ขอทุกท่านเชิญนั่งตอนนี้เราช้ามาแล้ว 7 นาที ขอเชิญทุกท่านนั่งนะคะ ขอบคุณครับตอนนี้เราพร้อมสำหรับช่วงบ่ายหรือยังครับ ไม่ง่วงกันนะ เชิญทุกท่านเชิญนั่งประจำที่แล้วเราก็จะเริ่มงานในช่วงบ่ายเราจะมีวิทยากร ๒ ท่าน จะอยู่ตรงซ้ายมือข้างหลัง ตรงที่อาจารย์ยกมืออยู่ สามารถหยิบได้เลย จะได้ทราบว่า speแต่ละคนเขาพูดเรื่องอะไรด้านซ้ายจะเป็นแอ็ปแตร็กทางด้านซ้ายมือของเราทางด้านซ้ายมือของท่าน ตอนนี้ทุกท่านพร้อมสำหรับช่วงบ่ายแล้วใช่ไหมครับ เดี๋ยวเราจะมาฟังปาถกฐา(Dr. Kritzer) ซจากมหาวิทยาลัยUniversity of Nebraskaจะมาพูดถึงเรื่องของความท้าทายในการที่จะทำให้ทุกคนมามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ได้ ในการเรียนรวม ทุกคนตื่นแล้วนะครับ สวัสดีทุกท่านทุกคนตื่นเต็มที่ใช่ไหม ดีมากผมกำลังรอ file นำเสนอของผมอยู่ ผมชื่อ jeffrey ผมรู้จักบางคนบางคนก็ไม่รู้จัก ผมมาจากอเมริกา ใช้เวลาบินหลายชั่วโมงเหมือนกัน ผมอยากจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนเรียนรวม ชั้นเรียนเรียนรวม ตอนนี้เป็นกระแสอยู่ในอเมริกาที่จะให้การศึกษากับนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเรียนพิการหรือไม่ ในห้องเรียนเดียวกันเลย มีทั้งพิการและไม่พิการ และได้มีความท้าทายมีปัญหาด้านเทคนิคนิดหน่อยนะครับ โอ.เค. ครับเราไปกันต่อ ผมใช้เวลาประมาณ ๒๕ ปี ในการทำงานที่โรงเรียนเรียนรวมและผมทำงานเป็นครูรีซอสหรือว่าครูที่สอนในโรงเรียนสำหรับเด็กพิการด้วย และจากนั้นก็มาศึกษาต่อ แล้วก็มาทำงานวิจัย และผมทำในเรื่องของการฝึกทักษะให้กับเด็กในการอ่าน การคำนวณ และการเขียน ในงานของผมตลอด ๒๐ ปี คุณครูใหญ่ก็จะมาบอกผมบอกว่า เราต้องการให้คุณครูแทนที่จะดึงเด็กออกมาสอนเสริมนอกห้องเรียนอยากให้เด็กนั้นได้เรียนรวมอยู่ในชั้นเรียนร่วมกับคนอื่น ฉะนั้นคุณครูที่เป็นคุณครูสอนเสริมให้เข้าไปร่วมในห้องเรียน และเราจำเป็นที่จะต้องสิ่งที่เราไม่อยากจะทำก็คือต้องบังคับให้ทุกคนบอกว่าต้องให้นักเรียนทุกคนเข้ามาเรียนในห้องเรียนเดียวกันให้ได้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องถูกจัดไว้ในห้องเรียนเดียวกัน หลายคนบอกว่าจะต้องทำอย่างนั้นเท่านั้นแล้วบอกว่านี่คือการเรียนรวม คุณพอเข้าใจประเด็นที่ผมกำลังสื่อหรือไม่ คุณตามทันหรือไม่ครับ โอ.เค. การมีประสบการณ์อย่างเดียวกับที่ผมได้เจอนั้น ในการเป็นครูของผมนั้น ผมได้นำประสบการณ์เหล่านั้นเข้ามาใช้ในการทำงานวิจัยเวลาที่เราพูดถึงการอธิบายถึงสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น เราก็อาจจะเการอธิบายถึงสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น เราก็อาจจะเรียกว่าโคชทีชิ่ง หรือว่าการสอนร่วม บางคนก็เรียกอาร์ทีไอ บางคนก็เรียกการเรียนรวมก็เป็นคำกล่าว ซึ่งกล่าวถึงสิ่งเดียวกันคำเหล่านี้ก็คือหมายถึงว่าการทำงานร่วมกันในชั้นเรียนเดียวกันของครู 2 คนนี่เป็นกระแสครับ เป็นกระแสที่ได้รับความนิยม ก็เป็นกระแสเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยาม และหลายคนนั้นก็ติดอยู่ในกระแสนี้ เหล่านั้นที่เป็นนักเรียนที่ไม่พิการ ชั้นเรียนแบบนี้ที่เป็นชั้นเรียนรวมนี้มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนทั่วไปที่ไม่พิการมากน้อยแค่ไหนสิ่งที่เราค้นพบก็คือเช่น นักเรียนที่มีความพิการทางสติปัญญา เขาได้มีโอกาสเข้าสังคม ได้ประโยชน์ในเรื่องของทักษะทางสังคม เมื่อได้เข้าไปเรียนรวมกับเด็กคนอื่นในชั้นเรียนเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ด้านวิชาการเท่าไหร่มีหลักปรัชญาที่แข่งขันกันอยู่ ก็คือเรื่องของการทำให้เกิดชั้นเรียนเรียนรวมที่เป็นชั้นเรียนเรียนรวมแบบเคร่งครัด ทุกคนเรียนในห้องเดียวกัน แต่อีกแบบหนึ่งคือการจัดชั้นเรียนให้เหมาะตามรูปแบบหรือทักษะ หรือวิธีการเรียนรู้ บางครั้งอาจจะเป็นการเรียนรวมกัน บางครั้งอาจจะเป็นการเรียนเสริมที่แยกออกมา บางครั้งอาจจะเป็นการจัดชั้นเรียนอยู่ในสถานพยาบาล แล้วแต่สถานการณ์ของนักเรียนแต่ละคนในประเทศของผม การศึกษาพิเศษเป็นเรื่องใหญ่ เป็นประเด็นใหญ่ ครูใหญ่นั้นก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญมีเรื่องของงบประมาณสำหรับเรื่องของการศึกษาพิเศษ และเรื่องการพิเศษ เรื่องการศึกษาพิเศษในอเมริกาเป็นเรื่องใหญ่จากที่นี่ ในประเทศไทยนั้นเราไปจากจังหวัดหนึ่งไปหาอีกจังหวัดหนึ่ง เราเห็นว่ามีการดำเนินงานด้านการศึกษาพิเศษในระดับที่แตกต่างกัน ในประเทศของผมนั้นมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เรียกว่ามีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นที่นิวยอร์กหรือรัฐที่ห่างไกลออกไปและไม่มีใครากล้ามาหือกับเรื่องการศึกษาพิเศษ เป็นเรื่องทุกคนให้ความสำคัญเหมือนกันและเราก็ทำการตัดสินใจว่าจะต้องมีการจัดชั้นเรียนที่เหมาะกับนักเรียน และบางส่วนหลายคนบอกว่าในเรื่องของบรรยากาศสำหรับการเรียนเรื่องการอ่านก็อาจจะต่างการเรียนเรื่องการคำนวณ ฉะนั้นการที่เป็นการเรียนรวมอย่างเต็มรูปแบบั้นจะต้องคำนึงถึงความสามารถที่แตกต่างกันด้วย ถ้าคุณไม่ได้จัดการเรียนรวมอย่างเหมาะสมจะกลายเป็นความวุ่นวาย เรานั้นทำงานกับครูอย่างมากในอเมริกา ในอเมริกาการสอนนี้ไม่ใช่อาชีพที่ได้รายได้สูง เช่นเดียวกันกับในประเทศไทยใช่ไหมครับ ที่อาชีพครูก็อาจจะไม่ได้มีรายได้สูงที่สุด ในมหาวิทยาลัยของผมและในหลายมหาวิทยาลัยคนที่มาเป็นครูก็อาจจะไม่ใช่นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดที่ ส่วนมากนักเรียนที่ได้คะแนนสูงก็อาจจะเลือกไปเลือกทำงานเป็นวิศวกร งานวิทยาศาสตร์ หรืองานที่เกี่ยวกับธุรกิจ และเขาก็ไม่เลือกที่จะมาเป็นครูที่ทำการสอน เพราะอยากจะเลือกอาชีพที่ทำงานเงินได้มากกว่า ฉะนั้นนักเรียนที่เข้าสู่นักเรียนหัวกะทิ และเห็นว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวที่เราจะคาดหวังว่าทุกคนจะต้องมาเข้าใจในเรื่องขอเรื่องของการเรียนรวมอย่างอันนี้เป็นชาร์ทที่แสดงให้เห็นเรื่องคะแนนของครู ระดับคะแนนในด้านของการศึกษา ด้านธุรกิจ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านศิลปะ หรือด้านของคำนวณ คอมพิวเตอร์ หรือด้านวิศวกร ใครจะเป็นคนที่ เข้ามาทำงานด้านการศึกษาหรือมาเป็นครู คนที่ได้คะแนนแบบไหน เวลาคุณทำการสำรวจ แล้วคนก็จะถามว่าคุณต้องการการเรียนรวมไหม inclution ชอบไหมทุกคนบอกว่าใช่ แน่นอน ดีมาก เราต้องการสิ่งเหล่านี้ แถว ชุมชนผมไม่มีใครที่ลงคะแนนให้กับทรัมป์ แต่ว่าเขาก็บอกว่าไม่ได้ vote ให้เขาไม่ลงคะแนนให้ ในที่สุดทรัมป์ชนะครับ เพราะหลายครั้งคนอาจจะไม่ได้ให้คำตอบที่แท้จริงเวลาเราทำการสำรวจ และเราจะทำอย่างไร แล้วเราจะวัดผลอย่างไร หรือเราจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร ครูในชั้นเรียนเรียนรวมที่เรียกว่าการสอนร่วมกัน จะมีครู ๒ คน บางครั้งครูก็จะอยู่ข้างหน้าคนหนึ่ง ข้างหลังคนหนึ่ง ก็มีหลายรูปแบบตามทันไหมครับ ตามทันไหมครับ นักเรียนหลายคนที่มีความพิการก็อาจจะไม่ได้รับโอกาสไม่ได้รับโอกาสในการเรียนอย่างเต็มที่ในชั้นเรียนรวม ผมมีโอกาสได้ไปที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วก็เห็นว่ามีครูที่นั่งอยู่ มีไมโครโฟนอยู่ข้างหน้าแล้วมีนักเรียนประมาณ 60 - 70 คน แล้วมีนักเรียนพิการนั่งอยู่แถวหลังผมเห็นว่าหวังว่าจะไม่มีอย่างนี้ในประเทศไทยหรือประเทศอื่น เพราะแม้มีการรวมนักเรีียนพิการเข้าไปนั่งในห้อง แต่เป็นการอยู่ในห้องเรียนเดียวกันแบบที่ถูกมองข้ามไปครับ ผมจำได้ว่ามีการนำเสนอที่เป็น powerpointไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือว่าครู หลายครั้งอาจารย์เหล่านี้เราก็พยายามต่อสู้กับเรื่องของความน่าสนใจ พยายามทำตัวให้มีความบันเทิงมากขึ้น ต่อสู้กับยูทูปแต่เรายังไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าชั้นเรียนแบบเรียนรวมที่มีนักเรียนทุกคนอยู่ร่วมกันนั้นได้ผลจริง ๆ หรือมีประสิทธิภาพจริง ๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมีชั้นเรียนหรือจัดชั้นเรียนที่เหมือนรูปแบบเดียวกันหมดหรือจัดชั้นเรียนเดียว ที่เหมือนกันในรูปแบบเดียวกันหมดแท้จริงแล้วชั้นเรียนนั้นควรจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แล้วคุณไม่สามารถจะใช้สื่อการเรียนการสอนเดียวกันสำหรับนักเรียนทุกคนในทุก ๆ ระดับชั้นได้ คุณต้องใช้รูปแบบที่มีความแตกต่างเหมาะกับแต่ละกลุ่มเด็กแต่ละคน และในเรื่องของการสอบซึ่งทำอย่างไรครับในชั้นเรียนที่มีกาสอบยุติธรรมไหมครับถ้าเราจะให้เด็กนักเรียนที่มีความพิการทางสติปัญญาด้วยข้อสอบที่เรียงกันหลายข้อมากมายอย่างนี้ ผมอยากจะขอบอกอย่างนี้ครับว่ายิ่งครู การศึกษาพิเศษมีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด เขายิ่งมีความศรัทธาในเรื่องของการให้นักเรียนทุกคนเรียนในชั้นเรียนเดียวกัน ในเรื่องของ inclusยิ่งครูมีประสบการณ์ในการสอนการศึกษาพิเศษมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งพบความจริงมากขึ้นว่า การเรียนรวมในชั้นเรียนเดียวกันนั้นได้ผลน้อยมากขึ้นเท่านั้น เราหลายครั้งเราไม่ชอบครูใหญ่ ไม่ชอบผู้บริหาร เราเป็นคนทำงานใช่ไหมครับ เราไม่อยากจะให้มีใครมาสั่งว่าเราจะต้องทำอย่างไรแล้วหลายครั้ง ผมคิดว่าครูหลายที่ก็เป็นเหมือนกันกับครูในลอสแองเจอริสว่าไม่อยากให้ถูกสั่งว่าทำอย่างไรอย่างไร และเราพบว่ายิ่งคุณนั้นเป็นผู้บริหาร คุณเป็นครูใหญ่ คุณเป็นคนที่อยู่ในห้องทำงานบริหารห่างไกลจากชั้นเรียน ยิ่งอยู่ห่างไกลคุณยิ่งเข้าใจน้อย และคุณยิ่งนึกไม่ออกว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร ผมจำได้เป็นของครูใหญ่ หรือว่าของคุณครูมากกว่า 1000 ครับก็จะได้ผล แล้วก็มีความแตกต่างกันของความสามารถในชั้นเรียน การศึกษาทั่วไปบางคนสอนในชั้น ป. 1 แล้วมีเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก บางคนเรียน สอนอยู่ชั้น ป.5 แล้วมีนักเรียนบางคนที่อาจจะอ่านได้ดี บางคนที่ยังอ่านไม่ได้ผมเคยได้มีการนำเสนอในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการเหมือนนำมาใช้ในการออกแบบรูปแบบการศึกษา อีกประเด็นหนึ่งคือการไม่มีเวลามากพอที่จะวางแผนร่วมกัน เพราะว่าเวลาที่เราจะทำชั้นเรียน เรียนรวมที่มีครูสอน ๒ คน คุณต้องวางแผนร่วมกัน และหลายครั้งครูไม่มีเวลามากพอ บางทีเขาอาจจะต้องวางแผนการสอนร่วมกันและไม่มีเวลาที่จะประสานงานกัน ต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ของตนเอง บางคนก็รู้สึกว่าไม่อยากที่จะต้องมาหาเวลาเพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นเวลาหลังการทำงาน หรือหลังจากหมดเวลางานแล้วที่จะต้องมาวางแผนร่วมกันอีก ถ้าเวลานี้ไม่พออีกอันหนึ่งเป็นเรื่องของนักเรียนที่มีความพิการทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดอกเตอร์ผดุงทำงานอยู่ด้วยนะครับ ก็มีประเด็นของนักเรียนเหล่านี้ที่เป็น LD ที่เข้ามาในชั้นเรียน แล้วผมเองก็ทำก็ทำงานกับเด็กเหล่านี้มากกว่า 20 ปี และหลายครั้งในชั้นเรียนใหญ่เกินไปสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ เขาไม่ได้รับความใส่ใจมากพอ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเป็นครูนั้นผมก็รักษาพื้นฐาน ซึ่งใช้การสอนอย่างใกล้ชิด แล้วสำหรับเด็กที่เป็นกีฟเตม หรือเด็กที่ปัญญาเลิศ เด็กที่เรียนได้อย่างรวดเร็ว หลักจะเป็นอย่างไร ชั้นเรียนที่เป็นชั้นเรียนรวม ก็ไม่ใช่สถานที่ดีหรือบรรยากาศที่ดีสำหรับเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ เพราะว่าเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ก็ต้องการรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างออกไปฉะนั้นต้องใช้การวางแผนอย่างมากที่จะทำให้เกิดชั้นเรียนรวมที่มีประสิทธิภาพที่ดำเนินการไปได้อย่างแท้จริง ฉะนั้น คุณจะต้องมีความเข้าใจทักษะ ถ้าคุณจะเป็นครู คุณต้องเข้าใจสอนเด็กแต่ละระดับชั้น และเด็กที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่เพียงแต่ให้เด็กคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว แต่เขาจะต้องสอนในทุกชั้น จำได้ไหมครับ เรื่องของโลเทสกอทีเทสต์ที่ผมพูดถึง ไม่ใช่นักเรียนคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว ไม่ใช่ครูคนเดียวที่จะสอนในชั้นเดียว หมายถึงครูคนหนึ่งจะต้องสอนหลายชั้นเรียน และผมจำได้ว่าตอนที่ผมสอนในมหาวิทยาลัยผมก็สอน online ด้วย และนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนกับผมก็สามารถที่จะเห็นหัวข้อสำคัญในเนื้อหาต่าง ๆ เขาสามารถที่จะเห็นห้วข้อสำคัญในเนื้อหาต่าง ๆ เขาสามารถที่จะมีทางเลือกในการที่จะเลือกรูปแบบในการเรียน เพื่อบางคนอาจจะเขียนเป็นการ์ตูน บางคนอาจจะทำเป็นบทความ นี่เป็นเรื่องของการให้ทางเลือกสำหรับผู้เรียนและอีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นผู้ใหญ่ ผมคิดว่าดีคือ เวลาเราเป็นผู้ใหญ่เราก็เลือกในสิ่งที่ผมชอบ หรือสิ่งที่เราสนใจ ผมจำได้ว่าผมจำได้ว่าเมื่อเช้านั้นผู้ที่เป็นวิทยากรได้กล่าวถึงเรื่องของการเรียนรู้ของเด็ก ในระยะแรกเริ่ม แต่ผมเองจะเช่น ผมเองนั้นก็อยากฝึกเปียโนให้เก่งเหมือนเอลตันจอนห์แต่ว่ายังไม่ได้เก่งแบบนั้น แต่ผมว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ การเรียนรู้ภาษาใหม่ เป็นสิ่งที่ดี ครูที่ดีนั้นจะต้องสามารถปรับตัว หรือมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับนักเรียนครูที่ดีต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับนักเรียนและผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุนเพราะว่าจะต้องมีการสนับสนุนให้กับครูที่สอนเพราะว่าผมจะบอกอย่างนี้ครับ ในอดีตคนที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนมักจะเป็นผู้ชาย แล้วครูในแต่ละชั้นมักจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายมักจะเป็นหัวหน้าและหลายครั้งก็มีมุมมองที่ต่างกันจำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือระหว่างครูทั้ง 2 คน ที่สอนร่วมกันในชั้นเรียนรวมนั้น หลายครั้งเราพบว่าเป็นชั้นเรียนรวมที่มีครูที่อาจจะอาวุโสมากกว่า กับครูที่อายุน้อยกว่า แล้วกลายเป็นว่าครูที่มีอาวุโสมากกว่า ก็เป็นหัวหน้าเป็นผู้ที่มีการตัดสินใจ คุณตามทันไหมครับ ทุกคนยังตื่นนะไม่หลับนะ ฉะนั้นทำอย่างไรที่คุณจะทำชั้นเรียนเดียวให้มีประสิทธิภาพ คุณไม่สามารถที่จะให้ทุกคนอยู่ในกลุ่มเดียวกันหรืออยู่ในเรื่องการเขียน การอ่านหรือการคำนวณ ฉะนั้นทำอย่างไรที่สามารถที่จะผสมผสานระดับชั้นที่แตกต่างกัน ต้องได้รับอนุญาตจากครูใหญ่ ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร หลายคนบอกว่า ฉันเกลียดมาเลยที่จะต้องไปพยายามขออนุญาตจากผู้บริหาร แต่ทำอย่างไรที่เราจะสามารถตอบสนองต่อความแตกต่างเหล่านี้ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถช่วยเด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนได้เร็วอย่างเด็กทั่วไปเด็กที่เรียนเร็วกว่าเด็กทั่วไป ทำอย่างไรเราจะช่วยทั้ง ๒ กลุ่มเหล่านี้ ใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ จะเป็นเด็กกลุ่มของผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีความสามารถ หรือว่าความพิการที่หลากหลาย ผู้ที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ที่ใช้ภาษาเป็นภาษาที่ ๒ หมายถึงว่าไม่ได้ใช้ภาษาในห้องเรียนเป็นภาษาแรกแล้วก็พูดถึงคนที่ต้องการบางคนก็มีความสามารถที่หลากหลายแตกต่างกันที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่อะไรคือปัญหา อะไรคือปัญหา เราพูดถึงเรื่องของโคชชิงเซิฟวิงเราจะต้องระบุให้ได้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาคือนักเรียน หรือปัญหาคือครู คุณคิดว่าอะไรคือปัญหาครับ หรือระบบของโรงเรียนคือปัญญาอาจจะเป็นระบบของโรงเรียนที่่เป็นปัญหา หรือว่าเรื่องของกระทรวง เรื่องของนโยบายเป็นปัญหาเรากำลังพูดถึงคือการทำงานที่คำนึงถึง ๓ ระดับ เธียร์ที่ 1 ก็คือการแก้ปัญหา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการสอนกลุ่มเล็กลงมา แล้วก็เธียร์ที่ 3 ก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาพิเศษ เฉพาะของคุณก็จะเป็นเธียร์ ๑ ถ้าสอนดีโรงเรียนก็จะดี คือสอนดีในโรงเรียนที่ดีแล้วก็อย่าลืมเด็กที่มีพรสวรรค์นะครับ เวลาถ้าพูดถึงเรื่องของเวลาในการวางแผนก็ต้องวางแผนอย่างเช่น คนที่สอนคณิตศาสตร์คุณก็ต้องไปคุยกับครูที่สอนคณิตแล้วจะทำเรื่องนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกันทางออก การเรียนรวม ไม่ใช่สำหรับทุกคน ทุกคนรู้ไหมว่าคืออะไร อันนี้เป็นภาพ่่่่่่่่่่่่่่่การเรียนรวมไม่ใช่สำหรับนักเรียนทุกคนซื้อแนวคิดนี้ก่อน คือบางทีครูเขาอาจจะบอกว่า โอ.เค. ก็ดี ซื้อ แล้วเขาก็ต้องเชื่อมั่น คุณไม่นำเสนอไปในทางที่ดีทางดีพอก็จะไม่มีใครเชื่อมั่นในเรื่องของการเรียนรวม คือเขาไม่ได้ดีกว่าเราหรอกก็เป็นแค่งานที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่งานที่ดีกว่า แต่เป็นงานที่แตกต่างและผมก็เชื่อว่าคำตอบก็คือการเรียนรวมอย่างมีความรับผิดชอบเป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลของแต่ละบุคคล ผมพูดขึ้นมาเอง แล้วเมื่อเราทำได้ดีพอเขาก็ต้องได้รับการเลื่อนขั้น ได้รับการชื่นชมแล้วสิ่งคุณจำเป็นจะต้องมีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาบุคคลากรของคุณเพื่อที่จะให้เขาสามารถที่จะพัฒนาทักษะในการสอนของเขา โรงเรียนจะต้องเป็นที่ที่มีความยืดหยุ่นจะต้องเอื้ออำนวยให้ครูมีเวลาในการทำงานที่มากพอและคุณไม่สั่ง คุณจะไม่ใช้การสั่งต้องทำตามสิ่งที่คุณต้องการ แต่ว่าควรจะเป็นการนำเสนอการเชื้อเชิญและชักชวนให้เขาเห็นด้วยในสิ่งที่คุณทำ เพื่อเขาจะได้ทำออกมาอย่างเต็มใจ บางคนบอกว่าถ้าเกิดว่าเราแยกนักเรียนออกไป จัดห้องให้เขาไปเรียนต่างหาก เป็นการตีตราเขา เป็นการแบ่งแยกไม่ดี ไม่อยากให้ทำอย่างนั้นคุณพอตามผมทันไหมครับ แท้จริงแล้วการตีตรานั้นหรือการรู้สึกแบ่งแยกนั้นก็เกิดขึ้น แม้ว่าอยู่ในชั้นเรียนเดียวกันได้ และหลายครั้งนั้นรีสอร์ทรูม หรือว่าห้องเรียนที่มีการสอนเสริมเป็นห้องที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมมักจะถูกมองในแง่ร้ายนะครับ มักจะถูกตัดสินแบบผิด ๆ สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งคือเราต้องรู้สิ่งที่เรารู้และทั้งโรงเรียนครับควรที่จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน จะต้องเชื่อในเรื่องเดียวกัน ในแนวทางการทำงานเดียวกัน และการพูดถึงชั้นเรียนรวมที่เต็มรูปแบบหรือสมบูรณ์แบบนั้น