(อาจารย์เกวลี) มันพวกเกมมันก็ใกล้จนจะล้นแล้วล่ะ 3-4 คนไปไหน ก็จะมีสุดารัตน์ พัชริดา พีรดนย์ อฏิพรรณ หลังสุดรหัสอะไรนะคะ รหัส 28 ภาคภูมิ บวกแค่นี้แหละ พวกนี้คนเดิม ๆ เดชมงคล วันนี้กฤตกรมา ทัตเทพ เสียงมันออกไหมน่ะ เหรอ ไม่ออกนะ เหมือนเสียงไม่ออก ได้ยินไหม โอเคได้แล้ว ก็มันออกอยู่ใช่ไหม นี่อันนี้คือออก บางวันน่ะเหมือนอาจารย์พูดคนเดียว โอเคค่ะ วันนี้จะเป็นบทที่ 10 นะคะ เกี่ยวกับเรื่อง SEO นี่อันนี้คือไม่ออก SEO นะคะ ก็มันเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยม เกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันมากนะคะ มันก็คือการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งถ้าใครอยากไปฝึกงานมันจะมีตำแหน่งงาน ที่เรียกว่าตำแหน่งงานที่ทำเกี่ยวกับพวก SEO นี่อยู่แล้วนะคะ แล้วก็จะมีความสำคัญมากกับธุรกิจ E-Commerce ในปัจจุบันด้วย การปรับแต่งเว็บไซต์หรือว่า SEO นี่ เสียงไม่ออกอีกแล้ว นี่มันจะเป็นอย่างนี้ มาไม่กะพริบ เหมือนเสียงไมค์มันเข้านะ แต่ว่าเครื่องเสียงไม่ออก เพราะว่าอันนี้มันกะพริบ ไมค์มันรับได้อยู่ เป็นแต่ตัวเครื่องเสียง เป็นแต่ตัวเครื่องเสียง เครื่องเสียง คราวนี้ความสัม... นี่ไม่ออกอีกแล้ว ตัวนี้พัง ไอ้ตัว SEO นี่ค่ะ มันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์นะคะ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เรานี่ Search แล้วเจอบนหน้าแรกของ Search Engine ไม่ว่าจะเป็น Google Bing นะคะ ซึ่งโดยการเขียนมันจะเป็นเหมือนเกี่ยวกับการเขียนบทความนะคะ การใช้คีย์เวิร์ด ซึ่งมันจะต้องเป็นการเขียนข้อความ ที่ต้องสอดแทรกคีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหาให้เจอด้วยนะคะ คือ ไม่ว่า User จะค้นหาคำไหนก็ตาม มันจะต้องเจอเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์คุณ นั่นแสดงว่าการทำ SEO นี่ มันจะต้องมีกระบวนการคิดนะคะ แล้วก็มันก็ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ให้ดีต่อ User หรือว่าผู้ใช้งานมากที่สุด ก็คือทำอย่างไรก็ได้นะคะ ก็จะมีการปรับแต่งการค้นหาของเว็บไซต์เราอยู่เสมอนะคะ อย่างเช่น อันดับมันตก สมมติค้นหาไปแล้วเจอเว็บไซต์เราเป็นอันดับที่ 5 เราก็ต้องมาดูแล้วว่าทำไมมันถึงไม่เจอเว็บไซต์เราเป็นอันดับที่ 1 คำค้นหาเราอาจจะยังไม่ครอบคลุมหรือเปล่านะคะ ซึ่งหลัก ๆ แล้ว SEO ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จนี่ ทำอย่างไรให้มันขึ้นอยู่ในหน้าแรกของ Google ให้ได้ แล้วก็เป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือนะคะ มันจะถือว่าเป็นการที่มอบประสบการณ์ที่มีประโยชน์ แล้วก็มีความพึงพอใจสูงสุด นั่นคือเหมือนที่เราเคยเรียนมาแล้วในวิชา HCI ก็คือออกแบบ User Experience ก็คือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเขาเคยใช้งานมาแบบไหน เขามีความเคยชินที่ใช้การค้นหา หรือการดูข้อมูลบนเว็บไซต์อย่างไร เราจะต้องเอาอันนั้นมาวิเคราะห์ในการทำ SEO ของเราด้วย ซึ่งเราเรียนมาแล้ว UX UI นะคะ ตัว SEO นี่อย่างที่บอกค่ะ มันเป็นวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งมันจะต้องอาจจะมีการส่วนของที่ต้องปรับแต่ง ในรูปแบบของการเขียนโค้ดด้วย เพื่อให้ความเร็วในการเรียกใช้เว็บไซต์นี่ มัน... ไอ้ตัวผู้ใช้งานนี่ เขาจะรู้สึกว่าทำไมเว็บไซต์บางเว็บไซต์มันโหลดช้าจังเขาก็ไม่ดูนะคะ เหมือนเมื่อก่อนตอนช่วงปีต้น ๆ ที่คุณเรียนมา อาจารย์บางท่าน หรืออาจารย์อะไรนี่ล่ะ อาจจะบอกว่าโปรแกรมเดียวกัน ถามว่าคนหนึ่งเขียน 100 บรรทัด อีกคนหนึ่งเขียน 300 บรรทัด ได้ผลลัพธ์เท่ากันถามว่าผิดไหม ไม่ผิด แต่ต่างกันที่ความเร็ว ยิ่งคุณเขียนโค้ดจำนวนบรรทัดเยอะ เรียกใช้คำสั่งเยอะเกินความจำเป็น มันก็จะมีผลในการประมวลผล ซึ่งทำให้อาจจะทำให้เว็บไซต์คุณน่ะโหลดขึ้นมาช้า แล้วตอนนี้คือทุกคนแข่งกันเรื่องความเร็ว ขนาดแค่เว็บไซต์หรือบางทีคุณเล่นเน็ตน่ะ Facebook ขึ้นมาช้า เปิดวิดีโอแล้วดูช้าคุณยังรู้สึกไม่ค่อยชอบ การใช้งานเว็บไซต์ก็เหมือนกันนะคะ รวมถึงเนื้อหาคอนเทนต์ที่ใส่ ก็ควรจะไม่ได้ใช้ระยะเวลาในการโหลดนาน แล้วสิ่งที่คุณใส่มาจะต้องเป็นสิ่งที่เนื้อหาเหมาะสม ไม่ยืดเยื้อ ไม่ออกทะเลไปไกล แล้วมันก็ต้องเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณต้องการนำเสนอด้วย เพราะฉะนั้น ยิ่งคุณใส่ข้อมูลที่ไม่ตรง การแสดงผลในหน้าแรก ๆ ของ Google นี่เป็นไปได้ยากมาก ถ้าคุณปรับแต่งให้คุณโหลดเว็บไซต์ได้เร็ว ข้อมูลตรงเป๊ะ รูปภาพไม่มีขนาดไฟล์ใหญ่มาก แล้วก็รูปภาพทุกภาพที่ใส่คุณจะต้องใส่ Alternative Link ก็คือบอกว่ารูปภาพที่คุณจะคลิกนี่ มันจะลิงก์ไปไหนต้องกำหนดด้วย การที่แค่เอาเมาส์ไปชี้ในแต่ละคำสั่งบนเว็บไซต์ ว่าถ้ากดลิงก์นี้มันจะไปไหน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Google พิจารณานะคะ ไม่ใช่ว่าบางคนเอาเมาส์ไปแค่... เอาเมาส์ไปแตะนิดหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีไกด์เลยอย่างนี้ มันก็ไม่... ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดค่ะ แต่ว่าประสบการณ์ของผู้ใช้งานนี่ มันอาจจะไม่ได้ประสบการณ์ที่ดีเท่าที่ควร อย่างเช่น คุณควรจะมีไกด์ไลน์ เพื่อให้เขาพึงพอใจในการ... เว็บนี้ดีจังเลย จะ... แค่เอาเมาส์ไปแตะก็บอกแล้วว่า สิ่งที่กำลังจะกดมันจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ ไอ้ตัว SEO นี่มันจะเป็นกระบวนการ ที่ทำให้เว็บไซต์ได้รับ Organic Traffic Organic แปลว่า ธรรมชาติ Traffic คือ การจราจร ก็คือเทียบเป็นภาษาไทย ก็คือทำให้มีคนเข้ามาดูเว็บไซต์เรา โดยที่เป็นธรรมชาติ เราไม่ได้ซื้อมา ไม่ได้จ้างเขามา คือ เหมือนเป็นการค้นหาแล้วทุกคนแบบรู้โดยธรรมชาติเลย ว่าจะต้องเข้ามาใช้เว็บไซต์เรา เช่น ต้องการจะค้นหาข้อมูลบุคคล เราก็จะเข้าไปหาใน Google เสร็จ อาจจะ Google แล้ว แล้วอยากรู้ว่า เอ๊ะ นักศึกษาคนนั้นชื่ออะไร รู้ชื่อเขาแล้ว แต่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เราอาจจะเข้าไป Search ใน Facebook นาย ก. นามสกุลอะไรว่าไป ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เราขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ที่เขาคิดถึง ที่จะเข้ามาใช้งานนั่นล่ะนะคะ แล้วก็ไม่ว่าเขาจะค้นหา... อาจจะเป็นคำพูดเกี่ยวกับร้านขายขนม พิมพ์ร้านขายขนมปึ๊บ ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านของเรานี่ติดอันดับการค้นหาหน้าแรกนะคะ หรือเรียกว่า "SERP" ก็คือ Search Engine Results Pages ก็คือหน้าแรก ๆ หน้าบน ๆ หน้าต้น ๆ ของคำค้นหา ในไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Search Engine อื่น ๆ ก็ตาม ซึ่งมันเป็นผลดี เพราะถ้ามันขึ้นหน้าแรกแน่นอนทุกคนจะต้องกด น้อยมากที่จะไม่กด น้อยมากที่จะกดไปดูหน้า 2 หน้า 3 เวลาคุณ Search Google คุณก็จะดูผลลัพธ์หน้าแรกก่อนอยู่แล้วนะคะ อย่างเช่นตัวอย่าง ขนมนำเข้านะ เหมือนร้านที่เพื่อนต้องการทำงานนะ ขนม... สมมติอย่างนี้ เราค้นใน Google เกี่ยวกับ... นี่ถ้ามันมีคำว่า "Sponsored" แบบนี้นะคะ นั่นคือเขาจ่ายเงิน เพื่อให้คำค้นหาของเรานี่ให้ขึ้นเว็บไซต์เขาก่อน ทำไม Shopee อยู่อันดับ 1 2 3 4 5 แทบจะอันดับ 5 แต่สังเกตว่า Shopee ไม่มีเครื่องหมายคำว่า "Sponsored" นะ Shopee เป็น Organic เนื่องจากมีคนนิยมเข้าเว็บไซต์ Shopee มาก Shopee ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้ Google ก็ได้ ถ้าไม่นับว่า 1 2 3 4 ตัวนี้ไม่มีคำว่า "Sponsored" นี่ จ่ายสตางค์ให้ Google Shopee ขึ้นเป็นอันดับ 1 แล้วร้านนี้ กับ Facebook ตัวนี้ 2 อันนี้เป็นร้านเดียวกัน เขาใช้คำว่าค้นหาอะไร อย่างอันแรกเลยขนมนำเข้าจากจีน เห็นไหมว่าคำค้นหาอาจารย์ตรงกับเขาแทบจะทุกคำที่เป็นคีย์เวิร์ด อันนี้คือ การใช้ SEO นะคะ ทำอย่างไรถึงจะให้คำค้นหามันขึ้นแบบนี้ ยิ่งมีคนรู้จักธุรกิจของคุณมากขึ้น รู้จักองค์กร รู้จักบริการของคุณมากขึ้น มันจะยิ่งดึงดูดคนมาดูเว็บไซต์ เหมือนที่บอกเมื่อกี้ Shopee ไม่เห็นจำเป็นต้องซื้อโฆษณาเลย ก็ในเมื่อ... ก็ใช่ไงเพราะคน... Shopee ไม่รู้วันหนึ่งจะกี่คน ยิ่งคนเข้าไปดูเว็บไซต์มากขึ้น โอกาสที่เราจะทำการตลาดกับเขาก็ได้ง่ายขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือ เพราะว่าเว็บไซต์เรา Search เจอในหน้าแรกของ Google เลย ยิ่งคนเข้ามาดูเยอะโอกาสในการเพิ่มยอดขายมันก็เยอะ เพราะเหตุนี้เลยเจ้าของธุรกิจ เจ้าของเว็บไซต์ เจ้าของกิจการต่าง ๆ อยากทำให้แบรนด์ตัวเองเติบโต หรือว่าทำให้องค์กรตัวเองเป็นที่รู้จัก เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เยอะจริง ๆ นอกจากที่เขาจะทำให้เป็น Organic Search แบบเมื่อกี้นี้แล้ว เขายังยิงโฆษณาด้วยที่เราพูด ก็คือยิง Ads ยิง Ads เหมือนโทรศัพท์ของทุกคนตอนนี้บางทีเราคุยกับเพื่อน หรือเราค้นหาอะไรบ่อย ๆ หรือเราดูคลิปอะไรบ่อย ๆ มันก็จะมีแต่คลิปพวกนั้นน่ะ ส่งมาให้เราดูอยู่นั่นล่ะ ถ้าเหมือน... เหมือนชมพู่ดูแต่คลิปกินของอะไรนะ กินอาหารจีน มันก็จะมีแต่คลิปกินอาหารจีนขึ้นมาอยู่นั่นล่ะ เพราะ AI มันเจอแล้วว่าชมพู่ชอบกินอาหารจีน อะไรแบบนี้ เหมือนบางคนชอบดูสตรีมเกม มันก็จะมีแต่คลิปสตรีมเกมขึ้นมาให้ดู หรือบางทีเราไม่ได้เปิดอะไรดูแต่เราคุยกับเพื่อน แต่แอปพลิเคชันโทรศัพท์บางแอป ตอนที่คุณติดตั้งอาจจะไม่ได้สังเกตว่ามันจะขอเข้าใช้งานไมโครโฟน ขอเข้าใช้งานกล้อง โดยเฉพาะโทรศัพท์ Android ซึ่งเราก็กดตกลงไปเลย แล้วบางทีเราคุยกับเพื่อนอยู่ว่าอยากกินส้มตำจังเลย สักพักใน Facebook หรือในแอปพลิเคชันใด ๆ ก็ตาม ก็จะมีแต่คลิปตำส้มตำอยู่นั่นล่ะ เขาไม่ได้แอบฟังนะ ก็ในเมื่อคุณอนุญาตให้มันเปิดไมโครโฟนเอง เขาก็เลยทำการยิงสิ่งที่คุณคุยกัน สิ่งที่คุณต้องการมาให้คุณดูนะคะ ซึ่งตัวการปรับแต่งผลลัพธ์ของเว็บไซต์นี่ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์เราอยู่ในอันดับต้น ๆ นั่นคือการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด เหมือนเมื่อกี้ที่อาจารย์ค้นหา ก็คือขนมนำเข้าจากจีน คีย์เวิร์ดสำคัญ ก็คือเราจะต้องรู้เลยว่า อย่างน้อยกลุ่มเป้าหมายเราเขาจะใช้คำค้นหาอะไรบ้าง ซึ่งต้องเป็นค้นหาเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจของเรา การทำ SEO ที่ดี เว็บที่เราทำเสร็จแล้วควรจะอยู่หน้าแรก ไม่ควรเกินหน้าที่ 2 เพราะว่าถ้าเกินหน้า 2 ไปแล้วนี่คนจะไม่ค่อยกดเข้าไปดูแล้ว ยิ่งอยู่หน้าแรกเท่าไร อัตราการกดลิงก์หรือกดคลิกเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเว็บอันดับต้น ๆ นี่คนกดแน่นอน เพราะว่าเขา... เขามั่นใจว่าคำที่เขาค้นหา มันจะอยู่ในเว็บไซต์นั้นแน่ ๆ นะคะ ทำไมต้องทำให้มันอยู่หน้าแรกล่ะ ถ้าทำ SEO แล้ว ถ้าใส่คีย์เวิร์ดใส่คำที่ต้องการ ผลลัพธ์มันจะสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ได้จากคนใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เหตุผลแรกคนใช้ Google ต่อวันนะคะ 3,500 ล้านครั้งต่อวัน ก็คือ Google เป็นอันดับ 1 แน่นอน Search Engine อื่นน้อยมากนะคะ มันเทียบได้ว่าประมาณว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ใช้ Google ทั้งโลกแน่ ๆ นะคะ ซึ่งในโลกนี้มีอยู่ 5 Search Engine Google เป็นอันดับ 1 นะคะ มี Bing มี Yahoo มี Baidu บางอื่น... ก็อันอื่นก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมอยู่แล้วนะคะ ซึ่งผลลัพธ์ทำให้การพูดถึง หรือการคุยกันในการตลาดมีการเพิ่มสูงขึ้น เพราะทุกคนก็จะเริ่มค้นหา ทุกคนก็เริ่มแบบทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เว็บไซต์ฉันขึ้นมาหน้าแรกให้ได้นะคะ ซึ่งความสำคัญของ SEO นะคะ มันจะต้องเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน ก็คือการค้นหาแบบ Organic ก็คือค้นหาด้วยธรรมชาติของตัวผู้ใช้งานเองนะคะ คุณภาพของการเข้าเว็บไซต์ แล้วก็จำนวนการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งเราจะวัดจากการค้นหาแบบ Organic เท่านั้น ก็คือแบบที่ไม่เสียสตางค์นะคะ ซึ่งผลลัพธ์ในหน้า Search Engine นะคะ เราจะแยกเป็น 2 ส่วนของ SERP นะคะ ก็คือผลลัพธ์โดยทั่วไปกับผลลัพธ์ที่ต้องจ่ายสตางค์นะคะ ถามว่า User เป็นคนจ่ายไหม ไม่ใช่ เป็นเจ้าของ... เจ้าของเว็บไซต์ หรือเจ้าของบริการนั้น ๆ ที่ชำระเงินให้กับ Search Engine นะคะ ลูกค้าไม่ได้เสีย เขายอมเสียเพื่อให้เขาได้อยู่หน้าแรกนะคะ อันแรกผลการค้นหาแบบ Organic ก็คือการค้นหาโดยที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้จ่ายสตางค์ เขาไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้อยู่หน้าแรกของ Search Engine แต่เขามีคำค้นหา มีจำนวนการเข้าที่ทำให้ Google ดึงข้อมูลเว็บไซต์เขามาอยู่อันดับหน้าแรกนะคะ ซึ่งการค้นหามันจะมีประโยชน์แล้วก็เกี่ยวข้องกับคนที่ค้นหามากที่สุด ซึ่งการจ่ายโฆษณาให้ Google นะคะ เขาเรียกว่า "PPC" Pay Per Click ก็คือมีจำนวนคลิกกี่ครั้งให้จ่ายเงินเท่านั้นนะคะ คลิกแสนครั้งก็จ่ายแสนบาท สมมตินะคะสมมติ การจัดวางการแสดงผล แตกต่างกับการหาคำ Organic ทั่วไปอย่างที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้ อันที่เสียสตางค์ที่คำว่าเป็น "Sponsored" นี่มีคำว่า "Sponsored" คือ เสียสตางค์นะคะ มีคำว่า "Sponsored" อยู่บนเว็บแบบนี้ แต่ Shopee ไม่มีแล้ว แต่จำนวนคนเข้า Shopee แต่ละวันมันเยอะมันก็เลยยังอยู่หน้า 1 แต่ก็อยู่อันดับไม่สูงเท่ากับสิ่งที่เสียสตางค์ให้ Google นะคะ เหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ ผลการค้นหาแบบ Organic จะอยู่ด้านล่าง ซึ่งการค้นหาแบบ Organic เราไม่เสียสตางค์ก็จริง แต่เราต้องทำ SEO ช่วย ก็คือหาคีย์เวิร์ดแล้วก็หาคอนเทนต์เนื้อหาที่ให้มันตรงกับที่ผู้บริโภค ผู้ใช้งาน ผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือผู้ต้องการจะหาข้อมูลขององค์กรเรา ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาค้นเจอเราแน่ ๆ แต่ข้างบน ก็คือเป็น PPC Pay Per Click สมมติว่าคลิกครั้งละ 10 สตางค์ ก็รอคูณเงินไปยิ่งมีคนกดเยอะ เพราะอันดับมันสูงใช่ไหม Google ก็จะได้สตางค์ไปด้วยนะคะ เหมือนกัน ข้างบนถ้าใครใช้ Google ที่เป็นภาษาไทย มันก็จะเขียนเลยว่าเป็นการโฆษณา ด้านล่าง คือ การค้นหาแบบ SEO แบบ Organic ไม่เสียสตางค์ เว็บไซต์นั้นไม่ได้จ่ายสตางค์ให้ Google นะคะ ต่อมาข้อ 2 คุณภาพของการเข้าเว็บไซต์ จากผลการค้นหาแบบ Organic ก็คือสามารถ... คุณสามารถจ่ายเงินเข้าให้กับ Google เพื่อให้โฆษณาของเรานี่อยู่บนหน้าแรกของ Google ได้ก็จริง แต่ว่าคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์นี่เข้ามาค้นหา จะเป็นข้อมูลหรือวิธีการรักษานะคะ บางทีคุณอยากให้มันอยู่หน้าแรกก็จริงน่ะ แต่คุณต้องจ่ายเงินนะนะคะ แต่ถ้ามันมีคำว่า "โฆษณา" บางคนก็ไม่อยากกดนะคะ เหมือนกลัวกดเข้าไป แล้วแบบมันจะได้ข้อมูลสิ่งที่เขาต้องการจริงไหมนะคะ บางทีกดเข้าไปแล้วมันก็ไม่ตรงน่ะ เพราะว่าคำค้นหาที่ตรงใจเขาน่ะมันอยู่ด้านล่าง มันไม่ใช่สิ่งที่เขา... โฆษณาไว้นะคะ มันก็จะมีความเสี่ยงอยู่ แต่ถ้าเราทั้งทำ SEO ด้วยทั้งทำ PPC ด้วย ก็คือทั้งค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดเจอแน่นอน จ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีกนะคะ มันก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตของเว็บไซต์เราด้วย แต่ถ้าคุณแค่จ่ายสตางค์ แต่พอคนเข้ามาดูแล้วมันไม่ได้อะไร สรุปลูกค้าก็... หรือคนที่เข้ามาดูเขาก็กดออกจากเว็บไซต์ คุณทั้งเสียเงินแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเสียเงินแล้วมันจะได้แล้วดีทุกอย่าง มันจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยนะคะ การค้นหาแบบ Organic นี่ มันก็จะต่างจากการเสียสตางค์ตรงนี้ล่ะ มันจะถูกจัดวางตามลำดับอัลกอริทึมของ Google นะคะ ซึ่งการ Search แบบ Organic นี่ Search Engine มันจะให้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากกว่าการโฆษณา เพราะมันจะตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ มากกว่าสิ่งที่เขาเสนอมาให้นั่นเองนะคะ ข้อ 3 จำนวนการเข้าเว็บไซต์ของการค้นหาแบบ Organic นะคะ มันก็จะเป็นจำนวนของผู้ใช้งาน ผ่านการค้นหาแบบ Organic ก็คือคนที่ไม่ได้กดจากเว็บไซต์ที่โฆษณานั่นเองนะคะ สาเหตุสำคัญที่ต้องทำไอ้ตัว SEO นะคะ ก็เพื่อจัดอันดับสิ่งที่เกี่ยวข้องสูงที่สุดนะคะ เท่าที่จะทำได้ ให้อยู่อันดับบน ๆ มันจะยิ่งดึงให้คนที่เข้าดูเว็บไซต์นี่มีจำนวนมากแล้วก็มีคุณภาพ ถ้าคนเข้ามากอยู่แล้วนี่ มันก็มีโอกาสที่เราจะขายของได้ จำนวนลูกค้ามันก็เพิ่มขึ้นนะคะ ข้อดีนะคะ ความยากของ SEO นี่มันมี แล้วถามว่าคนที่จบทางด้าน IT แล้วไปทำ SEO นี่เงินเดือนสูงนะคะ เพราะว่าถือว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ ให้กับเว็บไซต์ขององค์กรนั้น ๆ อาจจะเหนื่อยในการคิดในการจัดการ ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เรานี่ มันครอบคลุมการค้นหามากที่สุด ไม่เหมือนกับเราเสียเงินยิงโฆษณา ซึ่งต้องจ่ายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่จ่ายโฆษณา... จ่ายค่าโฆษณานี่ การค้นหามันจะไม่ขึ้น ถ้าใครเล่น Facebook หรือเล่น TikTok บ่อย ๆ เล่น IG ก็ได้ ถ้าใครไปดูคลิปของพวกแม่ค้าแบบ... บางคนก็บอกโดน Hack บัตรเครดิต เพราะเสียค่ายิงโฆษณาไป อันนี้ล่ะนะคะ ก็เกิดจากการที่เขาต้องจ่ายบัตรเครดิต เพื่อยิงโฆษณาขายสินค้าให้เราเห็นทุกวัน ปล่อยคลิปมาให้เราเห็นตลอดทุกวันให้เราจำได้ อันนั้นคือเสียสตางค์ วันไหนไม่เสียโฆษณาไม่ขึ้น แต่ถ้าทำ SEO นี่มันเป็นความยั่งยืนของเว็บไซต์เรามากกว่านะคะ แต่อาจจะต้องใช้ความอดทน รอให้คนเข้ามาใช้เว็บไซต์เราเรื่อย ๆ ถ้าลักษณะของคำพูดภาษาทั่วไปบางคนเขาบอกรอวิวให้มันขึ้น บางคนก็บอกเดี๋ยวปั่นวิวก็ได้ให้มันมีการกดเข้าดูเว็บเยอะ ๆ แต่ถามว่ามันไม่ได้เสียสตางค์รายวัน เหมือนกันยิง Ads ยิงโฆษณานะคะ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน 3 เดือน 6 เดือนก็ว่ากันไป กว่าเว็บไซต์จะติดอันดับ ถ้าติดอันดับแล้วมันจะอยู่ยาวนะคะ แล้วมันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่เรารอแล้วก็ลงทุนไป เพราะว่าถ้า Search แบบ Organic ถ้าคุณอยู่อันดับต้น ๆ แล้ว คุณไม่เสียสตางค์น่ะ แต่คุณก็ยังอยู่อันดับต้น ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น ลงทุนอาจจะเหนื่อยหน่อยในครั้งแรก แต่ไม่ต้องจ่ายเสียเงินรายวันแบบที่เขายิง Ads กัน หลักการทำงานของ Google ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ที่เป็น SEO นะคะ ก็มันจะมีกลไกอยู่ 3 ขั้นตอน Google จะตรวจสอบก่อน แล้วก็ทำ Index ก็คือทำดัชนีว่าลำดับข้อมูลตรงนี้อยู่ตรงไหน ชี้ตำแหน่งไปที่ไหนแล้วก็จัดลำดับ Ranking นะคะ Crawling นี่คือมันจะใช้ Googlebot คล้าย ๆ กับ... แมงมุมที่มีเครือข่ายออนไลน์ มันจะสำรวจแล้วก็เก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ โดยมันจะติดตามลิงก์จากหน้าเว็บหนึ่งไปอีกหน้าเว็บหนึ่ง คล้ายกับใยแมงมุมที่เชื่อมกัน เชื่อมข้อมูลดูไป Search ไปค้นหาไปเรื่อย ๆ เป็น Bot แล้วจากนั้นก็มาทำ Index เหมือนกับการทำดัชนีในห้องสมุดก็ใช้ Googlebot นี่ล่ะ ก็วิเคราะห์เนื้อหา โครงสร้าง ข้อมูลต่าง ๆ จากเว็บไซต์ แล้วก็จดเก็บไว้ในระบบ หลังจากนั้น Google เก็บข้อมูลจาก Bot ทุก Bot มาแล้ว มันจะมาทำ Ranking จัดลำดับนะคะ ว่าสิ่งที่มันทำการวิเคราะห์เนื้อหาโครงสร้างข้อมูลสิ่งต่าง ๆ นี่ มันตรงกับคำค้นหาไหนมากที่สุด มันก็จะจัดลำดับไว้นะคะ จัดลำดับตามความเหมาะสม ความถูกต้อง ความต้องการของผู้ใช้งานนะคะ ถ้าเว็บไหนตรงกับความต้องการของ User มากที่สุด ก็ขึ้น Ranking เป็นอันดับต้น ๆ โดยการทำงานของ SEO นี่ ถ้าต่อไปใครได้ไปทำงานหรือไปฝึกงานนะ มันก็จะมี 3 องค์ประกอบหลัก โดยมันจะแยกการทำงานออกอย่างชัดเจน ก็คืออันแรกเป็น SEO แบบ On-page แล้วก็แบบ Off-page แล้วก็แบบ Technical นะคะ โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องเป็นส่วนที่เสริมพลัง เสริมการทำงานให้เกียรติกันและกัน ส่วนมากก็จะทำงานทั้ง 3 ส่วนนี้ไปด้วยกันนะคะ อันแรก On-page มันคือการที่ทำ Search Engine Optimization ก็คือการทำพัฒนาเว็บไซต์เรานี่ล่ะนะคะ ปรับปรุงเว็บ ที่หน้าเว็บเราจะต้องมีเนื้อหา มีคีย์เวิร์ด มีรูปภาพ มี HTML Tags ที่เคยพาทำไปแล้วเป็น Meta Tags อะไรพวกนั้น มี Internal Link ลิงก์ภายในเว็บเกิดอะไรขึ้น External