﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000
[เสียงดนตรี]

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12.006 --> 00:00:16.006

5
00:00:16.007 --> 00:00:20.007

6
00:00:20.009 --> 00:00:24.009

7
00:00:24.012 --> 00:00:28.012

8
00:00:28.015 --> 00:00:32.015
(คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็นหัวข้อ

9
00:00:32.019 --> 00:00:36.019
การสอนในหัวข้อที่ 4.2 ยีนกับกาควบคุมลักษณะ

10
00:00:36.020 --> 00:00:40.020
ทางพันธุกรรม ให้ความรู้โดย ครูปุณยาพร

11
00:00:40.022 --> 00:00:44.022
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4 หัวข้อเรื่อง

12
00:00:44.022 --> 00:00:48.022
พันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง

13
00:00:48.023 --> 00:00:52.023
ของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

14
00:00:52.025 --> 00:00:56.025
จุกประสงค์นะคะ คือ ให้นักเรียน

15
00:00:56.026 --> 00:01:00.026
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน

16
00:01:00.027 --> 00:01:04.027
ลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ ก่อนอื่นนะคะ นักเรียน

17
00:01:04.028 --> 00:01:08.028
จำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมียที่ได้เรียนมทานะคะ

18
00:01:08.029 --> 00:01:12.029
คลิป 1 ข้อที่แล้วนะคะ ธาลัสซีเมีย คืออะไร

19
00:01:12.030 --> 00:01:16.030
ทาลัสซีเมียคือโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง

20
00:01:16.032 --> 00:01:20.032
โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรัง

21
00:01:20.033 --> 00:01:24.033
ซึ่งคนไทยนี่ มีผู้ที่เป็นโรคนี้จำนวนมากนะคะ

22
00:01:24.035 --> 00:01:28.035
และมีผู้ที่เป็นพาหะ

23
00:01:28.035 --> 00:01:32.035
จำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก แสดงว่าโรคทาลัสซีเมีย

24
00:01:32.036 --> 00:01:36.036
ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากเลยนะคะ

25
00:01:36.038 --> 00:01:40.038
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาในคาบที่แล้วนะคะ ธาลัสซีเมีย

26
00:01:40.038 --> 00:01:44.038
นี่ ถูกควบคุมโดยยีน โดยมีแอลลีล T

27
00:01:44.039 --> 00:01:48.039
อัลลิล T

28
00:01:48.040 --> 00:01:52.040
และ แอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะที่

29
00:01:52.040 --> 00:01:56.040
เป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีแอลลีลใหญ่ 2 แอลลีล

30
00:01:56.041 --> 00:02:00.041
ดังในรูปนะคะ จะไม่เป็นโรค ส่วน

31
00:02:00.042 --> 00:02:04.042
ผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลีล

32
00:02:04.043 --> 00:02:08.043
ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล T

33
00:02:08.044 --> 00:02:12.044
อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ จะไม่เป็นโรคแต่ว่าเป็น

34
00:02:12.044 --> 00:02:16.044
พาหะ คราวนี้ คำถาม ก็คือ

35
00:02:16.044 --> 00:02:20.044
แอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่ ทำให้เกิดโรค

36
00:02:20.046 --> 00:02:24.046
หรือไม่เกิดโรคได้อย่างไร เดี๋ยว

37
00:02:24.046 --> 00:02:28.046
อันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนกันในหัวข้อนี้ค่ะ เรามาทวนกันอีกรอบนะคะ

38
00:02:28.047 --> 00:02:32.047
กันอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่าแอลลีลคืออะไร

39
00:02:32.048 --> 00:02:36.048
นะคะ ก็คือรูปแบบของยีน โดยรูปแบบของยีนนี่

40
00:02:36.050 --> 00:02:40.050
จัดควบคุมลักษณะพันธุกรรมผ่านโปรตีน

41
00:02:40.051 --> 00:02:44.051
แล้วการควบคุมนั้นนี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ยีน

42
00:02:44.051 --> 00:02:48.051
เป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA นะคะ ที่ควบคุม

43
00:02:48.052 --> 00:02:52.052
หรือกำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ ซึ่งยีน

44
00:02:52.053 --> 00:02:56.053
นั้นนี่ ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะต่าง ๆ ของพันธ

45
00:02:56.054 --> 00:03:00.054
ขึ้นอยู่กับชนิดและหน้าที่ของโปรตีนนั้น

46
00:03:00.054 --> 00:03:04.054
ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเรามาดูตัวอย่าง

47
00:03:04.054 --> 00:03:08.054
ลักษณะเผือกเป็นตัวอย่างก่อนนะคะ ที่

48
00:03:08.054 --> 00:03:12.054
นักเรียนเคยได้เรียนมาแล้ว ว่าการเกิดควบคุมได้

49
00:03:12.055 --> 00:03:16.055
หรือการมีหรือไม่มีลักษณธเผือกได้อย่างไร

50
00:03:16.057 --> 00:03:20.057
ค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ

51
00:03:20.057 --> 00:03:24.057
เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ โดยเมลานิน

52
00:03:24.057 --> 00:03:28.057
เป็นสารสีชนิดหนึ่ง ที่อยู่บริเวณผิวหนัง

53
00:03:28.058 --> 00:03:32.058
ผม และม่านตาค่ะ โดยในตัวอย่างนี้นะคะ

54
00:03:32.058 --> 00:03:36.058
ลักษณะเผือกนี่ จะพบเจอโดยยีน

55
00:03:36.059 --> 00:03:40.059
2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ

56
00:03:40.061 --> 00:03:44.061
ที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์โปรตีนโดยเมลานินได้

57
00:03:44.061 --> 00:03:48.061
ค่ะ แต่ว่ายีนที่มีแอลลีล a นะคะ

58
00:03:48.061 --> 00:03:52.061
ที่มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไม่สามารถควบคุม

59
00:03:52.062 --> 00:03:56.062
ได้ค่ะ อย่างในจอที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้นะคะ

60
00:03:56.063 --> 00:04:00.063
โปรตีนที่ทำงานได้นี่ คุณครูแทนด้วยก้อน

61
00:04:00.064 --> 00:04:04.064
สีแดงนะคะ ส่วนโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ คุณครูแทน

62
00:04:04.064 --> 00:04:08.064
ก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ คราวนี้

63
00:04:08.067 --> 00:04:12.067
แล้วยีนที่มีแอลลีล A แอลลีล a นี่

64
00:04:12.068 --> 00:04:16.068
เขาควบคุมการมี หรือไม่มีลักษณะเผือกได้อย่างไร

65
00:04:16.068 --> 00:04:20.068
นะคะ เดี๋ยวเรามาลองดูไปพร้อม ๆ กันค่ะ ในผู้ที่มี

66
00:04:20.070 --> 00:04:24.070
แอลลีล AA จะสามารถสังเคราะห์ได้

67
00:04:24.070 --> 00:04:28.070
สังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้ ซึ่งโปรตีนที่

68
00:04:28.072 --> 00:04:32.072
ทำงานได้นี้นี่ ก็จะไปทำหน้าที่สังเคราะห์

69
00:04:32.072 --> 00:04:36.072
นะคะ ทำให้ผู้ที่มีแอลลีลแบบนี้ มีเมลานิน

70
00:04:36.073 --> 00:04:40.073
ไม่มีลักษณะเผือก ในขณะที่

71
00:04:40.074 --> 00:04:44.074
ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีนที่

72
00:04:44.076 --> 00:04:48.076
เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ ซึ่งทำให้

73
00:04:48.076 --> 00:04:52.076
ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานินนี่ ไม่มีเมลานิน

74
00:04:52.077 --> 00:04:56.077
นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

75
00:04:56.078 --> 00:05:00.078
เราทราบการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่มีแอลลีล A และแอลลีล a

76
00:05:00.080 --> 00:05:04.080
แล้วก็ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a

