--- title: (รอบบ่าย-3) The 8th International Symposium on Special Education (ISSED) : Update Theory & Practice subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (พิธีกร) เรากำลังจะเริ่มการบรรยายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ขอให้ทุกทา่นเข้าประจำที่ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ทุกท่านมานั่งที่ด้านหน้า หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเบรก กาแฟแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับในช่วงเช้า คือหลังจากอาหารเที่ยงการนำเสนอก็จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างในวันนี้ เดี๋ยวเรากลับมาสู่เรื่องของการบรรยายต่อ ก่อนที่เราจะเริ่มสำหรับวิทยากรถัดไปว่า วิทยากรคนต่อไปเป็นคนที่มาจากประเทศลาว เป็นผู้หญิงสาวสวย แล้วก็เธอก็จะมานำเสนอเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำอยู่ในประเทศลาว คิดว่าทุกท่านก็คงจะชอบ ขอเรียนเชิญวิทยากรท่านถัดไปจากประเทศลาว คุณ Mrs. Sdwophaphone Heuanglith ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนคนหูหนวก ชื่อว่า School for the Deaf Hands of Hope in Laos (Mrs. Heuanglith) สวัสดีตอนบ่ายทุกท่านค่ะ ขอขอบคุณดอกเตอร์มะลิวัลย์ที่เชิญพวกเรามาร่วมงานนี้ อันนี้เป็นครั้งแรกของฉันที่มานำเสนอแบบนี้ ก็อาจจะต้องขออภัยด้วย ถ้าเกิดว่าภาษาอังกฤษของดิฉันอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร หรือฉันอาจจะตื่นเต้นแล้วก็อาจจะพูดเร็ว เราจะแนะนำตัวของพวกเราก่อน สวัสดีทุกท่าน "สบายดี" ดิฉันชื่อน้ำฝน มาจากประเทศลาว สวัสดีทุกท่าน ชื่อจันทร์รสจากลาว แล้วก็ดิฉันก็อยู่ในองค์กรมือแห่งความหวังมา 3 ปีแล้ว สวัสดีทุกท่าน ดิฉันชื่ออ้น หรือศรีสมัยมาจากประเทศลาว ทั้งหมดนี้พวกเราก็มาจากประเทศลาวแล้วก็ดิฉันชื่อโส จากประเทศลาวเช่นเดียวกัน แล้ววันนี้ดิฉันจะให้คุณน้ำฝนได้ใช้ภาษามือ ดิฉันก็จะแปล สวัสดีทุกท่านอีกครั้ง วันนี้ดิฉันอยากจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับคนหูหนวกเป็นกลุ่มของพวกเรา ที่โรงเรียนแล้วครูก็สอนหลายเรื่องให้ฉัน ตอนแรกก็อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่ง ในเรื่องของความหมาย การใช้คำ ดิฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ดิฉันต้องถามเพื่อน พวกเขาก็อาจจะมี หลังจากที่ฉันจบฉันก็พยายามที่จะสนทนากับเพื่อน แต่ว่าฉันก็สื่อสารกับเขาได้ยากมาก เขาไม่เข้าใจดิฉันเลย เพราะว่าคนหูหนวก เวลาที่เราเขียนภาษาสลับกันในภาษาลาว เราไม่มีมัธยม เราไม่มีมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องยากสำหรับฉัน ฉันก็อยากจะเรียนต่อ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าเราพัฒนามากขึ้นเราคิดว่าทุกคนก็น่าจะมี ฉันได้เจอคุณโส เธอก็เป็นครู แล้วก็เป็นคนที่ใช้ภาษามือกับคนหูหนวก และเธอก็อายุน้อยมาก