(อาจารย์เกวลี) โอเค เดี๋ยววันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายนะคะ ที่ไว้สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ แล้วก็เกี่ยวกับการซื้อขายในระบบออนไลน์นะคะ เราจะเรียกกฎหมายพวกนี้ ว่ากฎหมายของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ซึ่งกฎหมายนี้นี่ มันมีตั้งแต่ 2541 นะคะ ในยุคสมัยนั้นนี่ คณะรัฐมนตรีเขาให้ทำโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ ซึ่งใน 6 ฉบับนี้นี่ ก็จะมีกฎหมายเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ จะอยู่ในนั้นด้วย ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล เกี่ยวกับลายมือชื่อที่เป็นลักษณะดิจิทัลนะคะ การโอนเงิน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ แล้วก็โครงสร้างพื้นฐานของสารสนเทศ ที่ให้สามารถใช้งานได้ทั่วถึง แล้วก็เท่าเทียมกันทั้งประเทศนะคะ ก็จะเป็นหลัก ๆ ของกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคนั้น อันแรกจะเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็เพื่อให้รับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลนะคะ ถ้าอยู่ในรูปแบบออนไลน์ หรือในรูปแบบดิจิทัล ให้เสมอด้วยกระดาษ อย่างเช่น คุณพิมยืมเงินออนไลน์ ตกลงเซ็นสัญญากันผ่าน Line หรือผ่าน Messenger ใด ๆ ก็ตาม ถือว่าการทำธุรกรรมนั้น สมบูรณ์แล้วนะคะ ตอนนี้เขาก็เลยบอกว่าถึงแม้คุณจะแชตยืมนู่น นี่ นั่น โน่น ก็ถือว่าเป็นการยืมที่มีหลักฐานนะคะ โดยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างที่บอก ก็คือมันจะแปลงข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ หรือเป็นใด ๆ ก็ตาม ให้กลายเป็นตัวเลขดิจิทัล 2 หลัก ก็คือ 0 กับ 1 อันนี้เราเรียนมาตั้งแต่ ปี 1 แล้ว ว่าข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลนี่ พอคอมพิวเตอร์มันเก็บข้อมูลนี่ มันจะเก็บเป็นตัวเลขแค่ 0 กับ 1 รวมกัน กลายเป็นตัวอักษร หรือกลายเป็นตัวเลขใด ๆ ว่าไปนะคะ ข้อมูลที่เป็นรูปแบบดิจิทัลมันจะถูกแปลงเป็นเลขฐาน 2 นะคะ อย่างเช่น คำว่า "ธุรกรรม" มันก็จะแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 เยอะ ๆ จนมันประกอบกันเป็นคำนะคะ สาระสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็จะเกี่ยวกับขอบเขต คำนิยาม การตีความนะคะ การรับรองข้อมูล การเกิด และความสมบูรณ์ของสัญญา เช่น คุณสัญญาใน Line ใน Messenger มันก็ถือว่าคุณน่ะ ยืนยันตัวตนแล้ว อะไรก็ว่าไปนะคะ ข้อมูลในการรับ-ส่ง สถานการณ์ เวลาในการรับ-ส่งข้อมูล ถึงแม้ว่าคุณจะลบแชต แต่เขาแค็ปเก็บไว้ อะไรอย่างนี้นะคะ การรับรองสถานะของข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล หรือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็คือมันจะต้องสามารถอ่านได้นะคะ แล้วก็สามารถแปลงกลับมาเป็นข้อความที่อ้างอิงภายหลังได้ ประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้นี่นะคะ ก็คือเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูล ลดความผิดพลาด ประหยัดกำลังคน ประหยัดเวลานะคะ แล้วก็มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมนะ แต่มันก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่น