--- title: (รอบบ่าย) The 8th International Symposium on Special Education (ISSED) : Update Theory & Practice subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562 เวลา 12.50 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (พิธีกร) สวัสดีค่ะ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งจะเริ่มการประชุมแล้ว จะขอเชิญเข้าประจำที่นั่งนะคะ จะเริ่มในอีก ๕ นาที ก่อนที่จะเริ่มพูดถึงวิทยากรนิดหนึ่งนะคะ คุณวิรัช อมรรัตนา เขาก็มีโรงเรียน มีโบสถ์ แล้วก็มีองค์กรที่ทำการกุศลหลายแห่งในประเทศไทย ลูกชายของฉันก็ไปเรียนที่นั่นด้วย เนื่องจากว่าลูกของฉันใส่ประสาทหูเทียมแล้วก็ไม่สามารถหาที่เรียนได้ได้มีโอกาสเจอกับคุณพ่อวิรัช ถ้าเช่นนั้นก็บอกว่าก็มาเรียนที่โรงเรียนผมก็ได้ ลูกชายของฉันก็เรียนที่นั่น เรียน ๔ ปีแล้ว แล้วก็โรงเรียนของคุณพ่อก็ได้ช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยม ถ้าไม่มีการอบรมก็ไม่สามารถที่จะย้ายไปเรียนที่อื่นได้ จะเห็นว่าพ่อแม่ที่ผ่านมาก็จะยากลำบากมากในการที่จะที่เรียนให้ลูกแต่สิ่งหนึ่งก็คือคุณพ่อวิชัช และโรงเรียนที่คุณพ่อมีก็มีเด็กพิการที่เข้ามาโรงเรียนนี้ แล้วก็อันนี้ก็เป็นโรงเรียนต้นแบบที่ยอดเยี่ยมมาก ที่โรงเรียนอื่น ๆ จะทำตามได้ขออนุญาตปรบมือให้คุณพ่อวิรัชด้วย สำหรับสิ่งที่คุณพ่อทำให้คนพิการ เดี๋ยวขอต้อนรับคุณพ่อวิรัช อมรพัฒนา จากโรงเรียนพระมหาไถ่ศึกษา สวัสดีตอนบ่ายทุกท่าน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำตัวนะครับ ผมได้มาร่วมในการประชุมวิชาการนานาชาติเมื่อคราวที่แล้ว เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็ในหัวข้อประจำปีนี้ เรื่องของการ update หรือว่าการได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกัน ในสิ่งที่เราทำงานในปัจจุบัน และทฤษฎีต่าง ๆ ในปัจจุบัน เมื่อคราวที่แล้วผมได้พูดถึงโรงเรียนของผม ที่เราดำเนินการมาประมาณ ๙ ปี และพูดถึงเรื่องของ program การศึกษาพิเศษ และผมได้กล่าวถึงเรื่องของความท้าทาย และผมอยากจะขอกล่าวให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมาว่าเราเริ่มอย่างไร ผมนั้นมีความสนใจที่ผมทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่นิวยอร์ก เคสที่ทำงานกับเด็กออทิสติก เด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วก็เด็กที่มีความพิการทางการเรียนรู้ต่าง ๆ และผมก็รู้สึกประทับใจ เมื่อผมมาที่ประเทศไทย ผมก็ได้ทำงานในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติ แล้วก็ทำงานกับเด็กที่มีศักยภาพหลากหลาย และในขณะนั้นได้มีโอกาสได้มีนักเรียนที่เป็นนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย คิดว่าหลายท่านในที่นี้ทำงานกับเด็กพิเศษ และเชื่อว่าทุกท่านก็เป็นคนที่มีใจรัก ในเรื่องของการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษเหล่านี้ แล้วก็เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ โรงเรียนโรงเรียนพระมหาไถ่ศึกษานั้น เรามีนักเรียนที่เป็นนักเรียนที่เป็นเด็กพิการหรือเด็กพิเศษประมาณ 100 คน แล้วตอนนั้น เราก็รับเด็กนักเรียนเหล่านี้เข้ามาด้วย แล้วตอนที่มีปัญหาในเรื่องของการขาดงบประมาณ ถือว่ามีความท้าทายมาก เพราะเป็นโรงเรียนเอกชน ที่ทำการจัดการศึกษา แล้วก็ได้รับการจัดการศึกษาจากโบสถ์คาทอลิก ในเวลานั้นเราก็รู้สึกว่ามีความท้าทายมาก แล้วเราเหมือนกับว่าจำเป็นที่จะต้องหยุดให้บริการ เพราะว่ามีนักเรียน และเราพยายามทำเป็นโรงเรียนเรียนรวม นักเรียนที่เป็นเด็กพิการก็มาเยอะขึ้น จนเด็กที่ไม่พิการไม่ค่อยจะมาเรียนในโรงเรียนของเรา แล้วก็ทำให้จำนวนของนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนกลายเป็นเด็กพิการ แล้วก็กลายเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิการไป ในความเข้าใจของคนอื่น ๆ ผมก็มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ปกครอง แล้วก็บอกว่าจริง ๆ แล้วเราต้อนรับนักเรียนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนพิการเท่านั้น เราก็พยายามพูดคุยกับผู้ปกครอง แล้วก็พยายามบอกเขา แต่เนื่องจากว่าตอนนั้นเรามีนักเรียนพิการมาเข้าเรียนในปีการศึกษาเดียวกันนั้น มีประมาณ ๑๐๐ คน ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ทำให้คนมีโอกาสเข้าใจไปว่า