แล้วก็ใช้ภาษามือได้ เท่าที่ฉันเห็น ส่วนมากเป็นครูที่อายุเยอะแล้วที่ใช้ภาษามือเป็น เธอก็อายุยังเป็นอายุยังน้อยอยู่ ตอนฉันเจอเธอครั้งแรก มีความต้องการที่จะตั้งศูนย์สำหรับคนหูหนวกขึ้นมา แล้วก็ช่วยส่งเสริมให้กำลังใจคนหูหนวก ขอบคุณมากค่ะ ตอนนี้ดิฉันจะนำเสนอเกี่ยวกับประเทศของฉัน ฉันหวังว่าคุณก็จะเห็นจอ ต้องขออภัยด้วยถ้าภาษาอังกฤษของฉันไม่ค่อยดี สวัสดีทุกท่าน อันนี้ก็เป็นประเทศลาว หลาย ๆ คนไม่รู้จักประเทศลาว แล้วก็มักจะถามฉันว่า เธอมาจากไหน ฉันบอกฉันมาจากประเทศลาว ประเทศลาวหรือ เวียดนามหรือเปล่า ไม่ใช่ไทย ไม่ใช่เวียดนาม เป็นประเทศลาว ดิฉันก็พยายามที่จะอธิบายว่าลาวอยู่ตรงนี้ ก็คืออยู่ใกล้พม่า อยู่ใกล้กัมพูชา เวียดนาม เป็นประเทศ land lock ก็คือไม่มีทางออกทะเล อันนี้ก็คือประเทศลาว อาหารโปรดของเราก็คือข้าวเหนียว ถ้าอยากจะลองกินข้าวเหนียวก็ไปที่ลาวได้ ประเทศลาวก็จะมีกลุ่มชนกลุ่มต่าง ๆ ประมาณ 48 กลุ่มในประเทศลาว ค่อนข้างเยอะ จำนวนประชากรของประเทศลาวก็มีแค่เกือบ 7 ล้านคน ก็เป็นจำนวนประชากรที่ค่อนข้างน้อย ประเทศลาวก็เป็นประเทศที่มีป่าไม้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ก็มีต้นไม้เยอะ มีภูเขาเยอะ ทีนี้ก็มาดูสถานการณ์ในประเทศลาว คนหูหนวกในประเทศลาวก็มีสักประมาณ 70,000 คน ก็ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ในประเทศลาวเรามีคนแค่ 7 ล้านคน ตอนนี้เรามีแค่ 70,000 คน ก็น่าจะประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2003 ก็มีนักเรียนที่หูหนวก 2,500 คน ก็ได้เข้ามาเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งนี้ ของคนหูหนวกที่ได้รับการศึกษาในประเทศลาว อันนี้เป็นโรงเรียนในหลวงพระบาง มีใครเคยได้ยินหลวงพระบางบ้าง ที่มีความสำคัญ เมืองที่ดังมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ตอนนั้นตอนที่เร่ิมมีนักเรียน 20 คน ในปี 2007 ในเวียงจันทน์จะมีโรงเรียนสอนคนหูหนวก เริ่มในปี 2003 มีนักเรียน 25 คน แล้วก็ที่สะหวันนะเขต หลวงพระบางก็จะเป็นภาคเหนือ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ภาคเหนือเขาก็จะมาเรียนที่หลวงพระบางกัน ส่วนเวียงจันทน์จะอยู่ภาคกลาง คล้าย ๆ กับกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ภาคกลางก็จะมาที่เวียงจันทน์ ส่วนสะหวันนะเขตก็เริ่มในปี 2004 จนถึงปี 2011 มีนักเรียน 18 คน ตอนนี้ก็ปิดไปแล้ว สะหวันนะเขตก็อยู่ภาคใต้ของลาว ส่วนอันต่อมาอันที่ ๔ สีม่วงเป็นของรัฐบาล ส่วนที่ 4 เป็นศูนย์ของเราเอง ซึ่งเราเริ่มจากนักเรียน ๕ คน ในปี 2016 ในอำเภอเวียนจันทน์เป็นของเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล อย่างที่ดิฉันได้บอกไปก่อน ที่สะหวันนะเขตเราไม่มีแล้ว ได้บอกไปก่อนว่าที่ สะหวันนะเขตเราไม่มีแล้ว เนื่องจากว่าผู้อำนวยการก็มีปัญหา คือโรงเรียนมีปัญหาอะไรสักอย่างก็เลยปิดไป แล้วก็ส่วนคนหูหนวกที่อยู่ในภาคใต้เขาก็จะมาที่เวียงจันทน์ แต่บางคนเขาก็มาไม่ได้ก็มีปัญหาเยอะ ตอนนี้เรามีโรงเรียน 3 แห่ง ในประเทศลาว ศูนย์แรกอยู่ที่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ก็จะมีอยู่ 2 ศูนย์ ในส่วนของอนุบาลในประเทศลาวจะมี 3 โรงเรียน ประถม มีโรงเรียนอนุบาล 3 โรงเรียน ประถม 2 มัธยม 2 ไม่มีมหาวิทยาลัย แล้วทำไมเราต้องการที่จะเปิดศูนย์แล้วก็โรงเรียนขึ้นมา อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ศูนย์ของเรา คือเราต้องการที่จะให้การศึกษาแก่คนหูหนวก รวมทั้งช่วยเหลือครอบครัวของเขา ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมลาว เราก็วางแผนที่จะช่วเหลือคนหูหนวกในประเทศลาว ตั้งแต่อนุบาล การเรียนรู้ของผู้ใหญ่แล้วก็ไม่รู้จะเรียนกี่ปี 5 ปี 10 ปี เรื่องของการเย็บปักถักร้อยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะมีหอพักผู้ชาย ผู้หญิงด้วย ฉันก็เป็นล่ามเพียงคนเดียว ก็ยากสำหรับที่จะทำงาน ที่จะไปตรงนั้น ไปตรงนี้ อันนี้เป็นศูนย์ของเรา อันนี้เป็นสมาชิกของเรา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อันนี้เป็นนักเรียนของเราเริ่มตั้งแต่อนุบาล และอันนี้ความเป็นมาของเรา เริ่มจากปี 2016 ก็เริ่มจากบ้านของครอบครัวของฉันนี้แหละ เรายังไม่ได้มีที่ของเราเอง ต้องเช่า จากนั้นเราก็เริ่มมีนักเรียนเพิ่มเป็น 12 คน แล้วก็เช่าบ้าน แล้วก็มีชั้นเรียนสำหรับการเรียนภาษามือ ส่วนมากก็จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากกว่า ฉันก็อธิบายว่าแบบนี้แปลว่าอะไร แล้วก็ในปี 2018 มีชั้นเรียนสำหรับการทำขนม คือไม่ใช่เป็นมืออาชีพมาก อันต่อมาก็คือมีการขายเค้กในตลาดกลางคืน แล้วเราก็ได้รับการสนับสนุน และทุกเย็นคนหูหนวกก็จะออกไปหาเงิน ก็คือไปขายของที่ร้านเพื่อที่จะหาเงินมาช่วยศูนย์ และมีการไปหาสปอนเซอร์มาใช้จ่ายในองค์กร ปี 2019 เรามีนักเรียน ๓๐ คน ตั้งแต่แล้วก็มีครู 3 คน ที่ได้รับการเทรน และครู ๓ คน ก็ส่งมาเรียนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียรที่ประเทศไทย เพราะว่าโรงเรียนเศรษฐเสถียร ก็เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ดีที่สุดที่ฉันเจอ เพื่อจะช่วยพัฒนาครูเหล่านี้ครูประเทศลาว เราไม่มีการสอนครูหูหนวกเลย ปีนี้ศูนย์ของเราก็ได้รับการอนุมัติทางด้านเอกสารจากรัฐบาลท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็สามารถตั้งเป็นศูนย์ทำงานสำหรับพวกเรา การได้เอกสารจากรัฐเป็นเรื่องยากมาก อันนี้เป็นคณะกรรมการขององค์กรของศูนย์ของเรา ก็จะมีคนหูหนวกเป็นผู้จัดการ แล้วก็มีฝ่ายบัญชี และฝ่ายผู้นำ แล้วก็เป็นคนหูหนวก ทำไมถึงตั้งชื่อว่า มือแห่งความหวัง เพราะว่าเราต้องการที่จะเริ่มจากอนุบาล คือต้องการที่จะมีโรงเรียนอนุบาลให้กับคนหูหนวก เด็กหูหนวก แล้วก็ต้องการที่จะมีระบบการศึกษาที่มี แล้วก็สอนทักษะชีวิต สอนหลักสูตรการศึกษาของลาว คือตอนนี้ในอนาคตเรายังไม่มีหลักสูตรเลย