77
00:05:04.080 --> 00:05:08.080
แล้วผู้ที่มีแอลลีลทั้ง 2 รูปแบบ ก็คือมีทั้ง แอลลีล A และ

78
00:05:08.082 --> 00:05:12.082
แอลลีล a  เขาจะมีการควบคุมบลักษณะอย่างำไ

79
00:05:12.082 --> 00:05:16.082
เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิดสัก 10 วินาทีนะคะ แล้ว

80
00:05:16.082 --> 00:05:20.082
ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเดี๋ยวเรามาดูคำตอบกัน

81
00:05:20.083 --> 00:05:24.083
เริ่มเลยนะคะ [เสียงดนตรี]

82
00:05:24.085 --> 00:05:28.085

83
00:05:28.085 --> 00:05:32.085

84
00:05:32.086 --> 00:05:36.086
ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ

85
00:05:36.086 --> 00:05:40.086
เรามาลองดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ ค่ะ มีทั้งที่

86
00:05:40.087 --> 00:05:44.087
เป็นพาหะนะคะ มีทั้ง แอลลีล A

87
00:05:44.087 --> 00:05:48.087
และ แอลลีล a ค่ะ โดยการมี แอลลีล a  นะคะ

88
00:05:48.088 --> 00:05:52.088
ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่ทำงานไม่ได

89
00:05:52.090 --> 00:05:56.090
แต่ในขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A

90
00:05:56.090 --> 00:06:00.090
อยู่ด้วยค่ะ ทำให้มีการสร้างโปรตีน

91
00:06:00.091 --> 00:06:04.091
ได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น

92
00:06:04.091 --> 00:06:08.091
และทำให้บุคคลนี้ ไม่มีลักษณะ

93
00:06:08.092 --> 00:06:12.092
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนอาจจะสังเกตถึงแอลลีลใหญ่

94
00:06:12.092 --> 00:06:16.092
ถึงความแตกต่างระหว่างแอลลีลเด่น

95
00:06:16.093 --> 00:06:20.093
กับ แอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ จะเห็นได้ว่า

96
00:06:20.094 --> 00:06:24.094
การมีแอลลีล A เพียงแค่ 1 แอลลีลนี่

97
00:06:24.096 --> 00:06:28.096
สามารถที่จะแสดงลักษณะออกมาได้ แอลลีล A

98
00:06:28.096 --> 00:06:32.096
จึงจัดเป็นแอลลีลเด่นค่ะ ในทาง

99
00:06:32.097 --> 00:06:36.097
กลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตาม

100
00:06:36.098 --> 00:06:40.098
กลับไม่มีการแสดงออกของแอลลีลนั้น ๆ

101
00:06:40.099 --> 00:06:44.099
แอลลีล a จึงจัดเป็นแอลลีลด้อยค่ะ

102
00:06:44.099 --> 00:06:48.099
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ นักเรียนพอจะสรุปความเชื่อม

103
00:06:48.100 --> 00:06:52.100
โยงกับแผนผังที่ครูให้ไว้ตั้งแต่ตอนต้นคาบได้ไหมคะ

104
00:06:52.101 --> 00:06:56.101
คำถามด้านล่างนี้นะคะ ว่ายีนนี่ควบคุม

105
00:06:56.102 --> 00:07:00.102
ทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ โดยครูอยากให้นักเรียน

106
00:07:00.102 --> 00:07:04.102
เชื่อมโยงระหว่างแอลลีล A แอลลีล a

107
00:07:04.102 --> 00:07:08.102
กับการมีอยู่และการไม่มีอยู่ของลักษณะเผือกที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่

108
00:07:08.103 --> 00:07:12.103
สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ

109
00:07:12.103 --> 00:07:16.103
[เสียงดนตรี]

110
00:07:16.104 --> 00:07:20.104

111
00:07:20.105 --> 00:07:24.105
ค่ะ ได้

112
00:07:24.106 --> 00:07:28.106
เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบกันเลยดีกว่า