Link ก็คือจะลิงก์ไปเว็บภายนอกเกิดอะไรขึ้น Meta Data นะคะ ก็คือเป็นการอธิบายตารางข้อมูลในฐานข้อมูล ว่ามันมี... อย่างเช่น เราตั้งคีย์เวิร์ดนี้มันหมายถึงอะไรนะคะ แล้วก็การกำหนด URL เว็บไซต์ของเรามันต้องชื่อว่าอะไร ที่ให้มันสื่อกับองค์กรหรือธุรกิจของเรานะคะ Off-page ก็คือเป็นการทำนอกเว็บไซต์ เช่น การทำ Backlink นะคะ ก็คือลิงก์ที่อยู่ในคอนเทนต์ต่าง ๆ ถูกแฝงไว้อยู่ใน Banner คำอธิบายใต้คอมเมนต์ ใต้แคปชันรูปภาพ เชื่อมต่อไปยังหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของเรา หรือเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเราว่าต้องการจะเชื่อมไปไหน เช่น บางคนก็ถ้าทำเว็บไซต์ดูคลิปนี้ของเราเสร็จปึ๊บ ลิงก์ที่ไปที่หน้าตะกร้าได้เลย ก็คือเว็บไซต์ของเรา คือ ต้องการให้ดูเสร็จแล้วก็ไปซื้อของนะคะ การทำคอนเทนต์ Marketing การทำการตลาดโดยการทำสื่อทำอะไรบ้าง การทำแบบเจาะพื้นที่ลงไปดูสิว่าเว็บไซต์เรานี่มัน... ลองไปให้สำรวจให้คนภายนอกดูสิ ว่าเข้าเว็บไซต์เราแล้วเขารู้สึกอย่างไร แบบเป็นแบบเหมือนทำแบบประเมินความพึงพอใจ หรือเป็นแบบวัดประสบการณ์ของผู้ใช้งานนะคะ การทำ Social Media Marketing ซึ่งเห็นได้เยอะมาก แล้วก็ทำอย่างไรก็ได้ให้ติดกระแสบนโลกออนไลน์ เช่น การใส่ Hashtag อันนี้คือทำภายนอกเว็บไซต์เราแล้ว ไม่ได้ทำในเว็บเรานะ เช่น เราอยากโปรโมตเว็บไซต์เราก็จริงน่ะ แต่เราไปทำการตลาดบน TikTok IG Facebook อันนี้คือ Social Media Marketing นะคะ แล้วก็เป็น Technical SEO ก็คือในเชิงเทคนิค ทำอย่างไรก็ได้ให้... Googlebot นะคะ หรือว่า User นี่เขามาใช้งานเว็บไซต์เรามากที่สุด เช่น การวางโครงสร้างเว็บไซต์ ทำไมอาจารย์บางท่านถึงจ้ำจี้จ้ำไช บอกว่าทำไมเว็บไซต์คุณออกแบบนี้ ทำไมเมนูมันเข้ายากมันดูยาก ไม่ใช่แค่ Bot ที่ยาก คนเข้าไปดูก็ยังยาก แล้ว Bot มันจะไปอยากใช้หรือนะคะ เช่น วางโครงสร้างเว็บไซต์ เหมือนคุณบอกว่าอยากให้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิกมันควรจะอยู่หน้าแรก ๆ เลย แต่อันนี้กว่าจะไปสมัครสมาชิกได้เข้าไป 4-5 หน้ากว่าจะเห็น อันนี้ไม่เหมาะแล้ว การทำ Sitemap ก็คือเป็นการที่มันจะมีปุ่มปุ่มหนึ่ง กด Sitemap เพื่อให้ดูโครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ ว่ามันมีเมนูอะไรให้เราเลือกบ้าง โดยที่ไม่ต้องใส่... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ คอนเทนต์ที่มันรก ๆ มาก ๆ ไม่ต้อง เอาหัวข้อหลัก ๆ มากางให้ดูเลยว่าคนที่เข้ามาใช้งาน เขาอยากใช้ข้อมูลตัวไหน เข้าไปดูอะไรก็สามารถเข้าดูได้เลย รวมถึงเว็บไซต์ที่ทำจะต้องเป็นแบบ Mobile Friendly คล้าย ๆ กับที่คุณใช้งาน Facebook Social Media ทั้งหลายแหล่น่ะ ใช้งานหน้าเว็บบนคอมฯ กับใช้งานบนแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ ใช้งานง่ายเหมือนกัน หรือถ้าสิ่งที่คุณทำเว็บไซต์ ผมออกแบบมาเฉพาะให้แสดงผลบนจอคอมฯ นี่ตกแล้ว มันจะต้องเขาเรียกว่าอะไรนะ Compatible ก็คือมันจะมีการเขียนเว็บเขียนโรงสร้างของโค้ดโปรแกรม ว่ามันจะต้องไป Detect ว่าอุปกรณ์ที่แสดงผลนี่ ตอนนี้มันวางหน้าจอเป็นอย่างไร แนวตั้ง แนวนอน ขนาดจอเท่าไร แล้วมันก็ให้ปรับคอนเทนต์ของเว็บไซต์นั้นเป็นอัตโนมัติเลยนี่ เดี๋ยวนี้มันเขียนได้อยู่แล้วนะคะ แล้วก็เว็บที่ Responsive Website ก็คือเป็นการตอบสนองที่ถูกต้อง กดปุ่มแล้วได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ มีความปลอดภัยเป็น Secure HTTP นะคะ อันนี้เคยพูดไปแล้ว แล้วก็การปรับแต่งความเร็วของเว็บไซต์ เหมือนที่อาจารย์พูดตอนต้น ก็คืออย่าให้มันโหลดนาน รูปภาพที่ใช้ก็ไม่ควรมี หรือคอนเทนต์ที่ใช้เว็บไซต์ก็ไม่มีควรมีขนาดใหญ่มาก เพราะว่าถ้าคุณจะเอาความละเอียดหรือความใหญ่มาก ๆ นี่ ระยะเวลาในการโหลดมันก็จะนานนะคะ ทำอย่างไรให้เว็บที่เราทำ SEO นี่ มันติดอยู่บนหน้าแรกของ Google ออกแบบโครงสร้างให้ง่ายให้เว็บโหลดได้เร็ว ไม่ควรโหลดนานเกิน 3 วินาที ตั้งแต่คลิก 1 2 3 ต้องติด ถ้าช้ากว่านั้น ก็คือคุณทำคอนเทนต์ในเว็บเยอะเกินไปแล้ว ใหญ่เกินไป