สวัสดีค่ะ เราจะเริ่มภายในอีกไม่กี่นาที ขอความกรุณาเข้านั่งประจำที่ค่ะหวังว่าทุกท่านจะได้มีโอกาสพักผ่อนอย่างดีนะคะ เมื่อวานนี้ในช่วงเย็นและช่วงค่ำ และพร้อมสำหรับการประชุมของเราในวันที่ 2 นี้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมที่อยู่ทางด้านนอกขอความกรุณาเข้ามาทางด้านในเลยนะครับทุกท่านหลับสบายนะครับเมื่อวานนี้แล้วเราก็กำลังจะเริ่ม และหลังจากนั้นก็จะเป็นการนำเสนอของท่าน(ดร.ผดุง) เราจะเริ่มในอีกประมาณ10 นาทีข้างหน้าค่ะ ในขณะที่เรากำลังรอ ดอกเตอร์มัสยาจะขึ้นมาอีกสักครู่หนึ่งดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงกำหนดการของวันนี้เราจะมี Program ไปจนถึง 4 โมงครึ่ง ตอนเย็นแล้วก็มีผู้นำเสนอหลาย ๆ ท่าน แล้วก็มีท่าน ดร.ผดุง อารยะวิญญู ที่จะนำเสนอแล้วก็มีทที่จะนำเสนอและดิฉันอยากจะขอให้ดอกเตอร์มัสยาได้ให้ข้อมูลเราเพิ่มเติมค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่านแล้วก็คณะผู้เข้ารับการอบรม วันนี้ก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องแบบผลใบประเมิน แบบประเมินในวันนี้เรารบกวนทุกท่านช่วยกรอกแบบประเมิน ซึ่งบางคนอาจจะได้รับไปแล้วแต่วันนี้เราจะมีอีกรอบหนึ่ง ก็รบกวนท่านช่วยกรอกแบบประเมิน แล้วก็ส่งที่คุณดารัตน์อยู่ด้านหลัง หลังจากการดูนิทรรศการ เราเรียนเชิญทุกท่านด้วย จะมีช่วงเวลาให้ท่านได้ออกไปดูนิทรรศการของนักศึกษา และผู้วิจัย แล้วก็กรอกแบบประเมินให้คณะดำเนินงาน กราบขอบพระคุณค่ะและขณะที่เรากำลังรอเนื่องจากว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านกำลังเดินทางมา แล้วก็อยากจะขอให้เรารอประมาณ ๕ - ๑๐ นาที เพื่อที่เราจะได้เริ่มไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็วันนี้มีหลายท่านที่เป็นวิทยากรที่มีหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ แล้วก็มีท่านวิทยากรท่านหนึ่ง ซึ่งท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ แล้วก็ไม่สามารถที่จะมานำเสนอในวันนี้ได้นะคะ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก แต่ว่าเราจะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสให้เราได้ชมนิทรรศการแทนค่ะ ฉะนั้นก็จะขอเชิญให้ทุกท่านได้มีโอกาสไปดูนิทรรศการ แล้วก็ได้มีโอกาสที่จะช่วยตอบแบบประเมินให้กับเราในช่วงเวลานั้นนะคะ เวลาที่ผู้วิจัยหรือว่าผู้นำเสนอนั้นให้มีโอกาสแสดงงานนิทรรศการแล้วมีคนไปชื่นชมหรือไปชมผลงานของเขาก็เป็นสิ่งที่นำความภาคภูมิใจเขานั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิให้กับผู้ที่สร้างชิ้นงานและเป็นกำลังใจให้กับเขา เดี๋ยวเราจะเริ่มวันที่ 2 ของการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการวิทยากรท่านแรกของวันนี้ก็จะเป็นศาสตราจารย์ ดร.ผดุง อารยะวิญญู ศาสตราจารย์ ดร.ผดุง อารยะวิญญู ในหัวข้อการออกแบบการปรับเปลี่ยนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนที่มีความบอกพร่องทางการได้ยิน สวัสดีตอนเช้าทุกท่าน ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ขอต้อนรับเข้าสู่การบรรยายของผมในเช้านี้ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาครับ มีอะไรที่ใหม่ไหมในการศึกษามีอะไรบางอย่างที่ใหม่ในเรื่องของการศึกษาพิเศษไหม ใช่ เมื่อวานนี้เพื่อนของผมก็ได้พูดถึงเรื่องของ RTI ทุกคนคุ้นเคยกับ RTI ไหมครับ แล้วก็เรื่องของกาเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างกัน เป็นเรื่องที่ใหม่ไหมสิ่งที่ใหม่สำหรับวันนี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก พักอยู่ในโรงแรมหรือเปล่า ไม่มี หรือว่าปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างหรือเปล่า เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียนของเรา เพราะฉะนั้นหัวข้อในการนำเสนอของเราก็คือ การออกแบบ แล้วก็เรื่องของการอำนวยความสะดวกในเรื่องการเรียนการสอน ซึ่งตรงกับความต้องการของนักเรียนที่พิการทางการได้ยิน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ได้ ไม่ใช่สำหรับนักเรียนพิการทางการได้ยินเท่านั้น แต่ว่านักเรียนประเภทอื่น ๆ ด้วย เราพูดถึงเรื่องของการศึกษาทุกคน เมื่อวานนี้พูดถึงเรื่องของโรงเรียนเรียนรวม เราก็ดูว่าเด็กนักเรียนมีความปกติไหม หรือว่ามีความพิการ หรือพิการทางการได้ยิน สิ่งที่หัวข้อนี้หมายถึงก็คือว่า เรามีนักเรียน เรารู้ว่าเขาต้องการอะไร รู้ว่าจำเป็นต้องใช้อะไร เราเรียกเขาว่าเป็นความต้องการพิเศษ ในสิ่งที่เขาต้องการ แล้วทำอย่างไรล่ะ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อครับ ในภาพรวมของการนำเสนอของผมเราก็จะดูในเรื่องของจำนวนประชากรพิการในประเทศไทยในทุกช่วงอายุ แล้วจากนั้นก็จะดูที่จำนวนของนักเรียนพิการทางการได้ยินในประเทศไทย แล้วก็เป็นจำนวนของนักเรียนที่มีความพิการอื่น ๆ จากนั้นก็จะดูนักเรียนที่มีความพิการตามกฎหมาย และซึ่งหลาย ๆ ท่านก็อาจจะคุ้นเคยอยู่แล้ว ผมจะให้แนวคิดแล้วก็เพื่อการพูดคุยกันว่า การนำเสนอจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็จะไปดูที่กระทรวงต่าง ๆ ที่ให้บริการด้านการศึกษาพิเศษ ไปดูที่ความต้องการของนักเรียนพิการทางการได้ยิน ผมใช้คำว่า พิการทางการได้ยิน ก็คือคนพิการหูหนวกกับคนพิการที่หูตึง และเราก็จะมาดูที่ว่าทำไมเราถึงต้องไปตอบสนองความต้องการของนักเรียน และทำอย่างไร ทีนี้มาดูในหัวข้อแรกในการนำเสนอของผมก็คือว่า เป็นเรื่องของสถิติคนพิการในประเทศไทย ผมอาจจะไม่เห็นด้วย หรือคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับจำนวนตัวเลข อันนี้ไม่ใช่มาจากกระทรวงศึกษาฯ นะครับ แต่ว่ามาจากกระทรวง พม. ความพิการทางกายและการเคลื่อนไหวนะครับ ก็ประมาณ 1 ล้าน ต่อมาด้านการได้ยินและการสื่อสาร ประมาณสัก 3 แสน ก็ค่อนข้างสูง พิการทางการเห็นก็สูงเหมือนกันในความคิดของผมความพิการทางจิตใจและพฤติกรรมก็ประมาณนั้น แล้วก็ความพิการทางสติปัญญา ก็ค่อนข้างสูง ออทิสติกส์ ความพิการทางการเรียนรู้ก็ค่อนข้างน้อย ซึ่งผมว่าก็ไม่จริง คือมีประมาณแค่ 10000 คน ผมว่าน่าจะเป็นล้านคน แต่ว่าอาจจะมีปัญหาที่คำนิยามว่าความพิการทางการเรียนรู้คืออะไร ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการ ก็จะพูดถึงเรื่องความสามารถของการอ่านและเขียน แต่ว่าในส่วนของกระทรวง พม. ก็อาจจะไปดูในเรื่องของ คืออาจจะเป็นมุมมองที่แตกต่างกันระหว่าง ๒ กระทรวงกระทรวงศึกษา กับกระทรวง พม. ก็เลยทำให้นิยามต่างกัน จำนวนก็อาจจะต่างกัน จากนั้นเราก็จะมาดูเด็กนักเรียนที่พิการทางการได้ยิน ส่วนมากเด็กนักเรียนเหล่านี้ก็จะไปโรงเรียนการศึกษาพิเศษ คือเรามีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ สำหรับคนหูหนวกมีทั้งหมด ๒๑ โรงเรียนในประเทศไทยแล้วก็จำนวนของโรงเรียนก็เพิ่มขึ้น แล้วก็น่าแปลกใจอีกก็คือว่าจำนวนของนักเรียนของพิการหูหนวกก็เริ่มลดลง อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจเห็นแต่ว่าอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ผมไม่รู้ว่าทำไมจำนวนโรงเรียนเพิ่มขึ้น นักเรียนพิการทางการได้ยินก็ไม่ได้ไปโรงเรียนเรียนรวม เขาไปโรงเรียนเรียนรวมไหม ก็ไปครับ แต่ว่าโดยส่วนมากเด็กนักเรียนหูหนวกจะไปโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพราะว่าเนื่องจากว่าโรงเรียนเรียนรวมทั่วไปจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียนเรียนรวมในประเทศไทยเขาบอกว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนเลยจะต้องเป็นโรงเรียนแบบเรียนรวม แต่ว่าในทางปฏิบัติผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าโรงเรียนทั้งหมดเป็นโรงเรียนแบบเรียนรวมอย่างแท้จริง อันนี้ก็เป็นจำนวนของนักเรียนหูหนวก อันนี้เป็นชื่อย่อของโรงเรียนที่ ๑ ก็จะเป็นจำนวนก็ค่อนข้างเยอะอยู่ในมุมมองของผมนักเรียนหูหนวกในจำนวน ทำไมจำนวนนักเรียนหูหนวกในโรงเรียนเหล่านี้สูงขึ้น เพราะว่าพ่อแม่เขาอยากให้เด็กนักเรียนมาเรียนที่นี่ เป็นโรงเรียนแบบโรงเรียนประจำเพราะฉะนั้นคุณก็ไม่จำเป็นกังวลว่าจะไปกินที่ไหน ไปใช้เงินอย่างไร เพราะว่าเป็นโรงเรียนประจำทุกอย่างรัฐบาลเป็นคนจ่ายให้ แล้วก็พ่อแม่ก็บอกว่า โอ.เค. ก็ดีแล้วให้ลูกอยู่ที่นั่นแหล่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้จำนวนนักเรียนหูหนวกไม่ใช่เพิ่มขึ้น ค่อนข้างสูง ต่อมาประเภทที่ ๒ คือนักเรียนพิการทางสติปัญญา เขาก็อยู่โรงเรียนการศึกษาพิเศษเช่นกัน จำนวนโดยรวมก็จำนวนนักเรียนพิการทางสติปัญญานี้ก็ประมาณเกือบ ๗,๐๐๐ ก็คือขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ละปี จำนวนโรงเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็น20 โรงเรีน บางคนก็ไปเรียนอยู่ในโรงเรียนเรียนรวม หลาย ๆ คน ก็ค่อนข้างจะไปในโรงเรียนเรียนรวมมากกว่านักเรียนหูหนวกดูในส่วนของนักเรียนทางการพิการทางการเคลื่อนไหว เรื่องพิการแขนขา ก็มีโรงเรียนทั้งหมดแค่4 โรงเรียน แล้วจำนวนนักเรียนทั้งหมดก็น้อยกว่า 1000 แล้วก็โรงเรียนพิการทางการเห็นก็มีไม่ค่อยเยอะเท่าไรใน ๓ โรงเรียนนี้ ส่วนมากนักเรียนเขาก็จะไปโรงเรียนเรียนรวมกันผมหมายถึงนักเรียนพิการทางการเห็น เขาก็เป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย และเขาก็ได้งบประมาณค่อนข้างเยอะจากรัฐบาล ในขณะที่คนพิการทางสติปัญญาไปเรียกร้องเพราะฉะนั้นเขาอาจจะต้องไปช่วยเด็กพิการทางสติปัญญามากขึ้น มาดูในเรื่องของประเภทความพิการตามกฎหมายนะครับ อย่างที่มีท่านวิทยากรได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ว่า เราต้องการที่จะพัฒนาการศึกษาพิเศษ เราจะต้องมีกฎหมาย มีกฎหมายที่เข้มแข็ง กฎหมายของไทยในปัจจุบันนี้ยังไม่เข้มแข็งมากนัก กฎหมายในปัจจุบันจะพูดถึงเงินหรือว่างบประมาณก็จะมีกองทุนเป็นงบประมาณ จำนวนมากสำหรับเรื่องของการศึกษาพิเศษ หรือการศึกษาให้กับคนพิการ แต่ว่ากฎหมายนั้นยังไม่ได้พูดถึงทิศทางในการพัฒนา ในเรื่องของการศึกษาเพราะฉะนั้นเราควรจะเสนอให้มีกฎหมายเรื่องการศึกษาพิเศษอีกฉบับหนึ่งที่ให้แนวทางในการจัดการศึกษาพิเศษที่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เขามีการแบ่งประเภทความพิการออกเป็น ๙ ประเภท คุณเห็นด้วยไหมครับ คุณคิดว่าเป็นการแบ่งประเภทที่น่าพึงพอใจไหม นักเรียนบางคนอาจจะยังตกหล่น ไม่ได้รับบริการ เช่น นักเรียนที่มีความพิการทางจิตตรงนี้ก็จะยังไม่ได้รับบริการด้านการศึกษาหรือนักเรียนที่มีความพิการเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาล หรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน นักเรียนกลุ่มนี้ก็จะยังไม่ครอบคลุมแล้วเรายังต้องพูดถึงคุณภาพของบริการด้วยว่า บริการต่าง ๆ ด้านการศึกษามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เรื่องของการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายปีโดยที่ไม่ได้มีการวินิจฉัยหรือไม่ได้มีการเข้าไปช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มเลยใช่ครับ นี่เป็นสิ่งที่วิทยากรเมื่อวานนี้ท่านก็ได้กล่าวไว้ แล้วก็เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศควรจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มีความพิการเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่าง ๆ มากมายในแต่ละวัน เรื่องของความพิการทางสติปัญญา แล้วก็อย่างที่เราได้พูดถึงกัน เรื่องของความพิการทางการบกพร่องหรือการพูด และภาษา ก็มีเด็กหลายคนที่อาจจะพูดภาษาไทยกลาง ที่เป็นภาษากรุงเทพฯ ไม่ได้ชัด ก็มีหลายคน โดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัด เขาก็มีภาษาเป็นภาษาถิ่นของเขามีความบกพร่องด้านอารมณ์และพฤติกรรมซึ่งบางคนบอกว่านี่หมายถึงเด็กพิการทางจิตหารือว่าเด็กพิการที่อยู่ในโรงพยาบาลก็มีการจัดบริการอยู่บ้างแล้วไม่ใช่หรือ บอกว่าจริงอาจจะมีบ้างแต่ว่าไม่มากพอแล้วก็ควรที่จะให้ความสนใจ และจริงจังในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ในกลุ่มของความบกพร่องที่เป็นออทิสติกส์นั้นก็มีจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรามีแผนในระดับชาติ สำหรับการจัดการศึกษาให้กับเด็กออทิสติกส์ ในเรื่องของการป้องกันความพิการ เป็นแผนของกระทรวงสาธารณสุข แต่เมื่อมาถึงในเรื่องของโรงเรียน แล้วเมื่อเขาเรียนเลื่อนชั้นขึ้นไปเขาจะทำอะไร ก็ต้องมีเรื่องของอาชีพ เขาสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนอย่างกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้หรือไม่ แล้วมีใครที่จะช่วยดูแลเขาถ้าหากเขาต้องการดูแลเมื่อคุณพ่อคุณแม่เขาเสียชีวิตไป สิ่งเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่ถูกคำนึงถึงผมพูดใน Facebook ของผมว่า เราควรจะมี roadmap ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ roadmap ควรจะเป็นแผนแบบทางด่วนเลยครับไม่ใช่ทางธรรมดาคือต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังและเร่งด่วน ต่อไปเป็นเรื่องของความพิการทางการเรียนรู้หลายคนยังไม่เข้าใจ เป็นคำที่เรานำมาใช้จากอเมริกา เราเรียนรู้เรื่องนี้จากต่างประเทศ คำทางการแพทย์เรียกว่าดิสเรคเซีย สำหรับคนที่ทำงานด้านการศึกษาเราใช้คำว่า ความพิการทางการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือคนในชุมชนยังไม่ได้มองนักเรียนกลุ่มนี้ในมุมมองเดียวกันคำนิยาม กลุ่มของความพิการทางการเรียนรู้ เขาไม่ได้เรียนรู้ช้า บางคนพูดว่า ความพิการทางการเรียนรู้เหมือนกับกลุ่มเดียวออทิสติก ไม่ใช่ฉะนั้นเราทุกคนต้องเข้ามาร่วมกันทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่เพื่อจะพยายามพัฒนาให้การศึกษาของนักเรียนที่มีความจำเป็นพิเศษได้รับการพัฒนาและสื่อสารออกไปสู่สังคม นอกจากนี้เป็นเรื่องของความพิการซ้อนซึ่งก็เป็นมีคำนิยามที่แตกต่างกันออกไป ระหว่างกระทรวงศึกษากับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมชอบผู้นำเสนอจากญี่ปุ่นที่เมื่อวานนั้นท่านพูดถึงการศึกษาในประเทศไทยและมีการจัดการ โดยใช้กระทรวงหลายกระทรวง แล้วก็มีแหล่งทรัพยากรหลายแหล่ง เช่น มีถึง ๕ กระทรวงที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ในเรื่องการจัดบริการด้านการศึกษา มีทรัพยากรใช่ครับ เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับประเทศไทยเรามีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการศึกษา ก็คือกระทรวงศึกษา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกระทรวงเหล่านี้ก็มีสถาบัน มีโรงเรียนของตนเองแล้วก็ยังมีกระทรวงสาธารณสุข ในกระทรวงอุดมศึกษาที่ให้การรับผิดชอบในเรื่องของการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็มีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งกระทรวงเหล่านี้ก็ได้ให้บริการด้านการศึกษาเรามาดูในเรื่องของประเภทของการศึกษาพิเศษ อันที่ ๑ เรามี inclusive classroom คือชั้นเรียนที่เป็นชั้นเรียนรวมซึ่งเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นสิ่งที่เรากำลังขับเคลื่อน ไปในทิศทางนี้ หมายถึงในชั้นเรียนเดียวกัน เป็นโรงเรียนเรียนรวม และเป็นชั้นเรียนรวม อันที่ 2 ก็เป็นเรื่องของโรงเรียนเรียนรวม โรงเรียนการศึกษาพิเศษ สำหรับส่วนของโรงเรียนเรียนรวมนั้นก็เป็นกระแสที่ทุกคนพยายามจะพัฒนาให้โรงเรียนนั้นกลายเป็นโรงเรียนเรียนรวมให้มากยิ่งขชึ้น จำนวนของโรงเรียนการศึกษาพิเศษประเภทที่ ๓ โรงเรียนการศึกษาพิเศษ หรือว่าโรงเรียนเฉพาะประเภทความพิการก็จะมีจำนวนน้อยลง และอาจจะมีการปรับรูปแบบของบริการ เช่น เราไม่ได้มีโรงเรียนเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก และเด็กออธิสติกส์ก็จะไปเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ แล้วโรงเรียนที่นักเรียนออทิสติกส์ก็จะมีจำนวนมากขึ้น เรามี program อยู่ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป เราสามารถจะมีโปรแกรมอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษหรือโรงเรียนทั่วไปก็ได้ แต่เราให้ความสนใจกับ program การศึกษา ไม่ว่าจะจัดในลักษณะไหนก็ตาม เราเน้นไปที่บริการ เรามีศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นกลุ่มที่ดำเนินการอย่างกว้างขวางในประเทศไทย มีในทุกภาค มีทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศก็มีการตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดด้วย ก็มีการส่งเด็กพิการเข้าไปที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ มีการคัดกรอง แล้วก็มีการจัดบริการให้กับเด็ก และเด็กได้ได้กลับไปที่บ้านด้วย แล้วก็ได้มีการบริการให้ความรู้กับผู้ปกครองด้วย สิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือในเขตการศึกษาพิเศษต่าง ๆ ก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษประจำเขต นี่เป็นสิ่งใหม่ที่มีการตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษขึ้นมาในทุกเขตการศึกษาพิเศษทั่วประเทศ แล้วก็มีการจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษในระดับตำบล ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาพิเศษใหม่ที่จะวางแผนที่จะมีในทุก ๆ ตำบล หรือเป็นแบบในลักษณะศูนย์การศึกษาพิเศษในระดับอำเภอ ซึ่งจะมีจำนวนมากเป็นหลายร้อยแห่งทั่วประเทศอันนี้ก็มีชั้นเรียนในโรงพยาบาล เขาเรียกว่าเป็นชั้นเรียนในโรงเรียนสาธิต เป็นโรงเรียนเอกชนอาจจะอยู่ภายใต้มูลนิธิต่าง ๆ แล้วพอมาถึงเรื่องความต้องการจำเป็นของนักเรียนที่มีความพิการทางการได้ยิน รวมถึงกลุ่มที่เป็นคนตาบอดและหูหนวก คุณมีบริการอะไรให้กับกลุ่มนี้เพื่อจะตอบสนองความต้องการจำเป็นของนักเรียนเหล่านี้ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีก็คือการสำรวจการประเมินความต้องการของเขาก่อนควรจะต้องมีการขยายเสียงให้ดังขึ้นสำหรับคนที่มีความพิการทางการได้ยิน มีบริการแคปชัน เพราะว่าเรามีทั้งกลุ่มของคนที่ไม่มีการได้ยินเลย หรืออาจจะยังมีการได้ยินหลงเหลืออยู่บ้างมีซอฟแวร์ในเรื่องของการรับข้อมูลด้วยเสียง ในเรื่องของทักษะการอ่าน มีการจัดล่ามภาษามือ ซึ่งสำคัญมากและปัจจุบันนี้ในโทรทัศน์หรือว่าคนในชุมชนที่จะเข้าใจเรื่องของล่ามภาษามือมากขึ้นหลายปีที่ผ่านมาบริการเหล่านี้ก็ยังไม่มีมาก่อน เรื่องของการบำบัดการพูด เรื่องของเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เรื่องของการฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยี เราต้องการฝึกอบรมทั้งหมดทำไมครับ เพราะว่าเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ทำไมเราถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอันนี้เป็นเรื่องของการศึกษา อันนี้คือการเรียนรวมอันนี้เป็นกระแส เป็นแนวโน้ม อันนี้เป็นทางเดียวที่จะหันไปดูเรื่องของการศึกษาเราสามารถที่จะทำได้ไหม ในทางที่แตกต่างจากวิธีเดิม ๆ จากวิธีการสอนเดิม ๆ ให้แตกต่างจากวิธีปฏิบัติเดิม ๆ ในเรื่องของการให้การศึกษา เด็กพิการและการเรียนในภาคปกตินั้นคุณจะทำอะไรเมื่อคุณต้องการจะสอน เช่น นี่คือหลักสูตร เพราะฉะนั้นคุณก็จะแบ่งหลักสูตรในประเทศไทยเราก็จะมีหลักสูตรแห่งชาติประมาณ ๓ อย่างด้วยกัน เราก็จะมีตั้งแต่การศึกษา ตั้งแต่แกนกลาง และการศึกษาหลักสูตรแบบอื่น ๆ จากนั้นก็ให้นักเรียนเข้ามาเรียน นี่คือตำราเรียนของคุณ เนื้อหานะ นี่คือวัตถุประสงค์ เราจำเป็นจะต้องทำตามสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เราก็ไม่เก่ง อันนี้เป็นเรื่องจริงไหม เรื่องของการอำนวยความสะดวกก็จะต้องทำในวิธีที่แตกต่างออกไป หมายถึงอะไรครับ ต้องเป็นเด็กผู้ชาย สมมติเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในโรงเรียน ไม่มีอะไรมาเลย ไม่มีหลักสูตร ก็ไปนั่งอยู่ตรงนั้น หรือครูอาจจะเก่งมาก คุณมีความเฉลียวฉลากมีพรสวรรค์อย่างดี อย่างเพื่อนของผมเมื่อวานพูดว่าการศึกษาแบบเรียนรวมไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มี พรสวรรค์ คุณไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างง่าย คุณจะต้องคิด คุณจะต้องทำมากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้มากขึ้น แล้วอีกคนหนึ่งก็เข้ามา คุณไม่ใช่จะมานั่งอยู่เฉย ๆ คุณก็เดินมา คุณก็อาจจะพูดเยอะไปหน่อย คุณไม่ค่อยเงียบเลย แต่ว่าคุณก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร เพราะฉะนั้นผมก็จะสอนให้คุณหยุดวิ่ง แล้วก็จะเพิ่มความสามารถในการใส่ใจของคุณให้มากขึ้น แล้วก็อีกคนหนึ่งก็เข้ามา ก็อาจจะเดินได้ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากว่าอาจจะขาไม่ดี อาจจะมองไม่ค่อยชัดเจน คุณจะทำอะไรล่ะ เขาต้องได้รับบริการจากโรงเรียนข้างนอกใช่ไหม หรือว่าต้องยกระดับการมองเห็น