แม้แต่แตะหรืผมได้รับความรักและซึมซับความรักจนตัวผมในวันนี้ ผมมาจากไหน มาจากครอบครัวที่ดีอาจจะมีอุปสรรคบ้าง เพราะผมไปที่อเมริกาผมได้เห็นว่าไม่ใช่เป็นอุปสรรคเลย คือโอกาส อุปสรรคที่ผมเจอคือโอกาสผมอยากแก้ไขอุปสรรคที่ทุกคนเห็นให้ผ่านไปได้ผมอาสาที่จะทำงานสมาคมเต็มที่ ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยผมมีเวลาอาจจะไม่เต็มที่ให้กับสวนดุสิตแล้วก็ตอนนั้นมีทางเลือกของสมาคม ผมลากออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อสมาคมหูหนวก ผมอยากให้ทุกคนผ่านอุปสรรคตรงนั้นให้ได้ แล้วก็ผลักดันเต็มที่เป็นของขวัญที่ผมพยายามมอบให้กับประเทศไทย ผมมีความสุขที่เป็นคนหูหนวก ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ]แล้วก็มีประสบการณ์ในการทำงานความพิการในประเทศไทยแล้วก็ในสหรัฐอเมริกา แล้วก็รวมทั้งได้เป็นนักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับเรื่องของสวัสดีทุกท่านค่ะ ขอบคุณมากสำหรับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่ได้เชิญดิฉันมาที่นี่ รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งก่อนที่เราจะเริ่มช่วยยกมือหน่อยได้ไหมว่าใครเป็นนักเรียนที่นี่ ช่วยยกมือหน่อยท่านใดที่เป็นนักเรียน นักศึกษาที่นี่ ด้านหลัง ทั้งหมดน่าจะเป็นคนที่ทำงานอยู่แล้วแล้วใครเป็นนักปฏิบัติ ใครเป็นนักกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด ช่วยนำ Slide ขึ้นหน่อยได้ไหมครับ ขอให้ข้อมูลนิดหนึ่ง ก็ทำงานในด้านใด ดิฉันก็ทำงานในหลาย ๆ ปี แต่ว่าจุดเริ่มต้นก็เป็นเรื่องของการศึกษาพิเศษ ฉะนั้นก็จะเห็นว่าก็เหมือนได้กลับมาบ้าน แล้วก็ในเรื่องของปริญญาโทก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาพิเศษ แล้วก็เรื่องของปริญญาเอก ก็จะเป็นเรื่องของทางสติปัญญา แล้วก็วันนี้จากหัวข้อทั้งหมดที่ดิฉันจะพูดถึง ฉันก็จะขอพูดถึงเรื่องการให้การช่วยเหลือระยะแรกเริ่มในปัจจุบันให้แก่เด็กพิการในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นการศึกษาที่ดิฉันทำไปเมื่อปีที่แล้วดิฉันก็ได้มีข้อค้นพบหลายอย่างที่จะนำมาเสนอ แล้วก็หัวข้อที่จะพูดก็คือเราจะเรียนรู้อะไรบ้างหรือวิทยาศาสตร์ทางด้านกดประสาทส่วนมากดิฉันเรียนหนังสืออยู่ที่อเมริกา เมื่อกระแสในปัจจุบันเป็นอะไรก็อยากให้ทราบไว้ก่อนว่าในสังคมตะวันตกนี้อะไรหลาย ๆ อย่างก็อาจจะแตกต่างจากสังคมตะวันออกแต่ว่าเท่าที่ดิฉันได้เห็นในอเมริกา คุณเคยได้ยินเรื่องการทำงานที่ใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางหรือให้ความสำคัญกับครอบครัวไหมคะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่ได้เพียงมองดูที่เด็ก แต่ว่ามองดูที่ครอบครัวทั้งครอบครัวเลย เป็นสิ่งสำคัญมากไม่ได้มองเพียงแต่แค่เด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ดิฉันทำงานดิฉันเห็นว่าเรื่องของการให้ความสำคัญกับครอบครัวตอนนี้เรามีการมองเห็นว่าเราเคยได้ยินที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในพัฒนาการของเด็ก หรือว่าเป็นผู้ที่เข้าใจลูกของตนเองมากที่สุดเวลาที่เรามีการทบทวนเรื่องของความเข้าใจ เรื่องบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่บทบาทหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปอีกเช่นกัน ถ้าคุณเป็นนักบำบัดไม่ว่าจะเป็นนักกาายภาพบำบัด หรือนักกิจกรรมบำบัด ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ บทบาทหน้าที่หรือเป้าหมายของคุณไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่าเป็นผู้ที่จะเสริมศักยภาพให้กับผู้ดูแลคนพิการให้เขามีความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจในการดูแลคนพิการของเขาและนอกจากนี้ ความท้าทายอีกประการหนึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนการให้ความสำคัญในเรื่องของการทำแต่ละกิจกรรมเป็นเรื่องของการพัฒนาทักษะ ในอดีตนั้นเราจะพูดถึงเรื่องของการพยายามฝึกให้เด็กจับปากกาจับดินสอ เราพยายามจะฝึก จะให้ความสำคัญกับการฝึกให้เด็กเกิดทักษะนั้นในอดีตเราจะเน้นแต่เรื่องขอให้เด็กทำบางสิ่งบางอย่างได้ แต่ว่าในปัจจุบันเรามีการปรับเปลี่ยนให้เน้นในเรื่องของการสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น function หรือเป็นกิจวัตที่สำคัญที่สำคัญต่อชีวิตประจำวัน ปัจจุบันจึงมีการให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือตั้งแต่แรกเริ่มในเรื่องของการพัฒนาให้สามารถที่จะทำกิจวัตประจำวันในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่มากที่สุดในเรื่องของอินครูชั่น หรือการคำนึงถึงทุกคนในสังคมนั้น การที่จะทำให้เด็กพิการนั้นมี function ที่สามารถใช้ชีวิตทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถที่จะเข้าอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างกลมกลืนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ หลายคนรวมถึงดิฉันเองด้วย เวลาที่เราไปเรียน เราเรียนเพราะว่าเราอยากที่จะทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กพิการ แต่เวลาที่เราเข้ามาสู่ชีวิตการทำงานที่แท้จริง ไม่ว่าจะทำงานกับเด็กพิการหรือว่าทำงานกับคนพิการที่เป็นผู้ใหญ่เราจะทำอย่างไรในการสอนคนที่เป็นผู้ใหญ่ หลายคนนั้นทำอย่างไรที่เราจะสามารถหาวิธีการสอนเขาให้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่ใช่เป็นคนที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างหรือว่าเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแต่ทำอย่างไรที่คุณจะสามารถที่จะเป็นผู้หนุนเสริมให้คนที่คุณทำงานด้วยไม่ว่าจะเป็นเด็กพิการหรือผที่จะได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ไปสู่ศักยภาพสูงสุด ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดิ้นรนและพยายามที่จะพัฒนาตนเองอยู่ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ปกครอง ทีมสหวิชาชีพเขาก็จะมีพลวัตรแล้วก็มีความลื่นไหลเพราะว่าใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ดิฉันไม่มีเวลามากที่จะไปพูดถึงเรื่องหัวข้อต่าง ๆ แต่ดิฉันจะแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานกับผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ก็จะเป็นคู่มือต่าง ๆ แล้วคุณก็จะได้เรียนองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญ อย่างเช่น หลักการสำหรับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ หรือการสร้างศักยภาพ หรือการสร้างเป้าหมายโดยที่ไม่ถูกบังคับ แล้วก็สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มีประสิทมีประสิทธิภาพมากในการที่จะไปช่วยสอนผู้ปกครองแล้วก็รอการโคชชิ่ง แล้วก็มีการวางแผนร่วมกัน ไม่ใช่ว่าเราจะเดินไปที่บ้านของเขา แล้วแล้วก็บอกว่าคุณจะต้องเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ว่าก็ต้องมีความร่วมมือ เช่น เรื่องของการสังเกตการณ์ ต้องลงไปดูการจัดทำและให้มีการให้ผลสะท้อนดิฉันชอบเหล่านี้เป็นอย่างมากไม่ว่าใครก็ตามที่ทำงานกับเด็ก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องมีจิตสำนึกรู้ และเป็นคนที่มีแนวโน้มเห็นด้วย มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วย แล้วก็ช่างสังเกต จากนั้นในเรื่องของกระบวนอยากจะให้ดู diagram ตัวนี้ ในเรื่องของการให้การโคชชิ่งสำหรับผู้ใหญ่ ให้บริการแรกเริ่ม อันนี้ก็จะเป็นconcept เพราะฉะนั้นโคชชิงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้จบ ก็จะวนไปแบบนี้แล้วก็จนเริ่มจากการสังเกต เรื่องของการแก้ปัญหา จากนั้นก็ไปเรื่องของการสอนโดยตรงสาธิตให้ดู จากนั้นเป็นการให้แนวทางให้กับผู้ดูแล รวมทั้งให้ผลสะท้อนต่าง ๆ ก็จะเริ่มกระบวนการแบบนี้มาอีกครั้งหนึ่ง งานของเราก็จะไม่มีวันจบ จะไม่มีวันจบ ในช่วงต่อไปดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่องของการศึกษาที่ดิฉันทำเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องของเป็นการไปสำรวจพ่อแม่ที่มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กที่มีความพิการทางด้านพัฒนาการ ชื่อค่อนข้างยาวนิดหนึ่ง แล้วคำถามงานวิจัยก็คือ เนื่องจากว่าดิฉันเรียนอยู่ในอเมริกาเป็นเวลานาน แต่ฉันก็อยากจะรู้ว่า ประสบการณ์ของพ่อแม่ที่มีคนพิการทางด้านพัฒนาการเป็นอย่างไรบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้ารับบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มในประเทศไทย แล้วก็อีกอันหนึ่งก็จะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของครอบครัว ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรับบริการแรกเริ่มในประเทศไทย แล้วจากนั้นก็จะต้องมีพ่อแม่ของเด็กพิการ แล้วก็อาจจะต้องได้รับบริการมากกว่า 1 อย่าง มากกว่า 1 อแล้วก็จะต้องมีอายุ 5 ปีหรือว่าน้อยกว่าแล้วก็มีการเก็บข้อมูล โดยการอันที่ 1 กก็คือเรื่องของการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มประชากรแล้วก็อีกอันหนึ่งก็จะเป็นการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า โดยใช้คำถามปลายเปิด แล้วก็จากนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลก็คือเรื่องของการแปลบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษมีการทำเป็นหัวข้อต่าง ๆ แล้วก็มีการใช้กระบวนการไทรแองกอเลชั่น หรือมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างน้อย 2 แหล่ง แล้วก็ในเรื่องของผู้เข้ามามีส่วนร่วมก็จะมีผู้ปกครอง 8 คน ทั้งหมดมีผู้ชาย ๑ คน ส่วนมากก็มาจากสังคมชนชั้นกลาง พ่อแม่ทั้งหมด แล้วก็ทั้งหมดก็ทำงานแล้วก็มีอยู่ ๓ ท่าน ที่ไม่ได้ทำงาน แล้วก็ส่วนมากก็จะมีระดับการศึกษาระดับปริญญาเป็นต้นขึ้นไป ทั้งหมดก็จะมีอายุของเด็กจะมีตั้งแต่ 2.5 - 5 เด็กบางคนก็จะมีอาการ ดาวน์ซินโดรม หรือ ESDMในการสัมภาษณ์ก็จะใช้เวลาประมาณไม่เกิน ๖๐ นาทีแล้วก็ส่วนตัวเควสชั่นแนหรือว่าแบบสอบถามใช้เวลานานนิดหนึ่ง ทีนี้มาดูในเรื่องของ จากนั้นข้อมูลต่าง ๆ ก็จะมีการนำไปแปลงเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็มีการใช้เครื่องมือในการมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น เรื่องของการทำให้เป็นภาพ ทำวิชั่นต่าง ๆ สิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาในครั้งนี้ก็คือ เด็กทุกคนที่เป็นเด็กที่มีภาวะ ดาวน์ซินโดรมสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่อายุน้อย ไม่ว่าเป็นเรื่องของการให้บริการในระยะแรกเริ่ม เรื่องของการป้อนอาหาร สำหรับเด็กที่มีภาวะ ดาวน์ซินโดรม สามารถเข้าถึงบริการได้ เด็กที่อยู่ในภาวะ ออธิสติกส์นั้นจะได้รับบริการในช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี ดิฉันรู้สึกประหลาดใจที่ได้ทราบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่นั้นสามารถจะเข้าถึงบริการได้ทั้งจากภาครัฐและจากเอกชน แล้วก็สามารถที่จะได้รับบริการไม่ว่าจะเป็นกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด แล้วก็ยังมีเรื่องของบริการที่ต้องจ่ายด้วยตนเอง เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง รวมถึงบริการบางอย่างก็สามารถที่จะได้รับจากภาครัฐได้ ในการสัมภาษณ์นั้นมี ๕ หัวข้อหลัก ๆ ด้วยกัน ที่สำรวจ หรือว่าเป็นการสัมภาษณ์ ถึงเรื่องของประสบการณ์ที่ผ่านมา สำหรับการที่มีลูกที่เป็นเด็กพิการ ประเด็นที่ ๑ ประสบการณ์ของเรื่องผู้ปกครองในการมีลูกพิการ ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือว่าทัศนคติหรือการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ทั้งจากผู้ที่ให้บริการจากครอบครัวและเพื่อนรอบข้าง ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของระบบบริการ และการปฏิบัติต่าง ๆ ประเด็นที่ 4 เป็นเรื่องของความท้าทายที่ผู้ปกครองได้เผชิญ ประเด็นที่ ๕ ที่เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้น ดิฉันจะพูดถึงรายละเอียดของแต่ละประเด็นนะคะ ผู้ปกครองทุกคนนั้นพูดถึงเรื่องของประสบการณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายทั้งภายในและภายนอกที่พวกเขาต้องประสบเริ่มต้นเลยเมื่อเขาพบว่าตนเองมีลูกพิการนั้นความรู้สึกในเริ่มต้นแรกเริ่มหลายครั้งรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ผิดไปจากปกติที่เกิดขึ้น มีผู้เข้าร่วมในการศึกษาวิจัย ๑ ท่าน ที่ทราบว่าว่าลูกของตนนั้นมีภาวะ ดาวน์ซินโดรมก่อนที่จะคลอด หลังจากนั้นคนอื่น ๆ นั้นก็ทราบภายหลังจากที่คลอดแล้วว่าลูกของตนนั้นมีความพิการ แล้วทุกคนก็พูดถึงเรื่องของความยากลำบากที่เกิดขึ้น ความสับสนที่เกิดขึ้นแล้วก็พูดถึงกระบวนการในการวินิจฉัย และพูดถึงกระบวนการในการยอมรับว่าตนเองนั้นมีลูกที่มีความพิการ เมื่อผู้ปกครองนั้นได้มาถึงจุดที่เขาสามารถยอมรับว่าตอนนี้เขามีลูกที่เป็นเด็กพิการ ก็จะเริ่มต้นหาทรัพยากรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแล หรือแผนการศึกษาสำหรับที่จะวางแผนให้กับลูกของตัวเองต่อไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ปกครองที่มีลูกพิการจะต้องมี แล้วก็จะมีสิ่งที่จะต้องติดต่อกับหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็แพทย์ นักบำบัดต่าง ๆ ครู รวมถึงเรื่องของการต้องรับมือกับสังคม ซึ่งดิฉันก็จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป แต่ว่าคนกลุ่มแรกเลยที่ผู้ปกครองเด็กพิการนั้นจะต้องติดต่อสัมพันธ์ด้วย ก็จะเป็นกลุ่มของแพทย์และนักบำบัดต่าง ๆ ซึ่งผู้ปกครองรู้สึกว่านี่เป็นความท้าทายอย่างมาก ในขณะที่ตัวเองก็ต้องต่อสู้ภายในตนเองที่จะทำการยอมรับ ปรับความรู้สึกของตัวเองที่จะยอมรับสถานการณ์ที่มีลูกพิการ ก็ยังจะต้องมีการรับมือกับเรื่องของการแพทย์ต่าง ๆ มากมาย ดิฉันจะให้ทุกท่านได้ลองอ่านข้อความจากการสัมภาษณ์เรื่องของความโศกเศร้าและการยอมรับข้อความบนจอนะคะ ก็พูดถึงว่า ดิฉันรู้สึกกลัว และสามีก็รู้สึกกลัวเช่นกัน เราคิดเหมือนกันว่า ถ้าเกิดว่าลูกของเรามีความพิการอย่างมากจะเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้าเกิดเราตายไปลูกจะอยู่อย่างไร และเราก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ ดาวน์ซินโดรม เลยจากข้อความในการสัมภาษณ์จะเห็นว่าผู้ปกครองนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้า เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด และความรู้สึกห่วงกังวลสิ่งหนึ่งที่เราได้ฟังจากการสัมภาษณ์ก็คือเรื่องของการยอมรับ การยอมรับลูกที่มีความพิการนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ประเด็นที่ ๒ มาจากข้อมูลที่พูดถึงเรื่องของสิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เป็นทัศนคติและการปฏิบัติที่มีประโยชน์ ซึ่งได้รับจากคนอื่น ๆ ที่ผู้ปกครองบอกว่าเป็นสิ่งที่เป็นเชิงบวกอย่างมาก ทัศนคติที่มีประโยชน์ หรือเป็นทัศนคติที่มีส่วนช่วยที่สนับสนุน ที่ส่งเสริม นำให้เกิดความหวังและเกิดพลังใจให้กับผู้ปกครอง แต่นอกจากนี้แล้วขณะเดียวกันก็ยังมีทัศนคติที่เป็นเชิงลบ และการปฏิบัติที่เป็นเชิงลบ และทำให้เกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ หดหู่ กดดันและโศกเศร้า และทำลายความหวัง นี่เป็นตัวอย่างของทัศนคติและการปฏิบัติที่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ต่อผู้ปกครองนะคะ สำหรับครอบครัวและเพื่อนสิ่งที่เป็นทัศนคติที่ช่วยเสริมหรือเป็นประโยชน์นั้นเป็นเรื่องของการยอมรับลูกที่มีความพิการ เรื่องของการให้ความเข้าใจ การให้ความหวัง การให้ถ้อยคำหรือการพูดคุยที่เสริมพลัง ที่ให้ความจริงใจ และให้ความรู้สึกมีหวัง สิ่งที่เป็นทัศนคติที่ไม่มีประโยชน์ความไม่จริงใจ การตัดสิน การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการตั้งข้อสงสัย การตัดสินใจและความเชื่อของผู้ปกครองในส่วนของนักวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือนักบำบัดนั้นทัศนคติของการให้ความสนใจ การคิดเชิงบวก ความเมตตา การเสริมพลัง การมีความคิดที่เปิดกว้าง ความยืดหยุ่น รวมถึงการมีความรู้ที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย และทักษะ ส่วนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ช่วยเสริมก็คือเรื่องของการตัดสินการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเชิงลบ ใจที่ปิด ใจที่ไม่ยืดหยุ่น รวมถึงการขาดรู้และทักษะที่จำเป็น ในส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปหรือเดินทางไปในพื้นที่สาธารณะเช่น การไปในรถไฟฟ้า คนที่คุณเจอที่รถไฟฟ้า คนที่คุณเจอที่ร้านอาหาร สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีทั้งเรื่องของทัศนคติ และการปฏิบัติบางคนที่เป็นมุมของที่เป็นประโยชน์ ก็คือการให้ถ้อยคำ หรือการพูดคุยด้วยถ้อยคำที่ให้กำลังใจ ที่ส่งเสริมการยอมรับ การให้ความคิดเชิงบวก การทำความเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญอยู๋ แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือไม่ช่วยก็คือเรื่องของความไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ในรถไฟฟ้าแล้วก็ผู้ปกครองพาลูกที่เป็น ดาวน์ซินโดรม ไป แล้วก็มีคนแปลกหน้าบอกลูกเป็นอะไรให้ลูกกินปลาบ้างไหม ให้ลูกกินปลาอาจจะรักษาได้ให้กินซุปบางอย่างอาจจะรักษาได้ สิ่งเหล่านี้คุณทราบใช่ไหมค่ะไม่ได้มีประโยชน์เลย ไม่ได้ช่วย แต่ว่าส่งผลเสียต่อผู้ปกครองอย่างมากในการได้รับถ้อยคำอย่างนี้ และได้รับการปฏิบัติอย่างนี้ ผู้ปกครองที่ให้การสัมภาษณ์ได้พูดถึงว่าการที่เขาอยู่ใน ฐานะที่ยากจนหรืออยู่ในสังคมที่อยู่ในระดับล่างนั้นจะถูกเลือกปฏิบัติมากกว่าคนที่อยู่ในสังคมระดับกลาง อ่านข้อความที่ 3 ที่พูดถึง นักบำบัดนั้นพูดคุยกับเราอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าการเลือกตัดสินใจของนักบำบัดในการใช้คำต่าง ๆ กับลูกหรือว่าผู้ปกครองนั้นมีความสำคัญ การที่นักบำบัดคนหนึ่งจะพูดกับผู้ปกครองได้ คุณไม่สามารถทำแบบนี้ได้ให้ออกไป หรือบอกว่าไปรออยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้น ไปรออยู่ตรงโน้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สุภาพอย่างมากและไม่ถูกต้อง ประเด็นที่ ๓ เรื่องระบบการให้บริการแล้วก็แนวปฏิบัติในประเทศไทย ดิฉันก็พยายามที่จะวิเคราะห์ แล้วก็หาข้อค้นพบในเรื่องนี้ เพื่อที่ทำให้ระบบแล้วก็บริการต่าง ๆ ดีขึ้นเพื่อที่จะทำให้ระบบแล้วก็บริการต่าง ๆ ดีขึ้นในประเทศไทย ภาพรวมในเรื่องของการให้บริการแรกเริ่มในประเทศไทยก็อยู๋ในช่วงเริ่มต้นและได้รับอิทธิพลเยอะทางด้านการแพทย์ เพราะว่าหมอ อิทธิพลทางด้านการแพทย์จะมาทำเรื่องนี้กันเยอะ แล้วก็หลาย ๆ Program ไปเริ่มในโรงพยาบาล แล้วก็ไปพูดถึงพยาบาลที่เข้ามาช่วย พ่อจะพูดถึงการช่วยเหลือของหรือเข้ามาช่วย พ่อแม่ก็จะพูดถึงเรื่องการช่วยเหลือของพยาบาล ในอเมริกาเป็นเรื่องที่เราจะเห็นได้ไม่บ่อยที่พยาบาลมาทำเรื่องของหรือว่าการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม คือจะต้องมีคนที่เรียนเรื่องนี้ หรือคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเด็กมาทำเรื่องของการให้บริการแรกเริ่ม มีตัวชี้วัดหนึ่งก็คือ ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดเชิงการแพทย์ของคนพิการ เนื่องจากว่าคนเหล่านี้ก็คือทำงานในศูนย์ฟื้นฟูหรือทำงานในคลินิกอีกอันหนึ่งที่เป็นหลักการของการพัฒนาในเรื่องของการเข้าถึงก็มีการให้บริการทั้งภาครัฐและภาคก็มีการให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนถ้าเด็กได้รับการจดทะเบียนเป็นพิการและได้รับการจดทะเบียนเป็นคนพิการก็จะสามารถที่จะเข้าถึงบริการของรัฐได้ แต่ว่าพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน ผู้ปกครองที่อยู่ในการศึกษานี้ก็จะเห็นได้ว่่าการเข้าถึงการบริการต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ เช่น อาจจะเข้าถึงได้ยาก แล้วก็ต้องไปหลายที่ และบางคนก็ต้องออกจากงานเพื่อพาลูกไปรับบริการต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องคุณภาพการให้บริการ พ่อแม่ก็รู้สึกว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าออกบ่อย แล้วก็จะมีเรื่องของการขาดการอบรมแล้วก็เรื่องของการที่ พ่อแม่ยังบอกอีกว่า มีการจัดกลุ่มที่ไม่เหมาะสม แล้วก็เด็กที่มีทักษะสูงหรือว่าทักษะที่มีความแตกต่างกันก็มาจัดกลุ่มด้วยกัน แล้วอีกอันหนึ่งก็เหมือนกับเป็นบูธแคมป์ค่อนข้างเครียดกฎระเบียบเยอะ แล้วอีกอันหนึ่งไม่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล และอีกด้านหนึ่งก็มีบริการบางอย่างที่ได้รับผลสะท้อนในเชิงบวก อันแรกคือการบำบัดที่ได้มีประสิทธิผลคือจะต้องเห็นความสำคัญกับบุคคล ให้ความสนใจกับเด็ก แล้วก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนว่าเคล็ดลับอะไรต่าง ๆ แล้วก็รวมทั้งมีการเปิดเผย แล้วก็สามารถดัดแปลงได้ก็มีนิยามว่าสร้างที่ดีเป็นอย่างไร ชอบช่วยเหลือสนับสนุนบอกข้อมูลให้ทราบก่อน หรือความเปิดใจ แล้วก็ส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมผู้ปกครองหลายคนก็ให้บริการแก่ลูกที่บ้านเองก็มี ดิฉันรู้สึกดีใจมากที่ได้ยินเรื่องนี้ ที่ได้เห็นพ่อแม่ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นหัวข้อย่อยในเรื่องนี้ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือนักบำบัดบ่อยครั้งก็จะใช้วิธีการที่ค่อนข้างเป็นเชิงบังคับมากเกินไป อย่างเช่น นักบำบัดบอกว่าเดี๋ยวดิฉันช่วยเอง แล้วก็มากระชากมือไป นี่ไงทำไปแล้ว ทำซิ ทำเลย คือเป็นวิธีการสอนแบบบังคับ ผู้ปกครองท่านหนึ่งก็พูดว่าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องตะโกน ฉันจะต้องสอนกี่ครั้งทำไมถึงจำไม่ได้ ทำไมถึงสอนหลายครั้งยังทำไม่เป็นอีก อีกผลสะท้อนหนึ่งก็คือมีการใช้ไม้ตีบนพื้นบนพื้น เวลาที่เด็กทำอะไรผิดก็มีการไปตำหนิ แล้วเราจะสงสัยหรือไม่ว่าทำไมถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น คือดิฉันคิดว่านักบำบัดก็อาจจะไม่ได้คือฉันจำไม่ได้ว่าอยากจะให้เป็นอย่างนั้นไหม ดิฉันยังนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ดิฉันก็อยากจะรู้ว่าทำไม หลาย ๆคนถึงได้ใช้วิธีการเหล่านั้น ถ้าคุณรู้เหตุผลก็บอกเขาหน่อย หัวข้อที่ ๔ เป็นเรื่องของความท้าทาย ผู้ปกครองก็พูดถึงเรื่องของความกังวลในหลาย ๆ ประเด็นเลย ตั้งแต่เรื่องของการวินิจฉัย เรื่องการร้องเรียน เรื่องของระบบการหาข้อมูลอะไรต่าง ๆ นักวิชาชีพ การไปต้องไปจัดการเรื่องพฤติกรรมของเด็ก การไปข้างนอก การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ แม้กระทั่งการที่ต้องมาพูดคุยกับคนในครอบครัวหรือความกังวลเรื่องของอนาคตต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความท้าทายที่พบ อย่างที่ดิฉันได้บอกไปแล้วถ้าเกิดเป็นผู้ปกครองที่มาจากกลุ่มของคนที่ใช้แรงงาน เขารู้สึกว่ามีความกดดันมากจากสังคม แล้วก็มีความยากลำบากหลายประการ สิ่งที่ผู้ปกครองบอกก็คือ เช่น ดิฉันก็อยากจะบอกว่าอยากให้พื้นที่พวกเราในสังคมบ้าง อยากให้ให้โอกาสกับเด็กพิการบ้าง เพราะทุกวันก็เป็นสิ่งที่ยากสำหรับเรา แล้วสังคมก็ทำให้ยากขึ้นไปอีก เพราะว่าเมื่อเราไปที่ไหนก็ตามเรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า เป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น และไม่ได้รับการต้อนรับ เป็นเหมือนกับตัวประหลาด ทำไมคนอื่น ๆ จึงมองเราแบบนั้น ดิฉันไม่สามารถที่จะอธิบายความรู้สึกเหล่านี้ของผู้ปกครองได้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ ประเด็นที่ ๕ ก็คือเรื่องของผลลัพธ์ที่เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของผู้ปกครองที่มีลูกเป็นเด็กพิการ ผู้ปกครองทุกคนนั้นเรียนรู้ได้พูดตรงกันว่าเขาได้เรียนรู้เรื่องของการปรับตัว เรื่องของการที่จะก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นต่าง ๆ และเป็นสิ่งที่เป็นผลลัพธ์เชิงบวกเมื่อได้เห็นลูกพิการของตนเองได้พัฒนาขึ้น เป็นสิ่งที่มีความหมายมาก และเมื่อได้เห็นว่ามีการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาการรู้รักปรับตัวต่าง ๆ และได้เห็นว่าผู้ปกครองสามารถที่จะมีโอกาสสนับสนุนผู้ปกครองคนอื่นเหมือนกัน เพื่อที่จะช่วยให้เขาสามารถที่จะปรับเปลี่ยนและดำรงชีวิตได้ เชิงบวกที่สำคัญมาก มีผู้ปกครองคนหนึ่งบอกว่า ฉันรู้สึกว่าฉันโชคดีที่มีลูกชายที่เป็นคนพิการคนนี้ เพราะว่าเขาเป็นครูของฉัน เพราะว่าเขาสอนฉันหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ฉันจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเรามีความสามารถมากขนาดไหน และมนุษย์นั้นมีความสามารถจนเมื่อฉันได้มีลูกคนนี้ และดิฉันได้มีความเมตตามากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ได้มองเห็นโลกที่มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น ฉันรู้สึกชื่นชมในสิ่งนี้เป็นอย่างมากสิ่งที่ดิฉันอยากจะกล่าวในประเด็นนี้ก็คือ ถ้าดิฉันสามารถที่จะให้ข้อแนะนำหรือข้อเสนอแนะสำหรับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นผู้จัดบริการต่าง ๆ ในประเทศไทยสำหรับผู้จัดบริการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่เป็นโรงพยาบาลผู้จัดบริการต่าง ๆ ส่วนมากผู้ปกครองจะบอกว่าเมื่อเขามีลูกพิการเขาจะต้องไปที่โรงพยาบาลบ่อยครั้งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นครอบครัวที่อาจจะไม่ได้มีฐานะดีนั้น มีภาระที่จะต้องเดินทางไปโรงพยาบาลและมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถ้าเกิดว่าเราสามารถที่จะให้มีการคำนึงถึงการจัดบริการ ซึ่งเป็นบริการที่ไม่จำเป็นต้องไปรับบริการที่โรงพยาบาล หรือที่คลินิกเท่านั้นก็จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ การเข้าใจเรื่องของความท้าทายของครอบครัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีฐานะยากจนการยอมรับหรือการปรับการทำงานที่ยอมรับครอบครัวเป็นศูนย์กลาง การเข้าใจและการพัฒนาการทำงานของเราในเชิงปฏิบัติด้วยความเข้าใจมากขึ้น การมีความคิดที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น การให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับครอบครัวในการตัดสินใจ รวมถึงการเรียนรู้สิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางอารมณ์ และเรื่องของการเข้าใจเด็กในภาพรวม การประสานงานกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ รวมถึคคให้เด็กมีกำลังใจหรือแรงบันดาลใจ กระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ เวลาที่ดิฉันถามผู้ที่ร่วมในการสัมภาษณ์ว่าคุณหมอเป็นอย่างไรครับ ดิฉันอยากจะให้คุณหมอได้พูดถึงสิ่งที่เป็นบวกเกี่ยวกับเด็กพิการบ้าง ดิฉันทราบว่าสิ่งนี้ก็ในฐานะที่คุณเป็นแพทย์หรีอว่าคุณเป็นนักบำบัดนั้นการเรียนรู้ของคุณมาจากเรื่องของการมุ่งแก้ปัญหา ฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าคุณจะพูดถึงปัญหา แล้วก็พยายามที่จะพัฒนาปัญหาหรือว่าพัฒนาความบกพร่องให้พัฒนาขึ้น แต่ว่าสำหรับผู้ปกครองนั้นเขาบอกว่า อยากให้แพทย์และนักบำบัดนั้นพูดถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์พูดสิ่งอื่นนอกจากปัญหาบ้าง และสำหรับสังคมนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ สังคมจะเดียว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ปกครองสามารถที่จะเข้าถึงบริการ หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบริการได้มากขึ้นทำอย่างไรที่เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีม ทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ในต่างองค์กร มีการเชื่อมประสานกันมากขึ้น เพราะว่าเราจะสามารถทำให้การทำงานของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น โรงเรียน โรงเรียนก็เป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก เด็กพิการหลายคน จริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ตั้งการที่จะให้ลูกของตัวเองเรียนร่วมกับเด็ก ๆ คนอื่น ในประเทศไทยนั้นดิฉันทราบว่าก็มีการส่งเสริมเรื่องนี้มากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าท่านวิทยกรครั้งนี้หลายท่านจะกล่าวถึงเรื่องของ incrusive educationหรือว่าการเรียนรวมมากขึ้น ในเรื่องของการพัฒนาทักษะให้กับนักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ที่เราควรจะมุ่งไปในเรื่องของการพัฒนางานวิจัย ในเรื่องของพัฒนาการเด็ก ดิฉันหมายถึงเราควรจะสามารถที่จะนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ประโยชน์ที่เราทำได้มากยิ่งขึ้น มีหลายประเด็นที่เราสามารถใช้ประโยชน์เราควรจะเข้าใจเรื่องของ สมอง เรื่องของการทำงานมากยิ่งขึ้นเส้นประสาทของสมองประมาณ ๑ ล้านเส้น จะเกิดขึ้นใหม่ทุก ๆ วินาทีในช่วงวัยเด็ก และสถาปัตยกรรมโครงสร้างของสมองก็จะเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างเส้นประสาทต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของสมอง หมายถึงอะไร อยู่ในช่วงระยะแรกเริ่มถ้าเด็กที่พิการก็จะเป็นเรื่องของการสร้างสมองให้กับเด็ก ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรจะต้องเข้าใจในเรื่องของการพัฒนาสมองของเด็กเป็นอย่างมาก แล้วก็ในการที่จะสร้างการเชื่อมต่ออะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอในอนาคต เรื่องของการปฏิสัมพันธ์ของยีนส์ เพราะฉะนั้นจะมีเรื่องของวิทยาศาสตร์และในเรื่องของ เช่น ยีนส์ยีนส์ก็คือจีน แต่ว่าประสบการณ์ก็จะเป็นอีกสถาปัตยกรรมอีกอันหนึ่ง ก็คือจะเป็นทั้งวิทยาศาสตร์ และเรื่องของประสบการณ์ และจากนั้นก็จะเป็นเรื่องความเป็นเด็กของเขา เขารู้สึกอย่างไร เขาเป็นใคร แล้วเขามองโลกภายนอกรอบตัวของเขาอย่างไร สำคัญในการที่จะพัฒนาสมองของเขา หรือว่าการเรียนรู้ของเขา หรือว่าอีกอันหนึ่งต่อมาก็คือเรื่องของสถาปัตยกรรมของสมองที่เกี่ยวกับเรื่องความเครียดต่าง ๆ สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ก็คือเราอยู่กับลูกของเราอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญมาก ในฐานะนักปฏิบัติเราจะต้องมาดูว่าสิ่งที่เราพูดหรือทำนี้จะทำให้เกิดความเครียดในตัวของเด็กหรือเปล่าเกิดสิ่งนั้น ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว เพราะฉะนั้นถ้าดูแลตั้งแต่แรกเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะฉนั้นความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของสมอง หลังจากที่อายุช่วงวัยเด็กลดลง หลังจากที่วัยเด็กหายไปความสามารถของสมองในการที่จะตอบสมองก็จะเริ่มลดลง แต่ว่าลักษณะสมองก็จะการตอบสนองของสมองต่อประสบการณ์ก็จะเริ่มในช่วงวัยเด็กเช่นเดียวกันเราสามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ได้ ดิฉันอยากจะขอจบด้วยคำพูดที่คิดว่าตรงมาก ดิฉันมาอยู่ที่นี่ประมาณ 15 ปี แล้วดิฉันก็คิดว่าคำพูดนี้ก็ใช้ได้กับทุกคนวิธีที่คุณเป็นก็สำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่คุณทำในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเด็กทารก เด็ก แล้วก็ครอบครัวของพวกเขา อันนี้เป็นคำพูดของคุณชาลี เอ็ดพอลดิฉันก็หวังว่าทุกคนจะได้ข้อมูลเชิงบวกเชิงลึกที่ดิฉันเสนอไปไม่มากก็น้อยขอบคุณมากค่ะ [เสียงปรบมือ]ขอบคุณมากค่ะ ดอกเตอร์เพลิน ถ้ามีคำถามก็ไปติดต่อกับดอกเตอร์ได้เลยขอขอบคุณมากสำหรับนำเสนอที่มีข้อมูลเยอะมากเลย ดิฉันก็มีลูกพิการ ในฐานะที่เป็นพ่อแม่สิ่งที่ได้พูดถึงใช่ค่ะ พวกเราก็เคยเจอปัญหาเหล่านี้เหมือนกัน แต่ว่าเรารู้สึกเหมือนกันว่าการที่มีลูกพิการก็ทำให้พ่อแม่อย่างเรารู้สึกดีได้เหมือนกันจริง ๆ แล้วพ่อแม่ทุกคนก็พูดแบบนี้ ปรบมือให้เธออีกครั้งหนึ่งครับ [เสียงปรบมือ]ตอนนี้เรามีเวลา มีคำถามอะไรไหม เนื่องจากว่าตอนนี้วิทยากรอีก ๑ ท่านมาไม่ถึงมีคำถามไหม ยังไม่มีใช่ไหม หรือจะเขียนบนกระดาษก็ได้ ไม่ต้องอายนะคะ ท่านหนึ่งอยากจะแลกเปลี่ยน ได้สัมภาษณ์คน2 กลุ่มใช่ไหมคะ ก็คือสำหรับกลุ่มที่ทำงานในเหมือนมาจากคนที่เป็นแรงงานด้วย ฉะนั้นสำคัญที่จะสามารถขอความช่วยเหลือที่จำเป็นได้ใช่หรือไม่ ใช่ไหมครับ ผมคิดว่านี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญด้วย