﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.011 --> 00:00:12.011

4
00:00:12.015 --> 00:00:16.015
(อาจารย์สุรีย์พัชร)  สวัสดีค่ะ ทุก ๆ คนค่ะ สวัสดีค่ะ

5
00:00:16.019 --> 00:00:20.019
c

6
00:00:20.021 --> 00:00:24.021
อาจารย์ถามงานก่อนได้ไหม

7
00:00:24.024 --> 00:00:28.024
งานที่เลือกกันไว้ของกลุ่มที่ 1 และ

8
00:00:28.026 --> 00:00:32.026
กลุ่มที่ 2

9
00:00:32.027 --> 00:00:36.027
1 กับ 2 ติดปัญหาอะไรหรือไม่คะ

10
00:00:36.030 --> 00:00:40.030
มีใครอยากจะถามไหม

11
00:00:40.032 --> 00:00:44.032
ถ้ากลัวว่าอาจารย์ฟัง

12
00:00:44.034 --> 00:00:48.034
ไม่รู้เรื่อง หนูเขียนก็ได้นะคะ เขียนลงไปในกลุ่มก็ได้

13
00:00:48.036 --> 00:00:52.036
ถามลงไปในกลุ่มได้เลย

14
00:00:52.037 --> 00:00:56.037
นะคะ เขียนเข้าไปในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ อาจารย์จะได้ทราบว่าหนูติดปัญหา

15
00:00:56.039 --> 00:01:00.039
อะไร เพราะว่าสัปดาห์หน้าใช่ไหมคะ

16
00:01:00.041 --> 00:01:04.041
สัปดาห์เราถึงจะนำเสนอกัน

17
00:01:04.043 --> 00:01:08.043

18
00:01:08.043 --> 00:01:12.043

19
00:01:12.046 --> 00:01:16.046

20
00:01:16.048 --> 00:01:20.048

21
00:01:20.051 --> 00:01:24.051

22
00:01:24.053 --> 00:01:28.053

23
00:01:28.055 --> 00:01:32.055

24
00:01:32.061 --> 00:01:36.061

25
00:01:36.066 --> 00:01:40.066

26
00:01:40.069 --> 00:01:44.069

27
00:01:44.071 --> 00:01:48.071

28
00:01:48.077 --> 00:01:52.077

29
00:01:52.081 --> 00:01:56.081

30
00:01:56.084 --> 00:02:00.084

31
00:02:00.087 --> 00:02:04.087

32
00:02:04.089 --> 00:02:08.089

33
00:02:08.091 --> 00:02:12.091

34
00:02:12.094 --> 00:02:16.094

35
00:02:16.096 --> 00:02:20.096

36
00:02:20.099 --> 00:02:24.099

37
00:02:24.103 --> 00:02:28.103

38
00:02:28.105 --> 00:02:32.105

39
00:02:32.106 --> 00:02:36.106
ไม่เป็นไรหนูดูที่หน้าจอก่อนนะคะ ดูที่หน้าจอ

40
00:02:36.111 --> 00:02:40.111
จำได้ไหมที่อาจารย์เคยบอกครั้งแรกว่า

41
00:02:40.113 --> 00:02:44.113
เข้ามาถึงปุ๊บ จะเป็นการ Pop up หน้าจอ

42
00:02:44.114 --> 00:02:48.114
ที่ Popup ขึ้น อันนี้เป็น Eye Droper

43
00:02:48.116 --> 00:02:52.116
Update นะคะตัวนี้ อาจารย์ไม่ได้เปิดเลย

44
00:02:52.118 --> 00:02:56.118
นะคะ อาจารย์ไม่ได้เปิด อาจารย์เปิดแค่ตัว Drive

45
00:02:56.120 --> 00:03:00.120
ของ HCI ที่อาจารย์สอนพวกหนู แต่ตัวที่ Pop up

46
00:03:00.121 --> 00:03:04.121
ขึ้นมาตัวนี้ โดยปกติแล้วนะคะ ตัวใดก็ตามที่ Pop Up ขึ้นมา

47
00:03:04.123 --> 00:03:08.123
มันจะมีเป็นลักษณะของเป็นดาบ 2 คมเลย ถ้าหนู

48
00:03:08.124 --> 00:03:12.124
กดโดยที่หนูไม่อ่าน อาจเสียเงินได้

49
00:03:12.125 --> 00:03:16.125
เมื่อหนูทำการ Login แล้ว เวลาที่หนู Login เสร็จ

50
00:03:16.125 --> 00:03:20.125
ใบเสร็จกับหนูในอีเมล แล้วถ้าหนูไม่ทำการ

51
00:03:20.127 --> 00:03:24.127
จ่าย ก็จะมีคนตามล่านะคะ

52
00:03:24.129 --> 00:03:28.129
เป็นคล้ายกับตำรวจทางไอทีพวกนี้

53
00:03:28.131 --> 00:03:32.131
อันนี้แนะนำเลยนะคะ ถ้า pop up อะไรขึ้นมา

54
00:03:32.133 --> 00:03:36.133
กดออกได้เลยนะคะ กดกากบาทได้เลยนะคะ

55
00:03:36.137 --> 00:03:40.137
เราไม่ได้ตั้งใจเปิดเราก็ไม่ต้องดูค่ะ

56
00:03:40.140 --> 00:03:44.140
ดูในสไลด์นะคะ

57
00:03:44.141 --> 00:03:48.141

58
00:03:48.142 --> 00:03:52.142
ครั้งที่แล้วเรารู้โครงสร้างของ HCI

59
00:03:52.147 --> 00:03:56.147
นะ เรารู้ว่าองค์ประกอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

60
00:03:56.149 --> 00:04:00.149
คราวนี้เราจะมารู้เลย ว่าความสามารถ

61
00:04:00.150 --> 00:04:04.150
และพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้คอมพิวเตอร์

62
00:04:04.151 --> 00:04:08.151
เราจะทำอย่างไร เอาแล้ว

63
00:04:08.153 --> 00:04:12.153
เด็ก ๆ ทุกคน

64
00:04:12.156 --> 00:04:16.156
เป็นมนุษย์ อาจารย์ขออนุญาตยืนนะคะ

65
00:04:16.158 --> 00:04:20.158
เห็นชัดอยู่นะลูกนะ เห็นชัดอยู่นะ

66
00:04:20.160 --> 00:04:24.160

67
00:04:24.162 --> 00:04:28.162
เห็นนะ เป็นห่วงว่าเด็กไม่เห็น

68
00:04:28.166 --> 00:04:32.166
มีความเป็นห่วง ครั้งที่เราใครจำได้

69
00:04:32.168 --> 00:04:36.168
ไหมคะ ว่า HCI ย่อมาจาก

70
00:04:36.169 --> 00:04:40.169
อะไร H คืออะไร C คืออะไร แล้ว I

71
00:04:40.171 --> 00:04:44.171
คืออะไร

72
00:04:44.172 --> 00:04:48.172
ตรงตัวเป๊ะ คำตอบ ข้อแรกอยู่ที่หน้าจอ

73
00:04:48.175 --> 00:04:52.175
คำตอบตัวที่ 2

74
00:04:52.177 --> 00:04:56.177
เป็นในลักษณะของการติดตามสื่อสาร

75
00:04:56.178 --> 00:05:00.178
คำตอบตัวที่ 3 คือสิ่งที่อยู่ขา

76
00:05:00.179 --> 00:05:04.179
เขาเรียกว่าอะไร HCI

77
00:05:04.182 --> 00:05:08.182
ตรงตัวเลยลูก แปลว่าอะไร ใครตอบได้ยกมือได้เลยนะคะ

78
00:05:08.184 --> 00:05:12.184
ยกมือขึ้นมาเลย

79
00:05:12.185 --> 00:05:16.185
ผิดถูกไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์อยากได้ความกล้าเฉย ๆ

80
00:05:16.187 --> 00:05:20.187
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ ไม่เป็นไรลูก

81
00:05:20.190 --> 00:05:24.190
เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้

82
00:05:24.193 --> 00:05:28.193

83
00:05:28.195 --> 00:05:32.195
ได้ไหมคะ H คืออะไรลูก H H

84
00:05:32.197 --> 00:05:36.197
H H

85
00:05:36.199 --> 00:05:40.199
คืออะไรคะ

86
00:05:40.200 --> 00:05:44.200

87
00:05:44.207 --> 00:05:48.207

88
00:05:48.209 --> 00:05:52.209
ในหน้าจอเขียนว่าอะไรลูก

89
00:05:52.211 --> 00:05:56.211
บรรทัดแรก H

90
00:05:56.212 --> 00:06:00.212
อ่านว่าอะไรคะ

91
00:06:00.215 --> 00:06:04.215
ใครอ่านได้หนูยกมือเลยลูก ใครตอบ

92
00:06:04.217 --> 00:06:08.217
ได้หนูยกมือเลยลูก ยกมือ แล้วบอกว่า H คือ

93
00:06:08.219 --> 00:06:12.219
นี่คือ นี่คือคำตอบของตัว H ตัวแรกเลย

94
00:06:12.221 --> 00:06:16.221

95
00:06:16.223 --> 00:06:20.223
ยกมือได้เลยนะคะ ยกมือขึ้นเลย

96
00:06:20.225 --> 00:06:24.225
ใครได้ยกมือเลยค่ะ

97
00:06:24.227 --> 00:06:28.227
นี่คือคำตอบค่ะ นี่ H

98
00:06:28.229 --> 00:06:32.229

99
00:06:32.231 --> 00:06:36.231

100
00:06:36.233 --> 00:06:40.233
โอเคค่ะ

101
00:06:40.235 --> 00:06:44.235
Human โอเค

102
00:06:44.237 --> 00:06:48.237
Human คราวนี้ถ้า I ล่ะ

103
00:06:48.238 --> 00:06:52.238
เป็นการติดต่อ

104
00:06:52.240 --> 00:06:56.240
I คือการติดต่อลูก อันนี้คือพื้นฐาน

105
00:06:56.241 --> 00:07:00.241
ทางภาษาอังกฤษนิดหนึ่งนะ

106
00:07:00.242 --> 00:07:04.242
มีคำอะไรบ้างคะ ที่ใช้คำว่า "การติดต่อ"

107
00:07:04.244 --> 00:07:08.244
Inter อะไรเอ่ยลูก

108
00:07:08.244 --> 00:07:12.244
Inter... Intersection

109
00:07:12.246 --> 00:07:16.246
เป็น... ไม่ใช่ลูก มันเป็นการแทรกแล้ว Inter...

110
00:07:16.248 --> 00:07:20.248

111
00:07:20.249 --> 00:07:24.249
เวลาที่หนูคุยไลน์ เวลาที่หนูคุยไลน์

112
00:07:24.250 --> 00:07:28.250
หนูกดวิดีโอคอล นั่นแหละค่ะ คือการอะไรลูก

113
00:07:28.253 --> 00:07:32.253

114
00:07:32.255 --> 00:07:36.255
เวลาที่หนูคุย LINE LINE จะมีการโทรใช่ไหมคะ

115
00:07:36.256 --> 00:07:40.256
มีโทร กับวิดีโอคอล เวลาที่หนูกด

116
00:07:40.257 --> 00:07:44.257
วิดีโอคอลปั๊บหนูเห็นอะไรคะ

117
00:07:44.259 --> 00:07:48.259

118
00:07:48.261 --> 00:07:52.261
เห็นหน้าตัวเอง ถ้าปลายทางเขา

119
00:07:52.264 --> 00:07:56.264
ไม่ได้เปิดกล้องใช่หรือไม่ เป็นการรอคอย

120
00:07:56.266 --> 00:08:00.266
ให้เขาเปิดกล้องนั่นคือการติดต่อสื่อสาร เขา

121
00:08:00.266 --> 00:08:04.266
กำลัง Connect หาค่ะ เขากำลัง Co

122
00:08:04.268 --> 00:08:08.268
คุณ ๆ ๆ เปิดกล้องสิ เรา

123
00:08:08.270 --> 00:08:12.270
เปิดกล้องแล้วนะ อย่างนี้ เมื่อปลายทางเปิด

124
00:08:12.270 --> 00:08:16.270
กล้องปุ๊บ การ Interface เกิดขึ้น

125
00:08:16.271 --> 00:08:20.271
i คือ การ Interface Human

126
00:08:20.273 --> 00:08:24.273
Interface คราวนี้ตัว C

127
00:08:24.274 --> 00:08:28.274
เพราะ HCI หลักการ

128
00:08:28.276 --> 00:08:32.276
คนเกิดการติดต่อสื่อสาร

129
00:08:32.277 --> 00:08:36.277
แล้ว C คืออะไรลูก

130
00:08:36.279 --> 00:08:40.279
Connect ใช่ค่ะ หรือ Communication นั่นเอง

131
00:08:40.281 --> 00:08:44.281
ทำอย่างไรให้คนสามารถที่จะ Interface

132
00:08:44.282 --> 00:08:48.282
ถึงกันและกันได้ จนส่งผลทำให้ เขาเลยมี

133
00:08:48.283 --> 00:08:52.283
เส้นในการเชื่อมต่อ ถูกไหมคะ มีการเชื่อมต่อ

134
00:08:52.285 --> 00:08:56.285
อยู่ด้านบน เราไม่รู้หรอกค่ะ ว่า ณ เวลานี้

135
00:08:56.286 --> 00:09:00.286
เช่น อาจารย์แอนอยู่เมืองไทย อาจารย์ติดต่อคนที่อยู่

136
00:09:00.287 --> 00:09:04.287
ยุโรปห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ขอยกตัวอย่าง ชัวร์เลยนะคะ

137
00:09:04.288 --> 00:09:08.288
แคนาดา เขาห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ห่างกับเรา

138
00:09:08.289 --> 00:09:12.289
3 โมงนะ 9 โมงกับอีก

139
00:09:12.293 --> 00:09:16.293
20 นาที เท่ากับของเขา

140
00:09:16.295 --> 00:09:20.295
3 ทุ่ม 20 นาที

141
00:09:20.297 --> 00:09:24.297
คราวนี้ แล้วนาฬิกาของเขาและของเรา รู้ได้อย่างไร

142
00:09:24.299 --> 00:09:28.299
ก็เกิดการติดต่อสื่อสาร

143
00:09:28.301 --> 00:09:32.301
จากอะไรคะ ดาวเทียม หนูเข้าใจคำว่าดาวเทียมอยู่ใช่ไหม

144
00:09:32.302 --> 00:09:36.302
ดาวเทียมทำการส่ง ส่งสัญญาณ

145
00:09:36.306 --> 00:09:40.306
คราวนี้เป็นคำถามที่เด็กน้อยน่าจะผ่านหูมา

146
00:09:40.308 --> 00:09:44.308
เยอะแล้ว ดาวเทียมไทย

147
00:09:44.309 --> 00:09:48.309
ชื่อว่าอะไรลูก

148
00:09:48.311 --> 00:09:52.311
หลายชื่อค่ะ หลายชื่อค่ะ

149
00:09:52.312 --> 00:09:56.312
มี 2 ชื่อเลย ดาวเทียมของไทยที่ส่งขึ้นไปชื่อว่า

150
00:09:56.315 --> 00:10:00.315
อะไรลูก Search หาได้ค่ะ Google ถือ

151
00:10:00.317 --> 00:10:04.317
เป็นแอปพลิเคชันหนึ่งค่ะ ในการค้นหา หนูพิมพ์คำว่า

152
00:10:04.319 --> 00:10:08.319
"ดาวเทียม ไทย"

153
00:10:08.321 --> 00:10:12.321
พิมพ์ได้ลูกเปิด google เลย

154
00:10:12.322 --> 00:10:16.322
เปิด Google

155
00:10:16.324 --> 00:10:20.324

156
00:10:20.326 --> 00:10:24.326

157
00:10:24.328 --> 00:10:28.328

158
00:10:28.330 --> 00:10:32.330

159
00:10:32.334 --> 00:10:36.334

160
00:10:36.337 --> 00:10:40.337

161
00:10:40.341 --> 00:10:44.341

162
00:10:44.344 --> 00:10:48.344
อะไรนะลูก ทีออส

163
00:10:48.347 --> 00:10:52.347
กับ... ไทยโชติ ใช่ค่ะ ใช่

164
00:10:52.348 --> 00:10:56.348
ถามเพื่ออีกคะแนนหนึ่ง 3 แต้มแล้ว

165
00:10:56.351 --> 00:11:00.351

166
00:11:00.353 --> 00:11:04.353
เขาสำรวจอะไร

167
00:11:04.355 --> 00:11:08.355
ทรัพยากร

168
00:11:08.360 --> 00:11:12.360
จำคะแนนตัวเองเอาไว้นะคะ อาจารย์ลืมเอาไว้ในรถ

169
00:11:12.361 --> 00:11:16.361
3 แต้ม จำด้วยนะ และเพื่อนข้าง ๆ

170
00:11:16.363 --> 00:11:20.363
1 แต้ม จำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้นะ

171
00:11:20.369 --> 00:11:24.369
โอเค อาจารย์ลืมเอาแผ่นมา

172
00:11:24.371 --> 00:11:28.371
ลืมจริง ๆ

173
00:11:28.373 --> 00:11:32.373
ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจดได้ มา

174
00:11:32.376 --> 00:11:36.376
สไลด์อันนี้อาจารย์ยังไม่ได้เอาขึ้นให้นะคะ เดี๋ยวอาจารย์

175
00:11:36.380 --> 00:11:40.380
เอาขึ้นให้นะคะ นะคะ เดี๋ยวอาขึ้นให้

176
00:11:40.381 --> 00:11:44.381
หนูดูภาพทางด้านหน้าจอได้เลย ตัวนี้อาจารย์จะให้หนูดู

177
00:11:44.383 --> 00:11:48.383
ในเรื่องของมนุษย์ ความสามารถ

178
00:11:48.384 --> 00:11:52.384
ของพฤติกรรมของมนุษย์ ดูสิว่ามนุษย์เขามีพฤติกรรมอะไร เขา

179
00:11:52.386 --> 00:11:56.386
สามารถอย่างไร ในการติดต่ิสื่อสาร เขาจึงบอกว่า

180
00:11:56.388 --> 00:12:00.388
ด้านแรกเลย มี 3 ด้านหลัก ๆ

181
00:12:00.388 --> 00:12:04.388
เลยนะคะ หนูจำให้มั่น ๆ เลยว่า อย่างแรก

182
00:12:04.390 --> 00:12:08.390
คือ การช่องทางการรับเข้า-ออก

183
00:12:08.392 --> 00:12:12.392
ที่เกี่ยวกับการมองเห็นโอเคนะ การมองเห็น ที่เกี่

184
00:12:12.395 --> 00:12:16.395
การได้ยิน หรือฟัง การสัมผัส

185
00:12:16.396 --> 00:12:20.396
และการเคลื่อนไหว

186
00:12:20.397 --> 00:12:24.397
ด้านที่ 2 คือ ความจำของมนุษย์ ประกอบด้วย

187
00:12:24.399 --> 00:12:28.399
3 ส่วนด้วยกัน คือเกี่ยวกับประสาทและความรู้สึก

188
00:12:28.400 --> 00:12:32.400
ที่เรียกว่า Senenary Memory

189
00:12:32.403 --> 00:12:36.403
ที่เรียกว่า Short-term memory  และการจดจำ

190
00:12:36.405 --> 00:12:40.405
ระยะยาว 3. การประมวลผลของมนุษย์

191
00:12:40.407 --> 00:12:44.407
ประกอบไปด้วยการหาเหตุผลการแก้ไขข้อปัญหา

192
00:12:44.411 --> 00:12:48.411
ต่าง ๆ เช่น การใช้สกิลหรือการใช้ทักษะ หรือการเรียนรู้

193
00:12:48.412 --> 00:12:52.412
จากความผิดพลาดนะคะ หรือการ

194
00:12:52.413 --> 00:12:56.413
เรียนรู้จากการผิดพลาด ซึ่งทุกคน

195
00:12:56.415 --> 00:13:00.415
ได้ทำมาแล้วค่ะ แต่หนูได้ทราบว่า หนูแยกออกเป็ฯ

196
00:13:00.415 --> 00:13:04.415
3 ด้าน เราลองมาดูทีละด้านนะคะ เรามาลองดูทีละด้านกันนะคะ

197
00:13:04.416 --> 00:13:08.416
ด้านแรก อ้าว การรับเข้า-ออก

198
00:13:08.417 --> 00:13:12.417
เป็นอย่างไรคะ ก็คือการมองเห็น อาศัยอยู่ 2 ขั้นตอน

199
00:13:12.418 --> 00:13:16.418
1. หนุรับรู้ทางกายภาพ ผ่านทาง

200
00:13:16.420 --> 00:13:20.420
สิ่งเร้าภายนอก 2. การประมวลผลและแปล

201
00:13:20.422 --> 00:13:24.422
จากสิ่งเร้า ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ยกตัวอย่างแล้วนะคะ

202
00:13:24.424 --> 00:13:28.424
ด้านหน้าของเด็ก ๆ

203
00:13:28.425 --> 00:13:32.425
เรียกว่าอะไรคะ ที่อยู่ด้านหน้า

204
00:13:32.427 --> 00:13:36.427
ด้านหน้าของหนูเรียกว่า

205
00:13:36.429 --> 00:13:40.429

206
00:13:40.432 --> 00:13:44.432
ด้านหน้าของเด็ก ๆ คืออะไรคะ

207
00:13:44.434 --> 00:13:48.434
มองตา ตาหนูมองจ้องมาข้างหน้าคืออะไรลูก

208
00:13:48.438 --> 00:13:52.438
แล้วแต่นะคะ

209
00:13:52.440 --> 00:13:56.440
ตอนนี้ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ขึ้นอยู่กับสายตา

210
00:13:56.441 --> 00:14:00.441
ว่าเรามองอะไร โอเคไหม ตอบได้เลยลูก

211
00:14:00.443 --> 00:14:04.443
ตอบกันหน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือขึ้นค่ะ

212
00:14:04.444 --> 00:14:08.444
ยกมือขึ้นลูก เร็ว

213
00:14:08.447 --> 00:14:12.447

214
00:14:12.449 --> 00:14:16.449
ยกมือเลยลูก

215
00:14:16.452 --> 00:14:20.452
ครับ คอมพิวเตอร์

216
00:14:20.458 --> 00:14:24.458
เขาถือเป็นสิ่งเร้าใช่หรือไม่คะ

217
00:14:24.460 --> 00:14:28.460
คือ ไม่รู้ล่ะ

218
00:14:28.460 --> 00:14:32.460
เราเดินเข้ามาปั๊บ เราเห็นคอมพิวเตอร์ปุ๊บ

219
00:14:32.462 --> 00:14:36.462
หนุกดเปิดปั๊บเลยใช่หรือไม่คะ

220
00:14:36.465 --> 00:14:40.465
เขาเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเรา

221
00:14:40.467 --> 00:14:44.467
แต่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคนคนนั้นไม่ชอบ

222
00:14:44.469 --> 00:14:48.469
คอมพิวเตอร์ ย้ำไว้นะคะ เขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

223
00:14:48.471 --> 00:14:52.471
ยกตัวอย่าง อาจารย์เป็นต้น อาจารย์

224
00:14:52.473 --> 00:14:56.473
ไม่เคยคิดจะเรียนคอมพิวเตอร์เลย

225
00:14:56.475 --> 00:15:00.475
ไม่เคยคิดเลย อาจารย์อยากเป็นพยาบาล

226
00:15:00.477 --> 00:15:04.477
อาจารย์อยากเป็นเลขานุการ อาจารย์อยากเป็นครูคณิตศาสตร์

227
00:15:04.483 --> 00:15:08.483
แต่เมื่อ

228
00:15:08.485 --> 00:15:12.485
เดินเข้ามาแล้ว คอมพิวเตอร์ถือไม่ใช่สิ่งเร้าของเราเลย

229
00:15:12.486 --> 00:15:16.486
อาจารย์เลยมองว่าการที่เราเก่งคอมพิวเตอร์ได้

230
00:15:16.488 --> 00:15:20.488
อาจารย์ต้องเป็น Hacker ได้ ถ้าอาจารย์เป็น

231
00:15:20.490 --> 00:15:24.490
แฮ็กเกอร์ไม่ได้ อาจารย์ถือว่าอาจารย์เป็นนักคอมพิวเตอร์ไม่ได้

232
00:15:24.493 --> 00:15:28.493
อาจารย์ไม่ได้ว่าคุณตำรวจนะคะ คุณตำรวจเอง

233
00:15:28.496 --> 00:15:32.496
ก็ขโมยเป็น สะเดาะ

234
00:15:32.498 --> 00:15:36.498
กุญแจเป็น มีตัวอย่างเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่ตัวอย่าง

235
00:15:36.500 --> 00:15:40.500
เป็นของจริง อาจารย์โดนยกเค้า คนยกเค้าคือตก

236
00:15:40.501 --> 00:15:44.501
มายกเค้าของอาจารย์ไปหมดเลย

237
00:15:44.503 --> 00:15:48.503
เงินเดือนของอาจารย์อัตราจ้าง ไม่เหลือเลยนะคะ

238
00:15:48.505 --> 00:15:52.505
จับได้ค่ะ อันนี้จับได้ 2

239
00:15:52.506 --> 00:15:56.506
การประมวลผลและแปลความหมายจากสิ่งเร้า

240
00:15:56.508 --> 00:16:00.508
หนูเห็นคอมพิวเตอร์อยู่ด้านหน้า

241
00:16:00.510 --> 00:16:04.510
สิ่งแรกเลย หนูจะมองปุ๊บ คือ การกดปุ่ม Power

242
00:16:04.511 --> 00:16:08.511
ถูกไหมคะ แต่หนูรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือปุ่ม Power

243
00:16:08.512 --> 00:16:12.512
เพราะสมองหนูประมวลผลแล้วว่า

244
00:16:12.513 --> 00:16:16.513
ปุ่มนี้มันควรเป็น Power

245
00:16:16.515 --> 00:16:20.515
แล้วถ้าติต่างว่า ยกตัวอย่างว่า ถ้าปลั๊ก

246
00:16:20.516 --> 00:16:24.516
ทั้งหมดมันถูกถอดออกหมด สิ่งเร้าของหนูคืออะไรคะ

247
00:16:24.517 --> 00:16:28.517
อย่างน้อยก็เสียบก่อนล่ะ ใช่ไหมคะ

248
00:16:28.519 --> 00:16:32.519
แล้วค่อยเปิด นั่นคือการ Vision

249
00:16:32.521 --> 00:16:36.521
คือ การมองเห็นเฉย ๆ นะคะ นี่คือการมองเห็นเลย

250
00:16:36.522 --> 00:16:40.522
มนุษย์เราทำได้ คือ การมองปุ๊บ จับปั๊บ จบเลย

251
00:16:40.523 --> 00:16:44.523
ค่ะ บางคนทำได้แค่ขั้นตอนที่ 1 คือได้แค่

252
00:16:44.525 --> 00:16:48.525
สิ่งเร้า แล้วเขาก็กระทำกับสิ่งเร้าแล้วจบ แต่เขาไม่รู้

253
00:16:48.526 --> 00:16:52.526
เลยว่าตัวเขาเองนี่ สมองถูกการประมวลผลแล้ว

254
00:16:52.526 --> 00:16:56.526
และเด็ก ๆ ทุกคนอาจารย์ก็มั่นใจว่าหนูประมวลผล

255
00:16:56.527 --> 00:17:00.527
นี่ในสมองของหนูน่ะ คอมพิวเตอร์เราเปิดแล้วจะ

256
00:17:00.529 --> 00:17:04.529
เข้าถึงอะไร ในสมองหนูเริ่มแปลความหมายแล้วถูกไหมคะ

257
00:17:04.531 --> 00:17:08.531
เพราะอาจารย์บอกว่าดาวเทียมคืออะไร คราวนี้เริ่มหาแล้ว

258
00:17:08.533 --> 00:17:12.533
ไทยคม เกิด Pop Up อะไรคือการประมวลผลในสมองเรา

259
00:17:12.535 --> 00:17:16.535
คือการพิมพ์ถูกๆไหมคะ การพิมพ์ลงไปนั้น

260
00:17:16.539 --> 00:17:20.539
คือการประมวลผลจากสมองเราว่า ดาวเทียม

261
00:17:20.541 --> 00:17:24.541
เราจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าเราต้องวรรค อันนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิค

262
00:17:24.543 --> 00:17:28.543
ของแต่ละบุคคลในการค้นหานะคะ นี่เป็นการค้นหา

263
00:17:28.545 --> 00:17:32.545
ด้านแรกไปแล้ว มาต่อค่ะ

264
00:17:32.547 --> 00:17:36.547
ต่อค่ะ เขาเลยบอกว่า จากการ

265
00:17:36.549 --> 00:17:40.549
รับเข้าแล้วก็ออก โดยการมองเห็นของมนุษย์

266
00:17:40.550 --> 00:17:44.550
มี 2 อย่างด้วยกันเลยค่ะ 1. บางอย่างที่มนุษย์

267
00:17:44.551 --> 00:17:48.551
ไม่สามารถมองเห็นคือการประมวลผล หฯุ

268
00:17:48.552 --> 00:17:52.552
กดเปิดเครื่องปั๊บ หนูไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ ในการวิ่ง

269
00:17:52.555 --> 00:17:56.555
ฮาร์ดดิสก์เขาวิ่งอย่างไร มี RAM อะไร

270
00:17:56.560 --> 00:18:00.560
หนูไม่เห็นเลย นอกเสียจากว่าตอนหนูเปิดเครื่องปั๊บ ให้หนูกดปุ่ม

271
00:18:00.562 --> 00:18:04.562
เบรก กดเบรก กด ๆ ๆ เบรกไว้ เขาจะ

272
00:18:04.563 --> 00:18:08.563
หยุดในการประมวล ณ เวลานั้น ๆ อันนี้

273
00:18:08.564 --> 00:18:12.564
เป็นการหยุดนะคะ หยุดให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง

274
00:18:12.566 --> 00:18:16.566
นะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะให้หนูเข้าในเรื่องของ

275
00:18:16.568 --> 00:18:20.568
Dot promt

276
00:18:20.569 --> 00:18:24.569
รู้จักคำว่า Prompt ไหมลูก C Prompt

277
00:18:24.571 --> 00:18:28.571
เดี๋ยวให้ทำวันนี้ค่ะ ในการ

278
00:18:28.573 --> 00:18:32.573
เรียก Prompt ทั้งหมดนะคะ ลักษณะที่ 2

279
00:18:32.575 --> 00:18:36.575
ความสามารถในการแปล หรือตีความหมาย ทำใหมนุษย์สามารถ

280
00:18:36.575 --> 00:18:40.575
สร้างภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

281
00:18:40.577 --> 00:18:44.577
ยกตัวอย่างเลย ว่าตอนนี้หนู

282
00:18:44.578 --> 00:18:48.578
กำลังจะออกแบบเกม หนูรู้แล้วล่ะว่าเกมของเรา

283
00:18:48.580 --> 00:18:52.580
นี่ จะเป็นเกมต่อสู้นะ แล้วเกมต่อสู้ยัง

284
00:18:52.582 --> 00:18:56.582
ไม่รู้เลยหน้าตามันเป็นอย่างไร ใครเป็นคนเล่น

285
00:18:56.585 --> 00:19:00.585
แล้วรูปร่างเป็นอย่างไร แล้วเขามีกระบวนการ

286
00:19:00.587 --> 00:19:04.587
ในการต่อสู้อย่างไร เช่น เขาทำการ

287
00:19:04.589 --> 00:19:08.589
ตัดต้นไม้ เพื่อที่จะไปสร้างบ้าน นี่คือ Mission ของ

288
00:19:08.591 --> 00:19:12.591
ติต่างนะคะ อันนี้ติต่าง ซึ่งเราไม่รู้เลย ว่า

289
00:19:12.594 --> 00:19:16.594
ไอ้ต้นไม้ที่ตัดนั้นน่ะ เป็นต้นอะไร

290
00:19:16.596 --> 00:19:20.596
เลยทำการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์

291
00:19:20.598 --> 00:19:24.598
สร้างขึ้นมา เป็นระบบบคอมพิวเตอร์ 1 ระบบเลยค่ะ

292
00:19:24.600 --> 00:19:28.600
ถ้าเราจะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้

293
00:19:28.601 --> 00:19:32.601
เราต้องตีความหมายได้ แล้วมนุษย์นี่ ต้องสร้าง

294
00:19:32.602 --> 00:19:36.602
ภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ จำไว้นะคะ

295
00:19:36.603 --> 00:19:40.603
ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์คือ

296
00:19:40.605 --> 00:19:44.605
information ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ Data Data

297
00:19:44.607 --> 00:19:48.607
มีเยอะแยะมากมายค่ะ เก้าอี้ 1 2 3

298
00:19:48.607 --> 00:19:52.607
4 5 ถือเป็น Data แต่ถ้าจำแนกได้ว่า

299
00:19:52.608 --> 00:19:56.608
เก้าอี้ที่มีพนักพิงสีน้ำตาล

300
00:19:56.610 --> 00:20:00.610
ที่เปื้อนสีมีกี่ตัว

301
00:20:00.612 --> 00:20:04.612
อันนี้คือ Information แล้ว

302
00:20:04.613 --> 00:20:08.613
หรือ... เป็นการจำแนกพื้นฐานว่านี่นะ

303
00:20:08.615 --> 00:20:12.615
เปื้อนสีนะ เท่าที่อาจารย์เห็นในตานะคะ 1

304
00:20:12.617 --> 00:20:16.617
2 การเปื้อน เปื้อนมาเปื้อนน้อยเท่ากับเท่าไร

305
00:20:16.619 --> 00:20:20.619
เกิดการประมวลผลอีก

306
00:20:20.621 --> 00:20:24.621
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกล่ะค่ะ ว่าใครจะมองตรงไหนนะคะ

307
00:20:24.622 --> 00:20:28.622
ต่อมาค่ะ

308
00:20:28.627 --> 00:20:32.627
ในห้องนี้อาจารย์มั่นใจว่าเด็กทุกคนมองเห็น

309
00:20:32.629 --> 00:20:36.629
หนูแแมีกระจกตา หนูมีเลนตา

310
00:20:36.630 --> 00:20:40.630
เลนส์ตาของหนูมีจุดรับแสง

311
00:20:40.632 --> 00:20:44.632
และสะท้อนไปด้านหลังของดสวงตา

312
00:20:44.634 --> 00:20:48.634
อาจารย์ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของอวัยวะนะคะ

313
00:20:48.638 --> 00:20:52.638
ไม่ได้พูดถึงเรื่องอวัยวะนะ แค่พูดให้หนู

314
00:20:52.640 --> 00:20:56.640
เข้าใจเฉย ๆ ว่าดวงตามี 2 ส่วนด้วยกัน คือ กระจกตา

315
00:20:56.641 --> 00:21:00.641
และเลนส์ตา ซึ่งเป็นจุดรับแสง และสะท้อน

316
00:21:00.642 --> 00:21:04.642
ภาพไปด้านหลังของดวงตา ตาเรา

317
00:21:04.645 --> 00:21:08.645
มองเห็นด้านหน้า แล้วสะท้อนออกไปด้านหลัง เกิดมาเป็น

318
00:21:08.646 --> 00:21:12.646
ภาพ 1 ภาพ ส่งให้กับสมองของเราข้างหลังค่ะ ว่า

319
00:21:12.647 --> 00:21:16.647
อ๋อ จอคอมพิวเตอร์ของเราเป็นสี่เหลี่ยมนะ

320
00:21:16.648 --> 00:21:20.648
และสี่เหลี่ยมของเรานี่ เป็นสี่เหลี่ยม

321
00:21:20.649 --> 00:21:24.649
อะไรอีก เป็นสี่เหลี่ยมอะไรลูก

322
00:21:24.651 --> 00:21:28.651
สี่เหลี่ยมผืนผ้า

323
00:21:28.653 --> 00:21:32.653
ถามว่าทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

324
00:21:32.653 --> 00:21:36.653
ก็นักคอมพิวเตอร์อีกแหละ

325
00:21:36.655 --> 00:21:40.655
ก็เขามองว่าภาพทั้งหมด อยากจะให้มีความ

326
00:21:40.659 --> 00:21:44.659
เห็นกว้างขึ้น เหมือน Panorama ค่ะ เวลาถ่ายรูป

327
00:21:44.660 --> 00:21:48.660
ก็เป็นความคิดของหนึ่งคน ที่เป็นความคิด

328
00:21:48.662 --> 00:21:52.662
ไม่สมบูรณ์ สร้างออกมาเป็นระบบ

329
00:21:52.664 --> 00:21:56.664
นะคะ คราวนี้ เยื่อชั้นในของลูกตา

330
00:21:56.666 --> 00:22:00.666
ที่เรียกว่า Ratina คือ รับภาพ 2 ลักษณะ

331
00:22:00.667 --> 00:22:04.667
คือ 1 ทรงกระบอก 2. ทรงกรวย

332
00:22:04.668 --> 00:22:08.668
เป็นร่องของดวงตานะคะ อันนี้

333
00:22:08.669 --> 00:22:12.669
อาจารย์มั่นใจว่าหนูน่าจะผ่านเรื่องของดวงตามาแล้วนะ

334
00:22:12.671 --> 00:22:16.671
ดวงตาของเรานะคะ พอลากผ่านขึ้นมา

335
00:22:16.672 --> 00:22:20.672
อาจารย์ทำอย่างไรดีน้อ จะเขียนเป็นภาพ

336
00:22:20.673 --> 00:22:24.673

337
00:22:24.674 --> 00:22:28.674
เอาเก็บไว้ในไหนนีั่

338
00:22:28.677 --> 00:22:32.677
โน้ตก็ได้ ใส่โน้ต ใส่โน้ต ใส่โน้ต

339
00:22:32.680 --> 00:22:36.680
อ๋อ ค้นหาเลย เดี๋ยวอาจารย์

340
00:22:36.682 --> 00:22:40.682
ค้นหาค่ะ สักครู่นะคะ รูปดวงตา

341
00:22:40.683 --> 00:22:44.683
สักครู่ เดี๋ยวขอค้นหาคำว่า "ดวงตา" แป๊บค่ะ

342
00:22:44.684 --> 00:22:48.684
แป๊บค่ะ

343
00:22:48.686 --> 00:22:52.686

344
00:22:52.688 --> 00:22:56.688

345
00:22:56.689 --> 00:23:00.689
ภาพนี้เลยค่ะ ตรงเป๊ะเลยค่ะ

346
00:23:00.691 --> 00:23:04.691
ดูจากภาพนะคะ อันนี้คือ

347
00:23:04.693 --> 00:23:08.693
Hyman Eye Anatomy

348
00:23:08.695 --> 00:23:12.695
โครงของตา ด้านหน้า ไม่ต้องให้

349
00:23:12.697 --> 00:23:16.697
รายละเอียดอะไรเลยค่ะ เรามองด้านหน้าถูกไหมคะ มองเข้าถึง

350
00:23:16.699 --> 00:23:20.699
จุดรับแสง พอเข้าถึงจุดรับแสงปุ๊บสะท้อนเข้าสู่ด้านใน

351
00:23:20.700 --> 00:23:24.700
พอเข้าถึงด้านในปุ๊บ ทำไมคะ เกิดเส้น

352
00:23:24.702 --> 00:23:28.702
แขนงมากมายส่งให้กับสมอง

353
00:23:28.705 --> 00:23:32.705
ของเรา ซึ่งสมองของเราจะทำการแปลผลออกมา ให้เห็น

354
00:23:32.707 --> 00:23:36.707
ได้ว่าว่านี่เราเห็นอะไร

355
00:23:36.710 --> 00:23:40.710
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ขอยกตัวอย่างนะ

356
00:23:40.712 --> 00:23:44.712
ถ้าหนูไม่รู้จักสิ่งนี้

357
00:23:44.714 --> 00:23:48.714
หนูจะตอบว่าอันนี้คืออะไรคะ

358
00:23:48.716 --> 00:23:52.716
มันคืออะไรลูกอันนี้

359
00:23:52.717 --> 00:23:56.717
อันนี้คืออะไรลูก

360
00:23:56.720 --> 00:24:00.720

361
00:24:00.722 --> 00:24:04.722
เป็นรีโมต แต่หนูไม่รู้ว่า

362
00:24:04.724 --> 00:24:08.724
เป็นเครื่องฉายวีดิทัศน์ลูก คือ เป็นแค่รีโมต

363
00:24:08.725 --> 00:24:12.725
เฉย ๆ แต่ถ้าหากว่า

364
00:24:12.727 --> 00:24:16.727
มีรีโมต...

365
00:24:16.730 --> 00:24:20.730
มี 2 อัน ไม่ได้

366
00:24:20.732 --> 00:24:24.732
เอา 2 อย่างเลย อาจารย์มี 2 รีโมต

367
00:24:24.734 --> 00:24:28.734
หนูเดินเข้ามาครั้งแรก

368
00:24:28.735 --> 00:24:32.735
ถ้าหนูไม่ใช่เป็นคนเปิดห้องแล้วไม่รู้เลยว่า

369
00:24:32.737 --> 00:24:36.737
อันนี้คืออะไร อันนี้คืออะไร แล้วเขาถูกวางไว้

370
00:24:36.738 --> 00:24:40.738
บนโต๊ะทั้งคู่แบบนี้ แล้วหนู

371
00:24:40.740 --> 00:24:44.740
จะเปิดแอร์ หนูจะหยิบตัวไหนคะ

372
00:24:44.742 --> 00:24:48.742

373
00:24:48.743 --> 00:24:52.743
ซ้ายหรือขวาลูก

374
00:24:52.744 --> 00:24:56.744
ขวาหนู

375
00:24:56.745 --> 00:25:00.745
ขวาหนูนะ โอเค ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้คะ

376
00:25:00.747 --> 00:25:04.747
เพราะอะไรลูกอาจารย์อยากรู้ เพราะอะไร

377
00:25:04.748 --> 00:25:08.748

378
00:25:08.749 --> 00:25:12.749

379
00:25:12.753 --> 00:25:16.753

380
00:25:16.755 --> 00:25:20.755
เพราะอะไรลูก เพราะ

381
00:25:20.759 --> 00:25:24.759

382
00:25:24.760 --> 00:25:28.760
เขามีตัวเลข ถูกไหม

383
00:25:28.762 --> 00:25:32.762
เขามีตัวเลข แต่อันนี้ไม่มีตัวเลข

384
00:25:32.764 --> 00:25:36.764
ทำให้สมองของเราคิดทันทีเลย ว่า

385
00:25:36.766 --> 00:25:40.766
ถ้าหากว่าเป็นรีโมตแอร์ ก็ควรที่

386
00:25:40.767 --> 00:25:44.767
จะมีตัวเลข และการทำความเย็น

387
00:25:44.768 --> 00:25:48.768
และรีโมตที่เป็นรีโมตของเครื่องิดีทัศน์

388
00:25:48.769 --> 00:25:52.769
ปุ่ม แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าอันไหนคือปุ่มเปิด

389
00:25:52.771 --> 00:25:56.771
เราจะรู้ได้อย่างไรลูก ว่าอันไหน

390
00:25:56.773 --> 00:26:00.773
ปุ่มเปิด นั่นน่ะสิ

391
00:26:00.773 --> 00:26:04.773
ทำไมหนูถึงรู้ว่าเป็นสัญลักษณ์สีแดง

392
00:26:04.775 --> 00:26:08.775

393
00:26:08.775 --> 00:26:12.775

394
00:26:12.778 --> 00:26:16.778
เพราะอะไร

395
00:26:16.780 --> 00:26:20.780

396
00:26:20.784 --> 00:26:24.784
แสดงว่าหนูช่างสังเกต

397
00:26:24.788 --> 00:26:28.788
ถ้าจะเปิดทีวีถูกไหม ทีวี วีดิทัศน์

398
00:26:28.790 --> 00:26:32.790
ทุกอย่างเลย หนูลองกลับไปดูที่บ้านก็ได้ค่ะ รีโมตทีวี

399
00:26:32.793 --> 00:26:36.793
ทุกเครื่องจะต้องอยู่มุมซ้าย และสีต้อง

400
00:26:36.794 --> 00:26:40.794
เป็นสีแดง หรือสีส้ม หรือเฉดสีแดงเท่านั่น

401
00:26:40.796 --> 00:26:44.796
สังเกตดูนะคะ

402
00:26:44.798 --> 00:26:48.798
และโดยทั่วไป ปุ่ม

403
00:26:48.799 --> 00:26:52.799
ตัวนี้ค่ะ จะเป็นปุ่มเมนู ไม่ว่าจะเป็นที่ใด

404
00:26:52.799 --> 00:26:56.799
ก็ตาม อาจารย์ไปเมืองลาว ก็

405
00:26:56.800 --> 00:27:00.800
เหมือน ๆ กันนี่แหละค่ะ แค่ภาษาเฉย ๆ

406
00:27:00.802 --> 00:27:04.802
แค่ภาษา แล้วถามว่าทำไมถึงอาจารย์รู้ ก็เดาเอา

407
00:27:04.803 --> 00:27:08.803
อย่างนี้ค่ะ เหมือนที่หนูพูดทุกอย่างเลย ด้านบนจะเป็นตัวเปิด

408
00:27:08.805 --> 00:27:12.805
ด้านล่างจะเป็นตัว Control

409
00:27:12.807 --> 00:27:16.807
หลักการเดียวกัน แม้กระทั่งคีย์บอร์ดของหนู

410
00:27:16.809 --> 00:27:20.809
ที่คีย์บอร์ดนะคะ คีย์บอร์ดที่มีอยู่

411
00:27:20.811 --> 00:27:24.811
เขามีฟังก์ชัน F1 จนถึง F12

412
00:27:24.813 --> 00:27:28.813
ถือเป็นฟังก์ชันช่วง Nummerick อยู่ขวาส

413
00:27:28.814 --> 00:27:32.814
โอเคนะ Numerick อยู่ขวาสุด

414
00:27:32.816 --> 00:27:36.816
ตัวที่พิมพ์ทั้งหมดจะอยู่ตรงกลาง Spacebar

415
00:27:36.818 --> 00:27:40.818
อยู่ตรงข้างล่างนะคะ Spacebar อยุ่ตรงข้าล่

416
00:27:40.819 --> 00:27:44.819

417
00:27:44.821 --> 00:27:48.821
อาจารย์ไม่ออกข้อสอบหรอกค่ะเรื่องดวงตา อยากให้รู้ว่า

418
00:27:48.825 --> 00:27:52.825
ตาเรารับภาพอย่างไร ถ้าอาจารย์มีข้อสอบมาปั๊บ อาจารย์

419
00:27:52.826 --> 00:27:56.826
มีหมาน้อยอยู่ 1 ตัว และมีเด็กน้อย 1 คน

420
00:27:56.828 --> 00:28:00.828
แล้วอาจารย์ถามว่า จงสร้าง

421
00:28:00.829 --> 00:28:04.829
การรับรู้ของดวงตา

422
00:28:04.831 --> 00:28:08.831
ของเด็กน้อยคนนี้ หนูจะสร้างได้อย่างไรคะ

423
00:28:08.833 --> 00:28:12.833
ลูกศรชี้ไปหาหมาน้อย

424
00:28:12.835 --> 00:28:16.835
ตัวหมาน้อยทำลูกศรชี้กลับไปหา

425
00:28:16.835 --> 00:28:20.835
เด็กน้อย และส่งผ่านไปหา

426
00:28:20.836 --> 00:28:24.836
ด้านหลัง ซึ่งด้านหลังจะเป็นอะไรนั่นอาจารย์ไม่ได้บังคับให้หนู

427
00:28:24.837 --> 00:28:28.837
จำนะคะ ตรงนี้ ส่งไปหาด้านหลัง และส่งไปหา

428
00:28:28.838 --> 00:28:32.838
ระบบสมอง ประมวลผลทันทีเลย ว่า

429
00:28:32.840 --> 00:28:36.840
นั่นคือหมาน้อย

430
00:28:36.840 --> 00:28:40.840
เสื้อ ลูกเสื้อกับลูกแมวตอนเกิดใหม่

431
00:28:40.842 --> 00:28:44.842
หฯุจะแยกได้อย่างไรคะ ว่าลูกเสือหรือบู

432
00:28:44.844 --> 00:28:48.844

433
00:28:48.846 --> 00:28:52.846
ไม่หรอก อาจารย์หาไม่เจอค่ะ คือ อาจารย์แยกไม่ได้

434
00:28:52.847 --> 00:28:56.847
ก็เลยถามว่าหนูแยกได้ไหมน่ะลูก

435
00:28:56.849 --> 00:29:00.849
แยกได้ไหมคะ เด็ก ๆ แยกได้ไหม

436
00:29:00.849 --> 00:29:04.849

437
00:29:04.850 --> 00:29:08.850

438
00:29:08.851 --> 00:29:12.851

439
00:29:12.854 --> 00:29:16.854
เป็นคนขี้ร้อน

440
00:29:16.857 --> 00:29:20.857

441
00:29:20.860 --> 00:29:24.860

442
00:29:24.862 --> 00:29:28.862

443
00:29:28.865 --> 00:29:32.865
นี่ไง แอร์รู้

444
00:29:32.867 --> 00:29:36.867
ได้อย่างไร เห็นไหมคะ รู้ได้อย่างไร

445
00:29:36.869 --> 00:29:40.869
ว่าเขาต้องปรับอุณหภูมิให้เท่ากับเท่านี้

446
00:29:40.872 --> 00:29:44.872
เพราะแอร์มีคอมเพรสเซอร์

447
00:29:44.873 --> 00:29:48.873
คอมเพลสเซอร์คือสมองของแอร์ ถามว่าอยู่ไหน

448
00:29:48.874 --> 00:29:52.874
ไม่ใช่อยู่เครื่องที่หนูเห็นอยู่ตรงนี้นะคะ อยู่เครื่องที่ตั้งอยู่

449
00:29:52.876 --> 00:29:56.876
ตรงนั้นน่ะ เขาถึงได้ขโมย เขาไม่ขโมยหรอกค่ะ

450
00:29:56.879 --> 00:30:00.879
ตัวนี้ เขาขโมยตู้ข้างนอกน่ะ

451
00:30:00.881 --> 00:30:04.881
ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำกล่องอะไรไว้ก็ตาม เขาขาย

452
00:30:04.883 --> 00:30:08.883
ได้หมดนะคะ ข้างหลัง โดยฉบับ Compressor Air

453
00:30:08.885 --> 00:30:12.885
ขายได้ราคาด้วย ถามว่าทำไม เราเอาคอมเพรสเซอร์

454
00:30:12.886 --> 00:30:16.886
ของ Mitsu ไปใส่ Hitashi

455
00:30:16.888 --> 00:30:20.888
ก็ได้ แต่ต้องดูด้วยว่า

456
00:30:20.889 --> 00:30:24.889
มันแมตช์กันไหม เขาถึงได้บอกว่า

457
00:30:24.891 --> 00:30:28.891
การรับรู้ของมนุษย์นั้น รับรู้ได้ 3 สิ่งด้วยกัน

458
00:30:28.895 --> 00:30:32.895
คือ 1. ขนาดและความลึก ซึ่ง

459
00:30:32.895 --> 00:30:36.895
บาสใช่ไหมคะ บาสบอกอาจารย์บอกว่า

460
00:30:36.898 --> 00:30:40.898
รีโมตจะอยู่มุมซ้ายเสมอ ในการปุ่มเปิด

461
00:30:40.901 --> 00:30:44.901
หรือปิด ซึ่งมีขนาดเป็นอย่างนี้

462
00:30:44.904 --> 00:30:48.904
และความสว่าง หนูเคยปิดไฟในบ้าน

463
00:30:48.906 --> 00:30:52.906
แล้วเห็นตัวสะท้อนไหมคะ

464
00:30:52.908 --> 00:30:56.908
เป็นแสงสะท้อน คือ ไม่มือเลยน่ะค่ะ

465
00:30:56.910 --> 00:31:00.910
เหมือนคุณตำรวจที่ใส่ข้างหลังน่ะค่ะ

466
00:31:00.914 --> 00:31:04.914
ที่มีขีดข้างหลังแล้วมองเห็นน่ะค่ะ เราเลย

467
00:31:04.915 --> 00:31:08.915
ไม่ชนเขา เป็นสีส้ม ๆ หรือสีขาวก็ได้

468
00:31:08.917 --> 00:31:12.917
ลองค้นหาดูก็ได้นะคะ คุณตำรวจที่ใส่

469
00:31:12.919 --> 00:31:16.919
เสื้อแถบน่ะค่ะ เสื้อแถบเขาจะมีอยู่นะคะ

470
00:31:16.920 --> 00:31:20.920

471
00:31:20.921 --> 00:31:24.921

472
00:31:24.924 --> 00:31:28.924
สี เมื่อเห็นความสว่าง

473
00:31:28.927 --> 00:31:32.927
สีอะไรที่ทำให้เห็น พอดีบ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ

474
00:31:32.928 --> 00:31:36.928
บ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ อาจารย์มีเสื้อกันแดด

475
00:31:36.931 --> 00:31:40.931
สีขาว และปฏิทินคิตตี

476
00:31:40.932 --> 00:31:44.932
ปิดปุ๊บเขามีแสงสะท้อนขึ้นมาทันทีเลย

477
00:31:44.937 --> 00:31:48.937
อาจารย์เดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีสาร 1 สารที่เรืองแสง

478
00:31:48.938 --> 00:31:52.938
สารดังกล่าวที่เรืองแสงนั่นจะเป็นสาร

479
00:31:52.940 --> 00:31:56.940
อะไร หลักการฟิสิกส์นะคะ ตัวนี้หลักการฟิสิกส์นะ

480
00:31:56.942 --> 00:32:00.942
อาจารย์ให้หนูรู้เพียง

481
00:32:00.943 --> 00:32:04.943
HCI เป็นอย่างไรลูก กระบวนการมองเห็น

482
00:32:04.945 --> 00:32:08.945
แล้วมีการชดเชย 2 ด้าน 1. การมองวัตถุในการเคลื่อนไหว

483
00:32:08.948 --> 00:32:12.948
หรือขระที่มนุษย์กำลังเคลื่อนไหว ภาพเนื้อเยื่อ

484
00:32:12.949 --> 00:32:16.949
ในลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้น

485
00:32:16.950 --> 00:32:20.950
เป็นภาพนิ่ง หนูเคย

486
00:32:20.952 --> 00:32:24.952
นั่งรถแล้วมองต้นไม้ไหมคะ

487
00:32:24.953 --> 00:32:28.953
ข้างทาง ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ

488
00:32:28.953 --> 00:32:32.953
ถูกไหมคะ ในการที่เห็นต้นไม้

489
00:32:32.955 --> 00:32:36.955
เคลื่อนไปเรื่อย ๆ แต่ตาของหนูนี่ จับภาพต้นไม้ไว้

490
00:32:36.956 --> 00:32:40.956
ไว้ 1 ต้น

491
00:32:40.958 --> 00:32:44.958
ภาพนั้นอยุ่บนเยื่อชั้นใน

492
00:32:44.959 --> 00:32:48.959
ลูกตา ลูกตาใครก็ตาม

493
00:32:48.963 --> 00:32:52.963
ที่เคลื่อนที่ไม่ได้นะลูก ตาดำเคลื่อนที่ไป เคลื่อนที่มาได้ไม

494
00:32:52.965 --> 00:32:56.965
1. ตาแห้ง อาจารย์ก็เป็นตาแห้งนะคะ บางทีตาดำอาจารย์ก็

495
00:32:56.967 --> 00:33:00.967
ก็ไม่เคลื่อนยเหมือนกัน อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุน

496
00:33:00.968 --> 00:33:04.968
นะคะ อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ แสดงสว่าง

497
00:33:04.971 --> 00:33:08.971
ที่เปลี่ยนแปลง ไม่มีผลต่อการรับรู้สี และความสว่างของ

498
00:33:08.975 --> 00:33:12.975
ของวัตถุ เพราะ

499
00:33:12.976 --> 00:33:16.976
มีความคงที่

500
00:33:16.978 --> 00:33:20.978
คำพูดคำนี้เขามองว่าถ้าหาหนูมอง

501
00:33:20.980 --> 00:33:24.980
แล้วว่าสีที่เป็นปุ่มเปิด-ปิด ต้องเป็นโทนสีแดง

502
00:33:24.981 --> 00:33:28.981
หนูก็จะรู้ทันทีเลยว่าอย่างไร

503
00:33:28.984 --> 00:33:32.984
ปุ่มนี้ก็เิปดปิดอยุ่ดีนั่นล่ะ อย่างไรก็เปิดปิด

504
00:33:32.986 --> 00:33:36.986
อย่างอื่นเปิดไว้ก่อน อันนี้น่ะเปิดไว้ก่อน

505
00:33:36.987 --> 00:33:40.987
เขาถึงบอกว่า ไม่มีผลต่อการรับรู้สี ถ้าอาจารย์

506
00:33:40.987 --> 00:33:44.987
เปลี่ยนปุ่มเปิดไปเป็นปุ่มสีเขียว ถามว่าเด็กยังจะ

507
00:33:44.988 --> 00:33:48.988
กดปุ่มเดิมอยู่หรือไม่ ก็กดปุ่มเดิมอยู่ เพราะเคยชิน

508
00:33:48.989 --> 00:33:52.989
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้สีหรือความสว่าง

509
00:33:52.991 --> 00:33:56.991
ของเราน่ะคงที่ จดจำเอาไว้ อาจารย์ขายยา

510
00:33:56.992 --> 00:34:00.992
นะคะ อาจารย์ขายยาอยู่ที่ร้านขายยา แล้วสมัยก่อนยา

511
00:34:00.995 --> 00:34:04.995
แก้อักเสบจะเป็นแดงดำ แดงดำ

512
00:34:04.997 --> 00:34:08.997
ซึี่งคนเฒ่าคนเก่าเขาจะมาซื้อยาเป็นยาแก้อักเสบ

513
00:34:08.998 --> 00:34:12.998
แต่ทุกวันนี้ยาแดง-ดำ เขาไปรักษาไก่

514
00:34:13.000 --> 00:34:17.000
ใครจะกินยาไก่ก็ได้ค่ะ ถามว่าคนกินได้ไหม

515
00:34:17.002 --> 00:34:21.002
ได้ แต่ตอนนี้ยาอาม็อกซีเขาเปลี่ยนสีสวยงามมากค่ะ

516
00:34:21.004 --> 00:34:25.004
สวยงามมากค่ะ สีขาว-เหลือง สารพัดเลยค่ะ

517
00:34:25.006 --> 00:34:29.006
กว่าจะทำให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ยอมรับ

518
00:34:29.007 --> 00:34:33.007
ได้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสี ยากค่ะ

519
00:34:33.009 --> 00:34:37.009
ยากอยู่เพราะคนเรามีการจดจำไว้ว่าถ้าจะ

520
00:34:37.010 --> 00:34:41.010
กินยาแก้อักเสบต้องกินยาแคปซูลทีแดง-ดำ

521
00:34:41.012 --> 00:34:45.012
เท่านั้น ที่ดินในเมืองสกลนคร ถ้าทำการพลิก

522
00:34:45.013 --> 00:34:49.013
เป็นที่ดินที่ทำการผลิกขึ้นมาปั๊บ จะแข็ง

523
00:34:49.014 --> 00:34:53.014
เป็นแกนอีก เพราะเขาได้รับออกซิเจน ทำให้

524
00:34:53.016 --> 00:34:57.016
ดินของสกลนครมีผลต่อการปลูกพืช

525
00:34:57.018 --> 00:35:01.018
นะคะ ที่มีราก

526
00:35:01.020 --> 00:35:05.020
สั้น ๆ เช่น ถั่วได้อยู่ดี

527
00:35:05.022 --> 00:35:09.022
และโก่แก่ ก็รับถั่วของสกลนคร

528
00:35:09.023 --> 00:35:13.023
ไปผลิตด้วยนะคะอันนี้เป็นเรื่องจริงนะคะ

529
00:35:13.023 --> 00:35:17.023
แต่ถามว่าถุงไหน ไม่รู้ค่ะ อันนี้ไม่รู้

530
00:35:17.024 --> 00:35:21.024
การอ่าน

531
00:35:21.025 --> 00:35:25.025
ในหน้าจอของหนู หนุจะต้องมองเห็นแล้วว่า

532
00:35:25.027 --> 00:35:29.027
เกี่ยวข้องกับการอ่าน โดย 1. มนุษย์รับรู้ได้ว่า

533
00:35:29.029 --> 00:35:33.029
มีอักขระใดบ้าง ประกอบขึ้นมาเป็นคำ

534
00:35:33.031 --> 00:35:37.031
2. ถอดรหัสโดยการ

535
00:35:37.033 --> 00:35:41.033
ใช้ภาษา ถ้าเด็กในห้องนี้ มีเด็กคนหนึ่

536
00:35:41.035 --> 00:35:45.035
ที่ไม่ได้เป็นเด็กคนไทย แล้วเป็นเด็ก

537
00:35:45.038 --> 00:35:49.038
กัมพูชา เขาจะไม่สามารถที่จะ

538
00:35:49.040 --> 00:35:53.040
อ่านภาษาที่หนูมองเห็นได้ตรงนี้ อ่านไม่ได้เลย

539
00:35:53.045 --> 00:35:57.045
พอดีอาจารย์ได้สอนแล้วนะคะ อาจารย์เลยรู้สึกว่า อ๋อ

540
00:35:57.047 --> 00:36:01.047
การถอดรหัสด้วยภาษา เขาต้องถอดรหัสภาษาด้วยภาษา

541
00:36:01.049 --> 00:36:05.049
ขแมร์ ขแมร์ ซึ่ง Google

542
00:36:05.050 --> 00:36:09.050
Google Translate ไม่สามารถแปลได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะ

543
00:36:09.053 --> 00:36:13.053
อาจารย์ไม่รู้นะคะ ว่าใครประสบ แต่เจ้าของภาษาบอกไม่รู้เรื่อง

544
00:36:13.054 --> 00:36:17.054
อาจารย์ก็เพิ่งจะรู้นั่นแหละค่ะ อาจจะเพราะภาษาขแมร์นั่นแหละค่

545
00:36:17.056 --> 00:36:21.056
แต่ล่าสุด

546
00:36:21.058 --> 00:36:25.058
ส่งเกรด C+ ไปให้

547
00:36:25.060 --> 00:36:29.060
ส่งกลับคืนมาว่า ควรให้ให้เกรดเด็กเป็ นB

548
00:36:29.064 --> 00:36:33.064
ทีหลังก็อย่ามาเรียนนะ เด็กต่างชาติ

549
00:36:33.066 --> 00:36:37.066
โดนจริง ๆ นะคะ อันนี้โดนจริง ๆ ขั้นตอนที่ 3

550
00:36:37.068 --> 00:36:41.068
แปลความหมายโดยใช้หลักไวยากรณ์

551
00:36:41.069 --> 00:36:45.069
ถ้าอาจารย์บอกว่าให้เด็กทุกคนเขียนคำว่า

552
00:36:45.070 --> 00:36:49.070
Interface อาจารย์ไม่ได้ให้หนูเขียนนะลูกนะ อาจารย์ให้เขียนคำว่า

553
00:36:49.072 --> 00:36:53.072
"Interface"

554
00:36:53.074 --> 00:36:57.074
หนูต้องคิดในสมองแล้วว่า Interface

555
00:36:57.076 --> 00:37:01.076
มีตัวพยัญชนะอะไรบ้าง

556
00:37:01.077 --> 00:37:05.077
แล้วอาจารย์ให้พูดเป็นภาษาไทย หรือ

557
00:37:05.079 --> 00:37:09.079
เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอาจารย์พูดแค่คำว่า จงเขียนคำว่

558
00:37:09.081 --> 00:37:13.081
"Interface" อาจารย์มีโจทย์แค่นี้นะคะ

559
00:37:13.082 --> 00:37:17.082
นั่นแสดงว่า เด็กบางคนอาจารย์คงฝให้เขียน

560
00:37:17.084 --> 00:37:21.084
interface ภาษาไทย อ อ่าง สระอิ น หนู อิน

561
00:37:21.085 --> 00:37:25.085
เตอร์ เ-ต-อ-ร์

562
00:37:25.088 --> 00:37:29.088
เตอร์ Face ก็สระเอ ฟ ฟัน

563
00:37:29.089 --> 00:37:33.089
สมองเราประมวลผลขึ้นมาแล้วมีอักขระอะไรบ้าง

564
00:37:33.090 --> 00:37:37.090
แล้วก็ถอดออกมาเป็นภาษา... ฉันจะส่งเป็นภาษาไทยนะ

565
00:37:37.091 --> 00:37:41.091
พออย่างนั้น ลำดับที่ 3 ปุ๊บ เด็กคนนี้รู้จักไวย

566
00:37:41.092 --> 00:37:45.092
อ๋อ เด็กคนนี้เก่งภาษาอังกฤษมากเลย Interface เขียน

567
00:37:45.097 --> 00:37:49.097
เป็นภาษษอังกฤษทันทีเลยค่ะ Inter

568
00:37:49.098 --> 00:37:53.098
face F-a-c-e เขาเลยมองว่าเด็ก

569
00:37:53.100 --> 00:37:57.100
คนนี้เก่ง ถ้ามี

570
00:37:57.102 --> 00:38:01.102
เพื่อนคนใดคนหนึ่งจดนะคะ จดที่อาจารย์สอน

571
00:38:01.102 --> 00:38:05.102
เป็นยภาษาอังกฤษหนูจะว้าวใช่หรือไม่

572
00:38:05.104 --> 00:38:09.104
ใช่ไหมคะ หนูจะว้าวเลย โดยหนูไม่รู้หรอก

573
00:38:09.106 --> 00:38:13.106
ว่าเขาเขียนถูกหรือเขียนผิด

574
00:38:13.108 --> 00:38:17.108
กับคนที่เขียนหรือจดในภาษาไทย หนูมองแล้ว

575
00:38:17.110 --> 00:38:21.110
ธรรมดามาก แต่ทางในกลับกัน หฯุไปอยุ่ลาว

576
00:38:21.112 --> 00:38:25.112
หนูเขียนจดด้วยภาษาไทย เขาจดด้วย

577
00:38:25.114 --> 00:38:29.114
ภาษาลาว คนลาวจะว้าวกับหนูว่าหนูเขียนภาษาไทย

578
00:38:29.116 --> 00:38:33.116
ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่นะคะ ขึ้นกับแต่ละพื้นที่

579
00:38:33.117 --> 00:38:37.117
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหนุได้อ่าน หนูได้ยิน

580
00:38:37.119 --> 00:38:41.119
หรือการฟัง เขาเลยบอกว่าเสียงนี่ดังมาจากไหน มัน

581
00:38:41.120 --> 00:38:45.120
เกิดจากอะไร มันวิ่งผ่านหูเลย ถ้าอาจารย์บอกว่า..

582
00:38:45.122 --> 00:38:49.122
โทษนะลูกนะ มีเสียงนิดหนึ่ง

583
00:38:49.123 --> 00:38:53.123
อาจารย์เคาะอย่างนี้

584
00:38:53.125 --> 00:38:57.125
ถ้าใครได้ยินจะต้องหันมาหาแล้วว่า

585
00:38:57.127 --> 00:39:01.127
เสียงนี้มาจากไหน เสียงนี้เกิดจากอะไร

586
00:39:01.130 --> 00:39:05.130
เข้าใจนะคะ เสียงนี้มาจากไหน แม้แต่เสียง

587
00:39:05.133 --> 00:39:09.133
ที่อาจารย์พูด ถ้าหนูไม่รู้ว่าอาจารย์อยู่ตรงนี้

588
00:39:09.135 --> 00:39:13.135
หนูก็ต้องมองหาแล้วว่า เอ๊ะ มันมาจากทางไหน

589
00:39:13.137 --> 00:39:17.137
เสียงมาจากทางไหน มองที่ลำโพง อยู่ข้างนอก

590
00:39:17.138 --> 00:39:21.138
ก็ได้ แล้วเดินมาเรื่อย ๆ ๆ ถ้าเป็นไมค์ลอยนะคะ

591
00:39:21.140 --> 00:39:25.140
อันนี้เป็นการได้ยินหรือการฟัง

592
00:39:25.142 --> 00:39:29.142
หู หูของเรามีหูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

593
00:39:29.144 --> 00:39:33.144
ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันนะคะ อันนี้

594
00:39:33.145 --> 00:39:37.145
อาจารย์ไม่ก้าวถึงนะคะ อันนี้ให้อ่านเอา

595
00:39:37.146 --> 00:39:41.146
ไม่ออกสอบด้วยนะคะ เรื่องของหู ให้หนูรู้ว่าหู

596
00:39:41.147 --> 00:39:45.147
ได้ยิน องค์ประกอบของเสียง ระดับของเสียง

597
00:39:45.148 --> 00:39:49.148
ถูกกำหนดด้วยความถี่ของเสียง ความดัง

598
00:39:49.151 --> 00:39:53.151
ของเสียง แอมพลิจูดของเสียง

599
00:39:53.153 --> 00:39:57.153
ดังหรือไม่ดังอย่างไร ควบคุมโดยการเครื่องเล่น

600
00:39:57.155 --> 00:40:01.155
นะคะ ลักษณะของเสียงที่มีท่องทำนอง

601
00:40:01.157 --> 00:40:05.157
ถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง คุณภาพของเสียง

602
00:40:05.158 --> 00:40:09.158
เข้าไมค์แล้ว ง่วงนอนมาก

603
00:40:09.158 --> 00:40:13.158
เสียงหวานเหลือเกิ นแต่เสียงบางคนเข้าไมค

604
00:40:13.161 --> 00:40:17.161
เลย สดุ้งตลอดเวลา เสียงบางคน

605
00:40:17.161 --> 00:40:21.161
น่าฟังจนหลับเลย แต่ละคน อันนี้

606
00:40:21.163 --> 00:40:25.163
เขาเรียกว่า "เสียง" หรือ "ท่วงทำนอง"

607
00:40:25.165 --> 00:40:29.165
นะคะ ถ้าอาจารย์ถามว่า อาจารย์แอน

608
00:40:29.166 --> 00:40:33.166
ตะโกน ถูกกำหนดด้วยอะไรคะ

609
00:40:33.168 --> 00:40:37.168
ถ้าอาจารย์ตะโกน

610
00:40:37.168 --> 00:40:41.168
ถูกกำหนดด้วยอะไรลูก คำตอบอยู่บนหน้าสไลด์ค่ะ

611
00:40:41.170 --> 00:40:45.170
หนุตอบให้อาจารย์หน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือหน่อย

612
00:40:45.173 --> 00:40:49.173
ถ้าอจารย์ตะโกน

613
00:40:49.174 --> 00:40:53.174
อะไรเป็นตัวกำหนดคะ

614
00:40:53.176 --> 00:40:57.176
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ

615
00:40:57.177 --> 00:41:01.177
ตอบเลยลูก

616
00:41:01.178 --> 00:41:05.178
อะไรนะคะ ความถี่ ไม่ใช่ลูก

617
00:41:05.180 --> 00:41:09.180
อาจารย์ตะโกนค่ะ สมมติอาจารย์ตะโกน

618
00:41:09.181 --> 00:41:13.181
น่ะค่ะ ตะโกนเสียงดัง ๆ เลยค่ะ อะไรกำหนดตัวนั้น

619
00:41:13.183 --> 00:41:17.183
คะ

620
00:41:17.184 --> 00:41:21.184

621
00:41:21.186 --> 00:41:25.186
ในหน้าจอก็มีคำตอบอยู่นะคะลูก

622
00:41:25.188 --> 00:41:29.188
ดูดี ๆ ลูก

623
00:41:29.190 --> 00:41:33.190
อะไรนะคะลูก ความดัง

624
00:41:33.192 --> 00:41:37.192
ใช่ค่ะ ความดัง แต่อะไรกำหนดความดังลูก

625
00:41:37.197 --> 00:41:41.197
amplitude

626
00:41:41.199 --> 00:41:45.199
จดจำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้ก่อนนะคะ จำไว้ก่อน

627
00:41:45.201 --> 00:41:49.201
1 แต้ม 1 เต้ม 4 แต้ม

628
00:41:49.202 --> 00:41:53.202
อาจารย์จำได้แค่นี้แหละค่ะนะคะ

629
00:41:53.205 --> 00:41:57.205
นี่ไง ที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์แอมตะโกนนะ

630
00:41:57.206 --> 00:42:01.206
อะไรก็ช่าง ถูกกำหนดด้วยอะไร Amptitude ของเสียง

631
00:42:01.208 --> 00:42:05.208
แต่ถ้าอาจารย์ค่อย ๆ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ

632
00:42:05.210 --> 00:42:09.210
เรื่อย ๆ จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6

633
00:42:09.212 --> 00:42:13.212
ถูกกำหนดด้วยความถี่ แต่

634
00:42:13.214 --> 00:42:17.214
ถ้าลักษณะของเสียง เสียงร้อง อาจารย์ร้องเพลงไม่เป็นนะ

635
00:42:17.215 --> 00:42:21.215
ถ้าอาจารย์ร้องเพลงเป็นจะร้องเพลงให้ฟังนะ

636
00:42:21.217 --> 00:42:25.217
ด้วยชนิดของเสียงและคุณภาพของเสียง อาจารย์เปิดเสียง

637
00:42:25.218 --> 00:42:29.218
เพลงไทยเดิมตอนช่วงบ่าย รับรองค่ะ

638
00:42:29.219 --> 00:42:33.219
หมอน 1 ใบ ผ้าห่มอีก 1 ผืน

639
00:42:33.220 --> 00:42:37.220
อาจารย์ก็จะบอกว่า Goo nigth ค่ะ

640
00:42:37.220 --> 00:42:41.220
โดยปกติ

641
00:42:41.222 --> 00:42:45.222
ถ้าอาจารย์เป็นคนตั้ง และเขียนลงมาปุ๊บ อาจารย์จะบอกเลยว่า

642
00:42:45.222 --> 00:42:49.222
อาจารย์ท่านนี้ไม่ควรสอนตอนบ่าย เดี๋ยวเด็ก

643
00:42:49.223 --> 00:42:53.223
หลับ เสียงอาจารย์แอนครั้งแรก ก่อนที่จะทำการผ่าตัด

644
00:42:53.225 --> 00:42:57.225
ทำการผ่าตัดอาจารย์ไม่เคยสอนตอนบ่ายเลยนะคะ เด็ก ๆ บอกว่าเสียง

645
00:42:57.227 --> 00:43:01.227
เหมือนคนกำลังกล่อมให้นอน แต่พออาจารย์ผ่าตัดปุ๊บ

646
00:43:01.232 --> 00:43:05.232
เสียงอาจารย์มีคีย์เดียว คือ คีย์กลาง ขึ้นเสียงสูงไม่ได้

647
00:43:05.233 --> 00:43:09.233
เสียงอาจารย์จะเป็นคีย์เดียว ถ้าเป็นคุณครูที่สอนดนตรี

648
00:43:09.236 --> 00:43:13.236
เขาจะรู้ค่ะ ว่าเสียงอาจารย์แอนมีคีย์เดียว ส่งผล

649
00:43:13.237 --> 00:43:17.237
ทำให้ลักษณะของเสียงร้อง หรือท่วงทำนอง ชนิด

650
00:43:17.238 --> 00:43:21.238
ของเสียง หรือคุณภาพของเสียงของเขา เส้นเสียงแต่ละคน

651
00:43:21.239 --> 00:43:25.239
ไม่เหมือนกันนะคะ เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน

652
00:43:25.241 --> 00:43:29.241
เพราะฉะนั้น เสียงของคนที่พูดออกมา เราเลยถึงรู้เลยว่า

653
00:43:29.242 --> 00:43:33.242
เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เรารู้ได้อย่างไรคะ

654
00:43:33.244 --> 00:43:37.244
เพราะสมองเรารับรู้แล้วว่าเสียงนี้เป็นของชื่อนี้

655
00:43:37.245 --> 00:43:41.245
นะคะ การสัมผัส

656
00:43:41.248 --> 00:43:45.248
ในคนปกติถือว่าถ้าหนูแตะหรือ

657
00:43:45.250 --> 00:43:49.250
สัมผัสเป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเป็น ตาหนแุูมอง

658
00:43:49.251 --> 00:43:53.251
มองปุ๊บแล้วหนูจับ

659
00:43:53.252 --> 00:43:57.252
จริงไหมลูก หนูจะต้องมองก่อนนะคะ

660
00:43:57.253 --> 00:44:01.253
พอหนูมองปั๊บ อ๋อ สเปรย์

661
00:44:01.255 --> 00:44:05.255
จับ เพื่ออะไร เพื่อฉีด

662
00:44:05.257 --> 00:44:09.257
นะคะ เพื่อฉีดทำไม ทำไมคะ

663
00:44:09.262 --> 00:44:13.262
ฆ่าเชื้อโรค แล้วทีนี้

664
00:44:13.263 --> 00:44:17.263
ปัญหามันมาเลย แล้วฆ่าเชื้อโรค ฉีดแล้ว

665
00:44:17.264 --> 00:44:21.264
ต้องฉีดขนาดไหน แล้วต้องทำมืออย่างไร

666
00:44:21.267 --> 00:44:25.267
ถึงจะฆ่าเชื้อโรคได้ จริงไหมคะ

667
00:44:25.269 --> 00:44:29.269
ไม่ใช่ว่าแค่จับขึ้นมาแล้วฉีดติ๊ด แล้วจบ

668
00:44:29.272 --> 00:44:33.272
เขาเลยบอกว่าคนปกติ

669
00:44:33.273 --> 00:44:37.273
การสัมผัส ถือเป็นความสัมผัส... ขอโทษค่ะ ถือเป็นการ

670
00:44:37.275 --> 00:44:41.275
ที่เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นและได้ยิน

671
00:44:41.275 --> 00:44:45.275
แต่ในคนที่มีปัญหาทางด้าน

672
00:44:45.277 --> 00:44:49.277
สายตา การสัมผัสถือว่ามีความสำคัญมาก

673
00:44:49.278 --> 00:44:53.278
ถ้าลองยกแก้วน้ำขณะมองไม่เห็น จะพบว่า

674
00:44:53.279 --> 00:44:57.279
ความเร็วและความแม่นยำในการยกแก้วน้ำจะลดลง

675
00:44:57.281 --> 00:45:01.281
ให้หนูหลับตา ถ้าอาจารย์มีแก้วน้ำนะคะ

676
00:45:01.285 --> 00:45:05.285
ให้หนูหลับตาแล้วหนูมองไม่เห็นเลย ว่า

677
00:45:05.286 --> 00:45:09.286
พี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวางเบา ๆ

678
00:45:09.287 --> 00:45:13.287
แล้วหนูจะทำการปัดโต๊ะ แก้วน้ำนั้น

679
00:45:13.289 --> 00:45:17.289
จะร่วงแตกไหมคะ จะตกแตกไหมลูก

680
00:45:17.290 --> 00:45:21.290
หนูคิดว่าตกแตกไหม แต่ถ้าพี่พลอย

681
00:45:21.291 --> 00:45:25.291
นำเอาแก้วน้ำมาวาง แล้วบอกว่าพี่เอาแก้วน้ำมา

682
00:45:25.293 --> 00:45:29.293
วางไว้ตรงนี้นะ ระวังตกแต่งนะ สมองหนูเริ่มคิดแล้ว

683
00:45:29.295 --> 00:45:33.295
อุ้ย มีอีกแก้วน้ำ แก้วน้ำอยู่ตรงไหน

684
00:45:33.297 --> 00:45:37.297
สมมติหูนปิดตาเอาไว้นะคะ แล้วหนูเอามือขยับ

685
00:45:37.297 --> 00:45:41.297
หาแก้วน้ำ จนกระทั่งไปชน ส่งผลทำให้

686
00:45:41.299 --> 00:45:45.299
การสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่

687
00:45:45.300 --> 00:45:49.300
มีปัญหาทางสายตา แต่ถ้าคนปกติ สายตา

688
00:45:49.304 --> 00:45:53.304
ถือเป็นสิ่งแรกการสัมผัสถือเป็น

689
00:45:53.306 --> 00:45:57.306
สิ่งที่ 2 หัวข้อนี้ อาจารย์

690
00:45:57.308 --> 00:46:01.308
ออกข้อสอบนะคะ ย้ำนะคะ อาจารย์ออกข้อสอบหัวข้อนี้นะคะ

691
00:46:01.310 --> 00:46:05.310
แต่เป็นตัวการ์ตูน แล้ว

692
00:46:05.311 --> 00:46:09.311
ถามว่า A กับ B

693
00:46:09.312 --> 00:46:13.312
อะไรเป็นสำคัญ ถ้าเด็ก

694
00:46:13.314 --> 00:46:17.314
คนนั้นตาบอด อาจารย์แอนจะใส่ผ้า

695
00:46:17.316 --> 00:46:21.316
มัดสายตาเขา โอเคนะคะ

696
00:46:21.318 --> 00:46:25.318
แล้วก็ยืนมีฐานแก้ว ทุกอย่างเป็น หมดเลยลูก

697
00:46:25.320 --> 00:46:29.320
จะเป็นภาพ หนูแค่เขียนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ

698
00:46:29.322 --> 00:46:33.322
ให้เขียนเลข 1 เลข 2 ซึ่งอาจารย์จะมีตัวอย่างให้ด้านบน

699
00:46:33.324 --> 00:46:37.324
นะคะ ทำอย่างไรนะคะ

700
00:46:37.325 --> 00:46:41.325
ข้อสอบของอาจารย์ 10 ข้อค่ะ ง่าย ๆ

701
00:46:41.327 --> 00:46:45.327
บทละ 1 ข้อ ก็พอนะ

702
00:46:45.329 --> 00:46:49.329
ผิวหนัง คราวนี้แหละ

703
00:46:49.331 --> 00:46:53.331
เด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาแบบอาจารย์แอนนะ

704
00:46:53.331 --> 00:46:57.331
สัมผัสและการกระตุ้นของผิวหนัง มี 3 สัมผัส 1.

705
00:46:57.333 --> 00:47:01.333
Thermoreceptors  ตัวสัมผัส

706
00:47:01.335 --> 00:47:05.335
ถึงความร้อนและความเย็น อาจารย์แอนเหงื่อตก

707
00:47:05.337 --> 00:47:09.337
ปั๊บ ๆ ๆ อาจารย์รับรู้ได้เลยว่าอาจารย์ร้อน

708
00:47:09.338 --> 00:47:13.338
Nocieceptores คือ ตัวรับสัมผัส

709
00:47:13.340 --> 00:47:17.340
ความเจ็บปวด อาจารย์แอนนั่ง ไม่มีพนักพองเลย

710
00:47:17.343 --> 00:47:21.343
ปวดหลังจังเลย

711
00:47:21.344 --> 00:47:25.344
หรือข้างหลังของเรามีอะไรคะ เบาะที่นั่งเขามี

712
00:47:25.347 --> 00:47:29.347
เหล็กทิ่มออกมาแล้วเราไปกดทับตรงเหล็ก

713
00:47:29.349 --> 00:47:33.349
เจ็บนะ นี่เจ็บนะ

714
00:47:33.351 --> 00:47:37.351
Mechanoreceptors คือ ความสัมผัสถึงความกดดัน

715
00:47:37.353 --> 00:47:41.353
บางคราวเท่านั้น ที่มีผลต่อสิ่งนั้น ๆ

716
00:47:41.354 --> 00:47:45.354
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าอาจารย์บอกว่าให้หนูเดินออกไปนอกห้อง

717
00:47:45.358 --> 00:47:49.358
นะคะ ให้หนูฉเดินออกไปนอกห้อง แต่

718
00:47:49.359 --> 00:47:53.359
ลูกบิดข้างหน้าอาจารย์ใส่หมามุ้ยเอาไว้

719
00:47:53.361 --> 00:47:57.361
โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยค่ะ ว่า

720
00:47:57.385 --> 00:48:01.385
หมามุ่ยเกาะอยู่ที่นั่น

721
00:48:01.386 --> 00:48:05.386
สิ่งแรก คือ หนูไปจับ หนูไม่รู้จักความร้อนหรือความเย็น

722
00:48:05.387 --> 00:48:09.387
Thermoreceptors ไม่ได้ทำ

723
00:48:09.389 --> 00:48:13.389
แต่ Nociceptors เริ่มทำงานแล้ว

724
00:48:13.392 --> 00:48:17.392
หนูคัน เข้าใจใช่ไหมคะ หนูคัน

725
00:48:17.396 --> 00:48:21.396
แล้วหนูมี Mechanoreceptors ถึงความกดดัน

726
00:48:21.398 --> 00:48:25.398
แล้วทำไมไม่บอกเราก่อนว่ามีหมามุ้ย

727
00:48:25.400 --> 00:48:29.400
ความคิดของหนูในหัวต้องคิดแล้ว แล้วทำไมไม่บอก

728
00:48:29.403 --> 00:48:33.403
ก็อาจารย์ไม่ได้เป็นคนวาง พี่หนูไหนวางไม่รู้

729
00:48:33.406 --> 00:48:37.406
เหมือนกันิถ้าเป็นข้อสอบ

730
00:48:37.413 --> 00:48:41.413
อาจารย์ก็จะมีตัวละครขึ้นมาให้หนูเห็นอีก

731
00:48:41.413 --> 00:48:45.413
หนูเคยเห็นคนจีนที่เขาเดินลุย

732
00:48:45.415 --> 00:48:49.415
แก้วไหมคะ เหยียบแก้ว ที่นครสวรรค์น่าจะดังที่สุดนะคะ

733
00:48:49.418 --> 00:48:53.418
เหยียบ ๆ ดเหยียบแก้ว

734
00:48:53.419 --> 00:48:57.419
เขาสัมผัส ถามว่าสัมผัสร้อนสัมผัสเย็นไหม

735
00:48:57.419 --> 00:49:01.419
ไม่ ก็เขาแค่เหยียบแก้ว แต่เขาสัมผัส

736
00:49:01.420 --> 00:49:05.420
ถึงความเจ็บปวดไหม เราไม่รู้ แต่แน่นอนเลย

737
00:49:05.422 --> 00:49:09.422
คือ เขารับสัมผัสถึงแรงกดดัน

738
00:49:09.424 --> 00:49:13.424
ซึ่งถ้าเขาบอกว่าเขาเจ็บ คนก็จะไม่เชื่อเขา

739
00:49:13.426 --> 00:49:17.426
นั่นแสดงว่าคนที่เหยียบแก้ว

740
00:49:17.428 --> 00:49:21.428
เขามีผลต่ออะไรคะ ตัวรับ คือ Mecanoreceptor

741
00:49:21.430 --> 00:49:25.430
แต่ถ้าคนลุยไฟ อย่างแรก

742
00:49:25.432 --> 00:49:29.432
เลยค่ะ เขาเจอ Thermoreceptors คือ ความ

743
00:49:29.435 --> 00:49:33.435
ร้อน แล้วเขาตามมาด้วย Nociceptors

744
00:49:33.437 --> 00:49:37.437
ก็คงไม่มีใครบอกหลอกนะ ว่าฉันร้อน

745
00:49:37.438 --> 00:49:41.438
บอกปั๊บ ไม่มีใครไปดูแน่ค่ะ นครสวรรค์

746
00:49:41.439 --> 00:49:45.439
อาจารย์ไปดูก็เพราะเขาทิ่มปากได้นี่แหละค่ะ นะคะ

747
00:49:45.441 --> 00:49:49.441
ทิ่มแล้ว มีใครเคยไปดูไหมคะ

748
00:49:49.445 --> 00:49:53.445
ว่าไอ้ตรงแก้มที่เขาทิ่มน่ะมันเป็นรูไหม

749
00:49:53.447 --> 00:49:57.447
ที่ ๆ เขา ไม่รู้ว่า

750
00:49:57.450 --> 00:50:01.450
เขาเรียก... ไม่รู้จะพูดอย่างไร ที่นครสวรรค์น่ะ

751
00:50:01.452 --> 00:50:05.452
เขาจะ...