เราเป็นโรงเรียนที่สอนแต่เด็กพิการเท่านั้น แต่ว่าเราตั้งใจที่จะเป็นโรงเรียนรวมที่สอนทุกคน และผมก็ได้มีโอกาสไปสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เรื่องของเด็กพิเศษเหล่านี้ แล้วก็การจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ ก็มีการพยายามหาความรู้อะไรต่าง ๆ มากขึ้น ให้เกิดความเข้าใจ เราก็มีโอกาสได้ทำงานกับผู้ปกครองด้วย เนื่องจากผู้ปกครองของเด็กพิเศษเหล่านี้ เขาเองก็อยากจะมีความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารของโรงเรียน ครู รวมถึงนักเรียนที่ไม่พิการ ซึ่งอยู่ในชั้นเรียนเป็นเพื่อนร่วมห้องนั้น ก็จะมีความเข้าใจ แล้วก็จะยอมรับเด็กพิการ แล้วเวลาที่เรามีโอกาสที่จะได้ปรับเปลี่ยนของนักเรียนที่ไม่พิการ ก็มีความกังวลในเรื่องของคุณภาพของการศึกษา ว่าถ้ารับเด็กพิการมากขึ้น จะทำให้คุณภาพด้อยลงไหม คุณภาพการศึกษาจะลดลงหรือเปล่า ผู้ปกครองของนักเรียนไม่พิการก็รู้สึกกังวล รวมทั้งเรื่องของพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนพิการ เช่น นักเรียนพิการอาจจะมาแกล้งลูกของเขาไหม จะมีการบริหารจัดการในชั้นเรียนอย่างไร เด็ก ๆ มีพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายคนอื่นหรือเปล่า การบริหารจัดการนักเรียนพิการ จำนวนเกือบ 100 คน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณครูเองก็มีความกังวล แล้วก็ต้องพยายามปรับตัว แล้วก็พยายามหาความรู้เพิ่มเติม เราเองก็มีความตระหนักว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่เราควรจะต้องนำมาใช้ ในการที่จะปรับตัว และปรับบุคคลากรของเราให้เหมาะในการจัดบริการการศึกษา ให้กับทั้งนักเรียนพิการ และนักเรียนไม่พิการของเรา ที่เรามีนักเรียนที่พิการสมัครเข้ามาในโรงเรียนเราเป็นจำนวนมาก ความท้าทายนะครับ โรงเรียนของเรามีนักเรียนประมาณ ๓๐๐ คน แล้วพอ ๑๐๐ ใน 300 หรือว่า 1 ใน 3 ของนักเรียนนั้นเป็นนักเรียนพิการ ก็มีความท้าทายในหลายประการ เช่น ผมอยากจะขอจัดเรื่องของความท้าทายเรียงลำดับอย่างนี้ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ที่ 2 เป็นเรื่องของผู้ปกครองที่ 3 เรื่องของครูที่ ๔ เป็นเรื่องของชุมชน และที่ ๕ เป็นเรื่องของนักเรียนสิ่งแรกที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ ในโรงเรียนนั้นก็มีความสำคัญ ที่จะต้องมีผลงาน หรือว่าผลความสำเร็จด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการผ่านการสอบต่าง ๆ อย่างเช่น O-NET หรือความสำเร็จของนักเรียนของเรา เช่น นักเรียนเรียนจบสามารถไปสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ถือว่าเป็นความท้าทายมาก สำหรับผู้บริหารของโรงเรียน ผมเองในฐานะที่เป็นผู้ที่ประสบกับความท้าทายเหล่านี้ด้วย เรื่องของการที่ต้องพยายามผลักดัน การสอบต่าง ๆ และผมจะให้ตัวอย่างในโอกาสต่อไป เช่น ใน 5 ปีนี้ เราทำงานกับนักเรียนของเรา และทำอย่างไรที่ผู้บริหารจะเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็มีส่วนในการชื่นชมความสำเร็จของนักเรียนไปด้วยกัน หรือมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมนักเรียนของเรา มีการที่จะชื่นชมแม้ในก้าวเล็ก ๆ ของเด็กที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จของนักเรียนเหล่านั้น และเราควรที่จะได้เหมือนกับเข้าใจ แล้วก็รับรู้ในกรณีถ้าเด็กประสบกับความยากลำบากต่าง ๆ หรือว่าทำให้เขามีความสามารถในการศึกษาลดน้อยลง หรือความสามารถที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร สิ่งที่เราต้องการมุ่งเน้นคือ เรื่องความสำเร็จของนักเรียน รวมถึงเราพยายามที่จะโฟกัสในเรื่องของการพยายามนำทรัพยากร และสิ่งที่เราทำได้เพื่อจะผลักดัน หรือส่งเสริมให้นักเรียนของเราก้าวหน้ามากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและท้าทายเช่นกัน เพราะว่าในขณะที่มีการแข่งขันด้านการศึกษาค่อนข้างมาก ภาคสังคมหรือสังคมก็มักจะถามเรา เช่น เป็นอย่างไรบ้าง คะแนน O-NET ของที่นี่เป็นอย่างไร ไปเรียนต่อที่ไหนได้บ้าง อยากจะรู้ผล อย่างเช่น สัปดาห์ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็มีโอเปค เป็นองค์กรที่มาทำการประเมินโรงเรียนต่าง ๆ เขาก็มาโรงเรียนเราเช่นกัน แล้วก็มาขอดูพวกคะแนนต่าง ๆ ของนักเรียน