำนวนเอง อยากได้หนังสือกี่เล่ม ใส่เลขลงมา ไม่มีบอกสต๊อกว่าเหลือเท่าไรนะคะ ซึ่งข้อจำกัดของแบบเฟรมนี่ มันจะทำให้การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ทำได้ยาก เพราะมันถูกฟิกซ์ลงไปแล้วตรงโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์นะคะ แล้วก็การเพิ่มจำนวนมันจะกดเครื่องหมายบวกไม่ได้ คุณจะต้องกรอกตัวเลขเองเท่านั้นนะคะ กับอีกแบบหนึ่งอันนี้ก็เป็นแบบโบราณเหมือนกันเป็นแบบ Pop Up ถ้าคุณกดสั่งซื้อ หรือกด Order มันจะเด้งหน้านี้ขึ้นมา ให้คุณตรวจสอบอีกครั้งว่าคุณต้องการสั่งซื้อกี่ชิ้น เป็นราคาเท่าไร ถูกต้องหรือเปล่านะคะ ซึ่งแบบนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน Pop Up ที่มันเด้งขึ้นมานี่ ระบบรักษาความปลอดภัยของ Web Browser หรือว่าเว็บไซต์ที่ให้บริการอย่าง Google Chrome หรือว่าของเครื่อง Mac ก็เป็น Safari นี่ บางทีมันจะบล็อกไม่ให้ Pop Up พวกนี้แสดงผล เพราะมันเข้าใจว่าเป็นสแปม เป็นขยะนะคะ ไอ้ตัวตะกร้าแบบ Pop Up นี่ ก็เลยไม่เป็นที่นิยมแล้วก็ไม่ใช้แล้วในปัจจุบัน ถ้าเว็บไซต์ไหนยังใช้อยู่ ก็คือคุณพัฒนาได้โบราณมาก ๆ นะคะ กับแบ่งตามรูปแบบให้บริการ อันนี้เป็นแบบตะกร้าค้าส่ง เขาจะให้ใส่จำนวนที่ต้องการซื้อขั้นต่ำ สมมติว่าคุณอยากได้ราคาสินค้าส่งจะต้องซื้อ 2 โหลขึ้นไปเท่านั้น คุณอยากได้ราคานี้คุณจะต้องซื้อ 2 โหล คุณอยากได้ราคานี้ต้องซื้อ 10 โหลขึ้นไปนะคะ โดยหน้าเว็บไซต์แบบนี้นี่ ส่วนมากจะเป็นการที่เราสั่งไว้ก่อนแล้วไปรับเองนะคะ รวมถึงอาจจะมีการขนส่งก็จริง แต่ราคาเสมือนกับที่เราซื้ออยู่ที่หน้าโรงงาน ค่าขนส่งจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราจะได้ราคาที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางนะคะ ถ้าคุณอยากให้ส่งเขาก็ส่งให้ คุณอยากให้เขาทำประกันสินค้าเขาก็ทำให้ แต่คุณต้องจ่ายเอง เพราะเขาจะคิดราคาเหมือนร้านขายส่งอย่างเดียวนะคะ กับแบบเพิ่มยอดขายนะคะ ซึ่งตอนนี้วิชา E-Commerce นี่ตัวอย่างมันดูง่ายมาก เพราะเว็บไซต์ที่ขายของออนไลน์ตอนนี้ พูดง่าย ๆ เลย Shopee Lazada ใช้ตะกร้าสินค้าแบบนี้หมด ให้คุณเก็บโค้ดส่วนลด ซื้อครบ 300 บาทลดไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซื้อครบ 500 ลดไป 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อจูงใจให้คุณซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับส่วนลดนะคะ หรือบอกว่าถ้าคุณซื้อ 2 ชิ้นขึ้นไปเราจะแถมอะไร เขาจะเขียนลงไปในหน้าสินค้านั้น ๆ เลยที่เป็นโปรโมชันนะคะ อย่างตัวนี้ก็จะบอกว่าซื้อเก้าอี้ครบ 20 ตัวรับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ หรือว่าถ้าซื้อโต๊ะเราแถมเก้าอี้ด้วยเลย เขาจะเขียนไว้เลยนะคะ อันนี้เป็นแบบตะกร้าเพิ่มยอดขาย กับตะกร้าสินค้าเฉพาะตัวแทนจำหน่ายอาจจะต้องมีการ Login หรือมีการสมัครสมาชิก ใส่เลขสมาชิกนะคะ ส่วนมากจะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาจจะใช้กับตัวแทนจำหน่ายของบริษัท เป็นตัวแทนนะคะ ถ้ามีบัตรพนักงาน บัตรสมาชิกคุณจะได้สินค้าที่ถูกลงไปอีกนะคะ แต่ละคนก็จะได้ส่วนลดไม่เท่ากันตามคุณสมบัติของคนคนนั้นนะคะ เช่น คนนี้ทำยอดขายได้สูงมากลดเพิ่มไปอีก เป็นต้นนะคะ เป็นต้น แล้วก็เป็นรูปแบบตะกร้าสินค้าในการส่งออก ราคาขายในประเทศแบบหนึ่ง ราคาส่งออกเป็นแบบหนึ่ง สามารถเลือกรูปแบบในการส่งสินค้าได้ จะส่งทางเรือ หรือส่งทางอากาศ ก็คือทางเครื่องบิน ราคาในการขนส่งก็จะแตกต่างกัน เขาจะมีระบุให้เลยว่าคุณจะให้ส่งไปที่ประเทศอะไร จำนวนเท่าไร เลือกรูปแบบการส่งแบบไหนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบของการส่งออกนะ กับแบบตะกร้าลับเฉพาะนะคะ ราคาจะไม่บอกจนกว่าคุณจะเป็นสมาชิก หรือสมัครสมาชิกแล้วเท่านั้นถึงจะเห็นราคานะคะ ราคาเขาจะปิดไว้ ไม่ได้มีแบบทักแชตมานะคะ ไม่ได้ สมัครสมาชิกปึ๊บแสดงราคาเลย อันนี้เป็นแบบตะกร้าลับเฉพาะนะคะ รูปแบบตะกร้าที่แก้ไขรายละเอียดได้ เช่น การปรับแต่งคอมพิวเตอร์ ปกติก็แพงอยู่แล้ว เราอยากเพิ่มอะไรเข้าไปอีก เพิ่มแรม เพิ่มการ์ดจอ เพิ่มหน่วยความจำ หรือเปลี่ยนคีย์บอร์ด เปลี่ยนสีอะไรก็ว่าไป ในสิ่งที่สามารถปรับแต่งได้ตามที่เว็บไซต์เขากำหนดนะ ไม่ใช่ว่ามันไม่มี แต่คุณอยากปรับ คุณก็ต้องมาทำเองนอกเหนือจากนั้นนะคะ การชำระเงินแล้วก็การยื่นเรื่องเป็นร้านที่สามารถรับบัตรเครดิตได้นะคะ วิธีการที่ชำระเงินจากเมื่อก่อนจนถึงปัจจุบันนี่ ก็ที่ได้รับความนิยมนะคะ ส่วนมากก็ยังเป็นบัตรเครดิตอยู่ การโอนเงินผ่านธนาคาร ทั้งเก็บเงินปลายทาง ทั้งผ่านคิวอาร์โค้ด แล้วก็ใช้เงินดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการต่าง ๆ อย่างเช่น พวก True Money แบบนี้ก็ได้นะคะ ซึ่งขั้นตอนในการที่เรามีร้านค้าแล้วอยากรับบัตรเครดิตได้นี่ ก็ต้องเขียนโครงการ วัตถุประสงค์ของร้าน ลักษณะของร้าน กลุ่มเป้าหมายนู่นนี่นั่นโน่น เว็บไซต์คุณคืออะไรนะคะ มีนโยบายการประกันสินค้า การรับคืนสินค้า ทีมงานคือใคร บริษัทคุณมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเป็นร้านเล็ก ๆ มันจะค่อนข้างยุ่งยาก เขาเลยไปขายผ่านตลาดกลางสินค้า หรือเว็บที่ให้บริการง่ายกว่า เขาไม่ต้องทำเองนะคะ แต่ปัญหาการขอใช้ระบบจ่ายสตางค์บัตรเครดิตของคนไทยนี่ ร้านทั่วไปบางทีเขาจะไม่อยากรับบัตรเครดิต เพราะว่ามันจะถูกหักค่าบริการจากธนาคาร แล้วร้านแต่ละร้านไม่อยากให้หัก เพราะมันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำไรของเขานะคะ แล้วก็ร้านไหนจะรับบัตรเครดิตได้ต้องมีเงินฝากค้ำประกันอีก มันเลยยุ่งยาก ร้านค้าในไทยทั่วไปก็เลยไม่ชอบใช้บัตรเครดิต ชอบเงินสดมากกว่า ชอบจ่ายคิวอาร์โค้ดมากกว่า เพราะว่ามันก็จะเข้าบัญชีได้เลยนะคะ ซึ่งการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินนี่ มันก็จะมีส่วนสำคัญอยู่ 2 จุดนะคะ ก็คือการคำนวณเงินเมื่อมีการ Check Out ก็คือสิ้นสุดการเลือกสินค้าแล้ว ต้องการจะจ่ายเงินแล้วนะคะ จุดที่ 2 ก็คือระหว่างการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตนะคะ การคำนวณเงินที่ดีต้องสามารถแยกย่อยแสดงได้อย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี ค่าห่อพัสดุ บางอย่างอยากจ่ายเงินเพิ่ม ประกันสินค้าใครอยากจ่ายเพิ่มได้นะคะ แต่ทุกอย่างนี้จะต้องแยกเป็นรายการให้ชัดเจน แล้วก็ต้องมีความยืดหยุ่นในการแสดงผล ลูกค้ายังสามารถปรับลดสินค้าได้นะคะ ตราบใดที่เขายังไม่กดจ่ายสตางค์นะคะ แล้วก็ถ้ามันมีโปรโมชันมันจะต้องลดให้เลยอัตโนมัติ ถ้าลูกค้าใส่โค้ด หรือใส่รหัสส่วนลดแล้ว รวมถึงถ้ามันมีสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก มันต้องแสดงผลทันทีนะคะ ไม่ใช่ว่าซื้อไปแล้วและค่อยมาเช็กว่ามันมีสิทธิ์สมาชิกนี่หว่า เดี๋ยวจะทำให้เขาอย่างไรดี ไม่ได้ มันจะต้องตัดยอด หรือส่งผลตอนนั้นขณะนั้นก่อนที่เขาจะกดจ่ายสตางค์นะคะ และสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยนิยมใช้ ก็คือ SSL นั่นเองนะคะ Secure Socket Layer ซึ่งจะต้องไปจดทะเบียนกับบริษัทที่ชื่อว่า VeriSign ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ถ้าตอนนี้เราใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ มันจะเป็นสัญลักษณ์เหมือนลูกกุญแจล็อกนะคะ เป็นสีเขียว บางอันก็ไม่เป็นสีเขียว แต่ตรง... ตรงข้างล่างนี้ค่ะ http จะต้องมีตัว s ด้วย ก็คือมันเป็นการเข้ารหัส ไม่ใช่อยู่ดี ๆ อยากใส่ก็ใส่นะคะ มันจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่ไปขึ้นทะเบียนแล้ว จดทะเบียนแล้ว ถึงจะขึ้นตัว s แบบนี้นะคะ ก็คือเว็บไซต์นี้... ทำการเข้ารหัสแล้ว ปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้วนะคะ โดยบริษัท VeriSign นี่เป็นผู้ให้บริการ SSL ครบวงจร ก่อตั้งมาหลายปีแล้วนะคะ ก็เป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด ปัจจุบันก็ยังมั่นใจว่าข้อมูลที่ใช้ตัวเทคโนโลยีนี้ปกป้อง จะมีความปลอดภัยสูงสุด แล้วปัจจุบันนี่ ก็ยังเป็นบริษัทที่อนุมัติใบรับรองความปลอดภัยอันดับ 1 ของโลกอยู่นะคะ จะแบบ... บริษัท VeriSign