ต้องปรับปรุงเรื่องของกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเรายังไม่มีหลักสูตร แห่งชาติ แล้วก็ซึ่งสามารถที่จะตอบสนองความต้องการได้ ไม่ ไม่มีสิ่งนั้น เราจะต้องเหมือนกับที่เราตัดเสื้อที่จะต้องเหมาะสมกับตัวเด็ก ถ้าคุณกลัวตัวใหญ่เสื้อของคุณก็ต้องตัวใหญ่ตาม เราจะต้องตัดให้เหมาะสมกับคุณหรือถ้าเราตัวเตี้ยก็อาจจะให้เสื้อตัวเล็กก็อาจจะต้องเหมาะก้บไหล่บอกกับของคุณตัดให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นการอำนวยความสะดวกเป็นวิธีใหม่ในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียน ตามที่สิ่งที่แต่ละคนต้องการในระดับรายบุคคลคุณเชื่อในอะไรครับ ประเทศของคุณนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่คุณพูดถึงเรื่องของสิทธิที่เท่าเทียมกันหรือไม่ ในโรงเรียนก็เช่นกัน ถ้าคุณอ่านหนังสือไม่ได้ เรามองหาจุดแข็งของแต่ละคน และเราพยายามพัฒนาให้คุณอ่านได้คุณอ่านไม่ได้ คุณเดินไม่ได้ เราไม่พูดอย่างนั้น แต่เราพูดว่าคุณจะอ่านได้ คุณจะเดินได้ คุณจะพูดได้ คุยได้คุณสามารถทำได้ ถ้าบอกว่าคุณมีความพิการ คุณไปอยู่ข้างหลัง ไปแอบซ่อนหลบอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งในสังคมไทย เด็กพิการเคยถูกซ้อนไว้ เก็บไว้ ในบ้าน แต่ว่าเมื่อมีบริการของการศึกษาพิเศษเกิดขึ้นก็ได้ออกมา ได้ออกมาจากบ้านที่เก็บซ่อนไว้ แล้วก็ได้ออกมาในโรงเรียน ผู้ปกครองก็เริ่มนำเขาออกมาข้างนอก วิทยากรจากเนปาลและกัมพูชาเมื่อวานนี้ได้พูดถึงเรื่องของเด็กพิการ ที่ได้รับผลกระทบจากความเชื่อเรื่องเวรกรรมที่บอกว่าความพิการเกิดมาจากการทำความผิด หรือทำสิ่งไม่ดีเมื่อชาติที่แล้วคนไทยเช่นกัน ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในเรื่องของเวรกรรม และการทำไม่ดีในชาติที่แล้ว ส่งผลให้เกิดความพิการในชาตินี้ ทำให้เกิดความอับอาย ครอบครัวที่มีลูกพิการ ก็ไม่อยากให้คนในชุมชนรู้ว่าตัวเองมีลูกตาบอดมีลูกพิการ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว คนไม่อับอายที่มีลูกพิการ คนไม่มีความเชื่อแบบเดิมแล้ว ทั้งชุมชน และคนในครอบครัวก็มีความคิดที่เปลี่ยนไป ในอดีตนั้นคนจะตีตราว่าคุณเป็นคนหูหนวก คุณเป็นคนพิการ คุณเป็นคนที่ไม่มีความรู้แล้วก็ไม่มีสติปัญญา หลายคนก็จะบอกว่าในอดีตนั้นมีการถูกตีตรา มีการถูกมองข้ามละเลยต่าง ๆ จากในชุมชน มีการในการถูกลดคุณค่าหรือทำให้ด้อยค่า ชุมชนหรือสังคมหรือประเทศที่มีความก้าวหน้าและมีความเป็นประชาธิปไตยนั้นให้มีความเท่าเทียมกันให้ความสำคัญกับจุดแข็งแล้วก็นับรวมหรือคำนึงถึงคนพิการ นักเรียนพิการ แต่ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ของเด็กพิการและลดคุณค่า และตีตราอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของความเป็นเอกลักษณ์ แต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนบอกว่าฉันอยากให้ลูกเป็นวิศวกรฉันอยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ว่าเด็กแต่ละคนนั้นมีความเฉพาะตัว มองดูลูกของคุณ มองดูจุดแข็งของเขา ในแต่ละคนนั้นมีความเฉพาะตัวแล้วผมคิดว่านี่ก็เป็นกระแสที่กำลังจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ถ้าลูกของคุณหรือนักเรียนของคุณไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด คุณก็ตีเขา เราไม่ควรตีเด็กและที่สำคัญต่อไปคือเรื่องของคือเรื่องของ Inclusion คือการนับรวมทุกคน การรวมทุกคนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรวมแบบที่เรียนรวมกันในบางส่วนหรือว่าการเรียนรวมกันทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ สำหรับสิ่งที่เราควรจะปรับเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นสำหรับครูที่ควรจะเปลี่ยนหลักสูตร สร้างหลักสูตรที่เหมาะกับความต้องการของเด็ก แล้วคุณ จะสอนอย่างไร คุณบอกว่าวิธีการสอนของครูคือฟังครูนะ แต่ถ้าคุณฟังไม่ได้ยินก็ออกไป ครูในรุ่นใหม่นั้นจะต้องไม่ใช่คนที่คอยแต่กำกับสั่งสอน ทำไม เพราะว่าเดี๋ยวนี้เด็กสามารถเรียนจากเฟสบุ๊ก เรียนจากเว็บไซต์ เรียนจากไลน์ เรียนจากสิ่งอื่น ๆ มากมายซึ่งน่าสนใจกว่าสิ่งที่ครูสอนเสียอีก แล้วเด็กรู้มากขึ้น เดี๋ยวนี้เด็กรู้มากกว่าครูด้วยซ้ำฉะนั้นสิ่งที่ครูควรทำคืออำนวยความสะดวกให้เกิดการเรียนรู้ ครูสมัยเก่านั้น สอน ครูสมัยใหม่นั้นอำนวยความสะดวกให้เกิดการเรียนรู้ เช่น วันพรุ่งนี้อยากจะรู้ว่ามีข้อมูลอะไรที่เด็กค้นหามาจากอินเตอร์เน็ตได้บ้างนำมาเสนอหน่อย มี website ใดบ้างที่นักเรียนหาความรู้อันนี้มาได้ ดีมากเลย น่าสนใจมาก เราอยากจะเรียนรู้เรื่องใบไม้ และเด็กมานำเสนอ ไม่ใช่ว่าครูจะมานั่งบรรยายว่าใบไม้เป็นแบบนี้อยู่ฝ่ายเดียวว่าใบไม้เป็นแบบนี้ แบบนั้น เด็กสามารถจะมีส่วนร่วมได้ หลักสูตรที่ครูสร้างขึ้น ปรับให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน ให้ความรู้โดยเฉพาะให้ความรู้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้น จะต้องเป็นการตอบสนองความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล เรื่องของเครื่องมือต่าง ๆ ในการสอนสื่อการสอนที่จัดให้เหมาะสม รูปแบบการประเมินผลหรือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในการประเมินผล หลายครั้งเราบอกว่าควรต้องอ่านให้ได้ ถ้าอ่านไม่ได้แปลว่าสอบตกคุณต้องอ่านให้ได้ ถ้าอ่านไม่ได้แปลว่าไม่ผ่าน นี่เป็นวิธีการเก่า วิธีการใหม่นั้นคุณสามารถทำได้หลายอย่าง จะใช้การอ่านก็ได้ จะใช้ภาษามือก็ได้ เข้าไปใน ยูทรูปก็ได้แล้วทดสอบแบบนี้ คือเข้าไปในยูทูป ลองฟังข้อมูลนี้หลังจากดู YouTube จบแล้วตอบคำถามได้ไหม ถ้าตอบได้แล้วถือว่าผ่านได้ อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสมเรื่องของการจัดการอำนวยความสะดวกอาโทรเรชั่น คือเรื่องของการที่ให้ทางเลือกที่แตกต่างกันสำหรับนักเรียนแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันทุกสิ่งทุกอย่าง นักเรียนที่ไม่พิการอาจจะได้รับมอบหมายให้ทำงานลักษณะหนึ่ง ในชั้นเรียนเดียวกัน เด็กพิการก็อาจจะได้รับมอบหมายให้ทำลักษณะงานหรือการบ้านอีกแบบหนึ่ง วิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันให้เหมาะสมกับแต่ละคน สื่อการสอนแต่ละคนอาจจะต่างกัน ตามสไตร์ของแต่ละคน เป็นวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่ดำเนินการไปพร้อมกันในห้องเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ข้อต่อไปเป็นยุทธศาสตร์สำหรับการปรับเปลี่ยนข้อ ๑ เป็นเรื่องของในการสอน 2. สภาพแวดล้อม 3. หลักสูตร 4.