752
00:50:05.453 --> 00:50:09.453
แต่แก้มเขาไม่มีรอยเลยนะ ไปดูแก้มเขาแล้ว

753
00:50:09.458 --> 00:50:13.458
แก้มเขาไม่มีรอย นี่แหละ คือ ปัญหา

754
00:50:13.460 --> 00:50:17.460
ที่เหยียบ ไปดูฝ่าเท้าของเขาไม่มีรอยเลยค่ะ

755
00:50:17.461 --> 00:50:21.461
ไม่มีรอยเลย อันนี้อาจารย์ไปเห็นกับตาแล้วนะคะ ไป

756
00:50:21.463 --> 00:50:25.463
ขอดูกับตาแล้วด้วยนะคะ

757
00:50:25.464 --> 00:50:29.464
เป็นความเชื่อของเขาน่ะค่ะ นะ

758
00:50:29.466 --> 00:50:33.466
คราวนี้การเคลื่อนไหว

759
00:50:33.467 --> 00:50:37.467
เกือบจบแล้วลูก อันนี้เกือบจบแล้ว การเคลื่อนไหว

760
00:50:37.474 --> 00:50:41.474
หรือการรับสิ่งเร้า กระตุ้นส่งผลให้สมองของเราประมวลผล

761
00:50:41.477 --> 00:50:45.477
แล้วสร้างการตอบสนอง โดยการส่ง

762
00:50:45.478 --> 00:50:49.478
ให้กล้ามเนื้อตอบสนอง ยกตัวอย่างเช่น หนู

763
00:50:49.480 --> 00:50:53.480
วางขาเอาไว้ปั๊บ หรือนั่งปุ๊บ สังเกตไหม

764
00:50:53.482 --> 00:50:57.482
นั่งปุ๊บไขว่ห้างปั๊บเข้าใจนะคะ

765
00:50:57.485 --> 00:51:01.485
รู้ว่า ถ้านั่ง ต้องยกขา

766
00:51:01.486 --> 00:51:05.486
แล้วไขว้ห้าง แต่บางคนเขารู้ว่า

767
00:51:05.488 --> 00:51:09.488
ถ้าไม่มีเกห้าอี้ ต้องทำการหามุมพิง

768
00:51:09.489 --> 00:51:13.489
เราจะยืนนานไหม หรือแม้แต่จะถ่ายรูป

769
00:51:13.492 --> 00:51:17.492
มีใครบ้างไหมคะ มีคนยืนกันเต็มเลย แล้วเรา

770
00:51:17.494 --> 00:51:21.494
นั่งอยู่ข้างล่าง ไม่เห็นหน้าเราเลย ก็คงไม่มีใช่ไหมลูก

771
00:51:21.497 --> 00:51:25.497
ไม่มี เขาถึงได้บอกว่านี่นะ ถ้า

772
00:51:25.498 --> 00:51:29.498
เราสร้างการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยส่งสัญญาณให้

773
00:51:29.500 --> 00:51:33.500
กล้ามเนื้อตอบสนอง

774
00:51:33.502 --> 00:51:37.502
เวลาในการตอบสนองที่เรียกว่า "Reaction time"

775
00:51:37.504 --> 00:51:41.504
รวมกับเวลาในการเคลื่อนไหว ซึ่งเวลาในการเคลื่อนไหว

776
00:51:41.506 --> 00:51:45.506
ขึ้นอยู่กับทางกายภาพ เช่น อายุ ความสมส่วน

777
00:51:45.508 --> 00:51:49.508
อาจารย์ยกตัวอย่าง อาจารย์ดูใน

778
00:51:49.512 --> 00:51:53.512
Tiktok

779
00:51:53.513 --> 00:51:57.513
คือด้วยความที่เขาแบ่งออกมา

780
00:51:57.515 --> 00:52:01.515
คนนี้น้ำหนัก 46 คนที่ 60

781
00:52:01.516 --> 00:52:05.516
เขาไม่กระโดดตบ เขาไม่กระโดตบ แต่เขาทำ

782
00:52:05.517 --> 00:52:09.517
อย่างนี้ แค่นี้ อย่างนี้แค่นี้เอานะคะ

783
00:52:09.519 --> 00:52:13.519
อย่างนี้ แต่คนที่ 46 กระโดดตบได้

784
00:52:13.520 --> 00:52:17.520
คน 60 ถึงไม่กระโดด เพราะ

785
00:52:17.522 --> 00:52:21.522
1. กระโดดไม่ขึ้นค่ะ

786
00:52:21.523 --> 00:52:25.523
2. ทำไมคะ ข้อของเขาทั้งหลายแหล่น่ะ

787
00:52:25.526 --> 00:52:29.526
อาจจะซ้ำหรือว่าติดต่าง ๆ มีคลิปจีนนะคะ

788
00:52:29.528 --> 00:52:33.528
เขามีแบ่งเลยว่า อันนี้ 60 อันนี้ 46

789
00:52:33.529 --> 00:52:37.529
ออกกำลังกายเหมือนกัน กระโดดตบเหมือนกัน คนที่

790
00:52:37.531 --> 00:52:41.531
46 กระโดด... ได้ปกติเลยค่ะ แต่อีกคนไม่ได้กระโดด

791
00:52:41.532 --> 00:52:45.532
ขนาดกระโดดที่กระโดดตบได้เท้านี่ค่ะ

792
00:52:45.533 --> 00:52:49.533
ก็กระโดด หย่อง ๆ คน 60

793
00:52:49.534 --> 00:52:53.534
ตีใต้ขา แล้วก็จบ

794
00:52:53.535 --> 00:52:57.535
อาจารย์ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะ ดูแต่ภาพค่ะ ดูแต่ภาพ

795
00:52:57.537 --> 00:53:01.537
เหมือนอาจารย์แอนเป็นโรคนะคะ อาจารย์ก็มีผล

796
00:53:01.538 --> 00:53:05.538
เคลื่อนไหวเหมือนกันนะคะ มีผลต่อการเคลื่อนไหว

797
00:53:05.539 --> 00:53:09.539
เมื่อวานอาจารย์ดูแล้วค่ะ

798
00:53:09.541 --> 00:53:13.541
จุฬาฯ ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาแล้ว

799
00:53:13.542 --> 00:53:17.542
ไปเหยียบมาเรียบร้อยแล้วตึกนั้นน่ะ เขาบอกว่า

800
00:53:17.547 --> 00:53:21.547
เป็นคนไข้นอกแล้วจะให้อาจารย์แอน

801
00:53:21.549 --> 00:53:25.549
ผ่าตัด อาจารย์ก็เลยบอกว่าผ่าแล้ว แต่

802
00:53:25.550 --> 00:53:29.550
ถ้าผ่าอีกสงสัยจะทั้งตัว

803
00:53:29.554 --> 00:53:33.554
ไม่มีกระดูกเลยค่ะ จะมีแต่เหล็ก เมื่อไหร่ที่มีเบลห็

804
00:53:33.556 --> 00:53:37.556
ทั้งตัวหนูจะเห็นอาจารย์เป็น Robot ค่ะ เราเคลื่อนไหว

805
00:53:37.558 --> 00:53:41.558
ด้วยการหมุน อาจารย์โชคดีที่สมอง

806
00:53:41.560 --> 00:53:45.560
ไม่กระทบกระเทือนเท่านั้นจริง ๆ ลูกตอนนี้

807
00:53:45.560 --> 00:53:49.560
อาจารย์มองไปที่

808
00:53:49.561 --> 00:53:53.561
ข้างล่างเลยนะคะ เท้าในแต่ละคน หนูเดินนั่งมาปุ๊บ

809
00:53:53.562 --> 00:53:57.562
ถ้าที่วางอย่างล่าง เขามีที่พักเท้า

810
00:53:57.563 --> 00:54:01.563
เด็กเอาเท้าขึ้นวางพักเท้าไหมคะ

811
00:54:01.565 --> 00:54:05.565
การตอบสนอง

812
00:54:05.566 --> 00:54:09.566
ของทุนคนอาจารย์เชื่อมั่นว่าทุกคน ทุกคน

813
00:54:09.567 --> 00:54:13.567
ทุกคน ใช้คำว่าทุกคนเลย ความจำของมนุยศ

814
00:54:13.569 --> 00:54:17.569
คราวนี้ล่ะเด็กจะมีความจำมาก-น้อยแค่ไหน ความจำ

815
00:54:17.571 --> 00:54:21.571
ของมนุษย์เกิดจากการทำงาน 3 ส่วนด้งยกัน เริ่มตั้งแต่

816
00:54:21.571 --> 00:54:25.571
ข้อมูล สเปรย์แอลกอฮอล์

817
00:54:25.573 --> 00:54:29.573

818
00:54:29.574 --> 00:54:33.574
เอาฉีดนะคะ เอาฉีดเพื่อทำไมคะ ฆ่าเชื้อ

819
00:54:33.576 --> 00:54:37.576
ไปยังหน่วยความจำระยะสั้น

820
00:54:37.577 --> 00:54:41.577
เฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์เราให้ความสนใจเท่านั้น

821
00:54:41.578 --> 00:54:45.578
ช่วงนี้เป็นโควิด ใคร ๆ ก็หมายปองสเปรย์

822
00:54:45.580 --> 00:54:49.580
แอลกอฮอล์ แต่เมื่อโควิดเขาประกาศว่าเป็นแค่ไข้หวัด

823
00:54:49.582 --> 00:54:53.582
ธรรมดา มีใครสักคนไหมคะ ที่ระวัง

824
00:54:53.582 --> 00:54:57.582
หรือไม่คนในนี้ก็เป็นโควิด

825
00:54:57.584 --> 00:55:01.584
เพราะคนที่เป็นโควิด เดินไปรักษา

826
00:55:01.588 --> 00:55:05.588
กับคุณหมอธรรมดาเลยนะคะ แล้วก็

827
00:55:05.590 --> 00:55:09.590
บอกตัวเองว่าตนเป็นโควิด-19 ก้รับยามา

828
00:55:09.592 --> 00:55:13.592
เดินกลับบ้าน ถ้าโควิด

829
00:55:13.594 --> 00:55:17.594
ไม่กินปอด เรื่องคงจบนะคะ

830
00:55:17.594 --> 00:55:21.594
ก็อาจารย์ท่านหนึ่ง แฟนอาจารย์ท่านหนึ่ง

831
00:55:21.595 --> 00:55:25.595
ก็ไปเพราะโควิด-19 นั่นล่ะค่ะ กินปอด

832
00:55:25.597 --> 00:55:29.597
คิดแล้วอนาถ

833
00:55:29.598 --> 00:55:33.598
น้อยใจ ทำไมเรานี่เสี่ยงทุกอย่าง เราไม่เป็นอะไรเลย

834
00:55:33.600 --> 00:55:37.600
หนูรู้จักปลาทองไหมลูก

835
00:55:37.601 --> 00:55:41.601
ปลาทอง หนูให้อาหารปลาทอ

836
00:55:41.603 --> 00:55:45.603
แล้วหนูให้ตลอด ๆ ตลอด ๆ ปลาทองกินตลอดไหมลูก

837
00:55:45.606 --> 00:55:49.606
กินลูก เพราะอะไรคะ ปลาทอง

838
00:55:49.608 --> 00:55:53.608
มีความจำสั้น

839
00:55:53.609 --> 00:55:57.609
เพราะฉะนั้น เด็กบางคนอาจารย์จึงมอง่วา

840
00:55:57.609 --> 00:56:01.609
เป็นสมองปลาทอง อาจารย์จะวัดเด็กอย่างนี้นะคะ ว่า

841
00:56:01.611 --> 00:56:05.611
เรียนปุ๊บ สอบปั๊บ เต็มเลยทันที

842
00:56:05.614 --> 00:56:09.614
แต่เด็กบางคนยังไม่ได้ หนูต้องกลับไปประมวลผล

843
00:56:09.616 --> 00:56:13.616
เพออาจารย์นัดสอบอีกสัปดาห์หนึ่ง เอาจารย์แยก

844
00:56:13.618 --> 00:56:17.618
กลุ่มเด็กได้แล้ว เด็กเซตนี้เป็นเด็กปลาทอง เด็กเซตนี้

845
00:56:17.619 --> 00:56:21.619
เป็นเด็กประมวลผล อาจารย์เรียกเซตนี้ว่า

846
00:56:21.621 --> 00:56:25.621
น้องปลาทอง น้องชายอาจารย์ก็น้องปลาทองเหมือนกันลูก

847
00:56:25.627 --> 00:56:29.627
ครับ แล้วก็ไม่ทำนะลูกนะ

848
00:56:29.629 --> 00:56:33.629
หน่วยความจำของเรานะคะ มีอยู่ 3 ประเภท

849
00:56:33.631 --> 00:56:37.631
Sensory memory กับ Short-term memory

850
00:56:37.632 --> 00:56:41.632
และ Long-term memory Short-term

851
00:56:41.632 --> 00:56:45.632
ถามว่า Short-term เป็นอย่างไร

852
00:56:45.634 --> 00:56:49.634
เขาเรียกว่า Short term จะกลายเป็น

853
00:56:49.636 --> 00:56:53.636
Sensory memory เป็นการรับรู้ด้วยความรู้สึก

854
00:56:53.636 --> 00:56:57.636
ผ่าน หนูมองเห็น หนูได้ยินนะคะ เป็นหน่วย

855
00:56:57.638 --> 00:57:01.638
ความจำแบบการเจ็บแบบ Continuously Overwritten

856
00:57:01.639 --> 00:57:05.639
Overwritens

857
00:57:05.642 --> 00:57:09.642
เป็นเกี่ยวกับความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น

858
00:57:09.644 --> 00:57:13.644
หนูเห็นคนเจ็บ หนูรู้สึกสงสารเขา หนูเห็น

859
00:57:13.646 --> 00:57:17.646
ที่โดนทิ้ง หนูรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น

860
00:57:17.648 --> 00:57:21.648
เราก็อยากช่วย อันนี้เป็นความรู้สึกค่ะ เป็นความรู้สึกทันทีทันใด

861
00:57:21.650 --> 00:57:25.650
ที่เรียกว่า "Sensory memory "

862
00:57:25.651 --> 00:57:29.651
ส่วนความจำระยะสั้นเป็นอย่างไร เป็นความจำแบบชั่วคราว

863
00:57:29.653 --> 00:57:33.653
เช่น วันนี้อาจารย์จะคุยกับหนูว่า

864
00:57:33.653 --> 00:57:37.653
มีปลาทองเป็นหน่วยความจำระยะสั้น คาบนี้ก็จบไปแล้ว

865
00:57:37.658 --> 00:57:41.658
เรื่องของความจำระยะสั้นนะคะ แล้วความจำพวกนี้

866
00:57:41.660 --> 00:57:45.660
สามารถเรียกคืนได้ผ่านในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว

867
00:57:45.660 --> 00:57:49.660
ความจำนั้นจะหายไป เขาเรียกว่าความจำ

868
00:57:49.662 --> 00:57:53.662
แบบชั่วคราว เช่น การรับรู้ข่าวสาร

869
00:57:53.666 --> 00:57:57.666
จากการสนทนา เหมือนหนูคุยกันกับเพื่อนค่ะ

870
00:57:57.667 --> 00:58:01.667
พอตกเย็นมา เมื่อกลางวันเราคุยอะไรกัน เคยถามไหมลูก

871
00:58:01.668 --> 00:58:05.668
เคยถามกันไหม

872
00:58:05.670 --> 00:58:09.670
ผ่านแล้วผ่านเลย นั่นคือความจำระยะสั้น

873
00:58:09.672 --> 00:58:13.672
สมองเราเริ่มทำงานแล้ว คราวนี้มา

874
00:58:13.673 --> 00:58:17.673
ความจำระยะยาวบ้างแล้ว ความจำ

875
00:58:17.675 --> 00:58:21.675
ที่ถูกบันทึกเอาไว้มี 2 ประเภท จำเป็นตอน ๆ

876
00:58:21.677 --> 00:58:25.677
ที่อาจารย์บอกว่าบทที่ 1 เราเป็น HCI H คือ

877
00:58:25.678 --> 00:58:29.678
Human C คือ Communication I

878
00:58:29.680 --> 00:58:33.680
คือ การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ แบ่ง

879
00:58:33.681 --> 00:58:37.681
เป็นตอน ๆ พอตอนที่ 2 อาจารย์ก็บอกว่าความจำ

880
00:58:37.683 --> 00:58:41.683
ของมนุษย์และดูความจำของเขาสิ ว่าเขา

881
00:58:41.685 --> 00:58:45.685
พัฒนาความคิดตัวเองได้ไหม ก็เลยมาเป็นความจำแบบเป็นต

882
00:58:45.687 --> 00:58:49.687
และมีความจำแบบมีโครงสร้าง โครงสร้างของ

883
00:58:49.689 --> 00:58:53.689
ความจำ ถ้าอาจารย์บอกว่านักศึกษาทุกคน เขียน

884
00:58:53.691 --> 00:58:57.691
โครงสร้างของการทอดไข่

885
00:58:57.693 --> 00:59:01.693
หนูจะเริ่มต้นจากอะไร

886
00:59:01.695 --> 00:59:05.695
ทำไข่ดาวด้วย เอา

887
00:59:05.697 --> 00:59:09.697
ไข่ดาว ไข่ดาวสุก

888
00:59:09.699 --> 00:59:13.699
ไข่ดาวสุก มีเงื่อนไข่เยอะหน่อย ทำไข่ดาวสุก

889
00:59:13.702 --> 00:59:17.702
หนูจะเริ่มต้นจากอะไรคะ ขอข้อที่ 1 ลูก

890
00:59:17.702 --> 00:59:21.702

891
00:59:21.703 --> 00:59:25.703

892
00:59:25.705 --> 00:59:29.705
หนูอธิบายให้หน่อย

893
00:59:29.707 --> 00:59:33.707
ทำไข่ดาวแบบสุก

894
00:59:33.709 --> 00:59:37.709
เริ่มต้นข้อที่ 1 คือ...

895
00:59:37.711 --> 00:59:41.711
ตอกไข่เลย ไม่ดูเลยเหรอลูก ว่า

896
00:59:41.713 --> 00:59:45.713
มันเป็นไข่เน่าหรือไม่เน่า ไข่ดีหรือไม่ดี

897
00:59:45.714 --> 00:59:49.714

898
00:59:49.717 --> 00:59:53.717

899
00:59:53.719 --> 00:59:57.719

900
00:59:57.722 --> 01:00:01.722
เอาต้มเขา

901
01:00:01.725 --> 01:00:05.725
แต่จะเอาทำไข่ดาวนะลูก ไข่ดาวต้องทอดลูก

902
01:00:05.727 --> 01:00:09.727
มีน้ำมัน ต้อง

903
01:00:09.729 --> 01:00:13.729
ทอดเอา

904
01:00:13.730 --> 01:00:17.730
เป็นการดมดู

905
01:00:17.731 --> 01:00:21.731
แสดงว่าไข่เน่

906
01:00:21.733 --> 01:00:25.733
มีกลิ่นใช่ไหมลูก

907
01:00:25.733 --> 01:00:29.733
ใช่ เอาไข่ไปลอยน้ำ

908
01:00:29.735 --> 01:00:33.735
ไข่ไปลอยน้ำแล้วถ้าไข่จม แสดงว่าไข่...

