﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000
[เสียงดนตรี]

2
00:00:04.002 --> 00:00:08.002

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006

4
00:00:12.008 --> 00:00:16.008

5
00:00:16.009 --> 00:00:20.009

6
00:00:20.013 --> 00:00:24.013

7
00:00:24.014 --> 00:00:28.014

8
00:00:28.016 --> 00:00:32.016
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับผมคุณครู

9
00:00:32.017 --> 00:00:36.017
ธีรพัฒน์กันอีกครั้งนะครับ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่อง

10
00:00:36.018 --> 00:00:40.018
ระบบภูมิคุ้มกัน ตอนนี้เป็นตอนที่ 3 แล้วนะครับ

11
00:00:40.022 --> 00:00:44.022
หัวข้อระบบระบบภูมิคุ้มกันบทที่ 3 นี่ จะอยู่ในหนังสือ

12
00:00:44.023 --> 00:00:48.023
วิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ ในหัวข้อ

13
00:00:48.024 --> 00:00:52.024
2.4 นะครับ เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

14
00:00:52.025 --> 00:00:56.025
แล้ววันนี้ที่เราจะเรียนกัน คือ ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.3 เรื่อง

15
00:00:56.026 --> 00:01:00.026
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

16
00:01:00.027 --> 00:01:04.027
จุดประสงค์การเรียนรู้นะครับ

17
00:01:04.027 --> 00:01:08.027
แล้วนี่ ครูคาดหวังว่านักเรียนสืบค้นข้อมูล

18
00:01:08.027 --> 00:01:12.027
อธิบายสาเหตุ อาการ แนวทางการป้องกัน

19
00:01:12.028 --> 00:01:16.028
และการรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติระบบภูมิคุ้มกัน

20
00:01:16.029 --> 00:01:20.029
ได้นะครับ ถัดมานักเรียนอาจจะศึกษา

21
00:01:20.030 --> 00:01:24.030
สืบค้นข้อมูลแล้วก็อธิบายกลไก

22
00:01:24.032 --> 00:01:28.032
ภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HIV

23
00:01:28.032 --> 00:01:32.032
นะครับ และก็ข้อสุดท้ายนะครับ นักเรียน

24
00:01:32.034 --> 00:01:36.034
สามารถระบุสาเหตุและวิธีการป้องกันการติด

25
00:01:36.034 --> 00:01:40.034
ได้นะครับ

26
00:01:40.035 --> 00:01:44.035
จากที่นักเรียนได้เรียนใน

27
00:01:44.036 --> 00:01:48.036
คลิปการสอนเรื่องระบบภูมิคุ้มกันที่คุณครูสอนไปแล้วนะครับ

28
00:01:48.037 --> 00:01:52.037
นักเรียนก็จะได้ทราบกันแล้วว่า สิ่งแปลกปลอม

29
00:01:52.037 --> 00:01:56.037
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมในแต่ละคนนี่

30
00:01:56.038 --> 00:02:00.038
เป็นผลมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแต่ละคนที่ตอบสนอง

31
00:02:00.040 --> 00:02:04.040
ต่อสิ่งแปลกปลอมแตกต่างกันไปนะครับ

32
00:02:04.040 --> 00:02:08.040
แล้วถ้าหากการทำงานในระบบคุ้มกันของงทุกคน

33
00:02:08.042 --> 00:02:12.042
มีความผิดปกติเกิดขึ้น นักเรียนคิดว่าจะส่ง

34
00:02:12.042 --> 00:02:16.042
ต่อการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมอย่างไรได้บ้าง

35
00:02:16.043 --> 00:02:20.043
นะครับ เดี๋ยวจะมาได้เรียนกันใน

36
00:02:20.045 --> 00:02:24.045
ตอนนี้นะครับ ก่อนอื่นเลย ครูมี

37
00:02:24.045 --> 00:02:28.045
ข้อความให้นักเรียนลองช่วยกันอ่านแล้วทบทวนพิจารณาดู