ตัวนี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะได้ใช้กันฟรี ๆ ต้องเสียสตางค์นะคะ ก็ถ้าจะเอาตัว Top ที่สุดเลย ก็หลักหลายหมื่นบาท เพื่อให้ได้แถบสีเขียวแบบนี้นะคะ เว็บไซต์หลาย ๆ อันจะมีแถบสีเขียวแบบนี้นะคะ เพื่อยืนยันว่าเว็บไซต์เขาปลอดภัยป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูลนะคะ เดี๋ยวถ้ายังเดี๋ยวจะหาตัวอย่างเว็บไซต์ที่มันขึ้นสัญลักษณ์แถบเขียวนี้ให้ดูนะคะ อันนี้เป็นหน้าตาของเว็บ VeriSign นะคะ เผื่อต่อไปเรียนจบไปแล้ว หรือไปฝึกงาน แล้วพี่ ๆ ในบริษัทเขาต้องทำธุรกรรมร่วมกับ VeriSign จะได้เคยเห็นหน้าเห็นตา อ๋อ เราเคยรู้จักบริษัทนี้มาแล้วนะคะ ซึ่งปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยก็จะมีอยู่ 2 ระบบนะคะ ก็คือ SSL กับ SET SSL นี่เป็น Protocol ที่เพิ่มความปลอดภัยในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายนะคะ ทำให้ข้อมูลของเรานี่เป็นความลับนะคะ ตั้งแต่รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต รหัส 3 ตัวหลัก 3 ตัวหลัง ข้างหลังบัตรนะคะ ก็นอกจากคนรับคนส่งข้อมูลแล้ว เขาการันตีว่าไม่มีใครสามารถดึงข้อมูลของคุณไปได้นะคะ หน้าที่ของ SSL นี่ก็มีไว้สำหรับตรวจสอบการเข้ารหัสลับ การติดต่อสื่อสารระหว่าง Client Server นะคะ หน้าที่หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 ส่วน ก็คือตรวจสอบว่า Server เป็นจริง ตรวจสอบว่า Client เป็นจริงแล้วก็มีการทำการเข้ารหัสของการเชื่อมต่อไว้นะคะ การเข้ารหัสข้อมูลของ SSL นะคะ มันจะเป็นการแปลงรูปแบบข้อมูลให้แตกต่างไปจากเดิม จนคนที่ถ้าไม่มีกุญแจในการปลดล็อกข้อมูลจะไม่สามารถอ่านได้นะคะ หรือเรียกว่า "การถอดรหัส" นั่นเอง บางคนถ้าได้ข้อมูลแบบที่เขาเข้ารหัสไปนี่มันจะอ่านไม่ออกเลยนะคะ มันจะเป็นเหมือนอักขระอะไรไม่รู้มั่วซั่วไปหมดอ่านไม่ออกนะคะ แต่ถ้ามีกุญแจมันก็จะแปลงข้อมูลกลับมาให้มันสามารถทำการอ่านได้ ซึ่งการเข้ารหัสข้อมูลจะมีอยู่ 2 แบบ แบบกุญแจสมมาตรกับอสมมาตร สมมาตร ก็คือกุญแจมันเหมือนกัน อสมมาตร ก็คือกุญแจมันไม่เหมือนกันนะคะ จำง่าย ๆ โดยกุญแจแบบสมมาตรมันจะเป็นการเข้ารหัสกับถอดรหัสที่กุญแจที่เหมือนกัน เหมือนกุญแจบ้าน บ้านเรานี่ดอก... ไอ้ตัวแม่กุญแจนี่มีอันเดียว แต่มีกุญแจที่มันเหมือนกัน 3-4 คนอย่างนี้ พ่อก็มี แม่ก็มี ลูกก็มี ใช้กุญแจหน้าตาเหมือนกันเปิดบ้านได้ อันนี้เราเรียกว่า "กุญแจสมมาตร" นะคะ ข้อดี คือ มันรวดเร็วนะคะ สามารถสร้างได้ง่าย แต่ข้อเสีย คือ การบริหารจัดการกุญแจมันยาก เพราะกุญแจในการเข้ารหัส ถอดรหัสมันเหมือนกัน ไม่รู้ว่าดอกไหนเป็นดอกที่ปลอมแปลงมาหรือเปล่านะคะ ซึ่งแตกต่างจากกุญแจอสมมาตร ก็คือกุญแจที่มันแตกต่างกันมันไม่เหมือนกัน เพราะกุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสกับถอด... ถอดรหัสจะเป็นคนละดอกกัน สามารถระบุผู้ใช้งานโดยใช้ลายมือ... อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่า Digital Signatures นะคะ ซึ่ง Digital Signatures นี่ ไม่ใช่ว่าเป็นการเอาลายเซ็นเรามาไปสแกนออกมา แล้วก็มาแปะใส่ใน Word ไม่ใช่ มันจะเป็นการเข้ารหัสด้วยตัวเลขและก็สมการทางคณิตศาสตร์นะคะ ซึ่งเวลาที่ใช้ในการเข้าแล้วก็ถอดรหัสนี่นานมาก เพราะต้องใช้เวลาในการคำนวณ มันเลยทำให้การเข้ารหัสแบบกุญแจ แบบอสมมาตร หรือ Asymmetric Key นี่มันค่อนข้างจะปลอดภัยนะคะ ต่อมาเป็นอีกระบบหนึ่ง คือ ระบบเซต หรือว่า SET นะคะ ก็เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตนะคะ ก็ผู้ใช้บัตรเครดิต ร้านค้า ธนาคาร องค์กรที่เกี่ยวข้อง การซื้อสินค้า การให้บริการจะต้องมีใบรับรองดิจิทัลนะคะ เพื่อเข้ารหัสข้อมูลรายการสั่งซื้อก่อนส่งไปในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อไป ก็คือต้องมีการทำอะไรล่ะ เขาเรียกว่าคำรับรองว่าข้อมูลที่ส่งไปถูกต้องนะคะ กลไกการทำงานของ SET นะคะ ก็มันก็ต้องบอกว่ามันสามารถรักษาความลับของข้อมูลที่รับ-ส่งได้นะคะ สร้างความน่าเชื่อถือของใบรับรองดิจิทัล ตรวจสอบสิทธิ์การซื้อว่าผู้ซื้อผู้ขายเป็นคนที่มีอยู่จริงนะคะ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้นะคะ ตัว SET นี่มันจะมีการเกี่ยวข้องกับธนาคารด้วยนะคะ ส่วน SSL นี่จะมีเฉพาะในส่วนของ Server นะคะ ข้อมูลบัตรเครดิตตัว SSL นี่ต้องป้อนใหม่ทุกครั้ง แต่เขาจะรับประกันว่ามันจะปลอดภัยทุกครั้งที่ทำการป้อนข้อมูลนะคะ แต่ตัว SET นี่มันจะมีส่วนของการเก็บข้อมูลของบัตรเครดิตไว้นะคะ ก็ป้อนครั้งเดียวหลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกนะคะ วันนี้เลยจะให้ลองทำงานนะคะ ถ้าเหมือนที่อาจารย์บอกว่าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่นะคะ ทำไมคำว่า "หน้าร้าน" ระบบที่สำคัญที่สุด ก็คือระบบตะกร้าสินค้า อย่างอาจารย์เคยให้เหตุผลไปแล้ว และลองให้นักศึกษาลองให้เหตุผลของตัวเองดูสิ ว่าทำไมถึงคิดว่าตะกร้าสินค้า มันสำคัญที่สุดของการซื้อขายออนไลน์แล้วกันนะคะ แล้วก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมดูสิว่า SSL กับ SET นี่ ข้อดีข้อเสียมันมีแล้วมันเป็นอย่างไรนะคะ ทำไมคนยังใช้ SSL อยู่ ทำไมคนยังใช้ SET อยู่ เพราะเหตุผลอะไรเขาถึงเลือกใช้แยกออกจากกัน หรือบางองค์กรเขาเลือกใช้ทั้ง 2 อย่างเลยเพราะอะไรนะคะ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ก็ส่งใน Google Classroom เหมือนเดิมค่ะ 2 ข้อเริ่มทำได้ค่ะ