คุณครูจะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของม.5นะวันนี้เราเจอกันครั้งแรกในห้องล่ามนะครับเดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติลักษณะและพลังของภาษานะครับว่ามันคืออะไรภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วภาษามันมีพลังอย่างไรลักษณะของภาษามันเป็นอย่างไรเดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟังแล้วก็ให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดของนักเรียนนะครับในชั่วโมงนี้เดี๋ยวชั่วโมงหน้าในสัปดาห์ถัดไปที่เราจะต้องเจอกันอีกเดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรมให้นักเรียนทำนะครับในเรื่องของธรรมชาติลักษณะและพลังของภาษาตรงนี้นะครับเดี๋ยวเรามาดูกันเลยนะครับว่าความหมายของภาษาภาษา...ภาษาแบ่งความหมายได้2ประเภทนะครับก็จะมีภาษาในความหมายกว้างและก็ภาษาในความหมายแคบเดี๋ยวนักเรียนอาจจะเคยได้เรียนผ่านๆมาบ้างแล้วเดี๋ยวคุณครูจะ...ครั้งนี้เดี๋ยวคุณครูทบทวนให้อีกครั้งหนึ่งนะเพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษาให้นักเรียนได้รับรู้แล้วแล้วก็เดี๋ยววันนี้ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งนักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับโอเคถ้าเข้าใจแล้วเดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษาในความหมายกว้างนะครับว่ามันคืออะไรในความหมายกว้างนะครับภาษาก็หมายถึงภาษาที่ใช้พูดภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า"วัจนภาษา"ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่งก็คืออวัจนภาษานะครับที่เป็นภาษาไม่ใช่คำพูดทั้งนี้นะครับภาษาในความหมายอาจจะนับรวมไปถึงภาษาของสัตว์ด้วยนะภาษาที่ในความหมายกว้างนะครับก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ก็คือว่าหมายถึงเป็นภาษาพูดแล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วยแล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะของสัตว์ต่างๆด้วยนะครับแต่ว่านะครับแต่ว่าของนักภาษาเขา...เขายังไม่มีข้อมูลของภาษาสัตว์มากมายนะครับจึงไม่ค่อยมีนำมากล่าวรวมกับภาษาของมนุษย์นะแต่ว่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกันแต่เราแค่ไม่รู้จักภาษาของสัตว์แค่นั้นเองนักเรียนเคยสังเกตไหมว่าเอ๊ะทำไม...ทำไมแมวทำไมแมว2ตัวอยู่ด้วยกันทำไมถึงรู้เรื่องทำไมถึงคุยกันรู้เรื่องก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ของเขาเหมือนกันครับผมต่อไปนะครับเดี๋ยวครั้งนี้คุณครูสรุปให้นะครับและก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อนแล้วก็อีกครั้งหนึ่งเป็นความหมายแบบแคบและก็เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะเดี๋ยวไปดูความหมายแบบแคบกันเลยนะครับความหมายแบบแคบนะครับก็คือเป็นภาษาพูดก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับจะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้นี่คือความหมายแคบๆเลยเข้าใจไหมนักเรียนเข้าใจไหมครับที่คุณครูพูดก็คือความหมายแบบกว้างนะความหมายแบบกว้างเขาก็จะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูดหรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูดแล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่างๆแต่ว่าภาษาสัตว์เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะครับก็คือเขาก็ยังไม่ได้เอามาพูดถึงแค่นั้นเองส่วนในความหมายแคบเขาพูดแค่ว่าเป็นภาษาที่ใช้พูดหรือใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกันอย่างเช่นคนหูหนวกก็คือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนี่เวลาเขาสื่อสารกันนะครับเขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับใช้ภาษามือใช่ไหมนักเรียนนักเรียนคิดดูนะครับว่าการที่เขาใช้ภาษามือภาษามือมันเหมือนคำพูดไหมเหมือนคำพูดไหมไม่เหมือนมันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับการใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกันมันก็คือภาษาอย่างหนึ่งนั่นก็คือเป็นภาษามือที่เขาใช้ในการสื่อสารกันนักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับเข้าใจไหมเข้าใจนะโอเคเดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลยสรุปเลยนะครับสรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไรภาษาสั้นๆเลยนะครับหมายถึงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกันแค่นิดเดียวนี่ครับนี่คือความหมายของภาษาที่สรุปได้แบบสั้นๆเลยก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกันพอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ว่าภาษาหมายถึงอะไรนักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าภาษาหมายถึงอะไรก็คือสรุปง่ายๆภาษาหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกันโอเคเดี๋ยวอย่างไรเดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับจดลงในสมุดก่อนใช่ครับจดลงในสมุดก่อนถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับต่อไปนะครับจะเป็นภาษาในความหมายกว้างนะเดี๋ยวให้นักเรียนจดลงในสมุดนะถ้าจดเสร็จทุกอย่างแล้วเดี๋ยวคุณครูก็จะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียนเสร็จหรือยังครับโอเคเราไปดูความหมายแคบกันเลยโอเคนะครับเดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของภาษานะครับโอเคในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับเดี๋ยว...เดี๋ยวเรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่งความหมายของภาษาที่นักเรียนเข้าใจนะครับก็คือนักเรียนนะครับนักเรียนรู้ไหมว่าทำไมคุณครูถึงให้นักเรียนจดลงในสมุดนักเรียนรู้ไหมเพราะว่าการเขียนการฝึกเขียนของนักเรียนนะครับมันจะช่วยให้นักเรียนทบทวนความจำของนักเรียนในการสื่อสารในการเขียนกับเพื่อนๆที่เขาไม่เข้าใจภาษามือถ้านักเรียนเขียนได้ถูกต้องการสื่อสารก็จะทำให้บรรลุกระบวนการไปเชิญนั่งเลยครับต่อไปนะครับเรามาดูประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกันว่ามันคืออะไรการสื่อสารของมนุษย์นะครับที่อยู่ร่วมกันในสังคมอาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับตั้งแต่การพูดให้ฟังการเขียนให้อ่านการส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆนะครับอันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำการถ่ายทอดจากไปยังผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารนะครับการตีความจากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ชัดเจนและตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารจึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียงบุคลิกแววตาท่าทางและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่กล่าวมานะครับก็คือไม่ว่าจะเป็น...ถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะมันอาจจะสื่อสารไม่ได้ชัดเจนมันต้องอาศัยน้ำเสียงออกมาด้วยมันอาศัยบุคลิกของผู้พูดผู้สื่อสารออกมาด้วยท่าทางออกมาด้วยแววตาในการสื่อสารออกมาและสิ่งแวดล้อมต่างๆในบริบทที่เขาพูดที่เขาสื่อสารออกมานี่มาประกอบกับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับพอจะเข้าใจไหมพอจะเข้าใจนะโอเคถ้าอย่างนั้นนักเรียนจดจดลงในสมุดก่อนแล้วค่อย...