113
00:07:28.107 --> 00:07:32.107
ค่ะ จากรูปนี้นะคะ จะอธิบาย

114
00:07:32.108 --> 00:07:36.108
การที่ยีนควบคุมลักษณะพันธุกรรมที่

115
00:07:36.109 --> 00:07:40.109
มีอยู่หรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลอง

116
00:07:40.109 --> 00:07:44.109
ค่อย ๆ ดูไปกันทีละขั้นนะคะ

117
00:07:44.109 --> 00:07:48.109
ทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน ยีนที่ควบคุมลักษณะเผือก

118
00:07:48.111 --> 00:07:52.111
นะคะ มีแอลลีล A ซึ่งจัดเป็นลักษณะ

119
00:07:52.111 --> 00:07:56.111
ที่ทำงานได้ และแอลลีล a ซึ่งกำหนดลักษณะที่

120
00:07:56.113 --> 00:08:00.113
เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ ต่อไป

121
00:08:00.114 --> 00:08:04.114
นะคะ โปรตีนนั้น จะส่งผลให้เกิดลักษณะทาง

122
00:08:04.114 --> 00:08:08.114
นะคะ สำหรับลักษณะเผือก ก็คือโปรตีนที่ทำงานได้

123
00:08:08.115 --> 00:08:12.115
หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้สามารถสังเคราะห์เมลานิน

124
00:08:12.115 --> 00:08:16.115
ได้ หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ ซึ่งการมี

125
00:08:16.116 --> 00:08:20.116
หรือไม่มีเมลานินนี้เอง เป็นลักษณะทางพันธุกรรมของเรา

126
00:08:20.117 --> 00:08:24.117
นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษระเผือกนั่นเอง

127
00:08:24.117 --> 00:08:28.117
ค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ จะเป็นว่ายีนควบคุม

128
00:08:28.119 --> 00:08:32.119
การแสดงออกของลักษณะทางพันธุกรรมน

129
00:08:32.120 --> 00:08:36.120
แล้วคราวนี้ ยีนนี่กำหนดลักษณะของโปรตีน

130
00:08:36.120 --> 00:08:40.120
อย่างไรนะคะ คำตอบ ก็คือลำดับ

131
00:08:40.121 --> 00:08:44.121
นิวคลีโอไทด์ของยีนมีผลต่อโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

132
00:08:44.123 --> 00:08:48.123
อันนี้นักเรียนอาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะ

133
00:08:48.124 --> 00:08:52.124
ไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรคะ

134
00:08:52.125 --> 00:08:56.125
ใครที่ลืมไปแล้วนะคะ หรือ เอ๊ะ ไม่เคยเรียนมาก่อนเลย

135
00:08:56.125 --> 00:09:00.125
ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวคุณครูทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

136
00:09:00.126 --> 00:09:04.126
ย้อนกลับไปตั้งแต่ว่า ยีนคือช่วงหนึ่งของสาร

137
00:09:04.127 --> 00:09:08.127
แล้ว DNA คืออะไร DNA นะคะ หรือชื่อเต็ํม

138
00:09:08.128 --> 00:09:12.128
นะคะ เป็นสารพันธุกรรม

139
00:09:12.129 --> 00:09:16.129
ซึ่งประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ค่ะ ซึ่งในรูป

140
00:09:16.130 --> 00:09:20.130
ตรงนี้นะคะ โครงสร้างตรงนี้

141
00:09:20.131 --> 00:09:24.131
โดยนิวคลีโอไทด์นี่ จะมาเรียงต่อกันเป็นพอลินิวคลี

142
00:09:24.131 --> 00:09:28.131
จำนวน 2 สารค่ะ จำนวนสาย 1

143
00:09:28.131 --> 00:09:32.131
นะคะ ส่วนอันนี้คือพอลินิวคลีโอไทด์อีกสายหนึ่งค่ะ

144
00:09:32.132 --> 00:09:36.132
สายคู่นี้นะคะ จะพันเป็นเกลียวสายคู่

145
00:09:36.133 --> 00:09:40.133
แต่ละนิวคลีโอไทด์นี่ จะประกอบไปด้วย น้ำตาล หมู่ฟอสเฟต

