(ดร.วิกานดา) สวัสดีค่ะนักศึกษาทุกคน เดี๋ยวขอเชิญล่ามทางไกลได้เลยนะคะ อาจารย์พร้อมที่จะสอนแล้วค่ะ ค่ะ ก็สวัสดีอย่างเป็นทางการนะคะ สำหรับนักศึกษาสาขาการศึกษาพิเศษนะ ทุกคนก็คงจะรู้จักชื่ออาจารย์แล้ว... แล้วนะคะ ขอแนะนำตัวอีกรอบนะคะ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกนะ วันนี้... วันนี้อาจารย์ก็จะมาสอนในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครูนะคะ อาจารย์ชื่อ ดร.วิกานดา ชัยรัตน์ เราสามารถเรียกชื่อเล่นได้ว่าอาจารย์กานต์นะคะ อยู่สาขาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว คณะเดียวกันกับเรา ก็คือคณะครุศาสตร์ เรียกชื่อเล่นก็ได้ จะได้เป็นกันเองนะคะ ทีนี้ในรายวิชานี้ก็จะเป็น 3 หน่วยกิตนะคะ 3 หน่วยกิตนะ วิชานี้ก็จะมีทั้งบรรยาย แล้วก็มีการทำกิจกรรมกลุ่มนะคะ วันนี้อาจารย์ก็จะมาพูดในบทที่ 1 ว่าในส่วนที่เป็นความหมายและความสำคัญของจิตวิทยา ส่วนที่ 2 ก็จะว่าในเรื่องพฤติกรรม ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมของนักจิตวิทยา แล้วก็ส่วนที่ 4 ก็จะว่าเรื่องแนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยานะคะ เวลาอาจารย์อธิบาย ถ้าใครสงสัยตรงไหน สามารถยกมือถามได้เลยนะคะ วิชานี้อาจารย์ก็จะถามเยอะนิดหนึ่ง ในการถามของอาจารย์ ก็คือเปรียบเสมือนเป็นการวัดความรู้ เขาเรียกว่า "Pretest" นะ อันนี้นะคะ เพื่อที่จะได้วัดว่าเรามีความรู้ความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั่นเองนะคะ ทีนี้เรามาดูสัดส่วนในการเก็บคะแนน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ก็คือคะแนนเก็บ 60 คะแนน ส่วนที่ 2 ก็จะเป็นคะแนนสอบนะคะ คะแนนเก็บ เข้าชั้นเรียนตรงเวลาคือเท่าไรคะ 10 คะแนนนะคะ ส่วนที่ 2 กิจกรรมในชั้นเรียน ก็จะแยกย่อยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ชิ้นงานด้วยกัน อันนี้ ก็คืออย่างละ 5 คะแนน กิจกรรมในที่นี้ ก็คือจะทำกันเป็นแบบกลุ่มนะคะ อันนี้นะ ก็จะไล่ไปตั้งแต่วิเคราะห์พัฒนาการ 5 คะแนน นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ 5 คะแนน การออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน อันนี้ก็ 5 คะแนนนะคะ ทำ Case Study หรือการศึกษารายกรณี ก็ 5 คะแนน แล้วก็ฝึกกระบวนการปรึกษา 5 คะแนน เนื้อหาก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 12 บทด้วยกันนะคะ ส่วนแรก เริ่มตั้งแต่เปิดภาคจนกระทั่งสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์วิกานดานะ แล้วก็หลังจากสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งนะคะ ก็คือ ผศ.ดร.ฐิติกานต์นะ โอเค ทุกคนพร้อมแล้วนะคะ ที่จะเรียน ทีนี้แบบฝึกหัด ถ้าใครเรียนบทที่ 1 แล้วสามารถตอบคำถามได้ ก็แสดงว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ๆ นั้นแล้วนะคะ ทีนี้เรามาดูความหมาย ความเป็นมาของจิตวิทยา หรือเราเรียกกันว่า "Psychology" นะคะ ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก ก็คือจะเป็นก่อนศตวรรษที่ 19 กล่าวได้ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่าง เขามองว่าการแสดงออกนี่เขาเชื่อในเรื่องวิญญาณ ยังไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร แต่ทีนี้หลังศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษาทางจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ ก็จะมีการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัยวิธีการทางอะไรคะ วิทยาศาสตร์นั่นเองนะคะ เขาก็จะไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ เพราะว่าบางครั้งมันยังหาเหตุ หาผลไม่ได้ ยุคหลังเขามองว่า เอ๊ะ พฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรนั่นเองนะคะ เขาก็เลยสร้างห้องทดลองที่เมืองไลป์ซิกนะ เพื่อจะดูพฤติกรรม ว่ากลวิธีการแสดงออกทางพฤติกรรมสาเหตุมันเกิดขึ้นมาจากตรงไหน อย่างไร เขาก็เลยเชื่อว่าจะต้องอาศัยการศึกษาอย่างเป็นระบบ คำว่า "เป็นระบบ" ในที่นี้ ก็คือศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่เดี๋ยวเรามาดูกันนะ ทีนี้ความหมายของจิตวิทยาคืออะไร ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ ดังนั้น จิตวิทยา ก็คือการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์แล้วก็สัตว์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกัน คำว่า "พฤติกรรม" "Behavior" นั่นเองนะคะ มันคืออะไร นักศึกษาตอบได้ไหม พฤติกรรมคืออะไร การกระทำนั่นเองนะคะ เช่นอะไรบ้างคะ การกินได้ไหม รับประทานได้ไหม การวิ่งได้ไหม ตอนนี้อาจารย์มีพฤติกรรมอะไร ตอนนี้ พูดหรือว่าสอน สอนได้ไหม การถ่ายทอดเนื้อหานะ นักศึกษาตั้งใจเรียน อันนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมไหมคะ เป็น เรารู้ได้อย่างไรว่าเราตั้งใจเรียน เพราะเราสังเกตตัวเองใช่ไหม ถูกไหม แสดงว่าเรารู้ตัวใช่ไหมคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมก็เป็นการกระทำที่เรามีทั้งรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว ทีนี้พฤติกรรมอะไร ที่บ่งบอกว่า เอ๊ะ เราไม่รู้ตัว อาการใจลอยได้ไหม ได้ เหม่อลอยได้ไหมคะ หรือว่าอาการแบบ... รู้จักหลับในไหม มันคืออะไร หลับในน่ะ แบบง่วง ๆ แล้วก็สติมันแบบ... ไปนิดหนึ่งแล้วก็ค่อยกลับมาใช่ไหมคะ อันนี้นะ ทีนี้กล่าวได้ว่าพฤติกรรม ก็คือเป็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำโดยรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว และก็เป็นพฤติกรรมที่คนอื่นเขาสังเกตเห็นเราได้ รวมถึงในบางครั้งเขาก็ไม่ทราบว่าเราแสดงพฤติกรรมอะไร ถ้าเขาไม่ได้สังเกตนั่นเองนะคะ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจเรียนสูงมาก ในสาขาการศึกษาพิเศษนะ เพราะอาจารย์รู้ได้อย่างไร อาจารย์ใช้การสังเกตทุกคน เรารู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์พูด เพราะเราสังเกตอะไรคะ อาจารย์ ในการสังเกต สังเกตทางไหน ตาใช่ไหมคะ หูฟังด้วยนะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกันนะคะ พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะมีออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ก็คือทางด้านการรู้คิด การรู้คิดในที่นี้ ก็คือความรู้ ความรู้สึก ก็คือ Affective หรือ Attitude ทัศนคติ ส่วน Action ก็คืออะไรคะ การกระทำนั่นเอง ทีนี้เราอยู่ในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ความเป็นครู ก็คือเราจะต้องสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้เนื้อหาได้ เรา ก็คือจะต้องมีการเขียนแผนใช่ไหมคะ ในการเขียนแผน เรา ก็คือจะต้องกำหนดจุดประสงค์ก่อน จุดประสงค์ ก็คือผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเกิดอะไร จุดประสงค์ในที่นี้ ก็คือจะต้องล้อตามหลักบูมนะ ก็คือมีอะไรบ้างนะ K S แล้วก็อะไรคะ A นั่นเองนะคะ K คืออะไรคะ คือ ความรู้ใช่ไหมคะ Knowledge นะ S คืออะไรคะ Skilled หรือว่าทักษะ A ก็คือคุณลักษณะ หรือว่า Attitude หรือว่าทัศนคติ ทีนี้ของครุศาสตร์นิดหนึ่ง เพราะเหตุใดเราถึงต้องเรียนจิตวิทยาสำหรับครู ตอบได้ไหม โอเค ทีนี้มันก็จะล้อกับปรัชญาของคณะครุศาสตร์ ก็คือเก่งศาสตร์ใช่ไหมคะ ศาสตร์ ก็คือศาสตร์ของเรา ก็คือการศึกษาพิเศษ ถ้าอาจารย์จะถามเกี่ยวกับศาสตร์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรวมของการศึกษาพิเศษ อาจารย์ก็เชื่อมั่นว่าเรามีองค์ความรู้ในเรื่องศาสตร์นั่นเองนะคะ ทีนี้เก่งศาสตร์แล้วก็จะต้องเก่งอะไรคะ เก่งสอน สอนในที่นี้ ก็คือกลวิธีเทคนิคการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในศาสตร์ของตัวเอง แล้วก็มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ตรงนี้มันก็จะล้อกับ KSA เก่งศาสตร์ ก็คือมีความรู้ในเรื่องศาสตร์ เก่งสอนในที่นี้ ก็คือเราเข้าใจเทคนิค และเราก็สามารถออกแบบหรือว่าวางแผนในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น จิตครูก็มีความสำคัญว่า โอเค เราจะออกแบบเทคนิควิธีการสอน รวมถึงเมื่อเรามีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กวัยเรียนแล้วก็เด็กวัยรุ่น และทฤษฎีการเรียนรู้เราสามารถเอามาใช้บูรณาการใช้ในชั้นเรียนของเราได้นั่นเองนะคะ ด้วยความเป็นครูที่เต็มเปี่ยมนั่นเองนะคะ ว่า เอ๊ะ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กเป็นอย่างไรคะ มีความรู้ที่เราได้ถ่ายทอดออกไป และเขาก็สามารถใช้ความรู้ที่เราถ่ายทอดนั้นไปใช้ในงานของเขาได้นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้เรามาดูความหมายของพฤติกรรมกันบ้าง พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม พฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มนะคะ กลุ่มภายในแล้วก็ภายนอกนะคะ ภายใน ก็คือตัวเรา ภายนอกคืออะไรคะ ภายนอกคืออะไร ใช่นอกตัวเราไหม หรือว่าตัวเรา มันคืออะไร สงสัยไหม พฤติกรรมภายในกับภายนอก ย้อนกลับไปใหม่ 3 ส่วนนี้ เราคิดว่าส่วนไหนเป็นภายใน ส่วนไหนเป็นภายนอก รู้คิดกับรู้สึกเป็นอะไรคะ ภายใน รู้คิด ก็คือความรู้ที่เรามี มันเป็นภายใน รู้สึก ก็คือทัศนคติ ชอบ มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์ มีความซาบซึ้ง อันนี้ก็คือภายใน เพราะฉะนั้น ภายใน ก็คือในจิตใจเรา ในความรู้สึกเรา ในจิตใจเรานะคะ ภายนอก ก็คือการอะไรคะ กระทำ หรือว่าการแสดงออก อันนี้นะ ที่ทำให้คนอื่นเป็นอย่างไรคะ มองเห็นตัวเรา ที่บางครั้งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้นั่นเองนะคะ สรุปได้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ก็คือการกระทำที่แสดงออกมา ที่เรารู้ตัว แล้วก็ไม่อะไรคะ รู้ตัว พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ภายในกับภายนอกนะคะ แต่ทีนี้คุณก็จะเห็นว่าพฤติกรรมภายนอกจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย ๆ พฤติกรรมองค์รวมกับพฤติกรรมหน่วยย่อย องค์รวมภาษาอังกฤษ ก็คือเรียกว่า "เป็นพฤติกรรมหน่วยใหญ่" เรียกกันว่า "แบบโมลาร์" หน่วยใหญ่จะเรียกกันว่า "โมเลกุล" ทีนี้ถามนักศึกษาอีกแหละ โม... พฤติกรรมแบบโมลาร์ที่เรียกกันว่า "องค์รวม" กับพฤติกรรมที่เป็นแบบโมเลกุล หรือเรียกกันว่า "พฤติกรรมหน่วยย่อย" มันเป็นภายนอกเหมือนกัน แต่โมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไร ต่างกันอย่างไร ใครตอบได้เดี๋ยวให้ติ๊กชื่อแล้วก็ให้คะแนน 1 คะแนนเลย เกือบถูกแต่ยังไม่ถูก คำตอบ ก็คือถ้าเป็นโมลาร์ประสาทสัมผัสของเรา ตาดู หูฟัง ลิ้นชิมรส ผิวหนังสัมผัส โมลาร์ ก็คือใช้ประสาทสัมผัสเข้าช่วยในการสังเกต แล้วก็บ่งบอกถึงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ อย่างเช่น เด็กเอกการศึกษาพิเศษ มีลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลได้แบบ โอ้โห แบบ... แม่นยำ เข้าประตูแบบทุกประตูได้เลย หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษมีลีลาในการเขาเรียกว่า "ชูตบาสเกตบอล" นะ แม่นมาก หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ โอ้โห ฝีมือในการทำส้มตำนะ อร่อยใช่ไหมคะนะ อาจารย์รู้ได้อย่างไรน่ะ ว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษนี่ ลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลแบบแม่นยำ หรือว่าชูตบาสได้แบบแม่นยำ หรือว่ารสชาติฝีมือการทำส้มตำอร่อย อาจารย์เห็นเราเล่นใช่ไหมคะ ทั้งฟุตบอล ทั้งบาสเกตบอล ใช้ตาในการสังเกตเป็นการกระทำของเรานะ ส่วนส้มตำใช้อะไรคะ ลิ้นชิมรสนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นแบบโมลาร์หน่วยใหญ่นะ หรือว่าห้องนี้ตั้งใจเรียนสูงมากเลย ถามอะไรปุ๊บ ตอบปั๊บ อาจารย์รู้ได้อย่างไร ก็สังเกตพฤติกรรมที่เราเรียน แต่ทีนี้โมเลกุลล่ะ มันเป็นหน่วยย่อย ๆ ในบางครั้งพฤติกรรมบางด้านที่เขาแสดงออกมา เรายังไม่กล้าตีพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามันคืออะไร เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบในการอะไรคะ ยืนยัน เวลาคุณไปหาหมอ หมอเขาเห็นอาการของคุณแล้วว่าแบบ อุ๊ย หน้าแดง เป็นไข้ หมอเขาน่ะ ให้ยาทันทีได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าบางครั้งให้ยาผิด ชีวิต... วินิจฉัยโรคอาจจะเปลี่ยน แนวทางในการวินิจฉัยของแพทย์หรือว่าของหมอ ก็คือจะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ เพื่อยืนยันลักษณะอาการที่ปรากฏขึ้น ที่เขาสังเกตเห็นนั่นเองนะคะ หรือว่าลักษณะของคนโกหก ที่เราเชื่อว่าเวลาเขาพูดนะ จะไม่สบตาใช่ไหมคะ พูดวกไปวนมา แต่เวลาเราสงสัยใครคนหนึ่ง ตำรวจเขาจะไม่ไปกล่าวหาทันที เขา ก็คือจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนก่อน เรียกมาให้ปากคำก่อน เขาจะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ทีนี้เขาจะทำอย่างไร ว่า เอ๊ะ คนนี้โกหกหรือไม่โกหก เขาจำเป็น คือ จะต้องอาศัยเครื่องจับเท็จเข้ามาช่วย ว่า เอ๊ะ คนนี้สรุปแล้วเขาโกหกไหม อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบโมเลกุล ก็คือจะต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะนะ หรือว่าลักษณะของคนที่เป็นโรคความดันจะเป็นอย่างไรคะ หน้ามืดใช่ไหมคะ วิงเวียน คุณหมอเขา ก็คือจะต้องมีเครื่องอะไรคะ ตรวจความดันอยู่ หรือว่าของเราน่ะ ไอ จาม ก็จะต้องมีเครื่องอะไรคะ แบบตรวจเพื่อยืนยัน ว่า เอ๊ะ เราเป็นโควิดหรือไม่นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค เราเข้าใจแล้วนะ ว่าโมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไรนะคะ เดี๋ยววันนี้จะมีการบ้านให้เราทำดีไหม ดี ดูการ์ตูน ตัวการ์ตูนบนซ้าย เราคิดว่าเขามีพฤติกรรมอะไร เศร้าก็ได้ เพราะน้ำตาไหลใช่ไหม แต่บางคนก็บอกว่าเขาอาจจะน้อยใจก็ได้ ถูกไหมคะ ล่าง ด้านซ้ายเราเขาเป็นอย่างไร ที่แคะจมูกน่ะ มันคืออะไรล่ะ บางคนก็บอกว่าเขิน อายก็ได้ หรือว่า Happy ก็ได้ แต่เราสงสัยไหม ว่าทำไมเราเห็นรูปเดียวกันแต่เราทายพฤติกรรมไม่เหมือนกัน เนื่องมาจากประสบการณ์เดิมของแต่ละคน ที่คนรอบตัวหรือเราเคยแสดงว่าถ้าเรามีลักษณะอาการเขินอาย หรือว่าคนรอบข้างที่มีลักษณะเขินอาย อาจจะแสดงพฤติกรรมดังรูปนี้นั่นเองนะคะ ทีนี้เราจะย้อนกลับมา เราจะรู้ได้อย่างไร ว่า เอ๊ะ พฤติกรรมภายในเขาเศร้า เสียใจ หรือว่าเขามีความสุข เราก็อาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกของเขานั่นเองนะคะ ที่เราเรียกกันว่า "ภาวะสันนิษฐานจากพฤติกรรมภายนอกมาสู่ภายใน" ยกตัวอย่าง ตอนนี้ อาจารย์ผู้สอน เราคิดว่าถ้าเราทายจากพฤติกรรมอาจารย์ ตอนนี้คิดว่าภายในอาจารย์รู้สึกอย่างไร อะไรนะ พูดดัง ๆ เออ อยากสอนนักเรียน เรารู้ได้อย่างไร เราก็ทายจากการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอกของอาจารย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้เรามาดูเกี่ยวกับสิ่งที่นักศึกษาจะต้องรู้ ก็คือตามโครงสร้างของจิตวิทยา จะแบ่งออกเป็น S O แล้วก็อะไรคะ R นั่นเองนะคะ S ในที่นี้ ก็คือสิ่งเร้า หรืออะไร... เราเรียกกันว่า "Stimulus" นั่นเองนะคะ สิ่งเร้า ก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แล้วก็กระตุ้นที่ทำให้เราเกิดความคิด ความรู้สึก แล้วก็มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาจารย์กำลังสอนนักศึกษา ก็คือคุยกันเสียงดัง สิ่งเร้าเกิดขึ้น ทีนี้ก็จะต้องผ่านประสาทสัมผัสของอาจารย์ ก็คือ Sensation การรู้สัมผัส หูได้ยินเสียง ระหว่างสอนนี่นักศึกษาคุยกัน ตาของอาจารย์ก็มองเห็น เราไม่สนใจตรง PowerPoint เราจับ... นี่ นั่งใกล้ ๆ กันน่ะ คุยกัน อาจารย์ก็รับรู้ รับรู้ ก็คือการแปลความหมายจากสิ่งที่... แปลงความหมายของสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น แปลงในที่นี้ ก็คือจากประสบการณ์เดิม รู้ว่า โอเค อันนี้สะท้อนว่านักศึกษาแบบกำลังคุยกัน ไม่ตั้งใจเรียน มันก็จะมาสู่การมี Emotion หรือว่าอารมณ์ อารมณ์ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก็คือบวกกับลบนะคะ แต่ทีนี้นักศึกษาคุยกันจะให้อาจารย์มีความสุขไหม ไม่ อาจารย์ก็จะต้องมีความรู้สึกแบบไม่พอใจเธอคุยกัน ความต้องการก็จะเกิดขึ้นอยากให้นักศึกษาหยุดคุยน่ะ ทำอย่างไรดี ทีนี้ก็จะเริ่มมาสู่การคิด การคิดเราสามารถเลือกได้แบบหลากหลายวิธีว่าจะทำอย่างไร จะเดินออกไปแบบ Walk out เดินออกจากห้องไม่สอนเลยดีไหม หรือว่า เอ๊ะ จะตบโต๊ะดี เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ ฉันจะเลือกอะไรดี อันนี้นะ ทีนี้ก็จะมาสู่การตัดสินใจ ก็ยังอยู่ในความคิดเรา โอเค ฉันเลือกวิธีการตบโต๊ะดีกว่า ทีนี้ Response หรือว่าการตอบสนอง ก็คือเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด ก็แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น โครงสร้างทางจิตวิทยาก็จะมีส่วนแรกเลย ก็คือสิ่งเร้านะคะ สมมติเราเดินตรงอาคาร 36 กลิ่นกาแฟมาแบบเตะจมูก สิ่งเร้า ก็คือกลิ่นกาแฟ หรือว่าช่วงพักเที่ยงเราได้กลิ่นกะเพรามาใช่ไหม รู้สึกสัมผัส ก็คือจมูกเป็นอย่างไรคะ ได้กลิ่นนะ รับรู้ ก็คือการแปลงจากประสบการณ์เดิมที่รู้ว่าอันนี้มันคือกลิ่นอะไรคะ กะเพรานะ ทีนี้พอใกล้ ๆ เที่ยง อารมณ์รู้สึกเป็นอย่างไรคะ อุ๊ย มันหอมน่ะ เรารู้สึกชอบน่ะ เพราะใกล้ ๆ จะแบบ... จะต้องกินข้าวแล้วน่ะ ความต้องการ ก็คืออยากกินผัดกะเพรา ทีนี้ก็จะมาสู่การคิด Thinking ว่า เอ๊ะ จะสั่งเพื่อนให้ไปซื้อให้ดี... ดีไหม หรือว่าจะเดินเข้าไปซื้อข้าวผัดกะเพราด้วยตัวเอง การคิดก็เลยบอกว่าเราสามารถคิดได้แบบ 3-4 แนวทาง แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจ เราจะต้องเลือกแนวทางเดียว ที่เราคิดว่ามันเหมาะกับเราที่สุดนั่นเองนะคะ การตัดสินใจก็จะยังอยู่ในระบบความคิด ที่คิดว่า โอเค ฉันจะเลือกว่าฉันจะไปซื้อเองดีกว่า แล้วก็สั่งกาย คือ เดินไปซื้อด้วยตัวเองนะ อันนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับดู O ก็คือมันจะอยู่ในส่วนที่เป็นพฤติกรรมภายในของเรา ส่วน R Response ก็จะถือได้ว่าเป็นส่วนของพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้ O ตรงนี้ก็จะแปลภาษาไทยว่าเป็นอินทรีย์ อาจารย์ถามเราก่อนว่าอินทรีย์คืออะไร สิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ ถามว่าพืชก็มีชีวิตแต่ถามว่าพืชเป็นอินทรีย์ไหม ไม่ พืชมันร้องไห้ได้ไหม มันแสดงอารมณ์เศร้าได้ไหม ไม่ได้ เราต่างกับ AI อย่างไร เราต่างกับ AI อย่างไร AI มันก็ตอบโต้เราได้เหมือนกัน AI มันแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ไหม เห็นอกเห็นใจเราได้ไหม เพราะฉะนั้น อินทรีย์ ก็คือสิ่งที่มีชีวิตที่มีอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากกระบวนการทำงานของระบบสมองนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกันในส่วนที่เป็นการศึกษาพฤติกรรม เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไรบ้าง ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ อย่างเช่น บางคนมาเขาเรียกว่ามาสายนะ หรือว่าเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา อาจารย์ก็เลยถามว่าเพราะอะไรเธอถึงแบบเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา การถามของอาจารย์ ก็คือเพื่อที่จะได้รู้สาเหตุ การรู้สาเหตุก็จะนำมาสู่การอธิบายเพื่อเข้าใจในพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ อ๋อ สาเหตุที่มาสายในบางครั้ง ก็คือเป็นอย่างไรคะ รถติดใช่ไหมคะ ฝนมันตกด้วยนะ ทีนี้พอเราเข้าใจสาเหตุเราก็สามารถอธิบาย แล้วก็นำมาสู่การอะไรคะ พยากรณ์ พยากรณ์ ก็คือการทำนายนั่นเองนะคะ ก็คือถ้า... แล้วอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่น บางคนตื่นเป็นอย่างไรคะ ตื่นสายนะ สาเหตุการตื่นสายเนื่องมาจากอะไร นอนดึก มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ เพราะเราเข้าใจเหตุว่า โอเค ถ้าคุณนอนดึกนะ ต่อไปถ้าคุณนอนดึก แล้วโอกาสคุณจะตื่นสายสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้หลักในการควบคุม ก็คือการควบคุมสาเหตุ ควบคุมอย่างไร ก็คือไม่ให้ตัวเองเป็นอย่างไรคะ นอนดึกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้มีคำหนึ่งคือคำว่า "ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ" คืออะไร นักศึกษาเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร ง่วงไม่ขับ หรือว่าเมาไม่ขับ ควบคุม แต่ก่อนที่จะมาควบคุมได้นั้น ก็คือเขาก็จะต้องเข้าใจสาเหตุก่อนใช่ไหมคะ ว่าสถิติในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนก็คือมาจากอะไรคะ การเมา หรือว่าจากการง่วงแล้วก็ทำให้หลับในนะ ทีนี้มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ว่า โอเค ถ้าใครเป็นอย่างไรคะ ง่วงหรือใครเมา โอกาสขับรถที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างไรคะ สูง ก็จะมาสู่การออกระเบียบในการควบคุมนั่นเองนะคะ ก็มีการเป็นอย่างไรคะ ควบคุมไม่ให้คนขับรถ คือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่มันสูงเกินไปนั่นเองนะคะ อันนี้นะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหนไหมในการศึกษาพฤติกรรม ไม่มีนะคะ เหมือนกัน ยกตัวอย่างอีก 1 ตัวอย่าง เราคิดว่าที่เราได้คะแนนสอบน้อยน่ะ มันเกิดจากอะไร ไม่ใส่ใจหรือว่าไม่ตั้งใจอ่านหนังสือใช่ไหมคะ ก็จะทำให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างไรคะ เข้าใจสาเหตุนะ ว่าที่เราสอบได้คะแนนกลางภาคได้น้อย เพราะว่าเราไม่มีการทบทวนเนื้อหาเลย ทีนี้พอจะสอบเขาเรียกว่า "ปลายภาค" นะ หรือว่า "Final" เราก็มีการพยากรณ์ได้ว่า ถ้าฉันไม่ตั้งใจนะ โอกาสที่จะสอบได้คะแนนน้อยมีสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ แต่ถ้าฉันตั้งใจล่ะ การสอบได้คะแนนของฉันก็จะเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้ก็มาสู่การควบคุม ก็คือการควบคุมพฤติกรรมตนเอง ให้มีการตั้งใจในการอ่านหนังสือนั่นเองนะคะ โอเค เพราะฉะนั้น มาสรุปอีกรอบหนึ่งนะ ความเข้าใจของพฤติกรรม ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการหัวเราะนั่นเองนะคะ และก็นำมาสู่การพยากรณ์จากการที่เราเข้าใจสาเหตุ ถ้าคุณมีความสุขก็จะทำให้คุณเป็นอย่างไรคะ หัวเราะ ทำไมพยากรณ์ได้ เพราะเราเข้าใจสาเหตุของเขาแล้ว ว่าการที่เขาหัวเราะ เพราะเขาเป็นอย่างไรคะ มีความสุขนั่นเองนะคะ ทีนี้การควบคุมคืออะไร ก็เป็นการควบคุมที่จะให้พฤติกรรมนั้นเกิดหรือไม่เกิด เพราะฉะนั้น การควบคุมก็เลยเป็นผลของความเข้าใจนั่นเองนะคะ และเราก็สามารถควบคุมมันได้ อย่างเช่น เราอยากมีความสุขเรา ก็คือจะต้องสร้างเสียงหัวเราะให้มันแบบเพิ่มขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค เดี๋ยวอาจารย์ให้พักประมาณ 5 นาทีนะคะ เพราะอาจารย์ผู้สอนก็คอแห้งด้วยนะ พักประมาณ 5 นาทีก่อน โอเคค่ะ สวัสดีค่ะ นักศึกษาพร้อมที่จะรับเนื้อหาต่อเลยไหมคะ พร้อมแล้วนะคะ โอเค เดี๋ยวเชิญล่ามนะคะ ค่ะ ทีนี้ก็จะมาส่วนต่อมานะคะ ก็จะว่าในเรื่องวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาพฤติกรรมนะ ทีนี้ในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนะคะ อันดับแรกเลย ก็คือเราจะต้องสงสัยในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เราก็จะเรียกกันว่า "การตั้งปัญหา" ว่า เอ๊ะ ปัญหาอะไร มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบหลับในห้องเรียน มีอะไรนะ ทีนี้ในการตั้งปัญหาปุ๊บ เราก็คือจะต้องมีการตั้งสมมติฐาน สมมติฐานคืออะไร หมายความว่าเป็นการคาดคะเนคำตอบของพฤติกรรมที่เขาเกิดขึ้นมา แต่ทีนี้ สมมติฐาน เราอาจจะคาดคะเนแบบทายถูกหรือว่าทายผิดก็ได้ ดังนั้น เราก็คือจะต้องมีการพิสูจน์สมมติฐาน ในการพิสูจน์สมมติฐาน เราก็คือจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ว่า เอ๊ะ มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบนอนหลับ การรวบรวมในที่นี้ ก็คือใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เข้ามาช่วยด้วยก็ได้ ทีนี้อาจารย์ถามเราก่อน ว่าเราตั้งปัญหาแล้วว่าเพื่อนเราชอบนั่งหลับในชั้นเรียน เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร เราคิดว่ามันเกิดอะไรที่ทำให้เขาชอบหลับในชั้นเรียน นอนไม่พอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือว่าอาจารย์อาจจะสอนน่าเบื่อก็ได้ ถูกไหมคะ เราสามารถคาดคะเน สมมติฐาน ก็คือเป็นการคาดคะเนคำตอบ แต่การคาดคะเน เราจะเชื่อทันทีไหม ยังไม่เชื่อทันที เราจะต้องมีการพิสูจน์ หรือเราเรียกกันว่า "ทดสอบสมมติฐาน" นั้น ๆ เราคาดคะเนว่า โอเค เพื่อนพักผ่อนไม่เพียงพอแน่เลย ทำให้เขาแบบหลับในชั้นเรียนนะ ทีนี้... ทีนี้ในการรวบรวมข้อมูลเราจะรวบรวมอย่างไรบ้าง ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยใช่ไหมคะ มีอะไรคะ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ได้ไหมคะ ได้ ทีนี้พอเราได้คำตอบจากแบบสอบถามและก็แบบสัมภาษณ์ เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลไป จากเครื่องมือที่เราได้ใช้กับเพื่อน แล้วก็ค่อยมาสรุปผล การสรุปผล ก็คือเป็นการตรวจสอบว่าสมมติฐานที่ฉันตั้งขึ้นมา มันสอดคล้องหรือไม่นั่นเองนะคะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหน มีไหม ถามได้นะคะ มีสงสัยตรงไหน มีไหม หรือว่าสาเหตุของพฤติกรรมน่ะ เราแบบชอบกินจุกกินจิก เพื่อนเราน่ะ ชอบแบบกินจุ๊กกินจิ๊บน่ะ เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร ตั้ง... ตั้งได้อย่างไร เราจะคาดคะเนสาเหตุของพฤติกรรมการกินของเพื่อนแบบกินไม่หยุดปากอย่างไร เราอาจจะตั้งสมมติฐานว่าเพราะเพื่อนบางครั้งคือกินข้าวเป็นอย่างไรคะ ไม่ตรงเวลาใช่ไหมคะ ทำให้เขา... หรือว่าไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้เขารู้สึกเป็นอย่างไรคะ หิวตลอดเวลาถูกไหมคะ อันนี้คือ สมมติฐานที่เราตั้งนะ สมมติเราตั้งว่าเพื่อนเขาแบบไม่ทานอาหารเช้ามาเลย เพราะว่ารีบเรียนแต่เช้าถูกไหมคะ ทำให้เขาแบบมีพฤติกรรมที่แบบต้องกินแบบบ่อย ๆ ตลอดเวลา ทีนี้การรวบรวมข้อมูล เราก็ใช้หลักการอะไรคะ สัมภาษณ์ หรือสอบถามเพื่อน ว่า เอ๊ะ เธอที่เธอกินนี่เป็นเพราะอะไร ที่เธอกินบ่อย ๆ เพื่อนอาจจะบอกว่า อ๋อ เพราะฉันแบบทำ IF มาแบบตั้งนาน พอหยุดทำ IF ปุ๊บ เป็นอย่างไรคะ ทำให้แบบรู้สึกหิวแบบตลอดเวลา เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลไป ก็คือคำตอบของเพื่อน ทีนี้พอวิเคราะห์ เราก็สามารถสรุปผลได้ว่า โอเค สมมติฐานที่เราตั้งกับคำตอบของเพื่อนตรงกันไหม ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เข้าใจแล้วนะคะ ในการวิเคราะห์พฤติกรรม... ในการศึกษาพฤติกรรมตรงนี้นะคะ ทีนี้เรามาดูลักษณะในรูปแบบการศึกษาพฤติกรรม ก็จะมีทั้ง 3 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรก ก็คือเป็นแบบการทดลองนะ การทดลองในที่นี้ ก็คือเป็นการทดสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและก็ผลนั่นเองนะคะ ก็คือจะมีตัวแปรต้นแล้วก็ตัวแปรตาม ตัวแปรต้นก็คือ... คืออะไร ก็คือเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับเหตุนั้น ๆ เหตุที่เกิดตัวแปรตามจะเกิดขึ้นไหม อันนี้นะคะ อย่างเช่น ตัวแปรต้น ก็คือการตั้งใจเรียน ตัวแปรตาม ก็คือเมื่อคุณตั้งใจเรียนปุ๊บ คะแนนสอบกลางภาคของคุณจะสูงหรือไม่ คะแนนสอบสูง ก็คือเป็นตัวแปรอะไรคะ ตามนั่นเองนะ ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คืออะไร เป็นการหาความสัมพันธ์รวมถึงทิศทาง ก็คือดูความสัมพันธ์ของตัวแปร ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป อย่างเช่น คะแนนของการปรับตัว มันสัมพันธ์กับ IQ หรือว่าสติปัญญาหรือไม่ นั่นเองนะคะ นะ หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับความแข็งแรงของร่างกายหรือไม่ หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับการปรับตัวหรือไม่ อันนี้จะถือได้ว่าเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ รู้ค่าความสัมพันธ์กันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ในความเข้มข้นของความสัมพันธ์ก็จะมีทั้งเป็น 0 มีทั้ง +1 แล้วก็มีทั้งอะไรคะ -1 ส่วนการวิจัยเชิงบรรยาย ก็จะเป็นการสำรวจคุณลักษณะหรือสถานการณ์นั้น ๆ ทีนี้เรามาดูกันในส่วนแรก ส่วนแรก ก็คือการวิจัยเชิงการทดลองนั่นเองนะคะ ก็จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย กลุ่มแรกก็จะเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ อย่างเช่น พาฟลอฟ (Pavlov) ทดลองกับพฤติกรรมของสุนัข ในการทดลองของพาฟลอฟ ก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ มีการควบคุมสิ่งแวดล้อม พวกแสงสว่างต่าง ๆ นั่นเองนะคะ เพื่อป้องกันความแทรกซ้อนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองนะ อันนี้นะคะ หรือว่าการทดลองเกี่ยวกับของโคห์เลอร์ (Kohler) ที่ทดลองกับลิงชิมแปนซีนะ รวมถึงการทดลองของนกพิราบ ที่สกินเนอร์ (Skinner) เขาได้ทดลองนั่นเองนะคะ เกี่ยวกับการเลือกจิก เขาเรียกว่า "แป้นในกล่อง" นั่นเองนะคะ รวมถึงการทดลองกับพวกหนูนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เดี๋ยวเราก็จะได้เรียนกันในบทต่อไปนะคะ ว่าในเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้นะ ทีนี้เรามาดูการทดลองภาคสนาม ภาคสนาม ก็คือการทดลองในสถานการณ์จริง ส่วนการทดลองเฉพาะกรณี เป็นการทดลองเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะเด่นเฉพาะด้าน ที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไปนั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างเช่น จะทดลองกับบุคคลหนึ่ง หรือว่าเด็กชาย ก ที่มีลักษณะ IQ ที่แบบสูงเกินเกณฑ์ หรือว่าเกินอายุนั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้เราก็มาดูกันว่าลักษณะการทดลองในห้องปฏิบัติการ ก็คือเป็นการพิสูจน์ที่เกี่ยวของกับทฤษฎี อย่างการทดลองของพาฟลอฟนั่นเองนะคะ ว่า เอ๊ะ เอาสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขมาคู่กับสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข จะส่งผลทำให้พฤติกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข ก็คือเสียงกระดิ่งคู่กับอะไรคะ ผงเนื้อ เสียงกระดิ่งถ้าคู่กับผงเนื้อจะทำให้สุนัขมีพฤติกรรมน้ำลายไหลหรือไม่ อันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีนะ เพราะฉะนั้น เขาก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อควบคุมแสง สี เสียง ต่าง ๆ ที่มันกระทบในระหว่างการทดลองนั่นเองนะคะ ทีนี้การทดลองภาคสนาม ปกติเราก็จะสอนในห้อง ทีนี้อาจารย์ก็อยากจะลองใช้เครื่องมือ ว่า เอ๊ะ เอากิจกรรมกลุ่มหรือเปิดเพลงก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหา จะส่งผลทำให้ห้องเรามีคะแนน Post test หรือว่ามีคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือไม่ อันนี้นะคะ ทีนี้อาจารย์ก็จะดูว่า โอเค ตอนจะสอนบทที่ 2 อาจารย์ก็จะให้ห้องนี้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน คือ Pretest ก่อนใช่ไหมคะ แล้วก็เรียนปกติทั่ว ๆ ไปแล้วก็ค่อยมา Post test นะ ทีนี้พอในบทที่ 3 อาจารย์ก็คิดกิจกรรมก่อนที่เราจะลงเนื้อหาบทเรียน ว่าถ้าเปิดเพลงหรือว่าให้เราออกกำลังกายเบา ๆ น่ะ มันจะส่งผลที่ทำให้คะแนนสอบหลังเรียน Post test ของคุณสูงหรือไม่ ทีนี้อาจารย์ก็จะแบ่งห้องเราเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือเป็นกลุ่มทดลอง ทดลองในที่นี้ ก็คือให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจารย์สร้างเครื่องมือเข้ามา กลุ่มควบคุม ก็คือกลุ่มที่เรียนตามปกติถูกไหมคะ ทีนี้ในการทดลองของอาจารย์ อาจารย์ก็จะให้ทั้ง 2 กลุ่ม ทำทั้ง... ทำ Pretest ก่อน แล้วก็มีการแบ่งกลุ่ม ต่อจากนั้น กลุ่มทดลอง ก็คืออาจารย์ก็จะมีเพลงคลาสสิกให้ฟัง มีการออกกำลังกายเบา ๆ แล้วก็ค่อยเรียน ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนตามปกติ ไม่มีการเปิดเพลง ไม่มีการใช้เครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้น ทีนี้อาจารย์ก็จะดูว่าตัวแปรต้นน่ะ ที่อาจารย์ตั้งขึ้นมาว่าการเปิดเพลงคลาสสิกก่อนที่เราจะสู่เนื้อหาบทเรียน จะมีอิทธิพลหรือส่งผลที่ทำให้คะแนน Post test ของคุณสูงหรือไม่ อาจารย์ก็จะเอาข้อสอบที่เป็น Post test หรือว่าข้อสอบที่เป็นแบบทดสอบหลังเรียน ใช้ชุดเดียวกัน ให้ทั้งกลุ่มควบคุมแล้วก็กลุ่มทดลองทำ ถ้าคะแนน Post test ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิก หรือว่าทำกิจกรรมกลุ่มก่อนเข้าสู่บทเรียน มีผลที่ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะคะ แต่ในมุมกลับกัน ถ้าคะแนน Post test ของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลอง แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิกแล้วก็ทำกิจกรรมกลุ่มก่อนเข้าสู่เนื้อหา มีผลหรือว่ามีอิทธิพลไหม มีหรือไม่มี มีหรือไม่มี คะแนนกลุ่มควบคุมสูงกว่านะ ถ้า Post test น่ะ แสดงว่าไม่มีผลนั่นเองนะคะ หรือคะแนนกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองมีคะแนนแบบเท่า ๆ กัน