909
01:00:33.737 --> 01:00:37.737
ถ้าไข่ลอย คือ ไข่...

910
01:00:37.739 --> 01:00:41.739
มันไม่สมบูรณ์ เขาถึงได้เอาไข่ไปล้างไงคะ

911
01:00:41.740 --> 01:00:45.740
เอาไข่ไปล้างก่อน แล้วก็๋เห็นการลอย แล้วก็การจม

912
01:00:45.742 --> 01:00:49.742
ของไข่ อาจารย์ถามทุกครั้งเลยค่ะ

913
01:00:49.743 --> 01:00:53.743
เวลาทอดไข่ ทำอย่างไร อยู่ดี ๆ เด็กบอกว่าตอกไข่ วางเลย

914
01:00:53.745 --> 01:00:57.745
อาจารย์เลยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหนูต้อง Screen ก่อน

915
01:00:57.746 --> 01:01:01.746
หรือว่าวิเคราะหืก่อนว่าเอาไข่อะไร เช่น

916
01:01:01.748 --> 01:01:05.748
หนูแพ้ไข่เป็ด แต่ในตู้เย็นมีแต่ไข่เป็ดน่ะ

917
01:01:05.749 --> 01:01:09.749
หนูก็ต้องไปตลาดอีกน่ะ ต้องไปหาซื้อ

918
01:01:09.751 --> 01:01:13.751
แล้วถ้าตลาดมีแต่ไข่เป็ดอีกล่ะหนูจะทำอย่างไร

919
01:01:13.751 --> 01:01:17.751
ก็ต้องตามล่านะ ตามล่า เลยส่งผลให้อันดับแรก

920
01:01:17.752 --> 01:01:21.752
เลย คือ หาวัตถุดิบ

921
01:01:21.754 --> 01:01:25.754
จริงไหมคะ หาวัตถุดิบที่... ที่

922
01:01:25.755 --> 01:01:29.755
ทำไมคะ ที่ใช้งานได้

923
01:01:29.758 --> 01:01:33.758
โอเคนะ หาวัตถุดิบที่ใช้งานได้ นี่

924
01:01:33.760 --> 01:01:37.760
คือการทำทอดไข่ธรรมดาเลยค่ะ

925
01:01:37.761 --> 01:01:41.761
แล้วถ้าสุดท้ายเลย สุด จนกระทั่งหนูวางไข่เรียบร้อยแล้ว

926
01:01:41.762 --> 01:01:45.762
เรียบร้อยทุกอย่างเลยค่ะ ไข่สุกทุกอย่างเลยในกระทะ

927
01:01:45.763 --> 01:01:49.763
หรุจะรู้ได้อย่างไรคะว่าหนูจะต้องตักจากกระทะมา

928
01:01:49.765 --> 01:01:53.765
ใส่ที่จาน หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ

929
01:01:53.767 --> 01:01:57.767

930
01:01:57.767 --> 01:02:01.767

931
01:02:01.769 --> 01:02:05.769

932
01:02:05.771 --> 01:02:09.771
ได้แล้ว ได้อย่างไรลูก

933
01:02:09.773 --> 01:02:13.773

934
01:02:13.775 --> 01:02:17.775

935
01:02:17.776 --> 01:02:21.776

936
01:02:21.778 --> 01:02:25.778

937
01:02:25.782 --> 01:02:29.782

938
01:02:29.785 --> 01:02:33.785
แสดงว่าหนูดูลักษณะใช่ไหม

939
01:02:33.788 --> 01:02:37.788
ดูลักษณะของวัตถุดิบนั้น ว่าเขา

940
01:02:37.790 --> 01:02:41.790
แปลผลไปตามเป้าหมายที่หนูวางไว้

941
01:02:41.792 --> 01:02:45.792
หรือไม่ ใช่ไหมลูก ใช่ไหม ความหมาย

942
01:02:45.793 --> 01:02:49.793
ถึงจะหยิบเข้ามาใส่จาน

943
01:02:49.796 --> 01:02:53.796
แล้วคาวนี้พอเราหยิบเข้ามาลงจาน ช้อนมาทั้ง

944
01:02:53.797 --> 01:02:57.797
น้ำมันเลยไหมคะ

945
01:02:57.803 --> 01:03:01.803
ก็ต้องทำไมลูก น้ำมันที่ติดอยู่ก็

946
01:03:01.805 --> 01:03:05.805
ตะแคงออกใช่ไหม

947
01:03:05.806 --> 01:03:09.806
ให้สะเด็ด จำนะ

948
01:03:09.808 --> 01:03:13.808
2 คะแนน

949
01:03:13.813 --> 01:03:17.813
จะให้ใครให้จด จำไว้นะลูก 2 คะแนน

950
01:03:17.815 --> 01:03:21.815
1 คะแนน อันนี้ 2 คะแนน

951
01:03:21.816 --> 01:03:25.816
โอเค จำไว้ก่อนนะลูก จำไว้ก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะจ

952
01:03:25.817 --> 01:03:29.817
จดชื่อแล้ว เดี๋ยวหมดคาบอาจารย์จะจดชื่อล

953
01:03:29.819 --> 01:03:33.819

954
01:03:33.821 --> 01:03:37.821
การจดจำค่ะลูก ถ้าหนูจะจดจำดู

955
01:03:37.822 --> 01:03:41.822
ว่าสิ่งนี้มันเป็นไข่ดาว

956
01:03:41.823 --> 01:03:45.823
แล้วนะ พร้อมแล้ว แต่...

957
01:03:45.825 --> 01:03:49.825
แต่ แต่ที่หนูเคยกินมา ที่หนู

958
01:03:49.826 --> 01:03:53.826
เคยรู้จักมา ไข่ดาวเขาจะไม่สุก

959
01:03:53.828 --> 01:03:57.828
ไม่แห้งนะคะ ไม่สุก ไม่แห้ง  หนูก็เลยบอกว่า

960
01:03:57.832 --> 01:04:01.832
ไม่เอาไม่ชอบแล้วน้ำมันมันไม่เยอะขนาดนี้ในความรู้สึกของ

961
01:04:01.833 --> 01:04:05.833
ตัวเอง ก็ อย่างนั้นก็ไม่เอาครับ

962
01:04:05.835 --> 01:04:09.835
ผมอยากได้ตัวที่มีแห้ง ๆ ไม่มีน้ำมันนะ แล้วก็

963
01:04:09.836 --> 01:04:13.836
เป็นไข่ที่ยังไม่สุก ไข่แดงยังมีเยิ้ม ๆ

964
01:04:13.838 --> 01:04:17.838
นิดหนึ่งอย่างนี้นะคะ อันนี้คือการจดจำ

965
01:04:17.840 --> 01:04:21.840
ใครเคยทานอย่างไร เช่น ตอนเช้า หนูเคย

966
01:04:21.842 --> 01:04:25.842
ขนมปังจิ้มไมโลแล้วมาเรียน

967
01:04:25.843 --> 01:04:29.843
แต่บางบ้านต้องทำอย่างไรคะ กินข้าว แล้วมาเรียน

968
01:04:29.844 --> 01:04:33.844
อาจารย์แอนเป็นบุคคลต่างชาตินิดหนึ่งนะ

969
01:04:33.846 --> 01:04:37.846
ขนมปังอบค่ะ ขนมปังอบอย่างเดียวค่ะ

970
01:04:37.847 --> 01:04:41.847
ใส่เนยเยอะ ๆ ลูก ใส่เนยเยอะ ๆ

971
01:04:41.848 --> 01:04:45.848
เขาบอกว่าคนกินแบบนี้จะเป็นมะเร็ง

972
01:04:45.850 --> 01:04:49.850
47 แล้วลูก ยังไม่เป็นเลย

973
01:04:49.852 --> 01:04:53.852
ไม่เชื่อค่ะ อาจารย์ไม่เคยนะคะ การลืม

974
01:04:53.852 --> 01:04:57.852
ทุกคนมีการลืม การลืมข้อมูล

975
01:04:57.854 --> 01:05:01.854
เกิดจากหน่อยความจำค่อย ๆ สลายไปอย่างช้า ๆ

976
01:05:01.855 --> 01:05:05.855
ทฤษฎีแรก คือ ข้อมูลเก่าถูกทับด้วยข้อมูลใหม่

977
01:05:05.857 --> 01:05:09.857
เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ก็ยากที่จะ

978
01:05:09.858 --> 01:05:13.858
จำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้ แต่อาจารย์เถียงค่ะ

979
01:05:13.860 --> 01:05:17.860
อาจารย์จำเบอร์เก่าได้มากกว่าเบอร์ใหม่ค่ะ เพราะอาจารย์ใช

980
01:05:17.861 --> 01:05:21.861
มา 20 ปี เบอร์ใหม่ใช่แค่ 5 ปีลูก

981
01:05:21.862 --> 01:05:25.862
ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูก

982
01:05:25.864 --> 01:05:29.864
ขวางนะคะ ได้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลา

983
01:05:29.866 --> 01:05:33.866
ขับรถมักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าบ้านหลังใหม่

984
01:05:33.867 --> 01:05:37.867
อาจารย์ขอยกตัวอย่าง เวลาผ่าตัดเสร็จนะคะ อาจ

985
01:05:37.869 --> 01:05:41.869
กลับบ้านสกลนคร เชื่อไหมว่า

986
01:05:41.871 --> 01:05:45.871
อาจารย์แอนกลับบ้านไม่ถูก อาจารย์

987
01:05:45.872 --> 01:05:49.872
กลับไปที่ลพบุรี อาจารย์เข้าร่องของวงเวียน

988
01:05:49.873 --> 01:05:53.873
ทุกร่องเลยค่ะ จำไม่ได้ว่าต้องเข้า

989
01:05:53.875 --> 01:05:57.875
ร่องไหน เป็นการลืม ลืมเพราะอะไรคะ

990
01:05:57.876 --> 01:06:01.876
เพราะสมองของเราทำไมคะ หยุดการทำงาน หรือ Death

991
01:06:01.877 --> 01:06:05.877
ไปนั่นเองนะคะ นั่นเป็นการลืม หนูก็ลื

992
01:06:05.884 --> 01:06:09.884
มีการลืม อาจารย์ได้ถามว่าเข้ามาปุ๊บอาจารย์ได้

993
01:06:09.885 --> 01:06:13.885
สอนอะไร หนูนิ่งนะคะ เห็นไหมคะ ก็เกิดการทับ

994
01:06:13.887 --> 01:06:17.887
ถามว่าทำไม ก็หนูเรียนหลายวิชาก็เกิดการ

995
01:06:17.889 --> 01:06:21.889
ทับได้นะคะ ก็ลืมได้ เขาถึงบอกว่าหนูต้องทำไงคะ

996
01:06:21.890 --> 01:06:25.890
อ่านนะคะ อ่านหนังสือนิดหนึ่งนะ การเอาข้อมูล

997
01:06:25.891 --> 01:06:29.891
กลับมา ถ้าเราลืมแล้ว การดึง

998
01:06:29.893 --> 01:06:33.893
ข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็นการหวนระลึกแล้ว

999
01:06:33.893 --> 01:06:37.893
จำแนก 1. การหวนระลึกได้นั้น ตัวข้อมูลจะส

1000
01:06:37.895 --> 01:06:41.895
ขึ้นอีกครั้ง หน่วยความจำจะแนะนำ เช่น

1001
01:06:41.897 --> 01:06:45.897
การใบ้หรือบอกเป็นนัย ๆ ว่า

1002
01:06:45.898 --> 01:06:49.898
ถ้าหากเราเลี้ยวซ้ายเราจะเจอเลี่ยงเมือง ถ้า

1003
01:06:49.899 --> 01:06:53.899
เลี่ยวขวา เราจะขึเนภูพานอย่างนี้

1004
01:06:53.901 --> 01:06:57.901
ก็จะมีคนบอก อ๋อ ถ้าไปเลี่ยงมือแสดงว่ากลับบ้านเรานะ

1005
01:06:57.901 --> 01:07:01.901
ไปภูพานแสดงว่าทำไมคะ ก็ขึ้นภูพาน

1006
01:07:01.904 --> 01:07:05.904
การจำแนกได้นั่นตัวข้อมูลได้ข้อมูลนั้น

1007
01:07:05.906 --> 01:07:09.906
พบมาก่อน ข้อมูลมักจะซับซ้อนมากกว่าการหวนระลึก

1008
01:07:09.908 --> 01:07:13.908
ที่สำคัญข้อมูลนั้นคือคำใบ้

1009
01:07:13.909 --> 01:07:17.909
เห็นไหมลูก การสร้างคำใบ้ขึ้นมา หนูเคยเห็นรายการ

1010
01:07:17.911 --> 01:07:21.911
ใช่ไหมคะ ใบ้เพื่อให้เห็นถึงคำตอบนั้น ๆ ใช่ไหม

1011
01:07:21.913 --> 01:07:25.913
นะคะ สนุกค่ะ อันนี้สนุกมากเลย

1012
01:07:25.915 --> 01:07:29.915
การประมวลผลของมนุษย์นะคะ Thinking

1013
01:07:29.917 --> 01:07:33.917
ประกอบไปด้วยการหาเหตุและผล และการแก้ปัญหา

1014
01:07:33.919 --> 01:07:37.919
ถ้าอาจารย์บอกว่าเด็กนักศึกษา

1015
01:07:37.921 --> 01:07:41.921
ทุกคน ให้ทำการเขียนโฟร์ชาร์ต

1016
01:07:41.923 --> 01:07:45.923
เพื่อหาเหตุผลให้ได้ว่า

1017
01:07:45.925 --> 01:07:49.925
คนตาบอดใช้อักษรเบรลล์

1018
01:07:49.927 --> 01:07:53.927
เขาอ่านหนังสืออย่างไร

1019
01:07:53.928 --> 01:07:57.928
มีนะคะ มี ถ้าหนู Search

1020
01:07:57.930 --> 01:08:01.930
ใน Google หนูจะเห็นทันทีเลยว่าอักษรเบรลล์ของ

1021
01:08:01.932 --> 01:08:05.932
เขามีคำพูดเฉพาะน่ะค่ะ มีอยู่อันหนึ่งนะคะ อาจารย์เคยสอน

1022
01:08:05.937 --> 01:08:09.937
อยู่นะคะ นี่อาจารย์ยังลืมเลยค่ะ ลืม

1023
01:08:09.938 --> 01:08:13.938
เขาไม่ได้ใช้คำว่าอักษรเบรลล์นะ เขาจะมีคำ

1024
01:08:13.939 --> 01:08:17.939
ของเขาอยู่คำหนึ่ง อาจารย์ย้อนขึ้นกลับสไลด์นี้เลยค่ะ

1025
01:08:17.940 --> 01:08:21.940
อาจารย์ลืมค่ะ

1026
01:08:21.942 --> 01:08:25.942
ลืมจริง ๆ ค่ะ เพราะ HCI อาจารย์สอน

1027
01:08:25.944 --> 01:08:29.944
มา แล้วอาจารย์ก็ห่างจากการสอน HCI มาทั้งหมด

1028
01:08:29.945 --> 01:08:33.945
3 ปี ถามว่า

1029
01:08:33.947 --> 01:08:37.947
ทำไมอาจารย์ถึงไม่ค่อยมีสไลด์ที่เปิด

1030
01:08:37.948 --> 01:08:41.948
ที่เปิดขึ้น อาจารย์เป็นคนที่ใช้ความจำในสมอง

1031
01:08:41.950 --> 01:08:45.950
แล้วก็อธิบาย ไม่ชอบอ่านอย่างนี้นะคะ ให้

1032
01:08:45.952 --> 01:08:49.952
หนูเห็นนะคะ ไม่ชอบอ่านเลย หนูมาดู

1033
01:08:49.954 --> 01:08:53.954
ตรงนี้ลูก การหาเหตุและผล

1034
01:08:53.956 --> 01:08:57.956
ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามหนูจะต้อง

1035
01:08:57.958 --> 01:09:01.958
อนุมาน อนุมานว่า

1036
01:09:01.960 --> 01:09:05.960
พอ 11.00 น. ท้องเราก็ร้อง

1037
01:09:05.962 --> 01:09:09.962
ใช่เลยค่ะ ถึงแม้เราจะทานข้าวมา

1038
01:09:09.963 --> 01:09:13.963
มันขึ้นอยู่กับว่าหนูทานข้าวรอบเช้ามากี่โมง ถ้าหนู

1039
01:09:13.966 --> 01:09:17.966
ทานข้าวรอบเช้ามา 9.30 น. 11 โมงเช้ายังไม่หิว

1040
01:09:17.967 --> 01:09:21.967
แต่ทางกลับกัน ตอนเช้าหนูดื่มไมโล

1041
01:09:21.969 --> 01:09:25.969
มาแค่แก้วเดียวใช่ไหมคะ แก้วเดียว

1042
01:09:25.970 --> 01:09:29.970
11.00 น. ท้องเริ่มร้องแล้ว ส่งผลให้การนำข้อมูลมาสรุปหลักการและเหตุผล

1043
01:09:29.972 --> 01:09:33.972
นำข้อมูลมาสรุปหลักฐาน และมีเหตุผล

1044
01:09:33.972 --> 01:09:37.972
เรากินน้อยเมื่อตอนเช้า เราก็เลยหิวเร็ว

1045
01:09:37.974 --> 01:09:41.974
ลงความเห็นจากกรณีตัวอย่าง เพื่อ

1046
01:09:41.975 --> 01:09:45.975
สรุปนะคะ ข้อมูลที่เรายังค้นพบหาไม่เจอ

1047
01:09:45.977 --> 01:09:49.977
Induction ผลจากการหิว

1048
01:09:49.978 --> 01:09:53.978
คืออะไรคะ กระเพาะโดนกิน

1049
01:09:53.979 --> 01:09:57.979
เรียบร้อยค่ะ ก็เป็นกระเพาะเป็นรู

1050
01:09:57.981 --> 01:10:01.981
ข้อมูลสรุปจากเหตุการณ์สู่สาเหตุที่หนูต้องไปหาคุณหมอ

1051
01:10:01.982 --> 01:10:05.982
เพราะกระเพาะรั่ว หรือเป็นโรคกระเพาะ

1052
01:10:05.984 --> 01:10:09.984
นะคะ เป็นโรคกระเพาะ เพราะฉะนั้น

1053
01:10:09.985 --> 01:10:13.985
เขาตามความเป็นจริง เขาจะต้องมีเบรก เรียนปริญญาตรี

1054
01:10:13.986 --> 01:10:17.986
เวลาเรียนนะคะ จริง ๆ แล้วถ้าหนูเรียน 9 โมง 10 โมงครึ่ง

1055
01:10:17.987 --> 01:10:21.987
หนูต้องมีเบรกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำไปอะไรก็ได้

1056
01:10:21.988 --> 01:10:25.988
แต่อาจารย์เป็นคนที่โดนเขาเรียกว่า โดนฝึกพูด

1057
01:10:25.989 --> 01:10:29.989
อายุ 30 อาจารย์ยังไปฝึกพูดอยู่เลยค่ะ

1058
01:10:29.991 --> 01:10:33.991
เพราะอาจารย์พูดไม่เป็น เวลาอาจารย์พูด อาจารย์กลั้นหายใจ

1059
01:10:33.993 --> 01:10:37.993
พูด อาจารย์ถึงได้พูดเร็วลูฏ พอพูดจบ

1060
01:10:37.994 --> 01:10:41.994
อาจารย์หายใจส่งผลทำให้อาจารย์เหนื่อย ใครที่พูด

1061
01:10:41.995 --> 01:10:45.995
แล้วจัดคำได้ เว้นช่องการหายใจได้

1062
01:10:45.997 --> 01:10:49.997
แสดงบุคคลนั้นเป็นคนพูดที่ดีนะคะ

1063
01:10:50.001 --> 01:10:54.001
ไม่ว่าใครก็ตามค่ะ มาช้า

1064
01:10:54.003 --> 01:10:58.003
อาจารย์คะ รถไฟยางแตกค่ะ

1065
01:10:58.005 --> 01:11:02.005
ให้เหุตและผล รถไฟยางแตกค่ะ สกลนคร

1066
01:11:02.007 --> 01:11:06.007
รถไฟไม่มาค่ะ อย่างนี้เป็นต้น

1067
01:11:06.010 --> 01:11:10.010
ก็แล้วแต่คนนะ เป็นการอนุมานไป

1068
01:11:10.011 --> 01:11:14.011
อันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่างวิชาหมากล้อมนะคะ

1069
01:11:14.012 --> 01:11:18.012
หมากล้อมจะเป็นเกมเกมหนึ่งที่แก้ปัญฆา

1070
01:11:18.014 --> 01:11:22.014
เฉพาะหน้าอย่างมีเหตุและผล เป็นหลักการ

1071
01:11:22.015 --> 01:11:26.015
ของ CG ใช่ไหม

1072
01:11:26.020 --> 01:11:30.020
CG CG นะ

1073
01:11:30.021 --> 01:11:34.021
ของ

1074
01:11:34.022 --> 01:11:38.022
เซเว่น เป็นของเซเว่น CP

1075
01:11:38.024 --> 01:11:42.024
ลืม เห็นไหม สมาธิสั้นค่ะ

1076
01:11:42.026 --> 01:11:46.026
CP CP เพราะมองว่าถ้าให้เด็กเรียนหมากล้อม

1077
01:11:46.028 --> 01:11:50.028

1078
01:11:50.029 --> 01:11:54.029
ได้อย่างมีเหตุและผล และสามารถอนุมานตัวเองได้ว่า

