--- title: (รอบบ่าย) The 8th International Symposium on Special Education (ISSED) : Update Theory & Practice subtitle: date: วันพุธที่ 18 กันยายน 2562 เวลา 12.03 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ขอทุกท่านเชิญนั่งตอนนี้เราช้ามาแล้ว 7 นาที ขอเชิญทุกท่านนั่งนะครับ ขอบคุณครับตอนนี้เราพร้อมสำหรับช่วงบ่ายหรือยังครับ ไม่ง่วงกันนะ เชิญทุกท่านนั่งประจำที่แล้วเราก็จะเริ่มงานในช่วงบ่าย เราจะมีวิทยากร ๒ ท่าน จะอยู่ตรงซ้ายมือข้างหลัง ตรงที่อาจารย์ยกมืออยู่ สามารถหยิบได้เลย จะได้ทราบว่า speaker แต่ละคนเขาพูดเรื่องอะไร ด้านซ้ายจะเป็น abstract ทางด้านซ้ายมือของเราทางด้านซ้ายมือของท่าน ตอนนี้ทุกท่านพร้อมสำหรับช่วงบ่ายแล้วใช่ไหมครับ เดี๋ยวเราจะมาฟังปาถกฐา Dr. Kritzer จาก University of Nebraska จะมาพูดถึงเรื่องของความท้าทายในการที่จะทำให้ทุกคนมามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ได้ ในการเรียนรวม ทุกคนตื่นแล้วนะครับ (Dr. Kritzer) สวัสดีทุกท่าน ทุกคนตื่นเต็มที่ใช่ไหม ดีมากผมกำลังรอ file นำเสนอของผมอยู่ ผมชื่อ jeffrey ผมรู้จักบางคน บางคนก็ไม่รู้จัก ผมมาจากอเมริกา ใช้เวลาบินหลายชั่วโมงเหมือนกัน ผมอยากจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนเรียนรวม ชั้นเรียนเรียนรวม ตอนนี้เป็นกระแสอยู่ในอเมริกาที่จะให้การศึกษากับนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนพิการหรือไม่ ในห้องเรียนเดียวกันเลย มีทั้งพิการและไม่พิการ และนั่นมีความท้าทาย มีปัญหาด้านเทคนิคนิดหน่อยนะครับ โอ.เค. ครับเราไปกันต่อ ผมใช้เวลาประมาณ ๒๕ ปี ในการทำงานที่โรงเรียนเรียนรวม และผมทำงานเป็นครูรีซอส หรือว่าครูที่สอนในโรงเรียนสำหรับเด็กพิการด้วย และจากนั้นก็มาศึกษาต่อ แล้วก็มาทำงานวิจัย และผมทำในเรื่องของการฝึกทักษะให้กับเด็ก ในการอ่าน การคำนวณ และการเขียน ในงานของผมตลอด ๒๐ ปี คุณครูใหญ่ก็จะมาบอกผม บอกว่าเราต้องการให้คุณครูแทนที่จะดึงเด็กออกมาสอนเสริมนอกห้องเรียน อยากให้เด็กนั้นได้เรียนรวมอยู่ในชั้นเรียนร่วมกับคนอื่น ฉะนั้นคุณครูที่เป็นคุณครูสอนเสริมให้เข้าไปร่วมในห้องเรียน สิ่งที่เราไม่อยากจะทำก็คือต้องบังคับให้ทุกคนบอกว่าต้องให้นักเรียนทุกคนเข้ามาเรียนในห้องเรียนเดียวกันให้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องถูกจัดไว้ในห้องเรียนเดียวกัน หลายคนบอกว่าจะต้องทำอย่างนั้นเท่านั้น แล้วบอกว่านี่คือการเรียนรวม คุณพอเข้าใจประเด็นที่ผมกำลังสื่อหรือไม่ คุณตามทันหรือไม่ครับ โอ.เค. การมีประสบการณ์อย่างเดียวกับที่ผมได้เจอนั้น ในการเป็นครูของผมนั้น ผมได้นำประสบการณ์เหล่านั้นเข้ามาใช้ในการทำงานวิจัย เวลาที่เราพูดถึงการอธิบายถึงสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น เราก็อาจจะเรียกการอธิบายถึงสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น เราก็อาจจะเรียกว่าโคชทีชชิ่ง หรือว่าการสอนร่วม บางคนก็เรียกอาร์ทีไอ บางคนก็เรียกการเรียนรวมก็เป็นคำกล่าว ซึ่งกล่าวถึงสิ่งเดียวกันคำเหล่านี้ก็คือหมายถึงว่าการทำงานร่วมกันในชั้นเรียนเดียวกันของครู 2 คน นี่เป็นกระแสครับ เป็นกระแสที่ได้รับความนิยม ก็เป็นกระแสเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยม และหลายคนนั้นก็ติดอยู่ในกระแสนี้ เหล่านั้นที่เป็นนักเรียนที่ไม่พิการ ชั้นเรียนแบบนี้ที่เป็นชั้นเรียนรวมนี้มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนทั่วไป ที่ไม่พิการมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เราค้นพบก็คือ เช่น นักเรียนที่มีความพิการทางสติปัญญา เขาได้มีโอกาสเข้าสังคม ได้ประโยชน์ในเรื่องของทักษะทางสังคม เมื่อได้เข้าไปเรียนรวมกับเด็กคนอื่นในชั้นเรียนเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ด้านวิชาการเท่าไร มีหลักปรัชญาที่แข่งขันกันอยู่ ก็คือเรื่องของการทำให้เกิดชั้นเรียนเรียนรวม ที่เป็นชั้นเรียนเรียนรวมแบบเคร่งครัด ทุกคนเรียนในห้องเดียวกัน แต่อีกแบบหนึ่งคือการจัดชั้นเรียนให้เหมาะตามรูปแบบหรือทักษะ หรือวิธีการเรียนรู้ บางครั้งอาจจะเป็นการเรียนรวมกัน บางครั้งอาจจะเป็นการเรียนเสริมที่แยกออกมา บางครั้งอาจจะเป็นการจัดชั้นเรียนอยู่ในสถานพยาบาล แล้วแต่สถานการณ์ของนักเรียนแต่ละคน ในประเทศของผมการศึกษาพิเศษเป็นเรื่องใหญ่ เป็นประเด็นใหญ่ ครูใหญ่นั้นก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ มีเรื่องของงบประมาณสำหรับเรื่องของการศึกษาพิเศษ และเรื่องการศึกษาพิเศษในอเมริกาเป็นเรื่องใหญ่จากที่นี่ ในประเทศไทยนั้นเราไปจากจังหวัดหนึ่งไปหาอีกจังหวัดหนึ่ง เราเห็นว่ามีการดำเนินงานด้านการศึกษาพิเศษในระดับที่แตกต่างกัน ในประเทศของผมนั้นมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เรียกว่ามีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นที่นิวยอร์กหรือรัฐที่ห่างไกลออกไป และไม่มีใครากล้ามาหือกับเรื่องการศึกษาพิเศษ เป็นเรื่องทุกคนให้ความสำคัญเหมือนกัน และเราก็ทำการตัดสินใจว่าจะต้องมีการจัดชั้นเรียนที่เหมาะกับนักเรียน และบางส่วนหลายคนบอกว่าในเรื่องของบรรยากาศสำหรับการเรียน เรื่องการอ่านก็อาจจะต่างการเรียนเรื่องการคำนวณ ฉะนั้นการที่เป็นการเรียนรวมอย่างเต็มรูปแบบั้นจะต้องคำนึงถึงความสามารถที่แตกต่างกันด้วย ถ้าคุณไม่ได้จัดการเรียนรวมอย่างเหมาะสมจะกลายเป็นความวุ่นวาย เรานั้นทำงานกับครูอย่างมากในอเมริกา ในอเมริกาการสอนนี้ไม่ใช่อาชีพที่ได้รายได้สูง เช่นเดียวกันกับในประเทศไทยใช่ไหมครับ ที่อาชีพครูก็อาจจะไม่ได้มีรายได้สูงที่สุด ในมหาวิทยาลัยของผมและในหลายมหาวิทยาลัยคนที่มาเป็นครูก็อาจจะไม่ใช่นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด ที่ส่วนมากนักเรียนที่ได้คะแนนสูงก็อาจจะเลือกไปเลือกทำงานเป็นวิศวกร งานวิทยาศาสตร์ หรืองานที่เกี่ยวกับธุรกิจ และเขาก็ไม่เลือกที่จะมาเป็นครูที่ทำการสอน เพราะอยากจะเลือกอาชีพที่ทำงานได้เงินมากกว่า ฉะนั้นนักเรียนที่เข้าสู่นักเรียนหัวกะทิ และเห็นว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวที่เราจะคาดหวังว่าทุกคนจะต้องมาเข้าใจในเรื่องของการเรียนรวม