การทดสอบ ๕. คือการสื่อสาร6. คือเรื่องของการขยายผล ๗. เป็นเรื่องของทักษะในการสื่อสาร วิธีการในการที่จะอำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้อันที่ 1 คือในการสอนคุณต้องเข้าใจนักเรียนของคุณ คุณต้องเข้าใจนักเรียนที่มีความพิการในการเรียนรู้ เข้าใจนักเรียน เข้าใจวิธีการทำงานของสมอง แต่ละคนนั้นทำงานด้วยสมองซีกซ้ายมากกว่าหรือซีกขวามากกว่าหลายคนสามารถใช้ภาษามือได้อย่างดี อย่างเร็วถ้าคุณเป็นเด็กหูหนวกที่ใช้สมองซีกซ้ายมากเขาจะใช้ใช้ภาษามือได้อย่างรวดเร็ว เขาจะใช้ภาษามือได้ไม่ชัดเจนนัก แล้วก็อาจจะไม่คมชัด ถ้ามือของเขาก็อาจจะไม่ได้สวยงามมาก นั่นเป็นเพราะว่าสมองนั้นต่างกัน ถ้านักเรียนนั้นอ่านได้อย่างรวดเร็ว บางคนอาจจะอ่านได้ช้า เราไม่ควรจะต่อว่าหรือตำหนิเขา ไม่ควรจะมีเด็กคนใดเลยถูกตำหนิ แต่ควรจะหาวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน คุณไม่ใช่หมอ คุณอาจจะไม่ได้เข้าใจรายละเอียดของสมองในแบบการแพทย์ แต่อย่างน้อยให้คุณสังเกตและเรียนรู้วิธีการที่เหมาะกับเด็กของคุณแต่ละคน สมองของทุกคนนั้นสามารถเรียนรู้ได้แต่ต้องหาวิธีเรียนรู้ที่เหมาะ เด็ก LD นั้นไม่อยากจะนั่งฟังคุณ ถ้าคุณพูดคุณบรรยายไป สำหรับเด็กแอลดีไม่ชอบฟัง เด็กที่ใช้สมองด้านขวา ไม่ชอบนั่งฟัง เขาชอบทำ ชอบลงมือทำ เขาเรียนรู้ภาษาไม่ใช่ด้วยการฟังแต่อาจจะด้วยการทำสิ่งอื่น นักเรียนที่ถนัดการฟังคือนักเรียนที่ใช้สมองซีกซ้ายฉะนั้นคุณต้องเข้าใจวิธีการเรียนรู้ หรือสไตการเรียนรู้ของแต่ละคนในรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับเขา จะทำให้เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว คือต้องใส่ใจในเรื่องของความมสนใจของเด็กด้วย เด็กเล็ก ๆสนใจการ์ตูน คุณก็ต้องมีการ์ตูนเป็นสื่อการสอน สำหรับเด็กวัยรุ่นเยาวชน ชอบดารา ชอบนักร้อง ชอบไอดอลต่าง ๆ คุณก็ต้องใช้สิ่งเหล่านั้นที่เขาสนใจและควรจะพิจารณาเรื่องของพหุปัญญา หรือว่าความเฉลียวฉลาดที่มีหลายด้าน สังคมไทยสมัสมัยก่อนจะเน้นแต่ว่าถ้าฉลาดต้องเก่งคณิตศาสตร์ ต้องเก่งภาษาอังกฤษ แต่ไม่จริงคุณจะต้องพิจารณาเรื่องนี้เพราะว่าความเฉลียวฉลาดนั้นมีหลายด้าน สมองนั้นทำงานในหลายรูปแบบและสมองจะอยู่กับคุณไปตลอด คุณเปลี่ยนสมองถอดออกมาไม่ได้ หาสมองใหม่มาใส่ไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจสมองและส่งเสริมศักยภาพที่สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาหรือเรื่องศิลปะหรือเรื่องใด ๆ คุณจะต้องดูในเรื่องของสภาพแวดล้อมด้วยครับ การปรับสภาพแวดล้อมเช่น บางคนควรจะให้มานั่งใกล้ครู บางคนบอกว่าทำไมเด็กคนนี้เดินอยู่เรื่อย ๆ ทำไมเด็กคนนี้เดินอยู่เรื่อง ๆ เวลาที่ครูสอน แสดงว่าอาจจะต้องการมุมที่เป็นมุมเงียบสักนิดหนึ่งที่มีพาทิชั่นกั้นให้ มุมที่เงียบ ๆ แล้วมีพาทิชั่นกั้นให้ในทุกห้อง ในห้องเรียนต่าง ๆ ในโรงเรียนต่าง ๆ แบบนั้นหรือ ใช่ครับการจัดที่นั่งที่เหมาะสมมีหลายรูปแบบและเป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ การนั่งกับเพื่อนก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เช่น ถ้าคุณนั่งกับเพื่อนช่วยกันนั่ง แล้วก็ช่วยกันเป็นบัดดี้ในชั้นเรียน อีกเทคนิคหนึ่งคือการลดเสียงรบกวนจัดให้มีวัสดุที่กำแพงที่สามารถดูดซับเสียง ลดเสียงรบกวน คุณควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นะครับแล้วก็มีการใช้พาทิชั่นที่จัดอคูสติกของเสียง ที่มีความพิเศษและเอื้ออำนวย ผมมีอีก ๕ นาทีนะครับ อยากจะพูดถึงเรื่องการปรับ หลักสูตรในประเทศไทยนั้นมีหลักสูตรกลางที่เป็นหลักสูตรระดับชาติ แล้วก็ใช้เป็นหลักสูตรของโรงเรียน ก็จะบอกว่าแต่ละโรงเรียนจะต้องใช้หนังสือ แบบนี้ หนังสือเรียนแบบนี้ เนื้อหาแบบนี้ ไม่ครับอันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อันนี้ไม่ใช่วิธีใหม่ นี่เป็นวิธีที่โบราณมาก คร่ำครึมาก วิธีการก็คือ สำหรับเด็กปัญญาเลิศเขาดูตำราเรียนที่เป็นหลักสูตรกลาง มองแป๊บเดียว อ่านจบหมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว เด็กปัญญาเลิศบอกว่าต้องมานั่งฟังสิ่งที่เรารู้แล้วหรือ ไม่น่าสนใจ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลักสูตรนั้นไม่ตอบสนองกับเด็ก โรงเรียนของไทยส่วนใหญ่นั้นจะตอบสนองต่อนักเรียนที่มาจากสังคมระดับกลาง คนที่ฉลาดก็จะได้รับความรู้มากขึ้นบ้าง แต่คนที่ไม่ฉลาดก็ยังคงไม่ฉลาดเช่นนั้น และนี่ก็เป็นสิ่งที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีแล้วควรจะเปลี่ยนแปลงฉะนั้นเราควรที่จะให้หลักสูตรทำให้หลักสูตรนั้นกระชับ และมีการขยายอาจจะเป็นหรือว่าขยายเนื้อหาให้เหมาะสม เช่น สำหรับเด็กบางคนอาจจะอาจจะไม่สามารถที่จะคำนวณได้ เราบอกใช้เครื่องคำนวณได้หรือไม่ ถ้าอย่างนั้น บางคนบอกว่าไม่ได้ ห้ามใช้ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว เวลาคุณไปซื้อของ คุณก็จะเห็นว่ามีเครื่องคำนวณที่คิดเงินให้กับคุณเราควรจะปรับให้เหมาะกับความเหมาะสมของแต่ละคน ผมจำได้ว่ามีข่าวออกมาไม่นานนี้ว่าครูตีเด็ก แล้วก็มีเรื่องของการให้งานมากเกินไปและครูตีเด็กเพราะว่าเด็กทำการบ้านไม่เสร็จปรากฏว่าให้การบ้านถึง 10 หน้า และเด็กบางคนไม่สามารถทำการบ้านเสร็จทั้งหมด ก็ลงโทษเด็ก ควรจะให้การบ้านที่เหมาะสมกับความสามารถหรือศักยภาพของเด็ก และควรจะลดการบ้านที่เป็นการเขียนลง คุณพูดถึงสิทธิที่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน คือการที่จะให้ทุกคนมีการบ้านในจำนวนหน้าเท่ากัน อันนั้นไม่ใช่ความเท่าเทียม ควรจะปรับให้เหมาะสมให้การบ้าน ให้สิ่งที่ตั้งใจทำนั้นเป็นการตอบสนองเหมาะกับความจำเป็นของเด็กแต่ละคน ไม่ใช่ว่าต้องให้การบ้านในปริมาณเท่ากัน หลายครั้งเราจะคิดค่าเฉลี่ยเราจะคิดแต่ว่าทุกคนต้องทำเหมือนกัน ต้องมีการสอบประเมิน และให้ทุกคนทำในวิธีเดียวกัน อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการสอบ การประเมินผลที่เหมาะสม ในการปรับรูปแบบการศึกษา รูปแบบการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นคนหูหนวก คนหูตึงเวลาเราสื่อสารกับเขาอย่างเช่นการสื่อสารกับคนหูหนวก คนหูตึงให้เราพูดซ้ำ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับเวลาเราใช้ภาษาอังกฤษกับคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาโดยตรง เราอาจจะต้องพูดซ้ำในการอธิบาย บางทีบอกว่าช่วยพูดอีกครั้งหนึ่งได้ไหม คุณกำลังพูดอะไรนะครับ แล้วถ้าเกิดว่าคนที่กำลังสอนตะโกนกลับมาไม่เข้าใจอีกหรือ อันนี้ไม่ถูกต้อง เราควรที่จะใช้วิธีการที่เหมาะสม เช่น พูดซ้ำ อธิบายซ้ำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของการขยายความขยายเสียงให้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยฟังส่วนตัวในระบบเอฟเอ็มใช้เรื่องซาวและฟิมมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จะช่วยเราได้ในเรื่องการขยายเสียงให้ดังขึ้น ใช้งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ต้องมีค่าใช้จ่ายอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนได้ด้านภาษาควรจะมีการสื่อสารในภาษาหลักของนักเรียนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษามือ ภาษาเขียน หรือว่าการพูด