เพราะว่ามีหลายคนที่อาจจะ โดยเฉพาะคนที่อาจจะมาจากกลุ่มที่เป็นชนชั้นล่าง เขาอาจจะมีความท้าทายหรืออุปสรรคในชีวิตหลายอย่างในความกดดัน ใช่ค่ะ เช่นแม้ว่าการศึกษานี้จะเป็นกลุ่มการศึกษาที่กลุ่มไม่ใหญ่มี ๒ กลุ่มที่อยู่ในการศึกษานี้ แต่ว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นต่างกันจริง ๆ ใน ๕ ประเด็นที่ดิฉันทำการศึกษา วิธีการที่เขาสื่อสารมาก็ต่างกัน เนื่องจากว่าเป็นเรื่องการศึกษาในเชิงปรากาฏการณ์ ก็อยากรู็เหมือนกัก็ทำให้ฉันอยากรู้เหมือนกันเรื่องความแตกต่างในสังคมมีอะไรบ้าง ผมชื่อทวี มาจากมหิดลเหมือนกันในงานศึกษาของคุณจะเห็นว่าจะมีหลายหัวข้อ และมีข้อค้นพบอีกหลายอย่าง สิ่งที่คุณคิดว่าที่เป็นของค้นพบที่ใหม่ที่สุด คืออะไร ซึ่งอาจจะแตกต่างจากการศึกษาด้านอื่น ๆ ข้อ ๒ ก็คือคุณจะเห็นว่ามีหลายหัวข้อที่คุณนำเสนอ ในแต่ละหัวข้อ แต่ละหัวข้อมีการเชื่อมโยงอะไรกันไหม ไม่แน่ใจ คำถามแรกก็คือว่า มีข้อค้นพบไหนที่จะใหม่ที่สุด น่าแปลกใจที่สุด แล้วก็ข้อที่ 2 ก็คือแต่ละหัวข้อเชื่อมโยงกันอย่างไร ข้อแรก เนื่องจากว่าดิฉันเองก็มีความคาดหวังแล้วก็มีความสนใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ฉันก็ค่อนข้างแปลกใจที่มีผู้ปกครองบอกว่ามีนักบำบัดบางคนใช้วิธีการแบบบังคับ คือประเทศไทยได้แนวคิดเรื่องของเชิงการแพทย์สำหรับด้านคนพิการมาค่อนข้างนาน อเมริกาก็เป็นเหมือนกัน แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจัดให้เป็นระบบระบบในประเทศไทยอย่างไร จะเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นวิธีการที่เราเรียกว่า medical modelในอเมริกาอย่างที่ดิฉันได้พูดไปก่อนหน้านี้ก็มีอิทธิพลของ EI ในการพัฒนาการเด็กเหมือนกัน เช่น ทำให้พ่อแม่รู้สึกสบาย เป็นกันเองแต่ว่าเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่ว่าเพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีจะทำการศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นในประเทศไทยข้อที่ 2 ที่ถามว่า แต่ละปีเชื่อมโยงกันอย่างไร ดิฉันคิดว่าธีมที่ 1 ที่จะเป็นคล้าย ๆ เชื่อมโยงกับธีมอื่น ๆ ที่เหลือก็คือการเดินทางของพ่อแม่ ในเรื่องของการวินิจฉัย เรื่องของการให้บริการต่าง ๆ อันนี้ก็จะเป็นธีมที่เชื่อมโยงหัวข้ออื่น ๆ เข้าด้วยกัน เช่นเช่น การสังเกตความผิดปกติเรื่องของการโศกเศร้า การบำบัดต่าง ๆ ถ้าคุณสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีปัญหาในเรื่องของขั้นต่อไปด้วย เราออกไปแล้วก็ไปเจอปัญหาอื่น ๆ หลังจากที่ดิฉันได้ทำงานศึกษานี้ ดิฉันก็ได้ไปเจอกับพ่อแม่กลุ่มเรนโบว์ เป็นกลุ่มผู้ปกครองแล้วก็เมื่อดิฉันได้มีโอกาสได้เล่าถึงประเด็นที่ดิฉันอยากจะศึกษาวิจัยและได้รับฟังจากพวกเขาก็เห็นว่ามีสิ่งที่พวกเขาบอกกับดิฉัน เขาบอกว่าจำได้ใช่ไหมคะ ที่ดิฉันมี chart ให้ดูในเรื่องเส้นทางการเดินทางของคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกมีความพิการ แล้วก็ทำความเข้าใจ แล้วก็พยายามบำบัดแก้ไขเป็นวงจรต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด เพราะว่าเมื่อลูกจากเด็กเล็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น กระบวนการนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้ออาจจะต้องไปพบหมอ พบนักบำบัดอีกครั้งหนึ่งและค้นหาว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แล้วก็หาหนทางรับมือกับสิ่งเหล่านี้แล้วก็ปรับตัว ขอบคุณค่ะเช่นเดียวกันกับประสบการณ์ของดิฉันเลย เพราะว่าตอนนี้ลูกดิฉันก็กำลังเป็นวัยรุ่นค่ะ นี่ก็เป็นกระบวนการที่เราต้องเข้ามาทำความเข้าใจเรียนรู้ลูกของดิฉันนั้นเกิดเป็นคนหูหนวก แต่ว่าได้มีการผ่าตัดปลูกประสาทหูเทียมแล้วหลังจากนั้น ใน 10 ปีที่แล้วในอดีตข้อมูลมีน้อยมาก หลายอย่างเป็นเรื่องที่ดูน่าหวาดกลัว เป็นเรื่องที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ปัจจุบันนี้พัฒนามากขึ้น เรื่องของศูนย์การศึกษาพิเศษที่เป็นแหล่งข้อมูล ให้ข้อมูล ให้ความเข้าใจ มีการแก้ไขการพูด มีการบำบัดต่าง ๆ ที่พัฒนาก้าวหน้าแม้ว่าจะไม่ได้พัฒนาก้าวหน้ารวดเร็วอย่างที่ใจเราอยากให้เป็นแต่ก็เห็นว่ามีมีครอบครัว ผู้ปกครองที่รวมตัวกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้วก็ช่วยกันในการเปล่งเสียง ในการพิทักษ์สิทธิในการพูดคุยเจรจาให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายและบริการต่าง ๆ ดอกเตอร์สมพรนั้นท่านเป็นผู้อำนวยการของศูนย์การศึกษาพิเศษท่านเองก็ช่วยพวกเราอย่างมากมาย แล้วก็อาจารย์ดอกเตอร์มะลิวัลย์เช่นกัน เรามีเรื่องของการพัฒนานักบำบัดต่าง ๆ และปัจจุบันนี้เรามีประมาณ 16 ศูนย์ เรามีศูนย์ต่าง ๆ ที่ให้บริการและมีการพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ก็เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากขึ้น ในประเทศไทยของเราเป็นอย่างมาก ใช่ค่ะ ดอกเตอร์เพลินบอกดิฉันตื่นเต้นมากมาก และดิฉันจริง ๆ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยมาประมาณสัก ๑๑ ปีแล้ว ดิฉันจำได้ว่ากรุงเทพฯ ไม่มีอะไรเลย ประเทศไทยยังไม่มีอะไรเลย แล้วดิฉ้นต้องพยายามเรียนรู้หาทางหลาย ๆ สิ่ง ดิฉันกลับมาแล้วรู้สึกว่าตอนนี้มีหลายสิ่งที่ก้าวหน้าไปมาก ดิฉันดีใจมาก แน่นอนยังมีอีกหลายสิ่งที่เราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงเราเห็นเลยว่าสามารถจะเข้าถึงบริการหลายอย่างได้มากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันยินดีมาก นี่เป็นมุมมองจากดิฉันคุณมีคำถามอื่น ๆ อีกไหมครับ สวัสดีทุกท่านครับ การนำเสนอของคุณยอดเยี่ยมมาก แล้วก็มีข้อมูลเชิงลึกแล้วก็ผมได้เรียนรู้เยอะเลย แล้วก็ข้อเสนอและข้อที่คุณนำเสนอ คุณบอกว่าคุณคือคุณมีข้อแนะนำสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วนเลยก็คือว่าการศึกษาของคุณนี้จะมีผลกระทบต่อคนพิการในภาพรวมได้อย่างไร ขอบคุณครับ ดิฉันหวังว่าดิฉันพยายามที่จะขายภาพโลกที่เป็นอุดมคตินิดหนึ่ง ว่าสังคมแบบนี้ดิฉันก็หวังว่าวันหนึ่งเราคงจะไปถึงที่นั่น แต่ไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้นว่าจะไม่เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดดิฉันอยากจะทำในการทำในการศึกษานี้ก็คืออยากจะให้เห็นประสบการณ์ผู้ปกครองในประเทศไทย คือกลุ่มที่ดิฉันศึกษาด้วยก็จะเป็นกลุ่มที่ให้บริการ ก็คือคนที่ทำงานกับครอบครัวและเด็กทุกวัน