อย่างอันนี้เป็นชาร์ทที่แสดงให้เห็นเรื่องคะแนนของครู ระดับคะแนนในด้านของการศึกษา ด้านธุรกิจ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านศิลปะ หรือด้านของคำนวณ คอมพิวเตอร์ หรือด้านวิศวกร ใครจะเป็นคนที่ เข้ามาทำงานด้านการศึกษาหรือมาเป็นครู คนที่ได้คะแนนแบบไหน เวลาคุณทำการสำรวจ แล้วคนก็จะถามว่าคุณต้องการการเรียนรวมไหม inclusion ชอบไหม ทุกคนบอกว่าใช่ แน่นอน ดีมาก เราต้องการสิ่งเหล่านี้ แถวชุมชนผมไม่มีใครที่ลงคะแนนให้กับทรัมป์ แต่ว่าเขาก็บอกว่าไม่ได้ vote ให้เขา ไม่ลงคะแนนให้ ในที่สุดทรัมป์ชนะครับ เพราะหลายครั้งคนอาจจะไม่ได้ให้คำตอบที่แท้จริงเวลาเราทำการสำรวจ และเราจะทำอย่างไร แล้วเราจะวัดผลอย่างไร หรือเราจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร ครูในชั้นเรียนเรียนรวมที่เรียกว่า การสอนร่วมกัน จะมีครู ๒ คน บางครั้งครูก็จะอยู่ข้างหน้าคนหนึ่ง ข้างหลังคนหนึ่ง ก็มีหลายรูปแบบ คุณตามผมทันไหมครับ ตามทันไหมครับ นักเรียนหลายคนที่มีความพิการก็อาจจะไม่ได้รับโอกาสในการเรียนอย่างเต็มที่ในชั้นเรียนรวม ผมมีโอกาสได้ไปที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วก็เห็นว่ามีครูที่นั่งอยู่ มีไมโครโฟนอยู่ข้างหน้า แล้วมีนักเรียนประมาณ 60 - 70 คน แล้วมีนักเรียนพิการนั่งอยู่แถวหลัง ผมเห็นหวังว่าจะไม่มีอย่างนี้ในประเทศไทยหรือประเทศอื่น เพราะแม้มีการรวมนักเรีียนพิการเข้าไปนั่งในห้อง แต่เป็นการอยู่ในห้องเรียนเดียวกันแบบที่ถูกมองข้ามไปครับ ผมจำได้ว่ามีการนำเสนอที่เป็น PowerPoint ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือว่าครู หลายครั้งอาจารย์เหล่านี้เราก็พยายามต่อสู้กับเรื่องของความน่าสนใจ พยายามทำตัวให้มีความบันเทิงมากขึ้น ต่อสู้กับ YouTube แต่เรายังไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ที่แสดงให้เห็นว่าชั้นเรียนแบบเรียนรวมที่มีนักเรียนทุกคนอยู่ร่วมกันนั้นได้ผลจริง ๆ หรือมีประสิทธิภาพจริง ๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมีชั้นเรียน หรือจัดชั้นเรียนที่เหมือนรูปแบบเดียวกันหมดหรือจัดชั้นเรียนเดียว ที่เหมือนกันในรูปแบบเดียวกันหมดแท้จริงแล้วชั้นเรียนนั้นควรจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แล้วคุณไม่สามารถจะใช้สื่อการเรียนการสอนเดียวกันสำหรับนักเรียนทุกคนในทุก ๆ ระดับชั้นได้ คุณต้องใช้รูปแบบที่มีความแตกต่างเหมาะกับแต่ละกลุ่ม เด็กแต่ละคน และในเรื่องของการสอบซึ่งทำอย่างไรครับในชั้นเรียนที่มีกาสอบ ยุติธรรมไหมครับถ้าเราจะให้เด็กนักเรียนที่มีความพิการทางสติปัญญาด้วยข้อสอบที่เรียงกันหลายข้อมากมายอย่างนี้ ผมอยากจะขอบอกอย่างนี้ครับว่ายิ่งครูการศึกษาพิเศษมีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด เขายิ่งมีความศรัทธาในเรื่องของการให้นักเรียนทุกคนเรียนในชั้นเรียนเดียวกัน ในเรื่องของ inclusive ยิ่งครูมีประสบการณ์ในการสอนการศึกษาพิเศษมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งพบความจริงมากขึ้นว่า การเรียนรวมในชั้นเรียนเดียวกันนั้นได้ผลน้อยมากขึ้นเท่านั้น เราหลายครั้งเราไม่ชอบครูใหญ่ ไม่ชอบผู้บริหาร เราเป็นคนทำงานใช่ไหมครับ เราไม่อยากจะให้มีใครมาสั่งว่าเราจะต้องทำอย่างไรแล้วหลายครั้ง ผมคิดว่าครูหลายที่ก็เป็นเหมือนกัน กับครูในลอสแองเจอริสว่าไม่อยากให้ถูกสั่ง ว่าทำอย่างไรอย่างไร และเราพบว่ายิ่งคุณนั้นเป็นผู้บริหาร คุณเป็นครูใหญ่ คุณเป็นคนที่อยู่ในห้องทำงานบริหารห่างไกลจากชั้นเรียน ยิ่งอยู่ห่างไกลคุณยิ่งเข้าใจน้อย และคุณยิ่งนึกไม่ออกว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร ผมจำได้ อีกประการหนึ่งเป็นแนวคิดของใครกัน เป็นของครูใหญ่ หรือว่าของคุณครู มากกว่า ๑,๐๐๐ คำ ก็จะได้ผล แล้วมีความแตกต่างกันกับความสามารถในชั้นเรียนการศึกษาทั่วไป บางคนสอนในชั้น ป. 1 แล้วมีเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก บางคนเรียน สอนอยู่ชั้น ป.5 แล้วมีนักเรียนบางคนที่อาจจะอ่านได้ดี บางคนที่ยังอ่านไม่ได้ ผมเคยได้มีการนำเสนอในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาเหมือนนำมาใช้ในการออกแบบรูปแบบการศึกษา อีกประเด็นหนึ่งคือการไม่มีเวลามากพอที่จะวางแผนร่วมกัน เพราะว่าเวลาที่เราจะทำชั้นเรียนเรียนรวมที่มีครูสอน ๒ คน คุณต้องวางแผนร่วมกัน และหลายครั้งครูไม่มีเวลามากพอ บางทีเขาอาจจะต้องวางแผนการสอนร่วมกัน และไม่มีเวลาที่จะประสานงานกัน ต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ของตนเอง บางคนก็รู้สึกว่าไม่อยากที่จะต้องมาหาเวลาเพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นเวลาหลังการทำงาน หรือหลังจากหมดเวลางานแล้ว ที่จะต้องมาวางแผนร่วมกันอีก ถ้าเวลานี้ไม่พอ อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องของนักเรียนที่มีความพิการทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดอกเตอร์ผดุงทำงานอยู่ด้วยนะครับ ก็มีประเด็นของนักเรียนเหล่านี้ที่เป็น LD ที่เข้ามาในชั้นเรียน แล้วผมเองก็ทำก็ทำงานกับเด็กเหล่านี้มากกว่า 20 ปี และหลายครั้งในชั้นเรียนใหญ่เกินไปสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ เขาไม่ได้รับความใส่ใจมากพอ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเป็นครูนั้น ผมก็รักษาพื้นฐาน ซึ่งใช้การสอนอย่างใกล้ชิด แล้วสำหรับเด็กที่เป็น gifted หรือเด็กที่ปัญญาเลิศ เด็กที่เรียนได้อย่างรวดเร็ว หลักจะเป็นอย่างไร ชั้นเรียนที่เป็นชั้นเรียนรวม ก็ไม่ใช่สถานที่ดีหรือบรรยากาศที่ดีสำหรับเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ เพราะว่าเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ก็ต้องการรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างออกไป ฉะนั้นต้องใช้การวางแผนอย่างมากที่จะทำให้เกิดชั้นเรียนรวมที่มีประสิทธิภาพที่ดำเนินการไปได้อย่างแท้จริง ฉะนั้น คุณจะต้องมีความเข้าใจทักษะ ถ้าคุณจะเป็นครู คุณต้องเข้าใจสอนเด็กแต่ละระดับชั้น และเด็กที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่เพียงแต่ให้เด็กคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว แต่เขาจะต้องสอนในทุกชั้น จำได้ไหมครับ เรื่องของ T-test ที่ผมพูดถึง ไม่ใช่นักเรียนคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว ไม่ใช่ครูคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว หมายถึงครูคนหนึ่งจะต้องสอนหลายชั้นเรียน และผมจำได้ว่าตอนที่ผมสอนในมหาวิทยาลัย ผมก็สอน online ด้วย และนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนกับผม ก็สามารถที่จะเห็นหัวข้อสำคัญในเนื้อหาต่าง ๆ เขาสามารถที่จะเห็นห้วข้อสำคัญในเนื้อหาต่าง ๆ เขาสามารถที่จะมีทางเลือกในการที่จะเลือกรูปแบบในการเรียน เพื่อบางคนอาจจะเขียนเป็นการ์ตูน บางคนอาจจะทำเป็นบทความ นี่เป็นเรื่องของการให้ทางเลือกสำหรับผู้เรียน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นผู้ใหญ่ ผมคิดว่าดี คือเวลาเราเป็นผู้ใหญ่เราก็เลือกในสิ่งที่ผมชอบ หรือสิ่งที่เราสนใจ ผมจำได้ว่าเมื่อเช้านั้นผู้ที่เป็นวิทยากรได้กล่าวถึงเรื่องของการเรียนรู้ของเด็กในระยะแรกเริ่ม แต่ผมเองนั้นก็อยากฝึกเปียโนให้เก่งเหมือนเอลตัน จอห์น แต่ว่ายังไม่ได้เก่งแบบนั้น แต่ผมว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ การเรียนรู้ภาษาใหม่ เป็นสิ่งที่ดี ครูที่ดีนั้นจะต้องสามารถปรับตัว หรือมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับนักเรียน ครูที่ดีต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับนักเรียน และผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุน เพราะว่าจะต้องมีการสนับสนุนให้กับครูที่สอน เพราะว่าผมจะบอกอย่างนี้ครับ ในอดีตคนที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนมักจะเป็นผู้ชาย แล้วครูในแต่ละชั้นมักจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายมักจะเป็นหัวหน้า และหลายครั้งก็มีมุมมองที่ต่างกัน จำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือระหว่างครูทั้ง 2 คน ที่สอนร่วมกันในชั้นเรียนรวมนั้น หลายครั้งเราพบว่าเป็นชั้นเรียนรวมที่มีครูที่อาจจะอาวุโสมากกว่า กับครูที่อายุน้อยกว่า แล้วกลายเป็นว่าครูที่มีอาวุโสมากกว่า ก็เป็นหัวหน้า เป็นผู้ที่มีการตัดสินใจ คุณตามทันไหมครับ ทุกคนยังตื่นนะ ไม่หลับนะ ฉะนั้นทำอย่างไรที่คุณจะทำชั้นเรียนเดียวให้มีประสิทธิภาพ คุณไม่สามารถที่จะให้ทุกคนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรืออยู่ในเรื่องการเขียน การอ่าน หรือการคำนวณ ฉะนั้น ทำอย่างไรที่สามารถที่จะผสมผสานระดับชั้นที่แตกต่างกัน ต้องได้รับอนุญาตจากครูใหญ่ ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร หลายคนบอกว่า ฉันเกลียดมากเลยที่จะต้องไปพยายามขออนุญาตจากผู้บริหาร แต่ทำอย่างไรที่เราจะสามารถตอบสนองต่อความแตกต่างเหล่านี้ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถช่วยเด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนได้เร็วอย่างเด็กทั่วไป เด็กที่เรียนเร็วกว่าเด็กทั่วไป ทำอย่างไรเราจะช่วยทั้ง ๒ กลุ่มเหล่านี้ ใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ จะเป็นเด็กกลุ่มของผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีความสามารถ หรือว่าความพิการที่หลากหลาย ผู้ที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ที่ใช้ภาษาเป็นภาษาที่ ๒ หมายถึงว่าไม่ได้ใช้ภาษาในห้องเรียนเป็นภาษาแรก แล้วก็พูดถึงคนที่ต้องการ บางคนก็มีความสามารถที่หลากหลายแตกต่างกัน ที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่อะไรคือปัญหา อะไรคือปัญหา เราพูดถึงเรื่องของเราจะต้องระบุให้ได้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาคือนักเรียน หรือปัญหาคือครู คุณคิดว่าอะไรคือปัญหาครับ หรือระบบของโรงเรียนคือปัญญาอาจจะเป็นระบบของโรงเรียนที่่เป็นปัญหา หรือว่าเรื่องของกระทรวง เรื่องของนโยบายเป็นปัญหาเรากำลังพูดถึงคือการทำงานที่คำนึงถึง ๓ ระดับ เธียร์ที่ 1 ก็คือการแก้ปัญหา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการสอนกลุ่มเล็กลงมา แล้วก็เทียร์ที่ 3 ก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาพิเศษ เฉพาะของคุณก็จะเป็นเทียร์ ๑ ถ้าสอนดีโรงเรียนก็จะดี คือสอนดีในโรงเรียนที่ดี แล้วก็อย่าลืมเด็กที่มีพรสวรรค์นะครับ เวลาถ้าพูดถึงเรื่องของเวลาในการวางแผนก็ต้องวางแผน อย่างเช่น คนที่สอนคณิตศาสตร์คุณก็ต้องไปคุยกับครูที่สอนคณิตศาสตร์ท่านอื่นด้วย แล้วจะทำเรื่องนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกันทางออก การเรียนรวมไม่ใช่สำหรับทุกคน ทุกคนรู้ไหมว่าคืออะไร อันนี้เป็นภาพการเรียนรวมไม่ใช่สำหรับนักเรียนทุกคน ซื้อแนวคิดนี้ก่อน คือบางทีครูเขาอาจจะบอกว่า โอ.เค. ก็ดี ซื้อ แล้วเขาก็ต้องเชื่อมั่น คุณไม่นำเสนอไปในทางที่ดีทางดีพอก็จะไม่มีใครเชื่อมั่นในเรื่องของการเรียนรวม คือเขาไม่ได้ดีกว่าเราหรอก ก็เป็นแค่งานที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่งานที่ดีกว่า แต่เป็นงานที่แตกต่างและผมก็เชื่อว่า คำตอบก็คือการเรียนรวมอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ผมไม่ได้พูดขึ้นมาเอง แล้วเมื่อเราทำได้ดีพอเขาก็ต้องได้รับการเลื่อนขั้น ได้รับการชื่นชม คุณจำเป็นจะต้องมีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาบุคคลากรของคุณ เพื่อที่จะให้เขาสามารถที่จะพัฒนาทักษะในการสอนของเขา โรงเรียนจะต้องเป็นที่ที่มีความยืดหยุ่น จะต้องเอื้ออำนวยให้ครูมีเวลาในการทำงานที่มากพอ และคุณต้องไม่สั่ง คุณจะไม่ใช้การสั่งต้องทำตามสิ่งที่คุณต้องการ แต่ว่าควรจะเป็นการนำเสนอการเชื้อเชิญ และชักชวนให้เขาเห็นด้วยในสิ่งที่คุณทำ เพื่อเขาจะได้ทำออกมาอย่างเต็มใจ บางคนบอกว่าถ้าเกิดว่าเราแยกนักเรียนออกไป จัดห้องให้เขาไปเรียนต่างหาก เป็นการตีตราเขา เป็นการแบ่งแยก ไม่ดี ไม่อยากให้ทำอย่างนั้น คุณพอตามผมทันไหมครับ แท้จริงแล้วการตีตรานั้นหรือการรู้สึกแบ่งแยกนั้นก็เกิดขึ้น แม้ว่าอยู่ในชั้นเรียนเดียวกันได้ และหลายครั้งนั้น resource room หรือว่าห้องเรียนที่มีการสอนเสริมเป็นห้องที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม มักจะถูกมองในแง่ร้ายนะครับ มักจะถูกตัดสินแบบผิด ๆ สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งคือเราต้องรู้ สิ่งที่เรารู้และทั้งโรงเรียนครับควรที่จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน จะต้องเชื่อในเรื่องเดียวกัน ในแนวทางการทำงานเดียวกัน และการพูดถึงชั้นเรียนรวมที่เต็มรูปแบบ หรือสมบูรณ์แบบนั้นเป็นโลกในอุดมคติแทบเป็นไปไม่ได้จริง คุณพอจะเคยได้ยินใช่ไหมครับ เรื่องยูโทเปียที่บอกว่าเหมือนกับดินแดนที่ทุกอย่างมีแต่สิ่งสวยงาม ดีงาม ทุกที่มีแต่สิ่งดี ๆ ในแม่น้ำเต็มไปด้วยทองคำ สิ่งเหล่านี้ห่างไกลความเป็นจริง เอาล่ะครับ มีคำถามไหมครับ ยินดีอยากจะฟังคำถาม และความคิดเห็นครับ ขอบคุณมากสำหรับการนำเสนอของคุณ ดิฉันอยากทราบจำนวนร้อยละของเด็กพิการในอเมริกา คือดิฉันอยากจะรู้เกี่ยวกับสถิติเด็กพิการในอเมริกาจริง ๆ แล้วในห้องนี้ก็มีเด็กหลายคนที่ไม่ได้พิการ เด็กพิการก็จะอยู่หลังห้อง คือถ้าไม่ qualify ก็อาจจะไม่ได้แปลว่าไม่มีช่องว่าง ดังนั้นในการที่จะระบุ ก็คือหมายความว่าในอเมริกามีการจัดกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ไม่ใช่มีแต่ความพิการ แต่ว่ามีจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เราจะเรียกเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ต้องได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ คำถามต่อไปนะครับ คุณได้พูดถึงเรื่องของ resource room ขอให้คุณอธิบายเพิ่มเติมได้หรือไม่ครับ ว่าคุณจัดการอย่างไรในห้อง resource room แล้วก็ครูที่สอนในห้องนี้เป็นอย่างไร เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วคุณครูจะไม่ได้อยู่ในห้อง resource room อย่างเช่น ถ้าผมเป็นครู ผมก็อยู่ในชั้นเรียนบางครั้งก็อาจจะมามีห้องที่เราอาจจะมานัดเจอกับนักเรียน อาจจะสัก 1 หรือ 2 ชั่วโมง เพื่อที่จะมีการสอนเพิ่มเติมบางอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ เรามีนักเรียนเยอะมาก โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนใหญ่ มีนักเรียนเป็นจำนวนหลายร้อยคน แล้วก็เราก็มีนโยบายว่า เราจะต้องมีการสอนร่วมกันที่เรียกว่า coach teacher คือมีครู 2 คนช่วยกันสอน แล้วผมก็บอกว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะเป็นแบบไหน ช่วยอธิบายหน่อยผมก็บอก โอเค.จะเป็นอย่างไร ผมก็บอก โอ.เค. ให้ผมเข้าไปสอนในชั้นเรียนใช่ไหม โอ.เค. ผมก็ไปสอนในชั้นเรียน ผมก็ไปถามคุณครูในชั้นบอกว่าผมอยู่ที่นี่แล้วครับ เขาให้มาสอนด้วยกัน คุณครูต้องการให้ผมที่เป็นครูอีกคนหนึ่งมาช่วยอะไร สอนอะไรดี คุณครูอีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำอย่างไรในการสอนร่วมกัน จำได้ว่าตอนนั้นมีนักเรียนที่มีเรื่องปัญหาการพูด เป็นนักเรียนแอลดี ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ แล้วจากประสบการณ์ของผม ทำให้เกิดชั้นเรียนรวมอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ท่านวิทยากรพูดถึงท่านอาจารย์ผดุงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งในประเทศไทย ได้รับเสียงปรบมือจากทุกท่านด้วย หลายท่านมีคำถามบอกว่า หลายครั้งครูบอกว่าเรื่องชั้นเรียนรวม เรื่องการเรียนรวมเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่อยากทำ หรือทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเรียนรวมอย่างเต็มรูปแบบ วิทยากรตอบว่า ผมคิดว่าจะต้องมีการขยายเวลา เพราะว่าเราพบว่าทุกวันนี้คุณครูหลายคนทำงานด้วยใจ หลักจากตอนบ่ายสามโมงแล้วคุณครูยังทำงานต่อถึง 5 โมงเย็น เราควรจะขยายเวลาทำงานอย่างเป็นทางการจาก ๘ โมง ถึง ๕ โมง ไม่ใช่ ๘ โมง ถึงบ่าย ๓ และทั้งโรงเรียนควรที่จะนำที่จะนำนโยบายในเรื่องของการเรียนรวม ให้เป็นเรื่องที่ทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน เห็นพ้องต้องกัน มีคำถามอื่นหรือไม่ครับ มีคำถามคือมีเหมือนคุณครูพี่เลี้ยง คือคุณที่นั่งประกบกับนักเรียนพิการในโรงเรียนเป็นครูที่นั่งข้างนักเรียนเลย เขาเรียกว่า shadow teacher ท่านวิทยากรเราไม่อยากให้มีแบบนั้น เพราะว่าการที่มีคุณครูนั่งประกบ นักเรียนพิการจะทำให้เหมือนสติกมาก เหมือนเป็นการตีตราเป็นความแปลกแยก เราก็มีห้อง resource room ในประเทศของเรา เด็กนักเรียนบางคนก็ได้รับสื่อการเรียนการสอนพร้อมกัน คือแตกต่างจากประเทศไทย ผมเชื่อว่าโรงเรียนเรียนรวมเป็นหนทางเดียวที่เราต้องไปตอนนี้ เพราะเนื่องจากว่าเราไม่ได้มีกฎหมายการศึกษาพิเศษที่เข้มแข็งมากพอ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้เทียร์ที่ 1 ค่อนข้างมากกว่า คือถ้าเราจะเอาครูที่อยู่ในห้อง resource room มาบังคับให้เขาทำ มีใครไหมครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้มาที่นี่ ผมขอบคุณอาจารย์มล อาจารย์มะลิวัลย์ แล้วก็เพื่อน ๆ ของผมอีกหลายคน แล้วก็ทุกคน และเพื่อนของผมทุกคน จากเชียงใหม่ จากกรุงเทพฯ จากอีสาน ผมรู้สึกดีมากที่ได้มาที่นี่ ขอบพระคุณครับ แล้วก็ทุก ๆ คน มีหลายคนมากที่ผมควรจะต้องเอ่ยถึง ขอบพระคุณมากครับ คุณ jeffrey สำหรับการนำเสนอ ต่อไปเรามีวิทยากรอีก ๙ ท่าน ในช่วงบ่ายนี้ เราเริ่มไปแล้ว 1 ท่าน ขอให้ทุกท่านทราบว่าเรามีเวลาคนละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะเรามีหลายคนที่ต้องพูด แล้วต่อไปจะขอเชิญวิทยากรท่านถัดไป จะมาใน ดอกเตอร์ทวี เชื้อสุวรรณทวี ในเรื่องของการจัดการการศึกษาแบบบูรณาการให้กับเด็กพิการ ขอเรียนเชิญดอกเตอร์ทวีบนเวทีเลยครับสวัสดีครับทุกท่าน สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี แล้วก็แขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขอบคุณที่เชิญผมมานำเสนอแล้วก็แลกเปลี่ยนในหัวข้อวันนี้ เนื่องจากผมมี ๑๕ นาที การนำเสนอสั้น ๆ แล้วก็อาจจะให้แนวคิดที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนในวันนี้ วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องของวิธีการบูรณาการในเรื่องของการให้การสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับเด็กพิการ ทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ อย่างแรก