การตีความ ความสมบูรณ์ของเนื้อหากฎหมาย บางคนเขาบอกไม่ ฉันอาจจะถูกแปลง... ปลอมแปลงแชตขึ้นมานะคะ ฉันไม่ได้มีลงลายมือชื่อตรงนั้น ถือว่ามันไม่สมบูรณ์ อะไรก็ว่าไปนะคะ แล้วก็พอมันมีการปลอมแปลงนี่ มันเลยยาก ว่าสรุปแล้ว ที่แค็ปมานี่ อะไรคือต้นฉบับ เหมือนแค่ตอนนี้เขายังบอกว่าแปลง... ปลอมสลิปโอนเงิน ตรวจสอบได้ ตอนนี้ก็เริ่มตรวจสอบได้ง่ายอยู่แล้วนะคะ แต่ถ้าเป็นแม่ค้าตามร้านกับข้าว ร้านรถเข็นอย่างนี้ เขาจะรู้วิธีการตรวจสอบว่าสลิปจริง สลิปปลอมอะไรอย่างนี้นะคะ บางทีก็ขาดพยานหลักฐาน ตัวฮาร์ดดิสก์ถูกทำลาย กล้องวงจรปิด การเก็บข้อมูลถูกทำลาย ทำอย่างไรนะคะ การเกิดขึ้นของสัญญาคุณยืมเงินกันตอนไหน เมื่อไร อย่างไร ยืนยันได้ไหมนะคะ ก็ต้องมาพิสูจน์กัน ต่อมาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือลายมือชื่อดิจิทัลนะคะ ก็ให้รับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นะคะ ไม่ว่ากระบวนการใด ๆ ก็ตาม ให้เหมือนกับการที่เราเซ็นรับรองเอกสารด้วยปากกา มีค่าเท่ากันนะคะ แต่ไม่ใช่ว่าคุณไปสแกนลายเซ็นมา แล้วแปะลงไปใน Word นี่ มันไม่ใช่ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นะคะ เขาไม่นับอย่างนั้น อันนี้ คือ ใครทำปลอมก็ได้ ถ่ายรูปมาแล้วแปะเลยนี่ ไม่ได้นะคะ ตัวลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือว่า Digital Signature หรือ Electronic Signature นี่นะคะ มันจะเป็นการที่เอาอักขระ ตัวเลข เสียง หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ก็ตาม ที่สร้างขึ้นโดยวิธีการทางดิจิทัล หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นรหัสกำกับไปในเอกสาร ว่าลายมือชื่อดิจิทัลคุณตัวนี้เป็นของคุณจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าแค่เอาลายเซ็นมาสแกนแล้วแปะลง ไม่นับนะคะ ซึ่งการติดต่อที่จะต้องใช้ตัวลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นี่ บางครั้งมันก็จะมีการติดต่อโดยการส่งเอกสารออนไลน์ ส่ง E-mail การแชตโต้ตอบกันนะคะ หรืออาจจะเป็นการติดต่อทางเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ นะคะ ทำไมต้องยืนยันตัวบุคคล เพราะถ้าคุณอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณเป็นคนพิมพ์จริง ๆ หรือเปล่า บอกว่าผมพิมพ์ แต่ผมไม่ได้กด Enter คนอื่นกด ใคร เราไม่รู้ บางทีคุณเล่นเกมกับใคร คุณก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร คุยกับใครในโลกออนไลน์ คุณ... บางทีคุณก็ไม่รู้คุณคุยกับใครด้วยซ้ำนะคะ วิธีการ เขาก็เลยสร้างสิ่งที่แทนตัวตนขึ้นมา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลกับตัวบุคคลนะคะ ให้ยืนยันได้ว่าข้อมูลตัวนี้ใครเป็นเจ้าของ ยืนยันบุคคลโดยใครนะคะ แล้วเขาจะต้องยอมรับ แล้วก็ผูกพันกับข้อมูลนั้น ๆ นะคะ ตัว Electronic Signature หรือว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นี่ มีอะไรบ้าง สิ่งแรกที่เขานับ คือ มี Username Password ถ้าใส่ Username Password ถูก แล้วมีใด ๆ เกิดขึ้นโดย Account นั้น ๆ เขาถือว่าคุณยืนยันตัวตนแล้ว ต่อมาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ สแกนหน้า สแกนนิ้วนะคะ ถ้าสแกนผ่าน