ซึ่งเขาก็รู้สึกไม่ประทับใจเท่าไร แต่ว่าเราก็แสดงให้เขาเห็นว่า มีความพยายามเป็นอย่างมาก แล้วก็มีความที่ตั้งใจอย่างมากของเด็ก ในการทำงานในการพัฒนาตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการที่เราจะมีมีมุมมองในเรื่องของความสำเร็จอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามองในเรื่องของมุมความสำเร็จของนักเรียนพิการด้วยส่วนของผู้ปกครอง ผู้ปกครองนั้นเป็นส่วนที่สำคัญมาก แน่นอนยังมีความยากลำบาก และความท้าทายในการที่เราจะบริหารจัดการ และทำงานร่วมกับความห่วงใยที่พวกเขามีต่อลูกของตนเอง ห่วงใยต่ออนาคตของลูก รวมถึงความคาดหวังที่ผู้ปกครองนั้นมีต่อตัวลูกของเขา โดยเฉพาะการทำงานกับนักเรียนพิการของเรานั้น เราพบว่าผู้ปกครองนั้นก็มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างมาก ใช้เวลาหลายชั่วโมงที่เราจะนั่งคุยกับผู้ปกครอง พูดคุยกัน พยายามทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ผมจะให้ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่ง ก็คือเราพึ่งมีครูทริป หรือว่าเป็นการทัศนศึกษาของนักเรียน แล้วก็มีนักเรียนพิการแล้วก็นักเรียนไม่พิการก็ไปทัศนศึกษาด้วยกันเราก็มีการใส่ผ้าพันคอ หรือว่ามีทำสัญลักษณ์ให้รู้ว่า เป็นนักเรียนพิการของเรา แล้วก็แทนที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ประกบไปใช่ไหมครับ เราก็มีเหมือนกับผูกเป็นผ้าพันคอเป็นสัญลักษณ์ ทุกคนก็ไปทัศนศึกษาด้วยกัน แล้วก็มีผู้ปกครองหนึ่งบอกว่า ทำไมถึงต้องมีการทำสัญลักษณ์อย่างนั้น ก็เลยบอกผู้ปกครอง ผู้ปกครองไม่สบายใจ ไม่พอใจ เราก็บอกว่าเหตุผลที่เราต้องการที่จะทำสัญลักษณ์ เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องทำสัญลักษณ์ แต่คุณพ่อคุณแม่รู้อยู่แล้วว่ามีความต้องการพิเศษในการช่วยเหลือดูแล แต่สำหรับเวลาเราออกไปทัศนศึกษาด้วยกัน เราไปเป็นทีม เรามีบุคลากร หลายคนอาจจะไม่ได้รู้จักลูกของคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนเป็นการส่วนตัว เราจำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ เพื่อที่จะบอกให้พนักงาน หรือคนที่ทำงานทุกคนได้รู้ว่า นี่คือกลุ่มเด็กที่ต้องการการใส่ใจเป็นการใกล้ชิดด้วยอย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็เข้าใจฉะนั้นการทำสัญลัษณ์เช่นนี้ไม่ใช่เป็นการดูถูก ไม่ใช่เป็นการลดคุณค่าของนักเรียนพิการ แต่ว่าในสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องสื่อสารให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่า ใครเป็นนักเรียนที่เราจำเป็นจะต้องให้การใส่ใจเป็นพิเศษอย่างนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างประเด็นของการทำงานกับผู้ปกครองของนักเรียนพิการ หลายครั้งก็มีการจัดประชุม มีการจัด Workshop เพื่อจะทำการสื่อสารเข้าใจร่วมกันสิ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับผู้ปกครองของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ หรือว่านักเรียนพิการก็คือ เรามีโอกาสได้นั่งคุยกันบ้าง บางทีก็อาจจะคุยโทรศัพท์คุยกันกับผู้ปกครอง อีเมลคุยกัน ประชุมร่วมกัน เรามีการจัดการประชุม ประจำเดือนแต่ละเดือน เป็นเหมือนกับเวทีเปิดให้คุณพ่อคุณแม่ นักเรียนพิการสามารถที่จะมาพบปะกับเราได้ทุกเดือน เดือนละครั้ง แล้วก็ฟังเขา เขาสามารถที่จะมาบอกความต้องการ มาเปล่งเสียงของเขาว่าเขาประสบปัญหาอะไร เขามีความต้องการอะไร หลายคนเป็นคนที่จะต้องดูแลลูกพิการของตนเองตามลำพังตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางคนก็เล่าถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ของเขา แล้วผมเองเมื่อได้รับรู้สถานการณ์ก็พยายามจะออกแบบ เรื่องของการทำการบ้านให้น้อยลง เพราะว่าถ้าการบ้านสำหรับนักเรียนพิการ มากเกินไปก็จะเป็นเรืื่องหนักสำหรับเขา แล้วก็ครอบครัวด้วย แล้วก็พยายามที่จะปรับรูปแบบให้เอื้ออำนวยกับทั้งตัวนักเรียนพิการ แล้วก็ครอบครัว เราพยายามเรียกโรงเรียนของเราว่าเป็นเหมือนบ้านที่ ๒ ของนักเรียนพิการ คือเราทำการสำรวจว่าถ้าเกิดว่า เป็นไปได้ไหม ที่ผู้ปกครองเห็นด้วยไหม ที่จะขอให้นักเรียนมาค้างที่โรงเรียนสัก ๒ สัปดาห์ แล้วผู้ปกครองก็มีหลายคนก็ถามว่า ทำไมถึงแค่ ๒ สัปดาห์ละ มาอยู่เป็นโรงเรียนประจำเลยได้ไหม เขาบอกว่าไม่ได้ครับ เพราะว่าหลายครั้งผู้ปกครองหลายคน ผู้ปกครองหลายคนก็รู้สึกว่าอยากให้มาอยู่ประจำที่โรงเรียนเลย เราจัดให้เพียง ๒ สัปดาห์ แล้วก็หมุนเวียนกัน 2 สัปดาห์นี้ เหมือนจะเป็นช่วงเวลาให้ผู้ปกครองบางคน เขาต้องดูแลลูกด้วยตัวเองเลย ไม่มีใครช่วย การมีช่วงเวลา ๒ สัปดาห์ก็จะเป็นเหมือนกับการพักเบรกให้กับผู้ปกครองเหล่านั้น แต่ว่าเราก็ไม่ได้ให้เวลามากนานไปกว่านี้ เพราะว่าจะเกินกำลังไป ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่เหมือนเด็กได้มาทำกิจกรรมที่โรงเรียน ได้ค้างที่โรงเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน แล้วก็ได้เรียนรู้การพัฒนาทักษะกิจวัตรประจำวัน ขณะเดียวกันเราก็ต้องคำนึงถึงครูด้วย เพราะว่าในขณะที่ ๒ สัปดาห์นี้ได้เป็นเวลาพักให้กับผู้ปกครอง แต่ก็เรียกว่างานสำคัญให้กับคุณครูที่จะต้องดูแลแม้ว่าเราตระหนักว่าผู้ปกครองนั้น ต้องการการพักเบรกบ้าง เพื่อจะได้มีโอกาสหยุดพัก เพื่อที่จะได้มีโอกาสหยุดพักบ้าง แต่โอกาสที่เด็กมาอยู่กับเรานั้นก็จะเป็นโอกาสให้เด็กพัฒนา เรื่องกิจวัตรประจัำวันของตัวเองด้วย ได้ฝึกด้วย ในส่วนของคุณครูเราจะมีการอบรมครูในทุก ๆ ต้นปี แล้วเราก็มีการอบรม section แรกเราจะพูดถึงความพิการประเภทต่าง ๆ ของนักเรียน เพื่อที่คุณครูจะได้เข้าใจเราพูดถึงเรื่องของการบริหารจัดการชั้นเรียน สำหรับนักเรียนพิการด้วยที่จะเรียนรวมด้วยกันกับเรา เรามีการแสดงภาพของนักเรียนพิการของเรา และเวลาเด็กเลื่อนชั้นก็มีการส่งต่อกัน มีการส่งต่อข้อมูล มีการพูดคุย เรามีการพูดถึงเรื่องของ style การเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน แล้วก็พูดถึงการบริหารพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียน อาหารที่เขารับประทาน ลักษณะพฤติกรรม บุคลิก หรือเสียง หรือปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้า ซึ่งอาจจะทำให้มีผลต่อนักเรียนของเรา แล้วเราก็พูดถึงว่าบางครั้งอาจจะมีโอกาสที่เป็นไปได้ว่า นักเรียนบางคนนั้นอาจจะส่งเสียงในชั้นเรียน อาจจะมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะส่งเสียง เพื่อนในชั้นเรียน คุณครูต้องเข้าใจ วิธีการที่จะจัดการ เช่น มีตัวอย่างนักเรียนของเราคนหนึ่ง มักจะชอบร้องเพลง Happy Birthday เมื่อการบอกข้อมูลอย่างนี้จะได้ก็จะได้เตรียมตัวว่า บุคลิกของนักเรียนคนหนึ่งเป็นลักษณะแบบนี้ ก็ช่วยให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังมีการพัฒนาในเรื่องของจิตวิทยาของเด็ก แล้วก็พูดถึงเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาทักษะสังคม และเรื่องของแนวการปฏิบัติในการจัดบริการด้านการศึกษาพิเศษในโรงเรียนของเราด้วย แต่ละหน่วยงานก็อาจจะมีรูปแบบการทำงานที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละที่ด้วย ส่วนการทำงานในชุมชนของเรา เนื่องจากเราก็ทำงานมาประมาณ 5 - 6 ปี แล้วก็พบว่าคณะกรรมการของเรา ที่เป็นคณะกรรมการของโรงเรียนก็มีความเข้าใจ เห็นด้วยกับการทำงานของเราในชุมชนก็มีความเข้าใจ โรงเรียนของเราเข้าใจนักเรียนของเรา เช่น พ่อค้า แม่ขาย ที่อยู่ในชุมชนใกล้ ๆ โรงเรียน พี่ ๆ วินมอเตอร์ไซด์ ก็เข้าใจพี่วินมอเตอร์ไซด์หลายคนก็มาช่วยบอกข่าวมาคุยกับคุณครูที่โรงเรียน เวลามาเจอน้อง ๆ นักเรียนพิการก็มีการเล่าถึงพฤติกรรมของน้อง ๆ ช่วยกันระแวดระวัง แล้วก็รู้จักนักเรียนของเราในการเดินทางออกจากซอยมาที่โรงเรียน ก็ยินดีที่จะให้บริการ และผมจำได้ว่ามีกรณีหนึ่งก็มีคนที่เหมือนกับพูดค่อนข้างจะไม่ค่อยดี หรือมีทัศนคติที่ไม่ค่อยเดียวเกี่ยวกับนักเรียนของเรา เราก็พยายามไปพูดคุย ผมและครูก็เข้าไปพูดคุยพยายามทำความเข้าใจ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียนด้วยและสร้างความตระหนักให้สังคมได้เข้าใจ ไม่เพียงแต่ว่าในชุมชน เพื่อพยายามสื่อสาร พยายามทำความเข้าใจกับสังคมเกี่ยวกับเรื่องของนักเรียนพิเศษของเรา สำหรับนักเรียนที่ผมได้เรียนรู้เมื่อทำงานกับนักเรียนพิการ คุณต้องยืดหยุ่นมาก ๆ และต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะว่าเขาเปลี่ยนไปอยู่เสมอ เด็กก็เปลี่ยนไป คุณต้องหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ ในการทำงานกับนักเรียน ฉะนั้นกิจกรรมในการเรียนรู้ของเรามีหลากหลายมาก มีหลายรูปแบบ เมื่อเด็กเรียนจบระดับมัธยมปลาย มัธยม 6 