38
00:02:28.046 --> 00:02:32.046
แล้วเดี๋ยวครูจะมีคำถามให้ลองคิดนะครับ

39
00:02:32.047 --> 00:02:36.047

40
00:02:36.047 --> 00:02:40.047
คำถามก็คือ นักเรียนรูจัก

41
00:02:40.048 --> 00:02:44.048
โรคหรือกลุ่มอาการที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน

42
00:02:44.049 --> 00:02:48.049
อะไรบ้างนะครับ อาจจะตอบจากประสบการณ์ของที่เราเคยเจอ

43
00:02:48.051 --> 00:02:52.051
หรือรู้จักนะครับ หรือของคนรู้จักของเรา

44
00:02:52.052 --> 00:02:56.052

45
00:02:56.053 --> 00:03:00.053
คำตอบของนักเรียนนี่อาจจะมีได้หลากหายขึ้นอยู่กับประสบการณ์

46
00:03:00.054 --> 00:03:04.054
ของแต่ละคนที่ได้รู้จักความผิดปกติของโรคที่

47
00:03:04.054 --> 00:03:08.054
เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

48
00:03:08.056 --> 00:03:12.056
ตอนที่ 3 นี่ เราจะมาเรียนโรค

49
00:03:12.056 --> 00:03:16.056
ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันยกตัวอย่าง

50
00:03:16.057 --> 00:03:20.057
ด้วยกัน 3 โรคด้วยกันนะครับ อันแรกก็คือโรคภูมิแพ้ Allergy

51
00:03:20.059 --> 00:03:24.059
หรือภาษาอังกฤษว่า Allergy

52
00:03:24.060 --> 00:03:28.060
นะครับ หรือโรค SLEx

53
00:03:28.061 --> 00:03:32.061
ย่อมาจากภาษาอังกฤษเต็ม ๆ ว่า Systemic Lupus Erythematosus

54
00:03:32.062 --> 00:03:36.062
นะครับ แล้วก็สุดท้าย ก็คือโรคเอดส์

55
00:03:36.063 --> 00:03:40.063
นะครับ ซึ่งย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome

56
00:03:40.063 --> 00:03:44.063
เดี๋ญว

57
00:03:44.063 --> 00:03:48.063
กับโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันแต่ละโรค

58
00:03:48.065 --> 00:03:52.065
นะครับ เรามาดูโรคที่เกิด

59
00:03:52.066 --> 00:03:56.066
จากความผิดปกติของระบบระบบภูมิคุ้มกันโรคแรกกันเลยนะครับ

60
00:03:56.066 --> 00:04:00.066
โรคภูมิแพ้ครับ ก็พบกันได้

61
00:04:00.067 --> 00:04:04.067
นะครับ โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยอยู่ในเมือง ก็จะพบได้

62
00:04:04.068 --> 00:04:08.068
ทุกเพศทุกวัยนะครับ โรคภูมิแพ้นี่เป็นโรค

63
00:04:08.069 --> 00:04:12.069
ที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อ ฟสสำพเำ

64
00:04:12.070 --> 00:04:16.070
เอนติเจน ที่ได้รับเข้ามานี่ รุนแรงเกินไป

65
00:04:16.070 --> 00:04:20.070
นะครับแอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเรา

66
00:04:20.070 --> 00:04:24.070
แล้วทำให้เกิดอาการแพ้นี่เราจะเรียกว่า "สารที่ก่อให้เกิด

67
00:04:24.071 --> 00:04:28.071
หรือ Allergen นะครับ

68
00:04:28.071 --> 00:04:32.071
อาจจะเป็น Pollen ที่

69
00:04:32.072 --> 00:04:36.072
สารบางชนิดที่อยู่ในอาหารนะครับ เมื่อ

70
00:04:36.072 --> 00:04:40.072
ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้ามาแล้วนี่

71
00:04:40.074 --> 00:04:44.074
เซลล์ B ให้สร้าง ANTIBODY

72
00:04:44.075 --> 00:04:48.075
ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ออกมานะครับ จากเซลล์ที่

73
00:04:48.076 --> 00:04:52.076
ถูกสร้างออกมานี่จะไปเกาะอยู่ที่บริเวณผิว

74
00:04:52.077 --> 00:04:56.077
ของเซลล์ชนิดหนึ่งนะครับ เรียกว่า CELLMARK'S นะครับ

