﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.007 --> 00:00:12.007
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12.010 --> 00:00:16.010

5
00:00:16.012 --> 00:00:19.849

6
00:00:20.014 --> 00:00:24.014

7
00:00:24.015 --> 00:00:28.015

8
00:00:28.017 --> 00:00:32.017
(ดร.พิมพร) สวัสดีค่ะ นักเรียนคะ พบกับครูอ้อม

9
00:00:32.019 --> 00:00:36.019
อีกเช่นเคยนะคะ ในวิชาเทคโนโลยีการออกแบบและเทคโนโลยีค่ะ

10
00:00:36.020 --> 00:00:40.020
ในวิชานี้นะคะ ประกอบด้วย 7 บท ซึ่ง

11
00:00:40.021 --> 00:00:44.021
3 บทแรกนั้น เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีน่ารู้

12
00:00:44.021 --> 00:00:48.021
ในวันนี้ก็ญังคงอยู่ในบทที่ 1

13
00:00:48.022 --> 00:00:52.022
อยู่นะคะ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ 2 นะคะ วันนี้เราจะ

14
00:00:52.024 --> 00:00:56.024
ได้เรียนในหัวข้อระบบททางเทคโนโลยี และระบบทางเทคโ

15
00:00:56.024 --> 00:01:00.024
ที่ซับซ้อนค่ะ ก่อนอื่นครูอ้อมขอแจ้ง

16
00:01:00.024 --> 00:01:04.024
จุดประสงค์การเรียนรู้ในหัวข้อนี้ก่อนนะคะ อย่างแรก

17
00:01:04.025 --> 00:01:08.025
ครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีได้

18
00:01:08.025 --> 00:01:12.025
นอกจากนี้ก็อยากจะให้นักเรียนวิเคราะห์

19
00:01:12.027 --> 00:01:16.027
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและระบบย่อ

20
00:01:16.027 --> 00:01:20.027
ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ยังต้อง

21
00:01:20.027 --> 00:01:24.027
สามารถอธิบายความสัมพันธ์ในระบบย่อยในระบบ

22
00:01:24.028 --> 00:01:28.028
ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้ ก็ขอให้นักเรียนตั้งใจ

23
00:01:28.029 --> 00:01:32.029
เพื่อมห้บรรลุวัตถุประสงค์นี้

24
00:01:32.029 --> 00:01:36.029
นะคะ เราเรียนเรื่อง ระบบคืออะไร

25
00:01:36.031 --> 00:01:40.031
ใช่ไหมคะ และเราก็ทราบว่าระบบนั้นมีทั้งระบบทางธรรมชาติ

26
00:01:40.031 --> 00:01:44.031
และระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น แล้วระบบ

27
00:01:44.031 --> 00:01:48.031
ล่ะ ค่ะ ระบบทางเทคโนโลยีก็เป็น

28
00:01:48.033 --> 00:01:52.033
ระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นนะคะ ซึ่ง

29
00:01:52.034 --> 00:01:56.034
หมายถึง กลุ่มของส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไปประกอบเข้าด้วยกัน

30
00:01:56.035 --> 00:02:00.035
นะคะ แล้วก็ทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์

31
00:02:00.036 --> 00:02:04.036
นะคะ ซึ่งระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นตรงนี้ ก็

32
00:02:04.036 --> 00:02:08.036
เพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์นั่นเองนะคะ

33
00:02:08.037 --> 00:02:12.037
เราเห็นในชีวิตประจำวันเรานี่นะคะ เห็นมากมายเลย

34
00:02:12.038 --> 00:02:16.038
ระบบทางเทคโนโลยีก็อย่างเช่น ระบบการคมนาคม

35
00:02:16.039 --> 00:02:20.039
ขนส่ง ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ นะคะ

36
00:02:20.039 --> 00:02:24.039
หรือระบบรีไซเคิลขยะ เป็นต้น

37
00:02:24.039 --> 00:02:28.039
เมื่อทราบระบบทางเทคโนโลยีนี้แล้ว นักเรียน

38
00:02:28.039 --> 00:02:32.039
จำแผนภาพนี้ได้หรือเปล่า ก็คือองค์ประกอบ

39
00:02:32.040 --> 00:02:36.040
ของระบบทางเทคโนโลยีค่ะ ประกิบด้วยอะไรบ้าง

40
00:02:36.041 --> 00:02:40.041
อันนี้ เป็นระบบทางเทคโนโลยี

41
00:02:40.042 --> 00:02:44.042
ที่เราเคยเรียนมาในช่วงชั้น ม.ต้น นะคะ

42
00:02:44.042 --> 00:02:48.042
ส่วนแรกค่ะ ตัวป้อน หรือ Input นะคะ

43
00:02:48.042 --> 00:02:52.042
ส่วนที่ 2 นะคะ กระบวนการนะคะ หรือ Process

44
00:02:52.043 --> 00:02:56.043
จากนั้น ก็จะเป็ฯผลผลิต หรือ

45
00:02:56.044 --> 00:03:00.044
Output นะคะ ในระบบทางเทคโนโลยีบางระบบนั้น ก็สามารถมี

46
00:03:00.044 --> 00:03:04.044
ข้อมูลย้อนกลับหรือ Feedback ได้ด้วย

47
00:03:04.045 --> 00:03:08.045
นักเรียนน่าจะพอจำได้นะคะ สำหรับองค์ประกอบเทคโนโลยี

48
00:03:08.045 --> 00:03:12.045
นะคะ

49
00:03:12.046 --> 00:03:16.046
ขอทบทวนกันหน่อยว่าแต่ละส่วนนั้นคืออะไรบ้างนะคะ

50
00:03:16.047 --> 00:03:20.047
เนื้อหาจะบังนิดหนึ่ง

51
00:03:20.048 --> 00:03:24.048
ครูเอาตัวเองออกจากเนื้อหาแล้ว ตัวเปิ้ลค่ะ ตัวเปิ้ล

52
00:03:24.048 --> 00:03:28.048
หรือ Input นะคะ ส่วนสีเขียว

53
00:03:28.048 --> 00:03:32.048
นี้นะคะ ก็คือสิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบนะคะ ซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1

54
00:03:32.048 --> 00:03:36.048
อย่างนะคะ เมื่อมีตัวป้อนแล้วก็ส่งมายังกระบวนการ

55
00:03:36.049 --> 00:03:40.049
นะคะ กระบวนการก็คือกิจกรรมหรือตัวที่

56
00:03:40.050 --> 00:03:44.050
ที่นำมา... นำตัวป้อนนั้นเข้ามา

57
00:03:44.051 --> 00:03:48.051
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นผลผลิตตามวัตถุประสงค์นะคะ

58
00:03:48.052 --> 00:03:52.052
กระบวนการในระบบหนึ่งนั้นน่ะ อาจมีมากกว่า 1 กระบวนการก็ได้

59
00:03:52.053 --> 00:03:56.053
ก็ได้นะคะ จากนั้นก็จะเป็นส่วน

60
00:03:56.054 --> 00:04:00.054
ของผลผลิต หรือ output ก็คือตัวที่มี

61
00:04:00.055 --> 00:04:04.055
การทำงานร่วมกับ... ทำงานร่วมกับตัวป้อน

62
00:04:04.055 --> 00:04:08.055
กระบวนการของระบบนะคะ ผลผลิตนี้

63
00:04:08.056 --> 00:04:12.056
ยังอาจหมายถึงส่วนที่ได้

64
00:04:12.056 --> 00:04:16.056
จากกระบวนการที่เราต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้

65
00:04:16.057 --> 00:04:20.057
เช่น พวกของเสียหรือเศษวัสดุก็คือว่าเป็นผลผลิตได้เหมือนกัน

66
00:04:20.058 --> 00:04:24.058
นะคะ ในบางระบบนั้นอาจมี

67
00:04:24.060 --> 00:04:28.060
ส่วนที่เรียกว่าข้อมูลย้อนกลับหรือ Feedback

68
00:04:28.061 --> 00:04:32.061
นั่นก็คือ ข้อมูลที่ใช้ในการควบคุมการ

69
00:04:32.061 --> 00:04:36.061
ป้อนกลับให้ระบบทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจมี

70
00:04:36.062 --> 00:04:40.062
หรือไม่มีก็ได้นะคะ เมื่อเราทราบองค์ประกอบทางเทคโนโลยี

71
00:04:40.062 --> 00:04:44.062
แล้วนะคะ ครูอยากให้นักเรียนมา

72
00:04:44.064 --> 00:04:48.064
ช่วยกันนะคะ วิเคราะห์ระบบ

73
00:04:48.065 --> 00:04:52.065
ทางเทคโนโลยีของหม้อหุงข้าวนะคะ หม้อหุงข้าว

74
00:04:52.065 --> 00:04:56.065
มีตัวป้อนอะไรบ้าง มีอะไรเป็นกระบวนการ

75
00:04:56.067 --> 00:05:00.067
มีผลผลิตอย่างไร และมีข้อมูลย้อนกลับ

76
00:05:00.067 --> 00:05:04.067
หรือไม่ นักเรียนลองพิจารณา

77
00:05:04.068 --> 00:05:08.068
นะคะ ว่าจะวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีของหม้อหุงข้าวได้อย่างไร

78
00:05:08.069 --> 00:05:12.069
ก่อนอื่นค่ะนักเรียน

79
00:05:12.069 --> 00:05:16.069
ในการที่เราจะวอเคราะห์ระบบ

80
00:05:16.070 --> 00:05:20.070
ทางเทคโนโลยีได้ เราต้องรู้ส่วนประกอบหรือ

81
00:05:20.071 --> 00:05:24.071
โครงสร้างของเทคโนโลยีนั้น ๆ ก่อนนะคะ ในที่นี้

82
00:05:24.071 --> 00:05:28.071
คือหม้อหุงข้าว เรามาดูกันว่าโครงสร้างหรือส่วนประกอบ

83
00:05:28.073 --> 00:05:32.073
ของเขานั้นคืออะไร จากในรูปนะคะนักเรียนนักเรียนเห็น

84
00:05:32.074 --> 00:05:36.074
แผ่นความร้อนนะคะ ซึ่งอยู่ใต้

85
00:05:36.074 --> 00:05:40.074
ของหม้อหุงข้าวนะคะ มีสวิตช์ที่เราใช้กดเปิด-ปิดใช่ไหมคะ

86
00:05:40.074 --> 00:05:44.074
และก็มีภายในนั้นมีแม่เหล็กและขดลวดสปริง

87
00:05:44.074 --> 00:05:48.074
นี่คือโครงสร้างหลัก ๆ ของหม้อหุงข้าว

88
00:05:48.074 --> 00:05:52.074
ตัวเครื่อง สวิตช์ แผ่นความร้อน

89
00:05:52.076 --> 00:05:56.076
แม่เหล็ก ขดลวดสปริง 4 ส่วนนี้ทำงานสัมพันธ์กัน

90
00:05:56.077 --> 00:06:00.077
แน่นอนเลย เพราะว่าเขาเป็นส่วนประกอบ หรือหนึ่งในระบบของ

91
00:06:00.077 --> 00:06:04.077
หม้อหุงข้าว เมื่อเราราบส่วนประกอบ

92
00:06:04.078 --> 00:06:08.078
แล้วเราต้องทราบหลักการทำงานของหม้อหุงข้าว

93
00:06:08.080 --> 00:06:12.080
ครูขยายนะคะ จากภาพเล็กกลายมาเป็นภาพใหญ่นะคะ

94
00:06:12.080 --> 00:06:16.080
นักเรียนจะเห็นส่วนของสวิตช์ ส่วนของจุดสัมผัส

95
00:06:16.081 --> 00:06:20.081
ส่วนของลูกสปริง มีแม่เหล็กถาวร

96
00:06:20.081 --> 00:06:24.081
นะคะ ซึ่งอยู่ภายในแผ่นความร้อน

97
00:06:24.082 --> 00:06:28.082
อยู่ใต้ตัวเครื่องของหม้อหุงข้าวนะคะ การทำงานเริ่มต้นที่ไหน

98
00:06:28.082 --> 00:06:32.082
เริ่มต้นที่เมื่อเรากดสวิตช์ค่ะนักเรียน

99
00:06:32.083 --> 00:06:36.083
กดสวิตช์ลงมานะคะ

100
00:06:36.084 --> 00:06:40.084
สัมผัส นักเรียนจะเห็นนะคะ จะ

101
00:06:40.086 --> 00:06:44.086
สามารถเชื่อมกันได้ เมื่อเชื่อมกันได้แล้วนะคะ ก็ทำให้ขดลวด

102
00:06:44.087 --> 00:06:48.087
สปริงตรงนี้หดตัว เมื่อหดตัว

103
00:06:48.087 --> 00:06:52.087
ก็ทำให้แม่เหล็กถาวร กับแม่เหล็กเฟอร์โร

104
00:06:52.087 --> 00:06:56.087
มีแรงดึงดูดกันและกัน ทำให้

105
00:06:56.088 --> 00:07:00.088
เกิดแรงแม่เหล็กนะคะ เมื่อเกิดแรงแม่เหล็กแล้วนะคะ สัมผัสกันแล้ว

106
00:07:00.088 --> 00:07:04.088
ก็ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่แผ่นความร้อน

107
00:07:04.088 --> 00:07:08.088
นะคะ ก็เลยทำให้หม้อหุงข้าว

108
00:07:08.089 --> 00:07:12.089
ทำให้น้ำในหม้อหุงข้าวนั้น เดือดได้นะคะ เมื่อผ่านไป

109
00:07:12.089 --> 00:07:16.089
สักระยะหนึ่งนะคะ น้ำเดือด อุณหภูมิสูง อุณหภูมิ

110
00:07:16.089 --> 00:07:20.089
สูงแล้วน้ำภายในหม้อนั้นแห้ง เมื่อน้ำภายในหม้อ

111
00:07:20.091 --> 00:07:24.091
นั้นแห้ง และมีอุณหภูมิสูงมาก แม่เหล็กเฟอร์โร

112
00:07:24.092 --> 00:07:28.092
จะมีแรงแม่เหล็กน้อยลง เมื่อมี

113
00:07:28.092 --> 00:07:32.092
แรงแม่เหล็กน้อยลง แรงระหว่างแม่เหล็กทั้ง 2 ก็มีค่าน้อย

114
00:07:32.093 --> 00:07:36.093
น้อยกว่าแรงดันของขดลวดสปิรงตรงนี้

115
00:07:36.093 --> 00:07:40.093
ซึ่งแต่ก่อนหน้านี้นั้น เขาหดตัวอยู่

116
00:07:40.093 --> 00:07:44.093
เมื่อแรงแม่เหล็กน้อยลง แม่เหล็กเฟอร์โรก็จะมีแรง

117
00:07:44.094 --> 00:07:48.094
มากกว่า ทำให้ขดลวดสปริงนั้นดันกลับนะคะ เมื่อ

118
00:07:48.095 --> 00:07:52.095
ดันกลับก็เลยทำให้จุดสัมผัสตรงนี้ถูกดันกลับไปด้วย

119
00:07:52.095 --> 00:07:56.095
นะคะ พอดันกลับไปเท่านั้นแหละ ก็ทำให้

120
00:07:56.097 --> 00:08:00.097
ไม่สามารถทำให้เชื่อมกันได้แล้ว นั่นคือ

121
00:08:00.097 --> 00:08:04.097
กระแสไฟฟ้าก็ไม่สามารถเข้าสู่แผ่นความร้อนได้

122
00:08:04.097 --> 00:08:08.097
นะคะ ทบทวนนะคะ เมื่อกดสวิชต์

123
00:08:08.098 --> 00:08:12.098
ไฟฟ้าก็ให้ความร้อนนะคะ ไฟฟ้าให้ความร้อน

124
00:08:12.099 --> 00:08:16.099
ผ่านจุดสัมผัส แม่เหล็กหดตัว แม่เหล็กเฟอร์โร

125
00:08:16.100 --> 00:08:20.100
ถาวรก็เลยติดกลับแม่เหล็กเฟอร์โร จากนั้นแผ่นสวิตช์

126
00:08:20.100 --> 00:08:24.100
ก็ติดกับแผ่นความร้อนที่ก้นหม้อ ก็ให้ความร้อนได้

127
00:08:24.100 --> 00:08:28.100
นะคะ น้ำจึงเดือดและอุณหภูมิสูงขึ้น

128
00:08:28.100 --> 00:08:32.100
นะคะ ขดลวดสปริง จึงหดตัว แล้ว

129
00:08:32.101 --> 00:08:36.101
จุดสัมผัสแยกจากกัน แล้วก็ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านหม้อหุงข้าว

130
00:08:36.103 --> 00:08:40.103
นะคะ ถ้าเราทราบหลักการแล้ว

131
00:08:40.104 --> 00:08:44.104
สรุปเป็นตัวป้อนกระบวนการ และผลผลิตได้หรือไม่

132
00:08:44.104 --> 00:08:48.104
เมื่อกี้นะคะ ตัวป้อน

133
00:08:48.105 --> 00:08:52.105
คืออะไรคะ ก็ต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าใช่ไหมคะ ต้องมี

134
00:08:52.106 --> 00:08:56.106
ข้าว ต้องมีน้ำใช่ไหมคะ เมื่อกี้คือตัวป้อน

135
00:08:56.107 --> 00:09:00.107
นะคะ กระบวนการ ก็เป็นกระบวนการเปลี่ยน

136
00:09:00.108 --> 00:09:04.108
พลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อนนั่นเอง ทำให้น้ำ

137
00:09:04.108 --> 00:09:08.108
เดือดได้นะคะ ผลผลิตที่เราต้องการล่ะนะคะ

138
00:09:08.109 --> 00:09:12.109
ผลผลิตนั้นก็คือข้าวที่หุงสุกเรียบร้อยแล้วนะคะ

139
00:09:12.110 --> 00:09:16.110
ในระบบนี้ มีข้อมูลย้อนกลับใช่ไหมะ

140
00:09:16.110 --> 00:09:20.110
ข้อมูลย้อนกลับนั่นก็คือส่งให้

141
00:09:20.110 --> 00:09:24.110
ระบบตัดไฟทำงานเมื่อน้ำแห้งนั่นเองนะคะ นี่คือ

142
00:09:24.111 --> 00:09:28.111
การวิเคราะห์ระบบทางเทคโนโลยีนะคะ

143
00:09:28.112 --> 00:09:32.112
จะสังเกตว่ามีตัวป้อนกระบวนการข้อมูลย้อนกลับ

144
00:09:32.113 --> 00:09:36.113
ครบทั้ง 4 ส่วนเลยนะคะ แต่นักเรียนทราบ

145
00:09:36.113 --> 00:09:40.113
ไหมว่าระบบทางเทคโนโลยีบางระบบนั้น

146
00:09:40.113 --> 00:09:44.113
ไม่ได้... ไม่ได้มีแค่กระบวนการ

147
00:09:44.114 --> 00:09:48.114
เพียงกระบวนการเดียวนะคะ บางทีมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนกว่านั้น

148
00:09:48.115 --> 00:09:52.115
ที่ซับซ้อนกว่านั้น ซึ่งในส่วนนี้

149
00:09:52.116 --> 00:09:56.116
เราเรียกว่า "ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน" นะคะ

150
00:09:56.116 --> 00:10:00.116
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนก็คือเทคโนโลยี

151
00:10:00.117 --> 00:10:04.117
ที่ประกอบด้วยระบบย่อยตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป

152
00:10:04.118 --> 00:10:08.118
เขาก็ทำงานร่วมกันนะคะ เพื่อให้

153
00:10:08.119 --> 00:10:12.119
ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ อย่างเช่นในรูปนี้นะคะ จะเป็น

154
00:10:12.119 --> 00:10:16.119
ระบบการทำงานของเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ

155
00:10:16.119 --> 00:10:20.119
เครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติประกอบด้วย

156
00:10:20.120 --> 00:10:24.120
ระบบให้พลังงาน ระบบขับเคลื่อน

157
00:10:24.121 --> 00:10:28.121
ระบบตรวจจับทิศทางนะคะ ระบบการดูดฝุ่นนะคะ

158
00:10:28.121 --> 00:10:32.121
ซึ่งหลาย ๆ ระบบย่อยนี้ต้องทำงานร่วมกัน

159
00:10:32.122 --> 00:10:36.122
นะคะ จึงถือว่าเป็นระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

160
00:10:36.124 --> 00:10:40.124
นั่นเองนะคะ เราจะวิเคราะห์

161
00:10:40.124 --> 00:10:44.124
อย่างไรล่ะ ถ้าเป็นระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ครูโชว์แผนผัง

162
00:10:44.125 --> 00:10:48.125
ตัวนี้ให้นักเรียนดู เพื่อให้นักเรียนสังเกตว่าระบบ

163
00:10:48.126 --> 00:10:52.126
ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนั้น ในบางระบบ

164
00:10:52.128 --> 00:10:56.128
นะคะ ระบบย่อยของเขานี่ อยู่

165
00:10:56.129 --> 00:11:00.129
ภายในส่วนกระบวนการนะคะ นักเรียนจะสังเกตว่าถ้ามี

166
00:11:00.129 --> 00:11:04.129
ตัวป้อนนะคะ ตัวป้อนนั้นก็ถูกแยกย่อยออก

167
00:11:04.130 --> 00:11:08.130
เป็นระบบย่อย ภายในส่วนของกระบวนการ ก็มี

168
00:11:08.131 --> 00:11:12.131
มีกระบวนการ มีผลผลิต 1 ระบบ

169
00:11:12.133 --> 00:11:16.133
แล้วก็ยังมีระบบย่อยระบบที่ 2 เป็นตัวป้อนผลผลิต

170
00:11:16.133 --> 00:11:20.133
อีกครั้งนะคะ จากในรูปนักเรียนคิดว่ามี

171
00:11:20.134 --> 00:11:24.134
ระบบย่อยกี่ระบบคะ 1

172
00:11:24.134 --> 00:11:28.134
2 3 นะคะ จากแผนผังนี้

173
00:11:28.135 --> 00:11:32.135
มีระบบย่อยอยู่ 3 ระบบนะคะ ซึ่งอยู่ภายในระบบหลัก

174
00:11:32.135 --> 00:11:36.135
ก็คือตัวป้อน กระบวนการ ผลผลิต เราก็สามารถ

175
00:11:36.135 --> 00:11:40.135
เขียนรูปแบบการวิเคราะห์แบบนี้ได้ด้วย

176
00:11:40.135 --> 00:11:44.135
แต่บางระบบนั้น อาจจะเป็น

177
00:11:44.136 --> 00:11:48.136
รูปแบบนี้ก็ได้ค่ะนักเรียน นักเรียนเห็นตัวใหญ่ ๆ นะ ตัวป้อนก็ตัว

178
00:11:48.138 --> 00:11:52.138
ใหญ่ ๆ นะคะ ผลผลิตหลักนี้ก็คือตัวใหญ่ ๆ

179
00:11:52.138 --> 00:11:56.138
ในระหว่างทางจากตัวป้อนถึงผลผลิตหลักนั้น

180
00:11:56.139 --> 00:12:00.139
ประกอบไปด้วยระบบย่อยค่ะ ระบบ

181
00:12:00.139 --> 00:12:04.139
ที่ 1 แล้วก็ได้ผลผลิตออกมา แล้วผลผลิตใน

182
00:12:04.139 --> 00:12:08.139
ขั้นที่ 1 นี่แหละจะกลายไปเป็นตัวป้อนของกระบ

183
00:12:08.141 --> 00:12:12.141
ที่ 2 ก็เป็นได้นะคะ

184
00:12:12.141 --> 00:12:16.141
แบบนี้ก็ได้เหมือนกันนะคะ ระบบย่อยที่ 2

185
00:12:16.141 --> 00:12:20.141
ใช้ผลผลิตจากกระบวนการที่ 1 กระบวนการที่ 2 ก็

186
00:12:20.141 --> 00:12:24.141
ทำให้เกิดผลผลิตที่ 2 และจึงทำให้เป็น

187
00:12:24.141 --> 00:12:28.141
ผลผลิตหลักในระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนตัวนั้น

188
00:12:28.142 --> 00:12:32.142
นะคะ ซึ่งข้อมูลย้อนกลับนั้นนะคะ

189
00:12:32.143 --> 00:12:36.143
ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งอยู่ระหว่างระบบย่อย หรือทั้งหมดก็ได้เหมือนกัน

190
00:12:36.144 --> 00:12:40.144
นะคะ เราทราบรูปแบบ

191
00:12:40.144 --> 00:12:44.144
การวิเคราะห์แล้ว ครูมีตัวอย่างในนักเรียนนนะคะ

192
00:12:44.146 --> 00:12:48.146
ครูมีตัวอย่างให้นักเรียน

193
00:12:48.146 --> 00:12:52.146
ระบบเครื่องปรับอากาศนะคะ นักเรียนหลายคน

194
00:12:52.146 --> 00:12:56.146
คุ้นเคยกับเครื่องปรับอากาศ นักเรียนรู้หรือไม่ว่าเครื่องปรับอากาศ

195
00:12:56.148 --> 00:13:00.148
นั้น มีส่วนประกอบอะไรบ้าง และมี

196
00:13:00.148 --> 00:13:04.148
มีระบบย่อยคืออะไรบ้าง เรามา

197
00:13:04.148 --> 00:13:07.912
เรียนรู้กันนะคะ

198
00:13:08.149 --> 00:13:12.149
นะคะ จากในรูปนักเรียนจะเห็นว่า

199
00:13:12.151 --> 00:13:16.151
ระบบเครื่องปรับอากาศนั้น สามารถ

200
00:13:16.152 --> 00:13:20.152
วิเคราะห์ได้เป็นภาพรวม

201
00:13:20.153 --> 00:13:24.153
สามารถวิเคราะห์เป็นภาพรวม เอาเป็นระบบรวม ๆ หลัก

202
00:13:24.153 --> 00:13:28.153
มีตัวป้อน กระบวนการ

203
00:13:28.154 --> 00:13:32.154
ผลผลิต และข้อมูลย้อนกลับนะคะ ซึ่ง

204
00:13:32.155 --> 00:13:36.155
ตัวป้อน ก็คืออากาศภายในห้อง

205
00:13:36.156 --> 00:13:40.156
ก็คือการทำงานของเครื่องเพื่อปรับอุณหภูมิของห้องให้ลดลง

206
00:13:40.157 --> 00:13:44.157
ผลผลิต ก็คืออากาศที่มีอุณหภูมิลดลง

207
00:13:44.157 --> 00:13:48.157
ส่วนข้อมูลย้อนกลับก็เป็นอุณหภูมิห้อ

208
00:13:48.158 --> 00:13:52.158
อุณหภูมิห้องเป็นไปตามต้องการ ตัวเครื่องก็ปรับ

209
00:13:52.158 --> 00:13:56.158
อีกครั้งนะคะ แต่นักเรียนสังเกตหรือไม่ว่า

210
00:13:56.159 --> 00:14:00.159
ถ้าวิเคราะห์จริง ๆ แล้วในส่วนของกระบวนการ

211
00:14:00.160 --> 00:14:04.160
ที่ทำให้อุณหภูมิย้อนลงตรงนี้ มีระบบย่อยอื่น ๆ

212
00:14:04.161 --> 00:14:08.161
อื่น ๆ อีกนะคะ สามารถแจกแจงลงไปอีก

213
00:14:08.162 --> 00:14:12.162
เราลองไปดูค่ะ ว่าเขามีหน้าที่อะไรบ้าง

214
00:14:12.163 --> 00:14:16.163
นะคะ ระบบย่อยนั้น ๆ มีหน้าที่อะไรบ้าง

215
00:14:16.164 --> 00:14:20.164
ระบบย่อยของเครื่อวปรับอากาศค่ะ อาจจะมี

216
00:14:20.165 --> 00:14:24.165
ระบบ แบบนี้นะคะ มี 4 ระบบด้วยกัน

217
00:14:24.166 --> 00:14:28.166
เริ่มต้นที่ระบบคอยล์เย็น ระบบอัด

218
00:14:28.167 --> 00:14:32.167
ความดัน แล้วระบบคอยล์ร้อน

219
00:14:32.167 --> 00:14:36.167
ระบบลดความดันนะคะ ทุกระบบนี้ตะรวมกันเป็น

220
00:14:36.167 --> 00:14:40.167
การทำงานของเครื่องปรับอากาศ ที่มีการทำงานซับซ้อน

221
00:14:40.168 --> 00:14:44.168
เพราะว่าในแต่ละระบบนี้นะคะ ก็จะมี

222
00:14:44.169 --> 00:14:48.169
input process output ใน

223
00:14:48.170 --> 00:14:52.170
ทุก ๆ ระบบเลยนะคะ นี่คือการวิเคราะห์ระบบย่อย

224
00:14:52.171 --> 00:14:56.171
แต่ระบบย่อยนี้ สัมพันธ์กันอย่างไร

225
00:14:56.172 --> 00:15:00.172
พอพูดถึงความสัมพันธ์ นักเรียนต้องโยงให้ได้ว่าระบบ

226
00:15:00.172 --> 00:15:04.172
อันไหนมาก่อน อันไหนมาหลัง ระบบไหนทำงานก่อน

227
00:15:04.173 --> 00:15:08.173
ระบบใดทำงานทีหลัง

228
00:15:08.173 --> 00:15:12.173
ต่อไปเป็นการเขียนความสัมพันธ์ทั้ง 4 ระบบนี้นะคะ

229
00:15:12.174 --> 00:15:16.174
เริ่มต้นที่ความสัมพันธ์ การทำงาน

230
00:15:16.175 --> 00:15:20.175
ของเครื่องปรับอากาศมันเริ่มที่ไหนคะนักเรียน ใช่ค่ะ

231
00:15:20.177 --> 00:15:24.177
มันเริ่มที่เมื่ออากาศไหล

232
00:15:24.177 --> 00:15:28.177
เข้าสู่ตัวเครื่อง จะเริ่มที่

233
00:15:28.179 --> 00:15:32.179
ระบบคอยล์เย็นค่ะ ระบบคอยล์เย็นนี่ ตัว Input

234
00:15:32.180 --> 00:15:36.180
ทำความเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำ

235
00:15:36.180 --> 00:15:40.180
สารทำความเย็ฯภายในตัวเครื่องนะคะ ภายในคอยน์เย็น

236
00:15:40.182 --> 00:15:44.182
มีอุณหภูมิต่ำค่ะ และมีสถานะเป็นแก๊ส

237
00:15:44.182 --> 00:15:48.182
ของคอยล์เย็น ก็คือการดูดสารทำความเย็น

238
00:15:48.182 --> 00:15:52.182
ภายในห้อง อากาศร้อน ๆ อยู่นะคะ พอผ่าน

239
00:15:52.183 --> 00:15:56.183
สารทำความเย็น สารทำความเย็นจะดูดความร้อนจากอากาศ

240
00:15:56.184 --> 00:16:00.184
นะคะ เพราะฉะนั้น output มีสารทำความเย็นสูงขึ้น

241
00:16:00.186 --> 00:16:04.186
ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นนะคะ ก็คือส่วนนี้นะคะ สารทำความเย็น

242
00:16:04.187 --> 00:16:08.187
มีอุณหภูมิสูงขึ้น และอยู่ในสถานะแก๊สอยู่

243
00:16:08.187 --> 00:16:12.187
แล้วไปไหนคะ สารทำความเย็นนี้ไปไหน

244
00:16:12.187 --> 00:16:16.187
ดูดความร้อนจากอากาศ ทำให้

245
00:16:16.187 --> 00:16:20.187
มีอุณหภูมิสูงขึ้น และยังอยู่ในสถานะแก๊สอยู่ ไปไหนต่อ

246
00:16:20.188 --> 00:16:24.188
สารทำความเย็นตัวนี้ถูก

247
00:16:24.189 --> 00:16:28.189
ส่งต่อไปที่ระบบอัดความดันค่ะ

248
00:16:28.189 --> 00:16:32.189
แน่นอนนะคะ ผลผลิตของคอยล์ทำความเย็น

249
00:16:32.189 --> 00:16:36.189
ของระบบอัดความดันนะคะ พอไปที่ระบบอัดความดัน

250
00:16:36.190 --> 00:16:40.190
สารทำความเย็นตัวนี้ถูกเพิ่มความดันทำให้

251
00:16:40.191 --> 00:16:44.191
ขึ้น 0 0 0

252
00:16:44.192 --> 00:16:48.192
สารทำวามเย็นตัวนี้ เปลี่ยนเป็นของเหลว

253
00:16:48.192 --> 00:16:52.192
แต่อุณหภูมิยังสูงอยู่นะคะ ผลผลิตที่ได้จาก

254
00:16:52.193 --> 00:16:56.193
ระบบอัดความดัน ก็เลยกลายเป็น

255
00:16:56.194 --> 00:17:00.194
สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว

256
00:17:00.195 --> 00:17:04.195
ความดันสูงนะคะ นักเรียนทันนะคะ

257
00:17:04.195 --> 00:17:08.195
ตอนนี้สารทำความเย็นเปลี่ยนสถานะแล้วนะคะ ออกจากระบบ

258
00:17:08.196 --> 00:17:12.196
อัดความดันแล้วก็เลยเปลี่ยนสถานะเป็น

259
00:17:12.196 --> 00:17:16.196
ของเหลว เป็นของเหลวแล้ว

260
00:17:16.196 --> 00:17:20.196
ยังมีอุณหภูมิสูงอยู่ เขาถูกส่ง

261
00:17:20.196 --> 00:17:24.196
ผ่านไปที่ระบบคอยล์ร้อน

262
00:17:24.197 --> 00:17:28.197
ระบบคอยล์ร้อนนี้ อยู่ภายนอก

263
00:17:28.198 --> 00:17:32.198
นะคะ อยู่ภายนอกห้องนะคะ สารทำความเย็นตัวนี้

264
00:17:32.199 --> 00:17:36.199
จะถูกผ่านเข้าไปในระบบคอยล์ร้อน

265
00:17:36.200 --> 00:17:40.200
โดยถ่ายเทความร้อนให้อากาศนะคะ ให้อากาศ

266
00:17:40.200 --> 00:17:44.200
ภายนอก เมื่อเขาถ่ายเทความร้อนไป แปลว่า

267
00:17:44.202 --> 00:17:48.202
เขานั้น อุณหภูมิลดลงค่ะ ได้สาร

268
00:17:48.202 --> 00:17:52.202
ทำความเย็นที่อุณหภูมิลดลงแล้ว แต่ยังอยู่ในสถานะ

269
00:17:52.204 --> 00:17:56.204
ของเหลวอยู่นะคะ ความดันก็ยังสูงอยู่

270
00:17:56.204 --> 00:18:00.204
เมื่อมีการส่งผ่านมา... ไป

271
00:18:00.206 --> 00:18:04.206
ที่ระบบ ลดความดันนะคะ

272
00:18:04.207 --> 00:18:08.207
สารทำความเย็นก็ถูกลดความดันลง

273
00:18:08.208 --> 00:18:12.208
จนถูกเปลี่ยนเป็นสถานะแก๊สนะคะ เป็นสถานะ

274
00:18:12.208 --> 00:18:16.208
ที่มีอุณหภูมิลดลง

275
00:18:16.209 --> 00:18:20.209
ผ่านเข้ามาถึงระบบคอยล์เย็นอีกเช่นเคย

276
00:18:20.211 --> 00:18:24.211
เพราะฉะนั้น การทำงานก็จะสัมพันธ์กัน

277
00:18:24.211 --> 00:18:28.211
ไปตามวงจรลูกศรที่ครูอธิบายนะคะ

278
00:18:28.213 --> 00:18:32.213
ระบบคอยล์เย็น อัดความดัน คอยล์ร้อน

279
00:18:32.214 --> 00:18:36.214
แล้วก็ระบบลดความดัน นี่คืการทำงาน

280
00:18:36.214 --> 00:18:40.214
ของระบบย่อย ในเครื่องปรับอากาศ

281
00:18:40.215 --> 00:18:44.215
แต่ละช่วงแต่ละช่วงก็จะมี Input Process Output นะคะ

282
00:18:44.217 --> 00:18:48.217
เราเห็นแล้วเครื่องปรับอากาศนั้นมีระบบย่อยหลายระบบ

283
00:18:48.220 --> 00:18:52.220
เลย แล้วตัวอื่นล่ะคะ

284
00:18:52.220 --> 00:18:56.220
นักเรียนเห็นรูปแล้ว นักเรียนผู้ชาย

285
00:18:56.222 --> 00:19:00.222
อาจจะถนัดมากเลยนะคะ นักเรียนผู้ชายอาจจะถนัดมากเลย โอ้

286
00:19:00.224 --> 00:19:04.224
รถจักรยานยนต์ มีระบบ

287
00:19:04.225 --> 00:19:08.225
ย่อยอะไรบ้างคะนักเรียน

288
00:19:08.225 --> 00:19:12.225
มีระบบย่อยอะไรบ้าง

289
00:19:12.227 --> 00:19:16.227
ครูยังไม่ให้นักเรียนคิดตอนนี้นะคะ ครูขอฝากเป็นกิจกรรม

290
00:19:16.227 --> 00:19:20.227
คิดวิเคราะห์ระบบย่อยของเทคโนโลยีนะคะ

291
00:19:20.228 --> 00:19:24.228
แน่นอนเมื่อเราคิดระบบย่อยของเทคโนโลยี แน่นอนว่า

292
00:19:24.229 --> 00:19:28.229
นักเรียนต้องเขียน

293
00:19:28.229 --> 00:19:32.229
ส่วนต่าง ๆ ของระบบรวมใช่ไหมคะ มีตัวป้อน

294
00:19:32.231 --> 00:19:36.231
กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลย้อนกลับ

295
00:19:36.232 --> 00:19:40.232
นะคะ ของการทำงานของรถจักรยานยนต์นี่บ่ะ พร้อม

296
00:19:40.232 --> 00:19:44.232
เขียนอธิบายค่ะนักเรียน ว่าระบบย่อยมีอะไรบ้าง

297
00:19:44.232 --> 00:19:48.232
ระบบย่อยที่ 1 มีตัวป้อนอะไร กระบวนการ ผลผลิตอะไร

298
00:19:48.234 --> 00:19:52.234
นะคะ จากนั้นเขียนแผนภายแสดง

299
00:19:52.234 --> 00:19:56.234
ความสัมพันธ์ของระบบย่อยนั้น ๆ

300
00:19:56.234 --> 00:20:00.234
พร้อมคำอธิบาย นักเรียนไปฝึกดูนะคะ

301
00:20:00.235 --> 00:20:04.235
รถจักรยานยนต์มีระบบย่อยอะไรบ้าง ในระบบย่อยนั้น

302
00:20:04.236 --> 00:20:08.236
ประกอบด้วยตัวป้อน กระบวนการ ผลผลิตอะไรบ้าง

303
00:20:08.236 --> 00:20:12.236
และระบบย่อยนั้น มีความสัมพันธ์

304
00:20:12.237 --> 00:20:16.237
กันอย่างไรนะคะ ก็เขียนเป็น

305
00:20:16.238 --> 00:20:20.238
แผนผังแสดงความ... แผนผังหรือแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของระบบย่อยด้วย

306
00:20:20.239 --> 00:20:24.239

307
00:20:24.239 --> 00:20:28.239
เหมือนตัวอย่างของเครื่องปรับอากาศเลย

308
00:20:28.241 --> 00:20:32.241
ครูจะให้เวลานักเรียนไปทำกิจกรรมนะคะ ประมาณ

309
00:20:32.241 --> 00:20:36.241
15 นาทีค่ะ [เสียงดนตรี]

310
00:20:36.242 --> 00:20:40.242

311
00:20:40.243 --> 00:20:44.243
สำหรับการฝึกคิดวิเคราะห์ระบบย่อยอขงรถจ

312
00:20:44.243 --> 00:20:48.243
ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ

313
00:20:48.244 --> 00:20:52.244
หลังจากนี้นะคะ ถ้านักเรียนคนใดนะคะ ที่ยังสงสัยของระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศโดยละเอียด

314
00:20:52.244 --> 00:20:56.244

315
00:20:56.245 --> 00:21:00.245
นักเรียนสามารถติดตาม

316
00:21:00.245 --> 00:21:04.245
ตามลิงก์ที่ครูให้ไว้นะคะ หรือนักเรียนคนไหนต้องการทบทว

317
00:21:04.245 --> 00:21:08.245
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีนะคะ ว่ามีความหมายอย่างไร ไปที่ลิงก์ที่ครูให้ไว้นะคะ

318
00:21:08.245 --> 00:21:12.245

319
00:21:12.246 --> 00:21:16.246
นะคะ ค่ะ หลักจากตัวนี้นะคะ ก็จะ

320
00:21:16.247 --> 00:21:20.247
ขอหยุดการอธิบายนะคะ เรื่อง

321
00:21:20.248 --> 00:21:24.248
ของระบบทางเทคโนโลยี และระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนะคะ อยากให้นักเรียนเข้าใจว่าระบบทางเทคโนโลยี

322
00:21:24.249 --> 00:21:28.249

323
00:21:28.249 --> 00:21:32.249
อื่น ๆ นั้น ประกอบด้วยระบบย่อยหล

324
00:21:32.249 --> 00:21:36.249
ทำงานสัมพันธ์กันนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบ

325
00:21:36.250 --> 00:21:40.250
สามารถทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์นั่นเองนะคะ ระบบทางเทคโนโลยี

326
00:21:40.250 --> 00:21:44.250
ที่มีหลายระบบนั้น เราเรียกว่า ระบบเทค

327
00:21:44.251 --> 00:21:48.251
ที่ซับซ้อนนะคะ ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์

328
00:21:48.252 --> 00:21:52.252
ระบบตรงนี้นี่แหละจะช่วยให้นักเรียนสามารถตรวจสอบ

329
00:21:52.252 --> 00:21:56.252
การทำงานหรือสามารถแก้ไข หรือแม้กระทั่งพัฒนา

330
00:21:56.253 --> 00:22:00.253
ต่อยอดเทคโนโลยีนั้น ๆ ได้ ก็หวังว่า

331
00:22:00.254 --> 00:22:04.254
นักเรียนจะได้ใช้ความรู้ในการเรียนเรื่อง

332
00:22:04.255 --> 00:22:08.255
ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนในหัวข้อต่อไปได้นะคะ สำหรับวันนี้

333
00:22:08.256 --> 00:22:12.256
สวัสดีค่ะ

334
00:22:12.257 --> 00:22:16.257
[เสียงดนตรี]

335
00:22:16.257 --> 00:22:20.257

336
00:22:20.258 --> 00:22:23.617

337
00:22:24.259 --> 00:22:28.259

338
00:22:28.261 --> 00:22:32.261

339
00:22:32.263 --> 00:22:36.263

340
00:22:36.265 --> 00:22:39.265

341
00:22:40.268 --> 00:22:40.269