ในระบบอเมริกันก็เป็นเกรด ๑๒ พวกเขาเรียนจบ ม.6 หลายคน ไม่สามารถไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ บางคนก็กลับไปอยู่บ้าน ผมก็เลยเปิดชั้นเรียน ที่เรียกว่ามัธยม ๗ ขึ้นมา ก็คือเกรด 13มัธยม 7 แล้วก็ขยับขึ้นไปเป็น ม. ๘ ม. ๙ ต่อไป เรามีชั้นเรียนพิเศษเหล่านี้เมื่อเด็กเรียนจบมัธยม 6 และปัจจุบันนี้เราก็มีการเตรียม เรื่องของการทบทวนแล้วก็การพัฒนาหลังจากที่เด็กเรียนจบก็มีการประเมินผล มีการทบทวนเพื่อการพัฒนา ผมอยากจะขอฝากในคำนี้บอกว่า จำเป็นต้องมีคนพิเศษที่จะช่วยดูแลเด็กพิเศษเหล่านี้ และเด็ก ๆ พิเศษเหล่านี้ก็จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจทำให้คุณกลายเป็นคนพิเศษ ในโรงเรียนเรามีหลายครั้งที่มีนักเรียนที่มีเหมือนอาสาสมัคร มาจากฟิลิปปินส์ มาจากที่ต่าง ๆ ที่มาสอนเป็นนักศึกษาอาสมัครมา แล้วผมเห็นอย่างหนึ่งก็คือวิธีการคิดของคนไทย ก็คือคนไทยมักจะคิดว่าเมื่อทำงานกับคนพิการหรือมาช่วยเด็กพิการก็เหมือนการทำบุญ แล้วก็จริง ๆ แล้วเราไม่ควรคิดเช่นนั้นเราควรคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราปฏิบัติต่อนักเรียนพิการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับเป็นสิทธิของเขา เขาควรจะได้รับการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขาแล้วเราก็อยากจะ update ตามหัวข้อของการประชุมครั้งนี้ พูดถึงเรื่องของการ update ก็คือเมื่อเด็กมาที่โรงเรียนหลายครั้งบางคนเขาบอกว่าเครียดมาก สำหรับเรื่องของการศึกษาพิเศษ หลายคนบอกว่าเครียดมาก ยาก แล้วก็มันมีความคาดหวัง มีปัญหาต่าง ๆ หลายอย่าง แต่ว่าผมอยากจะบอกว่าแท้จริงแล้วมีความสุขครับ ในการทำงานกับนักเรียนพิการเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่เพียงความเครียดมีความสุข แล้วทุก ๆ ปีเราก็มีเซอร์ไพร์ส มีเรื่องที่แปลกใจหลาย ๆ อย่าง เด็ก ๆ เหล่านี้มีศักยภาพ ถ้าเรามีความคิดสร้างสรรค์ มีความหยืดหยุ่น สร้างกระบวนการศึกษาที่ดึงศักยภาพของพวกเขาผมไม่ค่อยได้ยินว่าครูของเราบ่นว่าเครียด ส่วนใหญ่ คุณครูบอกว่ามีความสุขแล้วก็สนุกดี นี่เรามี VDO ให้ดู นี่เป็นวงล็อคของโรงเรียนเรา เป็นวงล็อคของนักเรียนพิการในโรงเรียนของเรา เป็นนักเรียนผู้มีความต้องการพิเศษเขาก็ทำการแสดงดนตรี แล้วเขาก็ไม่สนใจว่ามองเขาอย่างไรหรอกครับ แต่ว่าวงร็อกของโรงเรียนของเราก็แสดงดนตรีอย่างเต็มที่ นี่เป็นนักเรียนพิการนะครับ คนนี้เป็นดาราดังของโรงเรียนเลยครับ ที่โรงเรียนตอนนี้ก็มีหลาย ๆ คนที่เป็นแฟนคลับของนักเรียนคนนี้ น้องคนนี้เขาอยู่ ม.6 แล้วครับ แล้วก็หลายครั้งก็เรียกว่ามีแฟนคลับคอยติดตาม ชื่นชม แล้วก็วงดนตรีนี้ก็เป็นวงที่นักเรียนเป็นนักเรียนพิการทั้งหมดในการที่จะฝึก ได้มีโอกาสฝึกซ้อมดนตรีกัน แล้วก็เป็นทั้งกิจกรรมที่ทำให้เขาได้รวมกลุ่มกัน แล้วก็ทำกิจกรรมร่วมกัน คนมักจะพูดว่าคุณจะต้องสวมหมวกหลายใบในการทำงานกับคนพิการ คุณจะต้องทำงานหลายส่วนพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นพิทักษ์สิทธิคุยกับผู้ปกครอง คุยกับผู้ปกครองของคนอื่น เด็ก ๆ ในโรงเรียนในชั้นเรียนทะเลาะกัน ต้องคุยกับแพทย์ อาจจะต้องคุยกับนักจิตวิทยาด้วย ต้องทำหลาย อย่างซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องใช้เวลา ต้องใช้พลังงานอย่างมาก ผมเองก็อยากจะนำเสนอคลิปที่เป็นคลิปสั้น ๆ 2-3 นาที เป็นนักเรียนหญิงที่อยู่กับเราคนหนึ่ง จริง ๆ เธอควรจะเรียนจบตั้งแต่ ๓ ปีแล้ว แต่ว่าเธออยู่ต่อ หลังจากที่เรียนจบ ม. ๖ แล้วก็ยังอยู่กับเราต่อ ปีที่แล้วเธอมีความสนใจที่จะเขียนบทความและบทความของเธอนั้น ก็เต็มไปด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เธอมักจะส่งบทความให้กับผม และผมก็ถามเธอว่า ช่วยอ่านหน่อยได้ไหม แล้วก็ผมก็ได้อัดเป็นคลิป แล้วก็มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ ผมแปลภาษาอังกฤษตรงกับที่เธอเขียนเลย เพราะฉะนั้นแกรมม่า ไวยากรณ์ อาจจะดูสลับสักนิดหนึ่ง แต่ว่าจะแสดงให้คุณเห็นว่าวิธีการคิดอย่างนี้ของเธอ และความรู้สึกของเธอแสดงออกมานั้น คืออย่างไร แม้ว่าเป็นนักเรียนพิการ แต่สามารถที่จะเข้าใจความรู้สึกของเธอได้เป็นอย่างดี รักเคารพ และศรัทธาในความดีของแม่ทิพย์ ที่ผ่านมา ถ้าคนไหนไม่เคยสูญเสียคนที่เราให้ความรัก ความผูกพันไป ก็ไม่สามารถเข้าใจในความรู้สึกได้ เป็นอย่างไร เป็นอารมณ์มันเจ็บปวดในใจแค่ไหน คนหนึ่ง แล้วลูกของท่านที่จะได้ตอบแทนพระคุณ เช่น ลูกสาวของแม่เขายังได้ตอบแทน ที่จะตั้งท้องลูกคนนี้มาตั้ง 9 เดือน หนูก็ไม่เคยตอบแทนบุญคุณของแม่แท้ ๆ เช่นกัน เนื่องจากแม่แท้ ๆ ได้เสียชีวิตตอนหนูอายุ 16 ปี กราบเท้าแม่แท้ ๆ ไม่ผูกพัน นอกจากก็คือแม่ทิพย์นั่นเอง ที่มีความผูกพันมากกว่าระยะเวลาครบ 22 ปี วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านบททดสอบ ความอบอุ่นและเข้าใจกันได้ จนหนูต้องโทรศัพท์ไปหาก็เลยให้คำแนะนำว่า จึงได้กลับมาเรียนอีกครั้ง เกือบจะไม่ได้กลับมา แม่ทิพย์ ช่วยเหลือด้วยการชี้ทางสว่างให้หนูในวันนั้น ก็คงไม่มีในวันนี้ ร่วมงานรับปริญญา มาจากครั้งสุดท้ายที่หนูได้เรียนต่ออาชีวะ นี่คือเหตุผลว่าทำไม เพราะแม่ทิพย์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของหนู บางท่านอาจไม่เข้าใจในความรู้สึกในการสูญเสีย ความเจ็บปวดแค่ไหน ว่าทำไมหนูถึงให้ความเคารพได้ขนาดนี้ เนื่องจากแม่ทิพย์เลี้ยงหนูมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เนื่องจากแม่ทิพย์เปรียบเสมือนแม่อีกท่าน ตอบแทนบุญคุณ หลังจากจบอาชีวะ และที่ได้ทำหน้าที่เหมือนลูกสาวแม่ทิพย์ที่ได้เสียชีวิตไป หลังจากหนูได้เรียนปริญญา และได้กราบขอบพระคุณแม่ทิพย์ ให้กับแม่ทิพย์ในคำสุดท้ายนี้ หนูขอให้ทุกท่านเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ที่โรงเรียนของเรา เราเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความรู้สึกและได้แสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ นั่นเป็นโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้เฉลิมฉลอง และได้รับความชื่นชมในความเป็นตัวของเขา หลายคนพูดบอกว่า งานเอกสารนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผน เอกสารการศึกษาเฉพาะตัวบุคคล เอกสารต่าง ๆ เราก็คุยกันว่าในโรงเรียนของเรา เราก็มีการทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ยังมีเรื่องการคำนึงถึงชีวิต การคำนึงถึงความสำเร็จของแต่ละคน แล้วก็บทบาทหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เราจะเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริม นี่คือกลุ่มของนักเรียนชาย นักเรียนคนนี้ชื่อยูโร ยูโรตอนนี้จบการศึกษาแล้วนะครับ ตอนนี้ยูโรเข้าไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ยูโรชอบร้องเพลง ในภาพนี้มีคุณครูเป็นผู้เล่นกีตาร์ แล้วก็มีนักเรียนทั่วไปที่เป็นนักเรียนไม่พิการ ก็เป็นเพื่อนของยูโร เราก็มีโปรแกรมที่เรียกว่า ดนตรี ในส่วนยูโรก็จะร้องเพลง แล้วก็จะขอให้คุณครูเล่นดนตรี แล้วทุกคนก็จะมาร้องเพลงด้วยกัน ก็จะเห็นว่านักเรียนพิการและนักเรียนไม่พิการนั้นนั่งด้วยกัน มีกิจกรรมทางสังคมด้วยกัน เล่นดนตรีด้วยกัน นี่คือสิ่งที่เราพยายามจะชี้ให้ผู้ปกครองได้เห็นว่าลูก ๆ ของคุณ จะเรียนรู้ได้ดี เมื่อคุณได้มีโอกาสได้มีนักเรียนพิการเป็นเพื่อนในชั้นเรียน กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เสนอโดยนักเรียนเองครับ เขาเสนอว่าในช่วงพักเบรกอยากได้มีการร้องเพลงด้วยกัน เล่นดนตรีด้วยกัน ผมหวังว่าวิดีโอเหล่านี้จะทำให้คุณได้เห็นถึง การอยู่ร่วมกันของนักเรียนพิการและไม่พิการในสังคมโรงเรียน นอกจากนี้ก็ยังมีนักเรียนที่มีความหลากหลายมากมาย ที่เราสามารถที่จะได้ชื่นชมในความสามารถของพวกเขา ทำงานกับนักเรียนพิการนั้นก็นำความประทับใจ นำบรรยากาศที่ดีเข้ามาในชั้นเรียน มีรอยยิ้ม เราพบว่าในโรงเรียนของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนาน อันนี้เป็นนักเรียนของเราอีกคนหนึ่ง เขามาปีที่แล้ว แล้วก็เข้าเรียนในเทอม 2 ตอนแรกนักเรียนคนนี้ไม่พูดเลย แล้วก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับครูเลย แต่ว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูแล้วก็เพื่อนนักเรียนคนอื่นเลยในตอนแรก เวลาคุณเห็นภาพในคลิปนี้ ก็จะรู้ว่าใช้เวลา ใช้ความอดทน และความใส่ใจอย่างมาก ถือเป็นการลงทุนอย่างมาก ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นอย่างนี้ บ่อยนัก เราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อที่จะทำให้นักเรียนของเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้ เรามีเรื่องราวความสำเร็จของเราทุกวัน