1079
01:11:54.030 --> 01:11:58.030
ฉันสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

1080
01:11:58.033 --> 01:12:02.033
เขาจึงให้วิชาหมากล้อมให้เด็กปี 2

1081
01:12:02.035 --> 01:12:06.035
เป็นคนลงเรีย

1082
01:12:06.037 --> 01:12:10.037
ความคิดในการเรียนรู้ได้มากกว่าน้อยปี 1

1083
01:12:10.038 --> 01:12:14.038
นะคะ แต่เราไม่มีพีร

1084
01:12:14.041 --> 01:12:18.041
ถ้าเรามีพีริมก็จะดีกว่านะคะ

1085
01:12:18.041 --> 01:12:22.041
คราวนี้จากทั้งหมด อาจารย์มรA

1086
01:12:22.043 --> 01:12:26.043
อันนี้

1087
01:12:26.045 --> 01:12:30.045
อาจารย์แอนไม่ได้แก้นะคะ แต่แบ่งเด็กออก

1088
01:12:30.047 --> 01:12:34.047
มาเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม ใครจะอยู่กลุ่มเด

1089
01:12:34.048 --> 01:12:38.048
ส่วนงานนี้อาจารย์ยังไม่นับว่า

1090
01:12:38.050 --> 01:12:42.050
ทำตอนไหนอย่างไร แต่ให้รู้ว่า Assignment นี้

1091
01:12:42.052 --> 01:12:46.052
อาจารย์เริ่มให้หนูทำงานแล้ว อาจารย์ให้แบ่ง 2 กลุี่ม

1092
01:12:46.052 --> 01:12:50.052
นะคะ นำการ Present ถามทำอย่างไร

1093
01:12:50.056 --> 01:12:54.056
Input Device Input Device หนู

1094
01:12:54.059 --> 01:12:58.059
เป้นอะไร ยกตัวอย่างเช่น

1095
01:12:58.061 --> 01:13:02.061
หนูติดต่อสื่อสารกับเพื่อน

1096
01:13:02.063 --> 01:13:06.063
ด้วยภาษาของหนูเอง output

1097
01:13:06.065 --> 01:13:10.065
เพื่อนทำตามในสิ่งที่หนูร้องขอ

1098
01:13:10.067 --> 01:13:14.067
Process ทำในสิ่งนั้นได้ เช่น

1099
01:13:14.069 --> 01:13:18.069
เพื่อนบอกว่าฉันหิว

1100
01:13:18.072 --> 01:13:22.072
เดี๋ยวเราจะไปซื้อข้าวมาให้

1101
01:13:22.074 --> 01:13:26.074
เราจะซื้อข้าว อ๋อ เขาหิวข้าว

1102
01:13:26.075 --> 01:13:30.075
นั่นคือ Process ในสมองแล้ว ซื้อข้าวกล่องมาให้เพื่อน

1103
01:13:30.077 --> 01:13:34.077
Memory จดจำเอาไว้ แต่ถ้าเพื่อนเขาบอกว่า

1104
01:13:34.080 --> 01:13:38.080
อ๋อ เราหิวข้าว แต่เพื่อนไปซื้ออะไรคพ

1105
01:13:38.081 --> 01:13:42.081
มาให้ กระบวนการไม่เกิดขึ้น

1106
01:13:42.083 --> 01:13:46.083
โอเคนะคะ กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ

1107
01:13:46.085 --> 01:13:50.085
ตัวนี้ค่ะ Assignment ที่

1108
01:13:50.087 --> 01:13:54.087
9 อาจารย์ยังไม่ให้ทำนะคะ อาจารย์เอาว่ายัดไว้

1109
01:13:54.088 --> 01:13:58.088
ก่อน แต่อาจารย์เอามายัดไว้ให้ก่อน อันนี้เป็นตัวอย่าง

1110
01:13:58.089 --> 01:14:02.089
ของตัวนรชี้นระลูกนะ Input Output Pro

1111
01:14:02.091 --> 01:14:06.091
Process และ Memory ขออนุญาตเข้า Note

1112
01:14:06.092 --> 01:14:10.092
นะคะ

1113
01:14:10.094 --> 01:14:14.094

1114
01:14:14.095 --> 01:14:18.095

1115
01:14:18.097 --> 01:14:22.097

1116
01:14:22.100 --> 01:14:26.100

1117
01:14:26.105 --> 01:14:30.105
หนูดูที่หน้าจอ

1118
01:14:30.107 --> 01:14:34.107
นะคะ Input

1119
01:14:34.109 --> 01:14:38.109
Input

1120
01:14:38.111 --> 01:14:42.111
Input ยกตัวอย่าง

1121
01:14:42.113 --> 01:14:46.113
Input หนูบอกเพื่อนว่า

1122
01:14:46.114 --> 01:14:50.114
มี A ที่ต่างนะคะ A บอกว่า

1123
01:14:50.116 --> 01:14:54.116
อะไร ฉัน

1124
01:14:54.118 --> 01:14:58.118
หิวข้าว

1125
01:14:58.121 --> 01:15:02.121
ฉันหิวข้าว

1126
01:15:02.126 --> 01:15:06.126
นะคะ ฉันหิวข้าว

1127
01:15:06.126 --> 01:15:10.126
พูดกับใคร

1128
01:15:10.129 --> 01:15:14.129
พูดกับใคร พูดกับ B ค่ะ

1129
01:15:14.130 --> 01:15:18.130
B คราวนี้ A Input ไปหา B

1130
01:15:18.133 --> 01:15:22.133
Input ไปหา B โอเคนะคะ  A Input ไปหา

1131
01:15:22.134 --> 01:15:26.134
B ทำอย่างไรคะ B ก็ทำอย่างไรกัน

1132
01:15:26.136 --> 01:15:30.136
รู้แล้วค่ะคำนี้ ทำอย่างไรต่อคะ

1133
01:15:30.138 --> 01:15:34.138
Output ดูนะคะ

1134
01:15:34.138 --> 01:15:38.138
Output มา

1135
01:15:38.139 --> 01:15:42.139
ขอโทษนะคะ อาจารย์ใช้มือเดียว ก็เลยดูเหมือน

1136
01:15:42.141 --> 01:15:46.141
ช้า output ใครเป็นคนเอาข้าวมาให้

1137
01:15:46.143 --> 01:15:50.143
เอาข้าวมาให้ใครคะ

1138
01:15:50.145 --> 01:15:54.145
ใครเป็นคนเอาข้าวมาลูก ใคร A

1139
01:15:54.147 --> 01:15:58.147
บอกกับ B แสดงว่าทำไมคะ B ทำไมคะ

1140
01:15:58.150 --> 01:16:02.150
ส่งข้าวกล่อง ถูกไหมคะ

1141
01:16:02.151 --> 01:16:06.151
ทำการส่งข้าวกล่อง

1142
01:16:06.153 --> 01:16:10.153
ส่งข้าวกล่อง

1143
01:16:10.154 --> 01:16:14.154
ส่งข้าวกล่อง

1144
01:16:14.156 --> 01:16:18.156
ให้ใครคะ ให้กับ A

1145
01:16:18.158 --> 01:16:22.158
มาแล้วเห็นไหมคะ เป็นการติดต่อ

1146
01:16:22.160 --> 01:16:26.160
สื่อสารกันแล้ว แล้วทีนี้ไปทอะไรต่อ มProcess

1147
01:16:26.161 --> 01:16:30.161
Process เขาอยู่ตรงนี้นะคะ ตรงนี้

1148
01:16:30.163 --> 01:16:34.163
นี่ค่ะ ข้าวกล่อง

1149
01:16:34.163 --> 01:16:38.163
ข้าวกล่องตัวนี้คือ Process

1150
01:16:38.164 --> 01:16:42.164
Process ทำไมถึงเป็น Process เพราะ

1151
01:16:42.166 --> 01:16:46.166
Input เข้าไปบอกว่าเขาหิวข้าว

1152
01:16:46.168 --> 01:16:50.168
ถึงได้ซื้อข้าวกล่อง ข้างกล้อง

1153
01:16:50.170 --> 01:16:54.170
ข้าวกล่อง

1154
01:16:54.171 --> 01:16:58.171
ข้าวกล่อง

1155
01:16:58.172 --> 01:17:02.172
ข้าวกล่องนะคะ ข้าวกล่อง

1156
01:17:02.174 --> 01:17:06.174
ตรงข้าวกล่องตรงนี้ กลายเป็น Proco

1157
01:17:06.176 --> 01:17:10.176
เดี๋ยวอาจารย์ไปพิมพ์ตรงนี้นะคะ ข้าวกล่องตรงนี้

1158
01:17:10.179 --> 01:17:14.179
เป็น Process

1159
01:17:14.179 --> 01:17:18.179
เป็น Process นะลูกนะ

1160
01:17:18.180 --> 01:17:22.180
ตรงนี้ ข้าวกล่องเป็น Proc

1161
01:17:22.182 --> 01:17:26.182
เขาเป็นตัวนี้ได้ไหม

1162
01:17:26.184 --> 01:17:30.184
ขีดเส้นได้ไหม

1163
01:17:30.188 --> 01:17:34.188
ฟอนต์

1164
01:17:34.191 --> 01:17:38.191

1165
01:17:38.197 --> 01:17:42.197

1166
01:17:42.201 --> 01:17:46.201
เป็นตัวหนาแล้วกัน

1167
01:17:46.203 --> 01:17:50.203

1168
01:17:50.205 --> 01:17:54.205

1169
01:17:54.207 --> 01:17:58.207

1170
01:17:58.209 --> 01:18:02.209

1171
01:18:02.213 --> 01:18:06.213
นี่ เป็น Process นะคะ อาจารย์ขอ

1172
01:18:06.217 --> 01:18:10.217
เขียนอย่างนี้นะคะ เป็น process

1173
01:18:10.219 --> 01:18:14.219
Memory Memory อยู่ที่ไหน Memory อยู่กับ

1174
01:18:14.221 --> 01:18:18.221
ใครคะ

1175
01:18:18.222 --> 01:18:22.222
ถูกเก็บเอาไว้ที่

1176
01:18:22.223 --> 01:18:26.223
Me

1177
01:18:26.225 --> 01:18:30.225
Memory

1178
01:18:30.227 --> 01:18:34.227
โอเคนะคะ Memory ตัวนี้

1179
01:18:34.229 --> 01:18:38.229
A ทำการเก็บเอาไว้ในหัวแล้ว ว่า

1180
01:18:38.231 --> 01:18:42.231
ฉันหิวข้าว

1181
01:18:42.232 --> 01:18:46.232
ฉะนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำ

1182
01:18:46.235 --> 01:18:50.235
อยู่ใน B  ไหมคะ ใครว่ามีหน่ยความจำอยุ่ใน

1183
01:18:50.237 --> 01:18:54.237
ดูหน่อยสิคะลูก ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมลูก

1184
01:18:54.239 --> 01:18:58.239
เพราะอะไรลูก

1185
01:18:58.239 --> 01:19:02.239
เขาต้องจดจำ

1186
01:19:02.240 --> 01:19:06.240
เอาไว้ใช่ไหมคะ ว่าเขาสั่งอะไรไว้

1187
01:19:06.242 --> 01:19:10.242
ก็เขียนตรงนี้ได้เลยค่ะ ว่า

1188
01:19:10.244 --> 01:19:14.244
Memory

1189
01:19:14.245 --> 01:19:18.245
นี่ค่ะ Assignment 2 ได้แล้ว

1190
01:19:18.247 --> 01:19:22.247
เสร็จ ตามหน้าสไลด์ค่ะ

1191
01:19:22.249 --> 01:19:26.249
Input

1192
01:19:26.251 --> 01:19:30.251
ฉันหิวข้าว A บอกกับ B ว่า

1193
01:19:30.253 --> 01:19:34.253
ฉันหิวข้าว B เป็นเพื่อนที่ดีค่ะ รับรู้รับทราบแล้ว

1194
01:19:34.256 --> 01:19:38.256
B จึงทำการส่งข้าวกล่องให้กับ A

1195
01:19:38.259 --> 01:19:42.259
รู้ได้อย่างไรคะ ส่งข้าวกล่อง เพราะเขา Process เอาไว้

1196
01:19:42.260 --> 01:19:46.260
ว่า อ๋อ ก็เขาสั่งเป็นข้าว ก็เลยกลายมาเป็น

1197
01:19:46.262 --> 01:19:50.262
ข้าวกล่อง แล้วใครต้องเก็บหน่วยความจำเอาไว้

1198
01:19:50.264 --> 01:19:54.264
A ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองเป็นคนร้องขอ

1199
01:19:54.265 --> 01:19:58.265
และ B จะเป็นคนไปซื้อ ก็ต้องเก็บไว้ในหน่วยความจำ

1200
01:19:58.266 --> 01:20:02.266
ไม่ใช่ความจำระยะสั้นใช่ไหมคะ เดิน

1201
01:20:02.268 --> 01:20:06.268
แล้วสะดุดล้ม ลืมค่ะ

1202
01:20:06.269 --> 01:20:10.269
ลืม ซื้อก๋วยเตี๋ยวไปให้ ยกตัวอย่างเพื่อนบอกว่าฉัน

1203
01:20:10.269 --> 01:20:14.269
เส้น แต่หนูไปซื้อข้าวกล่อง

1204
01:20:14.273 --> 01:20:18.273
แสดงว่าอะไรคะ Memory ของหนูกลายเป็น

1205
01:20:18.274 --> 01:20:22.274
ความจำระยะสั้น เดินสะดุด

1206
01:20:22.274 --> 01:20:26.274
เป็นปลาทองค่ะ เป็นปลาทองค่ะ หน่วยความจำระยะสั้น

1207
01:20:26.276 --> 01:20:30.276
นี่ค่ะ Assignment  ที่ 2 หนูสามารถที่จะเขียนแบบนี้

1208
01:20:30.278 --> 01:20:34.278
แต่ถ้าหากว่าหนูเขียนในกระดาษนะ เขียนในกระดาษ

1209
01:20:34.280 --> 01:20:38.280
หนูใช้แทนการอย่างนี้นะ ขีดเส้นใต้คำว่า "ข้าวกล่อง"

1210
01:20:38.282 --> 01:20:42.282
ให้อาจารย์นิดหนึ่งนะคะ ขีดเส้นใต้

1211
01:20:42.283 --> 01:20:46.283
ตรงนี้ค่ะ ขีดเส้นใต้นะคะ แล้วก็ทำลูกศร

1212
01:20:46.286 --> 01:20:50.286
ลงมาหา process แล้วก็เอา A

1213
01:20:50.286 --> 01:20:54.286
เอาลูกศรขึ้นไปหา Memory

1214
01:20:54.289 --> 01:20:58.289
โอเคนะคะ อาจารย์จะ Copy ไปใส่ใน Word ค่ะคราวนี้

1215
01:20:58.291 --> 01:21:02.291
Ctrl + C เข้า Word

1216
01:21:02.292 --> 01:21:06.292

1217
01:21:06.294 --> 01:21:10.294
มาที่นี่แล้วค่ะ

1218
01:21:10.296 --> 01:21:14.296
หนูจะได้เห็นไงคะ

1219
01:21:14.298 --> 01:21:18.298
ใส่แล้วค่ะ Process

1220
01:21:18.299 --> 01:21:22.299
ก็ขยับค่ะ ขยับ ๆ ๆ ขยับ

1221
01:21:22.301 --> 01:21:26.301
ใส่ลูกศรลูก

1222
01:21:26.302 --> 01:21:30.302

1223
01:21:30.303 --> 01:21:34.303

1224
01:21:34.309 --> 01:21:38.309

1225
01:21:38.312 --> 01:21:42.312
อาจารย์แทรกรูปร่าง อยู่ไหนนะร

1226
01:21:42.316 --> 01:21:46.316
รูปร่าง ลูกศร

1227
01:21:46.318 --> 01:21:50.318
เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ แล้วก็

1228
01:21:50.321 --> 01:21:54.321
ทำการเก็บอีกค่ะ

1229
01:21:54.322 --> 01:21:58.322

1230
01:21:58.323 --> 01:22:02.323
B ก็เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำนี่ เห็นไหมลูก

1231
01:22:02.326 --> 01:22:06.326
ใส่อย่างนี้ค่ะลูก แล้วทีนี้ Process ค่ะ Process

1232
01:22:06.327 --> 01:22:10.327
ส่งมาที่นี่ค่ะ

1233
01:22:10.329 --> 01:22:14.329
แล้วก็ทำการคลิกอีกอันหนึ่งค่ะ

1234
01:22:14.331 --> 01:22:18.331
ลากขึ้นไปค่ะ

1235
01:22:18.334 --> 01:22:22.334

1236
01:22:22.336 --> 01:22:26.336
เสร็จแล้วค่ะ

1237
01:22:26.338 --> 01:22:30.338
อันนี้

1238
01:22:30.340 --> 01:22:34.340
คือ Assignment 2 ตาะ ตามภาพเลยนะคะ

1239
01:22:34.342 --> 01:22:38.342
นี่คืองาน หนูสามารถยกตัวอย่างได้ อย่างนี้เลย

1240
01:22:38.345 --> 01:22:42.345
เป็นการติดต่อสื่อสารใช่ไหมลูก

1241
01:22:42.347 --> 01:22:46.347
หนูสมมติเรื่องขึ้นมา 1 เรื่อง แล้วหนูทำการ

1242
01:22:46.348 --> 01:22:50.348
คุยกันเช่น หนูอยากได้สเลอปี

1243
01:22:50.350 --> 01:22:54.350
เพื่อนจะไปซื้อสเลอบี้ให้หนูได้อย่างไร

1244
01:22:54.350 --> 01:22:58.350
ถ้าหนูไม่บอกเป้าหมายว่า สเลอปี้ เป็นน้ำโคลา

1245
01:22:58.352 --> 01:23:02.352
เราต้องทำไมคะ บอกรายละเอียดให้กับเขา

1246
01:23:02.355 --> 01:23:06.355
ถูกไหมคะ บอกรายละเอียดให้เขา ถ้าหนูไม่บอกรายละเอียด

1247
01:23:06.356 --> 01:23:10.356
ทำได้ใช่ไหมลูก ไม่มีใครทำได้

1248
01:23:10.358 --> 01:23:14.358
อาจารย์ถาม Assignment ที่ 2 หนูสามารถส่ง

1249
01:23:14.360 --> 01:23:18.360
ได้เย็นนี้ได้ไหมลูก ได้ไหมลูกนี่

1250
01:23:18.361 --> 01:23:22.361
อย่างนี้ค่ะ อาจารย์อยากรู้แค่นี้ ให้ยกตัวอย่าง

1251
01:23:22.362 --> 01:23:26.362
ให้หนูคุยกันแค่ 2 คน แต่ A กับ B อาจารย์ขอเลยนะคะ

1252
01:23:26.364 --> 01:23:30.364
ชื่อเลยนะลูกนะ เป็นชื่อ ไหวไหมคะ

1253
01:23:30.366 --> 01:23:34.366
ส่งเย็นนี้ก่อนเที่ยงคืน

1254
01:23:34.368 --> 01:23:38.368
ได้ไหมลูก

1255
01:23:38.370 --> 01:23:42.370
ตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ

1256
01:23:42.371 --> 01:23:46.371
แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช่ A กับ B นะคะ เป

1257
01:23:46.372 --> 01:23:50.372
ของนักศึกษา หนูคุยกับใคร

1258
01:23:50.375 --> 01:23:54.375
หนูใส่ชื่อมาเลย อาจารย์จะได้ให้คะแนน

1259
01:23:54.377 --> 01:23:58.377
อาจารย์จะไม่รู้เลยค่ะว่าเป็นคะแนนของใคร

1260
01:23:58.378 --> 01:24:02.378
ก็ถ้า... ถ้า 3 คน

1261
01:24:02.380 --> 01:24:06.380
ก็ถามเลยค่ะ 3 คน

1262
01:24:06.382 --> 01:24:10.382
1 คน จะต้องเป็นคนไปซื้อถูกไหมคะ

1263
01:24:10.382 --> 01:24:14.382
แล้วรับออเดอร์ 2 คน คราวนี้แหละ สมองของหนู

1264
01:24:14.384 --> 01:24:18.384
จะเป็นสมองลืม หรือความจำระยะสั้น

1265
01:24:18.385 --> 01:24:22.385
ใช่ไหม 3 คนได้ลูก

1266
01:24:22.387 --> 01:24:26.387
2 คนก็ได้ แต่ 3 คน หนูจะต้องให้เขาทำงานจนครบ

1267
01:24:26.389 --> 01:24:30.389
แบบนี้เลยนะคะ เพราะว่าอาจารย์มองว่าไม่ได้เยอะ

1268
01:24:30.391 --> 01:24:34.391
แล้วหนูติดต่อสื่อสารได้กัน

1269
01:24:34.393 --> 01:24:38.393
อยู่แล้ว แต่เพียงหนูไม่ได้แยกออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้

1270
01:24:38.394 --> 01:24:42.394
ใช่ไหมคะ หนูไม่ได้แตกข้อมูลให้เห็นนะ

1271
01:24:42.395 --> 01:24:46.395
แล้วอาจารย์จะให้หนูส่งผ่านทาง Classroom oะคะ

1272
01:24:46.396 --> 01:24:50.396
วาดรูปก็ได้ ใช้ในการกระดาษก็ได้ ใช้ใน

1273
01:24:50.398 --> 01:24:54.398
Tablet ใช้ Tablet ได้ สะดวกใช้อันไหนก็ได้

1274
01:24:54.400 --> 01:24:58.400
ขอให้เป้นงานมาส่ง ไม่บังคับให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์

1275
01:24:58.401 --> 01:25:02.401
ใครสะดวกกระดาษวาดลงกระดาษ

1276
01:25:02.403 --> 01:25:06.403
ใครสะดวกใช้ใน tebll

1277
01:25:06.404 --> 01:25:10.404
มีปากกา ใช้ปากกาโทรศัพท์มือถือได้เลย

1278
01:25:10.405 --> 01:25:14.405
ไม่ฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ขอแค่มีงาน

1279
01:25:14.408 --> 01:25:18.408
ก่อนเที่ยงคืนนะคะ ได้ไหม โอเค

1280
01:25:18.410 --> 01:25:22.410
ได้นะคะ ได้ เที่ยงคืนได้

1281
01:25:22.411 --> 01:25:26.411
โอเค โอเคค่ะ โอเค

1282
01:25:26.413 --> 01:25:30.413

1283
01:25:30.414 --> 01:25:34.414
ให้ถ่ายส่งทุกคนเลยค่ะ อย่างเช่น ถ้าน้อง

1284
01:25:34.419 --> 01:25:38.419
2 คน คู่กันใช่ไหมคะ มีการคุยกัน

1285
01:25:38.421 --> 01:25:42.421
น้อง... ถ้าน้องส่งมาแค่คนเดียว ชื่อก็

1286
01:25:42.421 --> 01:25:46.421
ได้แค่คนเดียวเวลาให้คะแนน

1287
01:25:46.423 --> 01:25:50.423
ถ้าหนูคู่กันก็ส่งทั้งคู่เลย ส่งทั้งคู่ได้เลย

1288
01:25:50.425 --> 01:25:54.425

1289
01:25:54.428 --> 01:25:58.428

1290
01:25:58.430 --> 01:26:02.430

1291
01:26:02.431 --> 01:26:06.431

1292
01:26:06.435 --> 01:26:10.435

1293
01:26:10.437 --> 01:26:14.437

1294
01:26:14.439 --> 01:26:18.439
นั่นล่ะ ถึงได้

1295
01:26:18.441 --> 01:26:22.441
ถามงานที่ 1 งานที่ 1 จะให้เป็น Flow ค่ะ

1296
01:26:22.442 --> 01:26:26.442
อาจารย์แอนจะเปิดอีกหน้าหนึ่งนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

1297
01:26:26.444 --> 01:26:30.444

1298
01:26:30.446 --> 01:26:34.446
งานแรกเช่นหนุทำเรื่องเกม

1299
01:26:34.447 --> 01:26:38.447
เกมหนูจะต้องหาให้ได้ว่าเกมนี้เป็นของใคร

1300
01:26:38.447 --> 01:26:42.447
นะคะ เกม เอาเกมอะไรดี ตั้งชื่อเกม

1301
01:26:42.449 --> 01:26:46.449
ก่อนลูก Game

1302
01:26:46.450 --> 01:26:50.450
เกมต่อสู้แล้วกันนะ เกม

1303
01:26:50.452 --> 01:26:54.452
ภารกิจ เกมภารกิจ

1304
01:26:54.456 --> 01:26:58.456

1305
01:26:58.457 --> 01:27:02.457
ภารกิจ ภารกิจสร้างบ้าน

1306
01:27:02.460 --> 01:27:06.460
อาจารย์จะเอาแมมโบว์มาใช้แล้วค่ะ

1307
01:27:06.461 --> 01:27:10.461
ภารกิจสร้างบ้าน

1308
01:27:10.463 --> 01:27:14.463
ได้หัวข้อ พอได้หัวข้อปุ๊บ

1309
01:27:14.465 --> 01:27:18.465
ใครเล่น

1310
01:27:18.468 --> 01:27:22.468
ใครเล่น ใครเล่น

1311
01:27:22.473 --> 01:27:26.473
หมายถึง เช่น เด็กในระดับชั้น

1312
01:27:26.475 --> 01:27:30.475
2 ปี จนถึง 19 ปี เป็นต้น

1313
01:27:30.476 --> 01:27:34.476
คนเล่น

1314
01:27:34.479 --> 01:27:38.479
ใครเล่น แล้วเกมอันนี้เป็นอย่างไร

1315
01:27:38.482 --> 01:27:42.482
นะคะ ลักษณะของเกม

1316
01:27:42.484 --> 01:27:46.484
ลักษณะของเกม

1317
01:27:46.486 --> 01:27:50.486
คือ

1318
01:27:50.488 --> 01:27:54.488
เป็นเกม เป็นเกม

1319
01:27:54.490 --> 01:27:58.490
สร้างบ้านด้วย

1320
01:27:58.492 --> 01:28:02.492
เป็นเกมสร้างบ้าน

1321
01:28:02.494 --> 01:28:06.494
ด้วยไม้ไผ่ ด้วย

1322
01:28:06.495 --> 01:28:10.495
ไม้ไผ่ อาจารย์คิดต่างหมดเลยนะคะ เป็นเกมส้รางย้าน

1323
01:28:10.497 --> 01:28:14.497
ด้วยไม้ไผ่

1324
01:28:14.499 --> 01:28:18.499

1325
01:28:18.501 --> 01:28:22.501
ใช้มือเดียวนะคะ ลักษณะของเกม คือ เป็นการสร้างบ้านด้วย

1326
01:28:22.503 --> 01:28:26.503
ไม้ไผ่ และ

1327
01:28:26.505 --> 01:28:30.505
ต้องทำให้

1328
01:28:30.506 --> 01:28:34.506
เสร็จภาย

1329
01:28:34.507 --> 01:28:38.507
ในเวลา ขึ้นอยู่กับว่า

1330
01:28:38.509 --> 01:28:42.509
เวลาของหนูจบเท่ากับเท่าไรนะคะ เช่น เวลา

1331
01:28:42.511 --> 01:28:46.511
20 นาที เป็นต้น

1332
01:28:46.512 --> 01:28:50.512

1333
01:28:50.515 --> 01:28:54.515

1334
01:28:54.517 --> 01:28:58.517

1335
01:28:58.519 --> 01:29:02.519
ทำไมมันไม่มา

1336
01:29:02.523 --> 01:29:06.523

1337
01:29:06.525 --> 01:29:10.525

1338
01:29:10.528 --> 01:29:14.528
ได้แล้ว ลักษณะของเกม

1339
01:29:14.531 --> 01:29:18.531
ได้แล้ว พอลักษณะของเกมมาปุ๊บ ใครเป็นคนเล่น

1340
01:29:18.533 --> 01:29:22.533
ใครเล่น ลักษณะของเกม ถัดมาค่ะ

1341
01:29:22.534 --> 01:29:26.534
คราวนี้ผลสัมฤทธิ์ คือ

1342
01:29:26.536 --> 01:29:30.536
หลังจากทมี่สร้างบ้านได้แล้ว ก็คือผลนะคะ

1343
01:29:30.538 --> 01:29:34.538
ผลของเกมค่ะ ผล ผลลัพธ์ค่ะ

1344
01:29:34.539 --> 01:29:38.539
ผลลัพธ์ค่ะ อาจารย์ไม่ได้ต้องก

1345
01:29:38.541 --> 01:29:42.541
ไม่ได้ต้องการให้หนูไป Capture หน้าจอมานะคะ

1346
01:29:42.542 --> 01:29:46.542
ครั้งนี้ มีไหม ไม่มี

1347
01:29:46.544 --> 01:29:50.544
ละเว้น อาจารย์พิมพ์ผิดอะไรไม่รู้

1348
01:29:50.551 --> 01:29:54.551
ผลลัพธ์ คือ ได้บ้าน ได้บ้าน

1349
01:29:54.553 --> 01:29:58.553
บ้านไม้ไผ่

1350
01:29:58.555 --> 01:30:02.555
บ้านไม้ไผ่ บ้านไม้ไผ่

1351
01:30:02.557 --> 01:30:06.557
ที่สามารถ

1352
01:30:06.559 --> 01:30:10.559
ใช้อยู่

1353
01:30:10.560 --> 01:30:14.560
อาศัย

1354
01:30:14.562 --> 01:30:18.562
ได้ แต่ถ้านะคะ

1355
01:30:18.564 --> 01:30:22.564
แต่ถ้างานของหนูมีบอกว่าภารกิจการสร้างบ้าน เสร็จแล้วอะไร

1356
01:30:22.566 --> 01:30:26.566
คะ ตัวละคร หนูบอกว่าตัวละครของหนูน่ะค่ะ

1357
01:30:26.568 --> 01:30:30.568
มีเลือกตัวละคร

1358
01:30:30.570 --> 01:30:34.570
มีตัวละคร อันนี้ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละคนนะคะ

1359
01:30:34.572 --> 01:30:38.572
ตัวละคร ตัวละครเลือกได้

1360
01:30:38.574 --> 01:30:42.574
เลือกได้

1361
01:30:42.576 --> 01:30:46.576
ตามความ

1362
01:30:46.577 --> 01:30:50.577
พอใจของผู้เล่น

1363
01:30:50.579 --> 01:30:54.579

1364
01:30:54.581 --> 01:30:58.581
ถ้าของใครมีตัวละครให้เลือกนะ

1365
01:30:58.583 --> 01:31:02.583
ใครเล่น เล่นอย่างไร แล้วเกมนี้

1366
01:31:02.585 --> 01:31:06.585
มีลักษณะนะคะ

1367
01:31:06.586 --> 01:31:10.586
ลักษณะของเกม หนูมองน่ะค่ะ ตาที่หนู

1368
01:31:10.588 --> 01:31:14.588
มองน่ะ มีสีอย่างไรนะคะ อันนี้เป็น

1369
01:31:14.593 --> 01:31:18.593
ลักษณะของเขาแล้วนะคะ ลักษณะของเกม

1370
01:31:18.595 --> 01:31:22.595

1371
01:31:22.597 --> 01:31:26.597
ลักษณะ...

1372
01:31:26.599 --> 01:31:30.599
สี

1373
01:31:30.601 --> 01:31:34.601
ขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองนะคะ

1374
01:31:34.604 --> 01:31:38.604
สีมีความมืด หนุอาจจะบอกว่าสีมืด

1375
01:31:38.605 --> 01:31:42.605
สีมืดมองไม่ชัด

1376
01:31:42.607 --> 01:31:46.607
เจน

1377
01:31:46.609 --> 01:31:50.609

1378
01:31:50.611 --> 01:31:54.611

1379
01:31:54.613 --> 01:31:58.613
ชื่องาน โอเคนะคะ

1380
01:31:58.614 --> 01:32:02.614
ชื่องาน ลักษณะ ก็คือตัวที่หนู

1381
01:32:02.615 --> 01:32:06.615
ดูที่หนูดูนั่นแหละค่ะ หนูมองแล้วเป็นอย่างไร

1382
01:32:06.616 --> 01:32:10.616
ถ้าของหนูเลือก ถ้าต้อง

1383
01:32:10.618 --> 01:32:14.618
จากนั้นลักษณะของเกมของหนูเป็นอย่างไร ถ้าเกมของหนูเป็น

1384
01:32:14.622 --> 01:32:18.622
การสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างบ้าน สร้างด้วยอะไรล่ะ

1385
01:32:18.624 --> 01:32:22.624
สร้างบ้านด้านไม้ไผ่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

1386
01:32:22.625 --> 01:32:26.625
คืออะไร ทำไมคะ อยู่อาศัยได้

1387
01:32:26.625 --> 01:32:30.625
อย่าไส.

1388
01:32:30.628 --> 01:32:34.628

1389
01:32:34.630 --> 01:32:38.630

1390
01:32:38.631 --> 01:32:42.631

1391
01:32:42.634 --> 01:32:46.634

1392
01:32:46.636 --> 01:32:50.636
แล้วก็...

1393
01:32:50.639 --> 01:32:54.639
อาจารย์วานให้หนูแคปฯ

1394
01:32:54.644 --> 01:32:58.644
นะคะ เอาภาพเกมออกมาค่ะ ที่อาจารย์เคยสอนน่ะลูก

1395
01:32:58.647 --> 01:33:02.647
เอาภาพเกมออกมาให้หนู ว่าเกมที่หนูใช้น่ะ

1396
01:33:02.648 --> 01:33:06.648
เป็นเกมหน้าตาเป็นอย่างไร แค่นั้นเสร็จ

1397
01:33:06.649 --> 01:33:10.649
แล้วหนูก็เขียนใส่หัวข้างบนนะคะ แทรก

1398
01:33:10.651 --> 01:33:14.651
หัวกระดาษ หรือหนูจะทำในแท็บเลต ก็ได้นะคะ

1399
01:33:14.652 --> 01:33:18.652
โดยการพิมพ์อย่างนี้ค่ะลูกแล้วออกมาเป็นไฟล์ แต่ขอให้เป็น

1400
01:33:18.653 --> 01:33:22.653
ไฟล์ PDF เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่งนะคะ

1401
01:33:22.655 --> 01:33:26.655
ภาพเกมอย่างเดียวนะคะ แคปเกม เดี๋ยวอาจารย์แคป

1402
01:33:26.656 --> 01:33:30.656
แคปเกมมาให้หนูจะได้เห็นชัดนะคะ เดี๋ยวอาจารย์แคป

1403
01:33:30.662 --> 01:33:34.662
หนูเห็นเลยนะคะลูก

1404
01:33:34.664 --> 01:33:38.664
เกม...

1405
01:33:38.665 --> 01:33:42.665
เกมสร้างบ้าน

1406
01:33:42.666 --> 01:33:46.666

1407
01:33:46.668 --> 01:33:50.668

1408
01:33:50.670 --> 01:33:54.670

1409
01:33:54.675 --> 01:33:58.675

1410
01:33:58.677 --> 01:34:02.677
รูปภาพ เห็นไหมคะ

1411
01:34:02.680 --> 01:34:06.680
อาจารย์มาแล้ว สมมติว่าอาจารย์แอนเอาภาพนี้

1412
01:34:06.682 --> 01:34:10.682
เอาภาพนี้ แล้วก็กดปุ่ม

1413
01:34:10.683 --> 01:34:14.683
หา Print Screen ก่อนค่ะ

1414
01:34:14.685 --> 01:34:18.685
Printscreen แล้วก็

1415
01:34:18.687 --> 01:34:22.687
เอาเมาส์วางไปเลยแล้วก็ตัดเลยครับ

1416
01:34:22.689 --> 01:34:26.689

1417
01:34:26.691 --> 01:34:30.691
เรารอค่ะ

1418
01:34:30.693 --> 01:34:34.693
กลับไปหา Word เราลูก

1419
01:34:34.694 --> 01:34:38.694

1420
01:34:38.695 --> 01:34:42.695
ยังไม่ได้ Save นะ

1421
01:34:42.697 --> 01:34:46.697

1422
01:34:46.698 --> 01:34:50.698

1423
01:34:50.701 --> 01:34:54.701

1424
01:34:54.706 --> 01:34:58.706

1425
01:34:58.709 --> 01:35:02.709

1426
01:35:02.712 --> 01:35:06.712
New ใหม่

1427
01:35:06.715 --> 01:35:10.715
New อีกรอบหนึ่ง ขอ New อีกรอบ

1428
01:35:10.718 --> 01:35:14.718

1429
01:35:14.720 --> 01:35:18.720

1430
01:35:18.723 --> 01:35:22.723

1431
01:35:22.726 --> 01:35:26.726

1432
01:35:26.728 --> 01:35:30.728
ก๊อบฯ

1433
01:35:30.730 --> 01:35:34.730
แต่ละฟังก์ชันไม่เหมือนกันค่ะ

1434
01:35:34.735 --> 01:35:38.735
ไม่ต้องงง

1435
01:35:38.737 --> 01:35:42.737
ทำไมคะ อาจารย์สอนอย่างไรลูก คลิกภาพ 1 ครั้ง

1436
01:35:42.739 --> 01:35:46.739
แล้วหนูก็ลด แล้วก็เลือกที่ตัวติดกล่อง

1437
01:35:46.743 --> 01:35:50.743
นะคะ มาทำในห้อง

1438
01:35:50.744 --> 01:35:54.744
ได้นะคะ อันนี้หนูมาทำในห้องได้เลย แล้วค่อยส่งก็ได้

1439
01:35:54.745 --> 01:35:58.745
นี่ค่ะ แล้วก็

1440
01:35:58.750 --> 01:36:02.750
อาจารย์อาจจะทำมีภาพที่แบบ...

1441
01:36:02.752 --> 01:36:06.752
อย่างนี้ค่ะ เรียบร้อยค่ะ

1442
01:36:06.752 --> 01:36:10.752
เสร็จค่ะ

1443
01:36:10.754 --> 01:36:14.754
เสร็จแล้วลูกภาพ อาจารย์จะทำ

1444
01:36:14.757 --> 01:36:18.757
เป็น PDF แล้วส่งไว้ให้ใน

1445
01:36:18.759 --> 01:36:22.759
Classroom เป็นตัวอย่างดีไหมลูกนะ หนู

1446
01:36:22.763 --> 01:36:26.763
จะได้เห็นเป้นตัวอย่างได้ด้วยนะคะ อย่างนั้น วันนี้นะคะ

1447
01:36:26.765 --> 01:36:30.765
วันนี้มีใครจะถามอาจารย์ไหมคะ อันนี้คืองานแรก

1448
01:36:30.766 --> 01:36:34.766
งานที่ 2 หนูส่งก่อนเที่ยงคืนนะคะ Input

1449
01:36:34.768 --> 01:36:38.768
Output Process นะคะ แล้ว

1450
01:36:38.770 --> 01:36:42.770
สัปดาห์หน้า อาจารย์จะให้หนูมาพ

1451
01:36:42.771 --> 01:36:46.771
พูดให้ฟังนะคะ ถามว่าพูดอย่างไร หนูก็มาเล่าเกมนั่นแแหละค่ะ

1452
01:36:46.774 --> 01:36:50.774
มาเล่าว่าเกมนั้น เล่นอย่างไร

1453
01:36:50.776 --> 01:36:54.776
อาจารย์ก็ไม่ได้ให้หนูเล่น แต่ให้หนูดูว่า

1454
01:36:54.778 --> 01:36:58.778
เขาจะไปในแนวทางอย่างไรเฉย ๆ นะคะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก

1455
01:36:58.781 --> 01:37:02.781
นะคะ อาจารย์อยากเห็นเฉย ๆ ว่าหนูสังเคราะห์

1456
01:37:02.782 --> 01:37:06.782
กับที่เขาบอกไหม แต่ถ้าว่า

1457
01:37:06.783 --> 01:37:10.783
ใครเล่น เล่นกับใคร เป็นอย่างไร หนูเอาข้อมูล

1458
01:37:10.785 --> 01:37:14.785
มาจากไหน บางเกมเขาบอกนะคะ

1459
01:37:14.786 --> 01:37:18.786
แต่บางเกมไม่ได้บอก แต่ถ้าเกมไหนไม่ได้บอก ให้หนูคิดว่า

1460
01:37:18.788 --> 01:37:22.788
เกมแบบนี้ หนูคิดว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

1461
01:37:22.790 --> 01:37:26.790
นะคะ เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร อย่างนั้นโอเค

1462
01:37:26.791 --> 01:37:30.791
นะคะ วันนี้ มีอะไรถามอาจารย์ไว้ในกลุ่ม Line

1463
01:37:30.793 --> 01:37:34.793
เลยนะคะ ถามได้เลย อาจารย์จะส่งภาพเอาไว้ในไลน์ก็มีนะคะ

1464
01:37:34.797 --> 01:37:38.797
จะได้เห็นภาพด้วย จะได้ส่งเข้า Cle

1465
01:37:38.799 --> 01:37:42.799
อย่างนั้นวันนี้อาจารย์เอาไว้แค่นี้นะ สัปดาห์หน้าอาจารย์

1466
01:37:42.800 --> 01:37:46.800
ขอเป็น 2 บท แล้วก็อีกครั้งงหนึ่งก็เป้นอีกบท

1467
01:37:46.801 --> 01:37:50.801
หมดเลยนะคะ จะเป็นปฏิบัติแล้ว จะจบปฏิบัติได้เลย

1468
01:37:50.803 --> 01:37:54.803
วันนี้เอาไว้แค่นี้นะคะ เด็ก ๆ สวัสดีค่ะ

1469
01:37:54.805 --> 01:37:58.805

1470
01:37:58.807 --> 01:38:02.807
สวัสดีค่ะทุกคน สวัสดีค่ะ สวัสดี

1471
01:38:02.808 --> 01:38:06.808

1472
01:38:06.809 --> 01:38:10.809
[สิ้นสุดการถอดความ]

1473
01:38:10.811 --> 01:38:14.811

1474
01:38:14.813 --> 01:38:18.813

1475
01:38:18.814 --> 01:38:22.814

1476
01:38:22.818 --> 01:38:26.818

1477
01:38:26.820 --> 01:38:30.820

1478
01:38:30.822 --> 01:38:34.822

1479
01:38:34.825 --> 01:38:38.825

1480
01:38:38.826 --> 01:38:42.826

1481
01:38:42.830 --> 01:38:45.830

1482
01:38:46.832 --> 01:38:49.834

1483
01:38:50.835 --> 01:38:53.839

1484
01:38:54.836 --> 01:38:57.836

1485
01:38:58.838 --> 01:39:01.839

1486
01:39:02.840 --> 01:39:02.842

1487
01:39:06.843 --> 01:39:06.846

1488
01:39:10.846 --> 01:39:10.850