เพราะว่าผมอยากจะให้ทุกท่านได้เห็นสถานการณ์ในเรื่องของข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการ ในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียตะวันออก แล้วก็จากนั้นผมจะไปพูดในเรื่องของวิธีการบูรณาการในปัจจุบัน หรือว่าต้นแบบในเรื่องของการให้บริการการศึกษา ซึ่งจะเกี่ยวกับการบูรณาการการศึกษาสำหรับเด็กพิการ ในเรื่องของแนวคิดและเรื่องของการนำไปใช้ ซึ่งผมมีเวลาสั้น ๆ ปีที่แล้วผมได้ทำวิจัย แล้วก็ได้ให้เห็นถึงสถานการณ์ด้านการศึกษาของคนพิการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก แล้วก็ในตอนนั้นผมก็ได้ไปสำรวจสถานการณ์ความเคลื่ือนไหวของคนพิการ แล้วก็รวมทั้งคนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบกฎหมาย แล้วก็ประเทศในอาเซียน ผมก็ได้ระบุ เอาไปอ่านเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ จนกระทั่งถึงปี 2018 เป็นเอกสารตั้งแต่ปี ก็เป็นบทความที่เกี่ยวกับเรื่องความพิการ เรื่องของกฎหมายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ของประเทศที่ผมพบก็คือว่า ผมก็พบว่ามีประมาณสัก 83 เรื่อง หรือว่าบทความที่ตรงกับเงื่อนไข แล้วก็มี abstract แล้วก็มีบทความให้อ่านแบบเต็ม 51 แล้วก็ ๓๒ เป็นแค่ abstract แล้วก็อยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ China เกาหลี แล้วก็อีกหลายประเทศ แล้วก็สิ่งที่พูดถึงเรื่องของการพัฒนาชีวิตคนพิการการเรียนแบบเรียนรวม อันที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของการจ้างงาน อันต่อมาก็จะเป็นเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย อันนี้ก็เป็นข้อมูลคร่าว ๆ และการแบ่งประเภทอันนี้เป็นตัวอย่างของแต่ละประเทศ ว่าเขาพูดถึงเรื่องการศึกษาอย่างไรบ้าง เช่น บรูไน ก็จะพูดถึงเรื่องของทัศนคติของครู ทัศนคติของครูนี้ก็มีทั้งทัศนคติเชิงบวกและเชิงลบ แล้วกัมพูชาก็จะพูดในเรื่องของผลกระทบของการศึกษาต่อคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็จะเป็นเรื่องของการขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา เรื่องของการจ้างงาน แล้วก็ทำให้เป็นคนยากจน แล้วอินโดนีเซียก็จะพูดถึงเรื่องของการเรียนรวมเหมือนกัน แต่เขาก็มีความยากลำบากในการที่จะเข้าถึงการเรียนรวม เพราะว่าเนื่องจากว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีทัศนคติเชิงลบ แม้กระทั่งสิงคโปร์ก็มีปัญหาในเรื่องประเทศที่พัฒนาไปแล้ว แล้วก็เป็นต้นแบบในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของ UD เรื่องของทัศนคติของครูก็ยังไม่ดีเท่าไร ในบางแง่หรือสำหรับความพิการบางประเภท เช่น ความพิการทางกายและความเคลื่อนไหว ก็จะพูดถึงเรื่องของจะพูดถึงเรื่องของกรรม ซึ่งก็จะเป็นวัฒนธรรมของบาปกรรม แล้วก็จะพบว่าเรื่องนี้อยู่ในครอบครัวค่อนข้างหนักหน่วง แล้วก็ปิดท้ายจะเห็นว่าจะมีปัญหาที่คล้าย ๆ กันอยู่หลาย ๆ ตัว แต่อาจจะมีความแตกต่าปัญหาที่คล้าย ๆ กันอยู่ ในหลาย ๆ ตัวอาจจะมีความแตกต่างบ้างเรื่องของรายละเอียด แต่ว่าก็มีทั้งสิ่งที่เป็นด้านบวกและท้าทายในเรื่องของการศึกษา แล้วก็แต่ละประเทศก็จะมีแนวโน้มในทางที่ดี ในเรื่องของการมีกฎหมาย กรอบทางกฎหมาย แล้วก็ประเทศเหล่านี้ก็มีกฎหมายอยู่บ้าง ที่จะต้องทำส่งเสริมการเรียนรวม ก็มีการแนะนำว่าหลาย ๆ ประเทศแนะนำว่าเราจะต้องมีการอบรมครู ครอบครัว เนื่องจากว่าคนเหล่านี้ยังไม่มีความรู้ในการที่จะทำงานกับคนพิการ แล้วก็ทัศนคติ แล้วก็ความเชื่อก็ยังไม่ค่อยดี แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งในภาคการศึกษาจะต้องให้บริการที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมทั้งจะต้องคำนึงถึงความต้องการในการที่จะทำงานในอนาคตด้วย แล้วก็มีการพูดถึงพ่อแม่ แล้วก็โรงเรียนเอกชนก็จะต้องเพิ่ม ก็ควรจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น ในประเทศไทย เราพูดถึงผู้ปกครอง แล้วก็พูดถึงเรื่องบทบาทของรัฐบาลยังมีน้อย แล้วก็ไม่ได้พูดถึงในกฎหมาย ก็เป็นข้อมูลระหว่งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ครอบครัวด้วย แล้วสิ่งที่จะเป็นข้อสรุปสุดท้ายคืออะไร การพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะต้องมีความท้าทายเยอะ มีความซับซ้อน แล้วก็จะต้องการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำงานแบบบูรณาการ ผมอาจจะพูดถึงเรื่องของการบูรณาการ มีความสำคัญครับ เพราะว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน เราต้องมี คือใช้วิธีการเดียวทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะให้คุณดู อันที่ ๑ เรื่องของการให้บริการ CPR ในชุมชน อันนี้จะเป็นว่าอันนี้เป็น CBR จาก CBR การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็จะมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ตั้งแต่สุขภาพ การศึกษา การใช้ทักษะชีวิต สังคม แล้วก็การจ้างงาน มันก็จะเป็นแนวตั้งใช่ไหมครับ ก็จะเป็นแนวตั้งใช่ไหมครับ แล้วจะมีรายละเอียด เช่น เรื่องของการโปรโมท เรื่องของการเข้าถึงบริการในระยะแรกเริ่มเป็นต้น อันนี้จะเห็นว่าในเรื่องของการศึกษาเองจะต้องมีความหลากหลาย แล้วก็อย่างเช่น ในเรื่องของการศึกษาก็ไม่เพียงแต่ คำนึงถึงในเรื่องของการศึกษาปฐมวัยเท่านั้น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา รวมถึงการศึกษาตลอดชีวิตด้วย คือแต่ละองค์ประกอบนั้นก็จะมีรายละเอียดแยกย่อยออกไป และเราพูดถึงการทำงานในรูปแบบแบบบูรณาการนั้นจะคำนึงถึงในหลายระดับ จะมีการทำงานร่วมกันของสหวิชาชีพ ทีมสหวิชาชีพนั้นหมายถึงการดึงเอาองค์ความรู้มาจากนักวิชาชีพ ที่มีความหลากหลาย ซึ่งสามารถที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะร่วมกันในการตัดสินใจ ในการวางแผน และประสานงานกันทำงานร่วมกันเป็นทีม และนอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของ interdisciplinary คือการเชื่อมประสานระหว่างนักวิชาชีพนั้น ประสานไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือการประสานส่งต่อรับบริการต่าง ๆ รวมถึง Trans-disciplinary ในส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของการส่งต่อความรู้ในเรื่องของการให้บริการไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านสุขภาพ ด้านวิทยาศาสตร์ในบริบทที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ในเรื่องขององค์ประกอบแบบบูรณาการนั้น ถ้าจะให้ตัวอย่างนะครับ ก็เหมือนกับว่านั้นเหมือนกับเรื่องของสลัด เป็นสลัดแบบตะวันตก ก็คือ มีหลายอย่างก็จริง แต่ว่าวางอยู่ด้วยกันเฉย ๆ วางอยู่ด้วยกัน มีการทำงานด้วยกันก็จริงการวางอยู่ด้วยกัน แต่มาในส่วนที่ ๒ interdisciplinary นั้นเหมือนกับส้มตำ มีเครื่องปรุงส่วนประกอบหลายส่วน มาวางอยู่ร่วมกัน ผสมกัน แล้วก็ยังมีการผสมผสานด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ มีความเชื่อมประสานกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกันมากขึ้น ในส่วนสุดท้ายที่เรียกว่า Trans-discipline นั้นเหมือนกันแกงเลียงครับ คือเป็นแกงที่มีผักหลายอย่างรวมกัน และต้มรวมกันเลย มีเครื่องปรุงรวมกันแยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกออกจากกันส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ถ้าแยกออกจากกันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่เรียกว่าแกงเลียง หมายถึง สะท้อนถึงการทำงาสนร่วมกันอย่างใกล้ชิด กลมกลืม ผสานกัน มีนวัตกรรมที่มากยิ่งขึ้น และลองถามตัวคุณดูนะครับว่าสำหรับคุณนั้นคุณทำงานแบบไหนอยู่ inter discipline นะครับ ในบางสถานการณ์นั้น การมีนักวิชาชีพมารวมกัน มาทำงานร่วมกันดีกว่าทำงานแยกส่วนกัน แต่คิดว่าถ้าสามารถที่จะก้าวต่อไป ไปจนถึงการทำงานแบบ inter discipline กลมกลืนประสานกันและดีที่สุดคือ Trans-disciplinary คือแบบกลมกลืนผสานกันเป็นเนื้อเดียว ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เหมือนแกงเลียง จะสามารถสร้างเอานวัตกรรมหรือบริการที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนพิการได้ และส่วนต่อไปเป็นเรื่องของทฤษฎีของเคนเวอร์เบอร์ ที่พูดถึง ไออิท แล้วก็เรียวอิทคือถ้าพูดถึงไอ พูดถึงเรื่องของความคิด อารมณ์ ความจำระดับของความคิด มุมมองต่าง ๆ แล้วก็เวลามาเปรียบเทียบในเรื่องของการศึกษา และเรื่องของคนพิการ ถ้าคุณเป็นครู เรารู้ว่าเราเป็นครู แต่ว่าจัดการศึกษาให้กับนักเรียน แต่ว่านักเรียนของเรานั้นต้องการบริการเรื่องการศึกษา ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่จำเป็นกับชีวิตของเขา และขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่อยู่รอบตัวในสังคม รวมถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนนโยบาย ระบบการศึกษาให้มีการสนับสนุนคนพิการ นั่นหมายถึงว่าเวลาเราทำงานเราจะไม่ทำงานส่วนเดียว จะต้องทำงานทั้ง 4 ส่วนนั้นร่วมไปด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ สุดท้ายนะครับ ผมคิดว่าหลายคนก็คุ้นเคย เชื่อว่าในห้องประชุมนี้ก็มีทั้งคนที่ทำงานด้านการปฏิบัติงาน รวมถึงเรื่องการศึกษาต่าง ๆ ผมเชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราจะมีการประเมินผลอย่างไร หลายคนก็คำนึงถึงเรื่องของนโยบาย ถ้าเรามีครูที่ดี ถ้าเรามีชั้นเรียนที่ดี มีสื่อการสอนที่ดี เราก็จำเป็นที่จะต้องมีนโบายที่ดีแล้ว มีครูที่ดีแล้ว ปัจจุบันนี้นะครับหลายประเทศก็มีกฎหมายที่ดี มีนโยบายที่ดี แต่ว่ายังขาดงานวิจัยและยังขาดในเรื่องของการศึกษาและแนวทางปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เราควรจะต้องมีการทำงานศึกษาวิจัยต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ผมเองไม่ได้มีคำตอบสุดท้ายที่เป็นสูตรสำเร็จให้กับแต่ละท่าน แต่ว่าผมนั้นชวนกันคิดชวนกันทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้ และนักการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการต่าง ๆ ที่ทำงานในเรื่องของการศึกษาของคนพิการ หวังว่าเราจะได้มีโอกาสทบทวนและพัฒนาไปด้วยกัน ขอบคุณครับ เนื่องจากเราไม่ได้มีเวลามากในการถามตอบ ถ้าจะมีขอเป็น 1 คำถาม แต่ถ้าไม่มีก็อาจจะไปถามภายหลังได้ หลังไมโครโฟนได้ต่อไปวิทยากรท่านที่ ๓ มาจากญี่ปุ่นคุณ UEDA Satoshi (Mr. UEDA) Mr. UEDA Satoshi เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ที่ Nishikyushu University จากญี่ปุ่น ผมชื่อคุณซาโตชิ มาจากญี่ปุ่น ผมเป็นอาจารย์สอนที่ Nishikyushu University อยู่ในเมือง คุณรู้จักสเตซาดะไหม ไม่รู้จักเลยหรือครับ ผมสอนเด็กที่อยากจะเป็นครู วันนี้การนำเสนอผมจะนำเสนอประเด็นปัญหาในเรื่องของการศึกษาของเด็กที่ไม่พิการ แต่ว่ามีความต้องการพิเศษ ก็จะเป็น case study ของญี่ปุ่นและประเทศไทย คือเราพูดถึงเรื่องของเด็กพิการ ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาแบบเชิงเปรียบเทียบในนโยบาย แล้วก็เรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมก็ได้ดำเนินการวิจัยในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นงานวิจัยที่เชียงใหม่ แล้วก็ทางภาคเหนือของประเทศไทย ผมกำลังศึกษาในเรื่อง 3 ประเด็น อันที่ 1 เป็นเรื่องระบบโรงเรียนที่หลากหลายของประเทศไทย ประเทศไทยก็มีระบบการสอน 2 แบบ ก็คือ แบบทางการและแบบไม่เป็นทางการแล้วก็มีโรงเรียนพุทธด้วย แล้วก็ประเทศไทยก็ก็มีระบบมัธยมศึกษา แล้วก็โรงเรียนเหล่านี้ให้บริการด้านการศึกษาแก่เด็กที่ยากจน ข้อที่ ๒ นะครับ จะเป็นเรื่องการศึกษาสำหรับชนกลุ่มน้อย ผมศึกษาการศึกษาสำหรับคนกลุ่มน้อย ทั้งในญี่ปุ่นก็มีปัญหาการให้การศึกษากับเด็กกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าของไทยก็จะเป็นเรื่องของชาวเขา เป็นเด็กชาวเขาต่าง ๆ อย่างเช่น ในประเทศพม่า ในกัมพูชา แล้วก็ข้อที่ 3 ก็จะเป็นเรื่องของการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สัญลักษณ์ วัฒนธรรมหลากหลาย คือการศึกษาวัฒนธรรมการศึกษาสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายแล้วก็มีชนกลุ่มน้อยด้วย คือไม่ได้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรม ผมเริ่มการศึกษาในปี ๒๐๑๒ ในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในการนำเสนอนี้มุ่งที่จะทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบัน และประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่ได้มีความพิการ แต่ต้องการการสนับสนุนพิเศษ จากตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย สะกด STATEMENT ได้พูดถึงการศึกษาพิเศษหมายถึงการศึกษาสำหรับเด็กที่ต้องการ ที่มีความจำเป็นต้องการด้านการศึกษาเป็นพิเศษ โดยมิได้จำกัดเพียงกลุ่มของเด็กพิการเท่านั้น แน่นอนการศึกษาพิเศษนั้นก็ได้พูดถึงเรื่องของเด็กพิการ แต่ก็หมายถึงเด็กกลุ่มอื่น ๆ ด้วยครับ ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการจัดบริการให้กับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษอย่างไร เรามีโรงเรียนที่จัดการศึกษา หรือการสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นพิเศษให้กับนักเรียน โรงเรียนเหล่านี้จะรับนักเรียนที่มีความพิการรุนแรง มีความพิการมาก และจะมีการแบ่งประเภทของความพิการ ซึ่งมีโรงเรียนที่ให้บริการด้านการศึกษากับนักเรียนที่มีความพิการซ้อน คือมีความพิการมากกว่า 1 ประเภทด้วย ในประเภทแรกนั้นมีนักเรียนประมาณ 19,000 คน ประเภทที่ ๒ เป็นชั้นเรียนที่มีการสนับสนุนเป็นพิเศษด้านการศึกษาให้บริการกับนักเรียนประมาณ ๑๘๗,๐๐๐ คน จะมุ่งไปที่กลุ่มนักเรียนที่มีความพิการที่ไม่รุนแรงมาก แล้วก็จะเรียนอยู่ในชั้นเรียนที่มีการสนับสนุนพิเศษ ประเภทที่ ๓ เป็นชั้นเรียนทั่ว ๆ ไป ชั้นเรียนทั่วไปจะมีนักเรียนอยู่ประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน จะเป็นกลุ่มของความพิการด้านพัฒนาการต่าง ๆ และครูทั่ว ๆ ไปนั้น ที่สอนในชั้นเรียนเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจเรื่องของความพิการด้วย ในญี่ปุ่นนั้นบอกว่า ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ของนักเรียนมีความพิการทางการพัฒนาการ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศในญี่ปุ่น ครูนั้นจึงต้องมีความเข้าใจ เด็กในชั้นเรียนของตน ซึ่งมีความจำเป็นพิเศษ เด็กที่ต้องมีการสนับสนุนเป็นพิเศษนั้นรวมถึงเด็กนักเรียนที่เป็นชาวต่างชาติอาจจะไม่ได้มีความพิการ หรืออาจจะเป็นเด็กที่มีความพิการทางกายและการเคลื่อนไหว ความพิการทางการเห็น การได้ยิน เด็กที่มีความเจ็บป่วย หรือปัญหาในเรื่องของภาษาญี่ปุ่น หรือเด็กที่มีปัญหาความยากจน และเราพบว่าปัจจุบันนี้ภาคการศึกษาเรื่องความพิการมากยิ่งขึ้น จำนวนของนักเรียนที่ต้องการการสอนภาษาญี่ปุ่นก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี มีจำนวนของนักเรียนที่ต้องการการสอนเพิ่มเติมในเรื่องของภาษาญี่ปุ่น มีนักเรียนในกลุ่มที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาหลักเป็นจำนวนมากที่สุด แล้วก็มีหลายคนที่เป็นกลุ่มของนักเรียนที่ใช้ภาษาจีนและภาษาฟิลิปปินส์ คือกลุ่มของผู้ที่ใช้ภาษาฟิลิปปินส์จะเป็นครอบครัวหรือลูก ๆ ของคนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น ก็จะเป็นกลุ่มเหล่านี้ของกลุ่มที่ใช้ภาษาจีนกับระหว่างคนญี่ปุ่น ชาวจีน ฟิลิปปินส์ ฉะนั้นกลุ่มของนักเรียนที่ต้องการการสอนเสริม หรือว่าต้องการการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมก็จะมีมากยิ่งขึ้น และมีการสำรวจโดยกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ก็มีการสำรวจและได้ผลออกมาดังนี้ครับ ก็มีเรื่องของการขาดครูที่สามารถสอนภาษาญี่ปุ่น การขาดทักษะ และการขาดงบประมาณมี ๒ ปัญหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ก็คือ Focus ไปที่การสอนภาษาญี่ปุ่น อันที่ ๑ คือก็จะไม่มีวิชาสอนในเรื่องนี้ แล้วก็รัฐบาลญี่ปุ่นตอนนี้ก็มีการพัฒนาการเรียนภาษาญี่ปุ่น วิชาเรียนมีการสอนที่เป็นวิชา ต่อมาก็เป็นโควตาของเด็กที่จะได้รับการสนับสนุนพิเศษ รัฐบาลก็จะมีงบประมาณ ญี่ปุ่นก็ได้มีการเพิ่มงบประมาณสำหรับการสอนภาษาญี่ปุ่น แล้วก็ผมจะพูดถึงเรื่องของประเทศไทย ก็มี ๒ ประเภท มีโรงเรียน 2 ประเภท ที่เกี่ยวกับการศึกษาพิเศษในประเทศไทย โรงเรียนแบบที่ ๑ ก็เป็นโรงเรียนสำหรับความพิการเฉพาะ ก็จะมีนักเรียนประมาณ 14,000 คน ในโรงเรียนแบบนี้ เป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิการ ประเภทที่ 2 จะเป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ แล้วก็จะมีนักเรียนประมาณ 32,280 คน ที่เรียนในโรงเรียนแบบนี้ โรงเรียนแบบนี้ก็จะรับคนจน เด็กที่มีความยากจน และโรงเรียนเหล่านี้ก็ไม่มีในญี่ปุ่นครับ ผมได้ไปศึกษาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในเชียงใหม่ อันนี้เป็นโรงเรียนที่เป็นเด็กชาวเขาเป็นส่วนใหญ่ เด็กที่มาเรียน แล้วก็นักเรียนทั้งหมดอยู่ในหอพัก นักเรียนก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม หรือว่าค่าใช้จ่ายรายวันต่าง ๆ แล้วก็พ่อแม่ก็อาจจะมีรายได้ประมาณ 20,000 บาท หรือว่าน้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีรายได้ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้วก็นักเรียน 871 คน ที่โรงเรียนนี้ก็จะมาจากหลายเชื้อชาติ มาจากหลายเผ่า เช่น ม้ง แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย แล้วก็หลักสูตรการเรียนของมัธยมปลาย จะเน้นเรื่องการฝึกอาชีพ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของกิจกรรมของโรงเรียน ก็จะมีเรื่องของการฝึกทักษะชีวิต แล้วก็การมีเรื่องทัศนคติที่ดี โรงเรียนก็จะดูเรื่องของการฝึกอาชีพ แล้วเด็กนักเรียนก็จะได้รับทักษะเรื่องของอาชีพ แล้วก็ภาพด้านซ้ายก็จะเป็นการทำเกษตรด้านขวาจะเป็นการตัดเย็บ ก็เป็นการศึกษาที่ค่อนข้างดี ที่จะนำไปสู่อนาคตที่ดีของเด็กนักเรียน อย่างไรก็ตามจากมุมของนักการศึกษาของผมเอง คือก็ไม่สามารถที่จะได้รับการศึกษาในภาษาของเขา ในปีที่แล้วเด็กที่ติดถ้ำหลวง คุณจำเหตุการณ์นี้ได้ไหมครับที่เด็กติดถ้ำ คนญี่ปุ่นหลายคนก็แปลกใจมากที่มีเด็กไร้สัญชาติเข้าไปติดอยู่ในถ้ำ ก็มีโปรแกรมสำหรับเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย ช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติ แล้วก็เรื่องเด็กที่ข้ามพรมแดนมาจากพม่าและกัมพูชาด้วย ต่อมาจะเป็นเรื่องของความเหมือนและความต่างระหว่างประเทศไทยและญี่่ปุ่นสิ่งที่เหมือนกัน การศึกษาก็จะฟรีสำหรับเด็กนักเรียนที่ยากจน