แล้วค่อยมาดูว่าภาษาของมนุษย์แบ่งเป็น1ประเภทคืออะไรครูเจเขียนผิดนะครับเดี๋ยว1ตรงนี้เปลี่ยนเป็น2นะเดี๋ยว1ตรงสุดท้ายนี่เปลี่ยน...เปลี่ยนเป็น2ประเภทนะครับนะโอเคคุณครูพิมพ์ผิดขอโทษทีนะครับโอเคนะครับเดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภทนะครับก็คือประเภทที่1จะเรียกว่าอวัจน...ประเภทที่1จะเรียกว่า"วัจนภาษา"นะครับวัจนภาษาก็หมายถึงภาษาที่ใช้ถ้อยคำก็คือเป็นภาษาพูดส่วนข้อที่2อวัจนภาษาอวัจนภาษาก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูดเป็นถ้อยคำเดี๋ยวเราจะไปดูว่าวัจนภาษาและอวัจนภาษามันมีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับเดี๋ยวนักเรียนจดก่อนสำหรับนักเรียนที่เขียนเสร็จแล้วนะนักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ถ้าไม่เข้าใจอย่างไรก็ให้ถามคุณครูนะครับก็ถ้าสมมติว่านักเรียนเขียนเสร็จเร็วก่อนเพื่อนนะถ้านักเรียนเสร็จแล้วนักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามคุณครูได้เลยนะครับต่อไปเรามาดูลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะครับลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษาก็คือภาษาไทยมีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับทั้งถ้อยคำสำนวนโวหารการเลือกสรรถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสื่อสารการใช้วัจนภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลจึงเป็นเรื่องควรศึกษานักเรียนนักเรียนอย่าเพิ่งจดเดี๋ยวนักเรียนดูก่อนดูพี่ล่ามอธิบายก่อนเดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้นักเรียนฟังให้เข้าใจก่อนก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับก็คือสรุปเลยภาษาลักษณะของรูปแบบของวัจนภาษานี่ลักษณะรูปแบบของวัจนภาษาก็คือเป็นถ้อยคำนะครับเป็นถ้อยคำเป็นคำพูดก็คือถ้ามันเป็นถ้อยคำและเป็นคำพูดนี่นักเรียนรู้ไหมว่าการที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่งนี่เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะกับบุคคลคนนั้นนะครับว่าเขาอยู่ในระดับใดการที่เราจะเลือกสรรคำพูดแต่ละคำออกมาพูดโอเคนักเรียนตั้งใจหน่อยตั้งใจนะครับตั้งใจโอเคโอเคสรุปสรุปของลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะเดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้สรุปในเฟรมนี้นะครับก็คือเขาพูดถึงว่าภาษาไทยนี่มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงอยู่มากมายเลยในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมาสื่อสารให้กับคนแต่ละคนนี่เขาจะมีอยู่หลายระดับอย่างเช่นนักเรียนจะพูดกับเพื่อนนักเรียนก็จะใช้คำพูดในการสื่อสารอีกระดับหนึ่งถ้านักเรียนจะใช้พูดกับคุณครูพูดกับพ่อแม่นักเรียนก็ต้องใช้คำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ครับจะเป็นลักษณะที่ใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะอันนี้คุณครูจะสรุปของเฟรมนี้ให้ดูนักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดนะเข้าใจไหมครับถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลยเสร็จแล้วนะต่อไปเรามาดูข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะการใช้วัจนภาษานี่มันจะใช้อย่างไรข้อที่1นะครับข้อที่1คำที่มีความหมายเหมือนกันมี...