ควรจะให้เวลาให้มากขึ้นในการที่จะให้เด็กได้พัฒนาด้านภาษา สุดท้าย เรื่องของเทคโนโลยี เด็กหูหนวกนั้นหลายคนสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล้ว ใช้ไลน์ บางคนเก่งกว่าผมอีกครับ ใช้ Application ต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเขา ฉะนั้นโรงเรียนควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้คือไม่เพียงแต่สำหรับนักเรียนทั่วไป แต่ว่าควรจะส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนรวมถึงนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน รวมถึงเทคโนโลยีการใช้ application ต่าง ๆ แล้วก็ให้เขาตระหนักถึงอันตรายที่มาจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ Application เหล่านี้ด้วย ผมขอกล่าวอะไรอีกเล็กน้อยก่อนจะจบ เป็นสิ่งที่ดีที่เรามารวมตัวกันที่นี่ ในทุก 2 ปี ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้ยินว่ามีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นความก้าวหน้าในภูฏาน ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ประเด็นหลายเรื่องนั้นก็ก้าวหน้ายิ่งกว่าระบบในประเทศไทยแล้ว ผมรู้สึกยินดีที่ได้ยินจากเมื่อวานนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในกัมพูชา มีการพัฒนาหลายอย่างก้าวหน้าขึ้นมาก แล้วก็ได้ฟังจากเพื่อนฟิลิปปินส์ ซึ่งผมก็เชื่อว่าจะได้ยินมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้ยินมากขึ้นจากเพื่อนเมียนมาและลาวไม่เพียงเท่านั้น ไม่เพียงแต่เรื่องของกระแสใหม่ ๆ เรื่องของทฤษฎี และการปฏิบัติใหม่ ๆ แต่เรายังได้เป็นเพื่อนกัน ในการมาพบปะกันเรียนรู้ซึ่งกันและกันเราจะไปด้วยกัน จับมือกัน ในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] ขอบคุณมากครับดอกเตอร์ผดุง มีคำถามสำหรับดอกเตอร์ผดุงไหม าขอบคุณมากครับ ผมชื่อสุภฐาน ผมทำงานที่มหาวิทยาลัยราชสุดามหาวิทยาลัยราชสุดา มหิดล ผมก็เป็นคนหูหนวก คำถามของผมก็คือว่าใน 2 Slide ก่อนนี้ที่พูดถึงเรื่องการสอบ คือจะให้เด็กนักเรียนหูหนวกมีล่ามภาษามือใช่ไหม ผมอยากจะให้คุณดูตัวอย่างของคนหนึ่ง ซึ่งจบปริญญาโทในประเทศไทยเขาบอกผมว่าเขาไปสอบอย่างไร คืออยากจะบอกว่า เช่นการสอบวิทยานิพนธ์ หรือว่าการสอบ defend วิทยานิพนธ์ ก็จะมีคณะกรรมการ คณะกรรมการไม่ยอมให้มีล่ามอยู่ในขั้นเรียน แล้วก็นักเรียนหูหนวกก็ต้องพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ให้ขึ้นไปบน slide ทีละคำ ๆ แล้วก็พบว่าใช้เวลาในการสอบธีสิทนานมาก คณะกรรมการก็เลยคณะกรรมการก็เลยเป็นคนพิมพ์เอง ฉะนั้นเด็กนักเรียนหูหนวกก็พยายามที่จะตอบคำพถามโดยการพิมพ์เช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นเราก็เลยมีความเห็นว่าเราน่าจะมีวิธีการให้การอำนวยความสะดวกสำหรับคนหูหนวกให้ดีมากกว่านี้ คณะกรรมการบางคนก็ไม่เข้าใจเรื่องของการเป็นล่าม เช่น ผมเป็นคนหูหนวกผมต้องใช้ภาษามือกับล่าม แล้วล่ามก็จะแปลภาษาพูดให้ผม แต่ว่าคณะกรรมการอาจจะนึกว่าคุณล่ามนี้จะมาตอบคำถามแทนคนหูหนวกหรือเปล่า อย่างนั้นคุณจะคือจะทำให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเข้าใจเรื่องความจำเป็นของการมีล่ามภาษามืออย่างไรบ้างหรือการอำนวยความสะดวกให้กับเด็กนักเรียนหูหนวกเราจะทำเรื่องนี้อย่างไรครับ ก็ต้องขยายแนวคิดออกไป ต้องดัดแปลงต้องเปลี่ยน แล้วก็ทำตาม ปฏิบัติตาม แล้วก็รวมใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วยได้รับความรู้ ดิฉันขึ้นมาดิฉันขอชื่นชมศาสตราจารย์ดอกเตอร์ผดุง ขอบคุณมาก ๆ ที่ให้ความรู้เรื่องคนหูหนวก เป็นสิทธิของคนหูหนวกเรื่องล่าม เราอย่าต้ดล่ามออกไปจากคนหูหนวก ตั้งแต่เล็กจนโต ดิฉันเรียนจบ ป. ๗ เขียนได้ ภาษามือได้ แต่เขียนไม่ได้ จะต้องเหมือนกับมีการเรียนไปด้วยกันรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ สิ่งสำคัญคือการให้โอกาส การถูกกีดกันล่ามออกไปจากคนหูหนวก แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งต้องพูดถึงเรื่องสมองนี้ใช่เลยค่ะ จะเป็นโอกาสให้กับคนหูหนวก ได้รับปรับเปลี่ยน เป็นสิทธิของคนหูหนวกที่จะต้องการล่ามหรือไม่ต้องการล่าม คนหูหนวกก็มีสมองที่แตกต่างกัน มีความรู้ที่แตกต่างกัน แต่สิทธิของเราก็มีอย่างเท่าเทียมกัน ดอกเตอร์ผดุง ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการศึกษาสำหรับคนหูหนวกในประเทศไทยตอนนี้ในโรงเรียนของผม ในโรงเรียนมัธยม เราก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการอ่านแล้วก็การเขียนที่เป็นภาษาไทย แต่ภาษาอังกฤษ เด็กนักเรียนหูหนวกส่วนมากในโรงเรียนของผมก็จะไม่รู้ภาษาอังกฤษ ค่อนข้างจะยากสำหรับพวกเขาในการเขียนตั้งแต่ A จนถึงตัว Z ในเรื่องของคณิตศาสตร์ เขาก็มีข้อจำกัดในการที่จะคำนวณในหัวของเขา คือเขาจะไม่สามารถบวก ลบ หรือหรือคูณ หรือหาร เมื่อคณบดีจากมหาวิทยาลัยมาเยี่ยมในคณะของเรา เธอก็บอกเราว่าเนื่องจากว่าเด็กหูหนวกไม่สามารถที่จะใช้ความสามารถทางการได้ยินได้ ได้ เพราะฉะนั้นส่วนนั้นของสมองก็จะไม่ค่อยดี แล้วมันก็อาจจะไม่เป็นผลดีในอนาคตด้วย แต่ว่าการที่จะปรับปรุงส่วนสมองตรงนั้น ก็คือจะต้องใช้สมองส่วนนั้นในการคิดเกี่ยวกับเรื่องของคณิตศาสตร์ก็จะต้องใช้สมองส่วนนั้นในกระบวนการประมวลผลการคิด ดังนั้นผมก็เลยอยากจะให้คุณช่วย comment แล้วผมก็หวังว่าในอนาครอันใกล้เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบปรับปรุงระบบการศึกษาแล้วก็พัฒนาให้ดีขึ้น เพราะว่านักเรียนของเราส่วนมากก็ต้องไป มหาวิทยาลัยราชสุดา หรือว่าสวนดุสิต แต่คุณภาพของนักเรียนก็เหมือนเริ่มลดลง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเริ่มรู้สึกคุณภาพของนักเรียนเริ่มลดลง ก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึก ผมก็เลยอยากจะทราบจากคุณ ขอบคุณครับขอบคุณมากครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะพูดให้จบภายใน ๑ นาทีได้ไหม คำถามก็คือทักษะของเด็กนักเรียนหูหนวกในเรื่องของคณิตศาสตร์ ภาษา ก็ไม่น่าพอใจเท่าไร อันนั้นเป็นผลพวงของระบบสมองหรือว่าจะมีพฤติการปรับปรุงให้ดีขึ้นไหม แล้วผมมองเรื่องนี้อย่างไร ความคิดของผมก็คือก็ต้องทำให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคนมากขึ้น ก็เด็กหูหนวกบางคนที่ฉลาดในโรงเรียนของเรา แล้วคุณรู้ไหมว่าเขาฉลาดแค่ไหน ลองดูที่ทักษะของเขา ดูที่ความสามารถพิเศษของเขา ก็สามารถใช้ทักษะที่หลากหลายตรงนี้เหล่านี้ร่วมกัน คือไม่ใช่ทุกคนจะมีทักษะแบบนี้ คือเด็กหูหนวกก็เหมือนกับเด็ก ๆ ทุกคนนั่นแหละ เขาก็มีความหลากหลายของแต่ละคน บางคนก็ฉลาดบางคนก็อาจจะเรียนรู้ได้ปานกลาง อาจจะเรียนได้ค่อนข้างแย่ คือคุณไม่สามารถทำให้ทุกคนฉลาดาได้เท่ากันทุกคน อันนี้เป็นข้อสันนิษฐานที่ผิด คือคุณจะต้องช่วยสนับสนุนให้เขาขึ้นไปสู่มาตรฐาน คือถ้าคุณเป็นครู คุณก็ต้องกลับมาดูนักเรียนของคุณมาดูความสามารถพิเศษของเขา