﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:02.103
ไม่เป็นโรค

2
00:00:02.330 --> 00:00:05.466
ส่วน ผู้ที่มี unreal ทีเร็กซ์ 2 unreal

3
00:00:05.528 --> 00:00:06.520
จะเป็นโรค

4
00:00:07.203 --> 00:00:12.304
ในขณะ ที่ผู้ที่ มี argan  x และ T ใหญ่ อย่างละ 1  อันเลยนะคะ

5
00:00:12.711 --> 00:00:14.983
จะ ไม่เป็นโรคแต่ว่า

6
00:00:15.009 --> 00:00:16.199
เป็น พาหะ

7
00:00:16.168 --> 00:00:16.716

8
00:00:16.368 --> 00:00:16.826

9
00:00:16.880 --> 00:00:17.406

10
00:00:17.447 --> 00:00:23.170
เช้านี้ คำถามก็คือ ดังกล่าวเหล่า นี้เนี่ยมัน ทำให้เกิดโรค

11
00:00:23.279 --> 00:00:25.379
หรือไม่ เกิดโรค ได้อย่างไร

12
00:00:25.398 --> 00:00:25.636

13
00:00:25.909 --> 00:00:26.585

14
00:00:26.608 --> 00:00:29.856
วันนี้ นะคะเราจะ ได้มาเรียน กันในข้อนี้ค่ะ

15
00:00:29.808 --> 00:00:30.400

16
00:00:30.441 --> 00:00:32.657
เรา มาลองชวน กันอีกนิดนึงนะคะ

17
00:00:32.820 --> 00:00:34.858
ว่า ลืมคืออะไร

18
00:00:34.872 --> 00:00:35.284

19
00:00:35.060 --> 00:00:37.791
อย่าลืมนะ คะก็คือรูป แบบของยีน

20
00:00:37.879 --> 00:00:39.042
โดยพี่ยีน

21
00:00:39.029 --> 00:00:43.061
จะ ควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมผ่านการ สังเคราะห์โปรตีน

22
00:00:43.070 --> 00:00:46.194
แล้ว การควบคุม นะเนี่ยมัน เกิดขึ้นได้ยังไงนะคะ

23
00:00:46.201 --> 00:00:46.535

24
00:00:46.652 --> 00:00:49.822
ยีนเป็น ช่วงเย็นของ สาย DNA นะคะ

25
00:00:49.731 --> 00:00:55.275
ที่ จะควบคุม กำหนดลักษณะ ของโปรตีน ที่สังเคราะห์ได้ซึ่ง

26
00:00:55.039 --> 00:01:00.346
ดีนะเนี่ย ก็จะไปส่งผล ให้เกิดลักษณะ ทางพันธุกรรมต่างๆ ขึ้นอยู่กับ

27
00:01:00.298 --> 00:01:03.072
ชนิด แล้วก็หน้าที่

28
00:01:03.180 --> 00:01:08.665
พรุ่งนี้อาจ จะยังไม่เห็น ภาพนะคะ เดี๋ยวเรามา ลองดูใน ส่วนของลักษณะ

29
00:01:09.198 --> 00:01:13.581
เผื่อเป็น ตัวอย่างก่อนนะ คะที่นักเรียน เคยได้ยินมา แล้ววะ

30
00:01:13.489 --> 00:01:14.805
ควบคุมการเกิด

31
00:01:14.841 --> 00:01:15.461
หรือ

32
00:01:15.479 --> 00:01:18.555
การ มีไม่มีลักษณะยังไง

33
00:01:18.622 --> 00:01:25.626
ลักษณะ เผือกนะคะ เกิดจากการที่

34
00:01:25.479 --> 00:01:30.787
โดย มีอะไร ดีนะคะเป็น นิดนึง ที่อยู่บริเวณ ผิวหนัง

35
00:01:30.729 --> 00:01:31.210

36
00:01:31.239 --> 00:01:36.666
แล้วมัน ป่าในตัวอย่างดีนะคะลักษณะเผือก

37
00:01:36.749 --> 00:01:39.866

38
00:01:39.830 --> 00:01:40.217

39
00:01:40.077 --> 00:01:43.401
โดยปริยาย นะคะ

40
00:01:43.407 --> 00:01:50.123
ที่ทำหน้าที่ ในกระบวน การสังเคราะห์นะคะ

41
00:01:50.268 --> 00:01:53.320
ลักษณะเปลี่ยนแปลงไป

42
00:01:53.398 --> 00:01:56.097
ให้ ไม่สามารถคีย์ได้

43
00:01:56.358 --> 00:02:02.850
ยา งในซอย ที่โรงเรียน ตอนนี้ นะคะที่ทำงาน ได้ด้วยต้น