ก็คือว่าเป็นการยืนยันตัวตนคุณแล้ว กับการใช้ระบบกุญแจ Private Key Public Key นะคะ การใช้ E-mail Address ถ้า E-mail Account นี้ส่งมา มันจะต้องมีการยืนยัน Password อยู่แล้ว เพื่อส่ง E-mail จาก E-mail Address นี้นะคะ อันนี้ คือ Electronic Signature เบื้องต้นที่คุณจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ บอกว่า Account นี้ Facebook นี้ ฉันไม่ได้ทำ ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ เขาจะรู้ Username Password คุณได้อย่างไร คุณปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คุณไปโพสต์ว่าให้คนอื่น บอกฉันไม่ได้ทำ คุณปฏิเสธไม่ได้นะคะ E-mail เหมือนการที่คุณมีชื่อและก็ที่อยู่ มีตัวตนอยู่บนเครือข่าย นักศึกษาทุกคนก็จะมี E-mail ส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยแจกให้ เพื่อยืนยันตัวตนของตัวเองอยู่แล้วนะคะ การใช้ E-mail ก็คือคนคนหนึ่งจะส่งจดหมาย หรือส่งอะไรก็ตามก็จะต้องมี E-mail Address บางคนก็อาจจะมีหลาย E-mail ก็ได้นะคะ ก็ถ้าบางทีคุณมี E-mail มากกว่า 1 มันก็ต้องตรวจสอบว่าอันไหน คือ สิ่งที่คุณใช้จริง ๆ นะคะ อาจจะมีชื่อคล้าย ๆ กัน ปลอมแปลง อาจจะเป็นชื่อเหมือนอาจารย์ก็ได้ แต่ @ ข้างหลังน่ะ มันอาจจะไม่ใช่ snru เมลก็ได้ อาจจะเป็น E-mail อื่นนะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าคุณใช้ Gmail ธรรมดาส่งไป อาจจะเป็นชื่อเดียวกัน แต่เอ๊ะ ทำไมไม่ใช่ E-mail มหาวิทยาลัย ใช่คนเดียวกันหรือเปล่า ไม่ใช่ ดนัยเป็นคนส่ง ดนัย@Gmail กับ ดนัย@snru คนเดียวกันไหมนะคะ แล้วบางทีเรายืนยันตัวตน แต่ถ้าสมมติว่าใช้ E-mail มหาวิทยาลัยนี่ อย่างน้อยเรายืนยันตัวตนได้แล้ว ว่าเราเป็นคนในองค์กรนี้จริง ๆ นะนะคะ พอเรายืนยันตัวตนได้ยาก เขาเลยอยากให้ใช้ตัว Digital Signature หรือว่า Electronic Signature นี่แหละนะคะ ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นมาในการเข้ารหัส E-mail เข้าไปอีกชั้นหนึ่งนะคะ ซึ่งกรณีนี้ คือ ทุกคนนะคะ จะต้องตกลงกันก่อน ว่าเดี๋ยวฉันจะให้กุญแจคุณนะ เก็บไว้ เราจะต้องรู้จักกันก่อน ถ้ามีข้อความส่งมาจากฉัน คุณจะต้องใช้กุญแจที่ฉันให้เท่านั้นนะ เปิด ถึงจะอ่านได้ ถ้า E-mail นี้ตกไปหาคนอื่นที่ไม่มีกุญแจ เขาก็จะอ่านไม่ได้นะคะ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นี่ เขาเลยให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แล้วก็การยกเลิกนะคะ ความถูกต้องของคนที่รับผิดชอบ ความถูกต้องของการเซ็นลายเซ็นดิจิทัลของคนคนนั้น หรือของหน่วยงานนะคะ ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ของผู้ใช้งานนะคะ ก็คือจะต้องถูกต้องทั้งผู้ส่งและผู้รับ ประเทศที่มีกฎหมายรับรองนะคะ การใช้ Digital Signature นี่ ก็ส่วนมากจะเป็นประเทศทางฝั่งยุโรปนะคะ ใน... ในฝั่งเอเชียก็มีบ้างบางประเทศนะคะ กฎหมายฉบับที่ 3 จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินนะคะ ทางดิจิทัล หรือทางอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละนะคะ ก็เป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินมากขึ้นนะคะ ซึ่งพัฒนาการของเงินนี่ มันตั้งแต่ยุคโบราณ ก็คือเราไม่มีสตางค์ จะเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า บ้านนี้มีมะละกอ บ้านนี้มีผักเอามาแลกกัน มีการวิวัฒนาการเพิ่มขึ้น เริ่มเป็นเงิน เงินที่เกิดจากก้อนหิน เงินที่เกิดจากโลหะที่มีค่า เป็นเงิน เป็นทอง เป็นทองแดงอะไรก็ว่าไปนะคะ พอพัฒนามากขึ้น ต่อมาก็จะเป็นพวกธนบัตร บัตรเครดิต จนถึงปัจจุบันเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็น Digital Money นะคะ รวมถึงพวกเหรียญคริปโทต่าง ๆ ด้วย โดยกฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์นี่ ก็คือมันจะให้ความสำคัญกับการพิสูจน์เจตนาในการโอนเงิน ในการจ่ายสตางค์นี่แหละนะคะ คุณโอนให้เขาทำไม อ๋อ ซื้อของ อ๋อ เป็นหนี้ ไม่ใช่ฟอกเงินใช่ไหมนะคะ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ทำอย่างไร ลูกหนี้มีสตางค์อยู่แต่ไม่ใช้ แล้วจะให้เงินเขาคืนอย่างไรนะคะ การจ่ายสตางค์ การยกเลิก การชำระเงินในเวลานะคะ ความรับผิดชอบของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโอนเงินผิด การโอนเงินโดยมิชอบนะคะ การโอนเงินระหว่างประเทศ พวกแก๊ง Call Center ทั้งหลาย กฎหมายฉบับนี้จะถูกนำมาใช้นะคะ ต่อมากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ ชื่อที่เราคุ้นเคยตอนนี้ ก็คือ PDPA เอาหน้าเราไปโพสต์ เอาข้อมูลเราไปเปิดเผย เผยแพร่เราไม่ได้เต็มใจจะบอกนะคะ ผิดกฎหมายนะคะ ผิดกฎหมาย อย่างสมมติว่าวันนี้มีคนมาถ่ายรูป ห้องเรียนห้องนี้แล้วไปโพสต์ ถ้าคุณไม่โอเค รู้สึกว่าฉันกำลังหาวพอดี ฉันกำลังอ้าปาก กำลังจะพูดพอดี รูปมันไม่สวย ผิดกฎหมายเขาฟ้องได้ ไม่ได้ขออนุญาต ไปโพสต์ได้อย่างไร อะไรก็ว่าไปนะคะ ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้างที่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ อายุ เพศพวกนี้ ถ้าคุณไม่ยินยอมก็เปิดเผยไม่ได้ แล้วก็ข้อมูลที่ห้ามจัดเก็บโดยเด็ดขาด แล้วก็ห้ามเผยแพร่โดยเด็ดขาด เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเชื่อ คุณจะเชื่อศาสนาอะไรก็เรื่องของคุณ ลัทธิก็เรื่องของคุณ ความเห็นทางการเมือง ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพวกนี้ ห้ามจัดเก็บโดยเด็ดขาด บางคนไปทำวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลความเจ็บป่วยของคน ตอนนี้ถ้าคุณไม่มีสิทธิ์ หรือได้รับอนุญาต คุณไม่สามารถทำวิจัยพวกนั้นได้ แล้วก็ถ้าไม่ผ่านการอบรมจริยธรรม ก็ไม่สามารถทำข้อมูลพวกนี้ หรือทำวิจัยเหล่านี้ได้ แล้วก็ถ้าทำหัวข้อวิจัย จะขึ้น ปี 4 แล้ว แม้กระทั่งเก็บข้อมูลแบบสอบถาม นักศึกษาทุกคนในห้องนี้ก็ต้องขอจริยธรรมทุกคน ถึงแม้ว่าจะเก็บข้อมูลความพึงพอใจก็เถอะ ก็ต้องขออนุญาตนะคะ แล้วคุณก็ต้องอบรมจริยธรรมด้วย ไม่ใช่แค่ อุ๊ย ฉันแค่ถามว่าเล่นเกมนี้ชอบไหม ชอบ ไม่ชอบนี่ อันนี้ ก็คือข้อมูลที่กระทบความรู้สึก ถึงแม้ว่าเขาจะชอบก็ตาม คุณก็ต้องอบรมจริยธรรม แล้วก็ต้องขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรม ของมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บข้อมูลด้วย อันนี้บอกไว้นะคะ สำหรับคนที่จะทำหัวข้อโครงงาน ต้องขออนุญาตนะคะ โดยสิทธิ์ของความเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณนะคะ เขาจะต้องรู้ว่าคุณจะเอาข้อมูลไปทำอะไร