ความสามารถพิเศษไหนที่จะพัฒนาเขาให้ดีขึ้นเพื่อที่จะให้เขาเหล่านี้มีทักษะมากขึ้นในเรื่องของการอ่าน การเขียน บางคนก็อาจจะมีทักษะมากขึ้น บางคนก็อาจจะสามารถที่จะไปเรียนที่การาดิทก็ได้ แล้วก็คนไหนที่ไม่สามารถเรียน ไม่สามารถที่จะอ่านในระดับที่สูงขึ้นก็อาจจะไปเรียนฝึกอาชีพ หรือคนที่ อาจจะมีทักษะบางอย่างที่ต่ำกระแสในทุกวันนี้ก็คือว่า ก็มีนักเรียนบางคนก็มีความพิการมากกว่มีนักเรียนบางคนก็มีความพิการมากกว่า ๑ อย่าง ถ้าเมื่อก่อนก็คือคนหูหนวก ถ้าเป็นคนตาบอดก็จะตาบอด แต่ว่าปัจจุบันนี้บางคนก็อาจจะเป็นหูหนวกแล้วก็มีภาวะออทิสติกส์อาจจะมีอาการหูตึง หรืออาจจะมีทางการเรียนรซึ่งหลาย ๆ อย่างก็มาซ้อนกัน แล้วจำนวนของเด็กเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรู้เรื่องเหล่านี้เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดมากก็อาจจะไปเรียนที่อื่น ไม่อย่างนั้นก็เรียนที่เดิม คืออย่าไปทำตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษามากเกินไป ก็ต้องทำหลักสูตรของตัวเองด้วยสอดคล้องกับความต้องการของเด็กพิการ ขอบพระคุณมากครับ เวลาหมดแล้วขอบพระคุณครับผมอยากจะเพิ่มเติมจากที่คุณพูดหน่อย คือเราจะต้องมีการทำให้ถ้าคุณไม่มีคนพิการLD หรือไม่มีพฤติกรรมที่ผิดปกติสิ่งที่คุณจะผ่านคุณสมบัติก็คือเรื่องของการพูด ถ้าคุณเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง เราก็ใส่คณิตศาสตร์เข้าไปใน IEP หรือไม่อย่างนั้นคุณมีความพิการก็จะมีกิจกรรมบำบัดเข้าไปใน IEP คือคุณต้องเก่งในทางใดทางหนึ่ง แล้วก็คุณก็จะสามารถเก่งได้มีทุกสิ่งทุกอย่างได้ที่คุณต้องการ แต่ว่าคุณจะต้องผ่านคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ขออี ก 1 นาทีสำหรับผม สำหรับการศึกษาพิเศษในประเทศไทยในเรื่องของความพิการซ้ำซ้อน อย่างที่คุณดอกเตอร์พูด คุณขาดคุณสมบัติหนึ่ง ถ้าคุณมีความพิการทางการเรียนรู้ แล้วก็เป็นคนหูหนวกคุณก็จะได้แค่หูหนวก ถ้าคุณมีภาวะออทิสซึม แล้วก็มีภาวะหูตึงคุณก็จะควอลิฟายด์ สำหรับออทิสซึ่งแค่นั้น ก็มีได้แค่ 1 แล้วก็จะให้บริการแล้วคุณก็จะได้บริการสำหรับคนพิการที่ 2 ด้วย ไม่เรียกว่าเป็นความพิการซ้อนนะครับ อีก 1 คำถามจากดอกเตอร์ผดุงครับ คำถามสุดท้ายขออภัยด้วยสำหรับผู้นำเสนอท่านถัดไป ก็ได้เน้นบอกว่า ต้องให้ทุกคนได้มีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องของการเรียน อย่างดิฉันเรียนปริญญาโท แล้วดิฉันสนใจในเรื่องการเรียนภาษามากสนใจเรื่องภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษอยากเรียนมาก แต่ก็มีปัญหาสมัยที่เรียนปริญญาโท ดิฉันสอบภาษาอังกฤษ ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่าการที่เข้าไปเรียนดิฉันขอทางมหาวิทยาลัยว่าดิฉันขอไม่พูดกับไม่ฟังได้ไหม ถ้าจะเรียนเรื่องภาษา ขอเรียนเฉพาะในเรื่องของการเขียน เรื่องของไวยกรณ์ได้ไหมเพราะอย่างที่ท่านอาจารย์ผดุงพูดก็คือพูดในเรื่องของการเรียนภาษา ดิฉันอยากรู้ว่าถ้าเกิดอย่างดิฉันเป็นหูหนวกหรือหูตึงขอเรียนภาษาได้ไหมค่ะ ถ้าเกิดดิฉันไม่เรียนการฟัง เรียนการพูด แต่ขอเรียนการเขียน เรื่องไวยกรณ์ขอเรื่องการเขียนอย่างเดียว ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องพูด เพราะเป็นหูหนวกอย่างนี้ค่ะ คำตอบก็คือ ใช่ ผมขอโทษครับ คำถามก็คือว่า คือดิฉันอยากเรียนภาษาไม่อยากฟัง ไม่อยากพูด ก็คืออยากจะเขียนอย่างเดียว ก็คืออยากจะเรียนภาษาเขียน ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ชอบการฟัง ไม่ชอบการพูด แต่ว่าชอบการเขียน เพราะฉะนั้นขอเรียนภาษาด้วยการเขียนอย่างเดียวได้ไหมอันนี้เป็นคำถามของเธอ แล้วผมก็ตอบว่า ใช่ ก็ไปตามทางที่คุณชอบ ถนัดขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับขอบคุณมากค่ะ ดอกเตอร์ผดุง เราก็ชอบการนำเสนอของคุณมากเลย ต่อไปผู้พูดท่านถัดไป ดร.อรุโณทัย ไชยช่วย มาจากสถาบันการศึกษาเพื่อการเยียวยาก็จะมาพูดในหัวข้อ program ให้คำปรึกษาแต่ผู้ปกครองตามรูปแบบโครงการอรุโณทัยเพื่อบุคคลพิเศษ สวัสดีตอนเช้าทุกท่าน ดิฉันจะนำเสนอวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ในการให้การศึกษากับเด็ก ดิฉันอยากจะขอเชิญให้ทุกคนยืนขึ้นแล้วก็จะร้องเพลงเพลงที่เราจะร้องเป็นเพลงทที่เราใช้กับเด็ก ๆ ของเรา เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในโครงการของเรา ในภาษาไทยเราเรียกว่าเป็นดั่งดอกไม้บาน ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ภาษาอังกฤษก็คือเราหายใจเข้าไป หายใจออก แล้วก็ดอกไม้ก็บาน เราก็จะทำสิ่งนี้ด้วยกัน เดี๋ยวเราจะทำด้วยกันนะคะ เราอยู่ในที่นี่เหมือนกับอยู่ใน projec เรียนรใครที่มาข้างหน้าได้ก็มาข้างหน้าเลย มาจากภูฎานเชิญข้างหน้าเลยคือการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่สำคัญมากในเรื่องของทักษะด้านภาษาในภาษาอังกฤษ พร้อมหรือยังครับ แล้วก็ร้องพร้อมกันนะแล้วเราก็ร้องพร้อมกัน ฉันไม่ใช่นักร้องที่ดี แต่ฉันก็ร้องด้วยหัวใจ ให้ฟังด้วยหัวใจด้วยไม่ใช่หูอย่างเดียว ๑ ๒ ๓ เราหายใจเข้า เราหายใจออก เมื่อดอกไม้บาน ภูเขาสูงแล้วก็ริมฝั่งแม่น้ำแล้วก็อากาศที่ฉันหายใจฉันก็บินได้ฉันหายใจเข้า ฉันหายใจออกเมื่อดอกไม้บานภูเขาสูง ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วก็อากาศที่ฉันหายใจเข้าไปดอกเตอร์ผดุงบอกว่าพูดถึงเรื่องความเป็นเอกลทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ในโครงการของเรา ในโครงการอรุโณทัยก็เป็นชื่อของฉันเอง แต่ว่าชื่อนี้ก็มีอรุโณทัย แปลว่า เช้ามืด หรือเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นโครงการของเราก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเช้าตู่ในประเทศไทย เราเริ่มโครงการนี้ โดยที่ไม่มีการสนับสนุนจาการัฐบาล คือเรารอไม่ได้ ถ้าเรารอรัฐบาล รัฐบาลก็จะให้เงินเราเพื่อให้เราสร้างอาคาร แต่ว่าก็ไม่มีเงินที่จะมาสนับสนุนให้บริหารจัดการโครงการที่จะต้องดำเนินต่อไป เราก็ได้รับการสนับสนุน รัฐบาลเสนอช่วยเหมือนกัน แต่เราก็ปฏิเสธไป ต้องการคนที่ ผู้ปกครองตอนนี้ยังไม่มีความรู้ เขาจะสอนลูกได้อย่างไร เมื่อตอนที่ฉันจบจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ และฉันไปที่อเมริกา ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเรียนรู้เพื่อเยียวยา และจากการเรียนจบฉันก็กลับมาที่ประเทศไทย เรื่องของการเมนเทอร์ผู้ปกครอง แล้วก็ ๑๐ ปี ต่อมา ฉันก็มีครอบครัวที่เข้ามาร่วม project ใน 5 ครอบครัว และคนเหล่านี้ก็รู้วิธีการที่จะให้การศึกษา ในการที่จะสั่งสอนลูกหลานของพวกเขา เราเริ่มโครงการ แล้วเขาก็ให้เกียรติฉันในการที่จะใช้ชื่อโครงการด้วย แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่โครงการของฉัน ฉันก็เป็นแค่เมนเทอร์ เป็นคนที่ ช่วยสอน เพื่อให้ผู้ปกครองเหล่านี้สอนผู้ปกครองคนอื่น ๆ ได้ พวกเราที่นี่ในการที่เป็นนักการศึกษาพิเศาเราก็มีปัญหา คือถ้าเราบอกให้ผู้ปกครองทำอะไรมากมาย แต่ว่าพวกเขาก็อาจจะไม่ฟัง เนื่องจากแล้วเราก็บอกเขาว่าเรารู้ดีมากกว่าคุณ มันก็เป็นเหตุผลที่ฉันเริ่มเพื่อที่จะสอนผู้ปกครองให้เป็นผู้ปกครองที่ช่วยสอนคนอื่นได้ อันนี้เป็นิของเรา และวันนี้ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เราก็จะขอเริ่มจากประวัติการทำงานของเรา ว่าเราได้ทำงานมานานแค่ไหนจนถึงวันนี้อันนี้เป็นโครงการสำหรับที่มีความต้องการพิเศษทุกรูปแบบในโครงการของเราแล้วต้องพัฒนามนุษย์ทุกคนให้มีอิสรภาพ แล้วก็ที่จะไปตอบสนองทิศทางชีวิตของแต่ละคน แล้วก็มีความจำเป็นต้องการในเรื่องของการสร้างจิตนาการ ความรู้สึกรับผิดชอบทั้งหมดเป็นเส้นประสาทสำคัญของเรา คำพูดของคุณที่เป็นนักปรัชญา ที่เราให้ความเคารพในช่วงเริ่มต้นในปี ๒๐๑๓ เราก็มี ๕ ครอบครัว แล้วก็มีผู้นำในโครงการของเราลูกชายและครอบครัวนี้ แล้วก็ฉันไปสอนแม่ของเขาก่อนเพื่อให้มีแผนระยะยาวสำหรับชีวิต ที่จะสอนลูกชาย แล้วก็ในการใช้ชีวิตกับลูกชายให้หลังจากที่แม่เสียชีวิตไปแล้วลูกชายจะต้องอยู่ได้ ๔ ปีหลังจากนั้นลูกชายก็เสียชีวิต แต่ว่าแม่ก็ยังอยู่ เธอก็เลยเป็นผู้นำในโครงการของฉัน แล้วเธอก็มีความกดดันพอสมควร ฉันก็ต้องช่วยเยียวยาแล้วก็ช่วยดูแลเธอ เพื่อให้เธอดำเนินชีวิตต่อไปได้ แล้วก็มองชีวิตในแง่อื่น การเสียชีวิตลูกชายของเธอก็เป็นสิ่งที่สร้างโอกาสใหม่ให้กับเธอเพื่อให้ไปทำงานกับครอบครัวอื่นตอนนี้เธอก็อยู่ที่นี่ แล้วเธอก็เป็นผู้นำแล้วในปี 2019 ตอนนี้เราก็มีครอบครัวเพิ่มเข้ามา 10 ครอบครัว แล้วเราก็มีการสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่ ๆ ขึ้นมาจากชุมชนเล็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษ วัตถุประสงค์ของโครงการของเราก็คือต้องการช่วยให้ครอบครัวผู้ปกครองในการที่จะยอมรับเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วก็สร้างแผนชีวิตรายบุคคลสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษร่วมกับชุมชนของพวกเขา อันนี้เป็นหลักปรัชญาที่เราใช้ในการทำโครงการของเราก็คือ เราเรียกว่าเป็นการศึกษาเพื่อการรักษาและการบำบัดทางสังคม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งเป็นภาษา ซึ่งก็จะมีภาษาทางการ ภาษาวิชาการด้วย ซึ่งค่อนข้างยาวคุณรู้จักรอดอฟว์ การศึกษาของรอดอฟว์หรือไม่ครับ เราก็ใช้การศึกษาของโรลดอฟสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องจำเอาไว้ว่าสิ่งต่าง ๆ คือชีวิตทางสังคม มีความสำคัญมาก ชุมชนทั้งหมดก็จะเห็นผลของสิ่งที่ตัวเองกระทำ แล้วก็อันนี้เป็นรูปแบบและโครงสร้างของโครงการ เป็นชุมชน inclusive ในกรุงเทพ แล้วก็มีศูนย์อยู่ที่ไทรม้า จังหวัดนนทบุรี แต่ว่า 10 ครอบครัว เขาก็มีครอบครัวของเขาอยู่ที่กรุงเทพแล้วเราก็เป็นศูนย์ที่จะให้ความรู้บริการแรกที่เราให้ก็คือเรื่องของการใช้กิจกรรมบำบัดทางสังคมและการรักษา การใช้ดนตรี เราก็ไปอบรมให้มี work shop ด้านดนตรีให้เขา แล้วก็คนที่จะมาเรียนก็จะเป็นคนที่มีความต้องการพิเศษ หรือคนที่ทั่วไปด้วย การใช้ศิลปะในการที่จะ คือทุกคนมาเรียนรู้การใช้ศิลปะ รวมทั้งการสอนศิลปะให้ทุกคนได้ด้วย เรื่องของงานฝีมือ เราก็มีผลิตภัณฑ์ของเราซึ่งเราผลิตขึ้นแล้วเราก็ขายเพื่อเป็นเงินใช้จ่ายในโครงการ เรื่องของการปั้นดินเหนียว เรื่องของการทอผ้า เรื่องการทอผ้า เราเริ่มจากการปลูกฝ้าย แล้วเราก็คือเราจะให้เมล็ดพันธุ์ไปแล้วก็เอาไปปลูก จากนั้นก็ส่งฝ้ายกลับมาแล้วเราก็ใช้เครื่องปั่นมาเป็นเส้นด้ายแล้วก็มาทำการทักทอ แล้วก็เป็นงานไม้มีงานไม้ มี workshop คนที่เป็นคนเก่งทางด้านนี้ก็เป็นผู้ชายออทิสติกด้วย อันที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของโปรแกรมฝึกอาชีพเป็น inclusive คือสิ่งที่เรามีในตอนนี้ก็คือ เราให้คนพิการที่มีความต้องการพิเศษนี้เป็นคนนำ และมีอาสาสมัครก็เป็นคนทั่ว ๆ ไป หรือความพิการประเภทอื่น อันที่ ๓ เป็น program ในการสอน สอนครู สอนผู้ดูแล แล้วก็สอนผู้ปกครอง ตอนนี้Projict อรุโณทัยของเรา ในเรื่องของการสอน วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อที่จะสอนผู้ปกครองให้ยอมรับและเข้าใจลูก ๆ ของตนเอง แล้วก็สอนพ่อแม่ให้สร้างชุมชนสำหรับเด็ก ๆของพวกเรา เป็นเด็กของพวกเขา Community ในที่นี้หมายถึง ครอบครัว อันนี้เป็นกระบวนการทำงานของเรา เราก็จะเริ่มเรื่องของการบริหาร คือแต่ละครอบครัวก็จะต้องมีวัตถุประสงค์สำหรับเด็กของเขาเอง จากนั้นก็จะมีแผนระยะยาวสำหรับแต่ละบุคคลจากนั้นก็จะลงรายละเอียดในแต่ละปีในแต่ละปีคุณอยากจะเห็นอะไรบ้าง จนกระทั่งถึง ๗ ปี แล้วก็มีการทำแผนแต่ละวัน สำหรับแต่ละครอบครัว หลังจากนั้นเราก็จะมี กระบวนการที่ปฏิบัติได้จริง จากนั้นอันสุดท้ายก็จะมีการปรับปรุงแผนให้เหมาะสมกับชีวิตของผู้ปกครอง คืออาจจะต้องปรับจังหวะชีวิตเพื่อที่จะช่วยให้ลูก ๆ สามารถที่จะบรรลุแผนได้ รวมทั้งแล้วเราก็ยังมีเวิล์คชอปที่จะให้ความรู้เราเรียกว่าโรงเรียนผู้ปกครอง เราเรียกว่าเป็นเจอเนอร์ออฟไลท์ คือสังเกตลูกของตัวเองและเข้าใจลูกของตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน เช่น ในเรื่องของการใช้พลังงาน เรื่องของอารมณ์ เรื่องการตระหนักรู้ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสอน แล้วเราก็มีโรงเรียน มี home school การศึกษาแบบรอดอฟว์ ไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถที่จะไปโรงเรียนได้ เพราะฉะนั้นในประเทศไทยก็เลยยอมให้ผู้ปกครองทำโฮม สครูได้ แล้วก็ไปช่วย โดยใช้วิธีการเรียนแบบวอดรอฟวิธีการเรียนแบบรอดอฟว์ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ในช่วง๕ ปี แล้วก็หวังว่าโครงการของเราก็จะมีศูนย์ Day Care สำหรับเด็กที่ความต้องการพิเศษ แล้วก็คนอื่น ๆ แล้วก็ภายใน ๑๐ ปี เราก็จะมีชุมชนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษหลังจากที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับการรับฟังของทุกท่าน เรามีเวลาค่อนข้างสั้น น่าเสียดายแต่ว่าการนำเสนอของคุณก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการแลกเปลี่ยนเรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ขอเชิญดอกเตอร์มัสยาขึ้นมาบนเวทีอีกสักครั้งได้ไหมค่ะ ดอกเตอร์มัสยาก็มีประกาศภาษาไทยหลังจากที่การประกาศแล้วก็จะไปพักเบรกกัน อีกรอบหนึ่งค่ะ เราได้แจกแบบประเมินไปแล้ว เดี๋ยวรบกวนท่านช่วยเช็กแบบประเมินทั้งหมด แล้วก็ขอส่งที่ดอกเตอร์ดารัตน์ด้านหลัง แล้วก็เรามีของที่ระลึกแลกด้วย แล้วก็หลังจากเบรกอย่าลืมที่เราจะต้องเชิญชมนิทรรศการ ซึ่งเป็นโปสเตอร์ด้านนอก เราไปร่วมชื่นชมกับคณะที่มาชมด้วย แล้วก็ที่แจ้งไว้กับผู้พิการทางหู ทางการได้ยินว่าหลังเบรกให้ไปตรวจสอบรายชื่อด้วย กราบขอบพระคุณค่ะขอบคุณมากครับ จากนี้เราไปพักเบรกตอนนี้นาฬิกาของฉันก็คือ ๑๐.๑๕ นาฬิกา ขอให้กลับมาอีก 10 นาที