146
00:09:40.133 --> 00:09:44.133
หมู่ฟอสเฟต และนิวคลีโอไทด์ค่ะ

147
00:09:44.135 --> 00:09:48.135
ในส่วนของนิวคลีโอไทด์ขึ้นมาใหญ่หน่อยนะคะ จะได้เห็นชัด ๆ กัน

148
00:09:48.135 --> 00:09:52.135
ซึ่งนิวคลีโอไทด์ที่มาต่อกันนะคะ จะ

149
00:09:52.136 --> 00:09:56.136
ตามชนิดของไนโตรเจนัสเบสค่ะ ได้แก่

150
00:09:56.137 --> 00:10:00.137
หรือ A ไทมีน หรือ T พอลินิวคลี

151
00:10:00.139 --> 00:10:04.139
หรือ C และกวานีน หรือ G ค่ะ

152
00:10:04.140 --> 00:10:08.140
โดยนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ จะจับกับ

153
00:10:08.140 --> 00:10:12.140
นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส T ค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์

154
00:10:12.140 --> 00:10:16.140
ที่มี เบส G นะคะ จะจับกับที่มีเบส C ค่ะ

155
00:10:16.141 --> 00:10:20.141
คราวนี้นะคะ เราได้รู้จัก DNA แล้ว เรากลับมาที่

156
00:10:20.141 --> 00:10:24.141
ยีนและแอลลีลของเราดีกว่า

157
00:10:24.143 --> 00:10:28.143
นะคะ ยีนนี่เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

158
00:10:28.144 --> 00:10:32.144
ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์ซึ่งกำหนดโปรตีนที่

159
00:10:32.144 --> 00:10:36.144
ที่สังเคราะห์ขึ้น ดังนั้น ถ้าลำดับของนิวคลีโอไทด์ที่

160
00:10:36.144 --> 00:10:40.144
เปลี่ยนแปลงไปนี่ ก็อาจจะส่งผลให้เปลี่ยน

161
00:10:40.145 --> 00:10:44.145
ไปด้วยนะคะ บนสาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่ มี

162
00:10:44.147 --> 00:10:48.147
อยู่ด้วยกันหลายยีนค่ะ โดยยีนที่ต่างชนิดกัน

163
00:10:48.150 --> 00:10:52.150
ที่ต่างกัน ได้โปรตีนที่ต่างชนิดกัน

164
00:10:52.150 --> 00:10:56.150
ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่างกัน

165
00:10:56.151 --> 00:11:00.151
ที่เราเรียนมานะคะ ยีนธาลัสซีเมียกับยีนลักษณะเผือกนะคะ

166
00:11:00.151 --> 00:11:04.151
ก็เป็นียนคนละยีนกัน มีลำดับนิวคลีโอไทด์

167
00:11:04.152 --> 00:11:08.152
ต่างกัน และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ซึ่งส่งผลให้

168
00:11:08.152 --> 00:11:12.152
เกิดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ เรามาดู

169
00:11:12.153 --> 00:11:16.153
ที่ 1 ยีนกันบ้างค่ะ ในกรณี 1 ยีน

170
00:11:16.154 --> 00:11:20.154
นะคะ แอลลีลต่างรูปแบบกัน ก็จะมี

171
00:11:20.155 --> 00:11:24.155
แตกต่างกัน ทำให้มีความแตกต่างของโปรตีนที่

172
00:11:24.156 --> 00:11:28.156
สังเคราะห์ได้นะคะ ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดตาม

173
00:11:28.158 --> 00:11:32.158
ไปด้วย ตัวอย่างนะคะ ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t

174
00:11:32.158 --> 00:11:36.158
นะคะ ในกรณีตัวอย่างของโรคธาลัสซีเมียค่ะ

175
00:11:36.159 --> 00:11:40.159
จากในรูปนะคะ จะเห็นว่าแอลลีล T กับแอลลีล t นี่

176
00:11:40.160 --> 00:11:44.160
ลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่ง