Responsive Web ก็คือแสดงผลได้ทุกอุปกรณ์ ใช้งานผ่านมือถือก็ต้องเป็น Mobile Friendly ก็คือปุ่มกดต้องกดง่าย User Friendly ตั้ง URL ให้ URL Friendly นะคะ ก็คือตั้งให้จำง่าย สื่อความหมาย กระชับเข้าใจง่าย ๆ ไม่ต้องตั้งยืดเยื้อ UX UI ต้องใช้งานง่าย สวยงาม โทนสีต้องถูก ทำเกี่ยวกับสมมติเครื่องสำอางผู้หญิง ก็ควรใช้สีสดใสไม่ควรเป็นสีขรึม ๆ ใช่ไหม แต่ถ้าเป็นเครื่องสำอางผู้ชายก็จะเป็นโทนเข้ม ๆ ให้มันแบบรู้ได้เลยว่าเป็นของใช้สำหรับผู้ชายอะไรประมาณนี้นะคะ การปรับแต่งรูปภาพ ควรจะเป็นรูปภาพที่เหมาะกับการแสดงผลบนเว็บ อย่างรูปภาพก็ควรจะใช้เป็นไฟล์ PNG เหมือนไฟล์ที่มีความละเอียดระดับหนึ่งขนาดเล็กเพื่อให้โหลดง่าย ใส่ Alternative Text ก็คือให้แสดงว่าถ้ารูปนี้เป็นลิงก์ ก็ต้องเอาเมาส์ไปวางแล้วรู้ว่ารูปนี้มันจะคลิกไปที่ไหน ต้องใส่ด้วยนะคะ ทำ Keyword Search การค้นหาคีย์เวิร์ด คีย์เวิร์ดจะต้องเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ ธุรกิจ องค์กร ที่ไม่ว่าจะใช้คำใด ๆ ก็ตาม Search ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของเราจะต้องเจอนะคะ เช่น พิมพ์คำว่า "มหาลัยสกลนคร" "บ้านธาตุ" "เมือง" ก็ต้องเจอราชภัฏอะไรแบบนี้นะคะ ซึ่งถ้าการทำ SEO โดยที่ไม่มีการทำ Keyword Research ก่อน คือ ไม่มีการแบบมานั่งคุยกันก่อน ว่าคีย์เวิร์ดมันควรจะมีคำว่าอะไรบ้าง หรือว่าวางแผนล่วงหน้านี่ คนที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์อาจจะไม่ใช่กลุ่มคนที่เหมาะสม หรือคนที่ต้องการจะเข้ามาซื้อสินค้าเรา หรือบางทีว่าทำ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ สุดท้ายเขาก็ค้นหาไม่เจออยู่ดีอะไรอย่างนี้ ผลลัพธ์มันก็ไม่ตรง เหมือนทำเว็บดีมาก แต่คีย์เวิร์ดไม่ใส่ เขาก็หาเว็บเราไม่เจอสักที เป็นต้นนะคะ สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ของ Google ก็คือ E-E-A-T นะคะ จะต้องตรงกับประสบการณ์ผู้ใช้ มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ออกแบบคอนเทนต์ที่มีอิทธิพลต่อความต้องการของลูกค้า หรือจูงใจให้เขาสนใจสินค้า หรือบริการ หรือว่าข้อมูลขององค์กรของเรา แล้วก็ต้องมีความน่าเชื่อถือ บทความที่ทำเป็น SEO จะต้องมีประโยชน์ แล้วก็สามารถตอบคำถามกับผู้อ่านได้ ไม่ใช่เขียนไปแล้วอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เนื้อหารูปแบบข้อความจะต้องตรงกับจุดประสงค์ของคำค้นหา การเขียนบทความเขาจะมีกำหนดคำเลย 800-1,000 คำแค่นั้นนะคะ แล้วก็จะต้องมีการอัปเดตเนื้อหาเสมอ ปรับปรุงตาม... ไม่ใช่ปีนี้ 2024 คีย์เวิร์ดคุณยังเป็น 2022 อย่างนี้ แล้วมันจะเจอได้อย่างไรล่ะ ข้อมูลคุณเปลี่ยนแล้วนะคะ ทำ Backlink คุณภาพ ก็คือการลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น หรือการใส่เว็บไซต์ของเรากับเว็บคนอื่นมันจะเป็นการเพิ่มคะแนน เพราะว่ามันจะมองว่าเราน่าเชื่อถือ เพราะว่ามีคนอ้างอิงเรายืนยันเราเทียบกันนะคะ สามารถทำด้วยตัวเองก็ได้ หรือจะจ้าง Agency ก็ได้ซึ่งก็อย่างที่บอกค่ะ การทำ SEO เป็นอาชีพหนึ่งที่ปัจจุบันรายได้ดี เช่น อาจจะมีการโพสต์คอนเทนต์ต่าง ๆ ของเราไปอยู่บนเว็บไซต์ ที่มีคนใช้งานเยอะ อย่างเว็บไซต์ที่คนเข้าไปคุยกัน Pantip.com อะไรอย่างนี้ เราก็มีการแทรกเว็บไซต์ของเราลงไปด้วย ไปคุยกับเขาแล้วก็บอกด้วยว่าข้อมูลนี่ไปดูเว็บไซต์เราก็ได้นะนะคะ หรือว่าไปซื้อพื้นที่สื่อ เช่น เพจข่าว เพจอะไรที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ขอแลกลิงก์กับเว็บไซต์อื่นก็ได้ แล้วก็อาจจะเอาเว็บไซต์ ไปโพสต์ลง Social Media ขององค์กรเราเองก็ได้นะคะ เหมือนอะไรน่ะ คลิปพวกคลินิกทำหน้าอะไรพวกนี้ เขาก็จะทำคอนเทนต์ สักพักเขาก็ให้ลิงก์ไปที่หน้าการจองคอร์สอะไรของเขาก็ว่าไปนะคะ เครื่องมือที่ช่วยทำ SEO เบื้องต้นที่ได้รับความนิยม แน่นอนก็เป็น Google อยู่แล้วนะคะ แล้วก็จะมีอีก 3-4 ตัวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนะคะ อันแรกเราอยากให้มันติดหน้าแรก Google เราก็ต้องใช้ Google เรียกว่า "Google Search Console" นะคะ ก็จะใช้การเก็บข้อมูล ตรวจสอบ วิเคราะห์ การจราจรบนเว็บไซต์นี่นะคะ ก็คือเก็บสถิติคนเข้าคนออกเว็บไซต์อย่างละเอียดนะ ต่อมาเป็น Google Analytics ก็จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของ User ที่ข้อมูลเว็บไซต์ เช่น เข้ามาเว็บ 2 วินาทีแล้วก็ออก เข้ามาไถ่ ๆ ดูนิดหนึ่งแล้วก็ออก แสดงว่าเว็บไซต์นั้นไม่ต้องกับความต้องการของ User แล้ว อันที่ 3 เป็น Yoast SEO นะคะ เป็นปลั๊กอินที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของ SEO บน WordPress ใครนิยมใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ ก็สามารถเอาปลั๊กอินตัวนี้ไปใส่ก็ได้นะคะ ต่อมาเป็น Ahrefs หรือว่า AH Refs นะคะ มีฟีเจอร์สำหรับทำ SEO ครบทั้ง On-Page Off-Page แล้วก็ Technical อื่น ๆ เยอะแยะมากมายนะคะ ต่อมาเป็น SEMrush หรือว่า SEM Rush นะคะ ก็วิเคราะห์เว็บไซต์ตรวจสอบคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการทำเว็บ เช็กคุณภาพของ Backlink ที่ออกไปสู่ภายนอกนะคะ อันนี้ก็เป็น 5 เครื่องมือที่ปัจจุบันได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ที่แน่ ๆ Google นี่แน่นอนอยู่แล้วนะคะ ข้อดีของการทำ SEO ที่มีผลต่อการตลาดออนไลน์ แน่นอนทำให้คนรู้แบรนด์สร้างการจดจำตัวสินค้าบริการ ถ้ายังไม่มีจุดยอดขายก็ยังไม่เป็นอะไร ขอให้เขารู้จักเราก่อนนะคะ ข้อ 2 คือ ทำให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์เรามากขึ้นนะคะ ไม่ต้องเสียเงินค่ายิง Ads รายวัน ต่อมา ก็คือช่วยเพิ่มกลยุทธ์ทำให้อยู่ในการตลาด ไม่ว่าจะเป็นภายในภายนอกตลาด เราก็ยังเป็นที่รู้จัก แต่เราต้องทำวิจัยคำค้นหา หรือว่า Research ของการค้นหาคำคีย์เวิร์ดก่อน ให้ตรงกับหมวดหมู่สินค้าบริการ ยิ่งถ้าทำวิจัยเยอะ หรือว่าเก็บข้อมูลเยอะนี่มันก็จะตรงมากขึ้น แล้วก็ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ของการที่เราขายได้ตามเป้า การสร้างยอดขาย อาจจะทำการแบบสำรวจ ลงทะเบียนจองห้องพัก จองคอนโด จองสินค้านะคะ Preorder ต่าง ๆ แล้วเราก็จะติดตามพฤติกรรมในการซื้อของลูกค้า ในการทำตลาดต่อไป ไม่ใช่เขาซื้อครั้งเดียวแล้วเขาหายไปเลย เราอยากให้เขาซื้อซ้ำ แบบนี้เป็นต้นนะคะ ประหยัดเงินที่ใช้ในการลงโฆษณา เพราะว่าถ้าเราทำ SEO นี่ถ้ามันติดหน้าแรกแล้วมันติดยาว ซึ่งการทำ SEO นี่ถือว่าลงทุนต่ำที่สุดแล้ว สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ แต่มันยากนะคะ ยากในที่นี้ คือ ตั้งแต่การทำวิจัย การคิดคีย์เวิร์ด การคิดคอนเทนต์ การทำเว็บ แต่ถ้าคุณทำได้มันจะสร้างความน่าเชื่อถือนะคะ มันจะดูเหมือนว่าเว็บไซต์ของเรา องค์กรของเรามีความเชี่ยวชาญ แล้วความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเพราะว่าเราขึ้น Search หน้าแรกนะคะ ถ้าเราอยู่หน้าแรกนาน คนซื้อหรือโอกาสที่เราจะขายของได้มันมีเยอะแน่นอน มันก็ทำให้เรามีกำไรนะคะ แล้วก็เป็นองค์กรที่มีการซื้อซ้ำเกิดขึ้นมีความยั่งยืนอย่างนั้นดีกว่า ค่าใช้จ่ายก็จะลดลงเพราะว่าคุณไม่ได้ทำ SEO ทุกวัน ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกวันนะคะ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่อยู่ได้นานขายได้นานนะคะ ก็วันนี้ลองดูสิว่านอกจากเครื่องมือ 5 ตัวนี้ มันยังมีตัวอื่นอีกไหม แล้วตัวที่คุณลองหามานี่มันมีข้อดีอย่างไรบ้าง หรือมันมีลักษณะการทำงานอย่างไร อธิบายสั้น ๆ เหมือนของอาจารย์ก็ได้ค่ะ แต่หาเพิ่มดูสิ มันไม่ได้มีแค่ 5 ตัวนี้มีอีกเยอะมากนะคะ นอกจากสิ่งที่มัน Word กับ... มันเหมาะกับ WordPress แล้ว มันอาจจะมีตัวที่เหมาะกับการใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการสร้างเว็บไซต์ก็ได้นะคะ ลองดูสิว่านอกจาก 5 ตัวนี้แล้วมันมีตัวไหนอีกที่น่าสนใจนะคะ ข้อมูลเยอะมากใน Google นอกเหนือจากที่ยกตัวอย่างไปแล้วนะคะ ก็ลองหาดูอธิบายเบื้องต้นดูว่า... ไม่ต้องก๊อบฯ มาทั้งหมดนะ เอาคร่าว ๆ ว่าเขาดีอย่างไร หรือว่ามันน่าสนใจตรงไหนนะคะ ทำเสร็จแล้วก็ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ เดี๋ยวเริ่มทำได้เลยค่ะ