(อาจารย์) หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามประธรรมก็ได้ คำชม ยกย่อง การทำแล้วได้เกียรติบัตร การเข้าอบรม การเข้าอบรมแล้วก็ได้ประกาศนียบัตร ได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามประธรรมนะคะ ขออภัยนะ อันนี้ครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะขลุกขลักนิดหนึ่งนะคะ ต่อไปเป็นมนุษยนิยม มนุษยนิยมก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกละ แต่เป็นสิ่งที่เขาทำ เพราะว่าเขามีสิ่งที่จูงใจภายในของตัวเอง ซึ่งมนุษยนิยมนี่ค่ะ จุดเด่นของมนุษยนิยม ก็คือว่าเขาจะให้ความสำคัญ กับความเป็น มนุษย์ของแต่ละคน โดยที่เชื่อว่าคนแต่ละคนนี่มีความคิดของตัวเอง คนแต่ละคนมีความเชื่อของตัวเอง คนแต่ละคนมีความสามารถเป็นของตัวเอง ดังนั้น เราไม่ต้องไปพึ่งสิ่งเร้าภายนอก เราไม่ต้องไปพึ่งสิ่งจูงใจภายนอกเลย แต่มันเกิดจากตัวเราเองนี่ล่ะ ที่เราทำเพราะเราเห็นว่ามันดี เราทำเพราะว่าเรา... เห็นว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้วการ... การเป็นนักศึกษาที่ดีควรจะทำแบบนี้นะ การเป็นลูกที่ดีควรจะทำแบบนี้นะ การเป็นครูที่ดีเราทำอันนี้ เราจะเรียกตัวเองได้เต็มปาก ว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งอย่างนี้ค่ะ มันเป็นเรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะ เพราะฉะนั้น มนุษยนิยมจะเน้นส่วนบุคคลเป็นสำคัญนะคะ ว่าคนคนนั้นน่ะ เขามีใน... ทิศทางในการเลือกเป้าหมายของตัวเองอย่างไรนะคะ ซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของความต้องการภายในของแต่ละคน มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกันนะคะ ถ้าเกิดว่าเป็นสามเหลี่ยมตรงนี้ เขาเรียกว่าความต้องการของ Maslow's นะ ความต้องการตรงนี้ค่ะ เราจะเห็นว่ามันจะเหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตามนะคะ อายุเท่าไรก็ตามก็มีความต้องการแบบนี้เหมือนกันล่ะ อันแรกข้างล่างสุดเราจะเห็นว่าเป็นเรื่องของ Physiological Needs ก็คือเรื่องของความต้องการทางกายต่าง ๆ การมีอาหารกิน การมีน้ำดื่ม การมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะ คือสิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิตทำให้เราไม่ตาย เราสามารถอยู่รอดได้ อันนี้มนุษย์ทุกคนต้องการหมด ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ผู้ชาย ผู้หญิง อะไรก็แล้วแต่ ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด ต้องการอาหารกิน ต้องการน้ำดื่ม ต้องการอากาศหายใจเหมือนกันนะคะ ลำดับที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของ Safety Needs Safety Needs นี่หมายถึงเรื่องของความที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัย ว่าชีวิตเราจะไม่เป็นอันตราย เรามีบ้านอยู่ เราอยู่ในสังคมที่ดี เราอยู่ในสังคมที่ปลอดภัยปราศจากโจรขโมยอะไรอย่างนี้ค่ะ หรือการที่เรามีเงินใช้ มันก็เป็นเรื่องของ Safety Needs เหมือนกัน เพราะว่าถ้าเกิดเราไม่มีเงินใช้ เราจะรู้สึกชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยล่ะ เราจะอยู่รอดไหมนะ ถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะ ไม่มีเงินขึ้นรถเมล์มาเรียนอะไรอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยล่ะนะคะ ดังนั้น มันก็จะเป็นลำดับที่ 2 เมื่อมนุษย์เรามีอาหารกินแล้วอย่างไรก็มีกินล่ะ มีน้ำดื่มอย่างไรก็ไม่ตายล่ะ เรามีอากาศหายใจอย่างไรเราก็ไม่ตายล่ะอย่างนี้ค่ะ เราค่อยมานึกถึงเรื่องของความปลอดภัยว่าเราอยู่ตรงไหน เรามีบ้านอยู่หรือยัง มีที่ซุกหัวนอนหรือยัง มีเครื่องนุ่งห่มแต่งกายหรือยังอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ค่อยมานึกถึงลำดับที่ 3 เรื่องของ Social Needs ก็คือค่อยนึกถึงคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม 2 ขั้นแรกเป็นเรื่องของตัวเองอย่างนี้ค่ะ ขั้นที่ 3 Social Needs นี่ ก็เป็นเรื่องของคนอื่นล่ะ เป็นเรื่องของในสังคมล่ะ ได้รับการยอมรับในสังคมไหม มีความรักที่ดีไหม มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม มีกลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วยอย่างนี้ค่ะ ก็จะเป็นเรื่องของ Social Needs อันดับที่ 4 สูงขึ้นไปสีเขียว ก็จะเป็นเรื่องของ Esteem Needs ล่ะ Esteem Needs นี่เป็นเรื่องของการมีชื่อเสียง การได้รับการยอมรับจากสังคมหมู่มาก สิ่งที่เราทำอยู่เราได้เรียนหนังสือ ได้เรียนเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไหม ได้เรียนวิชานี้แล้วได้เกรดดีไหมอย่างนี้ค่ะ ได้รับรางวัลแข่งขันได้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อะไรอย่างนี้ ได้การยอมรับจากสังคมทั่ว ๆ ไป อันนี้เป็น... เราค่อยมานึกถึงเรื่องสังคมหมู่มากนะคะ แล้วขั้นสุดท้ายขั้นสีน้ำเงิน ก็คือ Self-actualization Needs อันนี้เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต ว่าจะได้เรียนจบ จะได้มีชื่อเสียง จะได้มีการยอม... ไม่ใช่ยอมรับ การที่เราเรียนจบ แล้วเราสามารถดูแลตัวเองดูแลครอบครัวได้ เรามีอาชีพที่มั่นคง แล้วค่อยวางรากฐานต่อไปอะไรอย่างนี้ค่ะ เราจะเห็นว่าในสามเหลี่ยมนะ มันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีระมิดใช่ไหมคะ มนุษย์ทุกคนน่ะ มีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ แล้วสามเหลี่ยมห้าขั้นนี้ค่ะ มันจะไปทีละขั้น มันจะไม่มีการข้ามขั้น เพราะว่าเรานึกภาพว่ามันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะ ที่แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีกิน น้ำดื่มยังหาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้ เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มี เขาจะไปนึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียง ในสังคมไหม เขาคงไม่นึกล่ะ ตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อน ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้ค่ะ มันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะ ต้องการเหมือนกัน แล้วไปทีละขั้นเหมือนกัน ทุกคนไม่มีใครข้ามขั้นเลยนะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้น บางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น 2 เอาแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอล่ะ มีเงินใช้แต่ละวันก็พอล่ะ อันนี้คือชีวิตของเขา กับอีกคนหนึ่งเขาอาจจะ... ตอนนี้นึกถึงเรื่องของความประสบความสำเร็จมากกว่านี้ มีธุรกิจที่ใหญ่โตกว่านี้ก็ได้อยางนี้ค่ะ เพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้ แต่ทุกคนมี 5 ขั้นเหมือนกันทั้งนั้นนะคะ ซึ่ง 5 ขั้นตรงนี้ค่ะ ความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้ มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์ มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 5 ขั้นนี้ก็ตาม มันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลย ที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตให้รอดไม่ตาย อยู่ในสังคมที่อบอุ่นปลอดภัย ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการที่ได้รับการยอมรับในสังคม ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเงินใช้ ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเรียนต่ออย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นความต้องการจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้น แนวคิดมนุษยนิยมกับแนวคิดพฤติกรรมนิยม ที่เราพูดกันไปอันแรกจะคนละขั้วนะ มองกันคนละแบบ พฤติกรรมนิยม มองจากสิ่งจูงใจภายนอก คนเราทำเพราะว่ามีสิ่งจูงใจไงเราถึงทำ แต่มนุษยนิยม เราทำเพราะว่าเรามีความต้องการของเราเองเราถึงทำอย่างนี้ค่ะ คุยไปตั้งนานนะลืมขึ้น อันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ เมื่อกี้ไงอิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่า ครูก็เป็นนะ ที่ถ้าหิว... หิวข้าวน่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเลย ต่อให้มาเรียนอย่างไรมาแค่ตัว แต่ใจอยู่โรงอาหารล่ะอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตาม เราต้องอิ่มท้องก่อน เราต้องอยู่รอดก่อน เราถึงจะมีสมาธิทำสิ่งอื่นอย่างนี้ค่ะ ทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะ นี่คือ Needs ที่เราพูดถึงนะ ต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะ การรู้คิดนี่ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่พูดถึงว่าแรงจูงใจนี่ มันก็มาจากแรงจูงใจภายในเหมือนกันนะ เหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้นะคะ แต่เป็นแรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้ว คิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้มันดีหรือเปล่านะ ทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรไหมนะ ทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะ นี่เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" เราทำจะสำเร็จหรือจะล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ นี่คือการที่เราคิดวางแผน คิดด้วยการ... ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเอง ว่าเราจะทำ หรือเราไม่ทำดีนะ ทำแล้วมันจะสำเร็จไหม ทำแล้วมันจะล้มเหลวถ้ามันจะล้มเหลวนี่ มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้าง แล้วทำอย่างไรจะไม่ล้มเหลว ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จได้อะไรอย่างนี้ค่ะ ผ่านการคิดหมดเลยนะคะ ฉะนั้น มันก็เลยคนละมุมกับมนุษยนิยมเมื่อกี้ ที่มนุษยนิยมมันไม่ได้พูดถึงการคิด พูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไป แต่การรู้คิดนี่พูดถึงการที่เรา... ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเองนะ แล้วความคิดนี้เราคิดในการไตร่ตรอง ในใช้วิจารณญาณของเรา ในการที่เราจะวางแผนต่อ ว่าจะทำอะไรดีให้มันเวิร์ก ให้มันสำเร็จ จะทำอย่างไรดีให้มันไม่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะนะคะ เพราะฉะนั้น แนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะ เขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย ว่าเราจะทำอะไร แล้วทำอย่างไร ก็คือการวางแผนนะ คือทำอย่างไรเพื่อให้มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะ แล้วก็ค่อยมุ่งไปสู้เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ก็เหมือนที่เราปาเป้าใช่หรือเปล่า ยิงธนูอย่างนี้ค่ะ ว่านี่เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร เราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้าง อย่างนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะ ทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถามต่าง ๆ ล่ะ อันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลยนะคะ ถ้าเราจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอบตัวเอง หรือจะใช้เป็นเครื่องมือ ในการที่จะใช้ในการเรียนการสอนรู้จักนักเรียนของเรา เราจะได้วางแผนการสอนได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นล่ะนะคะ คนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จ ในเรื่องของการเรียนแตกต่างกัน บางคนมีมาก บางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีแบบทดสอบให้นะ เดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะ เดี๋ยวขอไปเนื้อหาให้จบก่อนนะคะ อันนี้คือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง เขาจะมีลักษณะแบบนี้นะ มีความรับผิดชอบ มีการวางมาตรฐานของตัวเองต้องทำอันนี้ถึงจะดีนะคะ มีการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ คือ ไม่ทำส่ง ๆ ไม่ทำไปเรื่อยอย่างนี้ ทำเพราะว่าเรามีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไร มีความพยายาม มีความอดทน มีการวางแผนระยะยาว วางแผนระยะยาว คือ ไม่ใช่แค่ว่าทำให้มันเสร็จวันนี้ แต่คือการมอง... มองทางกว้างนะ มองทางไกลอย่างนี้อีก 1 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 3 ปีจะอย่างไร อีก 5 ปีจะอย่างไร อย่างนี้ค่ะ เพื่อให้เรามีทิศทางที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น ได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ เป็นคนที่ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยานสูง มีความมุมานะในตัวเองสูง มีการที่ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลาอย่างนี้ค่ะ สิ่งเหล่านี้มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง คือ แรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จ เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็น... ลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจ เขาจะมีลักษณะแบบนี้อย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึง... แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่พูดถึงนี้ค่ะ มันก็จะช่วยทำให้เราเห็นตัวเองว่าแล้วเราล่ะ เรามีแรงจูงใจมาก-น้อยแค่ไหน ถ้ามันมีน้อยเกินไปเหมือนที่บอกว่ามันเป็นหางเสือใช่ไหมคะ มีน้อยเกินไป ไอ้เรือของเรานี่ มันก็คงใช้เวลานานมากเลยน่ะ กว่าจะแล่นไปถึงเป้าหมาย เราควรจะปรับตัวเองอย่างไร เราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไร เราควรจะมี... ทำตัวเองให้เป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่ว่าเรือลำนั้นของเรานี่ มันจะได้ใช้เวลาน้อยลงในการไปสู่เป้าหมาย แทนที่จะใช้เวลา 5 ปี ค่อยร่นระยะเวลาเป็น 4 ปีได้ไหมอะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดีมากขึ้นนะคะ ถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงนะคะ ต่อไปเป็นแนวคิดทางสังคม แนวคิดทางสังคมนี่ ก็คือให้ความสำคัญกับเรื่องของสังคม ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่ล่ะ แสดงว่าแรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะ มันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เกี่ยวเนื่องจากการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจะทำ หรือเราจะไม่ทำอะไรนี่ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไร เราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหม เราทำแล้วพ่อแม่จะภูมิใจไหม เราทำแล้วแฟนเราจะเห็นด้วยไหมอย่างนี้ค่ะ แสดงว่าแนวคิดทางสังคมนี่มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราล่ะ เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับ... ไม่ใช่สิ่งอื่นนะ เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับคนในชีวิตเราที่เราให้ความสำคัญกับพ่อแม่กับพี่น้อง กับอาจารย์กับเพื่อนกับแฟนกับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะ คนเหล่านี้จะมีผลสำคัญ มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตามนะคะ แนวคิดทางสังคมเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องของแรงจูงใจเหมือนกัน แต่เรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" เป็นเรื่องที่เราอยากจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่น เป็น... ให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเรา ที่เขาจะชอบ หรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" นะคะ เพราะฉะนั้น อันนี้จะสรุปให้เห็นว่า 4 แนวคิดที่เราพูดถึงนี่ เขาให้ความสำคัญแตกต่างกัน พฤติกรรมนิยมให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสำคัญ ก็คือเรื่องของสิ่งเร้า หรือตัวล่อนะคะ มนุษยนิยมให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงามของตนเอง เราทำเพราะเราต้องการ... ต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง แต่การรู้คิดให้ความสำคัญเรื่องของการคิด การวางเป้าหมาย การวางแผนในชีวิต เราทำเพราะว่าเรามีเป้าหมายของเราเอง เราวางแผนแบบนี้ เราก็เลยทำแบบนี้อย่างนี้ค่ะ ส่วนสังคมนี่ให้ความ... ความสำคัญกับเรื่องของสัมพันธภาพกับคนอื่น คนอื่นในที่นี้ คือคนที่มีความหมายของเราน่ะ ณ เวลานั้นอาจจะเป็นพ่อแม่ ณ เวลาอีกเวลาหนึ่งอาจจะเป็นเพื่อน ณ ตอนนี้อาจจะเป็นคุณครู ตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะ ขึ้นอยู่ว่าในช่วงชีวิตนั้นน่ะ ใครมีความสำคัญกับชีวิตเขา เขาก็เลยอยากจะสร้างสัมพันธภาพกับคนนั้นที่ดีอย่างนี้ค่ะ ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาพอใจ ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วยในสิ่งที่เราจะทำอย่างนี้ค่ะ 4 แนวคิดคนละแบบเลยนะคะ หัวข้อที่ 2 ก็คือเรื่องของกระบวนการที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะ ก็คือว่ามันมีอยู่ 2 อัน ต้องพูดถึงประเภทของแรงจูงใจก่อนนะ มันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจภายนอก เมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบางส่วนนะคะ แรงจูงใจภายในก็มาจากตัวเองน่ะ มีความต้องการอะไร มีความอยากรู้อยากเห็นอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน เราก็ทำเพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับตัวเราล้วน ๆ เลย แต่แรง... การจูงใจภายนอก ก็คือเกิดจากข้างนอกมากระตุ้น เกิดจากสิ่งเร้าใช่หรือเปล่า เกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้น หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มากระตุ้นก็ได้อย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "การจูงใจภายนอก" นะคะ ฉะนั้น ในฐานะของครูแรงจูงใจภายนอกของเรา ที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ของเราได้ มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพนะ ที่เด็กเห็นใช่ไหม คุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดี ครูคนนี้เป็นคนที่สวย ครูคนนี้เป็นคนที่เราเล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคลิกภาพของครูที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำใช่ไหม ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก เกิดความประทับใจ เกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะ แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จในการทำงานก็ได้ เด็กทำแล้วก็ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น เด็กทำแล้วได้รับคำชม ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้อง ได้รับการยอมรับอย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นการจูงใจภายนอกที่ช่วยกระตุ้นให้เขาทำได้นะคะ เมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอก ภายในที่เราพูดถึงนะคะ สรุปแล้วถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดเมื่อกี้ใช่หรือเปล่า ถ้าเป็นแรงจูงใจภายใน ก็เป็นเรื่องของมนุษยนิยมกับการรู้คิดล้วน ๆ เลยนะคะ ส่วนแรงจูงใจภายนอกก็เป็นเรื่องของอิทธิพลภายนอกนะ รางวัลการลงโทษก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้นแรงจูงใจภายในได้นะคะ ก็คือ 1. ตัดสินใจแล้วก็เลือกด้วยตัวเอง แสดงว่าผู้เรียนนี่ จะมีโอกาสในการเลือกมากกว่าถูกควบคุมถูกหรือเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกล่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรล่ะ ตัวเขาเองน่ะ เขาต้องรู้สึกว่าเขามีโอกาสที่จะเลือก เขาทำ... ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ อันนี้เขา... มันต้องเกิดจากตัวเขาเอง แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับ ถูกควบคุมให้ทำ หรือถูกสั่งให้ทำอย่างนี้ค่ะ ส่วนที่ 2 คือประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นแปลว่าอะไรนะ ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นในที่นี้ แปลว่าทำแล้วเขาสนุก ทำแล้วเขามีความสุข วาดรูปนี่วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลย ฟังเพลงแล้ว Happy มีการนึกถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดกำลังใจ รู้สึกฮึกเหิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความไหลลื่น" ฉะนั้น อะไรก็ตามที่ทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดี หมายถึง ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วเกิดกำลังใจ ทำแล้วมีประสบการณ์มากขึ้นอะไรอย่างนี้ค่ะ เขาก็จะทำเพราะเขารู้สึกดีอย่างนี้ อันนี้คือความลื่นไหลนะคะ อันที่ 3 คือ สนใจ ทำแล้วเรารู้สึกสนใจ สนใจในที่นี้ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะ ทำแล้วมันรู้สึกตัวเองสงบ ทำแล้วไม่ต้องวุ่นวายกับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะ เราก็จะทำต่อ อันที่ 4 คือการรู้คิดและความรับผิดชอบต่อตนเอง หมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะ มันจะมีผลดีกับชีวิตเราอย่างไร เราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้ ตั้งใจทำงานมันจะทำให้เรามีคะแนนมาก ๆ อย่างนี้ค่ะ นี่มันเกิดจากการรู้คิดและรับ... รับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะ ทำให้เรามีความพยายาม ทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ 4 อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายใน ที่เกิด... ที่เกิดจากตัวเราเองนะคะ อันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึงเมื่อกี้นะคะ ทำแล้วสนุกก็จะทำต่อ ทำแล้วน่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะ ทำแล้วมันไม่น่าสนใจเราก็เลิกทำ แล้วยิ่งทำแล้ว... ทำแล้วเราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำอย่างนี้ค่ะ ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าแยก ก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นน่ะ มันมีความท้าทายท้าทายให้เราทำ แล้วเราก็รับรู้ว่าเราก็มีความสามารถนะ เราก็เก่งพอที่จะทำได้เหมือนกัน เราก็รู้สึกท้าทายแล้วก็อยากจะลองทำดูสิ อยากจะลงมือทำดูสิอย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อยท้าทาย อย่างเช่น เราเคยเรียนมาแล้วน่ะ 1 บวก 1 เท่ากับ 2 น่ะ โตป่านนี้แล้วใครก็ต้องรู้สิว่า 1 + 1 = 2 2 + 2 = 4 อย่างนี้มันไม่ท้าทายสำหรับเราแล้ว มัน... มันเบ ๆ มันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะ มันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อก็ฉันรู้แล้วน่ะ ฉันเคยดูมาแล้วน่ะ ฉันเคยเห็นมาแล้วมันก็จะน่าเบื่ออย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นก็มีความท้าทายต่ำนะ แต่ผู้เรียนเขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอ เขาก็มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ มันก็จะยิ่งทำให้ตัวเขาไง ตัวเขามีทักษะที่ต่ำใช่หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ต่อให้มันมีความท้าทาย หรือไม่ท้าทายอะไรก็ตาม ก็ไม่อยากเรียนน่ะ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูง แต่ว่าคนที่ทำน่ะมีทักษะต่ำ คือ ไม่เก่งน่ะ ไม่... ไม่รู้สิ่งนั้นอย่างนี้ ก็จะเกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวลง่าย อย่างเช่น ว่าจะให้ไปสอนเรื่อง Calculus อย่างนี้ มันท้าทายมากเลยนะ Calculus มันยาก แต่เราไม่เคยเรียน Calculus เลย ฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะ เรียนมา 5 รอบแล้วยังไม่เข้าใจเลยจะไปสอนคนอื่นได้อย่างไรนะอย่างนี้ เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวลล่ะ ว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะ เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไหมน่ะ นี่คือความวิตกกังวลนะคะ เพราะฉะนั้น ความไหลลื่นที่พูดถึงนี่ มันก็จะมีทั้งความไหลลื่นที่ไปฉิวเลยใช่ไหม อยากทำสนุกที่ได้ทำมันท้าทายนะ มันน่าเล่นนะ มันน่าตื่นเต้นนะอย่างนี้ค่ะ ความไหลลื่นมันก็จะเป็นความไหลลื่นที่มากขึ้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อ มีความไม่สนใจที่จะทำ มีความวิตกกังวลนี่ แสดงว่าความไหลลื่นมันก็มีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นส่วนที่จะทำให้คนเกิดแรงจูงใจที่จะทำ หรือไม่ทำในการเรียนนะคะ อันนี้นะ อันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะ ว่าถ้าเราสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ เราสนใจเรื่องนั้นมาก ๆ อยากจะทำมาก ๆ อย่างนี้ เราก็จะมีความตั้งใจใส่ใจทำอยู่แล้วต่อให้เราไม่เคยทำก็ตาม ต่อให้มันยากก็ตาม ต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม แต่มันน่าสนใจน่ะ มันพิเศษสำหรับเราน่ะ ถ้าเราทำได้เราเจ๋งมากเลยอย่างนี้ค่ะ มันจะทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำ ใส่ใจที่จะ... ตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อตัวเอง" นะคะ ทีนี้โรงเรียนน่ะค่ะ มักจะใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรง เราจะเห็นนะ ในยุคหลัง ๆ นี่จะเยอะมากเลยนะ ว่าใครที่สอบติดแพทย์ โอ้โห มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลย เด็กชายตะวัน... เด็กชายตะวันฉาย ได้สอบติดแพทย์อย่างนี้ค่ะ ขึ้นเลยชื่ออะไร หน้าตาแบบนี้ เรียนจบชั้นไหนอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือ แรงจูงใจภายนอกที่มันจะทำให้... ถามว่ามีข้อดีไหม มันก็มีข้อดีตรงที่มันคือการเสริมแรงใช่ไหมคะ เขารู้สึกว่าภาคภูมิใจได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะ แต่ข้อเสียมันก็อาจเกิดขึ้นได้ว่ามันเกิดการเปรียบเทียบ แล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะ เราสอบ... เราสอบติดครุศาสตร์เราไม่เก่งหรือ คนเป็นแพทย์เท่านั้นเหรอ ถึงจะได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน เราสอบติดครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ไม่ได้รับการชื่นชมหรือ เราไม่เก่งใช่ไหมอย่างนี้ค่ะ เกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะ เพราะฉะนั้น การทำแบบนี้ค่ะ มันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เหมือนกันการที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง แม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตามอย่างนี้ค่ะ เก่งมากเลยตอบคำถามถูกด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วคนอื่นที่เขาตอบไม่ถูกน่ะ ไม่เก่งเหรอ เกิดการเปรียบเทียบล่ะ เขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว เราไม่เก่งพออะไรอย่างนี้ ก่อนหน้านี้ถามมา 5 คนไม่มีใครตอบได้เลย พอถามคนที่ 6 คนที่ 6 ตอบได้ปรบมือให้คนที่ 6 หน่อย แล้ว 5... 5 คนก่อนหน้านั้นน่ะ ไม่ได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการขอบคุณ ไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้วอะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น เรื่องของแรงจูงใจภายนอก ถ้าเราจะใช้นี่ให้นึกถึงผลกระทบที่มันเกิดขึ้นด้วยนะคะ เหมือนกัน เหมือนที่เมื่อกี้ในรูปที่มีแคร์รอตใช่ไหม มีแคร์รอตห้อยอยู่อย่างนี้ค่ะ เราก็ต้องวิ่งตาม ๆ วิ่งตามแคร์รอตเพราะว่าเราอยากจะได้แคร์รอตนั้น อยากจะได้เงินก้อนนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าคนที่มันวิ่งตาม ๆ วิ่งตาม แล้วก็ทำเพื่อที่จะได้แคร์รอตทำเพื่อที่จะได้เงินที่เขาต้องการ แล้วคนที่เหลือที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะ อย่างนี้มันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะต้องนึกถึงด้วยเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น ในห้องเรียนของเรานะคะ ให้เป็นครูเราสามารถลดผลกระทบได้ไหม ลดได้ก็คือว่าพยายามลดการแข่งขันให้ได้มากที่สุดนะคะ ต่อให้เขาทำไม่ได้ ต่อให้เขาตอบไม่ได้ เราก็ชมเขาแต่เราไม่ได้ชมแบบไม่จริงใจนะ แต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำ เพราะฉะนั้น การให้รางวัลการเสริมแรงอย่างนี้ค่ะ คือเราไม่ได้ให้รางวัลหรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำได้ดี แต่เราให้รางวัลให้ความ... การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ ในสิ่งที่เขาพยายามทำแม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตาม อันนี้คือ... คือข้อดีที่เขากำลังโชว์ให้เราเห็นว่าเขาได้พยายามแล้ว เขาได้ตั้งใจแล้วเพียงแต่ทำไม่ได้แค่นั้นเองอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การลดการแข่งขัน การสร้าง... สร้างความเป็นกันเองในห้องเรียนนี่ค่ะ เลยเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะ ถ้าเกิดว่าบรรยากาศ ถ้าพูดถึงบรรยากาศนะ บรรยากาศยังไม่มีความเป็นกันเอง มันยังมีการแข่งขันมีการเปรียบเทียบ ต่อให้สิ่งที่เราสอนมันดีแค่ไหนก็ตาม เนื้อหาที่เราสอนมันเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตาม เจ๋งแค่ไหนก็ตามนักเรียนก็จะไม่รับล่ะ เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่ มันไม่โอเค ครูคนนี้มีพฤติกรรมที่ 2 มาตรฐานอย่างนี้ค่ะ มันก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้นะคะ พูดถึงเมื่อกี้นะ พูดถึงเรื่องการรู้คิดใช่ไหมคะ ที่มีความ... ที่คนเราจะมีความสามารถในการคิดเอง มีการนึกถึงสาเหตุที่ได้เกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ ก็คือการมุ่งหาสาเหตุของ... ของสิ่งนั้น เดี๋ยวก่อนนะ อันนี้มันบัง การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะ ว่าเราทำแล้ว... เพราะอะไร ทำแล้วมันจะเกิดผลกระทบอย่างไร อย่างนี้เขาเรียกว่า "การอนุมานถึงสาเหตุ" ที่มันจะเกิดขึ้นนะคะ อันนี้คำถามง่าย ๆ นะ ไม่ถามพวกเราละ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คำถามเช่นว่า ตอนที่เราสอบ Midterm ที่ผ่านไปเราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะ ไม่ต้องตอบนะ ทุกคนตอบตัวเองไม่ต้องตอบครู นึกถึง... เราได้คะแนน Midterm สอบไปมันได้น้อยเพราะอะไรนะ อ่านหนังสือไม่พอ หรือไม่ได้อ่าน หรือไปนั่งเดาในห้องสอบ ทำไม่ทันเวลามันน้อยอะไรอย่างนี้ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คือหาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร พอเราหาสาเหตุได้แล้วนี่ค่ะ เราก็จะได้รู้ว่าเราจะควบคุมจัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ นี่คือการอนุมานสาเหตุนะ ถ้าเกิดว่าสมมุติเราตีเป็นตารางอย่างนี้ค่ะ การอนุมานสาเหตุ ก็คือว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะ มันอยู่ที่ภายนอกภายในน่ะ ที่มันทำให้เราได้คะแนนน้อยสอบได้ไม่ดี แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือเราจะยังทำเหมือนเดิม ต่อไป ก็คือเราจะควบคุมและจัดการมันได้ไหม เราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไร เราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ เพราะฉะนั้น งานชิ้นแรก ที่ครูจะโพสต์ไว้ใน Classroom ให้กับเรานะ ก็คือเรื่องนี้เลยค่ะ ให้... ชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุของตัวเอง ว่าคะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร อันนี้คือคำถามโจทย์คะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร ครูจะให้เราอนุมานสาเหตุของตัวเองโดยการตีตารางแบบนี้ 3 ช่องนะคะ ดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่มันอยู่ภายในหรือภายนอก ภายในมันเกิดจากตัวเราเอง ภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่น ตัวเราเองคืออะไร ถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่นเกิดจากอะไรอย่างนี้ค่ะ ช่องที่ 2 คือเราจะทำเหมือนเดิมไหม หรือเราจะเปลี่ยนแปลง ช่องที่ 3 คือ แล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไร จะควบคุมจัดการได้ไหม เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ นี่คือโจทย์นะคะ เพราะฉะนั้น การที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะ มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถรับรู้ความสามารถของตัวเองได้ ว่าเรามีความสามารถมาก-น้อยแค่ไหน ถ้าเราเห็นว่าจริง ๆ สาเหตุมันเกิดจากตัวเราเองที่เราเตรียมตัวมาไม่ดีพอ สมุมตินะ เราจะได้เห็นว่าจริง ๆ เรามีความสามารถมากกว่านั้นนะ ที่เราจะปรับปรุงมันให้ดีขึ้น อันนี้คือการรับความสามารถของตัวเอง ว่าเรามีมากหรือมีน้อยในการทำสิ่งนั้นนะคะ ฉันทำได้ ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะ คือเรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะ ต่อไป คือการตั้งเป้าหมาย อันนี้การรู้คิดแล้วนะ การรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะ การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และก็การควบคุมตัวเองนะคะ การที่เราจะตั้งเป้าหมายทำสิ่งอะไรก็ตามนี่ เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจง ให้มันชัดเจนไปเลย ว่าเราจะมุ่งไปไหน แล้วการตั้งเป้าหมายให้ดี ก็คือว่าในการวางแผนนั้นน่ะ ควรจะวางแผนในระยะใกล้ ๆ ก่อนนะคะ เพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะ ไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรด A สมมุติวิชานี้นะ หนูอยากจะเรียนได้เกรด A อย่างนี้ค่ะ แต่หนูไปวางแผนว่าเดี๋ยวอีก 2 ปี เราจะทำอะไรบ้าง อีก 2 ปีค่อยมาลงเรียนใหม่ อีก 2 ปีค่อยมาตั้งใจเรียนอีกทีหนึ่งอย่างนี้ อันนี้มันไกลไป ฉะนั้น เราอยากจะได้เกรด A วิชานี้ ระยะเวลาของเราก็มีครึ่งเทอมที่เหลือใช่ไหมคะ ว่าเราจะทำอย่างไรบ้าง อันนี้คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ที่เหมาะสม กับสิ่งที่เราวางแผนเป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้นะคะ ฉะนั้นข้อที่ 2 เมื่อกี้ข้อแรก อันนี้ข้อที่ 2 ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรา ซึ่งในระยะ... ในระยะ 1 ปีนี้แล้วกัน ในระยะไม่ใช่ 1 ปี ในระยะที่เหลือก่อนสิ้นปีก่อนถึงธันวาคมนี้ค่ะ เรามีเป้าหมายในชีวิตเราอะไร เอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะ หลัก Smart ที่พูดถึงนี้ค่ะ S-M-A-R-T นี่ Smart S แรก ก็คือมันจะต้อง Specific ก็คือเป้าหมายนั้น จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง ว่าอะไรคืออะไร ให้มันชัดเจนไปเลย อย่างเมื่อกี้ที่ครูบอกวิชานี้อยากจะได้ A นี่คือการเฉพาะ... เฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะ ว่าวิชาจิตวิทยาสำหรับครูเราจะต้องเอา A ให้ได้ อันนี้คือเจาะจงกันไปเลยว่าคืออะไร ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ นะคะ M ก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า... ว่าเราสำเร็จแล้ว อยากได้เกรด A วิชานี้เราจะรู้ได้อย่างไร รู้จากคะแนน เกรด A คือ 80 ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะ สามารถวัดได้ 75 คือ B+ 70 คือ B อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือเกณฑ์ที่เขามีใช่ไหม แสดงว่ามันสามารถวัดได้จากคะแนนที่เรามี คะแนนเก็บเรามีเท่าไร ขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะ คือสามารถวัดได้ A คือ... A คือมันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหม สามารถบรรลุได้ไหมอย่างนี้ค่ะ R คือ Realistic อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แสดงว่าถ้าการที่เราจะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ มันจะต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝันเฟื่อง ฝันกลางวันไกลจากชีวิตเราอย่างนี้ค่ะ อยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงล่ะ ว่าตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่เราไปนึกฝันว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่ 1 แล้วเป็นเศรษฐีถูก 30 ล้านอย่างนี้ อันนี้ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริงล่ะใช่ไหมคะ T สุดท้าย T ก็คือ Timely อยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริงเกิดขึ้นได้ เมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ว่าวางแผนอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าฉันจะได้เกรด A วิชานี้อย่างนี้ มันไม่สอดคล้องกันล่ะนะคะ ฉะนั้นข้อที่ 2 ที่ครูจะให้ทำ ก็คือว่าอยากจะให้เราตั้งเป้าหมายในชีวิตเราสัก 1 เรื่อง โดยใช้หลัก SMART นี้ล่ะ ในการตั้งเป้าหมายนั้นดูสิว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นน่ะค่ะ ใน 1... ก่อนถึงสิ้นปีนี้ เป้าหมายที่เราตั้งไว้มันอยู่ในหลัก SMART ไหม มัน Specific ไหม มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหม สามารถวัดได้ไหมอย่างนี้นะคะ ทีนี้ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหม ที่เขาพูดถึงว่าสัมพันธภาพของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่ มันสำคัญนะมันส่งผลต่อการตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไรของ... ของมนุษย์คนนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลานั้นใครเป็นคนให้... เป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะ พ่อแม่ใช่หรือเปล่า หรือแม้แต่การเลี้ยงดูกลุ่มเพื่อน ครู ครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขา อย่างที่เราคุยมาตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตัวครูเองนี่ค่ะ ก็เป็นแรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้ มีบุคลิกภาพแบบไหน แต่งกายแบบไหน มีการพูดจาแบบไหน มีการวางตัวแบบไหนอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้ เรากระทำอย่างดีเป็บตัวแบบที่ดีแล้วนี่ เขาก็จะเต็มใจที่จะเรียนรู้กับเรา เรียนรู้... เต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครูรัตนาพรอย่างนี้ เพราะว่าเรียนกับครูรัตนาพรแล้วสบายใจ ครูรัตนาพรเข้าใจเรา ครูรัตนาพรไม่ได้ดุด่าเราอย่างไร้เหตุผลอย่างนี้ค่ะ ครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้ เป็นบุคลิกภาพที่เราแสดงออกที่เราเป็น เพื่อให้เขารับรู้ว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะ มันเป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะ หมดแล้วเนื้อหา สรุปแล้วการบ้านที่ครูจะให้ทำนะ มีอยู่ 2 อันใช่ไหมคะ มีการตั้งเป้าหมายของเรานะคะ โดยใช้หลัก SMART เป้าหมายแค่ 1 เรื่องนะคะ อันที่ 2 ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุของเรา ด้วยโจทย์ที่ว่า คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไรนะคะ ในออนไลน์มีคำถามอะไรไหม หรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะสั่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ (อาจารย์) ขา เดี๋ยวแป๊บ... แป๊บหนึ่งนะลูก เดี๋ยวครูขอเพิ่มเสียงก่อน (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่ง... งานลง LINE อีกทีไหมครับ ประมาณว่าสั่งงานน่ะครับ (อาจารย์) ครับ ครูเพิ่มเสียงแล้ว ขออีก... ขออีกทีหนึ่ง ขออภัยพูดอีกรอบนะลูก (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะสั่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ เพราะว่ากลัวผมลืมน่ะครับ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวครูจะ... จะโพสต์โจทย์ลงไปให้ใน Classroom ทั้ง 2 ข้ออีกทีหนึ่งนะ เพื่อให้เราเข้าใจว่าคืออะไร ทำอะไรบ้างนะคะ (นักศึกษาชาย) ก็คืองาน... งานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่งนี่ ก็คือใน Classroom หมดเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ ใช่ แม้แต่ตัว PowerPoint ครูก็โพสต์ใน Classroom ไว้ให้แล้ว (นักศึกษาชาย) จนจบ... จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่หรือเปล่าครับอาจารย์ (อาจารย์) อ๋อ จนจบเทอมเลยไหม ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้น Classroom ที่ให้เราเข้า ก็คือเป็นช่องทางสำหรับการส่งงาน ครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่น ไม่รับทาง LINE ไม่รับทางอีเมลนะ ให้เราส่งใน Classroom เท่านั้นนะคะ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวไปปักหมุดไว้ใน LINE อีกทีหนึ่งนะ ที่ลิงก์ของการเข้า Classroom นะคะ ใครยังไม่ได้เข้าก็ให้... ให้เข้านะ เพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้น่ะค่ะ จะส่งผ่าน Classroom หมดเลย มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ เอาอย่างนี้ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติมแล้ว ก็สามารถออกจากห้องได้นะคะ แล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้ เดี๋ยวครูจะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อยปิดห้องนะ โอเค (อาจารย์) ขา ๆ จ้ะ ๆ (นักศึกษาหญิง) ไม่เช็ก... เช็กชื่อหรือคะ (อาจารย์) ไม่เช็กชื่อค่ะ ครู... เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง ครู... เดี๋ยวอย่าเพิ่งออกนะ ครูขอแคปหน้าจอครูก่อน โอเค ครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เช็กชื่อแล้ว พวกเราออกห้องได้นะคะ มีคำถามอยู่รอถามครูได้จ้ะ คาบหน้า คาบหน้าเราเรียน On Site นะคะ เจอกันในห้องเรียนกับบทที่ 8 นะจ๊ะ สวัสดีทุกคนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ (อาจารย์) จ้า สวัสดีค่ะ (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