75
00:04:56.078 --> 00:05:00.078
เมื่อร่างการได้รับสาร

76
00:05:00.078 --> 00:05:04.078
ก่อภูมิแพ้ชนิดเดิมเข้ามา สารก่อภูมิแพ้

77
00:05:04.079 --> 00:05:08.079
นี่นะครับ จะไปกระตุ้นให้เซลล์

78
00:05:08.079 --> 00:05:12.079
เซลล์แมสก์นี่หลั่งสารที่ชื่อว่า Histamine

79
00:05:12.079 --> 00:05:16.079
นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น

80
00:05:16.079 --> 00:05:20.079
อาการไอ จาม อาการคันตา คันจมูก

81
00:05:20.080 --> 00:05:24.080
หรือแม้กระทั่งน้ำตาไหลออกมานะครับ

82
00:05:24.081 --> 00:05:28.081
บางคนนี่อาจจะมีอาการแพ้ที่รุนแรง

83
00:05:28.081 --> 00:05:32.081
ก็เนื่องมาจาก Allergen ทำให้

84
00:05:32.081 --> 00:05:36.081
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง

85
00:05:36.081 --> 00:05:40.081
กับระบบหายใจนี่หดตัวทำให้

86
00:05:40.082 --> 00:05:44.082
เกิดการหายใจที่ติดขัด หรืออาจจะทำให้เกิดการ

87
00:05:44.083 --> 00:05:48.083
บวมเกิดขึ้นทั่วร่างกายของเรา และเกิดทำให้ถ

88
00:05:48.083 --> 00:05:52.083
นะครับ การที่จะ

89
00:05:52.085 --> 00:05:56.085
ลดความรุนแรงของอาหารแพ้นะครับ

90
00:05:56.086 --> 00:06:00.086
เราสามารถใช้ยาที่

91
00:06:00.087 --> 00:06:04.087
เป็น แอนติฮิสตามินลดความรุ่นแรงของอาการที่

92
00:06:04.087 --> 00:06:08.087
เกิดขึ้นได้ครับ

93
00:06:08.088 --> 00:06:12.088
นอกจากเซลล์แมสต์ที่

94
00:06:12.089 --> 00:06:16.089
หลังฮิสตามินออกมาจากการเกิดภูมิแพ้แล้วนี่

95
00:06:16.089 --> 00:06:20.089
อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเบโซฟิลที่

96
00:06:20.089 --> 00:06:24.089
สร้าง แล้วก็หลั่งฮิสตามินได้เหมือนกัน แล้วก็สร้าง

97
00:06:24.089 --> 00:06:28.089
แพ้ได้เช่นเดียวกับเซลล์แมสต์ด้วยนะครับ

98
00:06:28.090 --> 00:06:32.090
เรามาดูว่าแล้วการป้องกันโรคภูมิแพ้นี่จะทำได้

99
00:06:32.090 --> 00:06:36.090
อย่างไร แน่นอนเลยวิธีการที่ง่าย แต่จะทำได้ยากใน

100
00:06:36.091 --> 00:06:40.091
อย่างบางคนนี่ก็คือการแพ้

101
00:06:40.092 --> 00:06:44.092
นะครับ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเรา เราอาจจะต้องไปเช็กว่าเราแพ้

102
00:06:44.092 --> 00:06:48.092
อะไรที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ของเรา

103
00:06:48.094 --> 00:06:52.094
และก็หลีกเลี่ยงเป็นวิธีการรที่ดีที่สุด และอีกอย่างหนึ่ง

104
00:06:52.095 --> 00:06:56.095
คือ การพยายามรักษาสุขภาพนะครับ พยายาม

105
00:06:56.095 --> 00:07:00.095
กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

106
00:07:00.096 --> 00:07:04.096
พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด

107
00:07:04.097 --> 00:07:08.097
โรคภูมิแพ้หรือลดความรุนแรงที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ได้นะครับ