44
00:02:02.757 --> 00:02:08.243
ส่วน โปรตีนที่ ทำงานไม่ได้

45
00:02:08.327 --> 00:02:08.811

46
00:02:09.097 --> 00:02:09.318

47
00:02:09.417 --> 00:02:14.846
คราวนี้ แล้ว ยีนที่มี อลูใหญ่ๆ

48
00:02:15.057 --> 00:02:19.689
เขา ควบคุมการ มีหรือไม่ มีลักษณะ เผือกได้ยังไงนะคะ

49
00:02:19.677 --> 00:02:21.751

50
00:02:21.787 --> 00:02:27.310
ในผู้ที่ มีอันใหญ่  2 อันลืม นะคะ เขาก็จะสามารถ

51
00:02:27.418 --> 00:02:28.213

52
00:02:28.198 --> 00:02:34.249
โปรตีน ที่ทำงานได้ ที่ทำงานได้เนี่ย ก็จะไปทำหน้าที่ ในกระบวนการ

53
00:02:34.147 --> 00:02:40.287
เมลานิน นะคะทำให้พูด แบบนี้มีเมลานิน และทำให้ไม่ มีลักษณะ

54
00:02:40.167 --> 00:02:40.767

55
00:02:40.936 --> 00:02:41.188

56
00:02:41.127 --> 00:02:41.530

57
00:02:41.707 --> 00:02:41.980

58
00:02:41.957 --> 00:02:43.078
ในขณะที่

59
00:02:43.117 --> 00:02:49.468
ผู้ที่มีเฉพาะ  alvarez นะคะ จะสังเคราะห์ โปรตีนออกมาเป็นโปร ที่ทำงานไม่ได้

60
00:02:49.457 --> 00:02:51.145
นะคะ ซึ่งทำให้

61
00:02:51.116 --> 00:02:56.669
ใน กระบวนการสังเคราะห์ เมลานินไม่ มีเมลานิน เกิดขึ้นนะคะ และทำให้

62
00:02:56.756 --> 00:02:58.747
มีลักษณะ เสือกค่ะ

63
00:02:58.876 --> 00:03:02.139
เราสร้างการควบ คุมลักษณะทางพันธุกรรมของ

64
00:03:02.018 --> 00:03:07.187
ผู้ที่ มีอาจจะเพราะ อายๆแล้ว ก็พูด ที่มีเฉพาะเลขแล้ว นะคะคำถามก็คือ

65
00:03:07.006 --> 00:03:09.301
แล้ว ผู้ที่มีอายุ ทั้ง 2 รูปแบบ

66
00:03:09.257 --> 00:03:09.491

67
00:03:09.446 --> 00:03:12.345
ก็คือ มี หลายๆแล้วก็ ไอเล็กเนี่ย

68
00:03:12.516 --> 00:03:18.266
เขาจะ มีการควบ คุมลักษณะ ทางพันธุกรรม ออกมาเป็นยังไงนะ คะเดี๋ยวพรุ่งนี้คุณครู จะให้เวลาคิดประมาณ

69
00:03:18.416 --> 00:03:24.367
S นะ คะลองมา คิดเล่นๆ กันแล้วเดี๋ยว เราค่อยมา ดู คำตอบพร้อมกันแล้วนะ

70
00:03:24.627 --> 00:03:28.164

71
00:03:27.957 --> 00:03:34.719

72
00:03:34.686 --> 00:03:34.936

73
00:03:35.266 --> 00:03:35.536

74
00:03:35.776 --> 00:03:36.371

75
00:03:36.415 --> 00:03:36.639

76
00:03:36.675 --> 00:03:41.520
อันนี้ น่าจะพอต่อกัน ได้แล้วนะคะ งั้นเรามา ลองดูคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ

77
00:03:42.118 --> 00:03:42.323

78
00:03:42.316 --> 00:03:42.791

79
00:03:43.015 --> 00:03:44.649
วันนี้เป็น

80
00:03:44.616 --> 00:03:47.620
มีทั้งตัวอย่างและ

81
00:03:47.625 --> 00:03:54.781
โดย การมีอะไรนะคะ ทำให้เขา มีการสร้างโปรตีน

82
00:03:54.226 --> 00:03:55.476
ทำงานไม่ได้

83
00:03:55.566 --> 00:04:00.644
แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลนี้มี ตัวอย่างด้วยค่ะ

