เรากำลังรอวิทยากรท่านถัดไป เพราะฉะนั้นแล้วก็เตรียม่ความพร้อมสำหรับช่วงต่อไปพร้อมแล้วนะครับ พร้อมแล้วนะครับแล้วก็ขแล้วก็ขอให้ผู้ที่วิทยากรทุกท่านนำเสนอภายใน 15 นาทีด้วยคุณสุปราณี บุญมี ซึ่งมากจากแผนกผู้ป่วยนอก ความสามารถที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม โรงพยาบาลราชวิถีขอเชิญท่านครับสวัสดีตอนบ่ายทุกท่าน ดิฉันชื่อ สุปราณี บุญมี ฉันเป็นพยาบาลแล้วก็เป็นผู้จัดการเคสจากแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราชวิถีวันนี้ดิฉันจะนำเสนอในเรื่องที่เกี่ยวกับการวิจัยของดิฉัน หัวข้อก็คือความสามารถในการฟังของเด็กบกพร่องทางการได้ยินทางการได้ยินที่ใส่ประสาทหูเทียม เด็กที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินระดับรุ่นแรงก็ไม่สามารถที่จะได้ยินเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เกิดความสามารถในการได้ยินก็สำคัญสำหรับเด็กเหล่านี้เพื่อที่จะพัฒนาทักษะทางด้านภาษาและภาษาพูดจะต้องจะต้องมีประสบการณ์การรับฟังที่ต่อเนื่องตั้งแต่เกิด จนกระทั่งถึงอายุ 3 ปี ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญมากในการพัฒนาและภาษา การฝังประสาทหูเทียมก็จการฝังประสาทหูเทียมที่จะช่วยให้เด็กที่มีการสูญเสียทางการได้ยินค่อนข้างรุนแรง ในช่วงปีแรก ๆ หลังจากที่เกิด เพื่อจะช่วยให้เขาพัฒนาทักษะการฟังภาษาต่าง ๆ วัตถุประสงค์การวิจัยนี้ต้องการที่จะศึกษาความก้าวหน้าของความสามารถในการฟังของเด็กหูหนวก ที่ใส่ประสาทหูเทียม แล้วก็อีกอันหนึ่งคือเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลแล้วก็จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของวัสดุ แล้วก็เรื่องของกระบวนการวิจัย จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของประชากรที่ศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง ก็จะเป็นเด็กหูหนวก 8 คน อายุประมาณ ๒ - ๕ ขวบๆได้รับการใส่ ประสาทหูเทียมอันนี้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยก็จะมีเรื่องของกระบวนการเก็บข้อมูล ก็จะมีการใช้แบบสอบถามความก้าวหน้าในการฟังนะครับ แล้วก็มีการนำมาปรับใช้ให้ตรงกับบริบทของประเทศไทยเครื่องมือในการทำวิจัย เทสแอลไอพีก็จะเป็นการทดสอบความสามารถในการฟัง ซึ่งก็จะมีการตรวจ การได้ยินเรื่องของเลือกปฏิบัติและเรื่องการระบุเสียง เข้าใจว่าน่าจะเป็นการแยกเสียงค่อนข้างว่าจะเป็นการแยกเสียง การเก็บข้อมูลแล้วก็การวิเคราะห์ข้อมูลก็จะมีการเก็บข้อมูลเปอร์เซ็นเตทแบบค่ากลาง แบบส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วก็มีการใช้แมนยูเทสผลที่ได้ก็คือว่าความก้าวหน้าโดยทั่วไปอยู่ในระดับค่อนข้างดีแล้วก็ความแตกต่างในปัจจัยส่วนบุคคลก็จะมีเรื่อของเพศ อายุการสูญเสียการได้ยินก่อนที่จะมีการใส่ประสาทหูเทียมของการสูญเสียการได้ยิน ระยะเวลาของการใช้เครื่องช่วยฟังแล้วก็ระยะเวลาของก่อนที่จะใส่เครื่องช่วยฟัง และระยะเวลาการใช้ประสาทหูเทียม แล้วก็ความสม่ำเสมอของการฟื้นฟูต่อสัปดาห์แล้วสุดท้ายก็เป็นเรื่องของการติดตามและประเมินผล จะเห็นว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของความก้าวหน้า ความสามารถในการฟัง สำหรับคนที่ใส่ประสาทหูเทียม ซึ่งช่วยให้เด็กหูหนวกได้ยิน แล้วก็สามารถเข้าถึงเสียง แล้วก็รวมถึงเข้าถึงโปรแกรมของโรงพยาบาลในเรื่องนี้ได้ด้วย บทสรุปเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะปรับปรุงคุณภาพการได้ยินให้เด็กที่ใส่ประสาทหูเทียมเราก็ต้องกระตุ้นพ่อแม่ของเด็กที่ใส่ประสาทหูเทียมในการที่จะพัฒนาทักษะการฟังของลูก ๆ ต่อมาจะเป็นเรื่องการนัดหมายที่จะไปติดตามผล เพื่อให้เกิดการฟังที่ดีขึ้น แล้วก็มีการใช้การบำบัดด้วยเสียง ที่เรียกว่า เอวีที ก็แล้วก็จะมีการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ก็สามารถที่จะหยิบยกช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี ของพระคุณค่ะ[เสียงปรบมือ]ขอบพระคุณคุณสุปราณี ใครมีคำถามอะไรหรือไม่ครับ ช่วยปรบมือให้เธออีกครั้งด้วยครับ[เสียงปรบมือ]วิทยากรท่านถัดไปชื่อNyendo Tsheringจากชังคามิโดโรงเรียนมัธยม เมืองทิมภู ประเทศภูฎานสวัสดีตอนบ่ายครับ และขอขอบคุณ ก่อนที่ผมจะนำเสนอ การนำเสนอที่ผมเตรียมมาผมอยากจะขอขอบคุณถามท่านดอกเตอร์มะลิวัลย์ ผู้จัดงานในครั้งนี้ในครั้งนี้ที่ได้ให้โอกาสเราได้เข้ามาร่วมในการนำเสนอ เรื่องโรงเรียนของเรา ขอบคุณมากครับผมจะเริ่มการนำเสนอเลยนะครับ ผมเองเป็นครูใหญ่ของโรงเรียน และทำงานในโรงเรียนเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เป็นโรงเรียนเรียนรวม ชื่อโรงเรียนคือ Changagkha Middle Secondary Schoolเป็นโรงเรียนมัธยม ซึ่งได้ให้ความสำคัญในเรื่องของโปรแกรมการศึกษาพิเศษด้วย เป็น program เรียนรวมในโรงเรียนของเราโรงเรียนของเราก่อตั้งขึ้นในปี ๑๙๖๑ ก็ก่อตั้งมานานแล้วนะครับ และโรงเรียนของเรานั้นได้ปรับให้มาเป็นโรงเรียนเรียนรวม ตั้งแต่ปีร 2003 ก็มี Program ที่เป็น Program สำหรับการเรียนรวม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรามีความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีสิทธิในการที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเขาจะมีข้อจำกัดหรือระดับความสามารถมากน้อยอย่างไรก็ตาม มากหรือน้อยก็ตาม และมีความเชื่อว่าการได้จัดระบบการศึกษาให้เด็กที่ไม่พิการและเด็กพิการให้เรียนร่วมกันนั้น เป็นการเคารพและให้คุณค่าในการส่งเสริมให้ทุกคนในประเทศนั้นมีความสุขซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศของเรา นั่นหมายถึงความสุขของเด็กทุกคน ของนักเรียนทุกคน ผมอยากจะขอกล่าวถึงผมอยากจะขอกล่าวถึงสถิติที่เกี่ยวกับประเทศภูฏานเรามีการสำรวจสัมโนประชากรในปี 2017 เรามีประชากร 681720 คน๖๒.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบท ต่างจังหวัด และ 37.8 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในพื้นที่เมืองและมีคนพิการอยู่ประมาณ 2.1%จากการสำรวจเรามีคนพิการประมาณ ๑๔,๓๑๖ คน นั่นเป็นสถิติที่สำรวจในปี ๒๐๑๗ผมจะกลับมาที่โรงเรียนของเราโรงเรียนของผมนั้นมีนักเรียนประมาณ 910 คน๔๕๘ คน เป็นนักเรีนยชาย ๔๕๒ คน เป็นนักเรียนหญิง ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์50.3% เด็กหญิง 49.7% ก็มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างจำนวนของเด็กชายและเด็กหญิง ประชากรรวมของภูฏานผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายสถิติของนักเรียนพิการเรามีประมาณ 63คน ในโรงเรียนของเรามีนักเรียนพิการชาย 43 คนนักเรียนพิการหญิง ๔๓ คนเป็นนักเรียนชาย 2.2 เปอร์เซ็นต์เป็นนักเรียนหญิง ก็จะเห็นว่ามีนักเรียนพิการที่เป็นผู้ชายมากกว่านักเรียนพิการ 63 คนนั้นถ้าแยกเป็นตามประเภทความพิการ จะมีประมาณาาาาาาาาาาา10 ประเภทความพิการ จาก ๖๓ คน จะแบ่งเป็น ๑๐ ประเภทความพิการบริการที่เราจัดให้กับนักเรียน ในส่วนของนักเรียนพิการนั้น เราจะแบ่งเป็นระดับความพิการ พิการน้อย พิการแบบปานกลาง พิการมาก และเป็นผู้ที่ได้รับบริการทั่ว ๆ ไป ในส่วนของบริการที่เราจัดให้ ถ้าเป็นความพิการน้อยก็จะมีบริการในด้านการศึกษาที่เรียกว่าพุชอิน พุชเอ้าท์ส่วนในเรื่องของความพิการในแบบปานกลางก็จะเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกอาชีพ ความพิการรุนแรงนั้นก็จะจัดเรียกว่าเชาวน์คอนเทรนคลาส ส่วนในบริการทั่ว ๆ ไป จะเป็นบริการในเรื่องของวัฒนธรรม เป็นบริการเกี่ยวกับเรื่องของการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการทำสวน จำนวนของนักเรียนพิการมีประมาณ ๑๐ คน แล้วเราก็ไม่ได้มีการบังคับให้นักเรียนจะต้องหลักสูตรวิชาการที่เข้มข้น แต่ว่าสามารถที่จะเข้ามาเรียนร่วมกันกับเพื่อนคนอื่น และเรียนรู้ในเรื่องของการดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเอง หรือเกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวัน พุชอิน พูลเอาท์เป็นลักษณะของการจัดการศึกษาการจัดการศึกษา ซึ่งผมคิดว่าในบางประเทศก็ใช้ระบบนี้เช่นกัน ก็คือมีครูเข้าไปสอนในชั้นเรียนที่รวมนักเรียนพิการเรียนร่วมกับนักเรียนที่ไม่พิการและในบางที่จะมีการจัดให้มีนักเรียนพิการได้รับการสอนจากครูแยกออกมาจากห้องเรียนที่เรียนกับเพื่อนนักเรียนพิการมีทั้งช่วงที่เรียนร่วมกับเพื่อนพิการแล้วก็ช่วงเวลาที่แยกออกมาเพื่อที่จะเรียนกับครูเป็นการทำ ๒ ระบบประสานไปด้วยกัน ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกอาชีพ เราจะสอนในเรื่องของการทำอาหาร ศิลปะ และงานประดิษฐ์หรืองานฝีมือเรื่องซักรีด บางคนอาจจะถามว่าทำไมเราจึงทำเรื่องของการเตรียมความพร้อมเรื่องของการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกอาชีพ เนื่องจากว่านักเรียนกลุ่มนี้อย่างที่บอกว่าเรามีนักเรียนพิการประมาณ ๖๓ คน ก็มีระดับของสถิติปัญญาของการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป สำหรับเด็กกลุ่มที่มีข้อจำกัดในเรื่องของสติปัญญาหรือการรับรู้เราก็จัดทำหลักสูตรที่ให้เขาสามารถที่จะได้พัฒนาในเรื่องของการเตรียมความพร้อมไปสู๋การมีอาชีพ อาจจะไม่ได้เป็นหลักสูตรที่เน้นในเรื่องของการศึกษาด้านวิชาการมากนัก เนื่องจากว่าเขามีข้อจำกัดในเรื่องของสมอง เรื่องของการรับรู้แต่ว่าเราต้องการที่จะให้เขาได้รับการศึกษาที่เป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมสู่การมีอาชีพที่จะเลี้ยงตัวได้ ฉะนั้นจึงเน้นในเรื่องการพัฒนาทักษะให้กับนักเรียนกลุ่มนี้และเนื่องจากว่าเราเป็นนักการศึกษาทุกคนก็ทราบว่า เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กพิการหรือไม่พิการก็จะมีความแตกต่างกันมีทั้งจุดอ่อน จุดแข็งที่ต่างกัน ทุกคนก็ต่างมีความสามารถในแบบของต้นเอง ฉะนั้นเราก็มุ่งที่จะพัฒนาทักษะให้นักเรียนนั้นสามารถที่จะเรียนรู้ทักษะชีวิตต่าง ๆ แล้วก็ต้องการที่จะให้เห็นว่านักเรียนของเรานั้นต้องการให้นักเรียนของเรานั้นสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ แล้วก็สามารถที่จะดูแลตนเองได้ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เราไม่ได้ต้องการให้นักเรียนเหล่านี้จะต้องพึ่งพิตลอดไป แต่ว่าเราอยากจะเห็นพวกเขานั้นสามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้ นี่เป็นเหตุผลที่เราทำเรื่องของการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพ อันนี้เป็นเรื่องของการตัดเย็บนะครับ ทักษะการตัดเย็บนั้นผมเชื่อว่าทุกคนที่มาจากภาคการศึกษาก็จะทราบว่าทักษะของการตัดเย็บนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาพูดถึงเรื่องการตัดเย็บ ก็มีรายละเอียดและจะมีประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งเรื่องของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เรื่องของการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา นอกจากนี้ก็มีหลักสูตรที่เกี่ยวกับศิลปะและงานประดิษฐ์เราก็หวังว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้จะนำไปต่อยอดในชีวิตของนักเรียนได้ต่อไปเรามีการประกอบอาหารหรือการฝึกทักษะการทำอาหาร ชั้นเรียนของเราตอนนี้มีนักเรียน 5 คน ที่ทำในเรื่องของการประกอบอาหาร ในอนาคตเขาอาจจะเป็นเชฟชื่อดังก็เป็นได้นะครับ ที่เป็นผู้ที่ปรุงอาหารให้เรารับประทานเรามีการฝึกทักษะเรื่องของการซักรีดนักเรียนเหล่านี้นั้นไม่ได้มีข้อจำกัดทางด้านร่างกายแต่ว่าส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการรับรู้หรือสติปัญญา อย่างที่ผมได้กล่าวก่อนหน้านี้ เรามีนักเรียน 10 คนที่มีความพิการค่อนข้างรุนแรงแล้วก็จะสอนเขาเกี่ยวกับเรื่องของทักษะพื้นฐานในชีวิต ก็ไม่ได้เน้นเรื่องของคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ แต่ว่าจะเน้นในเรื่องของการดูแลตนเอง การเข้าห้องน้ำ การสวมเครื่องแต่งกาย และเรียนรู้ในเรื่องของการอยู่ร่วมกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ก็จะมีกิจกรรมนอกสถานที่ มีกิจกรรมกลางแจ้งหรือกีฬาต่าง ๆ แล้วก็มีการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความพิการรุนแรงก็สามารถร่วมกิจกรรมด้วย อันนี้เป็นการทำสวน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนชอบมาก โดยเฉพาะนักเรียนพิการ เขาชอบการทำสวน