108
00:07:08.099 --> 00:07:12.099
โรคต่อมานะครับ ก็คือโรค

109
00:07:12.099 --> 00:07:16.099
ลูปัสหรือโรค SLE นะครับ โรคนี้เป็นโรค

110
00:07:16.101 --> 00:07:20.101
ที่อยู่ในกลุ่มของโรคที่เรียกว่า "ภูมิค

111
00:07:20.101 --> 00:07:24.101
ต้านตนเองหรือ Autoimmune Disease

112
00:07:24.101 --> 00:07:28.101
จากการที่ร่างกายนี่ สร้างแอนติบอดี

113
00:07:28.102 --> 00:07:32.102
ไปกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่

114
00:07:32.103 --> 00:07:36.103

115
00:07:36.103 --> 00:07:40.103
อาการที่อาจจะพบได้ก็คืออาการที่เกิดผื่นแดง

116
00:07:40.105 --> 00:07:44.105
บนใบหน้า หรือมีไข้ หรือ

117
00:07:44.107 --> 00:07:48.107
เกิดอาการปวดบริเวณข้อ หรืออักเสบ

118
00:07:48.107 --> 00:07:52.107

119
00:07:52.109 --> 00:07:56.109
ระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย การทำงาน

120
00:07:56.109 --> 00:08:00.109
ของหัวใจอาจล้มเหลวนะครับ วิธีการ

121
00:08:00.110 --> 00:08:04.110
ที่ป้องกันการรักษาสำหรับคนที่เป็นโรค SLE นี่

122
00:08:04.111 --> 00:08:08.111
โดยการรักษา

123
00:08:08.111 --> 00:08:12.111
และก็ต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพ

124
00:08:12.111 --> 00:08:16.111
ด้วยนะครับ เรามาดูโรคสุดท้าย

125
00:08:16.112 --> 00:08:20.112
กันเลยนะครับ โรคสุดท้ายก็คือโรคเอดส์นะครับ

126
00:08:20.114 --> 00:08:24.114
โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากความบกพร่อง

127
00:08:24.114 --> 00:08:28.114
ของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันว่า

128
00:08:28.115 --> 00:08:32.115
เกิดจากความบกพร่องอย่างไร โดยโรคเอดส์นี่

129
00:08:32.116 --> 00:08:36.116
ที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIVE นะครับ

130
00:08:36.117 --> 00:08:40.117
หรือย่อมากจาก Human Immunodeficiency Virus

131
00:08:40.117 --> 00:08:44.117
นะครับ การได้รับเชื้อ HIV นี่

132
00:08:44.118 --> 00:08:48.118
นี่จะได้รับผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ

133
00:08:48.120 --> 00:08:52.120
เข้ามาสู่ร่างกายของเรานะครับ ผู้ที่ได้รับ

134
00:08:52.120 --> 00:08:56.120
เชื้อ HIV เข้ามานี่ จะได้รับ

135
00:08:56.120 --> 00:09:00.120
จากการติดเชื้อ หรือเกิดโรคแทรกซ้อน

136
00:09:00.120 --> 00:09:04.120
โรคปอดบวม วัณโรค

137
00:09:04.121 --> 00:09:08.121
โรคเริม

138
00:09:08.122 --> 00:09:12.122
โดยโรคแทรกซ้อนเหล่านี้จะเป็นสาเหตุหลัก

139
00:09:12.123 --> 00:09:16.123
ของการเสียชีวิตของคนที่เป็นโรคเอดส์

140
00:09:16.124 --> 00:09:20.124
นะครับ

141
00:09:20.125 --> 00:09:24.125

142
00:09:24.127 --> 00:09:28.127
เจ้า HIV ทำให้เกิดความบกพร่อง

143
00:09:28.128 --> 00:09:32.128
ของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรนะครับ เดี๋ยวเรามาดู