มีที่ใช้ต่างกันการใช้คำเหล่านี้ต้องคำนึงถึงโอกาสสถานที่และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเช่นกินนะครับคำว่า"กิน"นักเรียนรู้ไหมว่าพระสงฆ์จะไม่ได้ใช้คำว่า"กิน"เหมือนกับคนทั่วไปนะพระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่งก็คือคำว่า"ฉัน"และก็ถ้าเป็นคนธรรมดาภาษาสุภาพภาษาสุภาพจริงๆจะไม่ใช้คำว่า"กิน"นะครับจะคำว่า"รับประทาน"แต่ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์นะครับก็จะใช้คำว่า"เสวย"แต่ความหมายล้วนทั้งสิ้นแล้วก็หมายถึงคำว่า"กิน"แต่ใช้คนต่างระดับกันระหว่างบุคคลกันนะครับก็คือให้ใช้ระหว่างเขาเรียกว่า"กาลเทศะ"แตกต่างกันไปสรุปก็คือข้อที่1ก็หมายถึงว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันแต่ว่าใช้ต่างกันก็คือเป็นคำพูดนะครับอันนี้หมายถึงเป็นคำพูดนะวัจนภาษาหมายถึงการสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับเป็นคำพูดก็คือพูดในลักษณะที่แบบว่า...ในแตกต่างระดับกันออกไปแต่มีความหมายเหมือนกันเช่นคำว่า"กิน"นี่คำพูดธรรมดาของเราคือคำว่า"กิน"แต่ว่าพอใช้กับพระสงฆ์จะใช้คำว่า"ฉัน"แต่ถ้าใช้กับบุคคลธรรมดาแต่ใช้เป็นภาษาสุภาพแทนก็ใช้คำว่า"รับประทาน"ถ้ากับพระบรมวงศานุวงศ์ก็จะใช้คำว่า"เสวย"อย่างนี้ครับจะใช้แตกต่างกันออกไปเข้าใจไหมครับนักเรียนเข้าใจไหมข้อนี้เข้าใจแล้วจดลงเลยครับจดลงเลยต่อไปนะครับเรามาดูข้อที่2กันเลยนะครับว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่2คืออะไรก็คือคำที่พูดเป็นภาษาพูดเมื่อนำคำที่พูดที่เป็นภาษาพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียนจะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับอย่างเช่นภาษาพูดนะครับจะเขียนว่าเขาเอาขนมของฉันไปแล้วไม่คืนได้อย่างไรแต่พอเป็นภาษาเขียนนะครับนักเรียนดูนะครับว่าเขาเขียนต่างกันไหมว่าอย่างเช่นคำว่า"เค้า"นะครับกับ"เขา"มันต่างกันนะครับนักเรียนเห็นไหมครับว่าภาษาพูดนะครับภาษาพูดจะเขียนคำว่า"เค้า"แต่ภาษาเขียนจะเขียนคำว่า"เขา"ซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลยเพราะฉะนั้นนี่ครับก็คือเป็นข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาเข้าใจไหมนักเรียนนักเรียนเข้าใจไหมครับเข้าใจข้อนี้นะก็คือเป็นคำพูดนั่นล่ะแต่ว่าเมื่อนำคำพูดมาพูดมาเขียนแล้วน่ะมันคำที่เราเอาเขียนน่ะมันจะไม่ตรงกันมันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูดอย่างเช่นคำว่า"พูด"คำว่า"เค้า"จะสะกดไปด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอกสระเอคควายไม้โทแล้วก็สระอาแต่พอมาเขียนเป็นภาษาเขียนจะเขียนเป็นสระเอขไข่สระอาก็คือขไข่สระเอานั่นล่ะครับก็คือจะเขียนแตกต่างกันไปอันนี้ก็คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกันเวลาเราพูดเราจะใช้สีหน้าท่าทางคำพูดน้ำเสียงออกมาในลักษณะที่แบบว่าบางทีมันก็เพี้ยนไปจากภาษาเขียนไปเลยวรรณยุกต์ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไปแต่เวลาเอาเขียนเราต้องเขียนให้มันถูกต้องตามหลักภาษาก็คืออย่างเช่นคำว่า"พูด"คำว่า"เค้า"อย่างนี้"เค้ารักตัวเองนะ"อะไรอย่างนี้ครับคำว่า"เค้า"ก็คือคำว่า"เขา"ตรงนี้เข้าใจนะโอเคครับจดลงในสมุดได้เลยเรามาดูข้อสังเกตข้อที่3กันนะครับก็คือข้อที่3นะครับเป็นคำที่เป็นภาษาปากไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียนเช่นภาษาปากนะครับคำว่า"เยอะแยะ"ใบขับขี่มหาลัยนักเรียนดูนะครับพอเป็นภาษาปากพวกนี้อันนี้หมายถึงว่าหลักข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะถ้ามันเป็นคำพวกนี้ก็คือวัจนภาษาเลยเป็นคำที่เป็นภาษาปากที่ไม่ใช่ภาษาเขียนที่ไม่ใช่ภาษาเขียนเช่นคำว่า"เยอะแยะ"ใบขับขี่มหาลัยนี่เป็นภาษาปากธรรมดานะครับซึ่งเวลาที่เราจะเอามาเขียนแล้วน่ะเราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะครับอย่างเช่นคำว่า"เยอะแยะ"เวลาเราเอามาเขียนจริงๆเราต้องเขียนคำว่า"มากมาย"ส่วนภาษาปากที่เราชอบพูดกันว่าใบขับขี่แต่จริงๆแล้วเวลาเอามาเขียนสื่อสารเราต้องเขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์แล้วก็ตัวอย่างคำที่3ก็คือมหาลัยนะครับที่เราชอบพูดกันว่าเรียนมหาลัยไหนเรียนมหาลัยไหนนั่นก็คือเป็นภาษาพูดเป็นภาษาปากธรรมดาที่เราใช้ในการสื่อสารพูดกันปกติแต่จริงๆแล้วเวลาเราจะเขียนสื่อสารเราต้องเขียนคำว่า"มหาวิทยาลัย"สังเกตได้เลยว่าถ้านักเรียนเห็นคำภาษาปากเช่นคำว่า"พวก"คำว่า"เยอะแยะ"ใบขับขี่มหาลัยพวกนี้นักเรียนรู้ได้เลยนะครับว่าคำพวกนี้ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ก็คือเป็นวัจนภาษาซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เป็นคำพูดเป็นถ้อยคำเข้าใจไหมเข้าใจแล้วจดลงเลยครับเรามาดูข้อที่4กันนะครับว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่4คืออะไรก็คือการใช้สำนวนเป็นลักษณะเด่นของการสื่อสารเพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีสำนวนเหล่านี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมนักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะนักเรียนอย่าเพิ่งเขียนนักเรียนดูพี่ล่ามก่อนเดี๋ยวคุณครูจะอธิบายข้อนี้ให้ฟังก็คือเขาบอกว่าเป็นการใช้สำนวนบอกลักษณะเด่นของการสื่อสารนะครับก็คือสำนวนที่เขาพูดกันสื่อสารกันออกมานี่นักเรียนรู้ไหมว่าเวลาเอามาเขียนแล้วน่ะความหมายมันจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับอย่างเช่นคำว่า"น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง"นักเรียนเห็นคำนี้ไหมเห็นคำที่คุณครูชี้ไหมครับมันไม่ได้มีความหมายว่าน้ำท่วมทุ่งนาเยอะแยะมากมายผักบุ้งโหรงเหรงก็คือผักบุ้งมีนิดเดียวบางตาเบาบางอย่างนี้ครับมันไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้นะแต่นักเรียนรู้ไหมว่าสำนวนนี้มันหมายถึงอะไรมันหมายถึงว่าฟังมากๆเลยแต่เนื้อหาสาระน้อยคือเยอะแยะมากมายเลยการที่เราจะทำอะไรอย่างนี้แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลยเขาเปรียบเทียบกับแบบว่า...เขาเปรียบเทียบน้ำท่วมทุ่งนี่ก็คือการฟังๆๆๆเยอะแยะมากมายแต่ความรู้ที่ได้สาระที่ได้น่ะก็หมายถึงผักบุ้งโหรงเหรงก็คือเบาบางก็คือความรู้ที่ได้น้อยมากเลยนี่ครับก็คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาก็คือเป็นคำพูดพูดเป็นสำนวนออกมาแต่ว่าไม่ได้แปลตรงตัวกับสำนวนเขาถึงน้ำแต่เราหมายถึงการฟังเขาพูดถึงผักบุ้งแต่เราหมายถึงว่าสาระความรู้ที่เราได้รับนี่ครับถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้นักเรียนรู้ได้เลยว่าเป็นวัจนภาษาโอเคนักเรียนจดลงในสมุดได้ครับเข้าใจไหมนี่เข้าใจไหมโอเคครับโอเคนะครับนักเรียนเดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่4นะเดี๋ยวเราจะมาต่อข้อที่5ในครั้งถัดไปแล้วก็ก่อนที่เราจะต่อในครั้งที่5ในครั้งต่อไปนะครับเดี๋ยวคุณครูจะทบทวนตั้งแต่แรกเลยว่าความหมายของภาษาคืออะไรแล้วก็เดี๋ยวจะมีใบงานให้นักเรียนทำแล้วก็ให้นักเรียนจะเรียกว่าเป็นเกมก็ได้เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับแยกระหว่างวัจนภาษากับอวัจนภาษาเดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไปที่เราจะต้องเจอกันในห้องนี้นะครับผมโอเคสำหรับวันนี้เวลาก็หมดลงแล้วก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับครับขอบคุณครับ