--- title: การบรรยาย วิชา การจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กร (IT ปี4) subtitle: date: วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562 เวลา 08.50 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (เจ้าหน้าที่) สวัสดีพี่ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ โอเคนะ เรียนต่อ (อาจารย์) จากคราวที่แล้วนะคะ รู้สึกไมค์ไม่ดัง ได้ยินชัดไหมคะ ได้ยินนะ โอเค เดี๋ยวเช็คชื่อทีหลังนะ เราเรียนไปแล้ว 2 บทนะคะ จาก2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้นะคะ สัปดาห์นี้ จะพูดถึงการจัดการความรู้ ก็ค็คือก่อนหน้านี้เราพูดถึงสารสนเทศที่มีการใช้งานในองค์กรไปแล้ว สัปดาห์ที่แล้วนี่ ก็ให้นำเสนอไป ในเรื่องสารสนทศกระบวนการ นะคะ แล้วอาจารย์ก็บอกไปแล้วว่า องค์กรกับองค์การมันต่างกันอย่างไร วันนี้เรามาพูดถึงการจัดการความรู้นะคะ เดี๋ยวตัวสไลด์ เดี๋ยวตัวอาจารย์ค่อย Copy ไวCopy ไว้ให้ที่เครื่องแล้วน้องค่อยดู ทจะต้องพูดถึงการจัดการความรู้นะคะ เดี๋ยวเราจะได้รู้ของรายวิชานะคะ ฉะนั้นเราจะไม่ได้จัดการแค่ Resource ในองค์กรเราจะต้องจัดการความรู้ที่อยู่ในบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นเราต้องรู้การจัดการของมันก่อน Knowledge Management หรือเรียกสั้น ๆ ว่า KM ภาษาไทยคือการจัดการความรู้ คืออะไรนะคะ พูดภาพรวมก่อนนะคะ หน่วยงาน หน่วยงานหน่วยงานหนึ่งในการดำเนินงานนี่ก็จะประกอบด้วย ขั้นตอนวิธีนะคะ ในการดำเนินงาน จะมีบทบาทหน้าที่นะคะ ซึ่งการดำเนินงานก็จะมีระเบียบขั้นตอนในการดำเนินงานนะคะ ภายใต้งบประมาณในแต่ละปี การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เรียกว่า นะคะ ก็จะขึ้นอยู่กับโครงการที่เราขออนุมัติไปตอนที่ตั้งงบว่าจะใช้วัสดุ อุปกรณ์อะไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ้นั้นน่ะ ให้แล้วเสร็จอย่างไรบ้างนะคะ ซึ่งการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ บุคลากรดำเนินการไปตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองนี่ ภายใต้หน่วยงานที่ตัวเองอยู่นะคะ เราจะำดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์พันธกิืจ ยุทธศาสตร์ แล้วก็เป้าหมาย สำเร็จของนะคะ ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ตลอดปี ก็จะดูว่าหน่วยงานตั้งเป้าอะไรไปแต่ละปี เราก็จะขออนุมัติโครงการไปตามนั้น ฉะนั้นการบริหารจัดการนี่เราจะมองหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการคน บริหารจัดการงบ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีในองค์กร วันนี้เราจะพูดถึงคน การบริหารจัดการความรู้ที่อยู่ในบุคคลากรในองค์กร ซึ่งในองค์กรนี่ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดนี้ ขึ้นอยู่กับบุคลากรนั้นเป็นหลักนะคะ ฉะนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการงานในองค์กร ก็คือคน เพิ่มพูนทักษะความรู้อยู่เสมอ ให้เท่าทันความรู้ที่ทันสมัยน่ะ ฉะนั้นการจัดการความรู้ที่อาจารย์จะพูดถึงในวันนี้ จะเป็นตัวที่จะมาช่วยพัฒนาความรู้ในองค์กรนะคะ จะทำหให้หน่วยงานหรือองค์กรนี่ประสบความสำเร็มากยิ่งขึ้น ก็คนพร้อมที่จะเเรียนรู้น่ะคะ แล้วมีการพัฒนาทักษะของบุคคล มันก็คือความสำเร็จขององค์กรนั่นเอง นะคะ ความรู้ถ้าพูดถึงความรู้ Knowledge นี่นะคะ ก็คือ Explicit Knowledge เราใช้คำว่าความรู้ที่เราเห็นชัดแจ้ง จะพูดว่าเป็นอย่างไรและความรู้ที่ฝังลึกเป็นอย่างไร ้ก็แล้วแต่นี่ค่ะ จะมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ นี่ค่ะ ก็คือความรู้แบบชัดแจ้ง แล้วก็ความรู้ที่ฝังลึก ความรู้ชัดแจ้งเป็นอย่างไรนะคะ ความรู้ชัดแจ้งนี่เป็นความรู้ที่เห็นได้ชัดเจน เป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรับตำรา เป็นหลักวิชา เป็นทฤษฎีพวกนี้ค่ะ เรียกว่าความรู้ชัดแจ้ง คือเห็นได้ เช่น รายวิชาอย่างนี้ค่ะ ก็จะมีการอธิบายว่ารายวิชานี้เรียนแล้วจะต้องได้อะไร เกี่ยวกับอะไรนะคะ ซึ่งความรู้ชัดแจ้งจะได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ผ่านกระบวนการในการทำวิจัยมาแล้วว่าถ้าเรียนหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศนี่จะต้องเรียนรายวิชา 1 2 3 4 5 ต่อไปนี้นะคะ พอจบ สำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ต้องทำิอะไรได้บ้าง อย่างนี้คะ ภายใต้วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ถ้าเกิดเราไปเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์เป้าหมายก็จะต่างกันปลายทางจะต่างกัน ก็คือจบมาแล้วจะต่างกัน หรือเราไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์แบบนี้ค่ะ หลักของวิชานั้น ศาสตร์นั้นจะต่างกันนะคะ ก็คือปลายทางของผลสำเร็จนี่ต่างกัน เรียกว่าความรู้ชัดแจ้ง ส่วนความหมายของความรู้ที่มันฝังลึกค่ะนี่ ตามตัวเลย ตามรากทรัพย์มัน ความรู้ที่ฝังลึกคือความรู้ที่อยู่ในตตัวคน แต่ละบุคคล จะมีความรู้ที่ฝังลึกอยู่ พอมันอยู่ในแต่ละบุคคลนี่ มันเห็นได้ไม่ชัดเจน มองไม่เห็น ไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนนี้มีความรู้ฝังลึกด้วยอะไร เราก็จะดูจากการปฏิบัติที่เขาประพฤติประติออกมานะคะ จากสิ่งที่เขาทำนะคะ บางทีราจะเรียกว่ามันเป็นแบบ Tatic เป็นเทคนิคของแต่ละคนนะคะ แต่วิธีการที่แต่ละคนรับรู้ไป จะต่างกันอันนี้เรียกความรู้ที่มันฝังลึก บางทีเราเรียกภูมิปัญญา อย่างการมัดย้อมคราม ที่เราได้ยินคุ้น ๆ ชินกันอยู่บ่อย ๆ ก็คือภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาก็จะรู้ว่าการมัดย้อมคราม สร้างวิธีการก่อหม้อคามมา ไม่ได้เรียนจากศาสตร์วิชาไหนแล้วมาย้อมคำ ไม่ได้เรียนแบบความรู้ชัดแจ้งนะคะ แต่ปู่ ย่า ตา ตาย หรือ กลุ่มแม่บ้าน ก่อหม้อคาม ย้อมคาม มัดหม้อคามมานี่ ี่ที่มีการบอกเล่าสืบต่อกันมา ว่าต้องทำอย่างนี้ แล้วก็สามารถย้อมได้ ทีนี้มันไม่ใช่ทุกภาคจะสามารถย้อมได้ นะคะ ครามนี่มันเป็นวัสดุภูมิปัญญาจริง ๆ ที่มีปัญจัยในการย้อมให้กับผ้าประเภทไหน อันนี้ก็เป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มาจากการใช้วิจารณญาณ ปฏิพาณไหวพริบก็ได้ หรือเทคนิคเฉพาะตัว อันนี้คือความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในแต่ละบุคคล ความนี้ถาม แล้วนักศึกษารู้มั้ยว่าความรู้ฝังลึกอยู่ในตัวเองน่ะ ตัวเราตอนนี้น่ะ มีไหม ให้บอกถึงความรู้ที่มันฝังลึกในตัวเอง โค้กรหัสไหนน่ะ (นักศึกษา) ความรู้ (อาจารย์) ครูต้องคลิกตรงไหนถึงเห็นหน้านักศึกษา ที่ตรงนี้ด้วยเปล่า นักเรียนคลิกแล้ว (อาจารย์) เปิดกล้องด้วยค่ะ เปิดคอมด้วย จะได้เห็นด้วยว่าอาจารย์ถามคนไหน ถามโค้กรอทุกคนเปิดคอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้ค่ะ เพราะวันนี้เราจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คุยกันไปด้วย การใช้ล่ามนี้ดี เพราะว่านักศึกษาจะได้ไม่คุยกัน บอกถึงความรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวเอง มา 1 อย่าง (นักศึกษา) มารยาทครับ (อาจารย์) ที่มีมารยาทเป็นอย่างไร (นักศึกษา) เจอผู้ใหญ่ต้องไหว้ ก้มหัว (อาจารย์) เป็นคนมีสัมมาคารวะ โอเค ถาม น้องบ้างแล้วกันถามกุ้ง รอบเครื่องกุ้งเปิดอยู่หรือเปล่า เปิดอยู่ไหมคะ มันค้าง (อาจารย์) มันค้าง ได้ไหม ไม่ได้เปิด ถามเปิ้ล ได้ไหมคะ ครูจะถามทุกคนนั่นล่ะ ฉะนั้นคิดเอาไว้ว่าตัวเองมีความรู้ฝังลึก ฉะนั้นให้มองทางสร้างสรรนะคะ นี่มันมีหลายด้านน่ะ ฉะนั้ืนให้มองแบบ Positive ที่เป็นความรู้ฝังลึก อย่ามองด้านลบ โอเค นะคะ ถามอรทัย กุ้งชืื่ออรทัยนะ ถามว่าให้บอกข้อดีของตัวเองมา 1 ข้อ (อาจารย์) ไม่ได้ยิน เป็นคนที่ปรับปรุง เขาเรียกว่าอะไร คือยอมรับฟัง เสียงพี่ล่ามนี่ดังกว่านี้ได้ไหม บ๊อบ ค่ะ กุ้งตอบว่าอะไรนะคะ อย่างนั้นเดี๋ยวให้คิดก่อน ว่าตัวเองมีข้อดีในตัวเอง จริงไหม ไม่มีเลยหรือ สั่นหัว คือข้อดีที่อาจารย์พูดถึง หมายถึงว่า ดึงออกมาใช้แล้วมันจะเกิดต่อตัวเอง และคนรอบข้างอย่างนี้ค่ะ เขาเรียกความรู้ฝังลึก ให้บอกถึงความรู้ฝังลึกนี่ มันจะดูเข้าใจยาก ให้บอกถึงข้อดี ความสามรถพิเศษ อย่างนี้ค่ะที่เรามี กุ้ง็ก็มีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง พิมพ์คอมพิวเตอร์ได้เร็ว อันนี้ถึือเป็นเทคนิค ความสามารรแต่ละคนนะคะ พิมพ์สัมผัสได้อย่างนี้ แก้ปัญหาฉะเพราะหน้าได้ได้ อย่างนี้ค่ะ เรียกมีปฏิพานไหวพริบที่แบบอยู่ในตัวแต่ละคน สงสัยอาศัยพี่เก๋เป็นล่ามเฉพาะในห้อง บอกว่า 1 อย่าง ตื่นสายไหม (ล่าม) โอเค ค่ะ ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวนะ อย่างอาจารย์วาดรูปเต่านี่เป็นลิงอย่างนี้ ครูมีความสามารถขั้นสูงกว่ากุ้ง อาจารย์วาดออกมาทำไมเป็นลิง อย่างนี้ค่ะ กุ้งมีความสามารถเฉพาะตัวคือ ชอบวาดรูป สามารถวาดรูปนะคะ เป็นคนที่มีจินตนาการ ถ้าคนที่ชอบวาดรูปนะคะ ถาม ชัยนรงค์มีความรู้ฝังลึกอะไรบ้างคะ อะไรนะ (นักศึกษา) เล่นดนตรีครับ (อาจารย์) พงษกร ชอบจำชื่อ 2 คนนี้สลับกัน ชัยณรงค์ เป็นคนที่ อย่างนี้ค่ะ คราวนี้ เดี๋ยวอาจารย์จะบอกอธิบายไปถึงว่า เราจะนำเอาไปพัฒนาต่อบุคคลอื่นในองค์กรอย่างไร เดี๋ยวถามอีก ถาม ๆ ถามเปิ้ลนะคะ เปิ้ลชื่อสุธีการ ให้บอกข้อดีของตัวเองมา 1 ข้อ หรือความสามารถพิเศษที่ตัวเองทำ ทำได้ดีมา 1 อย่างคะ มีไหมเอ่ย มีทุกคนมีข้อดีทั้งนั้นแหละ อ๋อ โอเคนะคะ มีความสามารถในการแสดงออกทางด้าน โอเคค่ะ เป็นเชียร์ลีดเดอร์นี่ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นได้นะ มันต้องใช้ความ ใช้ Skill นะคะ ในการฝึกอย่างนี้ค่ะ ถาม ประวิทย์ ประวิทย์มีความสามารถพิเศษอะไรบ้างลูก 1 อย่าง ทำอะไรนะ สามารถแกะสลักผลไม้ได้ นี่ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว มันไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ นะคะ แกะสลักผลไม้นะคะ โอเีค ถามไม่ครบ อยากถามใครอีก ถามบรีส เครื่องบรีสมีกล้องไหม เดี๋ยวบิสจะน้อยใจ บิสมีอะไร 1 อย่าง ทำขนม ทำกับข้าวได้ไหม อย่างหนึ่ง ทำอะไรนะคะ บิสชอบทำงานบ้าน งานบ้านมีหลายอย่าง เช่น การซักผ้า ล้างถ้วยล้างชามอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะชอบ ถามว่าทุกคนทำได้ไหม แต่ถ้าคนที่ได้ดี คนที่ชอบจะททำได้ดี นะคะ อันนี้คือลักษณะ ให้เจ้าหญิง เครื่องไหนล่ะ ถามหญิง ถามหญิงค่ะ ให้บอกความสามารถพิเศษของตัวเองมา 1 ข้อ ตัวเองมีความสามารถอะไรบ้างเอ่ย (นักศึกษา) มารยาทไทยค่ะ (อาจารย์) โอเคค่ะ หญิงเป็นคนที่มีมารยาทดี เป็นคนที่มีมารยาท คือสมัยที่อาจารย์ อาจารย์ไม่มันใจว่าสมัยนี้มีไหม ที่เป็นแบบมารยาทไทย แล้วจะมีการประกวดกันเลยนะคะ ก็จะเป็นระดับโรงเรียนเป็นระดับอำเภอ เป็นระดับจังหวัด อันนี้ถือเป็นความรู้ฝังลึกนะคะ ซึ่งอาจารย์เชื่อว่าทุกคนน่ะมี มันเป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีในตัวเองนะคะ บางทีเราอาจจะไม่รู้ มันอาจจะแสดงออกมา เพื่อนรู้แต่เรา ตัวเราน่ะยังไม่รู้ ว่าเราทำอย่างนี้ได้ เรามาเรียนศาสตร์สาขานี้ก็จริง ซึ่ง เราทำสิ่งนั้นได้ดีด้วย บางทีจบไป เราอาจจะไม่ได้ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ แต่เราไปทำในด้านทีเ่เราชอบ เราถนัด เราก็จะทำได้ดีนะคะ ฉะนั้นความรู้ฝังลึกนะคะ ก็คือ ความรู้ที่อยู่ในตัวแต่ละบุคคล ก็คือข้อดีให้มองฝั่งที่เป็นด้านบวก อันนี้คือความรู้ฝังลึก นะคะ คราวนี้นะคะ ถึงแม้ว่าความรู้ประเภทนี้ไม่ชัดเจนนะคะ ไม่เหมือนความรู้ประเภทแรกที่ชัดแจ้ง สิ่งสำคัญ แต่มันก็คือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้งานสำเร็จได้ อย่างเช่นเราบอกว่าเราเป็นคนขยันแต่เรามองไม่เห็นน่ะ แต่เราก็จะเห็นจากสิ่งที่เขาทำ ขยันอย่างไรล่ะขยัน มีความรับผิดชอบ มันจะมาด้วยกันนะคะ แล้วก็ตื่นเช้ามาเรียน นี่คือขยัน มาเีรียนสมำ่ำเสมอ ส่งงานครบ พยายามฝึกทำงานอะไรอาจารย์ให้ไป ด้วยตัวเองอย่างนี้คะ พอเราขยันนี่คือสิ่งที่อยู่ในตัวเอง ถึงจะมองไม่เห็นชัด แต่มันถือเป็นสิ่งสำคัญที่ให้งานที่ทำนี่นะคะ ความรู้ฝังลึก เราดูภาพนี้นะคะ ภูเขาน้ำแข็ง ภาพนี้นะคะ แสดงถึงความรู้ทั้ง 2 ประเภท ในภาพ ส่วนไหนมากกว่ากัน เราดู Explicit ก็คือความแบบชัดแจ้ง มองมาปุ๊บมันจะมีน้ำใช่ไหมคะ ชี้ นะคะ เป็นลักษณะภูเขาน้ำแข็งที่มองด้วยตาเปล่านี่เห็นเลย มันโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนะคะ เป็นนำ อันนี้คือผิวน้ำ อันนี้คือภูเขาน้ำแข็งที่มันขึ้นมาขึ้นมาเีราเรียกภูเขาน้ำแข็ง Explicit Knowledge คือความรู้ชัดแจ้ง คือเห็นเลยเท่านี้ นะคะ ว่ามันโผล่เหนือน้ำขึ้นมา แต่ส่วนที่มันอยู่ใต้น้ำล่ะ อันนี้มันเป็นน้ำแข็ง ภ๔ูเขาน้ำแข็งเหมือนกันแต่อยู่ใต้น้ำ เป็นความรู้ฝังลึกใน แต่ละคนนะคะ มันอาจจะมีปริมาณมากน้อยก็แล้วแต่ แต่ในภาพนี้นี่ มันมีปริมาณมากกว่าความรู้ชัดแจ้งที่เรามองเห็นได้ นะคะ ฉะนั้นอธิบายว่า ความรู้ที่มันเห็นได้ง่ายน่ะ มันก็คือส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่พ้นน้ำ อย่างที่บอกไป อย่างความรู้แฝงนะคะ มันจะอยู่ในตัวคน แต่ละคน มองไม่เห็นนะคะ เราจะดูได้จากพฤติกรรมการแสดงออกมา นะคะ โอเค คราวนี้เมื่อนำมาเทียบกันกับภาพเมื้อกี้นะคะ ภูเขาน้ำแข็งเมื่องส่วนที่อยู่ใต้น้ำนี่ มันมีปริมาณมากกว่าเห็นไหม ส่วนที่พ้นน้ำขึ้นมานะคะ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างความรู้ทั้ง 2 อันนี้ ถ้าเราเข้าใจจริง ๆ นี่จะสามารถจัดการได้ดี คือถ้าให้อธิบายคำว่า Manage มันจะอธิบายเป็นรูปธรรมยาก แต่ถ้าเกิดเราเข้าใจความรู้ที่มันแฝงอยู่น่ะค่ะ ที่มันเห็นเป็นรูปธรรม เราจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ว่าเราจะจัดการส่วนไหน อย่างไร คราวนี้เรามาดูการจัดการ พอตอนนี้เรารู้ว่ามันมีความรู้นี่มันมี 2 ประเภทใหญ่ ก็คือความรู้ชัดแจ้งกับความรู้ฝังลึก แล้วเราจะจัดการกับความรู้ฝังลึกอย่างไรนะคะ มาดูประเภทแรกก่อน ความรู้แบบชัดแจ้งเราจะมีกระบวนการจัดการอยู่ 4 ขั้นตอน นะคะ กับการจัดการความรู้ที่เป็นแบบชัดแจ้งนะคะ 1. ก็คือการเข้าถึว สิ่งนั้น เพราะเราเห็นแล้วไง ต้องเข้าให้ถึงนะคะ จะได้ตีความ 2 นะคะ เราจะนำไปปรับใช้ Apply ในชีวิตอย่างไร เราจะเรียนรู้ความรู้นนั้นเพื่อยกระดับศักยภาพในตัวเองอย่างไร และมีการจัดเก็บรวบรวมไว้อย่างไรนะคะ เขาถึงตีความ หมายถึงการเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่นะคะ อย่างเช่นความรู้มันมีอยู่ัสักที่หนึ่งนะคะ อย่างเช่นความรู้ตำรับมันอยู่ที่ห้องสมุด เมื่อก่อนนี่ มันไม่ได้มีเครรือข่ายที่มันทั่วถึงเหมือนทุกวันนี้ เราจะศึกษาหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ี่ที่มันจัดเก็บเอาไว้นะคะ หรือห้องสมุด ฉะนั้นการเข้าถึง เราต้องไปถึงแหล่งนะคะ ถ้าเราไปไม่ได้ถึง มันไม่มีประโยชน์นะคะ มันไม่มีความหมายไม่มีประโยชน์อะไร ต้องไปให้ถึงแหล่งนั้นนะคะ ฉะนั้นนะคะ ขั้นตอนแรกเลยในการจัดการความรู้ ที่อยู่ในเอกสารหรือไฟลเราจะต้องเข้าให้ถึงนะคะ โดยเข้าให้ถึง ถ้ามันอยู่ห้องสมุดเราก็ต้องไปห้องสมุดหรือเนื้อหานั้นมัีนอยู่ในไฟล์ หรือ Content มันอยู่ในนั้น เราต้องเอาขึ้นมาอ่านทำความเข้าใจ ตีความ วิเคราะห์ตีความนะคะ ว่าเนื้อหาที่ครูให้ไปมันหมายถึงอะไร การเข้าถึงตีความ คราวนี้เมื่อเราจะต้องไปใจร้อน เข้าใจว่า เราจะต้องไปบุ่มบ่ามนั้นไปใช้นะคะ คือไม่ใช่นำไปใช้แบบไม่ลืมหูลืมตานะคะ คือต้องมีวิจารณญาณในการนำไปใช้ นะคะ ความรู้ประเภทนี้มันจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน Content ก็คือตัวเนื้อหาสาระ เราอ่านเนื้อหาสาระน่ะค่ะ ส่วนที่ 2 ก็คือองค์ประกอบหรือ context หรือบริบทนะคะ Content คือตัวเรา อย่างนี้บริบทก็คือเสื้อผ้า เขาเทียงแบบนี้ให้เราเห็นภาพในรูปแบบรูปธรรม content ก็ฃคือนิสัยใจคอ เนื้อหนังมังสาเรานะคะ แต่ตัวบริบทคือสิ่งที่ครอบเราอยู่นะคะ การเข้าุถึงสิ่งที่เป็น Content หรือเนื้อหาสาระนะคะ นั้นนะคะ มันจะต้องตีความ ฃเราถึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ฉะนั้น การเข้าถึง Content ฃเราต้องถอดบริบทออกเพื่อให้เข้าถึง Content ที่แท้จริง อย่างวันนี้ครูพูดถึงการจัดการความรู้ให้ได้ว่า ครูพูดถึง 1 การจัดการความรู้ ความรู้มีกี่ประเภท ประเภทใหญ่ ๆ หมายถึงอะไร จัดการอย่างไร เราถึงจะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สูงสุดได้ นะคะ คราวนี้พอเราเข้าถึงแล้ว ตีความแล้ว การนำไปใช้ การนำไปใช้นี้ คือการเรียนรู้ การรอบรู้ รับรู้แล้วก็เรียนรู้นะคะ เสร็จแล้วเราก็นำความรู้นั้นไปแก้ปัญหาในองค์กรนะคะทีเ่กิดขึ้น เพื่อยกระัดับ การแก้ปัญหาคือการยกระดับ ยกระดับทั้งบุคลากรที่ไปแก้ปัญหา ทั้งปัญหางานนะคะ ถ้าเราแก้ปัญหานั้นได้ คือแก้ไขได้แ้ล้วน่ะ ถ้ามีใครเจอปัญหาแบบนี้ แนวทางที่เราเคยทำ แล้วมันสามารถแก้ปัญหานั้นได้ นะคะ เขาเรียกการนำไปใช้ จนไปถึงการเรียนรู้ที่ยกระดับ นะคะ ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ฉะนั้นก็เลยยกตัวอย่างว่าสิ่งทีเ่ราทำ สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันก็คือโอกาสที่ทำเราได้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ถ้าเราทำแล้วนี่มันเกิดผลดีหรืือประสบความสำเร็จ สิ่งนั้นเราจะเีรัียกว่า Best Practices Best Practices ก็คือวิธีการที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ อย่างนี้ค่ะ ทำอย่างไร เรียนแล้วจะได้เกียรตินิยม มันมี Best Practices เรียนแล้วประสบความสำเร็จ ออันนี้มันยากนะคะ แต่ถ้าเกิดเรามองว่า เรียนแล้ว เราเรียนเอก เทคโนโ,ยีสารสนเทศ ทำอย่างไรให้จบภายใน 4 ปี อย่างนี้คะ มันก็จะมี 1 (นักศึกษา) ตั้งใจเรียน (อาจารย์) 2 ทำอย่างไร ส่งงานให้ครบ 3 อันนี้คือขั้นตอนค่ะ ทำตามนี้ก็จบภายใน 4 ปี นึกออกไหมคะ หรือจะบอกว่าจบภายใน 4 ปีก็จริง แต่อยากได้เกรดนิยมอันดับ 1 ให้ดูไหมว่า ให้ทำตามนี้นะ ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดี เราประสบความสำเร็จนี่ พงษกรสามารถกลับมาเขียนเป็น Story ของตัวเอง เผยแพร่ไปว่า ให้ทำตามผมนะ 1 2 3 4 5 พอถึงปี 3 แล้ว ทุกคนต้องไปบวชในช่วงปิดเทอม 3 สัปดาหอันนี้คือ Best Practices นี่ ใครที่อยากประสบความสำเร็จเรียน 4 ปีได้เกรดนิยมต้องไปบวชตอนที่ปิดเทอมปี 3 ซึ่งมันจะต่างจากคนอื่น คนอื่นเรียนมา ปี 1 ปี 2 ปี 3 แต่ถ้าเป็นโมเดลหรือรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล การประสบความสำเร็จมันต่างกัน พงษกรไปบวชได้อะไร ก็บอกข้อดีของการไปบวชมานะคะ ก็เป็นโมเดลของภาสกร ก็คือทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างนี้นะคะ คราวนี้ให้เรายกตัวอย่าง Best Practices Best Practices ขึ้นมาให้หน่อย เมื่อกี้ครูยกตัวอย่างให้แล้ว ดีขึ้นไหม ชีวิต ได้อะไรจากการไปบวชไปบ้าง ใจเย็น อย่างน้อยตอนนี้พงษกรก็มาเรียนทันทุกคาบ ตื่นเช้าขึ้น ไม่นอนดึก เิลิกเล่นเกม ส่งงานครบ อย่างนี้ค่ะ ช่วยกันคิดว่า Best Practices เราเคยได้ยินไหมคะว่า ใน Internet เสริสใน Best Practices ูดูสิว่า เขามีตัวอย่าง เขามี Best Practices เรื่อง เรื่องอะไรบ้าง ทำแล้วแก้ไขปัญหานี้ได้ ถือเป็น Best Practices มีไหมคะ ลองค้นดู แล้วช่วยกันคิด นำเสนอไอเดียเรื่องอื่นก็ได้นะคะ Best Practices อันอื่นก็ได้ ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดีน่ะ เรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจารย์พูดถึงเรื่องในการเรียน ีชีวิตเรามันมีตั้งหลายเรื่องนะ ไม่ใช่แค่การเรียน การทำงาน พูดถึงอาชีพใดอาชีพหนึ่งก็ได้ Best Practices ในการเป็นโปรแกรมเมอร์คือ 1 เรียนให้ตรงสาย 2. ฝึกงานให้ตรงสาย ไปทำงานที่ตรงสาย ก็คือโปรแกรมเมอร์ คือเขียนโปรแกรม ใช่ไหมคะ เราอยากเป็นโปรแกรมเมอร์แต่เรามีความสามารถ ีมีความชอบในการเขียนโปรแกรม อันดับแรกเลย ภาสกรเลือกการมาเรียนด้านคอมพิวเอตนะคะ 2 ตอนไปฝึกงานพงษกรก็เลือกไปฝึกงานที่เขียนโปรแกรมตรงกับสายที่ตัวเองชอบ ตรงกับสายที่ตัวเองเรียน 3. เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในงานไหนก็ได้ค่ะ แล้วก็ไปให้ถึงปลายทาง ภายใต้แนวปฏิบัตินี้ คนอื่นลล่ะ ที่วันนี้กี้เงียบมาก เรื่องไหนก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างมาเลย ในครอบครับ มีแนวปฏิบัติอย่างไรบ้าง (นักศึกษา) เรียนให้จบ (อาจารย์) 1 เรียนให้จบ 2 มีงานทำ มีงานทำที่มั่นคง 3. (นักศึกษา) พ่อแม่สบาย (อาจารย์) คนที่อุปการะเลี้ยวก็จะได้อานิสงส์ สบายไปด้วย 4 หมดหรือยัง ฝาแฝดพี่มีลักษนะอย่างนิยามความหมายของคำว่า จบ ๆ จบ ๆ นี่มันเป็นภาษาอีสานนะ (นักศึกษา) แม่บอกว่าให้เอาคนจบ ๆ (อาจารย์) เดี๋ยวพี่ล่ามจะงง ต้องอธิบายให้พี่ล่ามเข้าใจ แม่พงษกรบอกให้หาแฟนที่จบ ๆ นะลูก แต่ถ้าชาญนรงค์ให้หาแฟนจบเจื้อ พี่ล่ามด้วย พี่ล่ามจะอธิบายอย่างไร คนดี (นักศึกษา) คนดี (อาจารย์) ลูกคู่ครองที่เป็นคนดี โอเค ๆ ไหม อย่าทับศัพท์เยอะ อันนี้ก็จะเป็น เขาเรียกอะไรนะ สูตรสำเร็จนะคะ ในการประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว คือพงษกรบอกเจอคนดี เมื่อ Blackมันก็ต้องดีต่อไป เลือกคนดีนะคะ คราวนี้เราจะรว่าใครเป็นคนดี (นักศึกษา) เราจะต้องเอามาเทสท์ก่อนพอถึงจุดหนึ่งแล้ว เหตุผลจะหายไป เราจำทำตามใจตัวเอง นะคะ อาจจะเป็นแบบนี้ เรื่องอื่นบ้าง รู็สึกภาสกรจะไป 2 เรื่องแล้ว หาเมียจนจบ ถามใครดี เบน โหวันนี้ เบนไม่พูดเลย เป็นไงบ้างเบน (อาจารย์) ทำไม ทำห้องนี้มีแต่แบบ ถามแก้มละกัน Best Practices 1 เรื่องให้ยกตัวอย่างมา (อาจารย์) แก้วนำเสนอโมเดล ทำอย่างไรถึงจะรวย 1 (นักศึกษา) เรียนจบ (อาจารย์) เรียนหนังสือให้จบ (นักศึกษา) แล้วก็มีงานทำ (อาจารย์) 2 ทำงาน 3 (นักศึกษา) หางานเสริมเพิ่ม เราต้องบริหารจัดการเวลานะคะ ทำงานเสริมด้วย ทำอาชีพหลัก อาชีพเสริม 4 ประหยัดอดออม นี่สำคัญ ถึงเราจะหาได้มากแค่ไหนก็ตาม แต่เราไม่อดออม ไม่เก็บ เราไม่มีทางมีเงินเก็บค่ะ อันนี้มันเป็นสูตรสำเร็จ จริง อย่างใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเกินตัวนะภาสกรคือเราจะหาได้มากแค่ไหนก็ตาม อันนี้คือสูตรสำเร็จเลยนะ คือเราหาได้ 10 บาท เราใช้ 15 บาท นี่เราไม่มีเงินเก็บ เราหาได้ 10 บาท เราต้องใช้แค่ 5 บาท อีก 5 บาททำอะไร เก็บ เก็บ 5 บาทเลยไหม หรือเก็บ 3 บาท แล้วอีก 2 บาท ทำอะไร อันนี้พูดถึงปริมาณเงินเท่านี้นะคะ สัดส่วน Best Practices 1. เรียนให้จบ 2. ทำงาน 3. ทำอาชีพเสริม ทำอาชีพเสริม 4. ประหยัดอดออมนะคะ รวยไหมทีนี้ (นักศึกษา) รวย (อาจารย์) นะคะ มันจะเห็นช่องทางในการที่จะ เห็นไหม มีโมเดลไหนอีก มีอีกไหมคะ มีเรื่องอื่นไหม มีอีกไหมค่ะ มีเรื่องอื่นอีกไหม ได้นะคะ ก็ึคือ คือแนวทางที่มันดี ๆ ในการดำเนินชีวิตน่ะ (นักศึกษา) ทำกับข้าว Best Practices พูดถึงว่า ถ้าเราทำแบบนี้แล้วเราสำเร็จ เราสามารถไปเผยแพร่ให้คนอื่นรับรู้ได้ว่า เราทำตามขั้นตอน ทำตามวิธีของเรานี่ ถ้าเราทำตามภาสกรนี่ ้เป็นโมเดลเฉพาะของโค้กเลย จะประสบความสำเร็จแบบนี้คะ มันก็จะเป็นโมเดลของเรา อาจจะเป็นโค้กบวชปี 3 ใช่ไหม บวช ปี 3 ปี 4 บวชตลอดซัมเมอร์นี่ ไปบวช อย่างนี้ช่ะ เป็นโมเดลของชัยณรงค์ ทำตามนี้ก็จะประสบความสำเร็จตามแนวทางของ ชัยนรงค์ นะคะ แนวทางที่เราสามารถเผยแพร่ให้คนอื่นรับรู้ได้นี่ ว่าประสบความสำเร็จนะ แล้วมันจะดี หรือมีแนวทางแบบ (นักศึกษา) เหมือนกับชงกาแฟ (อาจารย์) ชงกาแฟอย่างไรถึงอร่อย มันไม่ใช่ทุกคนจะสามารถชงกาแฟอร่อย จริงไหม (นักศึกษา) ใช่ครับ (อาจารย์) มันจะต้องมีสูตรสำเร็จ อันล่ะ Best Practices อันนี้คือ เขาผ่านการทำมาหลายรอบแล้ว การทำวิจัย ทำหลายรอบแล้วอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แล้ว คือรอบที ่1 นี่เราอาจจะใส่ส่วนประกอบสัดส่วนนี้ ส่วนประกอบ สัดส่วนนี้ใช่ไหมคะ อย่างครูไปสั่งที่ เอาคอปูชีโนร้อน (นักศึกษา) ผมไปเรียนชงน้ำชามาครับ (อาจารย์) ชงน้ำชา (นักศึกษา) ชาเขียวชาโกโก้ (อาจารย์) ซึ่งมันก็มีสูตร มันก็จะมีสูตร ซึ่งแต่ละที่น่ะค่ะ แต่ละโรงเรียนน่ะ มันจะไม่เหมือนกัน อันนี้คือสูตรแบบ (อาจารย์) มันจะไม่เหมือนกัน นี้คือการประสบความสำเร็จนะคะ แล้วถ้าเผยแพร่เป็นวิทยาธานไป ไม่ต้องเก็บค่าอะไรใช่หรือเปล่า เขาทำเป็นแบบขายความรู้ ขายแฟรนซ์ชาย อย่างนี้มันก็จะออกไปแนวเชิงธุรกิจ ผลตอบแทนก็จะออกมาเป็นเม็ดเงิน นะคะ เป็นถ้าให้ไปฟรีมันก็มองไม่เห็น แต่ได้บุญมันก็ได้บุญนะ ซึ่งแบบนี้ ถ้าเขาทำซ้ำ ๆ ใส่อะไรปริมาณเท่าไรประมาณนี้ ลำดับการใส่จะมีผลต่อรสชาตินะคะ อันนี้ครูก็พอรู้อยู่ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็น Best Practices เหมือนกัน อยา่กชงชาเขียวร้อนให้อร่อย ก็ตาม 1. ส่วนประกอบ สัดส่วนตามที่เขาบอก 2. ลำดับในการใส่ มีความสำคัญต่อรสชาตินะคะ โอเค เรามีความเข้าใจใน Best Practices แล้วนะคะ ก็คือแนวทางปฏิบัติที่ดี ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรก็แล้วแต่นะคะ ต้องผ่านการทดลองมาแล้วหลายรอบ ก็คือทำวิจัยนั้นแหละ เก็บผลจนมันโอเค ออกมาเป็นโมเดลรูปแบบหนึ่ง เราีเรียก Model ใครอยากทำแบบนี้ให้ทำอันนี้ให้ได้รสชาติแบบนี้ ต้องทำแบบนี้ เราเรียกว่า Best Practices คือการปฏิบัติที่ดี จะเห็นว่านะคะ ความรู้เดิม ๆ ที่เคย ที่เคยมีมานี่ แต่เราผ่านเราผ่านการทำวิจัย การทดลองมาหลายรอบนะคะ Lessons Learned หรือ Best ทำจนมันดีที่สุดแล้ว เขาเรียกว่าถอดบทเรียน ในแต่ละเรื่องเลยก็คือการถอดบทเรียน ฉะนั้นนะคะ สิ่งที่หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานจะต้องให้ความสนใจ และไม่มองข้ามไป ก็คือเรื่องเหล่านี้ ก็คือให้ความสำคัญกับความรู้แฝงที่อยู่ในตัวแต่ละคน แล้วนำมาศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง ใส่ใจจริง ๆ ว่าคนนี้ทำไมต้องทำอย่างนี้ค่ะ ทำอย่างไรถึงจะมีความ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเรในชีวิต ทำอย่างไรจะรวย อย่างนี้ค่ะ คราวนี้การจัดเก็บหลังจากที่เราได้เรียนความรู้มาแล้วนะคะ ก็จะมาจัดเก็บเอาไว้ เพื่อเผยแพร่ เพื่อส่งต่อข้อมูลนี้ให้คนอื่น นี้ค่ะ ่ไม่อย่างนั้น สมมุติว่า พงษกรนี่ จากเรื่องนี้ไปความรู้มันก็จะไปด้วย ถ้าไม่มีการถ่ายทอดเอาไว้ว่าให้ทำแบบนี้ มันก็จะจบไปด้วยนะคะ เหมือนภูมิปัญญาที่เราเห็นชัด ๆ อย่างการถอผ้าอย่างนี้คะ การทำอะไรที่แบบคนเฒ่าคนแก่ทำน่ะ คนเฒ่า่คนแก่ทำน่ะ คนที่เรียนรู้ได้ก็คือลูกหลาน แต่ถ้าเกิดหมดยุคของผู้เฒ่าผู้แก่ในยุคนั้หายไปด้วยนะคะ ถ้าเราไม่มีการจัดเก็บรวบรวมเอาไว้ มีการ จัดเก็บเอาไว้คนรุ่นหลังมาอ่าน ก็จะประสบความสำเร็จ ทำแบบนี้แ้ล้วจะทอผ้าได้คราวนี้นะคะ อันนี้ที่พูดไปนี้มันเป็นความรู้ เราเห็นชัดเจน แต่คราวนี้ถ้ามันเป็นการจัดการคึวามฝังลึกล่ะ นะคะ การจัดการความรู้ฝังลึกนะคะ มันไม่ได้งา่ายเหมือนการจัดการความรู้ชัดเจน นะคะ เนื่องจากว่าความรู้ฝังลึกนี้ มันเป็นความรู้มที่มีที่มันมีชีวิตจิตใจ ที่มันอยู่ในตัวเราน่ะ เรารู้ว่าอันนี้มันถูก ถูกใจกับถูกต้อง เลือกอันไหน ถามตัวเอง มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึั้นนะคะ เราจะเลือกทำอะไรสักอย่างหนึ่งตามใจตัวเอง เขาเรียกถูกใจ แต่สิ่งที่ทำน่ะ มันไม่ถูกต้อง ทำไหม แต่บางคนก็อาจจะทำนะคะ แต่บางคนก็นึกได้ฉุดคิดได้ ก็ไม่ทำ คือไม่ทำแต่มันฝืนใจ มันรู้สึกฝืนใจ แต่มันก็ต้องฝืนใจนะคะ ฉะนั้นถูกใจกับถูกต้องนี่มันจะไม่ไปด้วยกัน มันจะยาก ถูกใจแล้วถูกต้องด้วยนี้ มันจะดีมากนะคะ เราทำแบบนี้เราชอบ แล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อันนั้นควรทำ เป็นสิ่งที่ดีนะคะ เป็น Best Practices ถูกใจแต่มันไม่ถูกต้อง ถ้าเกิดเรามีวิจารณญาณนี่ เราก็จะไม่ทำนะคะ คราวนี้นะคะ ถ้าความรู้ที่มันอยู่ในแต่ละคนน่ะ ที่มันเป็นแบบฝักลึกน่ะ แล้วเราไม่มีการถ่ายทอดจัดเก็บเอาไว้เป็นรูป เป็นลักษณะของรูปธรรม เป็นไฟล์ บันทึกทำวิดีโอไว้ ถ่ายทอดความรู้เขียนตำรับตำราไว้ มันไม่ได้หายไป ออย่างที่อาจารย์บอกไป เหมือนกับองค์ความรู้ที่อยู่กับผู้เฒ่าผู้แก่ทอผ้า อะไรพวกนี้นะคะ พอหมดยุคไป ก็ผู้เฒ่าผู้แก่ล้มหายไปด้วย คราวนี้การจัดการความรู้ที่เป็นแบบฝังลึก ก็จะเริ่มตั้งแต่ พอมันอยู่ในตัวนะคะ อยู่ในตัวแต่ละคน ฉะนั้น ถ้าเราอยากถ่ายทอดต่อ แบบไม่ฝืนใจก็คือถ่ายทอดฉะนเั้นถ้าเรายากถ่ายทอดต่อ คนอื่นก็จะมาเรียนรู้ร่วมกัน อย่างโค้งในการชงชาอย่างนี้คะ ถามว่า โค้กไปเรียนมาแล้วหรือโค้กรู้ เกิดมาแล้วรู้เลย ก็คือไปเรียน แต่บางความรู้นี้ อย่างบ้านเบนมีความรู้เกี่ยวกับการทอเสื่อ มีความรู้เกี่ยวกับงานถอเสื่อ อยากจะมีใจอยากแบ่งปันให้คนอื่น วิธีการแบ่งปันมีวิธีไหนบ้าง อาจจะเรียนรู้ร่วมกัน หรือสร้างองค์รู้อันนี้อธฺบายเกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่เป็นแบบฝังลึก มีใจแบ่งปันหมายถึงว่า มีความเป็นห่วงว่า อันนี้มันเป็นองค์ความรู้ทีเ่รามี เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวเรา หรือมันเป็นเทคนิคเฉพาะตัวเรา มีความเป็นห่วงเพื่อน เรามีเทคนิคในการเรียนหนังสือให้เก่ง ทำอย่างไรเราจะเรียนเก่งน่ะค่ะ โค้กก็มีเทคนิคว่า ต้องอ่านหนังสือก่อนนอน อันนี้คือเทคนิคนะคะ ก่อนนอนนี่ เราต้องมีการทบทวนเนื้อหา ตำรับตำรา ทำการบ้านคือมีเทคนิคแต่ละคนก็จะต่างกันไป เพื่อนแต่ละคนนะคะ คือวิชาไหนก็ตก วิชาไหนก็ไม่ผ่าน โค้กก็เลยมีความ ชัยณรงค์ เรียนวิชาไหนก็ติด F เรียนวิชาไหนก็ได้ A นี้มันต่างกันนะ อันนี้คือความเป็นห่วงนะคะ พงษกรมีความเป็นห่วงชาญนรงค์ มีความเป็นห่วงเป็นใย มันต้องเริ่มจากที่มีความแบ่งปันองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวเองน่ะ การแบ่งปัน จริง ๆ แล้วอันนี้มันเป็นวัฒนธรรมไทยอยู่แล้วนะคะ (นักศึกษา) ต้องแชร์นะ (อาจารย์) คราวนี้เมื่อเรามีใจ พร้อมที่จะแบ่งแปันแล้วนะคะ เราก็พร้อมที่จะเกิดการเรียนะคะ เขาเรียกการทอดบทเรียน การถอดบทเรียน บางทีอาจจะถอดบทเรียนจากข้อผิดพลาด การเรียนรู้จากได้จากข้อผิดพลาดก็ได้ อย่างเช่น เบนพึ่งเกิดอุบัติเหตุมา ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าต่อไป จะต้องขับรถเร็ว ถ้าเจอสุนัขนอนอยู๋ หมานอนอยู่ เราก็ขับเลี่ยงไปน่ะค่ะ ที่มันเกิดขึ้นแล้วเราก็ระวัง จะระมัดระวังมากขึ้น ให้ระวัง อย่าขับเร็วอย่าวนี้นะคะ เราสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ประสบการณของคนอื่น ประสบการณ์คนอื่นแล้วเราเห็น เราก็ระวังอย่างนี้นะคะ สร้างองค์ความรู้ให้กับตัวเองแล้วนำไปใช้งานคราวนี้ เรามาดูโมเดลปลาทู นะคะ ปลาทู ไม่ใช่ปลาวาฬ การทำ KM นะคะ ถามว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายไหม อธิบายไ้ด้ไหม มันก็เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ถ้ามันไม่เห็นชัดเจนนะคะ ก็เลยยกตัวอย่างโมเดลปลาทูมาให้ดู การทำ KM เป็นการอุปมานะคะ ทำไมเป็นปลาทูตัวหนึ่ง ทำไมถึงเอาปลาทู ทำไมไม่เอาปลาฉลาม ใครไม่รู้จักปลาทูบ้าง ยกมือ ไม่มี เคยทานไหมคะ ปลาทูมีรสชาติอย่างไร ถ้าสมมุติอาจารย์เอาเนื้อปลามา (อาจารย์) แล้วให้ชิม เราจะรู้ไหมว่า อันนี้คือปลาทู อันนี้คือปลาหมอ อันนี้คือปลาช่อน อันนี้คือปลาหมึก อย่างนี้คะ เราสามารถแยกได้ไหม ว่าอันไหนคือปลาทู ไหนบอกมาสิว่าปลาทูมีรสชาติยังไง มัีนมีรสชาติอย่างไร (นักศึกษา) ปลาทูเนื้อมันจะเป็นเค็ม ๆ (อาจารย์) ปลาทูจะมีกลิ่นเฉพาะตัว จะรับรู้ด้วยจมูก มีรสชาติเฉพาะตัว ทุกคนเคยกิน ตัวอย่างโมเดลปลาทู อ๋อ ถ้าพูดถึงปลาทู ปลาทูนะ ปลาทูประกอบด้วยส่วนไหนบ้าง หัว นะคะ (นักศึกษา) ตัว (อาจารย์) ตัว แล้วก็ส่วนหาง อันนี้คือ Model ปลาทู ่ส่วนหัวทำหน้าที่อะไร ส่วนหัวปลานี่ มันคือเป้าหมายของการจัดการความรู้ นะคะ คือเวลาที่เราจะจัดการความรู้เรื่องอะไร เราจะต้องรู้ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ เราต้องดูก่อน มันมีปัญหาใช่ไหม ถึงทำ หรือมันไม่ปัญหา มันน่าสนใจ เหมือนโครงงานเราน่ะ เหมือนโปรเจ็กต์เอกเทศที่เราทำอยู่ตอนนี้น่ะ Model ปลาทู ทำอย่างไร ทำไมเรทำไมเราถึงอย่างทำเรื่องนี้ มันมีปัญหาใช่ไหมระบบเดิม หรือมันไม่มีปัญหาแต่มันเป็ฯเทรนดัมันน่าสนใจแล้วเราก็หยิบขึ้นมาทำ หรือมันเป็นความชอบส่วนตัวคับผม ผมชอบเล่นเกม ก็เลยสนใจจะพัฒนาเกม ผมก็เลยสนใจที่จะทำ ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไรนะคะ หัวก็คือ เป้าหมายหรือวิศัยทัศ ที่จะจัดการความรู้ ประเด็นที่เรานำมาจัดการความรู้ มันสอดคล้องกับอะไรบ้าง เป้าหมายขององค์ไหม ต้องตอบได้ก่อน การทำ KM. นะคะ เขาเรียกคนเอื้อหมายถึง คนที่คอยช่วยดูแลสอดส่องหัวปลา เวลาปลาว่ายน้ำไปนี้ ส่วนไหนไปก่อน (นักศึกษา) ส่วนหาง (อาจารย์) ปลาว่ายน้ำถอยหลังไหม (นักศึกษา) ส่วนที่ เอาอย่างนี้ แข่งขันเรือยาว ส่วนไหนเข้าเส้นชัยก่อน (นักศึกษา) ส่วนหัว (อาจารย์) เห็นไหม มันสอดคล้องกันไง ถ้ามีแค่หัวไปได้ไหม (นักศึกษา) ไม่ได้ (อาจารย์) ไม่มีตัวไม่มีหางก็ไปไม่ได้นะคะ ให้การจัดการ KM เกิดขึ้นนี่ คนที่ทำหน้าที่เอื้อนะคะ ดูแลจัดการควบคุมให้เกิด ไม่ให้ไปผิดทางน่ะ เอาอย่างนี้แล้วกัน เราต้องรู้ก่อนว่า เราจะทำโครงงานเอกเทศนี้ไปเำพื่ออะไร อันนี้คือส่วนหัว ทำหน้าที่ควบคุมตัวนี้นะคะ ไม่ให้ไปผิดทาง อันนี้คือหน้าที่ของหัวปลาทูนะคะ ส่วนตัว นะคะ Knowledge Sharing KS ืถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญนะ ถือเป็นหัวใจของการทำ KM กระบวนการนี้ทำกิจกรรมที่สร้างความคุ้นเคยกันก่อน เราเคยไปร่วมกิจกรรมที่ไหนที่เขามีการละลายพฤติกรรม เคยไหม ก็ได้ค่ะ จะต้องมีการทำกิจกรรมให้คุ้นเคยกันก่อน อย่างน้อยคนที่นั่งข้างเราก็ต้องรู้จักกันก่อน อย่างนี้คะ สร้างความคุ้นเคยกันก่อน พอเริ่มคุ้นเคย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มันก็จะ (นักศึกษา) ดีขึ้น (อาจารย์) ดีขึ้น มันไม่เครียด บรรยากาศในห้องที่แลกเปลี่ยนความรู้กนัเรียนรู้กันที่เราจะทำ KM น่ะ มันจะต้องสบาย ต้องโล่ง นะคะ เป็นกันเองไม่เครียดไม่เป็นบรรยากาศแบบเป็นทางการมาก ตึกนี้จะจัด KM อยู่เรื่อย ๆ เคยมาดูไหมค่ะ จะมีการจัดกิจกรรม KM อยู่ทุกปี เราเีรียนอยู่ตึกนี้อยู่แล้ว เราต้องสังเกตุดู แต่ละหน่วยงานจะนำเสนอ KM ของตัวเองขึ้นมา ซึ่ง ส่วนที่นำมาจัด KM ก็คือมีปัญหา หรือส่วนที่มันเป็นเทรนที่สนใจอย่างที่ครูบอกไปนะคะ นำมาจัดเป็นการจัดการความรู้ พอเราจัด KM. เสร็จ มันเป็นแนวทางปฏิบัติ ทุกสามารถนำไปปฏิบัตนะคะ อันนี้คือกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งเราอยากเรียนรู้เรื่องเดียวกัน กลุ่มสืื่อก็เลือกเอาไป เราก็คุยกัน จัดกลุ่มแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะคะ คนที่ทำหน้าที่เป็นหัวปลาทู ควบคุม วันนี้เราคุยกันเรื่องรูปแบบการทำสื่อนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ทำสื่อค่ะ ทำระบบก็ต้องแยกกลุุ่่มออกไป เราก็จะคุยกัน เรื่องของการทำระบบ กับกลุ่มที่ทำสื่อ เราทำอะไรบ้าง การทำระบบมันไม่ต้องวาด Story Bord คราวนี้การสร้างกลุ่่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้นี่ อาจจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 3 4 5 6 คน ไม่ควรเป็นรูปแบบที่ทางการมาก ในการที่จะทำ KM นะคะ จะเป็นรูปแบบการเล่าสู่กันฟังมากกว่า ผลัีดกันเล่า ในประสบการณ์ที่ไปในเรื่องเดียวกันนคะ อย่างการท่องเที่ยว อย่างเช่น KM เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เราก็มาแชร์กันว่า เราชอบแนวไหน การท่องเที่ยวมีหลายแนว สมมุติวันนี้ครูจะจัดกิจกรรม KM แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับงานอดิเรก หรือสถานที่ท่องเที่ยวโดยจัดกลุ่่มตามที่แต่ละคนชอบโดยแบ่งกลุ่มตาม ใครที่ชอบไปเที่ยวทะเล แยกไปอีกกลุ่มหนึ่ง ใครที่ชอบไปเที่ยว มันมีอะไร ไปวัด ไปไหว้พระ พงษกรก็จะนำทีมไป พงษกรชอบไปไหว้พระ นะคะ ก็แยกไปอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ไปทะเล กลุ่มที่ชอบไปเที่ยวต่างประเทศ ก็แยกออกไป กลุ่มที่ชอบไปเที่ยวน้ำตก ภูเขาก็จะแยกออกไป แยกเป็นกลุ่มที่สนใจนะคะ แล้วเราก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่าเราไปที่ไหนกันมาบ้าง นะคะ ให้รู้จักแบล็กกลาวด์ นะคะ คราวนี้เป็นปัจจัยนะคะ ที่จะทำให้จัดกิจกรรม KM ประสบความสำเร็จนะคะ มีหลายตัว ก็คือการสร้างความเป็นกันเองในกลุ่ม สร้างบรรยากาศให้เกิดขึ้นนะคะ ให้คุยกันมันมีรสชาติน่ะค่ะ นะคะ อันนี้ครูยกตัวอย่างที่มันใกล้ตัว การจัดการความรู้ที่เราก็จะยกตัวอย่างอย่างที่คณะเราทำ อย่างเช่น ส่งเสริมสนับสนุนให้เรียนภาษาอังกฤษ สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษอย่างนี้ค่ะ ก็จะมีวิธีการ มีขั้นตอนที่สอดคล้องกับการสนับสนุนให้บุคคลากร เก่งภาษาอังกฤษให้นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์นี่ ก็ไปคิดกระบวนการมา อันนี้คือการจัดการความรู้ ของคณะเรามี 2 เรื่องนะคะ อีกเรื่องหนึ่งคือ การพัฒนาตัวเองเข้าสู่ ศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นี่ค่ะ ทำอย่างไร ตีพิมพ์ทำวิจัย ก็จะมีขั้นตอน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน ก็จะเป็นแนวประมาณนี้นะคะ คราวนี้สำคัญไหมคะ ส่วนหางปลาทู อย่างที่บอกไป ถ้ามีแค่หัวกับตัว มันก็ไปไม่ได้นะ ส่วนหางก็คือคลังความรู้ค่ะ ที่เราศึกษามาแล้วเราจะทำไปใช้ในการทำงานนะคะ KM นะคะ Access Knowledge Accessการแสวงหาค้นคว้า โดยความรู้นี้จะมาทั้งจาก Content ความรู้ชัดแจ้ง เเราไปค้นมาจากแหล่งที่น่าสนใจ แหล่งนี่อาจจะไม่ใช่ห้องสมุดเราก็ลงไป ไปคุยไปเก็บข้อมูล เพื่อให้ได้ความรู็ฝึกลึก อันนี้เป็นลักษณะของข้อมสำหรับบุคคลากร นำไปศึกษานะคะ ฉะนั้นนะคะ คลังความรู้ก็จะมาจากความรู้ชัดแจ้ง ตำรับตำรา หนังสือ ศาสตร์วิชา ที่อยู่ในตัวบุคคล แล้วก็นำมาเก็บเป็นคลังความรู้ไว้ สร้างเป็น Beast Practice ใครจะทำงาน ทำตามขั้นตอนนี้นะนี้นะ อย่างนี้ค่ะ ตัวหางปลา ก็เปรียบเสมือนถังความรู้นะคะ นะคะ ถังน่ะ สำหรับเก็บความรู้ จัดเป็นหมวดหมู่มันจะได้ง่ายต่อการหาความรู้ ค้นตามหมวดหมู่นั้น อาจจะรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้วย เราอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการทำ KM คือการนำสิ่งที่ได้ การปฏิบัตินะคะ คือพูดให้ชัดคือต้องมีการ Action น่ะ นะคะ มันถึงจะเกิดประโยชน์ เราพูดเราทำตามขั้นตอน 1 2 3 4 5 นี้ เราก็ต้องทำ ุถ้ามีแค่หลักการ เราจะไม่เห็นผลที่ทำนะคะ ใครอยากเขียนโปรแกรมได้ ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1 2 3 4 5 ทุกคนก็อ่าน อ่านจบปุ๊บเราเขียนโปรแกรมได้ไหม ไม่ได้ เราต้องลงมือทำ เช่น ขั้นตอนที่ 1 เราต้องฝึกทำโจทย์เยอะ ๆ อย่างนี้ค่ะ ฉะนั้นเราจะเขียนโปรแกรมได้ เราต้องทำโจทย์น่ะค่ะ บ้างมันมีบัค เราก็ฝึกแก้ไข เขาเรียกว่า จะต้องมีการกระทำ ลงมือทำ มี Action มันถึงเกิดประโยชน์คุ้มค่า การทำ KM คราวนี้วิธีการจัดการความรู้ชัดแจ้ง แล้วก็ความรู้ฝังลึกนี่ค่ะ จัีดการถ่ายทอดให้คนอื่นรู้แล้วนำไปใช้ให้เหมาะสมนะคะ ทั้งแ่ก่ตัวเราเอง แก่หน่วยงาน เป้าหมายปลายทางของการจัดการความรู้ ก็เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ เป็นแนวทางปฏิบัติให้คนอื่นทำตามได้นะคะ แก้ไขปัญหาในองค์กรได้ นะคะ นี่คือการจัดการความรู้นะคะ ทำอย่างไร คราวนี้วิธีการ ยกตัวอย่างเช่น เราจัดการความรู้ โดยการจัดประชุมอบรมสัมมนาน่ะค่ะ เราจะผลักดันให้บุคคลากรเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการนะคะ ก็จัดประชุมเชิงวิชาการขึ้นมา หรือ ไม่จัดในสถานที่ พาไปดูงาน จัดให้มีการศึกษาดูงานหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำได้หลายวิธีนะคะ หรือในองค์กรเราอาจจะแบบทำเป็นมุมกาแฟ ทุกวันพุธมาคุยกันเรื่อง การทำเอกสารตำรา ก็จะมีพี่เลี้ยงคนที่ทำไปแล้วประสบความสำเร็จ มาแชร์ให้ฟัง อันนี้คือวิธีการนะคะ ถ้าหากเป็นนอกหน่วยงานก็จะิเชิญมาสร้างแรงบันดาลใจไหม ไม่เคยเลยหรือ กรณีที่แบบสร้างแรงบันดาลใจไหม ไม่เคยเลยเหรอ ก็สาขาก็ทำอยู่บ่อย ๆ นะ สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพทางด้านคอมพิวเตอร์ รุ่นบ๊อบมีไหม ทำไมรุ่นนี้ไม่มี หลัง ๆ ไม่ค่อยจัดนะ แต่มหาลัยน่ะมีการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจนะคะ ก็คือการเชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จนะคะ เขาเรียกการสร้างแรงบันดาลใจ นะคะ เราเจอปัญหาในชีวิต อย่างนี้ค่ะ มันมีคนมาจุดประเด็น เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้เราฉุกคิดได้ ทำให้เราหัน หันเหแนวคิด ไปในทิศทางที่มันถูกต้อง แก้ปัญหาได้ ดีขึ้นอย่างนี้นะคะ หรือไม่ก็ไม่อยากคุยกับใคร ก็จัดเป็นมุมหนังสือไว้ บางทีไม่อยากคุยกับใคร แต่มันมีเอกสารเขียนเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ เราก็ไปอ่าน หรือมีคลิปวิดีโอ มีสื่อให้ดูอย่างนี้ค่ะ เราสามารถทำอย่างนี้ก็ได้ ตอนนี้มันมีสื่อมากมายให้เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะคะ โอเค ประเด็นสุดท้ายนะคะ นักศึกษาคิดประเด็นการจัดการความรู้ นะคะ ทำเป็นกลุ่ม อยากจัดการความรู้เรีื่องอะไร ทำเป็นกลุ่มนะคะ 1. ที่เราจะจัดการความรู้ เราอยากจัดการเรื่องอะไร 2. วิธีการ เราอยากจัดการเรื่องอะไร 2 วิธีการจัดการ ทำอย่างไร จอมันดับไปแล้วบ๊อบ แล้วเราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน แต่ละเรื่องที่ทำ กลุ่มหนึ่งกี่คนดี 4 คน 1 2 3 4 4 คน พอดีครูว่า ช่วยกันคิดประเด็นในการจัดการความรู้ เราอยากจัดการความรู้เรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรเธอจะเก่งภาษาอังกฤษ หรือทำอย่างไรถึงจะเขียนโปรแกรม หรือทำอย่างไร นะคะ หรือเอาเรื่องที่แบบเราชอบก็ได้ ทำอย่างไรถึงจะเล่นกีฬาเก่ง จัดการความรู้แบบนี้ หรือเอาโครงงานดีไหม มันก็จะเป็นรูปธรรม อันนี้จะไม่บังคับ เอาเรื่องที่เราสนใจ นักศึกษาสนใจนะคะ แบ่งกลุ่มตามความสนใจนะคะ เสนอหัวข้อมาก่อน เรีื่องที่เราอยากไปจัดการ เอาชื่อเรื่องว่าจะทำอย่างไรนะคะ ในการจัดการความรู้เรื่องนั้น ๆ น่ะ กลุ่มละ 1 เรื่อง เราอยากบริหารจัดการเรื่องอะไร บอกชื่อเรื่องมา แล้วบอกวิธีการไปจัดการอย่างที่โค้ก ตัวอย่างที่โค้กพูดมาน่ะ อันนั้นเป็นตัวอย่าง วิธีการ อย่าง Best Practice น่ะ เหมือนกันนั่นล่ะ การจัดการความรู้ เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ดี ที่เป็นแบบ Best Practice นั้นแหละ ต้องคิดเรื่องขึ้นมาก่อน (อาจารย์) ได้ เรื่องอะไรก็ได้ค่ะ เรื่องที่เราสนใจ 1 เรื่อง แล้วเราก็ชวนสมาชิก กลุ่มหนึ่ง 4 คน กลุ่มละ 4 คนนะ พอ ก็จะมีหูดี 2 หูไม่ดี 2 อยู่ด้วยกันนะคะ เรียนรู้ด้วยกันนะคะ และให้บอกวิธีการ อย่างโค้กบอกว่าเป็นวิธีการปลูกกุหปลูกกุหลาบครับ ให้บอกวิธีการปลูกกุหลาบ ปลูกอย่างไรมันถึงจะงาทมันจะไม่ตาย นะคะ ต้องเตรียมอะไร ปลูกอย่างไร สภาพอากาศอย่างไร อะไรอย่างไร แปัจจัยอะไร อย่างนี้ค่ะ ใช้เวลาแลกเปลี่ยน ใช้เวลาคิดนานไหม ทุกเรื่องเลย ทุกกลุ่มเลย อันนี้ 4 โมงครึ่ง 30 นาที เสนอเรื่องมาก่อน เดี๋ยวอาจารย์พิมพ์หัวข้อไว้ให้นะ เราจะได้เลือก เดี๋ยวช่วงนี้เบรกก่อนนะ 10 นาที ค่ะ เบรคก่อนไปทานน้ำ ไปเข้าห้องน้ำก่อน พี่ล่ามจะได้เบรกด้วย นะคะ ช่วงนี้เสนอประเด็นมาค่ะ แล้วอาจารย์จะพิมพ์หัวข้อไว้บนกระดานให้ มีเรื่องอะไรบ้างให้เราไปจัดการ คำว่าไปจัดการคือเสนอแนวทางวิธีการขึ้นมา เพื่อให้เรื่องนั้นสามารถแก้ปัญหาหรือไปสได้นะคะ เสนอเรื่องอะไรบ้าง ว่ามาเลยค่ะ ตอนนี้เบรคนะ สัก 10 นาที (นักศึกษา) เรื่องอะไรก็ได้ (อาจารย์) ใช่ค่ะ เรื่องอะไรก็ได้ ในกลุ่่ม เสนอมาคะ เดี๋ยวอาจารย์จะพิมพ์หัวข้อไว้ให้เืนกล่ล่่กลุุ่มกลุุ่มกลุุ่มกลุุุ่่มกลุุุ่่มกลุ่กลุ่่มกลุุุ่่ม