177
00:11:44.161 --> 00:11:48.161
ก็ส่งผลให้เป็นโปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกัน

178
00:11:48.162 --> 00:11:52.162
และส่งผลต่อการเป็นหรือไม่เป็น

179
00:11:52.164 --> 00:11:56.164
โรคทาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ ค่ะ จากที่

180
00:11:56.166 --> 00:12:00.166
นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ ก็พอที่จะเห็นภาพแล้ว

181
00:12:00.166 --> 00:12:04.166
นี่ เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมอย่างไร

182
00:12:04.168 --> 00:12:08.168
ต่อจากนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถามนะคะ และ

183
00:12:08.168 --> 00:12:12.168
ตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยจะให้เขียนแผนผัง

184
00:12:12.169 --> 00:12:16.169
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างยีนและโปรตีน

185
00:12:16.169 --> 00:12:20.169
และลักษณะทางพันธุกรรมในกรณีคนที่มีเลือดหมู่

186
00:12:20.169 --> 00:12:24.169
AB ค่ะ น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียน

187
00:12:24.171 --> 00:12:28.171
ที่ตอบได้นี่ แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากใครยังตอบไม่ได้

188
00:12:28.171 --> 00:12:32.171
ก็ไม่เป็นอะไรนะคะ ก็อาจจะลองย้อนกลับไป

189
00:12:32.171 --> 00:12:36.171
ทำความเข้าใจหรืออาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ หรือ

190
00:12:36.171 --> 00:12:40.171
ลองคุยกับเพื่อนดูว่าแต่ละคนมีความเข้าใจต่างกัน

191
00:12:40.172 --> 00:12:44.172
อย่างไรบ้างนะคะ [เสียงดนตรี]

192
00:12:44.173 --> 00:12:48.173
จากที่

193
00:12:48.174 --> 00:12:52.174
เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบ

194
00:12:52.174 --> 00:12:56.174
ค่ะ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

195
00:12:56.174 --> 00:13:00.174
เกิดผ่านยีนซึ่งเป็นช่วงของ DNA ที่อยู่บน

196
00:13:00.175 --> 00:13:04.175
โครโมโซม โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของ

197
00:13:04.176 --> 00:13:08.176
โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่มี

198
00:13:08.177 --> 00:13:12.177
นิวคลีโอไทด์ต่างกัน และทำให้โปรตีนที่

199
00:13:12.178 --> 00:13:16.178
ต่างกันค่ะ จบลงไป

200
00:13:16.179 --> 00:13:20.179
แล้วนะคะ กับการศึกษายีนในหัวข้อยีน

201
00:13:20.179 --> 00:13:24.179
ทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปคือ

202
00:13:24.180 --> 00:13:28.180
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ สำหรับตอนนี้

203
00:13:28.180 --> 00:13:32.180
สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

204
00:13:32.180 --> 00:13:36.180
[เสียงดนตรี]

205
00:13:36.181 --> 00:13:40.181

206
00:13:40.182 --> 00:13:44.182

207
00:13:44.184 --> 00:13:48.184

208
00:13:48.186 --> 00:13:52.186

209
00:13:52.187 --> 00:13:56.187

210
00:13:56.188 --> 00:14:00.188

211
00:14:00.189 --> 00:14:03.190

212
00:14:04.189 --> 00:14:07.191

213
00:14:08.190 --> 00:14:11.191

214
00:14:12.192 --> 00:14:15.196

215
00:14:16.194 --> 00:14:19.197

216
00:14:20.195 --> 00:14:23.197

217
00:14:24.197 --> 00:14:27.201

218
00:14:28.198 --> 00:14:31.199

219
00:14:32.199 --> 00:14:35.201

220
00:14:36.200 --> 00:14:39.201

221
00:14:40.204 --> 00:14:43.206

222
00:14:44.206 --> 00:14:44.207

223
00:14:48.208 --> 00:14:48.213

224
00:14:56.217 --> 00:14:56.219

225
00:14:52.213 --> 00:14:52.217