และดิฉันอยากจะให้ผลการศึกษานี้ไปมีผลกระทบกับคนเหล่านั้นมากที่สุด เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่สำคัญมากในการที่จะช่วยเด็ก ช่วยครอบครัว แล้วก็ต้องมาดูว่าวิธีการที่ทำทำอย่างไร นักการยภาพบำบัดต่าง ๆ เขาจะพูดะถึงว่าเราเป็นอย่างไรตอนนี้ หรือวิธีการที่เราสื่อสาร เราให้ความช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหน ได้ดีมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะบรรลุในการศึกษานี้ดิฉันคิดว่าถ้าจากการวิจัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้ที่จัดบริการ ไม่ว่าจะเป็นนักบำบัดต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจมาก นุ่มนวลมากขึ้น เป็นเชิงบวกมากขึ้นดิฉันจะเชื่อว่างานของดิฉันประสบความสำเร็จค่ะแล้วก็ ผมอยากจะขอถามว่ามีสมาคมอะไร ผมอยากสอบถามว่าที่อเมริกามีสมาคมผู้สูงอายุคนพิการที่เป็นคนพิการ อยากให้มีจัดตั้งที่ประเทศไทย อยากถามประสบการณ์นี้ครับช่วยถามอีกทีหนึ่งได้หรือไม่คะสมาคมผู้สูงอายุสำหรับคนพิการที่อเมริการนี้มีหรือไม่ครับก็คือไม่ใช่เออเรียมเทอร์เมนชั่นใช่ไหมคะ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีสมาคมเช่นนั้น แต่เนื่องจากว่างานของดิฉันจะมุ่งให้การช่วยเหลือระยะแรกเริ่มก็คือทำานกับเด็กมากกว่าดิฉันอาจจะไม่มีรายละเอียดในส่วนนั้นค่ะแต่ดิฉันเชื่อว่ามี ในรายละเอียดดิฉันอาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดนัก ต้องขออภัยที่อาจจะให้ข้อมูลที่จะให้ข้อมูลสำหรับคำถามนี้ได้ไม่เต็มที่นะคะนอกจากนี้มีคำถามอื่น ๆ ที่อยากจะถาม ดร.เพลิน อีกไหมขอบคุณมากค่ะ ขอเสียงปรบมือให้กับดอกเตอร์เพลิน ขอบคุณมาก ๆ นะคะ คุณนิว กำลังเดินทางมา ซึ่งท่านจะมาให้การกล่าวต้อนรับนะครับ คุณจะขึ้นมา รบกวนท่านขึ้นมาบนเวทีได้ไหม ขอเรียนเชิญคุณมิวมูรต ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรม จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย สวัสดีตอนเช้าทุกท่าน ผมนิลมูราตะ ผมเป้นผู้ช่วยทูตอเมริกา ประเทศไทย ก่อนอื่นผมอยากจะขอขอบคุณที่ทุกคนมาที่นี่วันนี้ แต่ละท่านก็เป็นผู้นำในด้านการศึกษา ผมเองก็เคยเป็นครูและทราบว่างานนนี้หนักแค่ไหน แล้วก็การที่คนมาพูดคุยกันทีนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีมาก ก่อนอื่นผมก็อยากจะขอขอบพระคุณดอกเตอร์มะลิวัลย์ และมูลนิธิการศึกษาคนหูหนวกที่ให้การสนับสนุน แล้วก็อยากจะขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชสุดา ในการที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการผมจะขอพูดสั้น ๆ ก็แล้วกัน เพราะว่าตอนนี้ คุณกำลังหิวกันอยู่ ผมไม่อยากจะกวนเวลานี้ผมอยากจะพูดถึง 2 - 3 เรื่องว่าทำไมการประชุมเชิงวิชาการนี้ถึงสำคัญในภาพรวมสิ่งที่เราได้ทำว่ารัฐบาล สหรัฐอเมริกาได้ช่วยการศึกษาอย่างไร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผมก็ทำงานให้กับสถานทูตอเมริกามาประมาณ ๑๒ ปีแล้วเช่น เรื่องของการให้การสนับสนุน ให้การสอนกับเด็กหูหนวกให้การสอนเรื่องภาษาให้กับเด็กหูหนวก แล้วก็หลังจากนั้นผมก็เป็นนัการทูต ผมก็มาทำเรื่องการศึกษาของเด็กหูหนวกเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว และได้รู้จักกับอาจารย์มลิวัลย์ แล้วก็โรงเรียนในประเทศไทย ในกรุงเทพ ที่จะช่วยในเรื่องการสนับสนุนอะไรหลาย ๆ เรื่อง เรื่องของการศึกษาพิเศษก็มีบทบาทที่สำคัญมากในการที่ช่วยในเรื่องของคนหูหนวก การศึกษาเพื่อทุกคนคืออะไร การศึกษาเพื่อทุกคนหมายถึงว่านักเรียนทุกคนไม่ว่าจะมีความสามารถหรืออะไรก็แล้วแต่จะต้องมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องการคนอย่างพวกคุณนี่เแหละ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ครูหรือพนักงานหรือครอบครัวที่จะมาช่วยนักเรียนเหล่านี้ที่มีความพิการ ในการที่จะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สิ่งหนึ่งที่เราในการทำงานอย่างหนักจากภาคของรัฐบาลเอเมริการก็คือเราก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม ครอบครับ เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันด้วย เช่น นักเรียนอาจจะต้องได้รับล่ามภาษามือ นักเรียนตาบอดก็จะต้องได้รับอักษรเบลล์และนักเรียนที่มีความพิการทางสติปัญญาได้อยู่ในชั้นเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่มาก และมีการ Support สนับสนุนที่ทำให้ได้รับการศึกษาที่มี คุณภาพ และอันนี้ต้องจัดการศึกษาให้มีความเท่าเทียมสำหรับทุกคน และนี่เป็นสิ่งที่ทางสหรัฐอเมริกาเองเราก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้และเราต้องการที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการศึกษาในประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัยกาละเดชที่อเมริกาซึ่งเป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก จะคุ้นเคยกับชื่อของมหาวิทยาลัยการเด็ท ซึ่งเป็นมหวิทยาลัยที่ได้ให้การศึกษาสำหรับคนหูหนวกแล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของการใช้ภาษามือ เพื่อนของเราในกรุงเทพหลายคนนั้นก็ได้มีส่วนสำคัญในการผลักดันคุณภาพการศึกษาที่ดีในประเทศไทยผมเองนั้นมีโอกาสอันดีที่ได้ทำงานร่วมกันกับทั้งมหาวิทยาลัยกับทางมูลนิธิ และได้เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้ส่งเสริมให้นักเรียนไทยหลายคนได้ไปเรียนที่อเมริกา ที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาก็สามารถได้เรียนรู้วัฒนธรรม นักเรียนหูหนวกที่เป็นนักเรียนไทยที่ไปเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนหูหนวก และได้ไปเรียนในหลายโรงเรียนที่นั่น แล้วก็ได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่เราสามารถเชื่อมโยงคนที่มาจากภูมิหลังที่ต่างกัน ความพิการนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของความอ่อนด้อย แต่วา่เป็นเรื่องของความแตกต่าง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ความพิการนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายให้เราค้นหาที่จะทำงานร่วมกันอย่างดีมากขึ้น และการพูดคุยแลกเปลี่ยนของเราไม่ว่าจะเป็นระหว่างการร่วมกันบรรยาย รับประทานอาหาร หรือระหว่างช่วงเบรก ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะมีส่วนช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน และพัฒนาเราซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป และทำให้เราสามารถจะส่งเสริมให้นักเรียนของเรา นักศึกษาของเรา ประสบความสำเร็จในการศึกษา ถ้าเราสามารถที่จะเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาร่วมในกระบวนการต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และการศึกษาพิเศษนั้นถ้าเราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ให้กับผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และกระตือรื้อต้นในกระบวนการศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญ ท่านดอกเตอร์มาลิวัลย์ทำงานอย่างหนักการศึกษาในประเทศไทยเพื่อจะทำให้ผู้ปกครองนั้นได้เข้าใจและเสริมพลังผู้ปกครองให้มีบทบาทช่วยส่งเสริมลูกของตนในเรื่องของการศึกษา นักศึกษาเองเช่นเดียวกัน ข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ และเสริมพลังให้กับผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู หรือนักวิจัยต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะทำหน้าที่ให้ความรู้กับนักเรียน และขอบคุณมากสำหรับทุกท่าน โดยเฉพาะนักการศึกษาที่ทำงานในชั้นเรียนต่าง ๆ อย่าลืมนะครับ สิ่งสำคัญก็คือตัวของคุณ ตัวของคุณนั้นเป้นชีวิตที่เป้นตัวอย่างสำคัญให้กับนักเรียน คุณครู โดยเฉพาะคุณครูนักเรียนหูหนวกทุกท่านผมขอให้กำลังใจทุกคนที่จะใช้ภาษามือแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนหูหนวกของคุณ นักเรียนตาบอดก็ต้องการคุณครู ในชั้นเรียนของนักเรียนตาบอดที่เป็นตัวอย่างเช่นกันหรือว่าการเป็นตัวอย่างในด้านอื่น ๆ และผมอยากที่จะพูดถึงในสมัยที่ผมเป็นครู ผมทำงานกับนักเรียนพิการทางการเคลื่อนไหวผมมีนักเรียนที่ใช้ไม้ค้ำยัน ใช้วิวแชร์ที่ใช้ครัช ที่ใช้ไม่ค้ำยัน ที่ใช้วิลแชร์5 คน และในเวลานั้นเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า Workshop แล้วตอนแรกนักเรียนของผมนั่งวิวแชร์ไม่สามารถเข้ามาในห้องเรียน ไม่สามารถเข้ามาในห้องเรียนได้ เพราะว่าไม่มีทางลาด เราก็ไปทำทางลาดด้วยกัน แล้วเราก็เรียกว่าเป็น Workshop หรือว่าเป็นโรง ที่เป็นโรงฝึกที่เราสามารถทำทางลาดและเข้ามาในห้องเรียนเราก็ทำร่วมกับคนในชุมชน แล้วก็ทำทางลาดมาในห้องเรียน ผมอยากจะบอกว่าการพัฒนาการศึกษาสำคัญมาก ต้องวางรากฐานที่สำคัญให้นักเรียนเรารู้ว่าไม่มีอุปสรรคที่จะทำให้นักเรียน หรือกีดกั้นนักเรียนไม่ให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ นักเรียนพิการ เรามีสิ่งที่เรียกว่า อินครูชั่นอินฟอเมซี่ เป็นเรื่องของการพยายามที่จะให้มีส่วนร่วมกับทุกคนโดยเฉพาะนักเรียนที่มาจากพื้นเพต่างกันอาจจะเป็นกลุ่มชายขอบต่าง ๆ ที่มีความแตกต่าง ทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการ และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในสังคม ฉะนั้นนโยบายที่คำนึงถึงเรื่องการนับรวมทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ในประเทศไทยเองนั้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมคนพิการต่าง ๆ การทำงานร่วมกับภาครัฐก็เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะทุกท่านที่เป็นครูขอความกรุณาที่จะคำนึงถึงการพูดคุยกับรัฐบาลท้องถิ่นให้เขามีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะเราในฐานะที่เราเป็นครู เป็นนักการศึกษาที่จัดบริการให้กับนักเรียน ให้กับนักศึกษาของเรา ขณะเดียวกันให้กับภาครัฐ เพื่อให้เขาสามารถทำสิ่งเดียวกัน ก็คือจัดบริการและทำนโยบายต่าง ๆ เพื่อความเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็ก ๆ เป็นสิ่งสำคัญครับ ยิ่งเราเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี เราควรจะให้รู้ว่าทุกคนควรจะได้รับบริการในการพัฒนาด้านการสื่อสาร ใช้ภาษาที่เหมาะกับเขากับเขา และอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า เราไม่ได้ต่อสู้แต่เพียงลำพัง คนพิการ ครอบครัวคนพิการในพื้นที่ห่างไกล ชนบทอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว ตามลำพัง แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้ต่อสู้ตามลำพัง เราควรจะเชื่อมโยงรวมตัวกัน แห่งการเรียนรู้ ทำอย่างไรที่จะทำให้ชั้นเรียนของเราเป็นชั้นเรียนที่มีความเป็นเลิศ ทำอย่างไรที่เราช่วยกันสนับสนุนการศึกษาพิเศษของเรา แล้วก็มีการริเริ่ม มีการระดมทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เกิดกฎหมายเพื่อที่จะให้ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในเรื่องของการศึกษาสิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมาก โดยเฉพาะที่ผมทำงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะมาทำงานต่อไป อนาคตมีความสดใส นักเรียนของคุณจะต้องมีอนาคตสดใสมากกว่าพวกเรา จะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าดีกว่า จะต้องพูดภาษาอังกฤษดีกว่า ไม่มีอุปสรรคในการที่จะทำสิ่งนี้ ผมจะจบแล้วนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะต้องไปทานข้าวแล้ว ในฐานะที่เราเป้็นผู้ให้การศึกษา แล้วผมอยากจะขอขอบคุณดอกเตอร์มะลิวัลย์และมหาวิทยาลัยราชภัฎดุสครั้งนี้ขึ้น เพื่อที่เราจะมีโอกาสที่เท่าเทียม มากยิ่งขึ้นสำหรับนักเรียนพิการของเรา และเพื่อเราจะสามารถที่จะสร้างโอกาสที่เท่าเทียม การศึกษาที่มีคุณภาพให้กับทุกคนในประเทศ มากนะครับทุกท่านที่ได้ให้โอกาสผมได้พูดคุยกับทุกท่าน และผมเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยมที่มีประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุดอยากให้ทุกท่านใช้โอกาสนี้ที่จะทำความรู้จักเพื่อใหม่ ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพื่อที่เราจะสร้างและเสริมพลังซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาพิเศษนี้ นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก ที่เราจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นต่อเนื่องและเข้มแข็งยิ่งขึ้นความร่วมมือร่วมกัน ขอบคุณดอกเตอร์มะลิวัลย์ ขอบคุณทางราชภัฏสวนสุดิต ขอบคุณทุกท่านครับขอบคุณท่านนิลมูราตะตอนนี้หลายท่านคงจะหิวกันแล้วนะครับทุกคนหิวแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะไปทานอาหารกลางวันกันแล้วเรามีอาหารกลางวันจัดให้ที่ชั้น 1 เพราะฉะนั้นเดี๋ยวทุกท่านลงไปที่ชั้น ๑ แล้วเรากลับมาที่นี่อีกคร้ั้งเวลาก็คือ 13.00 น. สำหรับการนำเสนอในช่วงบ่าย ขอบพระคุณครับ