เป็นโลกในอุดมคติแทบเป็นไปไม่ได้จริง เป็นไปไม่ได้จริง คุณพอจะเคยได้ยินใช่ไหมครับ เรื่องยูโทเปียที่บอกว่าเหมือนกับดินแดนที่ทุกอย่างมีแต่สิ่งสวยงาม ดีงาม ทุกที่มีแต่สิ่งดี ๆ ในแม่น้ำเต็มไปด้วยทองคำ สิ่งเหล่านี้ห่างไกลความเป็นจริงเอาล่ะครับ มีคำถามไหมครับ ยินดีอยากจะฟังคำถามและความคิดเห็นครับ ขอบคุณมากสำหรับการนำเสนอของคุณดิฉันอยากทราบจำนวนร้อยละของเด็กพิการในอเมริกา คือดิฉันอยากจะรู้เกี่ยวกับอัตราส่วน สถิติ อยากรู้สถิติเด็กพิการในอเมริกาจริง ๆ แล้วในห้องนี้ก็มีเด็กหลายคนที่ไม่ได้เด็กพิการก็จะอยู่หลังห้อง คือถ้าไม่ qulify ก็อาจจะไม่ได้แปลว่าไม่มีช่องว่าง ดังนั้นในการที่จะระบุก็คือหมายความว่าในอเมริกามีการจัดกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ไม่ใช่มีแต่ความพิการแต่ว่ามีจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เราจะเรียกเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ต้องได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษคำถามต่อไปนะครับ คุณได้พูดถึงเรื่องของรีสอร์ทรูม ขอให้คุณอธิบายเพิ่มเติมได้หรือไม่ครับว่า คุณจัดการอย่างไรในห้องรีซอสรูม แล้วก็ครูที่สอนในห้องนี้เป็นอย่างไร เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วคุณครูจะไม่ได้อยู่ในห้องรีสรอทรูมอย่างเช่น ถ้าผมเป็นครู ผมก็อยู่ในชั้นเรียนบางครั้งก็อาจจะมามีห้องที่เราอาจจะมานัดเจอกับนักเรียน อาจจะสัก 1 หรือ 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะมีการสอนเพิ่มเติมบางอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ เรามีนักเรียนเยอะมาก โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนใหญ่ มีนักเรียนเป็นจำนวนหลายร้อยคนแล้วก็เราก็มีนโยบายว่า เราจะต้องมีการสอนร่วมกันที่เรียกว่าโคทิสเชอร์ คือมีครู 2 คนช่วยกันสอน แล้วผมก็บอกว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะเป็นแบบไหน ช่วยอธิบายหน่อยผมก็บอก โอเค.จะเป็นอย่างไร ผมก็บอก โอ.เค. ให้ผมเข้าไปสอนในชั้นเรียนใช่ไหม โอ.เค. ผมก็ไปสอนในชั้นเรียนผมก็ไปถามคุณครูในชั้นบอกว่าผมอยู่ที่นี่แล้วครับ เขาให้มาสอนด้วยกัน คุณครูต้องการให้ผมที่เป็นครูอีกคนหนึ่งมาช่วยอะไร สอนอะไรดี คุณครูอีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำอย่างไรในการสอนร่วมกันจำได้ว่า ตอนนั้นมีนักเรียนที่มีเรื่องปัญหาการพูด เป็นนักเรียนแอลดี ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ แล้วจากประสบการณ์ของผม ทำให้เกิดช้นเรียนรวมอยา่งสมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากท่านวิทยากรพูดถึง ท่านอาจารย์ผดุงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งในประเทศไทย ได้รับเสียงปรบมือจากทุกท่านด้วย ท่านมีคำถามบอกว่า หลายครั้งครูบอกว่าเรื่องชั้นเรียนรวม เรื่องการเรียนรวมเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่อยากทำ หรือทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเรียนรวมอย่างสมบูรณ์แบบอย่างเต็มรูปแบบ ผมคิดว่า วิทยากรตอบว่าผมคิดว่า จะต้องมีการขยายเวลา เพราะว่าเราพบว่าทุกวันนี้คุณครูหลายคนทำงานด้วยใจ หลักจากตอนบ่ายสามโมงแล้วคุณครูย้งทำงานต่อถึง 5 โมงเย็น เราควรจะขยายเวลาทำงานอย่างเป็นกทางการจาก ๘ โมง ถึง ๕ โมง ไม่ใช่ ๘ โมง ถึงบ่าย ๓ และทั้งโรงเรียนควรที่จะนำที่จะนำนโยบายในเรื่องของการเรียนรวมให้เป็นเรื่องที่ทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน เห็นพ้องต้องกัน มีคำถามอื่นหรือไม่ครับาคำถามคือมีเหมือนคุณครูพี่เลี้ยง คือคุณที่นั่งประกบกับนักเรียนพิการในโรงเรียนเป็นคูรที่นั่งข้างนักเรียนเลย เขาเรียกว่า ชาร์โดว์ทเชอร์ท่านวิทยากรเราไม่อยากให้มีแบบนั้นเพราะว่าการที่มีคุณครูนั่งประกบ คุณครูที่นั่งประกบนักเรียนพิการจะทำให้เหมือนสติกมาก เหมือนเป็นการตีตราเป็นความแปลกแยก เราก็มีห้องรีสอร์ทรูมในประเทศของเรา เด็กนักเรียนบางคนก็ได้รับสื่อการเรียนการสอนพร้อมกันคือแตกต่างจากประเทศไทย ผมเชื่อว่าโรงเรียนเรียนรวมเป็นหนทางเดียวที่เราต้องไปตอนนี้ เพราะเนื่องจากว่าเราไม่ได้มีกฎหมายการศึกษาพิเศษที่เข้มแข็งมากพอ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้เธียร์ที่ 1 ค่อนข้างมากกว่า คือถ้าเราจะเอาครูที่อยู่ในห้องรีซอสรูมมาบังคับให้เขาทำ มีใครไหมครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้มาที่นี่ ผมขอบคุณอาจารย์มล อาจารย์มลิวัลย์แล้วก็เพื่อน ๆ ของผมอีกหลายคนแล้วก็ทุกคน และเพื่อนของผมทุกคน แล้วก็เพื่อนของผมทุกคน จากเชียงใหม่ จากกรุงเทพฯ จากอีสาน ผมรู้สึกดีมากที่ได้มาที่นี่ ขอบพระคุณครับ แล้วก็ทุก ๆ คน มีหลายคนมากที่ผมควรจะต้องเอ่ยถึง ขอบพระคุณมากครับขอบพระคุณมากครับ คุณ jeffrey สำหรับการนำเสนอ ต่อไปเรามีวิทยากรอีก ๙ ท่านในช่วงบ่ายนี้ เราเริ่มไปแล้ว 1 ท่าน ขอให้ทุกท่านทราบว่าเรามีเวลาคนละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะเรามีหลายคนที่ต้องพูด แล้วเราก็จะได้ต่อไปจะขอเชิญวิทยากรท่านถัดไป จะมาใน ดอกเตอร์ทวี เชื้อสุวรรณทวี ในเรื่องของการจัดการการศึกษาแบบบูรณาการแบบบูรณาการให้กับเด็กพิการ รขอเรียนเชิญดอกเตอร์ทวีบนเวทีเลยครับสวัสดีครับทุกท่าน สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีแล้วก็แขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขอบคุณที่เชิญผมมานำเสนอแล้วก็แลกเปลี่ยนในหัวข้อวันนี้ เนื่องจากผมมี ๑๕ นาที่ การนำเสนอสั้น ๆแล้วก็อาจจะให้แนวคิดที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนในวันนี้ วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องของวิธีการบูรณาการในเรื่องของการให้การสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับเด็กพิการทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ อย่างแรกเพราะว่าผมอยากจะให้ทุกท่านได้เห็นสถานการณ์ในเรื่องของข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียตะวันออก แล้วก็จากนั้นผมจะไปพูดในเรื่องของวิธีการบูรณาการในปัจจุบันหรือว่าต้นแบบในเรื่องของการให้บริการการศึกษาซึ่งจะเกี่ยวกับการบูรณาการการศึกษาสำหรับเด็กพิการในเรื่องของแนวคิดและเรื่องของการนำไปใช้ ซึ่งผมมีเวลาสั้น ปีที่แล้วผมได้ทำวิจัยแล้วก็ได้ให้เห็นถึงสถานการณ์ด้านการศึกษาของคนพิการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก แล้วก็ในตอนนั้นผมก็ได้ไปสำรวจสถานการณ์ความเคลื่ือนไหวของคนพิก่ารแล้วก็รวมทั้งคนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบกฎหมายแล้วก็ในประเทศ ในอาเซียน ผมก็ได้ระบุ เอาไปอ่านเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ จนกระทั้งถึงปี 2018 เป็นเอกสารตั้งแต่ปี ก็เป็นบทความที่เกี่ยวกับเรื่องความพิการ เรื่องของกฎหมายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ของประเทศที่ผมพบก็คือว่า ผมก็พบว่ามีประมาณสัก 83 เรื่อง หรือว่าบทความที่ตรงกับเงื่อนไข แล้วก็มีแอปสแตรกส์ แล้วก็มีบทความให้อ่านแบบเต็ม 51 แล้วก็ ๓๒ เป็นแค่ abtrack แล้วก็อยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไชนา เกาหลี แล้วก็อีกหลายประเทศ แล้วก็สิ่งที่พูดถึงเรื่องของการพัฒนาชีวิตคนพิการการเรียนแบบเรียนรวม อันที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของการจ้างงาน อันต่อมาก็จะเป็นเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย อันนี้ก็เป็นข้อมูลคร่าว ๆ และการแบ่งประเภทอันนี้เป็นตัวอย่างของแต่ละประเทศ ว่าเขาพูดถึงเรื่องการศึกษาอย่างไรบ้าง เช่น บรูไน ก็จะพูดถึงเรื่องของทัศนคติของครู ท้ศนคติของครูครู ทัศนคติของครูนี้ก็มีทั้งทัศนคติเชิงบวกและเชิงลบแล้วก็กัมพูชาก็จะพูดในเรื่องของผลกระทบของการศึกษาต่อคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็จะเป็นเรื่องของการขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา เรื่องของการจ้างงาน แล้วก็ทำให้เป็นคนยากจน แล้วก็อินโดนีเซียก็จะพูดถึงเรื่องของการเรียนรวม การเรียนรวมเหมือนกัน แต่เขาก็มีความยากลำบากในการที่จะเข้าถึงการเรียนรวม เพราะว่าเนื่องจากว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีทัศนคติเชิงลบแม้กระทั่งสิงคโปร์ก็มีปัญหาในเรื่องประเทศที่พัฒนาไปแล้ว แล้วก็เป็นต้นแบบในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของ UD เรื่องของทัศนคติของครูก็ยังไม่ดีเท่าไร ในบางแง่หรือสำหรับความพิการบางประเภท เช่น ความพิการทางกายและความเคลื่อนไหว ก็จะพูดถึงเรื่องของจะพูดถึงเรื่องของกรรม ซึ่งก็จะเป็นวัฒนธรรมของบาปกรรมแล้วก็จะพบว่าเรื่องนี้อยู่ในครอบครัวค่อนข้างหนักหน่วง แล้วก็ปิดท้ายจะเห็นว่าจะมีปัญหาที่คล้าย ๆ กันอยู่หลาย ๆ ตัว แต่อาจจะมีความแตกต่าปัญหาที่คล้าย ๆ กันอยู่ในหลาย ๆ ตัวอาจจะมีความแตกต่างบ้างเรื่องของรายละเอียดแต่ว่าก็มีทั้งสิ่งที่เป็นด้านบวกและท้าทายในเรื่องของการศึกษา แล้วก็แต่ละประเทศก็จะมีแนวโน้มในทางที่ดี ในเรื่องของการมีกฎหมาย กรอบทางกฎหมาย แล้วก็ประเทศเหล่านี้ก็มีกฎหมายอยู่บ้าง ที่จะต้องทำส่งเสริมการเรียนรวมก็มีการแนะนำว่า หลาย ๆ ประเทศแนะนำว่าเราจะต้องมีการอบรมครู ครอบครัว เนื่องจากว่าคนเหล่านี้ยังไม่มีความรู้ในการที่จะทำงานกับคนพิการ แล้วก็ทัศนคติ แล้วก็ความเชื่อก็ยังไม่ค่อยดีแล้วก็อีกเรื่องหนึ่งในภาคการศึกษาจะต้องให้บริการที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคนรวมทั้งจะต้องคำนึงถึงความต้องการในการที่จะทำงานในอนาคตด้วย แล้วก็มีการพูดถึงพ่อแม่ แล้วก็โรงเรียนเอกชนก็จะต้องเพิ่ม ก็ควรจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่นในประเทศไทย เราพูดถึงผู้ปกครอง แล้วก็พูดถึงเรื่องบทบาทของรัฐบาลยังมีน้อยแล้วก็ไม่ได้พูดถึงในกฎหมาย ก็เป็นข้อมูลระหว่งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ครอบครัวด้วย แล้วสิ่งที่จะเป็นข้อสรุปสุดท้ายคืออะไร การพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะต้องมีความท้าทายเยอะ มีความซับซ้อน แล้วก็จะต้องการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำงานแบบบูรณาการ ผมอาจจะพูดถึงเรื่องของการบูรณาการ มีความสำคัญครับ เพราะว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเราต้องมีคือใช้วิธีการเดียวทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะให้คุณดูเรื่องของอันที่ ๑เรื่องของการให้บริการCPR ในชุมชน อันนี้จะเป็นว่าอันนี้เป็น CBR ทฟจาก CBR การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็จะมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ตั้งแต่สุขภาพ การศึกษา การใช้ทักษะชีวิต สังคม แล้วก็การจ้างงาน มันก็จะเป็นแนวตั้งใช่ไหมครับ ก็จะเป็นแนวตั้งใช่ไหมครับ แล้วจะมีรายละเอียด เช่น เรื่องของการโปรโมท เรื่องของการเข้าถึงบริการในระยะแรกเริ่มเป็นต้น อันนี้จะเห็นว่าในเรื่องของการศึกษาเองจะต้องมีความหลากหลาย แล้วก็อย่างเช่น ในเรื่องของการศึกษาก็ไม่เพียงแต่ คำนึงถึงในเรื่องของการศึกษาปฐมวัยเท่านั้นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา รวมถึงการศึกษาตลอดชีวิตด้วย คือแต่ละองค์ประกอบนั้นก็จะมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปและเราพูดถึงการทำงานในรูปแบบแบบบูรณาการนั้นจะคำนึงถึงในหลายระดับ จะมีการทำงานร่วมกันของสหวิชาชีพ ทีมสหวิชาชีพนั้นหมายถึงการดึงเอาองค์ความรู้มาจากนักวิชาชีพที่มีความหลากหลาย ซึ่งสามารถที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะร่วมกันในการตัดสินใจ ในการวางแผน และประสานงานกันทำงานร่วมกันเป็นทีม และนอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของอินเตอร์ดิสพานารี คือการเชื่อมประสานระหว่างนักวิชาชีพนั้น ประสานไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือการประสานส่งต่อรับบริการต่าง ๆ รวมถึงทรานบิชันนารี ในส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของการส่งต่อความรู้ในเรื่องของการให้บริการไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านสุขภาพ ด้านวิทยาศาสตร์ในบริบทที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ในเรื่องขององค์ประกอบแบบบูรณาการนั้น ถ้าจะให้ตัวอย่างนะครับ ก็เหมือนกับว่านั้นเหมือนกับเรื่องของสลัด เป็นสลัดแบบตะวันตก ก็คือ มีหลายอย่างก็จริง แต่ว่าวางอยู่ด้วยกันเฉย ๆ วางอยู่ด้วยกัน มีการทำงานด้วยกันก็จริงการวางอยู่ด้วยกัน แต่มาในส่วนที่ ๒ อินเตอร์ดิสเพลนนั้นเหมือนกับส้มตำ มีเครื่องปรุงส่วนประกอบหลายส่วน มาวางอยู่ร่วมกัน ผสมกัน แล้วก็ยังมีการผสมผสานด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ มีความเชื่อมประสานกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกันมากขึ้น ในส่วนสุดท้ายที่เรียกว่าทรานดิสเพ้นท์นั้นเหมือนกันแกงเลียงครับ คือเป็นแกงที่มีผักหลายอย่างรวมกัน และต้มรวมกันเลย มีเครื่องปรุงรวมกันแยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกออกจากกันส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ถ้าแยกออกจากกันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่เรียกว่าแกงเลียง หมายถึง สะท้อนถึงการทำงาสนร่วมกันอย่างใกล้ชิด กลมกลืม ผสานกัน มีนวัตกรรมที่มากยิ่งขึ้น และลองถามตัวคุณดูนะครับว่าสำหรับคุณนั้นคุณทำงานแบบไหนอยู่ อินเตอร์ดิสเพร่นนะครับ ในบางสถานการณ์นั้น การมีนักวิชาชีพมารวมกัน มาทำงานร่วมกันดีกว่าทำงานแยกส่วนกัน แต่คิดว่าถ้าสามารถที่จะก้าวต่อไป ไปจนถึงการทำงานแบบอินเตอร์ดิสซิเพนกลมกลืนประสานกันและดีที่สุดคือทรานดิสพิเนรี่ คือแบบกลมกลืนผสานกันเป็นเนื้อเดียว ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เหมือนแกงเลียง จะสามารถสร้างเอานวัตกรรมหรือบริการที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนพิการได้ และส่วนต่อไปเป็นเรื่องของทฤษฎีของเคนเวอรเบอร์ ที่พูดถึง ไออิท แล้วก็เรียวอิทคือถ้าพูดถึงไอ พูดถึงเรื่องของความคิด อารมณ์ ความจำระดับของความคิด มุมมองต่าง ๆ แล้วก็เวลามาเปรียบเทียบในเรื่องของการศึกษาและเรื่องของคนพิการ ถ้าคุณเป็นถ้าคุณเป็นครูเรารู้ว่าเราเป็นครู แต่ว่าจัดการศึกษาให้กับนักเรียน แต่ว่านักเรียนของเรานั้นต้องการบริการเรื่องการศึกษา ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่จำเป็นกับชีวิตของเขา และขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่อยู่รอบตัวในสังคม รวมถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนนโยบาย ระบบการศึกษาให้มีการสนับสนุนคนพิการ นั่นหมายถึงว่าเวลาเราทำงานเราจะไม่ทำงานส่วนเดียว จะต้องทำงานทั้ง 4 ส่่วนนั้นร่วมไปด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆและประสานความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ สุดท้ายนะครับ ผมคิดว่าหลายคนก็คุ้นเคย เชื่อว่าในห้องประชุมนี้ก็มีทั้งคนที่ทำงานด้านการปฏิบัติงาน รวมถึงเรื่องการศึกษาต่าง ๆ ต่าง ๆ ผมเชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราจะมีการประเมินผลอย่างไร หลายคนก็คำนึงถึงเรื่องของนโยบาย ถ้าเรามีครูที่ดี ถ้าเรามีชั้นเรียนที่ดี มีสื่อการสอนที่ดี เราก็จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายถ้าเรามีนโบายที่ดีแล้ว มีครูที่ดีแล้ว ปัจจุบันนี้นะครับหลายประเทศก็มีกฎหมายที่ดี มีนโยบายที่ดี แต่ว่ายังขาดงานวิจัยและยังขาดในเรื่องของการศึกษาและแนวทางปฏิบัติ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เราควรจะต้องมีการทำงานศึกษาวิจัยต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ผมเองไม่ได้มีคำตอบสุดท้ายที่เป็นสูตรสำเร็จให้กับแต่ละท่าน แต่ว่าผมนั้นชวนกันคิดชวนกันทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้ และนักการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการต่าง ๆที่ทำงานในเรื่องของการศึกษาของคนพิการ หวังว่าเราจะได้มีโอกาสทบทวนและพัฒนาไปด้วยกันขอบคุณครับ เนื่องจากเราไม่ได้มีเวลามากในการถามตอบถ้าจะมีขอเป็น 1 คำถาม แต่ถ้าไม่มีก็อาจจะไปถามภายหลังได้ หลังไมโครโฟนได้ต่อไปวิทยากรท่านที่ ๓ มาจากญี่ปุ่นคุณอูดะ ซาโตชิคุณอูดะซาโตชิคุณ Mr. UEDA Satoshi Mr. UEDA Satoshi เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ที่Nishikyushu University จากญี่ปุ่นผมชื่อคุณซาโตชิ มาจากญี่ปุ่น ผมเป็นอาจารย์สอนที่Nishikyushu University อยู่ในเมืองอวยู่ในเมือง คุณรู้จักสเตซาดะไหม ไม่รู้จักเลยหรือครับคือมีหนังไทยบางเรื่องผมสอนเด็กที่อยากจะเป็นครู วันนี้ผมการนำเสนอผมจะนำเสนอประเด็นปัญหาในเรื่องของการศึกษาของเด็กที่ไม่พิการ แต่ว่ามีความต้องการพิเศษ ก็จะเป็น case study ของญี่ปุ่นและประเทศไทย คือเราพูดถึงเรื่องของเด็กพิการแต่ว่าผมก็เดี๋ยวผมผมผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาแบบเชิงเปรียบเทียบในนโยบาย แล้วก็เรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมก็ได้ดำเนินการวิจัยในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นงานวิจัยที่เชียงใหหม่ที่เชียงใหม่ แล้วก็ทางภาคเหนือของประเทศไทย ผมกำลังศึกษสผมกำลังศึกษาในเรื่อง 3 ประเด็น อันที่ 1 เป็นเรื่องระบบโรงเรียนที่หลากหลายของประเทศไทย ประเทศไทยก็มีระบบการสอน 2 แบบ ก็คือ แบบทางการและแบบไม่เป็นทางการแล้วก็มีโรงเรียนพุทธด้วย แล้วก็ประเทศไทยก็ก็มีระบบมัธยมศึกษา แล้วก็โรงเรียนเหล่านี้ให้บริการด้านการศึกษาแก่เด็กที่ยากจน ข้อที่๒ข้อที่ ๒ นะครับ จะเป็นเรื่องการศึกษาสำหรับชนกลุ่มน้อย ผมศึกษาการศึกษาสำหรับคนกลุ่มน้อยทั้งในญี่ปุ่นก็มีปัญหาการให้การศึกษากับเด็กกลุ่มหนึ่งแต่ว่าของไทยก็จะเป็นเรื่องของชาวเขา เป็นเด็กชาวเขาต่าง ๆ อย่างเช่น ในประเทศพม่า ในกัมพูชา แล้วก็ข้อที่ 3 ก็จะเป็นเรื่องของการโรงเรียนศึกษาสงเคราะหแล้วก็ข้อที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับสังคม สัญลักษณ์ วัฒนธรรมหลากหลาย คือการศึกษาวัฒนธรรมการศึกษาสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายแล้วก็มีชนกลุ่มน้อยด้วย คือไม่ได้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรม ผมผมเริ่มการศึกษาในปี ๒๐๑๒ ในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในการนำเสนอนี้มุ่งที่จะทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันและประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่ได้มีความพิการ แต่ต้องการการสนับสนุนพิเศษ จากตัวอย่างในประเทศญีปุ่นและประเทศไทยสะกด Salamanca STATEMENT ได้พูดถึงการศึกษาพิเศษหมายถึงการศึกษาสำหรับเด็กที่ต้องการ ที่มีความจำเป็นต้องการด้านการศึกษาเป็นพิเศษ โดยมิได้จำกัดเพียงกลุ่มของเด็กพิการเท่านั้นแน่นอนการศึกษาพิเศษนั้นก็ได้พูดถึงเรื่องของเด็กพิการแต่ก็หมายถึงเด็กกลุ่มอื่น ๆ ด้วยครับในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการจัดบริการให้กับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษอย่างไรเรามีโรงเรียนที่จัดการศึกษาหรือการสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นพิเศษให้กับนักเรียนโรงเรียนเหล่านี้จะรับนักเรียนที่มีความพิการรุนแรง มีความพิการมาก และจะมีการแบ่งประเภทของความพิการ ซึ่งมีโรงเรียนที่ให้บริการด้านการศึกษากับนักเรียนที่มีความพิการซ้อน คือมีความพิการมากกว่า 1 ประเภทด้วย ในประเภทแรกนั้นมีนักเรียนประมาณ 19000 คน ประเภทที่ ๒ เป็นชั้นเรียนที่มีการสนับสนุนเป็นพิเศษด้านการศึกษาให้บริการกับนักเรียนประมาณ ๑๘๗,๐๐๐ คน จะมุ่งไปที่กลุ่มนักเรียนที่มีความพิการที่ไม่รุนแรงมาก แล้วก็จะเรียนอยู่ในชั้นเรียนที่มีการสนับสนุนพิเศษ ประเภทที่ ๓ เป็นชั้นเรียนทั่ว ๆ ไป ชั้นเรียนทั่วไปจะมีนักเรียนอยู่ประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน จะเป็นกลุ่มของจะเป็นกลุ่มของความพิการด้านพัฒนาการต่าง ๆ และครูทั่ว ๆ ไปนั้น ที่สอนในชั้นเรียนเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจเรื่องของความพิการด้วยในญี่ปุ่นนั้นบอกว่า ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ของนักเรียนมีความพิการทางการพัฒนาการ าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศในญี่ปุ่น ครูนั้นจึงต้องมีความเข้าใจ เด็กในชั้นเรียนของตน ซึ่งมีความจำเป็นพิเศษ เด็กที่ต้องมีการสนับสนุนเป็นพิเศษนั้นรวมถึงเด็กนักเรียนที่เป็นชาวต่างชาติอาจจะไม่ได้มีความพิการ ไม่ได้มีความพิการทางหรืออาจจะเป็นเด็กที่มีความพิการทางกายและการเคลื่อนไหว ความพิการทางการเห็น การได้ยิน เด็กที่ความเจ็บป่วย หรือปัญหาในเรื่องของภาษาญี่ปุ่น หรือเด็กที่มีปัญหาความยากจน และเราพบว่าปปัจจุบันนี้ภาคการศึกษาเรื่องความพิการมากยิ่งขึ้น จำนวนของนักเรียนที่ที่ต้องการการสอนภาษาญี่ปุ่นก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกปีมีจำนวนของนักเรียนที่ต้องการการสอนเพิ่มเติมในเรื่องของภาษาญี่ปุ่น มีนักเรียนในกลุ่มที่ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาหลักเป็นจำนวนมากที่สุด แล้วก็มีหลายคนที่ที่เป็นกลุ่มของนักเรียนที่ใช้ภาษาจีนและภาษาฟิลิปินส์คือกลุ่มของผู้ที่ใช้ภาษาฟิลิปปินส์จะเป็นครอบครัวหรือลูก ๆ ของคนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นก็จะเป็นกลุ่มเหล่านี้ของกลุ่มที่ใช้ภาษาจีนกับระหว่างคนญี่ปุ่น ชาวจีน ฟิลิปปินส์ ฉะนั้นกลุ่มของนักเรียนที่ต้องการการสอนเสริม หรือว่าต้องการการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมก็จะมีมากยิ่งขึ้น และมีการสำรวจโดยกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นก็มีการสำรวจและได้ผลออกมาดังนี้ครับ ก็มีเรื่องของการขาดครูที่สามารถสอนภาษาญี่ปุ่นการขาดทักษะและการขาดงบประมาณมี ๒ ปัญหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ก็คือ Focus ไปที่การสอนภาษาญี่ปุ่น อันที่ ๑ คือก็จะไม่มีวิชาสอนในเรื่องนี้ แล้วก็รัฐบาลญี่ปุ่นตอนนี้ก็มีการพัฒนาการเรียนภาษาญี่ปุ่นวิชาเรียนมีการสอนที่เป็นวิชา ต่อมาก็เป็นโควตาของเด็กที่จะได้รับการสนับสนุนพิเศษ งบประมาณญี่ปุ่นก็ได้มีการเพิ่มงบประมาณสำหรับการสอนภาษาญี่ปุ่น แล้วก็ผมจะพูดถึงเรื่องของประเทศไทย ก็มี ๒ ประเภท มีโรงเรียน 2 ประเภท ที่เกี่ยวกับการศึกษาพิเศษในประเทศไทย โรงเรียนแบบที่ ๑ ก็เป็นโรงเรียนสำหรับความพิการเฉพาะ ก็จะมีนักเรียนประมาณ 14,000 คน ในโรงเรียนแบบนี้ เป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิการ ประเภทที่ 2 จะเป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ แล้วก็จะมีนักเรียนประมาณ 32280 คนที่เรียนในโรงเรียนแบบนี้ที่เรียนในโรงเรียนแบบนี้ โรงเรียนแบบนี้ก็จะรับคนจน เด็กที่มีความยากจน และโรงเรียนเหล่านี้ก็ไม่มีในญี่ปุ่นครับ ผมได้ไปศึกษาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในเชียงใหม่ อันนี้เป็นโรงเรียนที่เป็นเด็กชาวเขาเป็นส่วนใหญ่ เด็กที่มาเรียน แล้วก็นักเรียนทั้งหมดอยู่ในหอพัก นักเรียนก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม หรือว่าค่าใช้จ่ายรายวันต่าง ๆ แล้วก็พ่อแม่ก็อาจจะมีรายได้ประมาณ 20000 บาท หรือว่าน้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีรายได้ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้วก็นักเรียน 871 คน ที่โรงเรียนนี้ก็จะมาจากหลายเชื้อชาติมาจากหลายเผ่า เช่น ม้ง แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายแล้วก็หลักสูตรการเรียนของมัธยมปลาย จะเน้นเรื่องการฝึกอาชีพ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของกิจกรรมของโรงเรียนก็จะมีเรื่องของการฝึกทัษะชีวิต แล้วก็การมีเรื่องทัศนคติที่ดี โรงเรียนก็จะดูเรื่องของการฝึกอาชีพ แล้วเด็กนักเรียนก็จะได้รับทักษะเรื่องของอาชีพแล้วก็ภาพด้านซ้ายก็จะเป็นการทำเกษตรด้านขวาจะเป็นการตัดเย็บก็เป็นการศึกษาที่ค่อนข้างดีที่จะนำไปสู่อนาคตที่ดีของเด็กนักเรียน อย่างไรก็ตามจากมุมของนักการศึกษษของผมคือก็ไม่สามารถที่จะได้รับการศึกษาในภาษาของเขา ในปีที่แล้วเด็กที่ติดถ้ำหลวง คุณจำเหตุการณ์นี้ได้ไหมครับที่เด็กติดถ้ำ คนญี่ปุ่นหลายคนก็แปลกใจมากที่มีเด็กไร้สัญชาติเข้าไปติดอยู่ในถ้ำ ก็มีโปรแกรมสำหรับเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทยช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติแล้วก็เรื่องเด็กที่ข้ามพรมแดนมาจากพม่าและกัมพูชาด้วยต่อมาจะเป็นเรื่องของความเหมือนและความต่างระหว่างประเทศไทยและญี่่ปุ่นสิ่งที่เหมือนกัน