144
00:09:32.128 --> 00:09:36.128
การเพิ่มจำนวนของ HIV ในเซลล์ทีผู้ช่วยกันก่อน

145
00:09:36.129 --> 00:09:40.129

146
00:09:40.129 --> 00:09:44.129
เหมือนเขาเรียกว่าเซลล์เจ้าบ้าน

147
00:09:44.131 --> 00:09:48.131
ที่เจ้าไวรัส HIV นี่ที่

148
00:09:48.131 --> 00:09:52.131
เซลล์ทีผู้ช่วย ซึ่งเซลล์ทีผู้ช่วย

149
00:09:52.133 --> 00:09:56.133

150
00:09:56.134 --> 00:10:00.134
ขั้นแรกนี่ เมื่อ HIV เข้าสู่ร่าง

151
00:10:00.136 --> 00:10:04.136
ไวรัสที่เข้าไปนี่จะไปยึดเกาะอยู่กับเซลล์

152
00:10:04.137 --> 00:10:08.137
เจ้าบ้านนะครับ จากนั้นนี่

153
00:10:08.139 --> 00:10:12.139
HIV ก็จะ

154
00:10:12.140 --> 00:10:16.140
ปล่อยสารพันธุกรรมนะครับ เข้าไปในเซลล์ทีผู้ช่วย

155
00:10:16.142 --> 00:10:20.142
นะครับ และจะใช้องค์ประกอบนะครับ องค์ประกอบ

156
00:10:20.142 --> 00:10:24.142
ของเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ ร

157
00:10:24.143 --> 00:10:28.143
พันธุกรรมของไวรัส รวมทั้งสารประกอบต่าง ๆ ของ HIV

158
00:10:28.143 --> 00:10:32.143
ด้วยนะครับ

159
00:10:32.144 --> 00:10:36.144
ที่สร้างสารประกอบขแอ

160
00:10:36.144 --> 00:10:40.144
HIV ก็จะจำลองตัวเองขึ้นมาจากองค์ประกอบเหล่านั้น

161
00:10:40.145 --> 00:10:44.145
นะครับ ทำให้ได้ HIV

162
00:10:44.147 --> 00:10:48.147
ในเซลล์เพิ่มเป็นจำนวนมาก เท

163
00:10:48.147 --> 00:10:52.147
มีอนุภาคของไวรัสในเซลล์มาก

164
00:10:52.148 --> 00:10:56.148
แล้วนี่ HIV ก็จะทำลายเซลล์ T ผู้ช่วย

165
00:10:56.149 --> 00:11:00.149
และแยกกลุ่มออกจากเซลล์ทีผู้ช่วย ทำให้

166
00:11:00.150 --> 00:11:04.150
เซลล์ทีผู้ช่วยนี่ ถูกทำลายนะครับ

167
00:11:04.151 --> 00:11:08.151
ก็จะไปที่เซลล์ทีผู้ช่วยเซลล์อื่น ๆ

168
00:11:08.151 --> 00:11:12.151
แล้วก็เกิดการเพิ่มจำนวนของ HIV

169
00:11:12.153 --> 00:11:16.153
ในเซลล์ทีผู้ช่วยใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ

170
00:11:16.153 --> 00:11:20.153
คำถามก็คือ การที่ HIV เข้าไปสร้าง

171
00:11:20.153 --> 00:11:24.153
เซลล์ทีผู้ช่วยนี่จะส่งผลหรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมได้อย่างไร

172
00:11:24.154 --> 00:11:28.154

173
00:11:28.155 --> 00:11:32.155
เราลองมาดู

174
00:11:32.155 --> 00:11:36.155
คำตอบกันนะครับ HIV นี่ จะ

175
00:11:36.155 --> 00:11:40.155
ทำลายกลไกการต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

176
00:11:40.156 --> 00:11:44.156

177
00:11:44.157 --> 00:11:48.157
ที่ HIV ใช้ในการเพิ่มจำนวน เซลล์ทีผ

178
00:11:48.157 --> 00:11:52.157
การที่ HIV เข้าไปเซลล์ที

179
00:11:52.157 --> 00:11:56.157
จะทำให้เซลล์ทีผู้ช่วยนี่ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

180
00:11:56.158 --> 00:11:57.659
ู้ช่วย

181
00:12:00.158 --> 00:12:01.780
ผู้ช่วย

182
00:12:04.158 --> 00:12:08.158
ก็จากที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่าเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ช่ืว

183
00:12:08.160 --> 00:12:12.160

184
00:12:12.160 --> 00:12:16.160
และพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่

185
00:12:16.162 --> 00:12:20.162
นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี

186
00:12:20.162 --> 00:12:24.162
ต่อไปเป็นเซลล์พลาสมาแล้วก็สร้างแอนติบอดี

187
00:12:24.163 --> 00:12:28.163
เพื่อใช้ดักจับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ รวมทั้ง

188
00:12:28.164 --> 00:12:32.164
การทำงานของเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม

189
00:12:32.164 --> 00:12:36.164
ที่ติดเชื้อไวรัส ดังนั้น ถ้าเซลล์ที่เกิด

190
00:12:36.165 --> 00:12:40.165
ลดจำนวนลงก็จะทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

191
00:12:40.166 --> 00:12:44.166
ไม่สมบูรณ์นะครับ หลังจากที่นักเรียน

192
00:12:44.166 --> 00:12:48.166
ได้ทราบมาแล้วนะครับ ว่า HIV นี่ทำให้เกิด

193
00:12:48.166 --> 00:12:52.166
ความผิดปกติ หรือระบบความบกพร่องทางพันธ

194
00:12:52.167 --> 00:12:56.167
นะครับ ก็เหมือนเช่นเคยครูจะมีข้อความให้นักเรียน

195
00:12:56.168 --> 00:13:00.168
ลองศึกษาดูนะครับ หลังจากนั้นจะมีคำถามให้นักเรียนคิดนะครับ

196
00:13:00.170 --> 00:13:04.170
เราลองมาดูข้อความเหล่านี้กัน

197
00:13:04.170 --> 00:13:08.170
แล้วคำถาม

198
00:13:08.171 --> 00:13:12.171
ที่ครูจะลองให้ช่วยกันคิด ก็คือว่าเจ้าไวรัส

199
00:13:12.172 --> 00:13:16.172
HIV นี่ สามารถติดต่อกันได้ทางได้บ้างนะครับ

200
00:13:16.172 --> 00:13:20.172
นักเรียนอาจจพอทราบคำตอบกันแล้วล่ะ นักเรียนอาจจะ

201
00:13:20.173 --> 00:13:24.173
ข้อมูล แล้วก็ตอบคำถามนะครับ

202
00:13:24.175 --> 00:13:28.175
เดี๋ยวเราลองมาดูว่าคำตอบที่นักเรียน

203
00:13:28.176 --> 00:13:32.176
ได้สืบค้นมาดูนี่ จะมีเหมือนที่ครู

204
00:13:32.177 --> 00:13:36.177
จัดแสดงให้ดูหรือเปล่านะครับ อันแรกเลยเรามาดู

205
00:13:36.177 --> 00:13:40.177
ว่า เจ้าเชื้อ HIV นี่ สามารถ

206
00:13:40.177 --> 00:13:44.177
ติดต่อกันผ่านทางแม่สู่ลูกขณณะตั้งครรภ์

207
00:13:44.178 --> 00:13:48.178
ได้นะครับ แล้วก็ขณะที่เกิดการคลอด สู่การ

208
00:13:48.180 --> 00:13:52.180
ให้น้ำนมจากแม่สู่ลูกได้ด้วยเช่นกันนะครับ

209
00:13:52.181 --> 00:13:56.181
อันที่ 2 ก็คือ ติดต่อกันผ่านทางมีเพศสัมพันธ์

210
00:13:56.181 --> 00:14:00.181
โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยนะครับ แล้วก็อีกทางหนึ่ง

211
00:14:00.182 --> 00:14:04.182
ก็คือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เลือดและ

212
00:14:04.182 --> 00:14:08.182
สารคัดหลั่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

213
00:14:08.182 --> 00:14:12.182
สามารถที่จะส่งผ่านเชื้อ HIV ส่งกันได้

214
00:14:12.183 --> 00:14:16.183
นะครับ หลังจากที่เราได้

215
00:14:16.185 --> 00:14:20.185
เรียนเรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันแล้วนะครับ นักเรียน

216
00:14:20.186 --> 00:14:24.186
ก็สามารถที่จะตรวจสอบความเข้าใจของบทเรียนทั้งหมด

217
00:14:24.187 --> 00:14:28.187
ได้นะครับ โดยครูจะมีคำถามเป็น

218
00:14:28.188 --> 00:14:32.188
คำถามแรก เพราะเหตุใดการบริจาคเลือด

219
00:14:32.189 --> 00:14:36.189
จึงมีความจำเป็นการตรวจหาเชื้อ

220
00:14:36.189 --> 00:14:40.189
HIV ก่อนทุกครั้งนะครับ อีกคำถามหนึ่งก็คือ

221
00:14:40.190 --> 00:14:44.190
สารก่อภูมิแพ้ส่งผลต่อระบบการทำงาน

222
00:14:44.190 --> 00:14:48.190
ของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรนะครับ ถ้าใครตอบได้

223
00:14:48.191 --> 00:14:52.191
ก็แสดงว่าเข้าใจบทเรียนนี้แล้วนะครับ แต่ถ้าหากใครตอบไม่ได้

224
00:14:52.193 --> 00:14:56.193
หรือไม่แน่ใจก็กลับไปทบทวนกันดูนะครับ

225
00:14:56.194 --> 00:15:00.194
และหลังจากที่ได้เรียนมาแล้วนี่ นักเรียนสามารถ

226
00:15:00.194 --> 00:15:04.194
สรุปเนื้อหาในบทเรียนได้ว่าอย่างไรบ้างครับ อันนี้คือที่ครู

227
00:15:04.196 --> 00:15:08.196
สรุปมาให้นักเรียนดูนะครับ อันแรกก็คือเมื่อ

228
00:15:08.196 --> 00:15:12.196
ของระบบภูมิคุ้มกันผิดไป ผิดปกติไป

229
00:15:12.197 --> 00:15:16.197
อาจทำให้เกิดโรคที่เกิดสิ่งผิดปกติได้

230
00:15:16.198 --> 00:15:20.198
นะครับ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคลูปัส หรือโรค SLE

231
00:15:20.199 --> 00:15:24.199
นะครับ หรือโรคเอดส์ เป็นต้นนะครับ โรคเอดส์

232
00:15:24.200 --> 00:15:28.200
นี่เกิดจากการติดเชื้อ HIV นะครับ

233
00:15:28.201 --> 00:15:32.201
ซึ่งเชื้อ HIV นี่ ก็สามารถเข้าไปทำลาย

234
00:15:32.201 --> 00:15:36.201
เซลล์ทีผู้ช่วยนี่มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันที่

235
00:15:36.202 --> 00:15:40.202
จะไปกระตุ้นทำให้เกิดการตอบสนองของเซลล์

236
00:15:40.202 --> 00:15:44.202
เม็ดเลือดขาวชนิดอื่น ๆ นะครับ ซึ่ง

237
00:15:44.204 --> 00:15:48.204
เชื้อ HIV นี่ สามารถติดต่อกันได้ผ่านสารคัดหลั่ง

238
00:15:48.204 --> 00:15:52.204
หรือสารคัดหลั่งนะครับ ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ

239
00:15:52.205 --> 00:15:56.205
ไม่ว่าจะแม่สู่ลูก การมีเพศสัมพันธ์ การใช้

240
00:15:56.205 --> 00:16:00.205
เข็มฉีดยาร่วมกันนะครับ หวังว่านักเรียนจะ

241
00:16:00.207 --> 00:16:04.207
เข้าใจ แล้วก็รู้วิธี

242
00:16:04.207 --> 00:16:08.207
การป้องกันตนเองนะครับ จาก

243
00:16:08.208 --> 00:16:12.208
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันจากโรคต่าง ๆ นะครับ สำหรับ

244
00:16:12.209 --> 00:16:16.209
วันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]

245
00:16:16.210 --> 00:16:20.210

246
00:16:20.211 --> 00:16:24.211

247
00:16:24.213 --> 00:16:28.213

248
00:16:28.213 --> 00:16:32.213

249
00:16:32.215 --> 00:16:36.215

250
00:16:36.216 --> 00:16:39.217

251
00:16:40.217 --> 00:16:43.218

252
00:16:48.221 --> 00:16:47.221

253
00:16:52.222 --> 00:16:52.226

254
00:16:56.227 --> 00:16:56.229