มาจากต่างชาติหรือว่าไร้สัญชาติ ก็คือนั่นแปลว่าเด็กนักเรียนทุกคนก็จะได้รับโอกาสการเข้าถึงการศึกษา แล้วก็การเรียนรู้ของเขาก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่ว่าก็มีความแตกต่างกันด้วย คือญี่ปุ่นจะไม่มีโรงเรียนพิเศษสำหรับชาวเขา ชนกลุ่มน้อยหรือว่าคนยากจน ก็คือทุกคนจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนทั่ว ๆ ไปได้ อย่างที่ประเทศไทยก็มีโรงเรียนพิเศษสำหรับชนกลุ่มน้อย และคนยากจน ซึ่งระบบนี้ก็แยกการศึกษา ก็จะแยกเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียนทั่วไป Slide สุดท้ายผมก็อยากจะแนะนำเรื่องของการศึกษาสำหรับคนยากจน เด็กยากจน แล้วก็ชนกลุ่มน้อยนะครับ สำหรับญี่ี่ปุ่น ข้อแรกก็คือไปเน้นในเรื่องการเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนต่างชาติทั่วไป ข้อที่ 2 ก็จะเป็นเรื่องว่า ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ต้องการการสนับสนุนพิเศษ การสนับสนุนด้านการศึกษา ข้อที่ 3 จะเป็นเรื่องของการสนับสนุนทางด้านอาชีพ สำหรับเด็กนักเรียนต่างชาติ สำหรับประเทศไทยผมก็จะมี ๓ ข้อ ที่อยากจะแนะนำเหมือนกัน อันที่ 1 ก็คือเด็กได้รับการศึกษา ภายใต้ระบบการศึกษาที่หลากหลาย หมายถึงมีความแตกต่างกันในการศึกษาตามแต่ละโรงเรียน ข้อที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการขาดแคลนการศึกษา ที่จะแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย อย่างเช่น เด็กไร้สัญชาติ หรือว่าเด็กที่ข้ามมา ข้อที่ ๓ เป็นประเด็นของโอกาสทางด้านการศึกษาสำหรับเด็กไร้สัญชาติ และการหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากมายของเด็กต่างชาติ อันนี้ก็เป็นการนำเสนอทั้งหมดของผมครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมากครับ คุณ Satoshi ขอข้ามช่วงต่อไปก่อนนะครับ ต่อไปจากประเทศพม่า Ms. Naw Thwe Lar Htoo มาจากโรงเรียน Mary Chapman สำหรับคนหูหนวก ในประเทศพม่า (Ms. Naw Thwe Lar Htoo) สวัสดีค่ะ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ ดิฉัน Naw Thwe Lar Htoo ดิฉันมาจากประเทศพม่า เรามากันมีนักเรียน 10 คน แล้วก็ครู 2 คน อันดับแรก ดิฉันอยากจะขอขอบคุณที่ได้เชิญพวกเรา รวมถึงได้เชิญนักถ่ายภาพรุ่นเยาว์ หรือเยาวชนมาร่วมจัดนิทรรศการด้วย โรงเรียนของเราชื่อว่า Mary Chapman สำหรับคนหูหนวก ตั้งอยู่ที่ย่างกุ้ง อันดับแรกฉันอยากจะกล่าวถึงประวัติของโรงเรียนในปี 1919 สุภาพสตรีชาวอังกฤษ นาง Mary Chapman ได้มาที่ประเทศพม่า และเธอได้เห็นเด็กหูหนวก และเธอมีเพื่อนที่ทำารช่วยเหลือเด็กหูหนวก เพื่อที่จะสร้างเป็นโรงเรียน เธอจึงได้ซื้อที่ดินเพื่อที่จะสร้างเป็นโรงเรียน และเธอก็ได้มีการจดทะเบียนโรงเรียนแห่งนี้ ตั้งชื่อว่า โรงเรียน Mary Chapman โรงเรียนสำหรับคนหูหนวก นี่เป็นภาพของนาง Mary Chapman โรงเรียนถูกสร้างขึ้นปี ๑๙๒๐ เธอต้องการที่จะให้การศึกษาในระดับพื้นฐานกับเด็กหูหนวกทุกคน และต้องการช่วยให้เด็กหูหนวกสามารถที่จะเรียนต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ มีการจัดการฝึกอาชีพให้กับเด็กหูหนวก เพื่อจะประกอบอาชีพในชีวิตต่อไป มีการเชื่อมโยงประสานงานกับภาคเอกชน และบริษัทต่าง ๆ ในการสมัครงาน เพื่อให้ได้รับโอกาสในการจ้างงาน เมื่อมีนักเรียนใหม่เข้ามาในโรงเรียน ก็มักจะมีคำถามว่า แล้วนักเรียนใหม่นั้นจะสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้อย่างไร ก็จะมีการให้คำแนะนำ แล้วก็มีการช่วยเหลือสนับสนุนในการปรับตัวให้กับนักเรียน รวมถึงให้มีการฝึกหัดให้กับครูที่สอนในโรงเรียนคนหูหนวกด้วย ในโรงเรียนของเรา เรามีระบบต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาหรือว่าเป็นระบบ หรือวิธีการที่ใช้ 4 วิธี เป็นเรื่องของ audio หรือเรื่องของไซน์ language หรือภาษามือ และเรื่องของการสื่อสาร และเรื่องของการสื่อสาร เช่น อันแรก auditory เป็นเรื่องของการฟัง จะเป็นชั้นเรียนที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องของไวยากรณ์หรือพื้นฐาน จะสอนแบบ ๑ ต่อ ๑ เราสอนให้กับนักเรียนและสอนให้กับผู้ปกครองด้วย เพื่อที่จะให้ผู้ปกครองสามารถที่จะสื่อสารกับเด็กหูหนวกได้ และเข้าใจวิธีการที่เด็กสื่อสาร วิธีที่ ๒ คือ auditory จะสอนในกลุ่มเล็ก ๆ คุณครูจะสอนให้นักเรียนได้ทำตามโดยคุณครูจะเป็นตัวอย่าง อันนี้เป็นห้องเรียนชั้นเรียนเล็ก ๆ ที่เป็นกลุ่มเล็กใช้ในการสอน วิธีที่ 3 คือ Total communication จะใช้ทั้งในเรื่องของการเปล่งเสียง แล้วก็เรื่องของภาษามือ ก็คือจะมีการทำภาษามือ อย่างเช่น คำว่า "สบายดีไหม" มีการทั้งทำภาษามือ แล้วก็เปล่งเสียงไปพร้อมกัน นี่เป็นภาพชั้นเรียนในโรงเรียน วิธีที่ 4 เรียกว่า manual หรือ sign คือภาษามือ คือนักเรียนบางคนในโรงเรียนอาจจะสามารถเปล่งเสียงได้ แต่ว่าบางคนอาจจะไม่สามารถเปล่งเสียงได้ 2 ระบบ ก็คือการใช้ทำภาษามือ แล้วก็ใช้การเขียน นอกจากนี้เรื่องของการฝึกอาชีพ จะมีการฝึกอาชีพ เช่น อันที่ ๑ เป็นการเย็บผ้า และการทำงานฝีมือ อันที่ 2 เป็นเรื่อง bakery และเรื่องการชงกาแฟ การทำร้านกาแฟ อันที่ ๓ เป็นการนวด อันที่ ๔ เป็นเรื่องของการทำผม การสระผมในร้านทำผม ในภาพนี้ก็จะเห็นว่ามีการฝึกเรื่องของการนวด การทำงานฝีมือ แล้วก็เรื่องของการทำ bakery ขนมอบต่าง ๆ ซึ่งทำโดยนักเรียนในโรงเรียนของเรามีนักเรียนทั้งหมด 388 คน มีกลุ่มที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๖ กลุ่ม ในพม่า นักเรียนของเรานับถือศาสนาต่าง ๆ มี ๒๖๗ คน นับถือศาสนาพุทธ 14 คน เป็นมุสลิม 1 คน เป็นฮินดู และมีทั้งนักเรียนที่อยู่ประจำ และนักเรียนที่ไปกลับในโรงเรียนของเรา มีคุณครูทั้งหมด 60 คน ต่อนักเรียน 388 คนนี้ และเรายินดีต้อนรับทุกคน ถ้ามีโอกาสขอให้ไปเยี่ยมโรงเรียนเราที่ย่างกุ้งนะคะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณครับ คุณ Naw Thwe Lar Htoo ช่วยปรมมือให้เธออีกครั้งด้วย [เสียงปรบมือ] ตอนนี้เราจะให้ทุกคนไปพักเบรก ทุกคนพร้อมไหมที่จะไปพักเบรก ตอนนี้เราต้องการกาแฟกัน นอกจากนั้นเราก็จะกลับมาอีก 15 นาทีข้างหน้า มีคำถามไหมครับ [สิ้นสุดการถอดความ]