แสดงว่าเครื่องมือที่อาจารย์ใช้ที่เปิดเพลงคลาสสิกแล้วก็ให้ทำกิจกรรมก่อนเข้าสู่บทเรียน ไม่ได้มีผลที่จะทำให้เด็กมีคะแนนแบบเพิ่มขึ้นมานั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือที่เราได้ใช้ไปนั่นเองนะคะ เราถึงเรียกกันว่า "การทดลองภาคสนาม" นะ ก็คือมีการแต่งเสริมว่า โอเค ถ้าเปิดเพลงคลาสสิกแล้วทำให้เด็กแบบตั้งใจเรียน แล้วก็คือจะมี... จะทำอย่างไร มันก็จะไปขยายผลสู่ความตั้งใจเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้ หรือว่าออกแบบกิจกรรมในรายวิชาอื่นได้ ทีนี้การทดลองเฉพาะกรณี หรือเราเรียกกันว่า "Case Study" เป็นการทดลองในการศึกษาพฤติกรรม ที่บุคคลคนนั้นที่เขามีลักษณะที่เป็นแบบเด่นชัดแตกต่างจากเป็นอย่างไรคะ เพื่อนนั่นเองนะคะ มีอะไรบ้าง มีอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมแบบเด่นชัดที่เราอยากทำ Case Study ในห้องนี้มี 1 คนน่ะ ชอบนอนหลับในชั้นเรียน มีแค่คนเดียวเท่านั้น คนอื่นเขาไม่นอนหลับเลย อาจารย์ก็จะต้องเลือกเขามาเป็น Case Study แล้วก็จะหาเทคนิควิธีการ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เขาเป็นอย่างไรคะ ไม่นอนหลับในชั้นเรียนนะ เพราะฉะนั้น การทดลองเฉพาะกรณี ก็คือจะต้องมีการจัดกระทำต่อพฤติกรรมของเขา จัดกระทำอย่างไร อาจจะให้บทเรียนเสริมที่เป็นเฉพาะตัว เฉพาะด้าน ที่เขาจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่ออะไรคะ ปรับพฤติกรรมให้เขาเป็นอย่างไรคะ หยุดการนอนหลับในชั้นเรียนได้ แต่เราดูว่าต้องหาข้อมูลเส้นฐาน เส้นฐานก็คืออะไร ดูว่าลักษณะพฤติกรรมนั้น ๆ มันเกิดขึ้นบ่อยไหม หรือว่าเราทดลองจัดกระทำเพื่อปรับพฤติกรรม ก็คือใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยเขา เส้นฐานที่ทำให้เขามีพฤติกรรมใหม่ คือ การตั้งใจเรียนของเขาจะมีคงเส้นคงวาตลอดหรือไม่ อันนี้นะคะ โอเค ทีนี้เรามาดูการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์กันบ้าง เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปรขึ้นไป 2 ตัวแปรในที่นี้ ก็คือสิ่งที่เราจะศึกษา ว่า โอเค ความสูงมันเกี่ยวข้องกับ IQ ที่สูงด้วยหรือไม่นั่นเองนะคะ หรือว่าความอ้วนมันสัมพันธ์กับความตั้งใจเรียนหรือไม่ อันนี้นะ ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ก็คือมีการยักย้ายตัวแปรอิสระ เพื่อดูความสัมพันธ์ว่าทั้ง 2 ตัวแปรนี้ มันมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันหรือว่าไม่ใช่ทิศทางเดียวกันนะ แต่ทีนี้ความอ้วนถ้ามันสัมพันธ์กับความฉลาด ก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใด ความอ้วนมันส่งผลต่อ IQ ของเราที่มันสูงนั่นเองนะคะ เขาก็เลยบอกว่าการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ก็คือไม่สามารถบอกถึงความเป็นเหตุเป็นผล ทีนี้เรามาดู อาจารย์ให้แบบวัดคุณไป แบบวัดในที่นี้ ก็คือแบบวัดการมองโลกในแง่ดีกับแบบวัดการปรับตัว ถ้าคะแนนแบบวัดของคุณสูง แบบวัดการปรับตัวของคุณก็สูง แสดงว่ามันสัมพันธ์กันในทางบวก เป็นไปในทิศทางอะไรคะ เดียวกันนะ แต่ทีนี้ความสัมพันธ์ทางลบ ก็คืออาจารย์ให้ทำแบบวัดความภาคภูมิใจในตนเอง หรือเรียกกันว่า "แบบวัดการเห็นคุณค่าตนเอง" "Self Esteem" ก็ได้นะคะ กับแบบวัดความวิตกกังวล ถ้าแบบวัดความภาคภูมิใจของตนเองสูง แบบวัดความวิตกกังวลของคุณต่ำ แสดงว่ามันไปทิศทางเดียวกันไหมคะ ก็คือจะมีค่าความสัมพันธ์เป็นอะไรคะ ลบนั่นเองนะคะ ทีนี้ค่าความสัมพันธ์เป็น 0 ก็คืออะไร ก็คือคะแนนการมองโลกในแง่ดีกับคะแนนทางการปรับตัวทางด้านจิตใจ มันแบบเป็นค่ากลาง ๆ ทั้ง 2 ค่า แสดงว่ามันเป็นอย่างไรคะ ศูนย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้ต่อมาเรามาดูในส่วนที่เป็นการวิจัยเชิงบรรยายกันบ้าง การวิจัยเชิงบรรยาย ก็คือเป็นการสำรวจคุณลักษณะของสภาพชุมชน หรือว่าคุณลักษณะของนักศึกษาก็ได้ในมหาวิทยาลัยก็ได้ ส่วนใหญ่การวิจัยเชิงบรรยายก็จะมักใช้วิธีการสังเกต แต่ถ้าทำกับกลุ่มใหญ่ ๆ ก็จะใช้เป็นแบบสอบถาม หรือว่าแบบอะไรคะ สำรวจนั่นเองนะคะ อันนี้นะ อย่างเช่น เวลาเข้ามาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เขาอยากรู้ว่า เอ๊ะ เด็กมีการปรับตัวเรียนทางด้านการเรียนน่ะ เป็นอย่างไร เขาก็ใช้แบบสำรวจหรือว่าแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว แล้วเขาก็เอาคำตอบที่ได้จาก Rating Scale ในแต่ละด้าน มาวิเคราะห์ มาอธิบายคุณลักษณะการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมานั่นเองนะคะ หรือว่าอาจารย์จะทำ... จะดูว่า เอ๊ะ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีการมองโลกในแง่ดีเป็นอย่างไร อาจารย์ก็จะใช้แบบสำรวจการมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาทำ แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลจากคำตอบที่เราได้กรอกแบบสำรวจมาอธิบาย ว่าโอเค นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีลักษณะการมองโลกในแง่ดีในระดับแบบไหน ปานกลาง หรือว่าสูงนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น การวิจัยเชิงบรรยาย ก็คือมันก็จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ที่วิเคราะห์จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น แต่ไม่ได้มีการจัดกระทำกับกลุ่มตัวนักศึกษา จัดกระทำในที่นี้ ก็คือใช้เครื่องมือให้เราได้มาฝึกหรือว่ามาทำนั่นเองนะคะ ก็คือหมายความว่าไม่ได้มีกิจกรรมเสริมที่จะช่วยการมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาได้ฝึกทำ เพียงแต่ว่าให้นักศึกษาได้ตอบข้อมูลแบบสำรวจนั้น ๆ เท่านั้น อันนี้นะ โอเค หรือว่าจะศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุขภาพ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอันนี้นะคะ ว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุขภาพของนักศึกษาที่นี่มีอยู่ในระดับไหน เป็นอย่างไร อันนี้ก็คือ เป็นการบรรยายลักษณะที่เกิดขึ้นนะ โอเคค่ะ ต่อมาตั้งใจฟังดี ๆ ก็จะมาสู่เนื้อหาที่เป็นแนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยา เมื่อสักครู่นี้เรารู้กันแล้วนะ ว่าพฤติกรรมมีกี่กลุ่มนะคะ มีกี่กลุ่ม 2 กลุ่ม พฤติกรรมภายในกับพฤติกรรมภายนอก เพราะฉะนั้น ก็จะมีกลุ่มนักจิตวิทยาที่เขามีความเชื่อ แล้วก็ลองสร้างทฤษฎีแล้วก็มีการพิสูจน์ทฤษฎีความเชื่อนั้น ๆ นักจิตวิทยาก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ เชื่อในเรื่อง... กลุ่มแรก ก็คือจะเชื่อในเรื่องพฤติกรรมภายใน กลุ่มที่ 2 ก็คือเป็นพฤติกรรมภายนอกนะคะ ทีนี้เนื้อหาในบทที่ 1 สิ่งที่เราจะต้องศึกษาเนื้อหาในเล่มนี้ ก็จะให้เราศึกษาทั้งหมด 5 แนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยา เรามาช่วยกันดูก่อน เราคิดว่ากลุ่มไหนที่เป็นพฤติกรรมภายใน กลุ่มจิตวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมภายใน หรือภายนอก ภาย... ภาย... เดี๋ยวสัปดาหน้าอาจารย์มาถามเป็น Question Mark ให้ กลุ่มพฤติกรรมนิยมน่ะ ภายในหรือภายนอก เรารู้ได้อย่างไรกลุ่มนี้ว่ามันเป็นภายนอก ให้จับ Keyword ชื่อ พฤติกรรมบวกอะไรคะ นิยม เพราะฉะนั้น ก็คือเป็นภายอะไรคะ นอก แล้วจิตวิเคราะห์มันเป็นภายใน ภายนอก ภายใน แต่ก็จะกึ่ง ๆ ภายนอกด้วยนะ จิตแล้วก็แสดงออกมานะคะ ทีนี้กลุ่มนี้ปัญญานิยม หรือว่ากลุ่มการรู้คิดล่ะ ภายใน เพราะการคิด กลุ่มชีวจิตวิทยาล่ะ ภาย... ภาย... ภายในนะคะ กลุ่มมนุษย์นิยมล่ะคะ ภายในเช่นเดียวกัน แต่ใครที่ตอบว่าภายนอกอธิบายได้นะ เพราะเหตุใดที่เรามองว่ามันเป็นภายนอก เดี๋ยวเรามาดูเนื้อหากันนะ อันนี้ก็คือ เป็นตามความเชื่อพื้น... ความ... ความรู้ของเรานะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้ตั้งใจฟังนิดหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวจะไปขยายความในส่วนที่เป็นบทที่ 2 ว่าในเรื่องพัฒนาการนะคะ ทีนี้เราเรียนกันแล้วโครงสร้างของจิตจะมี S คืออะไรคะ สิ่งเร้านะ สิ่งเร้าภาษาอังกฤษ ก็คือ Stimulus นั่นเองนะคะ ส่วน O ล่ะ Organism ใช่ไหม ที่แปลว่าอินทรีย์ อินทรีย์ ก็คืออะไรคะ สิ่งที่มีชีวิตใช่ไหมคะ ตัวเราใช่ไหม แล้วอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นอินทรีย์ ที่มีอารมณ์ความรู้สึกถูกไหมคะ อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากสมองของเรานั่นเองนะคะ ส่วน R ล่ะคะ คืออะไรคะ Response ใช่ไหมคะนะ การตอบสนองถูกไหมคะ ทีนี้กลุ่มจิตวิเคราะห์ก็จะมีจุดเน้น เพราะฉะนั้น จิตวิเคราะห์เอาใหม่ Set Zero ใหม่ เป็นพฤติกรรมภายในหรือว่าภายนอก ภายในหรือภายนอก มี S O แล้วก็ R เห็นสีไหมมันต่างกัน เราคิดว่าจุดเน้นคือภายในหรือภายนอก เราคิดว่าสีไหนที่เป็นจุดเน้นในทฤษฎีนี้ S กับ R นี่ คือ ภายนอก O ก็คือภายในแต่จุดนี้ คือ เน้นสีแดง ไม่ได้สนใจความคิดว่าเขาคิดอะไรอย่างไร ทีนี้จิตวิเคราะห์นะคะ ความเชื่อพื้นฐาน เขาบอกว่าพฤติกรรมหรือกระบวนการถูกกำหนดโดยจิตนะ แล้วก็มันก็จะเกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศ ความก้าวร้าว บางครั้งจิตใจเราน่ะ มันแบบยังเกิดความขัดแย้งน่ะ กล่าวได้ว่าตัวเราน่ะ ตั้งแต่จำความได้เราจะสะสมประสบการณ์ ประสบการณ์ก็จะมีทั้งดีแล้วก็ไม่ดี แต่ประสบการณ์ที่ไม่ดีน่ะ เราจะถูกเก็บกดไว้ แต่มันก็พร้อมที่จะแสดงออกมา เมื่อมีอะไรมากระตุ้น โดยการแสดงออกมีทั้งรู้ตัว แล้วก็เป็นอย่างไรคะ ไม่รู้ตัวนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกัน เดี๋ยว นี่ ตามที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้ เราก็จะสะสมประสบการณ์ตั้งแต่แบบเราจำความได้ เขาบอกว่าประสบการณ์วัยเด็กจะส่งผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ โดยเฉพาะ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งฟรอยด์เรียกว่า "ช่วงวิกฤต" ตรงนี้เดี๋ยวจะไปขยายในบทที่ 2 แล้วก็บทที่ 3 อันนี้ ก็คือปูความเข้าใจให้กับเรา เขาเชื่อว่าจิตใจของเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง เราช่วยกันดูรูปนี้รูปที่เกิดขึ้น ภูเขาน้ำแข็งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีส่วนไหนบ้าง พ้นน้ำ ใต้น้ำ แล้วก็มีอะไรคะ ทุกส่วนเลย ไล่ไปตั้งแต่พ้นน้ำ แล้วก็ใต้น้ำถูกไหม ทีนี้เราเห็นอะไรในรูปนี้ พ้นน้ำมันคืออะไร ตามความเข้าใจเรา ถ้าเกี่ยวข้องกับตัวเราพ้นน้ำคืออะไร เราคิดว่า ถ้าสมมติเราเห็น... เราเอาน้ำแข็งน่ะ ใส่ในแก้วที่มันแบบทึบ ๆ น่ะ เราจะเห็นน้ำแข็งที่มันอยู่ใต้น้ำไหม ไม่นะ เราจะเห็นเฉพาะในส่วนที่เป็นอะไรคะ พ้นน้ำ เพราะฉะนั้น ก็คือสิ่งที่เรามองเห็นคนอื่นที่เขาแสดงออกมาถูกไหมคะ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เรามองเห็นตัวเองได้เช่นเดียวกันนะ ทีนี้มันก็จะมีศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภูเขาน้ำแข็ง มีทั้งถ้าบริเวณที่เป็นแบบบนน้ำแข็งก็จะเป็น... เขาเรียกว่า "สิ่งที่เราแบบมีสติรู้ตัว" รู้ตัวว่าเราจะทำอะไรแบบไหน แล้วก็ Pre บางครั้งมันก็อยู่บนน้ำ บางครั้งมันก็คืออยู่ใต้น้ำปริ่ม ๆ มีที่เรารู้ตัวแล้วก็เป็นอย่างไรคะ ไม่รู้ตัว แต่ใต้น้ำ ใต้น้ำคืออะไร มันเป็นแบบจิตใต้สำนึกเลยที่เรา... เก็บ... เก็บเอาไว้น่ะ ที่เราสะสมโดยไม่รู้ตัว แต่มันสามารถกระตุ้นให้แสดงออกมาได้ไหม ได้นั่นเองนะคะ ทีนี้คำที่เราจะต้องรู้จักอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ Ego นี่ E... Ego แล้วก็อะไรคะ Superego เขาบอกว่ามนุษย์ทุกคนมักจะมีพื้นฐาน พื้นฐานของแต่ละคนเป็นอย่างไรคะ ไม่เท่ากัน พื้นฐานในที่นี้ถ้าภาษาบ้าน ๆ เวลาเราเจอคนที่มันขับรถปาดหน้าเราน่ะ บางคนก็จะแบบใช้คำด่าว่า สอ ดอ นะ อันนี้ถ้าเป็นศัพท์... ศัพท์น่ะ คำว่า สอ ดอ น่ะ อาจารย์พูดย่อ ๆ ก็คือหมายถึงตัวนี่ตัว Id นี่ Id คืออะไร เป็นความต้องการ เมื่อเรา... ความต้องการในที่นี้คืออะไร ก็คือสิ่งที่มันแบบตอบสนองตามความพึงพอใจของเรา โดยบางครั้ง ก็คือยังไม่ได้รับการอะไรคะ ขัดเกลาใช่ไหมคะ ทีนี้มีอะไรมาช่วยขัดเกลา ก็คือ Superego Superego ก็คือความรับผิดชอบ ชั่ว ดี ศีลธรรม จรรยาต่าง ๆ แล้ว Ego คืออะไรล่ะอาจารย์ อาจารย์ครับ Ego คืออะไร Ego ก็คือตัวตนที่เราแสดงออกมา Ego จะเป็นตัวกลางระหว่าง Id กับ Super อะไรคะ Ego นั่นเองนะคะ ถามว่าทุกคนมีความต้องการเหมือนกันไหม ความต้องการในที่นี้ ก็คือตอบสนองเพื่อให้หายหิวมีเหมือนกันไหมคะ มีเหมือนกันหมดเลยความกระหายใช่ไหมคะ แต่ทีนี้มี Superego เข้ามาอะไรคะ ช่วยขัดเกลาให้ตัวเราเป็นอย่างไรคะ มีระเบียบแบบแผนใช่ไหมคะนะ ทีนี้การที่ Ego จะแสดงแบบไหน ก็คือขึ้นอยู่กับว่า Ego รับอิทธิพลมาจาก Id หรืออะไรคะ Superego ถามในห้องนี้ใครอยากได้เงินหนึ่งแสนบาทบ้าง ได้มาแบบฟรี ๆ ทุกคนมีความต้องการเงินเหมือนกันใช่ไหมคะ ยิ่งมากก็คือยิ่งชอบใช่ไหมคะ อันนี้ ก็คือความต้องการของเรา Id น่ะ แต่ทีนี้บังเอิญคุณไปเจอเงินตกในที่สาธารณะประมาณหนึ่งแสนบาทมันก็จะมี Id กับ Superego Id ก็คือในภาคอะไรคะ ปีศาจหยิบไปเลยเธอเจอน่ะ มันก็ต้องเป็นของเราสิ ส่วน Superego คืออะไรคะ ภาคเทพบุตรนะ อุ๊ย สงสารเขาเถอะเผื่อเจ้าของเงินเขาเป็นอย่างไรคะ เดือดร้อนใช่ไหมคะ Ego ก็คือขึ้นอยู่กับว่าเอ๊ะ ฉันจะไปทางมืด หรือว่าฉันจะไปทางอะไรคะ สว่าง ทีนี้สุดท้ายแล้วถ้าเราตัดสินใจเอาเงินที่เราเก็บได้ไปประกาศหาเจ้าของ แสดงว่า Ego ของเราตอบสนองทางไหน ทาง Superego ทางสว่างอันนี้นะ หรือว่าห้องนี้ทุกคนอยากสอบได้คะแนนสูง ๆ เท่า... เหมือนกันใช่ไหมคะ มีใครอยากได้คะแนนสมมติคะแนนเต็ม 40 คะแนน มีใครอยากสอบได้แค่ 10 เต็ม 40 บ้าง มีไหม ส่วนใหญ่ก็อยากจะได้แบบเต็มถูกไหมคะ ทีนี้ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันน่ะ ทำอย่างไร ทุกคนอยากสอบได้คะแนนที่สูงทุกคนเลยนะ ทีนี้ Id ก็คือความต้องการได้คะแนนที่สูงนะ ก็จะทำอะไรก็ได้ที่ไม่รู้จักรับผิดชอบ ชั่ว ดี แอบเอาโพยมาทำแล้วก็ลอกเพื่อนใช่ไหมคะ แต่ถ้า Superego ล่ะ ตั้งใจอ่านหนังสือถูกไหมคะ ก็คือขึ้นอยู่กับว่าเรา Ego ของเรา จะรับอิทธิพลมากจาก Id หรือว่าอะไรคะ Superego นั่นเองนะคะ โอเค ทีนี้อธิบายซ้ำนะ สรุปแล้วกระบวนการทางจิตก็มีทั้งจิตสำนึกคืออะไรคะ เป็นภาวะที่เรารู้ตัวเต็มที่ตอนนี้ทุกคนมีความรู้ตัวเต็มที่ใช่ไหม แสดงว่าทุกคนมีอะไรคะ จิตสำนึกเพราะทุกคนแบบตั้งใจมาก ส่วนจิตใต้สำนึกล่ะ ในบางครั้งอาจจะเหม่อลอยไปบ้าง คิดถึงเพื่อน หรือว่าบางครั้ง ก็คืออาจจะใจลอย ว่าโอ๊ย เมื่อไรอาจารย์จะปล่อยฉันอยากจะไปโรงอาหารเต็มแก่แล้ว ฉันอยากจะไป Shopping เต็มแก่แล้ว แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอุ๊ย ฉันกำลังเรียนกับอาจารย์อยู่อันนี้นะ หรือว่าบางคนใจลอยว่าอาจารย์ปล่อยเร็ว ๆ สิมันปิดหยุดยาวน่ะ ฉันจะได้แบบรีบไปซื้อตั๋วกลับบ้าน และแต่พออาจารย์เรียกชื่อปุ๊บ ก็มีสติรู้ตัวกลับคืนมาแล้วว่า โอเค อาจารย์ยังไม่ปล่อยอันนี้นะ ส่วนจิตไร้สำนึกล่ะคะ เป็นส่วนที่มันแบบจมอยู่ใต้น้ำแข็ง เป็นส่วนของความไม่รู้ตัวของเรามัน... มันอยู่ในแบบดิ่งลึกน่ะ แต่มันก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับ ก็คือจะมีแรงขับแห่งการดำรงชีวิตอยู่ แรงขับแห่งการทำลาย หรือเราเรียกกันว่า "ความก้าวร้าว" แล้วก็แรงขับอะไรคะ ทางเพศนั่นเองนะคะ โอเค อันนี้ก็ให้รู้อีกรอบหนึ่งนะ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจิตนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น Id ซ้ำอีกรอบหนึ่ง ก็คือเกี่ยวข้องกับความต้องการ แต่ต้องการของตามทฤษฎีฟรอยด์ ก็คือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่รอด ก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับต่าง ๆ นั่นเองนะคะ แรงขับในที่นี้ ก็คือแห่งการทำลายนะ อันนี้นะคะ รวมถึงความต้องการทางเพศด้วยนั่นเองนะคะ โอเค ตรงนี้เราอ่านเองได้นั่นเองนะ ทีนี้เรามาดูกลุ่มต่อมา คือ กลุ่มพฤติกรรมนิยม พฤติกรรมนิยม ก็คือเหมือนกันเน้น S กับเน้นอะไรคะ R โดยไม่สนใจตัว O เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้นั่นเองนะคะ พฤติกรรมนิยมเชื่อว่าสิ่งเร้าจะกระตุ้นให้ตัวเรา มีพฤติกรรมการตอบสนองที่เกิดขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้นะ อันนี้ก็เดี๋ยวจะไปเรียนในบทที่ 2 ในทฤษฎีของ Skinner นะคะ แล้วก็มี Thorndike ด้วยนะคะ อันนี้ก็เลยเป็นสรุปได้ว่าเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มที่เป็นตัว S กับตัวอะไรคะ R นั่นเองนะคะ ทีนี้กลุ่มต่อมา ก็คือกลุ่มการรู้คิด รู้คิดเน้น S เน้น O หรือว่าเน้น R เน้น O ทีนี้เรามาดูกันว่าเอ๊ะ การรู้คิดนั้นมันคืออะไร เขาบอกว่าการที่เราจะเข้าใจในพฤติกรรมต่าง ๆ นะ เราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ การจำ การคิด การตัดสินใจก่อน ก็คือพูดง่าย ๆ สมองของเรามีการรับข้อมูลแล้วก็เอาข้อมูลนั้นมาประมวลผล แล้วก็มีอิทธิพลต่อการคิด การตัดสินใจ แล้วก็ค่อยแสดงออกมาในรูปพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น กลุ่มการรู้คิดก็จะเน้น... เน้นอะไรนะ เน้นตัว O นั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น Highlight สำคัญของกลุ่มการรู้คิด ก็คือเป็นการสังเกตพฤติกรรมที่มันวัดได้ยาก ก็คือเป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความจำ ความรู้สึกและก็การตัดสินใจ แต่การจำ หรือว่าการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การใช้เหตุผลเอามาได้อย่างไร ก็เอามาจากสมองของเราที่เรารับ Information เข้ามา และเราก็มีวิธีการประมวลสารสนเทศจากสิ่งที่เรารับนั้น ๆ อันนี้นะคะ โอเค ทีนี้มากลุ่มชีวจิตวิทยากันบ้าง กลุ่มนี้ก็จะเน้นตัว O เช่นเดียวกันไม่สนใจ S กับ R เขาเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์น่ะ มาจากสารเคมีในสมองของเรา ถ้าเราตั้งใจเรียนแสดงว่าสารเคมีในสมอง หรือเซลล์ประสาทในสมองของเราเป็นอย่างไรคะ มีการทำงานอย่างดีนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น วิธีการศึกษาของกลุ่มชีวจิตวิทยา ก็คือเป็นการศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทในสมอง หรือว่าการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท หรือว่าเนื้อเยื่อต่าง ๆ การที่ห้องนี้แบบมีความจำเป็นเลิศ หรือว่าตั้งใจเรียนดี หรือว่ามีการ... มีพฤติกรรมเขาเรียกว่า "เข้าชั้นเรียนได้แบบตรงเวลา" แสดงว่าสารเคมีในสมอง หรือว่าเซลล์ประสาทในสมองของในห้องนี้มีคุณภาพสูงนั่นเองนะคะ อันนี้นะ อันนี้ก็อธิบายไปแล้วทีนี้กลุ่มมนุษย์นิยม กลุ่มนี้เขาเชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่า มีศักยภาพ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมาตั้งแต่เกิดสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ มนุษย์เกิดมาพร้อมที่จะเขาเรียกว่าพัฒนาความงอกงาม พัฒนาการมีคุณค่าในตนเอง เพียงแต่ว่าบางครั้งสิ่งแวดล้อมมันมาขัดที่ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาความงอกงามของตนเองได้ สรุปว่ากลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับตัว O กับตัว R นั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น วิธีการศึกษาของกลุ่มมนุษย์นิยมก็จะศึกษาที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าเราสามารถพัฒนาให้เกิดความงอกงามในชีวิตได้ ทีนี้อาจารย์ถามอีกล่ะ ว่าความงอกงามคืออะไร ความงอกงามคืออะไรคะ เวลาเราปลูกต้นไม้น่ะ ต้นไม้มันง้ามงามใช่ไหม มันงอกงาม มันโตขึ้น มันให้ผลผลิตใช่ไหมคะ ทีนี้ถ้าเทียบเคียงกันกับความงอกงามของความเป็นมนุษย์คืออะไร ความประสบผลสำเร็จ ก็คือชีวิตเราเป็นอย่างไรคะ ดีขึ้น มีคุณค่าใช่ไหมคะ มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้นั่นเองนะ โอเค อันนี้ก็จะเน้นตัว O กับตัวอะไรคะ R นั่นเองนะคะ ก็จบในบทที่ 1 นะคะ โอเค ทีนี้เดี๋ยวขอบคุณล่ามทางไกลมากนะคะ ขอบคุณค่ะ เชิญออกระ... ค่ะ ๆ ออกระบบได้เลยให้เขาออกระบบได้เลย