การศึกษาก็จะฟรีสำหรับเด็กนักเรียนที่ยากจนมาจากต่างชาติหรือว่าไร้สัญชาติก็คือนั่นแปลว่าเด็กนักเรียนทุกคนก็จะได้รับการโอกาสการเข้าถึงการศึกษาแล้วก็การเรียนรู้ของเขาก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่ว่าก็มีความแตกต่างกันด้วย คือญี่ปุ่นจะไม่มีโรงเรียนพิเศษสำหรับชาวเขา ชนกลุ่มน้อยหรือว่าคนยากจน ก็คือทุกคนจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนทั่ว ๆ ไป ได้อย่างที่ประเทศไทยก็มีโรงเรียนพิเศษสำหรับกลุ่มชนกลุ่มน้อย และคนยากจน ซึ่งระบบนี้ก็แยกการศึกษาก็จะแยกเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียนทั่วไปสุดท้าย Slide สุดท้ายผมก็อยากจะแนะนำเรื่องของการศึกษาสำหรับคนยากจน เด็กยากจน แล้วก็ชนกลุ่มน้อยนะครับ สำหรับญี่ี่ปุ่นข้อแรกก็คือไปเน้นในเรื่องการเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนต่างชาติทั่วไปข้อที่ 2 ก็จะเป็นเรื่องว่า ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ต้องการการสนับสนุนพิเศษการสนับสนุนด้้านการศึกษาข้อที่ 3 จะเป็นเรื่องของการสนับสนุนทางด้านอาชีพสำหรับเด็กนักเรียนต่างชานิสำหรับประเทศไทยผมก็จะมี ๓ ข้อ ที่อยากจะแนะนำเหมือนกัน อันที่ 1 ก็คือเด็กได้รับการศึกษา ภายใต้ระบบการศึกษาที่หลากหลเด็กได้รับการศึกษาภายใต้ระบบการศึกษาที่หลากหลาย หมายถึงมีความแตกต่างกันในการศึกษาตามแต่ละโรงเรียน ข้อที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการขาดแคลนการศึกษาที่จะแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยอย่างเช่น เด็กไร้สัญชาติ หรือว่าเด็กที่ข้ามมา ข้อที่ ๓ เป็นประเด็นของโอกาสทางด้านการศึกษาสำหรับเด็กไร้สัญชาติ และการหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากมายของเด็กต่างชาติ การหลั่งไหลเข้ามาของเด็กต่างชาติอันนี้ก็เป็นการนำเสนอทั้งหมดของผมครับ ขอบคุณมากครับขอบคุณมากครับ คุณ satoshi ขอข้ามช่วงต่อไปก่อนนะครับ ต่อไปจากประเทศพม่า (Ms. Naw Thwe Lar Htoo) (Ms. Naw Thwe Lar Htoo) มาจากโรงเรียนแมรี่แชปแมนสำหรับคนหูหนวก ในประเทศพม่า ่สวัสดีค่ะ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ ดิฉัน naw thwe lar htoo ดิฉันมาจากประเทศพม่าเรามากันมีนักเรียน 10 คนแล้วก็ครู 2 คนอันดับแรก ดิฉันอยากจะขอขอบคุณที่ได้เชิญพวกเรารวมถึงได้เชิญ นักถ่ายภาพรุ่นเยาว์หรือเยาวชนมาร่วมจัดนิทรรศการด้วย โรงเรียนของเราชื่อว่า Mary Chapman สำหรับคนหูหนวก ตั้งอยู่ที่ย่างกุ้ง อันดับแรกฉันอยากจะกล่าวถึงประวัติของโรงเรียนในปี 1919 สุภาพสตรีชาวอังกฤษนาง Mary Chapmanได้มาที่ประเทศพม่า และเธอได้เห็นเด็กหูหนวก และเธอมีเพื่อนที่ทำการช่วยเหลือเด็กหูหนวยก เพื่อที่จะสร้างเป็นโรงเรียน เธอจึงได้ซื้อที่ดินเพื่อที่จะตั้งเป็นโรงเรียน และเธอก็ได้มีการจดทะเบียนโรงเรียนแห่งนี้ ตั้งชื่อว่า โรงเรียน Mary Chapman โรงเรียนสำหรับคนหูหนวก นี่เป็นภาพของนาง Mary Chapman โรงเรียนถูกสร้างขึ้นปี ๑๙๒๐ โรงเรียนถูกสร้างขึ้นปี 1920เธอต้องการที่จะให้การศึกษาในระดับพื้นฐานกับเด็กหูหนวกทุกคน และต้องการช่วยให้เด็กหูหนวกสามารถที่จะเรียนต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มีการจัดการฝึกอาชีพให้กับเด็กหูหนวก เพื่อจะประกอบอาชีพในชีวิตต่อไปมีการเชื่อมโยงประสานงานกับภาคเอกชน และบริษัทต่าง ๆ ในการสมัครงาน เพื่อให้ได้รับโอกาสในการจ้างงานเมื่อมีนักเรียนใหม่เข้ามาในโรงเรียน ก็มักจะมีคำถามว่า แล้วนักเรียนใหม่นั้นจะสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้อย่างไร ก็จะมีการให้คำแนะนำ แล้วก็มีการช่วยเหลือสนับสนุนในการปรับตัวให้กับนักเรียน รวมถึงให้มีการฝึกหัดให้กับครูที่สอนในโรงเรียนคนหูหนวกด้วย ในโรงเรียนของเรา เรามีระบบต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาหรือว่าเป็นระบบ หรือวิธีการที่ใช้ 4 วิธี เป็นเรื่องของ audio หรือเรื่องของซายน์แลงเกวดหรือภาษามือ และเรื่องของการสื่อสาร และเรื่องของการสื่อสารเช่น อันแรก ออดิทอรี เป็นเรื่องของการฟัง จะเป็นชั้นเรียนที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องของไวยากรณ์หรือพื้นฐาน จะสอนแบบ ๑ ต่อ ๑ าเราสอนให้กับนักเรียนและสอนให้กับผู้ปกครองด้วย เพื่อที่จะให้ผู้ปกครองสามารถที่จะสื่อสารกับเด็กหูหนวกได้ และเข้าใจวิธีการที่เด็กสื่อสาร วิธีที่ ๒ คือออดิทอรีจะสอนในกลุ่มเล็ก ๆ คุณครูจะสอนให้นักเรียนได้ทำตามได้ทำตามโดยคุณครูจะเป็นตัวอย่าง อันนี้เป็นห้องเรียนชั้นเรียนเล็ก ๆ ที่เป็นกลุ่มเล็กใช้ในการสอน วิธีที่ 3 คือ Total communication จะใช้ทั้งในเรื่องของการเปล่งเสียงแล้วก็เรื่องของภาษามือ ก็คือจะมีการทำภาษามือ อย่างเช่น คำว่า สบายดีไหมมีการทั้งทำภาษามือ แล้วก็เปล่งเสียงไปพร้อมกัน นี่เป็นภาพชั้นเรียนในโรงเรียน วิธีที่ 4 เรียกว่า แมนนัวหรือไซด์คือภาษามือคือนักเรียนบางคนในโรงเรียนอาจจะสามารถเปล่งเสียงได้ แต่ว่าบางคนอาจจะไม่สามารถเปล่งเสียงได้2 ระบบ ก็คือการใช้ทำภาษามือ แล้วก็ใช้การเขียน นอกจากนี้ เรื่องของการฝึกอาชีพจะมีการฝึกอาชีพ เช่น อันที่ ๑ เป็นการเย็บผ้าและการทำงานฝีมืออันที่ 2 เป็นเรื่องเบเกอรี่ และเรื่องการชงกาแฟ การทำร้านกาแฟ อันที่ ๓ เป็นการนวด อันที่ ๔ เป็นเรื่องของการทำผม การสระผมในร้านทำผม าในภาพนี้ก็จะเห็นว่ามีการฝึกเรื่องของการนวด การทำงานฝีมือแล้วก็เรื่องของการทำเบเกอรี ขนพอบต่าง ๆซึ่งทำโดยนักเรียนในโรงเรียนของเรามีนักเรียนทั้งหมด 388 คน มีกลุ่มที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๖ กลุ่ม ในพม่า นักเรียนของเรานับถือศาสนาต่าง ๆมี ๒๖๗ คน นับถือศาสนาพุทธ14 คนเป็นมุสลิม 1 คนเป็นฮินดู และมีทั้งนักเรียนที่อยู่ประจำและนักเรียนที่ไปกลับในโรงเรียนของเรามีคุณครูทั้งหมด 60 คน ต่อนักเรียน 388 คนนี้และเรายินดีต้อนรับทุกคน ถ้ามีโอกาสขอให้ไปเยี่ยมโรงเรียนเราที่ย่างกุ้ง ขอบคุณค่ะขอบคุณครับ คุณ naw thwe lar htooช่วยปรมมือให้เธออีกครั้งด้วย ตอนนี้เราจะพักเบรกทุกคนพร้อมไหมที่จะไปพักเบรก ตอนนี้เราต้องการกาแฟกันนอกจากนั้นเราก็จะกลับมาอีก 15 นาทีข้างหน้า มีคำถามไหมครับ