เพราะว่าเราไม่ได้ใช้การประเมินผลแค่เป็นคะแนนสอบ หรือรางวัลจากที่องค์กรอื่น ๆ จะให้ถ้วยรางวัลต่าง ๆ กับเรา ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม แต่เป็นเรื่องของความก้าวหน้าของเรา ฉะนั้นถ้าพูดถึงการ Update ก็คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ที่ผ่านมา ตอนนี้เรามีนักเรียนพิการ ๑๐๐ คน ตอนแรกเมื่อเรารับนักเรียนพิการจำนวนมากขนาดนี้ เราก็หวาดกลัวเหมือนกัน ว่าเราจะทำอย่างไร แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เรากลัว ตอนนี้เราก็มีนักเรียนที่ไม่พิการจำนวนมากเช่นกัน ที่จะเรียนร่วมกัน แล้วก็ช่วยกันในการพัฒนาซึ่งกันและกัน ผมเองก็มีเพื่อนที่ทำโรงเรียน เป็นเจ้าของโรงเรียน แล้วก็พยายามที่จะถ่ายทอดหลักการ หลักปรัชญาที่เราใช้ในโรงเรียนของเรา ที่จะเปิดรับนักเรียนพิการเข้ามาในโรงเรียน ทำให้เป็นโรงเรียนรวม ชั้นเรียนรวม ที่เรียนร่วมกับนักเรียนไม่พิการ เขาก็อยากเห็นความฝันมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องของรางวัลเรื่องของถ้วยเกียรติยศต่าง ๆ หรือคะแนน หรือความสามารถทางการแข่งขัน แต่ว่าอยากให้คิดถึงโอกาสของเด็ก ๆ เหล่านี้ ขอบคุณครับ ขอบคุณคุณพ่อวิรัชมาก มีคำถามหรือไม่คะ คิดว่าหลายคนก็น่าจะรู้จักท่านอยู่ ขอบคุณมากค่ะมีคำถาม ๑ คำถาม ผมอยากจะเล่าให้คุณฟังว่าผมมีกลุ่มของคนหูหนวก เขาก็เป็นนักเรียนเก่าของมหาวิทยาลัย gallaudet ที่อเมริกา แล้วเขาก็มาเยี่ยมโรงเรียนของฉัน เขาเป็นศิลปิน เป็นครูสอนฟิสิกส์ สอนชีววิทยา สอนคณิตศาสตร์ แล้วก็เป็นคนที่จัดการเรื่องของไปรษณีย์ แล้วก็เป็นเจ้าของร้านเป็นกลุ่มใหญ่มากเลย มาเยี่ยมชมโรงเรียนของผม แล้วผมก็สงสัยว่า ทำไมเราถึงไม่สร้างนักเรียนของเราให้เป็นอย่างเขาได้ แล้วผมก็อยากจะรู้ว่าคุณมีความคิดเห็น ทุกเรื่องก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับทัศนคติ วัฒนธรรมของเราในอดีต ในบ้านเรา ถ้าเรามีเด็กพิเศษเราก็เอาไว้ที่บ้าน โรงเรียนก็ไม่ยอมรับ ก็ไม่ให้โอกาส แต่ว่าตอนนี้โรงเรียนก็ยอมรับเด็กพิเศษมากขึ้น แล้วก็แรกเริ่มก็มีความสำคัญมาก ผมก็เห็นว่ามีเด็กที่มาหาเรา เข้ามาในระดับมัธยมศึกษา ระดับอนุบาลก็มี แล้วก็มาอยู่กับเรา 6-7 ปี ผมก็จะเห็นการพัฒนามากมาย ในสังคมในภาพใหญ่ถ้าพูดถึงอเมริกา ผมคิดว่าก็จะมีการสับสนค่อนข้างเยอะ ในเรื่องของนโยบายงบประมาณ โปรแกรม ในเรื่องขององค์กรที่จะมาช่วยให้เขาพัฒนาตัวเอง แต่ว่าในประเทศไทยเราอาจจะต้องทำมากขึ้น เราต้องมีการพิทักษ์สิทธิ มีการเรียกร้องในเรื่องของกฎหมายนโยบาย เพราะว่าผมเคยทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่อเมริกามา 3 ปี แล้วผมก็เห็นความแตกต่างอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องของระบบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอเมริกา สำหรับคนพิการทางกายและการเคลื่อนไหว หรือว่าคนที่มีความต้องการพิเศษ ๒ คนนี้ ต้องการเป็นอย่างมากในเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องนโยบาย โปรแกรม หรือโครงสร้างต่าง ๆ ผมคิดว่า คือในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะมีสิ่งเหล่านี้ อาจจะให้ความช่วยเหลือได้ดีมากกว่า อันนี้ไม่ทราบว่าได้ตอบคำถามคุณสมยศบ้างไหมคะ ขอบคุณมากค่ะ มีคำถามอื่นอีกหรือไม่คะ ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นการนำเสนอที่มีความสำคัญมาก แล้วก็สละเวลามาแลกเปลี่ยนกับเราในวันนี้ ขอปรบมือใหักับท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ [เสียงปรบมือ] คนถัดไปมาจากประเทศฟิลิปปินส์ Dr. John Lorenze V. Juarez มาจากคณะที่มาจากการตรวจวัดสายตา มหาวิทยาลัยประเทศฟิลิปปินส์ จะพูดเรื่องของทักษะการรับรู้ภาพ การรู้จำสำหรับนักเรียนก่อนวัยเรียน ในศูนย์เดย์แคร์ทีี่เมืองการูกัน ประเทศฟิลิปปินส์ (Dr. Juarez) สวัสดีตอนบ่ายทุกท่านครับ ผมชื่อ Dr. John Lorenze V. Juarez ผมก็เป็นหมอโดยอาชีพ แล้วผมก็อยู่ที่คณะตรวจวัดทางสายตาของมหาวิทยาลัยกลาง ฟิลิปปินส์ หัวข้อที่ผมจะพูดก็คือเรื่องของรู้จำภาพ แล้วก็ทักษะการรู้จำสำหรับนักเรียนก่อนวัยเรียน การเห็นนี้มีความสำคัญมาก ในเรื่องของการเรียนรู้ การเรียนรู้มักจะเกิดขึ้นจากการเห็น เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นไม่ดี