และเราก็ต้องการที่จะพัฒนาทักษะของพวกเขา รวมถึงทักษะสังคมด้วย นอกจากนี้ก็มีวิชาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม เราก็มีวิชานี้ในโรงเรียนเรียนรวมของเราก็จะมีโอกาสให้นักเรียนทำการแสดงให้ผู้ปกครองได้มาชมการแสดงวัฒนธรรมของนักเรียน เนื่องจากเรานั้นได้มีการจัดการปรับหลักสูตรในเรื่องของการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพให้กับนักเรียนซึ่งเป็นหลักสูตรที่ต่างจากหลักสูตรกลาง เรามีการพัฒนาตามความจำเป็น หรือความต้องการของนักเรียนแต่ละคน เป็นหลักสูตรรายบุคคล และตอนนี้หลักสูตรของเราและตอนนี้หลักสูตรของเราจะเป็นหลักสูตรที่พัฒนาเป็นเฉพาะตัว เฉพาะบุคคล และจะมีความเหมาะสมสำหรับเขาและในเรื่องของการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพนั้นจะไม่มีเรื่องของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แต่ว่าจะเป็นพื้นฐานการเขียน อ่าน แล้วก็พื้นฐานการคำนวณอย่างง่าย ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราเน้นในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะให้มีพื้นฐานในเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ สำหรับประเมินชีวิตประจำวันได้ เรามีเด็กพิเศษ และเด็กเหล่านี้ก็มักจะคิดว่าปัญหาเกิดจากความพิการ อันนี้เป็นความคิดที่เรามักพบ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างความเป็นตัวตนของเขาปลูกฝังค่านิยมที่เป็นสากล ไมว่าจะมีความพิการหรือไม่ก็ตาม เราจะต้องมีการสร้างความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมาอันสุดท้ายก็คือการสร้างมาตรฐาน และเราก็มีการทำงานกับมหาวิทยาลัยอื่นแล้วก็สถาบันอื่น โรงเรียนอื่น เขาก็มีว่าหลักสูตรของเรากับของเขานี้มีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ม่ีการไปสำรวจ แล้วก็อาจจะมีมาตรฐานอื่น ที่จะนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับก่อนการฝึกอาชีพ สุดท้ายครับ ทุกคนก็มีความท้าทาย ก็มีอยู่ประมาณ ๒ - ๓ อย่าง ที่อาจจะมาจากบริการฝึกทักษะก่อนฝึกอาชีพครับ เวลาที่เราพูดถึงต้องมีการไปว่าทักษะหลักหรือสิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดของเราคืออะไร เพราะฉะนั้นก็จะใช้เวลาในการที่เราจะค้นพบทักษะของแต่ละบุคคลอันนี้เป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของทำให้ทักษะกับความ สนใจสอดคล้องกัน คือบางคนอาจจะมีทักษะแต่ไม่มีความสนใจ บางคนอาจจะมีความสนใจเช่น คือบางคนอาจจะมีทักษะในการทำอาหาร แต่ว่าแต่ว่าเรื่องของการทำงานของกล้ามเนื้อทำงานไม่สอดประสานกัน ทำอาหารได้ อันนี้ก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่ง ก็คือเรื่องของทักษะแล้วก็ความสนใจข้อต่อมาก็จะเป็นเรื่องของความขาดแคลนครูสอนด้านอาชีพ คือเนื่องจากว่าเรายังไม่มีผู้สอนทักษะอาชีพ เพราะฉะนั้น เราก็มีทรัพยากรจำกัดด้วย โปรแกรมหลาย ๆ อย่างก็ต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นเราต้องมั่นใจว่าเรามีทรัพยากรเพียงพอ แล้วก็เราสามารถที่จะบรรลุได้ คือถ้าเราหยุดมันก็จะไม่สามารถไปต่อได้ ต่อไปอาจจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน คือถ้าเราต้องมีแผนสำหรับการเปลี่ยนแผนให้กับเด็กด้วยว่าเด็กมีการเปลี่ยนผ่านและให้ไปอยู่ตรงไหนต่อ แล้วก็สุดท้ายจะเป็นเรื่องของ job market หรือว่าตลาดแรงงาน เมื่อเด็กเรียนจบอันนี้ก็จะเป็นข้อแนะนำ ขอเวลา ๑ นาที อันแรกก็คือจะต้องมีทรัพยากรเพียงพอ ย่อมมีการอบรมพัฒนาครูเรื่องของทัศนคติเชิงบวก เรื่องของความดี แล้วก็จิตใจที่ดีงามที่ชอบช่วยเหลือในเรื่องของการจัดการเรื่องของแผนแล้วก็โปรแกรมต่าง ๆ ความสุข ทุกคนมองหาความสุข เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ยุติธรรม แล้วก็อันนี้เราก็อยากจะขอพูดถึงในเราก็อยากจะขอพูดถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านพูดว่า คนดี ๑ คนก็สามารถที่จะสร้างคนดีคนอื่น ๆ ได้ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามที่จะถือปฏิบัติในประเทศภูฎานของเรา และเราจึงเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีความสุข ขอบพระคุณมากครับขอบคุณมากครับ ขอบคุณสำหรับการนำเสนออาจจะไม่มีเวลาสำหรับถามตอบ เราจะต้องไปที่ลำดับต่อไปเลย คือการนำเสนอของดอกเตอร์คริสตินจากDean of Manila Central University College of Optometry จากมหาวิทยาลัยประเทศฟิลิปปินส์เป็นเรื่องของจะขอมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างที่ได้บอกไป ดิฉันว่าเป็นการใช้เคโมลาพิเทค คือการบำบัดด้วยสารเคมีแล้วก็เราพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะยกระดับในเรื่องของการเข้าไปเรียนในการศึกษาพิเศาเป็นการทำงานร่วมกัน แล้วก็ในบ่ายนี้ดิฉันอยากจะเสนอข้อค้นพบที่มาจากการศึกษาแพทย์ของเราท่านหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับตาและการมองเห็นจากการใช้สารเคมีในการรักษาหรือว่าใช้คีโมในการรักษาเด็กที่เป็นที่เป็นโรคมะเร็ง เนื่องจากมะเร็งมีโอกาสที่จะแพร่กระจายไป เกิดจากการผิดปกติของเซลล์ที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างผิดปกติและกระจายทั่วร่างกายและสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แล้วสามารถเพิ่มความเสี่ยงในกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีผู้ปกครองที่มีประวัติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในเด็กเราพบว่ามีประมาณ ๓ แสนเคส แล้วก็มีทั้งผู้ที่อยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่นในอายุแรกเกิดถึง 19 ปี มีทั้งผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มของผู้มีรายได้ปานกลางและผู้มีรายได้น้อย แล้วก็มีสถิติในกลุ่มของผู้มีรายได้สูงด้วย เช่นกัน บุคลากรทางด้านการแพทย์จำเป็นจะต้องได้รับการฝึกเป็นพิเศษเพื่อที่จะสามารถให้บริการในการรักษาที่ใช้เทคนิคที่เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเคโม เรื่องของการบำบัดอื่น ๆ เรื่องของการบำบัดอื่น ๆ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษ และในวันนี้เราจะพูดถึงในเรื่องของ เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ยาเพื่อที่จะป้องก้นไมม่ให้เซลมะเร็งนั้นเติบโตขึ้นหรือแบ่งตัว แต่ว่าการรับคีโมนั้นก็ไม่ได้มีผลต่อเซลมะเร็งเท่านั้นในร่างกายด้วย ฉะนั้นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น หลายครั้งมีผลกระทบต่อการได้ยินหรือว่าผลกระทบต่อหู เวลาที่เราพูดถึงเรื่องของผลกระทบหรือผลข้างเคียง ที่เกิดขึ้นจากการรับคีโม อาจจะมีการเวียนศีรษะ ลักษณะของการบำบัดด้วยคีโม ถูกใช้อย่างกว้างขวางทั้งในกลุ่มของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในหลาย ๆ แบบ แล้วก็มีผลต่อเรื่องของการเห็น และมีผลต่อดวงตาของผู้ป่วย อย่างไรก็ดี ก็ยังมีผลกระทบอย่างอื่นด้วย เช่น ทำให้เกิดต้อกระจก ทำให้เกิดเรื่องของการสูญเสียการมองเห็นเรื่องของต้อหินสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการมองเห็น และการได้ยินของผู้ป่วยทั้งสิ้น การใช้เคมีบำบัดหรือเคมหรือคีโมเทอราปีนั้น เราได้ใช้ในกลุ่มผู้ป่วย 19 คน โดยเป็นกลุ่มของผู้ป่วยที่จาก โดยเป็นกลุ่มของผู้ป่วยที่จาก ๑๙ คน มีอายุ ๗ - ๙ ปี คิดเป็น คิดเป็น 47 เปอร์เซ็นต์ 10-12 ปี 21 เปอร์เซ็นต์32% ใน 17 คนนี้ 53% เป็นผู้หญิง ๔๗ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย แล้วก็สังเกตได้ว่าทั้งเด็กชายและเด็กหญิงนั้น ก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งในระดับที่ใกล้เคียงกัน เว้นแต่ว่ามีความเฉพาะในเรื่องของพันธุกรรม ของแต่ละบุคคล ในเรื่องของลูคีเมียนั้นก็เป็นลักษณะของมะเร็งลักษณะมะเร็งลักษณะหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มที่เราทำการวิจัย นอกจากนี้ก็มีความพิการอื่น แต่เราพบว่าในเด็กนั้นมีรูคีเมียร์เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในกลุ่มเด็กเราพบว่าผู้ป่วยที่เราทำการศึกษาวิจัยนี้ได้มีการไดแอค ว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่ ๑ - ๒ ปี จำนวน 3 คน แล้วก็หลังจากอายุเกิน 5 ปีไปแล้ว 3 คน และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง มีการได้รับการบำบัดด้วยเคมีที่ยังไม่ถึง ๑ ปี ประมาณ 5 คน แล้วก็ได้รับคีโมประมาณ 1 - 2 ปี 4 คน 3-4 ปี 4 คน จากการศึกษาวิจัยพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น เรามีการจะมีการทดสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสำคัญกับการทดสอบการมองเห็นแล้วก็เรื่องของดวงตามีการเช็กเรื่องสายตาม เรื่องของการมองเห็น เรื่องของความดันในดวงตา เรื่องของกล้ามเนื้อรอบด้วงตา รวมทั้งเรื่องของกระจกตา และอาการตาแห้ง 10 จาก 19 คนนั้นมีปัญหาเรื่องของการแพ้เสียง แล้วก็มีการเห็นภาพไม่ชัดและเห็นภาพเบลอ ๔ คน คิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ มีการสูญเสียการเห็นแล้วก็มีกลุ่มที่เริ่มเห็นเป็นภาพเงา เป็นเรื่องของความคมชัดของความเห็น อย่างไรก็ตามก็จะเห็นว่าการเห็นชัดเจนนี้ ประมาณ 84 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็ฟิวของการเห็นก็คือเป็นลานสายตาที่มองเห็นได้ก็จะเห็นว่า ก็คือที่มีผลกระทบก็จะมีน้อยกว่าที่ไม่มีผลกระทบ และต่อมาเรื่องของการทดสอบ การใช้แสงส่องเข้าไปที่ดวงตา เพื่อที่จะดูทิศทางของแสง แล้วก็จาก ๑๙ คน ส่วนใหญ่ก็จะมี 11 เปอร์เซ็นต์ที่มีภาวะของอัลฟาโอเมกา ส่วนที่เหลือก็จะปกติ จากนั้นจะมีการทดสอบเรื่องของการสัมผัส การวัดด้วยการสัมผัส แล้วก็ทั้ง 100 คน ก็มีภาวะปกติทั้งหมด จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของตัวชี้วัดเชื้อโรคบนผิวดวงตา อันนี้จะเห็นว่าประมาณสัก ๕๓ เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่าก็มีอาการตาแห้ง แล้วก็แต่ที่เหลือมีภาวะตาแห้งเล็กน้อย ต่อมาก็จะเป็นอาการของที่เกี่ยวกับการเห็นและการไม่เห็น ก็จะมีเรื่อง เช่น ในเรื่องคัน เคืองตา เป็นต้น แล้วก็ต่อมาอันนี้เป็นเรื่องของการใช้เครื่องวัดอะไรสักอย่างออฟตัลโมสโกป ก็จะมีเส้นเลือดในดวงตา แล้วก็จะเห็นว่า ก็จะมีเบื้องต้นจะให้มีการวินิจฉัยต่อไป อันนี้เป็นข้อแนะนำจักษุแพทย์จักษุแพทย์ก็ต้องให้การศึกษากับคนไข้ที่มีภาวะโรคมะเร็งเกี่ยวกับการเห็นแล้วก็ผลกระทบที่เกิดจากการใช้คีโม แล้วต่อมาจักษุแพทย์ก็ควรจะต้องแนะนำวิธีการที่จะรักษา เพื่อลดอาการที่เกี่ยวกับการเห็นจากคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็ง แล้วต่อมาก็คือว่าคนไข้โรคมะเร็งก็ควรพบแพทย์บ่อย ๆ สม่ำเสมอเพื่อที่คอยติดตามอาการ เรียกว่าอะไร และสำหรับคนที่มีเรื่องปัญหาความดันในดวงตา แก้ไขแล้วก็มีการใช้แผ่นกรองแสงเพื่อที่จะลดการแพ้แสง ใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดอาการตาแห้ง นอกจากนั้นสำหรับผู้ป่วยมะเร็งควรจะได้รับในเรื่องของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหรือเคมีบำบัด และมีการส่งเสริมให้มีการรวมเอาเรื่องของนโยบายการให้บริการและคำนึงถึงการเข้าถึง การรับบริการบำบัดด้วยเคมีด้วย ดิฉันอยากจะขอขอบคุณทุกคนที่ได้มีโอกาสมานำเสนองานวิจัยครั้งนี้และพวกเราก็พยายามทำงานร่วมกันที่จะช่วยกันพิทักษ์สิทธิให้กับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน การประสานงานเป็นสิ่งสำคัญ การร่วมมือกันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการนำเสนอท่านต่อไปจะเป็นผู้นำเสนอจากเวียดนามต่อไปเป็นคุณ Mr. Nguyen Trong Dan มาจากศูนย์การก็เป็นคุณ Mr. Nguyen Trong Dan มาจากศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งชาติ สถาบันการศึกษาแห่งชาติเวียดนาม จะมาพูดถึงหัวข้อลักษณะการพัฒนางานด้านเพศสภาพสำหรับเด็กพิการทางสติปัญญาในเวียดนาม เมื่อไรที่ผมมีโอกาสมาที่นี่ วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องที่ค่อนข้างที่จะเซนซิทีฟนิดหนึ่ง เป็นเรื่องการศึกษาเรื่องเพศ สำหรับเด็กที่มีทางการพัฒนา โดยเฉพาะเด็กพิการทางสติปัญญาในการสำรวจของเราในปี 2017 และ ๒๐๑๘ ผมจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เรื่องของเพศศึกษาในหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่น เวียดนาม ในหลาย ๆ ประเทศเป็นเรื่องใหม่ แต่ว่าถ้าเราไม่ทำก็จะไม่มีใครทำ แม้กระทั่งพ่อแม่ก็ยังไม่สนใจปัญหาเหล่านี้ แล้วก็ข้อมูลอีกเล็กน้อยสำหรับผมนะครับ ผมก็ทำงานในศูนย์การศึกษาพิเศษในเวียดนาม หลังจากที่ได้รับปริญญาการศึกษาพิเศษในเวียดนาม หลังจากที่ได้รับปริญญาแล้วผมได้ไปเรียนปริญญาต่อที่ออสเตรเลีย และตอนนี้ผมก็เป็นนักเรียน ปริญญาเอก ซึ่งมีการทำเรื่องการอบรมมาด้วยแล้ว ในเรื่องงานวิจัยผมจะให้ดูที่มาที่ไปของงานวิจัยเป็นอย่างไรเดี๋ยวผมจะให้ดูว่าที่มาที่ไปของงานวิจัยเป็นอย่างไร แล้วก็ผลลัพท์แล้วก็ข้อแนะนำ อันนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นคือเป็นวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นถึงความเป็นจริงของนักเรียนที่มีพิการทางสติปัญญา อายุประมาณ 11 - 16 ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาแล้วก็มีอยู่ 5 โรงเรียนด้วยกัน 3 โรงเรียนพิเศษแล้วก็อีก ๒ โรงเรียน เป็นโรงเรียนเรียนรวม แล้วเราก็จะมีการแนะนำเนื้อหาวิธีการสอนแล้วก็การพัฒนาคู่มือการสอนให้กับครู แล้วก็พ่อแม่ จำนวนนักเรียนทั้งหมดในการทำวิจัยครั้งนี้ ก็คือเป็นนักเรียน 191คน เป็นนักเรียนทั้งชายและหญิง เป็นการศึกษาทั้งแบบคุณภาพและปริมาณ เนื้อหาของงาน research ก็จะมีการศึกษาเรื่องของทักษะของทางด้านเพศ เช่น IQ เรื่องของพฤติกรรมในการปรับตัวในเรื่องของทักษะในการที่เกี่ยวกับเพศ รวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นอันตรายที่เกี่ยวกับเพศ จากนั้นเป็นเรื่องของการศึกษาเพศศึกษาหรือทักษะของครู แล้วก็จะเป็นเรื่องเนื้อหาที่สอนผลของการวิจัยในจำนวนเด็กนเด็กนักเรียน 191 คน ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นผู้ชาย และที่เหลือก็เป็นผู้หญิง แล้วก็มีความมีระดับความรุนแรงของความพิการที่แตกต่างกัน เรื่องของการพัฒนาทางเพศ เราก็ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจก็คือว่าผู้หญิงก็จะมีพัฒนาการทางด้านเพศเร็วกว่าผู็ชายประมาณ ๑ ปี ๑๐ เดือน ก่อนเด็กผู้ชายล่วงหน้า ประมาณ 1 ปี 10 เดือน ก่อนเด็กผู้ชาย อายุประมาณ ๑๓ - ๑๔ ปี ผมจะให้คุณดูให้ดูพฤติกรรมการปรับตัวของเด็กนักเรียน พิการทางสติปัญญา อายุ 11 - 16 ก็มีข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่อง ความรับผิดชอบ การเรียนรู้ เรื่องของทักษะทางด้านเศรษฐกิจ การเชื่อฟัง ความเชื่อใจ มีปัญหาเรื่องของพฤติกรรม แล้วก็มีเรื่องของการล่วงละเมิด หรือว่าส่วนตัวกันด้วยนะครับ ไม่มีความแตกต่างระหว่างชายและหญิงในงานวิจัยครั้งนี้จากนั้นมาที่เรื่องของเพศสภาพและเพศสภาวะ ประมาณครึ่งหนึ่งก็จะมีอันนี้เป็นเรื่องของทักษะที่เกิดจากเรื่องของเพศแล้วก็เพศสภาพและเพศวิถี ประมาณ 3% มีทักษะที่ค่อนข้างสูง อยู่ 83 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อันนี้เป็น 30% อันนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างทักษะและความรู้ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ก็จะมีเรื่องของอันนี้เป็นทักษะ เป็นพฤติกรรมที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา ก็ในภาพรวมคือไม่ใช่แค่มีผลกระทบต่อตัวเอง แต่ว่ามีผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย ครอบครัว เพื่อน เช่น ไม่ใช้กางเกงในหลังจากที่สำเร็จความไคร่แล้วก็ไม่มีการทำความสะอาด เป็นเรื่องของการไปสัมผัสร่างกาย อะไรอย่างนี้ เรื่องของเพศศึกษาสำหรับครูในเวียดนาม ก็ยังไม่มีหลักสูตรเรื่องของเพศศึกษาในเวียดนามในโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียนทั่วไป และในโรงเรียนพิเศษ แต่ก็จะมีบางทีเอาไปใส่ไว้ในเรื่องทักษะการใช้ชีวิต แล้วก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของครูไม่มีการอบรมในเรื่องนี้เลย สิ่งที่ผมจะแนะนำจากงานวิจัยนี้ก็คือเราได้พัฒนาตัวหลักสูตรสำหรับเพศศึกษาสำหรับเด็กพิการทางสติปัญญาในเวียดนาม แล้วเราก็จะมีการตีพิมพ์ช่วงปลายปีนี้ แล้วก็มีหัวข้อที่พูดถึงประมาณสัก ๒๐ หัวข้อ แล้วก็เราก็มีการอบรมหลังจากการประชุมคราวนี้ผมจะไปเวียดนามและจัดอบรมให้กับประมาณ 100 คน ในเรื่องของเพศศึกษาภายใต้การสนับสนุนของสถานทูตอเมริกา แล้วผมก็จะแนะนำให้ครอบครัวและโรงเรียนร่วมมือกัน อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ ในเรื่องของการประชุมในระดับนานาชาติครั้งที่ 2 เป็นเรื่องการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ จะจัดที่ฮานอย ประเทศเวียดนามในวันที่ 28 - 29 พฤศจิกายนปีนี้ และตอนนี้เรากำลังเปิดรับผลงานวิชาการผมเองก็อยากจะขอเรียนเชิญทุกท่านที่จะเข้าไปร่วมในการประชุมนานาชาติของเรา และช่วงนี้เป็นช่วงที่เปิดรับการนำเสนอทางวิชาการ ถ้าท่านใดสนใจสามารถติดต่อผมได้แล้วผมจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมขอบคุณมากครับ สำหรับการนำเสนอของเวียดนามจากเวียดนาม ลำดับต่อไปจะเป็นการนำเสนอจาก ดร.สมพร หวานเสร็จ ท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ท่านจะนำเสนอในเรื่องของการจัดช่วงเชื่อมต่อทางการศึกษาสำหรับนักเรียนระดับการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน สวัสดีค่ะ ท่าน professor ดอกเตอร์ผดุง ท่านดอกเตอร์มะลิวัลย์ทั้งท่านดอกเตอร์ผดุและดิฉันขอสวัสดีทุกท่าน และขอบคุณให้ดิฉันได้มาร่วมในการนำเสนอในวันนี้ ดิฉันอยากจะขอนำเสนอเกี่ยวกับการจัดช่วงเชื่อมต่อสำหรับนักเรียนพิการ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เป็นงานวิจัยของดิฉันดิฉันอยากจะขอพูดถึงเรื่องของmodel นี้ นักเรียนนั้นตอนที่เขาถูกเตรียมจากชั้นเตรียมอนุบาลเข้าสู่ชั้นอนุบาลเราก็มีการติดต่อกับครู เพื่อน ชุมชน ครอบครัว เพื่อที่จะช่วยกันเตรียมความพร้อมในช่วงเชื่อมต่อนี้ ดิฉันเห็นว่าในประเทศไทยเรามี โมเดลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากช่วงการเตรียมอนุบาลไปจนถึงช่วงอนุบาลและเปลี่ยนผ่านไปถึงช่วงการศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และไปจนถึงการเตรียมสู่การมีอาชีพและการมีงานทำ ในประเทศไทยนั้นเรามีนโยบายและกฎหมายในเรื่องของสิทธิและการมีส่วนร่วมจะเห็นว่าการพยายามที่จะสนับสนุนให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เรามีการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาคนโยบายการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ในประเทศไทย กระบวนการหรือขั้นตอนในการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านรายบุคคล มีการตั้งเป้าหมายและเแผนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนศึกษาพิเศษ และเราก็พยายามนำเสนอโมเดลนี้กับโรงเรียนเรียนรวมด้วยเช่นกันสำหรับแผนการเปลี่ยนผ่านเราต้องการที่จะพัฒนาให้มีการจัดช่วงเชื่อมต่อทางในการศึกษามีประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ การดูแลตนเอง และการมีทักษะชีวิต ดิฉันคิดว่าแนวคิดของกรอบการทำงานในเรื่องของการเชื่อมต่อนั้นเริ่มมาจากกรอบของกฎหมายและนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติ มีการเริ่มต้นที่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ และครอบครัวนำไปสู่กระบวนการเชื่อมต่อซึ่งมีคณะกรรมการ ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้น ที่มีการรวบรวมข้อมูลจัดทำแผน แล้วก็มีการปฏิบัติตามแผน แล้วก็มีการดำเนินการ ดิฉันอยากจะขอแสดงให้เห็นงานวิจัยนะคะ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย ข้อที่ 1 ก็คือศึกษาสถานะและระดับการปฏิบัติงานในองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนผ่านของนักเรียนพิการในประเทศไทย ที่ ๒ เป็นการเปรียบเทียบระดับของการปฏิบัติงานในการเปลี่ยนผ่าน หรือการจัดช่วงเชื่อมต่อทางการศึกษาสำหรับนักเรียนพิการในระดับประถมและระดับมัธยมในโรงเรียนเรียนรวมและโรงเรียนการศึกษาพิเศษข้อ 3 การศึกษาแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรที่จะจัดบริการเปลี่ยนผ่านให้กับในโรงเรียนอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยมเครื่องมือของการวิจับเป็นเรื่องของการศึกษาสถานะ และระดับของการปฏิบัติงานในด้านของการเปลี่ยนผ่านหรือการจัดช่วงเชื่อมต่อของการศึกษาสำหรับนักเรียนพิการ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลายจากทั้ง ๔ ภาคของประเทศไทย มีความหลากหลายในระดับของการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยมีดังนี้ค่ะ ผลรวมนะคะ เราพบว่าในระดับอนุบาลระดับของการปฏิบัติงานในเรื่องของการจัดช่วงเชื่อมต่อทางการศึกษา ทั้งในโรงเรียนเรียนรวม และโรงเรียนการศึกษาพิเศษนั้น เรามีการปฏิบัติงานในระดับที่ค่อนข้าง ดี ค่อนข้างสูง ในโรงเรียนการเรียนร่วมในระดับอนุบาล และระดับประถมนั้นอยู่ในระดับปานกลาง ในส่วนของโรงเรียนการศึกษาพิเศษอยู่ในระดับสูง ทั้งอนุบาลและมัธยม ในโรงเรียนการเรียนรวมระดับมัธยมนั้นอยู่ในระดับสูง คำนวณโดยเฉลี่ยทั้งหมดแล้ว ถือเป็นระดับสูง ซึ่งไม่แตกต่างกับในระดับมัธยมอยู่ในระดับสูงเช่นกัน องค์ประกอบของข้อแนะนำหรือว่าแนวทางปฏิบัติในการจัดการช่วงเชื่อมต่อทางการศึกษา สำหรับนักเรียนพิการนั้นจะต้องคำนึงถึงขั้นตอนการดำเนินงานของโรงเรียน และเรื่องของการปฏิบัติงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับข้อมูลที่ศึกษาต่อ และการปฏิบัติงานในเรื่องของการสนับสนุนการจัดช่วงเชื่อมต่อ ดิฉันคิดว่าในประเทศไทยเราเห็นว่าการจัดช่วงเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพนั้นจะช่วยนักเรียนพิการในทุก ๆ ด้านและในทุก ๆ ช่วงวัยให้สามารถที่จะเลื่อนระดับการศึกษาขึ้นไปได้มากขึ้น ต่าง ๆ ไปสู่การศึกษาที่ประสบความสำเร็จและ มีงานทำ และดำรงชีวิตอย่างอิสระในสังคม โดยการมีแผนการเชื่อมต่อทางการศึกษาระดับบุคคลเป็นรายบุคคล ทั้งนักเรียนพิการและครอบครัว เราใช้ไออีพีและแผนการเปลี่ยนผ่าน เราเรียกว่า IPP IFSP ซึ่งจะใช้ในการทำงานร่วมกัน ก็คือเป็นแผนการเปลี่ยนผ่านรายบุคคลเพื่อจะส่งเสริมให้นักเรียนพิการมีการศึกษาที่สูงขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ขอบคุณมากครับ ต่อไปจะเป็นวิทยากรท่านสุดท้าย วิทยากรท่านสุดท้ายสำหรับวันนี้ก็คือ มิสเตอร์ฮัง คุณชอนก็คือมิสเตอร์เขาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาพิเศษประจำประเทศกัมพูชา แล้วก็คุณฮัง กิมชอน ขอต้อนรับท่านครับสวัสดีตอนบ่ายครับ ผมเป็นคนสุดท้ายขอนำเสนอเกี่ยวกับข้อมูลของตัวเองครับ ผมไม่ใช่นักวิจัยแต่ผมเป็นครู แล้วผมก็เป็นนักปฏิบัติ เมื่อก่อนผมเคยทำงานกับ NGO ก็ทำเรื่องคนหูหนวก แล้วก็คนตาบอด การศึกษาของคนหูหนวกและคนตาบอด ตอนนี้ผมก็มาทำงานกับรัฐบาล ผมมาที่นี่เพื่อจะมานำเสนอประเด็นปัญหาเรื่องของการศึกษาพิเศษในกัมพูชา อันนี้เป็นการนำเสนอ การนำเสนอก็จะมีเรื่องของการแนะนำ เรื่องของการพัฒนาการศึกษาพิเศษเรื่องของคำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ทุกคนก็กำลังพูดถึงเรื่องของการเรียนรวมการเรียนรวมใช่ไหมครับ ในประเทศกัมพุูชารัฐบาลของกัมพูชาและกระทรวงการศึกษาและกีฬาก็ได้มีการดำเนินการเรื่องของพูดถึงเรื่องของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และการเรียนรู้ตลอดชีพ ตลอดชีวิต อันนี้เป็นเป็นสถิติของเด็กนักเรียนที่มีความพิการที่ได้ เข้าเรียนก่อนหน้านี้ที่จะมีการเรียนรวม เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ในกัมพูชาก่อนที่จะมีการเรียนรวมเราก็จะไปเรียนแบบเรียนโรงเรียนพิเศษ การศึกษาพิเศษ แล้วก็มีชั้นเรียนแบบเรียนร่วม แล้วก็ค่อยเป็นแบบการเรียนรวม อันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นรูปภาพของเด็กนักเรียนการศึกษาพิเศษ 5 แห่ง มีรวมทั้งคนตาบอดและหูหนวก การศึกษาพิเศษหลาย ๆ คนก็คงจะทราบว่าคืออะไร ในกัมพูชา คำว่า "การศึกษาพิเศษ" ในกัมพูชาคำว่า การศึกษาพิเศษ เด็กนักเรียนก็จะเรียนโดยหลักสูตรของตนเอง แล้วก็พักอยู่ที่โรงเรียน แล้วก็ทานอาหารพักอยู่ด้วยกัน แต่กระทั่งมีบ้านอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนก็จะไปรับไปส่ง แต่ว่าก็ไม่มีการเชื่อมกับโรงเรียนทั่วไปหรือว่าโลกภายนอก เพราะว่าเด็กก็จะเรียนในโรงเรียนอย่างเดียว อยู่ในโรงเรียน สำหรับการศึกษา