84
00:04:00.565 --> 00:04:04.097
ให้มีการ สร้างโปรตีน ที่ทำงานได้ด้วย

85
00:04:04.025 --> 00:04:10.202
จึงทำให้ มีการสังเคราะห์ มีอะไรเกิดขึ้น และทำให้บุคคล นี้ไม่มี

86
00:04:10.238 --> 00:04:10.970

87
00:04:11.076 --> 00:04:11.408

88
00:04:11.455 --> 00:04:16.778
ตรงนี้นะ นักเรียนอาจจะถึงแก่ความตาย

89
00:04:16.714 --> 00:04:17.818

90
00:04:17.795 --> 00:04:19.181

91
00:04:19.206 --> 00:04:22.079
Android  ที่นักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะ

92
00:04:22.025 --> 00:04:29.068
จะเห็น ได้ว่าการมี อะไรใหม่ๆเพียง แค่ 1 ทะเลและทำให้สามารถที่จะแสดง

93
00:04:28.875 --> 00:04:29.477

94
00:04:29.454 --> 00:04:30.187

95
00:04:30.475 --> 00:04:34.071
alinamin ใหญ่ unlimited

96
00:04:34.004 --> 00:04:34.410

97
00:04:34.585 --> 00:04:41.336
ใน ทางกลับกันนะ คะถึงแม้ว่าจะ มี อยู่ก็ตาม แต่การแสดงออกของ

98
00:04:41.245 --> 00:04:42.441

99
00:04:42.594 --> 00:04:46.479
ดังนั้น จึงจะเป็น อันนี้

100
00:04:46.365 --> 00:04:52.057
จาก ที่นักเรียน ได้เรียนมานะ คะนักเรียนพอที่จะ สรุปความเชื่อมโยง

101
00:04:52.074 --> 00:04:55.221
แผนผัง ที่ครูให้ ไว้ตั้งแต่ ต้นคาบได้ไหมคะ

102
00:04:55.215 --> 00:04:55.461

103
00:04:55.403 --> 00:04:55.582

104
00:04:55.595 --> 00:04:57.100
ตารางนี้นะคะ

105
00:04:57.133 --> 00:04:58.310

106
00:04:58.223 --> 00:05:02.543
ควบ คุมลักษณะ ทางพันธุกรรมได้อย่าง ไรนะคะโดย

107
00:05:02.513 --> 00:05:04.997
กูอยาก ให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่าง

108
00:05:04.956 --> 00:05:06.257
นิยาย

109
00:05:06.164 --> 00:05:07.119
relx

110
00:05:07.255 --> 00:05:07.797
กลับ

111
00:05:07.764 --> 00:05:12.934
การมีหรือ ไม่มีลักษณะ เปลือกทุเรียน มาเมื่อสักครู่นะครับตอนนี้

112
00:05:12.893 --> 00:05:13.954
เริ่มได้เลยค่ะ

113
00:05:14.113 --> 00:05:16.954

114
00:05:17.055 --> 00:05:18.791

115
00:05:18.843 --> 00:05:19.847

116
00:05:20.135 --> 00:05:22.651

117
00:05:22.885 --> 00:05:23.127

118
00:05:23.014 --> 00:05:26.356

119
00:05:26.344 --> 00:05:31.949
ได้ เวลาแล้วนะคะ เรามาดู กันต่อไป เลยดีกว่าว่าคำตอบ ของเราเป็นยัง ไงกันบ้างคะ

120
00:05:32.116 --> 00:05:32.457

121
00:05:32.945 --> 00:05:38.355
รูป นี้นะคะจะ อธิบายการที่ ยีนควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรม

122
00:05:38.263 --> 00:05:38.496

123
00:05:38.513 --> 00:05:42.129
ขอ งการมีหรือ ไม่มีลัก ษณะผิวเผือกได้

124
00:05:42.104 --> 00:05:43.367
แล้วมาลองดูกัน

125
00:05:43.383 --> 00:05:43.740

126
00:05:43.703 --> 00:05:46.561
ไม่ค่อยถูกกัน ไปทีละ คนอีกครั้งนึงนะคะ

127
00:05:46.463 --> 00:05:49.588
ยืนทำหน้าที่กำหนด ลักษณะ ของโปรตีน

128
00:05:49.534 --> 00:05:52.984
ยีนที่ควบ คุมลักษณะเผือก นะคะมีอันเดียวเองง่ายๆ

129
00:05:52.933 --> 00:05:54.249
ฉัน จะกำหนดลักษณะ

130
00:05:54.343 --> 00:05:57.818
ได้ เป็นโปรตีน ที่ทำงานได้ และ alexa

131
00:05:57.792 --> 00:06:00.986
ซึ่งเป็นโปรตีน ที่ทำงานไม่ได้

132
00:06:01.393 --> 00:06:02.624
นะคะ

133
00:06:02.605 --> 00:06:07.946
ต่อมานะ คะ โปรตีนนั้นก็จะส่ง ผลให้เกิด ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

134
00:06:07.984 --> 00:06:12.969
สำหรับ ลักษณะเผื่อก็ คือการมี โปรตีนที่ ทำงานได้หรือ ทำงานไม่ได้เนี่ย

135
00:06:12.852 --> 00:06:13.101

136
00:06:13.042 --> 00:06:13.922
ทำให้

137
00:06:13.942 --> 00:06:20.718
สามารถ สังเคราะห์ เมลานินได้ไม่ได้นะคะ หรือไม่มีอะไร นี้เอง

138
00:06:20.603 --> 00:06:21.420
ที่เป็น

139
00:06:21.432 --> 00:06:26.711
ลักษณะ ทางพันธุกรรมของเรา ก็คือการมีอยู่ หรือไม่มีลักษณะแบบนั้นเอง

140
00:06:27.013 --> 00:06:30.467
ค่ะ จัดตัวอย่างข้างต้น นะคะก็จะเห็น ได้ว่ายีนส์

141
00:06:30.532 --> 00:06:33.718
รถคุมการแสดงออก ของลักษณะทางพันธุกรรม

142
00:06:33.672 --> 00:06:37.458
ผ่าน การสังเคราะห์โปรตีน แล้วคราวนี้

143
00:06:37.453 --> 00:06:40.302
กำหนด ลักษณะของโปรตีน ได้อย่างไรนะคะ

144
00:06:40.523 --> 00:06:40.793

145
00:06:40.653 --> 00:06:41.904
คำตอบก็คือ

146
00:06:42.582 --> 00:06:47.878
ลำ ดับนิวคลีโอไทด์ ของยีนมี ผลต่อ โปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

147
00:06:48.023 --> 00:06:54.639
นักเรียนอาจจะบอก นะคะว่า คู่ค้าเขาตอบแค่นี้ ไม่ช่วยอะไร คะ

148
00:06:54.753 --> 00:06:55.277

149
00:06:55.261 --> 00:06:59.386
ใคร ที่ลืมไป แล้วนะคะหรือว่า อาจจะรู้สึก ว่าเหมือนไม่เคย เรียนมาก่อนเลย

150
00:06:59.233 --> 00:06:59.627

151
00:06:59.363 --> 00:07:00.352
ไม่เป็นไรค่ะ

152
00:07:00.321 --> 00:07:02.356
อยากให้ฟังอีกครั้งนึงนะคะ

153
00:07:02.501 --> 00:07:02.676

154
00:07:02.632 --> 00:07:03.293

155
00:07:03.522 --> 00:07:05.283
ย้อน กลับไปตั้งแต่ว่า

156
00:07:05.313 --> 00:07:08.004
ยีนคือ ช่วงนึงของ สาย DNA

157
00:07:07.882 --> 00:07:09.570
แล้ว เรียนเอกคืออะไร

158
00:07:09.552 --> 00:07:14.453
นะคะ  deoxyribonucleic Acid

159
00:07:13.962 --> 00:07:17.982
เป็น สารพันธุกรรม ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ค่ะ

160
00:07:18.002 --> 00:07:18.855

161
00:07:18.831 --> 00:07:24.682
อยาก ได้รูปตอนนี้ นะคะของตั้ง ในกรอบนี้คือ 1  นิวคลีโอไทด์ค่ะ

162
00:07:24.732 --> 00:07:28.186
เรียงต่อกัน นะคะเป็นสาย พอลินิวคลีโอไทด์

163
00:07:28.512 --> 00:07:34.066
จำนวน  23  ค่ะอันนี้คือสาย นึงนะคะ ส่วนอันนี้คือคนที่อิจฉา

164
00:07:33.892 --> 00:07:34.677

165
00:07:34.911 --> 00:07:39.558
พอลินิวคลีโอไทด์ สายคู่นี้ นะคะจากการเป็น โครงสร้างเตียงคู่

166
00:07:39.592 --> 00:07:43.497
paronychia เนี่ย จะประกอบ ไปด้วยน้ำตาล

167
00:07:43.371 --> 00:07:50.383
ฟอสเฟตและไนโตรจีนัสเบส ค่ะอันนี้เดี๋ยวครู จะลองขยาย ดูส่วนของนิว คลีโอไทด์ที่มา ให้ใหญ่หน่อย นะคะเราจะได้เห็น

168
00:07:50.290 --> 00:07:51.080

169
00:07:51.382 --> 00:07:55.074
ที่มาต่อกัน นี้นะคะ มี 4  ชนิด

170
00:07:54.963 --> 00:07:57.383
ตามชนิดของ ไนโตรจีนัสเบสค่ะ

171
00:07:57.340 --> 00:08:00.315
แต่อาทิตย์นี้หรือ

172
00:08:00.542 --> 00:08:02.662
I Mean หรือ T

173
00:08:02.651 --> 00:08:02.962

174
00:08:02.841 --> 00:08:05.213
ไปตรุษจีนหรือซี

175
00:08:05.152 --> 00:08:10.472
และยินดีค่ะ โดย นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส a นะคะ

176
00:08:10.531 --> 00:08:11.187
กระจับ

177
00:08:11.041 --> 00:08:16.919
นิวคลีโอไทด์ ที่มีเบส ทีค่ะส่วน นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส g นะคะ

178
00:08:16.940 --> 00:08:19.847
จะจับกับนิว คลีโอไทด์ที่มีเบส 4 ค่ะ

179
00:08:19.879 --> 00:08:25.187
เท่านี้นะ คะเราได้รู้ จักกันแล้ว กลับมาที่ ยืนกันดีกว่าค่ะ

180
00:08:25.781 --> 00:08:31.150
กลับ มาเที่ยวรูป นี้อีกครั้งนึงนะ คะเป็นช่วงหนึ่งของสาย  DNA นะคะ

181
00:08:31.229 --> 00:08:33.042
ที่มีลำ ดับนิวคลีโอไทด์

182
00:08:33.079 --> 00:08:36.522
ซึ่ง กำหนดลักษณะ ของโปรตีน ที่สังเคราะห์ขึ้น

183
00:08:36.470 --> 00:08:42.126
ดังนั้น ถ้าหากว่า ลำดับของนิวคลีโอไทด์ เปลี่ยนแปลงไปเนี่ย ก็อาจจะส่งผลให้ได้

184
00:08:42.050 --> 00:08:42.667

185
00:08:42.631 --> 00:08:44.842
ที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยนะคะ

186
00:08:44.809 --> 00:08:50.115
คุณ สาย DNA  ยาวของเราอยู่ด้วยกันหลาย คนค่ะ

187
00:08:49.989 --> 00:08:57.582
กัน ก็จะมีลำดับ นิวคลีโอไทด์แตกต่างกันได้โปรตีนมาต่างชนิดกัน และส่งผล ลักษณะทางพันธุกรรม

188
00:08:57.429 --> 00:09:02.988
ตัวอย่างที่เราเรียน มานะคะกับยีนลักษณะ

189
00:09:02.870 --> 00:09:03.740
เผือกนะคะ

190
00:09:03.769 --> 00:09:09.752
ก็ เป็นยีนคืออะไรยีน กัน มีลำดับนิวคลีโอไทด์ ต่างกัน และได้เป็นโปรตีนแตก

191
00:09:09.599 --> 00:09:10.193

192
00:09:10.239 --> 00:09:13.364
ซึ่งจะส่งผลให้เกิด

193
00:09:13.378 --> 00:09:16.941
เท่านี้นะ คะเรามาลอง ดูที่อื่นกันบ้าง

194
00:09:17.470 --> 00:09:17.716

195
00:09:17.799 --> 00:09:23.537
ใน กรณีของ ทีมเดียวกัน นะคะรูปแบบ การก็จะมี ลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตก

196
00:09:23.431 --> 00:09:30.788
ทำ ให้มีความแตก ต่างของโปรตีน ที่สังเคราะห์ ได้นะคะ ซึ่งจะส่งผล เป็นจีโนไทป์

197
00:09:30.549 --> 00:09:32.120
ต่างกันไปด้วย

198
00:09:32.079 --> 00:09:39.125
ตัว อย่างนะคะ เช่น ที่ใหญ่และอยู่ที่เล็กนะคะ ในกรณีตัวอย่าง ของโรคธาลัสซีเมีย

199
00:09:38.998 --> 00:09:45.127
จากในรูป นะคะจะเห็น ว่า alp ใหญ่ กับอายุเล็กเนี่ย มีลำดับ นิวคลีโอไทด์

200
00:09:45.220 --> 00:09:50.731
แตก ต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผล ให้เพราะออกมา เป็นโปรตีน ที่มีลักษณะ

201
00:09:50.668 --> 00:09:51.910
ต่างกัน

202
00:09:51.878 --> 00:09:56.856
และ ส่งผลต่อลักษณะ การเป็นหรือไม่ เป็นโรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

203
00:09:56.870 --> 00:09:57.528

204
00:09:57.578 --> 00:09:58.494

205
00:09:58.548 --> 00:10:02.789
ค่ะ จากที่นักเรียน เรียนมาทั้งหมด นะคะก็น่าที่จะปล่อยภาพแล้วว่า

206
00:10:02.708 --> 00:10:03.699

207
00:10:03.728 --> 00:10:09.654
เกี่ยวข้อง กับการควบ คุมลักษณะทาง พันธุกรรมได้อย่างไร นะคะอยากจะ ให้นักเรียนรอ

208
00:10:09.687 --> 00:10:15.384
ตรวจ สอบความเข้าใจ ของตัวเองนะ คะโดยให้ เขียนแผนผัง

209
00:10:15.389 --> 00:10:21.063
ความ สัมพันธ์ระหว่างยีน โปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรม

210
00:10:21.148 --> 00:10:24.714
ในกรณี บุคคลที่ มีเลือดหมู ่ AB ค่ะ

211
00:10:24.868 --> 00:10:32.788
น่าจะ ไม่ยากนะ คะสำหรับนักเรียนที่ สอบได้เนี่ย แสดงว่าเข้าใจ แล้วแต่ถ้า หากว่าใครยัง ตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรนะคะ

212
00:10:32.626 --> 00:10:39.145
อาจจะ ลองย้อน กลับไปดูคลิป นี้อีกครั้ง หนึ่งเพื่อที่ จะทำความ เข้าใจหรือ ว่าอาจจะ สืบค้น เพิ่มเติมนะคะแล้วก็

213
00:10:38.958 --> 00:10:41.847
เราคุยกับเพื่อนดู ว่าแต่ละคนเนี่ย

214
00:10:41.658 --> 00:10:44.890
มีความ เข้าใจตรงกัน แตกต่างกันยังไงบ้างนะคะ

215
00:10:44.858 --> 00:10:50.075

216
00:10:50.557 --> 00:10:55.820
จากที่เรา ได้เรียนมานะ คะวันนี้เดี๋ยวเรา มาลองสรุป เนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

217
00:10:57.028 --> 00:11:02.753
การถ่าย ทอดลักษณะทางพันธุกรรม เกิดผ่านยีน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของ สาย DNA  นะคะ

218
00:11:02.667 --> 00:11:03.102

219
00:11:02.856 --> 00:11:04.434
อยู่บนโครโมโซม

220
00:11:04.397 --> 00:11:09.238
โดย ลำดับนิวคลีโอไทด์ ของยีนกำหนด ลักษณะ ของโปรตีน ที่สังเคราะห์ขึ้น

221
00:11:09.197 --> 00:11:15.128
อันนี้รูปแบบ ต่างกันจะมี ลำดับนิวคลีโอไทด์ ต่างกัน และทำให้ได้ โปรตีนที่ มีสมบัติ

222
00:11:14.966 --> 00:11:15.881

223
00:11:15.928 --> 00:11:16.406

224
00:11:16.435 --> 00:11:16.654

225
00:11:16.626 --> 00:11:16.901

226
00:11:17.145 --> 00:11:19.079

227
00:11:19.066 --> 00:11:24.283
รักนะคะ

228
00:11:24.639 --> 00:11:27.224

229
00:11:27.390 --> 00:11:27.620

230
00:11:27.588 --> 00:11:27.825

231
00:11:27.906 --> 00:11:28.162

232
00:11:28.287 --> 00:11:32.429
ยังค่ะตอนนี้

233
00:11:32.517 --> 00:11:32.874

234
00:11:33.026 --> 00:11:33.433

235
00:11:33.545 --> 00:11:33.851

236
00:11:33.926 --> 00:11:34.096

237
00:11:34.056 --> 00:11:38.637

238
00:11:38.668 --> 00:11:45.161

239
00:11:45.146 --> 00:11:51.686

240
00:11:51.665 --> 00:11:53.625