ก็จะทำให้ความสามารถในการที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสายตาก็จะลดลง หรือการเห็นภาพเบลอ หรือว่าการเห็นที่ไม่ชัดเจน ก็อาจจะไปรบกวนการเรียนรู้การเห็น ก็จะเป็นวิธีการที่สมองตีความสิ่งที่เห็น ทักษะการรู้จำก็จะเป็นทักษะทางจิตใจ ซึ่งจะนำมาใช้ในเรื่องของการรู้จำ การรับรู้ เมื่อทักษะการรู้จำด้อยลงการเรียนรู้ก็จะด้อยลงไปด้วย การเห็นนี้อาจจะไม่ได้ใช้แผนภูมิภาพสายตาในการตรวจสอบ คือถ้าเกิดว่าสามารถที่จะอ่าน ๒๐ แถว ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีข้อบกพร่อง แล้วก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ว่าการที่สามารถระบุการเห็น แล้วก็สามารถระบุได้ว่า คืออะอะไร ก็จะเป็นการบอกได้ว่า อันนี้เป็นการเห็นที่มีคุณภาพสำหรับสมองหรือไม่ ทักษะการเห็นก็เป็นความสามารถของตา ในการที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็จะรวมถึงเรื่องการแยกสี การเห็น การจดจำภาพ การอยู่ใกล้กับสิ่งที่เห็น รู้ว่าอะไรอยู่ใกล้ อะไรอยู่ไกล แล้วก็จะเห็นว่าจะมีรูปแบบของการมองเห็นในลักษณะมีความคงที่ เรื่องของทรงจำที่เป็นลำดับขั้นตอน จากภาพที่เห็นแล้ว ก็จะมีเรื่องของการนึกถึงเหตุผล ที่เชื่อมโยงกับการเห็นในการที่จะสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างการเห็น และการเรียนรู้ในกลุ่มเด็ก จะเห็นว่าผู้วิจัยก็จะต้องมีการตัดสิน ระหว่างความสัมพันธ์ภาพการรู้จำของเด็กก่อนวัยเรียนที่ศูนย์ ที่เมืองกาลาคุณ ประเทศฟิลิปปินส์ และความรู้เช่นนั้น ก็จะใช้ในการออกแบบแผนจัดการปรับปรุงทักษะการเห็น และการรู้จำกับผู้ที่มาตอบแบบสอบถาม แล้วก็อันนี้เป็นเรื่องของวิธีการในการทำวิจัย ก็จะใช้วิธีการที่แสดงความสัมพันธ์เชิงบรรยาย แล้วก็กลุ่ม sampling จะมีนักเรียนก่อนวัยเรียนประมาณ ๑๐๐ คน ที่อยู่ในศูนย์เดย์แคร์ ในเรื่องของการเก็บข้อมูล ก็จะมีการส่งผลทดสอบของทักษะการเห็นที่เรียกว่าทีดีพีเอส 3. โดยคุณ Nancy Martin แล้วก็จะมีในเรื่องของ การวัดผลความก้าวหน้าในการเห็น โดย Teresita Yambot แล้วผมก็ไปขออนุญาตจากคณบดี ของมหาวิทยาลัยของผม ให้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการทำการทดสอบ เรื่องการเห็น แล้วก็มีอาสาสมัคร ก็ได้มีการเข้ามาปฐมนิเทศว่า ขั้นตอนการศึกษามีอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ และผมก็ยังได้มีการจัดงานปฐมนิเทศให้กับหัวหน้าของฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และผมได้รับโอกาสในการที่จะไปพูดคุย เรื่องของการดีไซน์หลักสูตร แล้วก็ดูว่าแต่ละคนจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ที่จะมาวัดความสัมพันธ์เรื่องของทักษะการเห็น แล้วก็การรับรู้ และทักษะการเห็นภาพ แล้วคนที่ตอบคำถามทุกคนก็ได้แบบเซ็นยินยอม ก่อนที่จะทำแบบสอบถาม แล้วก็ในการศึกษา แล้วก็มีการอธิบายว่าจะศึกษาอย่างไร แล้วก็พ่อแม่ผู้ปกครองก็ได้มีประเด็นความต้องการของพวกเขาด้วย แล้วก็มีการเขียนเป็นภาษาฟิลิปีโน ให้เขาเข้าใจได้แล้ว ก็มีการยกเว้นเรื่องของข้อไว้ในเชิงกฎหมายด้วย แล้วก็มีการเน้นย้ำว่าการศึกษานี้จะเป็นการศึกษาเชิงอาสาสมัคร เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องตั้งใจเข้ามามีส่วนร่วมด้วยตัวเอง แล้วก็มีการให้ข้อมูลของผู้วิจัย แล้วก็มีการอธิบายว่าการศึกษานี้ทำไปทำไม แล้วก็เรื่องของการมีส่วนร่วมในฐานะเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม แล้วก็เรื่องของข้อมูลที่เป็นความลับ แล้วก็ส่วนที่ 2 ของการยินยอมก็คือจะมีเรื่องการทดสอบการเห็น แล้วก็ผู้ที่ตอบคำถามก็จะผ่านการทดสอบ ก็จะมีเรื่องของการทดสอบสนามการเห็น การทดสอบที่เกี่ยวกับการเห็นต่าง ๆ แล้วก็มีการทดสอบการวัดสายตา ว่าสายตาสามารถทำงานร่วมกันได้ดีหรือเปล่า แล้วก็เรื่องของคนหูหนวกว่า มีการไปวัดสมีการวัดสายตาคนหูหนวกด้วย ผลที่ได้จะเห็นว่าความถี่และร้อยละของการกระจายของผู้ตอบคำถามก็ได้แสดงให้เห็นว่าก็ได้แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ที่จะมองเห็นได้ 20 20 สองข้าง แล้วก็เรื่องของการเห็นคงที่ ผมค้นพบก็เห็นว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างโปรไฟล์ทางด้านการเห็น ความชัดเจนของการเห็น แล้วความสัมพันธ์กับสภาพของผู้ตอบแบบสอบถามก็มีระดับ อันนี้เป็นข้อสรุป แล้วก็เป็นข้อเสนอแนะ