นอกจากการศึกษาของเด็กพิการทางการได้ยินแล้วก็ยังมีการมองเห็นอีกด้วย อันนี้ก็จะเป็นประเด็นปัญหาของการศึกษาพิเศษ เป็นโครงการ เป็นเพียงแค่โครงการแล้วก็มีการมีส่วนร่วมของรัฐบาลมีแค่ NGO เท่านั้นที่เป็นคนทำ ก็ไม่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ แล้วก็ขาดความรู้ของพ่อแม่ว่าคนพิการคืออะไร แล้วก็การศึกษามีประโยชน์อย่างไร อย่างไร เรื่องการศึกษาเมื่อโตขึ้นก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาแบบฝึกอาชีพ ซึ่งตอนนี้ก็จะเห็นว่ามีผลกระทบที่สูงในโครงการ คือเด็กนักเรียนบางคนก็ไม่สามารถที่จะเรียนต่อได้ ไปต่อได้ พวกเขาก็ต้องไปหาฝึกอาชีพในช่วงนั้นเราก็ไม่มีการให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าเด็กจะต้องไปทำอาชีพอะไร ในกัมพูชาเรามี 25 จังหวัด ก็มีอยู่ประมาณ 8 แห่งที่มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษเนื่องจากว่าเรามีกิจกรรมได้แค่บางจังหวัดเท่านั้น เราก็เลยต้องมีการเรียนผสมกัน คือเริ่มในปี 2000 ตอนนั้นสิ่งที่เราก็ทำในโรงเรียนรัฐบาล แล้วก็ไปขอให้ครูและครูใหญ่จากโรงเรียน แล้วก็ไปถามดูว่ามีเด็กพิการอยู่ในชุมชนแถวนี้จากนั้ันก็ไปขอให้ครูอาสาสมัครในโรงเรียน ๑ ชั้นเรียน แล้วเราก็ไปเทรนครู แล้วก็เริ่มชั้นเรียนขึ้นมา อินดิเกรเต็ดคลาส ตอนนั้นเรามีนักเรียนประมาณ ๒๐๐ กว่าคน เป็นเด็กพิการทางสติปัญญา อีก 105 คน จากโรงเรียนของรัฐบาลแล้วก็ทำอยู่ใน ๙ จังหวัด และอีก ๑ เมืองปัญหาของอินทิเกรดเต็ดคลาสคืออะไรการเรียนแบบผสมคืออะไร ก็เป็น Project base NGO เป็นคนที่ดำเนินการทุกอย่าง NGO ไม่มีเขาเรียกว่าอินเซ็นทีฟจากนั้นจะมีเฉพาะการศึกษาระดับประถมเท่านั้น เท่านั้นครับ ไม่มีค่าตอบแทนพิเศษเป็นแรงจูงใจ แล้วก็นโยบายและแนวทางปฏิบัติก็ไม่มี แล้วก็ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ NGO ก็ Run ด้วยตัวเอง แล้วก็พยายามที่จะจัดการศึกษาใหักับนักเรียนพิการสามารถที่จะศึกษาได้ ณ เวลานั้นไม่มีการให้คำนิยามในเรื่องของการคัดกรองยกตัวอย่างเช่น เวลาเราจัดการศึกษาให้กับนักเรียนสายตามเลือนราง เนื่องจากผู้ปกครอง ก็พยายามที่จะให้ลูกของตัวเองได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียน หลายคนก็คิดว่าโรงเรียนที่ NGO จัด เป็นโรงเรียนที่ดีกว่า หลายครั้งผู้ปกครองก็พยายามให้ลูกของตนเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้มีความพิการเอกชนน่าจะมีคุณภาพดีกว่า ตอนนั้นยังไม่มีนิยามในการคัดกรอง ทำให้เกิดปัญหาในครั้งแรกเรามีเรื่องของการเรียนรวม ๓ ประเภทในกัมพูชา ในแต่ละประเทศอาจจะต่างกัน ในกัมพูชามี ๓ ประเภท ลักษณะอย่างนี้ อันที่ ๑ เป็นการศึกษา การเรียนร่วมจากโรงเรียนการศึกษาพิเศษมาสู่การเรียนรวมแบบชั้นเรียนรวม ในครึ่งวันก่อน หลังจากนั้นอีกประเภทหนึ่งเป็นเรื่องของการเข้ามาเรียนร่วม อันนี้จะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๐๐๕ และนอกจากนี้ก็จะมีอีกประเภทหนึ่งคือ เป็นการศึกษาจากนักเรียนสายตาเลือนลางเป็นโครงการนำร่องปี 2009 คือมีการพูดถึงคนพิการและเรื่องของการนับรวมคนพิการเข้าสู่บริการต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น มีนักเรียนที่เป็นคนหูหนวก หูหนวก 186 นอกจากนั้นมีการจัดทำนโยบายที่เป็นมิตกับเด็กในโรงเรียน ทำให้เป็นมิตรกับเด็กในโรงเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กทำแผนแม่บทในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นมิตรกับเด็กและเราก็มีการพยายามผลักดันเจรจากับภาครัฐ ปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้มีการจัดให้มีฝ่ายที่เรียกว่าฝ่ายการศึกษาพิเศษก่อตั้งขึ้นฝ่ายที่เรียกว่าฝ่ายการศึกษาพิเศษก่อตั้งขึ้น ในปี 2017 เป็นสถาบันแห่งชาติในเรื่องการศึกษาพิเศษ มีการจัดทำคู่มือIE ในปี 2016 มีการจัดทำคู่มือครู ในปี 2019คู่มือที่ทำในปี ๒๐๑๖ จัดทำโดยกระทรวงศึกษา ไม่แน่ใจว่าในประเทศไทยนั้น มีสถานการณ์เหมือนกันหรือเปล่า แต่ว่าในกัมพูชานั้นคู่มือจะใช้เพื่อฝึกอบรมครูสำหรับครูต้องการที่จะมาสอนในโรงเรียนของรัฐก็จะต้องเรียนหลักสูตรที่จะต้องเรียนหลักสูตรที่เข้าใจในเรื่องของการเรียนรวม ปี ๒๐๑๘ เรามีการฝึกอบรมครู 10 คน เป็นครูที่ได้รับการอบรมสำหรับเด็กตาบอดอีก 10 คนเป็นครูที่ได้รับการสอนเด็กหูหนวก ในปี 2018รัฐบาลได้มีการจัดทำนโยบายการเรียนรวม หรือ อินครูซีฟeducation ไม่ได้เพียงแต่คำนึงถึงกลุ่มและนักเรียนตาบอด แต่ขยายไปถึงนักเรียนอื่น ๆ ด้วย ปี ๒๐๑๙ รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านคนพิการ และมีการทำเวทีในระดับชาติ เป็นเวทีระดับชาติในเรื่องของการศึกษาพิเศษ และที่เกิดขึ้นก็คือมีการฝึกอบรมในเรื่องการเรียนรวมให้กับครูมีการก่อตั้งฝ่ายการศึกษาพิเศษเพื่อที่จะรับผิดชอบในเรื่องของการศึกษาพิเศษ รวมถึงมีสถาบันแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาในปี ๒๐๑๘ ก็เป็นกิจกรรมที่รันโดย NGO แต่ว่าในปีนี้ก็มีการย้ายไปที่กระทรวงศึกษาธิการและการกีฬา แล้วก็มีการดีเบตกันว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รัฐบาลมีความลังเลที่จะให้การสนับสนุน แต่ว่าต้องขอบคุณจากท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างดีในปีนี้จะมีเด็กหูหนวก 7 คน คนตาบอดอีก 17 ขออภัยครับ หูหนวก 7 คน แล้วคนตาบอดอีก ๙ คน ผ่านการสอบคือในการสอบในระดับประเทศเขาจะต้องเริ่มตั้งแต่ถึง 12กระทรวงจะเป็นคนจัดการสอบ เพราะฉะนั้นก็จะต้องเข้าไปในเมือง แล้วเขาก็จะต้องทำกระบวนการสอบต่าง ๆ เหมือนกับทุกคน แล้วก็ในกัมพูชาเราจะการเก็บข้อมูลสำหรับทางด้านคนพิการ คือจะได้รู้ว่าเขาต้องการการสนับสนุนอะไร แล้วก็เขาอยู่ตรงไหน แล้วก็เราสามารถที่จะเช็กข้อมูลและ lock in เข้าไปได้เลในช่วงนี้ ผู้ว่าของแต่ละจังหวัดจะได้รู้ว่ามีคนพิการอยู่ตรงไหน ถ้ามีน้ำท่วมผู้ว่าฯ ก็จะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน เขาต้องการอะไร ให้ช่วยอะไร อันนี้เราก็มีความท้าทายหลาย ๆ อย่าง ในประเทศกัมพูชา เช่น เราไม่มีการให้บริการในระยะแรกเริ่ม และยังไม่มีการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ เรายังขาดเรื่องของทรัพยากรบุคคล การสร้างงาน ยกตัวอย่างเช่น สำหรับคนตาบอดงานส่วนใหญ่ที่ทำจะเป็นงานนวด หรืออาจจะเป็นฝ่ายต้อนรับ แต่เรายังไม่มีตัวเลือกที่มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของอาชีพต่าง ๆ สามารถประกอบอาชีพได้ เราคิดถึงเรื่องของ อินครูชั่น แต่ว่าตอนนี้เรามีล่ามภาษามือในกัมพูชาแค่ 5 คนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้จบการศึกษาจากต่างประเทศ แต่ว่าได้ศึกษาในประเทศ แล้วก็บางครั้งเป็นการอบรมเพียงแค่ ๓ เดือน หรือ ๖ เดือนเท่านัันมีข้อจำกัดในเรื่องของการวิจัย ในปี 1996 มีการมีการพูดถึงความแตกต่างกันของภาษามือ มีการพัฒนาภาษามือจาก ๒ ส่วน แล้วก็มีภาษามือที่แตกต่างกันของ 2 กลุ่มนี้ แต่ก็พยายามที่จะมีการทำงานวิจัยร่วมกันแล้วก็มีความพยายามที่จะพัฒนาหรือบูรณาการให้เกิดภาษามือที่มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น มีปัญหาของการอพยพของแรงงาน มีชาวกัมพูชาหลายคนคือมีชาวกัมพูชาหลาย ๆ คนที่มาทำงานในประเทศไทย แล้วก็มีการพาลูกมาด้วย แล้วทำให้ขาดความต่อเนื่องในการศึกษา มีปัญหาในเรื่องการบริการที่ยังไม่เพียงพอ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของความพิการที่ยังมีความจำกัดอยู่ ยังมีหลายคนที่เชื่อว่าความพิการมาจากเวรกรรม คุณได้ทำบางสิ่งที่ผิด มีการทำผิดมีการทำสิ่งไม่ดีในชีวิตที่แล้ว ชาติที่แล้ว ทำให้มีผลส่งมาทำให้เกิดความพิการ และความท้าทายในเรื่องแนวคิดสังคมและแนวคิดเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับความพิการ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับความพิการซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนพิการ ต่อไปเป็นข้อจำกัดเกี่ยวกับเรื่องการฝึกอบรมครู อย่างที่ผมได้กล่าวไปว่าการฝึกอบรมครูเพิ่งเริ่มปี 2018 เท่านั้น และเรื่องของการเรียนรวมนั้นอยู่แค่ระดับประถมแต่ว่าพอมาถึงระดับมัธยมขาดการสนับสนุนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาความยากจนของผู้ปกครอง การขาดคนพิการต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการตาบอดต้นแบบคนหูหนวกต้นแบบ หรือคนพิการอื่น ๆ ที่เป็นต้นแบบ หลายครั้งอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ผู้ปกครองไม่ไว้ใจหรือเชื่อมั่นในบริการมีเรื่องของการขาดเทคโนโลยี และอุปกรณ์ช่วยคนพิการ เรื่องของสภาพแวดล้อมของโรงเรียน และอาคารสถานที่ที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้กับนักเรียนพิการสรุปนะครับ รัฐบาลของกัมพูชาได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ กระทรวงศึกษานั้นได้มีแผนยุทธศาสตร์ที่จะประกันว่ามีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งครอบคลุมทุกคนเป็นการเรียนรวมและมีความเท่าเทียมกันและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเป็นโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับทุกคน NISE นั้นได้มีการฝึกอบรมครู สำหรับจัดการสอนให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และมีการจัดงบประมาณจากภาครัฐให้กับการศึกษาพิเศษ ผมขอจบการนำเสนอของผมตอนนี้ ถ้ามีคำถามก็เชิญถามได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่าปัญหาในกัมพูชาหรือว่าในประเทศอาเซียนขอบคุณมากครับ ที่คุณได้ช่วยผลักดัน แล้วก็พิทักษ์สิทธิ และขอปรบมือให้ท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ตอนนี้ก่อนที่จะมีข่าวดีหลังจากเรามีข่าวดี เดี๋ยวเราจะให้ดูผ่านคลิปแล้วกัน ตอนนี้อยู่ในข่าวของช่อง NBT เรียบร้อยแล้ว เปิดคลิปได้เลยครับเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำอย่างที่รัฐบาลย้ำตลอดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ล่าสุดทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะหาแนวทางเร่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาพิเศษพร้อมที่จะขยายความร่วมมือในอาเซียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ไปเปิดประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านศึกษาพิเศษ ครั้งที่ 8 หัวข้อทฤษฎีสมรรถภาพคนพิการ นายจุติกล่าวว่าการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ความเป็นธรรมและลดความเหลกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ของรัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต คนพิการให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมในทุกด้าน รวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม โดยมุ่งหวังให้คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาภาคพิเศษเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เตรียมขยายการศึกษาภาคพิเศษในระดับอาเซียนด้วย จากการสำรวจพบว่าคนพิการร้อยละ 37.5 ไม่สามารถเข้าเรียนหนังสือในระบบการศึกษาได้ ขณะที่มีเพียงร้อยละ ๑๐ ที่สามารถทำงานได้ครับ วันนี้จบการประชุมของวันนี้แล้ว เราก็จะมีการประชุมกันต่อ อยากจะขอขอบคุณทางทีมเจ้าหน้าที่ทุกคน คณะผู้จัดทุกคน ผู้ที่จัดเตรียมเอกสารรวมถึงผู้ที่นำเสนอผลงานวิชาการทุกท่าน ขอขอบคุณมากให้สำเร็จลุล่วงเราขอขอบคุณเนคเทคที่ได้จัดเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเพื่อที่จะแสดงผลการแปลเป็นไลฟ์แคปชั่นทางหน้าจอทันทีแล้วก็ทุกคนสามารถที่จะได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อ่านคำแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็สำหรับผู้แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษและคุณสว่าง ศรีสมแล้วก็คุณสว่าง ศรีสม แล้วก็จะเห็นว่าการแปลนี้ก็ได้ถูกพิมพ์ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วทันทีทันใด เรามีผู้แปลภาษามือ ล่ามภาษามือก็คือคุณคมคิด และคุณจันทรา ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณทุกท่านมากนะคะ พรุ่งนี้เราจะเจอกัน หวังว่าจะได้พบทุกท่านในวันพรุ่งนี้อีกขอบคุณมากค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ] [สิ้นสุดการถอดความ]