(คุณคณพล) ท่านกำลังรับชมโทรทัศน์รัฐสภา ช่อง 10 รายการต่อไป ติดตามรายการห้องข่าวรัฐสภาแชนแนล ภาคเช้าครับ [เสียงดนตรี] (คุณธีรพงศ์) สวัสดีครับ (คุณณัฐภัทรพล) สวัสดีครับคุณผู้ชมครับ ได้เวลาห้องข่าวรัฐสภาแชนแนล ภาคเช้าแล้วนะครับ วันนี้อยู่กับคุณธีรพงศ์ ทะนัน และผม ณัฐภัทรพล จุติการพาณิชย์ อาจารย์ล่ามภาษามือ อาจารย์คมคิด ศันสนะเกียรติ และเดี๋ยวช่วงข่าวต่างประเทศ พบกับคุณกิตติ เสรีประยูรนะครับ วันนี้เรามาพบกันวันพฤหัสบดี 26 กันยายน 2567 นะครับ ต้องบอกว่าสถานการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่น่าเป็นห่วงเลยทีเดียว เมื่อคืนเขาทุบสถิติแล้วนะ แม่น้ำปิงนี่ สูงที่สุดในประวัติการณ์แล้วนะ (คุณธีรพงศ์) สูงกว่าปี 2556 แล้วก็ปี 2554 ด้วยนะครับ หลายคนก็มีความกังวลเหมือนกัน เพราะว่าระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นมานั้นมันไปท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจ ช้างคลาน ไนท์บาซาร์ไม่ต้องพูดถึงเลย (คุณณัฐภัทรพล) วโรรสนี่เข้าแล้วนะครับ (คุณธีรพงศ์) เห็นว่าวันนี้จะปิดตลาดวโรรสก่อนนะครับ (คุณณัฐภัทรพล) ถูกต้อง (คุณธีรพงศ์) เพื่อความปลอดภัย แล้วก็เพื่อทรัพย์สินของพ่อค้าแม่ค้าด้วยนะครับ แล้วก็เห็นว่าระดับน้ำเมื่อช่วงสายที่ผ่านมามันลดลงไปนิดหนึ่ง ประมาณสัก 2 เซนติเมตร แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่า เพราะว่าเห็นว่าช่วงปลายเดือนนี้ อีก 2-3 วันนี้แหละ เดี๋ยวฝนมาอีกระลอกหนึ่ง (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ แล้วตอนนี้ในพื้นที่ก็ยังคงมีฝนตกโปรยปรายลงมานะครับคุณผู้ชมครับ ก็ต้องระมัดระวังกันด้วยนะครับ น้ำท่วมในครั้งนี้ใหญ่จริง ๆ นะครับ ในพื้นที่ภาคเหนือ ทุกภาคส่วนครับ ตอนนี้ก็มีการส่งความช่วยเหลือไปนะครับ ในพื้นที่ภาคเหนือต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือว่าภาครัฐบาลเองนะครับ วันนี้ก็ยังคงต้องให้กำลังใจกันต่อไปก่อนนะครับ ใครที่ยังไม่ท่วม แต่คาดการณ์ว่าน้ำมันอาจจะมา เก็บของขึ้นไว้ที่สูงไว้ก่อนนะ (คุณธีรพงศ์) ทีนี้แม่น้ำปิงนี่ คือ จากเชียงใหม่ใช่ไหมครับ แล้วก็ตอนนี้น้ำวังที่ลำปาง ก็กำลังท่วมอยู่เหมือนกัน ปิง วัง มาแล้ว 2 เดี๋ยวมารวมกันที่ปากน้ำโพ เจ้าพระยาเดี๋ยวรอรับ มาแน่ ๆ น่ะ (คุณณัฐภัทรพล) นะครับ สถานการณ์ปีนี้ค่อนข้างที่จะหนักเลยทีเดียวนะครับคุณผู้ชมครับ แต่หลายคนก็อาจจะเป็นกังวลนะครับ ว่าน้ำมันจะมาถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือเปล่า แต่ว่าเขาก็มีการคาดการณ์กันว่าปริมาณน้ำนี่มันยังไม่เยอะเท่ากับปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ (คุณธีรพงศ์) คือ อาจจะไม่ซ้ำรอยขนาดนั้น แต่ว่าพื้นที่บริเวณใกล้ตลิ่งนี่นะครับ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากบ่อยนี่ อันนี้มันอาจจะขึ้นมาบ้างนะ นะครับ ต้องระวังเหมือนกัน แล้วก็ติดตามข่าวสารเรื่องของน้ำท่วมให้ดี ๆ ด้วยนะครับ ขณะที่เรื่องของการแจกเงินหมื่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โอ้โห เมื่อวานเห็นภาพคนไปต่อคิวกันที่หน้าธนาคารนี่ ยาวเหยียด หลายธนาคารเลย โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ อย่างเช่น กรุงไทยอย่างนี้ครับ ธกส. ออมสิน อย่างนี้ครับ โอ้โห แถวยาวมาก (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ นอกจากสาขาแล้วก็ตู้ ATM นะคุณผู้ชม คิวก็ยาวเหมือนกันนะครับ เมื่อคืนที่ผ่านมา เที่ยงคืนนะ รอบที่ 2 เข้าแล้วนะ (คุณธีรพงศ์) ครับ เข้าแล้ว (คุณณัฐภัทรพล) ใครที่มีเลขบัตรประชาชนลงท้ายด้วย 1 2 3 เลขอยู่ที่ประมาณ 4.51 ล้านคนคุณธีรพงศ์ ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา แน่นอนว่าหลายคนเปิดมือถือขึ้นมา เช้านี้เช็กแล้วนะ 10,000 บาทเข้าหรือยัง (คุณธีรพงศ์) คือ เห็นในโซเชียลน่ะนะครับ มันจะมีการปล่อยคลิปออกมานะครับ บอกว่าไม่อยากจะเชื่อเลย เหมือนฝัน ได้เงิน 10,000 จริง ๆ เหรอ แล้วไปกดได้เป็นเงินสดด้วย คือ หลายคนดีใจ ก็มีการพูดคุยกันเหมือนกันว่า เอ๊ะ จะเอาเงินไปทำอะไร บ้างก็บอกว่าเอาไปซื้อของกินของใช้นี่แหละ เป็นหลักน่ะนะ (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ครับ เพราะว่าเมื่อวานท่านนายกฯ แพทองธาร ก็ออกมาบอกเกี่ยวกับเรื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เกี่ยวกับเรื่องของโครงการแจกเงิน 10,000 บาทนี่แหละครับ ก็ยังคงใช้คำว่า “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” เหมือนเดิมนะคุณธีรพงศ์ครับ แล้วก็นี่แหละ เฟส 2 เฟส 3 เฟสต่อ ๆ ไปนี่ พยายามจะนำเข้าไปในระบบดิจิทัลวอลเล็ตให้ได้ (คุณธีรพงศ์) คือ ตอนนี่มีฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็มองเหมือนกันนะ ว่าไอ้เฟสต่อไปนี่นะครับ คนที่จะได้นี่ เขาจะได้จริงหรือเปล่า 1. แล้วก็ความจริงควรจะต้องแบบ… เขาเรียกว่าบอกกรอบไทม์ไลน์ที่มันชัดเจนกว่านี้ไหม ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่างไร แล้วจะได้เป็นเงินสดเหมือนกันไหม เขาบอกว่าถ้าได้เป็นเงินสดเหมือนกันนี่น่าจะดีน่ะ แต่คาดว่าไม่น่าจะใช่ (คุณณัฐภัทรพล) เพราะว่าน่าจะต้องเข้าสู่ระบบดิจิทัล ที่เขาจะมีการปูรากฐานเป็นระบบดิจิทัลของประเทศไทย (คุณธีรพงศ์) เพราะว่ากลุ่มก้อนหลังนี่จะมีคนเยอะกว่ามาก มากกว่ากลุ่มก้อนแรกใน 5 วันนี้ (คุณณัฐภัทรพล) ถูกต้อง คุณผู้ชมครับ ก็ต้องรอกันต่อไปนะครับ เดี๋ยวทางด้านของกระทรวงการคลังก็น่าจะมีการออกมาแถลงความชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน 10,000 บาทนี่แหละครับคุณผู้ชมครับ ไปดูในสภาเมื่อวานที่ผ่านมาดีกว่าครับคุณผู้ชมครับ มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของการพิจารณาร่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือว่าที่เรียกกันสั้น ๆ นะครับว่า “กฎหมายไม่ตีเด็ก” นี่แหละครับ ก็ทางด้านของคณะกรรมาธิการก็มีการขอถอนร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับคุณผู้ชม หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็มองในความเห็นหลากหลายมุม ไปดูกันดีกว่า กับบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานที่ผ่านมาครับคุณผู้ชมครับ ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ หรือกฎหมายไม่ตีเด็กนั่นเองนะครับ ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยคุณสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ครับ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้มีการกล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ว่าคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาปรับแก้ในมาตราที่ 3 เพื่อให้มีความเหมาะสม โดยมีเจตนาเพื่อให้สิทธิ์การลงโทษของผู้ปกครองในการว่ากล่าว สั่งสอน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะต้องการให้ผู้ปกครองมีทัศนคติเชิงบวกในการเลี้ยงดูบุตร มีความสัมพันธ์แล้วก็ความผูกพันที่ดีกับบุตรนั่นเองนะครับ จากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตราครับ เริ่มตั้งแต่ชื่อร่างเรียงตามลำดับจนถึงร่างมาตรา 3 โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ได้ลงชื่ออภิปรายร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนใหญ่ และต่างก็มีความเห็นตรงกันนะครับ เช่น ทางด้านของคุณพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ที่เห็นนะครับ ว่าควรเปลี่ยนความคิดที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” มาเป็นการกระทำที่อ่อนโยน ให้เหตุผล และส่งความปรารถนาดีกับบุตรในวิธีที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับทางด้านของคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ที่มีการกล่าวนะครับ ว่าสภาผู้แทนราษฎรเคยผ่านกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ไปได้แล้ว แต่ทำไมวันนี้จึงต้องมีการตั้งคำถามอะไรกับการจะคุ้มครองมนุษย์ด้วยกัน โดยสมาชิกหลายคนมองว่าการเฆี่ยนตีก็เป็นรากฐานของสังคมไทย ทำให้เด็กไทยโตมาเป็นคนดี ซึ่งส่วนตัวมองว่าการเฆี่ยนตีนี่แหละครับ ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าทุกคนจะต้องกลายเป็นคนดีนั่นเอง ต่างกับอีกท่านหนึ่งครับคุณผู้ชมครับ คุณวิชัย สุดสวาสดิ์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีการอภิปรายนะครับ ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว โดยพ่อและแม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลบุตรหลาน แต่กฎหมายดังกล่าว มีบทบัญญัติลิดรอนสิทธิ์ของพ่อแม่ในการดูแลบุตรนั่นเอง เช่นเดียวกับจ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้มีการอภิปรายต่อร่างกฎหมายไม่ตีเด็กนี่แหละครับ มีการอภิปรายว่าส่วนตัวมองว่าการลงโทษเด็กต้องดูว่าบุคคลนั้นเป็นใคร หากเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็สามารถทำได้ เพราะว่าสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เติบโตเป็นคนดี เช่น สิ่งใดที่ถูกทำดีก็ต้องชมเชย แต่หากทำผิด สามารถว่ากล่าวหรือว่าติติงได้ ซึ่งหากพ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ตีลูก อะไรจะเกิดขึ้น จึงต้องมีการแยกแยะสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วก็พ่อแม่ควรที่จะตีลูกได้เหมือนเดิมนะครับ อีกท่านหนึ่งครับคุณผู้ชม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยครับ ก็มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายฉบับดังกล่าว ว่ามีทั้งเพื่อนสมาชิกสนับสนุนแล้วก็คัดค้านนะครับ ซึ่งก็ต้องมีการอภิปรายตามความเป็นจริง ว่าขณะนี้เสียงส่วนใหญ่ยังคงคัดค้าน มีข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการนำร่างกฎหมายไปปรับแก้ก่อน เนื่องจากบทบัญญัติในร่างกฎหมายขัดกับหลักการนั่นเอง จนท้ายที่สุดครับผู้ชมครับ หลังจากที่ประชุมมีการพิจารณาถึงมาตรา 3 คณะกรรมาธิการก็ได้เห็นพ้องกัน ร่วมกันในการขอถอนร่างพระราชบัญญัติกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข โดยที่ไม่ขัดข้องนั่นเองนะครับคุณผู้ชมครับ เดี๋ยววันนี้ติดตามกันต่อนะ มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกัน ในช่วงเวลา 09.00 น. นะคุณธีรพงศ์ (คุณธีรพงศ์) ใช่แล้วครับ (คุณณัฐภัทรพล) วันพฤหัสก็จะเป็นกระทู้ถามสดใช่ไหมครับใช่ครับ (คุณธีรพงศ์) ใช่ครับ ขณะที่ยังต่อเนื่องกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ร่างกฎหมายไม่ตีเด็กนะครับ ทีนี้ไปฟังมุมมองของคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม กันหน่อย เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. นะครับ ก็หรือว่าเป็นรองประธานร่างกฎหมายไม่ตีเด็กนี่ ก็บอกว่าที่สภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ หลังจากมีมติให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้นี่นะครับ ก็มีการแถลงออกมานะครับ ก็บอกว่าให้มีการกลับไปทบทวนก่อน เสนอสภาพิจารณาอีกครั้ง ว่าในชั้นกรรมาธิการได้ปรับแก้ร่างบนพื้นฐานที่ว่าการลงโทษเด็กนั้นต้องไม่เป็นการทารุณกรรม แล้วก็ไม่เป็นการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจเด็ก ยืนยันนะครับ ว่าเนื้อหาสาระในร่างที่มีการปรับแก้ เป็นไปในแง่สนับสนุนผู้ปกครอง ให้ใช้วิธีการทำโทษเด็กที่เหมาะสม ไม่มีประเด็นที่ระบุว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถทำโทษบุตรได้นะครับ ส่วนที่มีการอภิปรายท้วงติงเรื่องการเฆี่ยนตี หรือคำว่า “เฆี่ยนตี” คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มเข้าไปใหม่ แต่เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในขั้นตอนการรับหลักการในวาระที่ 1 ที่สภาให้ความเห็นชอบนะครับ ตนจึงมองว่าในการพิจารณาวาระ 2 แล้วก็วาระ 3 ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเพิกถอนร่าง หรือไม่เห็นด้วยในการพิจารณาผ่านร่างนะครับ อย่างไรก็ตาม จากมติดังกล่าวของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาจจะสะท้อนว่าพรรคประชาชนและคณะกรรมาธิการยังไม่สามารถที่จะสื่อสาร สร้างความเข้าใจในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ กับพ่อแม่ ผู้ปกครองได้มากพอนะครับ เพราะว่ายังมีความไม่เข้าใจอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อสื่อสาร ทำความเข้าใจที่ถูกต้องน่ะนะครับ ว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ แม้เป็นกฎหมายฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว ฉบับเดียว ใน 2 สมัยประชุมสภาด้วยนะครับ ที่ผ่านมานี่ โดยที่ไม่มีร่างของพรรคการเมืองอื่นประกบในการพิจารณา แต่ไม่ควรนำเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองที่จะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว ควรพิจารณาจากเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กมากกว่านะครับ คุณณัฐวุฒิยังบอกเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ทางคณะกรรมาธิการจะนัดประชุมอย่างเร่งด่วนที่สุดนะครับ เพื่อทบทวน มีเหตุจำเป็นหรือมีสิ่งใดที่ต้องปรับแก้ไขหรือไม่ จะมีการปรับแก้ถ้อยคำอื่นใดหรือไม่ เพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้ต่อประชาชนแล้วก็ผู้ปกครองของเด็กทุกคนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมาธิการก็จะทบทวนว่าการแก้ไขร่างดังกล่าว ขัดต่อหลักการตามที่มีการกล่าวอ้างในการอภิปรายหรือไม่ รวมถึงทบทวนว่ามีถ้อยคำใดที่อาจจะทำให้สมาชิกไม่เข้าใจหรือไม่นะครับ ตลอดจนเรื่องกระบวนการวิธีการสื่อสารต่อสาธารณะ ที่อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร โดยภายหลัง การพิจารณาทบทวนร่างแล้วนี่ ก็จะรีบส่งกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภานะครับ เพื่อให้ทันในเวลาที่เหลืออยู่ของการประชุมสภาในสมัยนี้นะครับ มีเสียงคุณณัฐวุฒิครับ (คุณณัฐวุฒิ) ผมยังยืนยันว่าเป็นเนื้อหาสาระที่สอดคล้อง มุ่งเน้นไปในแง่ของการสนับสนุนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการมีวิธีการที่เหมาะสมในการทำโทษบุตร ไม่ใช่กรณีของการถูกกล่าวอ้างว่าต่อไปนี้พ่อแม่ผู้ปกครองจะไม่สามารถลงโทษหรือกระทำใด ๆ กับบุตรได้ หรือมิใช่เป็นกรณีที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะนำไปสู่ความแตกแยกในครอบครัว จะนำไปสู่การฟ้องร้อง จะนำไปสู่การแทรกแซงหรือการดำเนินคดีต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งอันนั้นไม่มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ (คุณณัฐภัทรพล) หลังจากกฎหมายไม่ตีเด็กเสร็จสิ้นลงไปครับคุณผู้ชม ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานก็มีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายชาติพันธุ์นะครับ เรื่องนี้เองครับคุณผู้ชมครับ มีการพิจารณากันถึงช่วงเย็น ๆ นะครับ ท้ายที่สุดแล้วนะครับคุณผู้ชมครับ ประธานคณะกรรมาธิการที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของร่าง พรบ. คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์นี่นะครับ ก็มีการถอนเกี่ยวกับเรื่องของร่างกฎหมายนี้กลับไปนั่นเองนะครับ ไปดูกันนะครับ ร่างกฎหมายที่น่าสนใจอีกฉบับหนึ่ง อย่างที่เราได้บอกไปนะครับคุณผู้ชมครับ ก็คือเรื่องของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีทางด้านของคุณปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครับ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้มีการนำเสนอร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วต่อที่ประชุม โดยคุณปิยะรัฐชย์ก็ได้มีการชี้แจงถึงการพิจารณากฎหมายในชั้นของกรรมาธิการนะครับ ว่าคณะกรรมาธิการได้นำผลการรับฟังความเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายมาพิจารณาร่วมกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นวาระที่สำคัญของประเทศ ที่ทุกภาคส่วนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดัน และเป็นก้าวแรกที่มั่นคงต่อประชาชนชาวชาติพันธุ์ของประเทศ และประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ที่โอบรับคนทุกกลุ่มไว้อย่างเสมอภาค จากนั้นที่ประชุมได้มีการเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา ทั้ง 35 มาตรานะครับ ซึ่งเริ่มพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง เรื่อง เรียงตามลำดับ จนถึงร่างมาตรา 35 ครับ โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมลงชื่ออภิปรายอย่างกว้างขวาง อย่างเช่น ทางด้านของคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติครับ ได้มีการใช้สิทธิ์ในการอภิปรายในมาตราที่ 3 ที่ทางด้านของคณะกรรมาธิการให้คำนิยามเรื่องของชนเผ่าพื้นเมือง ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีความสืบเนื่องทางประวัติ สัมพันธ์กับถิ่นฐาน ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติให้มีคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” อยู่ในร่างกฎหมาย เพราะว่ามองเรื่องของความมั่นคงเป็นหลักนะครับ เพราะว่าหากมีการกำหนดไว้ อนาคตสามารถแยกออกไปตั้งหรือว่าปกครองตนเองได้ ในประเทศไทยมีกว่า 50 กลุ่มชาติพันธุ์ ต่างก็อยากเป็นคนไทย ไม่มีใครอยากเป็นชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมกับย้ำว่าประเทศไทยมีเผ่าเดียว ก็คือเผ่าไทยนี่แหละครับ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” แหม มาเป็นเพลงชาติเลยนะคุณธีรพงศ์ ซึ่งหลังจากนี้นะครับ คุณมานพคีรี ภูวดล กรรมาธิการครับ ได้มีการชี้แจงถึงความจำเป็นในการบัญญัติให้มีคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ว่าจะหนีข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไม่ได้ ที่ประเทศไทยมีการรวมกันที่หลากหลายของชนเผ่า จึงจำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองคนส่วนน้อยนี้นะครับ ไม่มีเรื่องความแตกแยกเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาประเทศไทยร่วมลงนามว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองตามปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติ ทำงานกับองค์กรนานาชาติมากมายเลยทีเดียวนะครับ ที่ล้วนแล้วแต่ใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” หากไทยจะไม่มีบทบัญญัตินี้ในกฎหมาย จะไปคุยข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้อย่างไรนั่นเองนะครับ อีกท่านหนึ่งครับ ไปดูทางด้านของคุณธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนนะครับ ได้มีการอภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย พร้อมขอให้พิจารณาคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ สำหรับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ควรมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันกับคนส่วนมาก เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุขฟรีและถ้วนหน้า สิทธิ์ในดินแดนที่ดินทำกิน และการไม่เลือกปฏิบัติทางกฎหมายนั่นเองครับ โดยที่ประชุมพิจารณาต่อเนื่องมาถึงมาตรา 4 มีทางด้านของคุณปิยะรัตน์ ติยะไพรัช ประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขออนุญาตที่ประชุมถอนร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากการพิจารณาของสภา เพื่อที่จะมีการนำกลับไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งนะครับ โดยให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีอีกหลายมิติ หลายแง่มุม ที่คณะกรรมาธิการต้องพิจารณาให้ครอบคลุม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างที่คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วทั้งประเทศนั่นเองนะครับ หลังจากนั้นเองครับคุณผู้ชมครับ เลยทำให้คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเหมือนกันนะครับ ก็ได้ใช้สิทธิ์ในการอภิปรายด้วย ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้พิจารณาร่างกฎหมายด้วยความรอบคอบ และด้วยความเข้าใจดีของทุกฝ่าย ซึ่งตนก็ทราบว่าวิปได้มีการพูดคุยกันแล้วนะครับ และอาจจะมีบางประเด็นที่ขอให้มีการพิจารณาหารือกันในที่ประชุมสภา อย่างเช่น คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” และ “ชาติพันธุ์” นอกนั้นไม่มีสัญญาณที่จะเป็นการถอนร่างกลับไปพิจารณา จึงต้องการให้สภาได้พิจารณาต่อเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีการเสนอกฎหมาย ทั้งของภาคประชาชน พรรคการเมือง แล้วก็คณะรัฐมนตรีนั่นเองนะครับ อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นมาเลย ในฐานะวิปฝ่ายค้านนะคุณผู้ชมครับ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ครับ สส. จังหวัดระยอง พรรคประชาชน ก็ลุกขึ้นมาอภิปรายครับ โดยระบุว่าหากมีการถอนร่างกลับไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการอีกครั้ง จะทำให้เสียเวลาของสภาครับ และการทำงานของกรรมาธิการที่ผ่านมา มีทั้งฝ่ายคณะรัฐมนตรี พรรคการเมืองทุกพรรค และจากภาคประชาชน ตนจึงไม่เห็นด้วยกับการถอนร่างกฎหมายออกไปก่อน จึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าสมควรถอนร่างออกไปหรือไม่นั่นเองนะครับ ส่วนต่อมาครับคุณผู้ชมครับ ทางด้านของครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส. สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยครับ ก็ได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ในที่ประชุมวิปรัฐบาลก็ได้มีการหารือกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลยังมีความสับสนกันอยู่ แต่ก็คิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ เมื่อเข้าสภานะครับ เพราะว่าไม่ต้องการให้มีการระบุว่าฝ่ายรัฐบาลมีเจตนาร้าย ซึ่งตั้งแต่ต้นทำกฎหมายมา ยังไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับใดที่โหวตมาตราเดียวแต่ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ นี่นะครับ แล้วก็ไม่เข้าใจการโหวต จึงเห็นว่าควรถอนร่างกฎหมายออกไปก่อน แล้วค่อยมาเจรจาความกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท้ายที่สุดแล้วครับคุณผู้ชมครับ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติเห็นชอบให้มีการถอนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ออกไปก่อน ตามที่ประธานคณะกรรมาธิการเสนอ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียงอีก 1 เสียงนั่นเองนะครับ (คุณธีรพงศ์) มาดูอีกหนึ่งมุมมองกันบ้างนะครับ กับประเด็นช่วงนี้ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นจริยธรรมของนักการเมืองนะครับ ไปดูฟากฝั่งของคุณนิกร จำนง กันบ้าง เขาเคยเป็นอดีตคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 นะครับ ก็บอกว่าเห็นด้วยนะส่วนตัว ควรจะมีการแก้ไข แต่ว่าเรื่องของจริยธรรมนักการเมืองนี่ คุณนิกรบอกเลยว่า มัน… ความจริงแล้วไม่ควรจะไปอยู่ในตัวบทกฎหมายนะ ควรจะอยู่ในใจของนักการเมืองมากกว่า แล้วก็ควรจะมีการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับนักการเมือง เห็นด้วยว่าควรมีการแก้ไข โดยเริ่มจากกระบวนการ สสร. แล้วก็ทำประชามตินี่นะครับ นายนิกร จำนง อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. และอดีตเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 นะครับ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมในระบบการเมือง บอกว่าจริยธรรมที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่ต้องสร้างให้อยู่ในใจนักการเมืองให้ได้ ซึ่งการที่นักการเมืองจะมีจริยธรรมนั้น มันตรวจสอบยากนี่นะครับ ดังนั้น จึงต้องการส่งเสริมให้จริยธรรมเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ การมีจริยธรรมเป็นหลักการเอาไว้ ก็จะทำให้สถาบันการเมืองและนักการเมืองดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าประมวลจริยธรรม ไม่ว่าจะเขียนอย่างไรก็มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญ ก็คือ สส. ต้องมีประมวลจริยธรรมเป็นของตัวเอง เนื่องจากขณะนี้อยู่ภายใต้จริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าบางเรื่องครอบทั้งหมดไม่สอดคล้องกัน เพราะหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญใกล้ชิดกับประชาชนไม่ได้ ไม่เหมือนกับหน้าที่ สส. ที่ต้องใกล้ชิดกับประชาชน เพราะหาก สส. ไม่ใกล้ชิดกับประชาชน อาจผิดจริยธรรมได้นะครับ นอกจากนี้คุณนิกรยังบอกด้วยนะ ว่าสภาชุดที่ผ่านมาออกประมวลจริยธรรมช้า การลงโทษจึงทำได้เพียงตำหนิและตักเตือนเท่านั้น ไม่มีการลงโทษร้ายแรง ส่วนหลักปฏิบัติที่จะทำให้เกิดจริยธรรม ตนมองว่าต้องเกิดจากแรงกดดันของประชาชน ซึ่งหลักจริยธรรมที่ออกเป็นกฎหมายก็ส่วนหนึ่ง แต่ในฐานะที่นักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะ ความรับรู้ของประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากนักการเมืองไม่ผิดหลักจริยธรรม แต่ประชาชนมองว่าผิด ก็ถือเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงกว่านะครับ ที่จะนำไปสู่การไม่ถูกเลือก แล้วก็ไม่สนับสนุนในอนาคต ส่วนที่มีพรรคการเมืองเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองนั้น คุณนิกรย้ำนะ ว่าตนเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข แต่เนื่องจากจริยธรรมเป็นเรื่องนามธรรมที่เกี่ยวกับนักการเมือง หากแก้ไขแบบรายมาตรานี่ คุณนิกรบอกว่ามันเป็นไปได้ยากน่ะนะครับ จึงควรเริ่มที่ประชาชนก่อน ผ่านกระบวนการทำประชามติ ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ได้กำหนดในการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พร้อมกันนี้ คุณนิกรยังบอกด้วยนะครับ ว่าเรื่องจริยธรรมนี่จำเป็นต้องแก้ไข เนื่องจากบริบทจริยธรรมเป็นปัญหานะครับของราชการในแต่ละหน่วยนี่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การใช้จริยธรรมแบบเหมารวม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ควรจะต้องแก้ไขที่มา โดยให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเหมือนเดิม เพียงแต่ในการผิดจริยธรรมนั้น ต้องยึดตามหลักของแต่ละหน่วยงานนะครับ มีเสียงของคุณนิกรครับ (คุณนิกร) ผมเห็นด้วยว่าจะต้องแก้ แต่ว่าถ้ามาเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่แก้ ที่เขาถูกมองว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักการเมือง มันก็ไปยาก ก็… ก็เลยคิดว่าน่าจะ… ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ทำนองนี้ ควรจะเริ่มจากประชาชนดีกว่า ควรจะเริ่มจากทั้งฉบับ ให้ สสร. เขาคิดเอง เพราะเขาจะจัดการกับนักการเมืองอย่างไรนะครับ ไม่ใช่เราคิดว่าเราควรจัดการเราอย่างนี้ มันจะเหมือนกับคืบไปวา วาไปศอก ก็ประชาชนก็จะไม่เห็นด้วย แล้วมันก็มีแรงต้าน แล้วมัน… อีกอันหนึ่ง ก็คือว่าเรื่องพวกนี้ ตามรัฐธรรมนูญนี่ ต้องทำประชามติ ปัญหาคือแล้วจะผ่านประชามติได้เหรอ (คุณณัฐภัทรพล) ต่อกันเลยครับคุณผู้ชมครับ เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปมเรื่องของจริยธรรมนี่ล่ะครับ ก็มีเสียงออกมาจากทางด้านของคุณอดิศร เพียงเกษ จากพรรคเพื่อไทยนี่แหละครับ ก็มีการออกมาบอกนะครับ ว่าพรรคเพื่อไทยตอนนี้ ยอมถอยแล้วนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปมจริยธรรมนะครับ หลังจากที่ทางด้านของพรรคร่วมรัฐบาลนี่ ไม่ค่อยเห็นด้วยหรือว่าเห็นต่างนี่ล่ะครับ ก็ออกมาบอกว่าไม่ใช่เป็นการเสียหน้านะครับ แต่เป็นการรับฟังเสียงนั่นเองนะครับ ไปดูกับทางด้านของคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องของจริยธรรมนักการเมือง ว่าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุย และเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากไปแตะต้องในเรื่องของจริยธรรม ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตนเอง ตนคิดว่าพรรคเพื่อไทยได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเห็นตรงกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรม ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนะครับ แต่เรื่องเร่งด่วนควรเป็นในเรื่องของน้ำท่วม แล้วก็ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนนี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้น พรรคเพื่อไทยก็จะถอยออกมาก่อน แต่ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นนะครับ เราเองก็ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นมรดกบาปจากการที่รัฐประหาร จำเป็นต้องมีการแก้ไขทั้งฉบับครับ เป้าหมายก็คือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า สสร. ส่วนจะเป็นการเสียหน้าหรือไม่นั้น เพราะว่าหลายคนมองว่าพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นการแก้ไขจริยธรรมขึ้นมา โดยคุณอดิศรยืนยันว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีการเสียหน้า แต่ต้องฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด ซึ่งก็เห็นด้วยนะครับ ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องการคนที่ไม่มีภาระ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อคุณสมบัติ จึงควรชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนนะครับ หากแก้รายมาตราก็จะต้องไปทำประชามติ ซึ่งจะสูญเสียเงินมากขึ้น โดยไม่จำเป็นนั่นเองนะครับ มีเสียงของคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ (คุณอดิศร) จริยธรรมนี่ ตอนแรก ๆ ก็คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะคิดเหมือนกัน แต่พอได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะพรรคภูมิใจไทยหรือพรรครวมไทยสร้างชาติ เราต้องให้เกียรติ นะครับ ก็… (ผู้สื่อข่าว) ไม่ได้มีการเสียหน้าใช่ไหมครับ (คุณอดิศร) ไม่ ๆ เรื่อง… เรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีการเสียหน้าครับ ครับ ก็คิดว่าฟังความคิดเห็นของทุกพรรค เราคงไม่ไปพูดว่าใครริเริ่มนะครับ แต่ต้องฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ว่าเรื่องนี้มันเรื่องละเอียดอ่อน มีบางคนบอกว่าเรื่องตรวจสอบจะไปกลัวทำไม ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยนะครับ ในการที่จะมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการได้คนที่ไม่มีภาระ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อคุณสมบัติ ผมเห็นด้วยในการส่วนตัว ชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อน เอาไว้แก้ทั้งฉบับ (คุณธีรพงศ์) ช่วงนี้พักกันสักครู่เดียว ช่วงหน้าไปดูฟากฝั่งวุฒิสภากันบ้างนะครับ สว. นันทนา นันทวโรภาส ก็มีข้อคิดเห็น เรื่องของการไม่เห็นด้วยนะครับ ในสภาสูง กับร่างกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมานะครับ เดี๋ยวช่วงหน้าติดตามรายละเอียดกันครับ [เสียงดนตรี]