คุณจะยินยอมให้เขาเก็บข้อมูลไหม เอาข้อมูลนี้ไปประมวลผลได้ไหม แล้วคุณสามารถตรวจสอบผลของข้อมูลที่คุณให้ไปได้ไหมนะคะ กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งวันนี้เป็นงานที่เราจะต้องทำนะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้กระทำผิดต่อการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล ระบบเครือข่ายนะคะ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ แล้วก็การคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ อยากโพสต์ อยากแฮก อยากไปพังคอมเพื่อน อยากไปเปิดดูสิเพื่อนทำอะไร ไปลบ... ไปลบไฟล์ในเครื่องเขาทั้งหมด อย่างนี้ไม่ได้นะคะ ตัวอย่าง อาชญากรรมที่เกิดขึ้น เช่น การโจรกรรมเงินในบัญชีของลูกค้าธนาคาร การขโมยความลับของบริษัท การปล่อยไวรัส การปลอมแปลงเอกสารนะคะ การขโมย Domain Name ขโมย Account แฮกเฟซ ตัดต่อภาพ หมิ่นประมาท โพสต์รูปภาพที่ไม่เหมาะสมนะคะ การเข้าไปโพสต์ให้คนอื่นเสียหาย อันนี้เป็นคดีอาชญากรรมทั้งหมดเลยนะคะ อย่างในประเทศไทยบางทีก็โดนแอบใช้อินเทอร์เน็ตบ้าง ขโมย Banner บ้างนะคะ ขโมยข้อมูลบริษัท บางบริษัทไล่พนักงานออก เขาไม่พอใจ ไปแก้ไขเว็บไซต์ให้กลายเป็นเว็บโป๊เสียอย่างนั้นนะคะ ส่ง E-mail โดยใช้ E-mail ผู้บริหารไปด่าคนอื่นบ้าง ติดตั้งโปรแกรมสแกนหา Username Password ของคนในออฟฟิศ ใช้ E-mail ขององค์กรไปในทางเสียชื่อเสียง อย่างเช่น มอเรานี่ นักศึกษาก็จะมี E-mail ของมหาวิทยาลัย บางคนก็ไปทำสิ่งที่ไม่ดี เขาก็ตามมาถึงมหาวิทยาลัยนะคะ แต่ปัญหา ก็คือบางทีนี่ เราหาพยานหลักฐานได้ยาก เช่น เขาเอาฮาร์ดดิสก์ไปทิ้ง เหมือนในข่าวบางที่น่ะ ที่มีข่าวอะไรนะ คนยิงกัน เอาฮาร์ดดิสก์ไปถ่วงน้ำ เจอไหม เจอ แต่มันก็ยากกว่าจะกู้ข้อมูลมาได้นะคะ บางคนก็เอาค้อนทุบให้มันแตก ก็หาหลักฐานไม่ได้แล้ว ทุบกล้อง ทุบอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็บางอย่างในการค้นหานี่ เมื่อก่อนจะต้องขอคำสั่งศาล ขอค้นบ้าน แต่ถ้าเป็นคดีทางคอมพิวเตอร์นี่ ถ้าเป็นคดีที่ตำรวจเขามีหลักฐานปึ๊บนี่ เขาไปค้นบ้านได้เลยนะคะ กับถ้าสมมติคนกระทำผิดเดี๋ยวนี้ พวกโจรทางออนไลน์นี่ เขาอยู่ต่างประเทศ เราจะทำอย่างไรนะคะ เหมือนที่เขาบอกว่าบางที Call Center ไปตั้งอยู่อะไรนะ ประเทศเพื่อนบ้านเรา โยงสายโทรศัพท์เข้ามาในประเทศบ้าง โยงออกไปต่างประเทศบ้าง เราจะทำอย่างไรดีนะคะ กับอีกอันหนึ่ง คือ อายุของคนที่ทำผิด บางคนยังเป็นเด็กอยู่เลย กฎหมายยังไม่ครอบคลุม หรือเป็นเด็กจริง ๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์จริง ๆ เป็นเด็กที่ฉลาดมาก แฮกข้อมูลได้ แล้วเราจะลงโทษเขาอย่างไรนะคะ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เรื่องอายุของเด็กที่บางทีอาจจะมีเด็กในการ... เด็กที่มากระทำผิดก็มีนะคะ มันจะมีในกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศนี่ มันจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ก็เพื่อรับรองการ...ทำธุรกรรมกระทำสัญญานะคะ ในการซื้อขายออนไลน์ เช่น ข้อแรก ห้ามปฏิเสธว่าข้อมูลนี้นะฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ลง... ฉันไม่ลงชื่อไว้ แล้วก็ห้ามปฏิเสธว่าลายมือชื่อดิจิทัลอันนี้นี่ ฉันเป็นคนสร้างขึ้นมา แล้วมันมีการระบุอยู่ คุณปฏิเสธไม่ได้นะคะ แล้วก็การเก็บรักษาข้อมูลนะคะ ทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีต้นฉบับตามกฎหมายนะคะ แล้วก็การรับข้อมูลออนไลน์ หรือข้อมูลที่เป็นดิจิทัล ให้ถือว่ามีผลนับตั้งแต่ข้อมูลนี้ได้เข้าสู่ระบบ ทั้งระบบข้อมูล ทั้งระบบออนไลน์ในการรับการส่งข้อมูล เข้าสู่ระบบตอนไหนปึ๊บ ถือว่ามีผลในตอนนั้นเลยนะคะ แล้วก็บทบาทของภาครัฐที่มีผล ว่าหน่วยงานรัฐบาลนี่ สามารถให้บริการประชาชนอะไรได้บ้างนะคะ แล้วก็เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีความระมัดระวังเพื่อตรวจสอบลายมือชื่อ บางคนใช้ลายมือชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีกฎหมายรองรับอย่างไรนะคะ แล้วก็สิ่งที่ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญ ในฐานะทั้งคนที่ทำงานทางด้านไอที แล้วก็ทั้งผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์นะคะ ก็คือ พรบ. คอมฯ เราจะพูดสั้น ๆ พรบ. คอมฯ พรบ. คอมฯ นะคะ ที่มา ก็คือคนใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น การอยู่ร่วมกันในสังคมออนไลน์ก็จะต้องมีการควบคุมนะคะ มันจะเป็นกฎหมายที่รองรับสิ่งที่คุณทำในคอมพิวเตอร์ หรือทำในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ สิ่งที่พูด สิ่งที่เขียน เหมือนเวลาที่คุณว่าใคร หรือคุณโพสต์ใส่ใคร ไม่ว่าจะเป็นพูดปากเปล่า หรือพูดทางคอมพิวเตอร์ ก็ผิดเท่ากันนะคะ สื่อลามกด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นการรับ การส่ง การโพสต์ก็ผิดนะคะ อย่างถ้าสมมติว่าเราทำงานทางด้านไอทีนะ แล้วคุณจะต้องดูแลฝั่งหลังบ้านนะคะ ฝั่ง Server ถ้าคุณเป็นเว็บ Admin หรือมีการโพสต์ใด ๆ ก็ตามที่คุณเป็นเว็บไซต์ที่คุณดูแลอยู่ คุณจะต้องเก็บข้อมูล IP Address วันที่และเวลา อย่างในมหาวิทยาลัยเรา ถ้าคุณใช้อินเทอร์เน็ต คุณจะต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน ก็คือ Username Password มันก็จะบอกว่าคุณเริ่มใช้งานกี่โมง แล้วใช้งานได้ถึงกี่โมง ทุกการกระทำที่คุณใช้งานเน็ตในมอ จะต้องถูกเก็บไว้ คุณเล่นเกม คุณเข้าเว็บพนัน คุณดูเว็บลามก หรือคุณทำอะไรก็ตาม จะถูกเก็บไว้หมดนะคะ ถ้าเป็นเว็บไซต์ทางการค้า ก็อาจจะมีการเก็บเลขบัตรเครดิต เขาก็จะมีบอกเลยว่าจะต้องเก็บข้อมูลไว้กี่วัน กี่โมง กี่ชั่วโมง กี่เดือน ว่าไปนะคะ โดยผู้ให้บริการจะต้องเก็บข้อมูลมี 4 ประเภทใหญ่ ๆ ในประเทศเรานะคะ ก็คือเจ้าของกิจการโทรคมนาคม ระบบโทรศัพท์ดาวเทียม แม้กระทั่งคุณใช้ข้อมูลในเน็ตเขาก็เก็บ การเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าอินเทอร์เน็ตผ่านไร้สาย มีสาย ที่อยู่ในองค์กรก็ต้องเก็บ คนให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์เป็น Host ต่าง ๆ หรือคุณเช่า Server เขาใช้ เขาก็ต้องเก็บข้อมูลคุณ การให้บริการข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Content ต่าง ๆ Web Board Web Service ทุกอย่างต้องเก็บนะคะ ข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องเก็บ หลัก ๆ มี 2 ประเภท ก็คือการจราจรบนคอมพิวเตอร์นะคะ จะต้องเก็บไม่น้อย... ไม่น้อยกว่า 90 วัน ก็คือ 3 เดือนนี่ คุณเล่นอินเทอร์เน็ต 3 เดือนในมอนี่ เขาเก็บหมดนะคะ IP ไหนเล่น เครื่องอยู่ตรงไหน ปลายทางที่คุณเล่นคืออะไร เส้นทางที่คุณเข้าไปเล่นน่ะ เส้นทางไหนบ้าง ใช้ข้อมูลกี่เมกะไบต์ กี่กิกะไบต์ เก็บหมด ข้อมูลผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเสียเงิน หรือฟรีก็ตาม ก็ต้องเก็บ Username Password 90 วันเหมือนกันนะคะ โทษของ พรบ. คอมฯ นะคะ ไปแฮกข้อมูลคนอื่น ก็คุก 6 เดือน หรือปรับ 10,000 เผยแพร่บางคนแฮกแล้วรู้ว่ามีจุดอ่อนตรงไหน แล้วไปบอกคนอื่นเพื่อให้ทำสิ่งที่ไม่ดี ก็คุก 1 เดือน ปรับอีก 10,000 การเข้าถึงข้อมูลคนอื่นโดยมิชอบ คุก 2 ปี ปรับ 40,000 การดักดูข้อมูลคนอื่น คุก 3 ปี ปรับ 60,000 การไปกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์คนอื่น คุก 5 ปี ปรับ 100,000 เมื่อกี้รบกวนแค่เครื่องคอมเครื่องเดียวนะ ถ้ารบกวนทั้งระบบก็คุก 5 ปี ปรับอีก 100,000 นะคะ ส่งข้อมูลรบกวน หรือส่ง Spam ให้หาคนอื่นนะคะ โทษจำคุกมันผิด ขอโทษที ก็ปรับ 100,000 เผยแพร่ชุดคำสั่งที่เป็น... อาจจะเป็นโค้ดโปรแกรมเฉพาะ ก็คุก 1 ปี ปรับ 20,000 แต่ถ้าเป็นโทษที่หนักขึ้น ถ้ากระทำต่อความมั่นคงของประเทศ หรือความมั่นคงของระบบพื้นฐานของประเทศ ถ้าสร้างความเสียหายก็คุก 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 ความมั่นคงของประเทศ 3 ปี ถึง 15 ปีที่ติดคุก ปรับสูงสุด 300,000 แต่ถ้าสิ่งที่คุณทำแล้วมันทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เช่น ไปปิดสัญญาณไฟแดงแล้วรถชนกัน มีอุบัติเหตุเยอะมาก อาจจะจำคุก 10 ปี ถึง 20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือถึงขั้นประหารชีวิตเลย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ร้ายแรงต่อคนหมู่มากนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์อย่างระมัดระวัง อย่าคึกคะนอง อย่าทดลองในสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอาข้อมูลคุณไปเผยแพร่ เขาก็อาจจะโดนจำคุก 2-5 ปี หรือก็ปรับ 100,000 บาท ถ้าคุณตัดต่อรูปคนอื่น ทำให้เขาเสียหาย แล้วถ้าเขาไปฟ้อง ติดคุก 3 ปี ปรับ 600,000 เพราะฉะนั้น บางทีเราตลก เพื่อนเราตลก แต่บางทีเขาไม่ตลกด้วย ก็อย่าทำนะคะ หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกระทรวง DE กระทรวง... สำนักตำรวจแห่งชาติ DSI กรมสอบสวนคดีพิเศษอะไรพวกนี้นะคะ เป็นคนดูแลข้อมูลพวกนี้อยู่ และอีกอย่างหนึ่งนะคะ สำหรับใครจะทำหัวข้อโครงงานในอนาคตด้วยนะคะ จะเป็นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ก็คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมานะคะ อาจจะเป็นเกี่ยวกับงานที่เราทำขึ้น หรือจะมีทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่นะคะ ลิขสิทธิ์จะเป็นผลงานที่เกิดจากสติปัญญา ความรู้ ความวิริยะอุตสาหะ ซึ่งเราจะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญานะคะ อะไรบ้าง เช่น หนังสือ ท่าเต้น การรำ การทำท่าทาง การวาดภาพนะคะ การทำเนื้อร้อง ทำดนตรีนะคะ การถ่ายวิดีโอพวกนี้ ภาพยนตร์ การบันทึกเสียง การเผยแพร่ภาพ หรือสิ่งอื่นใดก็ตามนะคะ ทั้งทางวรรณคดี ทางวิทยาศาสตร์ หรือทางศิลปะ อะไรบ้างที่ไม่ถือมีลิขสิทธิ์ ข่าว ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงนะคะ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ คำพิพากษา คำแปล อันนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ คุณเอามาใช้งานได้ หรือคุณมาเผยแพร่ได้นะคะ การได้มา.... ซึ่งลิขสิทธิ์ ถ้าคุณสร้างสรรค์ผลงานปึ๊บ คุ้มครองทันที เช่น วันนี้ฉันแต่งเพลงเสร็จ ฉันมั่นใจว่าเพลงนี้ไม่... ไม่ซ้ำกับใครแน่นอน ลิขสิทธิ์เป็นของคุณแล้ว ณ ตอนนั้นนะคะ สิทธิ์ ก็คือเจ้าของผลงานมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวนะคะ ห้ามให้คนอื่นทำซ้ำ ดัดแปลง จำหน่าย คัดลอกไม่ได้ ฉันทำได้คนเดียวนะคะ สามารถเอาไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ อาจจะมีค่าใช้จ่าย หรือไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ ลิขสิทธิ์มีระยะเวลานะคะ ได้ 50 ปี อย่างเพลงนี้ที่คุณแต่ง หลังจากนี้ 50 ปี ใครเอาไปใช้ก็ได้นะคะ แต่ในระยะเวลา 50 ปีนี้ ถ้าใครอยากใช้เพลงคุณ เขาต้องมาจ่ายสตางค์ให้คุณ อะไรก็ว่าไปนะคะ สิทธิบัตร มี 2 ความหมาย จะเป็นหนังสือรับรองที่ออกโดยภาครัฐ คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นออกมานะคะ แล้วก็อีกประเภทหนึ่ง ก็คือสิทธิบัตรพิเศษนะคะ ให้สิทธิ์เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ที่คุณสามารถแสวงหากำไรจากสิ่งที่คุณคิดค้นขึ้นมาได้นะคะ เช่น คุณคิดค้นอุปกรณ์ IOT มาชิ้นหนึ่งน่ะ แล้วคุณไปจดสิทธิบัตร ถ้าใครอยากทำ IOT ชิ้นนี้เหมือนของคุณ ก็ต้องมาจ่ายสตางค์ให้คุณก่อน เป็นต้นนะคะ สิทธิบัตร มี 2 แบบ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ อย่างถ้าสมมติใครทำแอปพลิเคชัน ใครทำการ์ตูน ใครทำอุปกรณ์ IOT คุณก็ไปจดสิทธิบัตรได้ ถ้าใครจะเอาอุปกรณ์คุณไปใช้ หรือใช้ความคิดคุณนี่ เขาก็ต้องมาจ่ายสตางค์นะคะ อายุมี... สิ่งประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปีนะคะ แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปีนะ ความแตกต่างลิขสิทธิ์ คุณจะเป็นเจ้าของสิทธิ์นั้นทันทีที่คุณพัฒนา หรือสร้างสรรค์ผลงานเสร็จ ไม่ต้องไปขึ้นทะเบียนก็ได้นะคะ แต่ลิขสิทธิ์นี่ สามารถซื้อขายโอนสิทธิ์ให้กันได้ ยกเป็นมรดกได้นะคะ แต่สิทธิบัตรนี่ คุณจะต้องไปจดทะเบียนเท่านั้น แล้วก็ต้องเป็นผลงานใหม่ ยังไม่เคยเผยแพร่มาจากที่ไหน... มาเลยในประเทศ ต่างประเทศไม่มี เสียค่าธรรมเนียมนะคะ จะมีการคุ้มครองตามสิ่งที่คุณไปจด เป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือการออกแบบก็ว่าไปนะคะ วันนี้งานที่จะให้ทำนะคะ คดีมันเยอะมาก ลองไปหาตัวอย่างอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต หรือภัยที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต มาสัก 2 อย่าง ข่าวเยอะมากเลยนะคะ แก๊ง Call Center มีทุกวัน แต่นอกจาก Call Center แล้วมีอะไรอีก ลองหาดูนะคะ แล้วก็ไปลองหาตัวอย่างผลงานที่จดทะเบียนสิทธิบัตร แล้วก็เป็นสิ่งที่เป็นลิขสิทธิ์มา Search Google เลย มันจะมีชื่อผลงาน ใครเป็นเจ้าของผลงาน แล้วก็เว็บไซต์มาจากไหนนะคะ ทำใส่ Word หรือทำใส่อะไรก็ตาม ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ มี 2 ข้อนะคะ ข้อ 1 2 ตัวอย่าง ข้อ 2 มีสิทธิบัตร... 1 อย่าง ลิขสิทธิ์ 1 อย่าง โอเค เริ่มทำได้ค่ะ