แล้วเราก็เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ อีกงานหนึ่งก็คือที่เราทำก็คือเรื่องของ on the job training ระหว่างการทำงาน ฝึกงาน ก็คือเราค่อยให้นักเรียนไปทำงานตามที่ต่าง ๆ เป็นการฝึกงาน อันนี้เราก็ไปข้างนอก คือศูนย์ของเรา คือฉันอยากให้พวกเขาไปเรียนรู้จากข้างนอกด้วย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีประสบการณ์ไปดูอะไรข้างนอก เช่น การใช้ social media ไปดูว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร มองคนหูหนวกอย่างไร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนหูหนวกอย่างไร อันนี้เป็นนักเรียน 4 คน ก็เป็นครูด้วย อันนี้เป็นภาพที่มีความพิเศษ เพราะว่าเป็นโรงเรียนแรกที่เราได้มา โรงเรียนเศรษฐเสถียร แล้วก็มาเจอดอกเตอร์มะลิวัลย์ ที่นี่มีความเมตตามาก เธอทำงานกับคนหูหนวกเป็นเวลานาน ตอนที่ฉันเจอเธอ เธอใช้ภาษามือได้ดีมาก ฉันทึ่งมาก และเธอก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับฉันเยอะ ฉันอยากเป็นแบบเธอในอนาคต ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือของคุณ เราก็มีครู 3 คน แล้วก็ส่งจากประเทศลาวมาที่กรุงเทพฯ ส่งมาทุก ๆ 3 เดือน ส่งมา 2 รุ่น ส่งมา ๒ ครั้งแล้ว อันนี้เป็นกิจกรรมการแสดงของคนหูหนวกในหอศิลปวัฒนธรรม มีการทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย คือฉันก็พยายามที่จะให้คนอื่นได้มาเห็นว่า คนหูหนวกเขาก็สามารถทำได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อินแต่เขาก็ทำหลาย ๆ อย่างได้ เขาแสดง ทำงานอะไรก็ตาม แค่ไม่ได้ยินเท่านั้นเอง เพียงแค่ไม่ได้ยินเท่านั้นเอง เขียนได้ อ่านได้ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้คนอื่นได้เห็น เพราะส่วนมากคนก็จะถามว่าคนหูหนวกทำอะไรได้บ้าง อันนี้เป็นการทำขนม ก็มีการสอนทำเค้กขนาดเล็ก ที่เอาไปขายในตอนเย็นทุกวัน ในตลาด ในร้านอาหาร แล้วก็ออกไปทุกวันเลย ตอนนี้ก็มาที่ประเด็นปัญหาบ้าง เราไม่มีหลักสูตรสอนเด็กในประเทศลาว แม้กระทั่งตำราเรียนของอนุบาล บางทีก็จะเปลี่ยน ก็อยากจะแปลงมาเป็นภาษามือแต่ก็ยาก เราก็เลยอยากจะทำงานร่วมกับโรงเรียนเศรษฐเสถียร เพื่อที่จะมาร่วมมือกัน แล้วก็เรายังไม่มีล่ามภาษามือเพียงพอ ตอนนี้เรามีอยู่แค่ 5 คน ในประเทศลาว รวมทั้งฉันด้วย เป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างล่ามภาษามือขึ้นมา ข้อต่อมาก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกไปเรียนที่โรงเรียนคนหูหนวก พอมาเรียนแล้วคือถ้าส่งมาตอนที่อายุเยอะแล้วอาจจะช้าไป เรื่องของการหางานก็เป็นเรื่องยาก แล้วก็เรื่องของเครื่องช่วยฟังก็ไม่มีในประเทศลาว เพราะว่าไม่มีการสนับสนุน แล้วก็ในอนาคตเราต้องการที่จะมีชั้นเรียนศิลปะ ชั้นเรียนไอที อยากจะมี e-Book ที่ประเทศลาว แล้วก็อยากจะมีชั้นเรียนสำหรับภาษามือสำหรับคนหูหนวก ในอนาคตเราก็ยังต้องการครูที่ได้ยิน ต้องการครูหูดี ต้องการ staff พนักงาน เราต้องการอะไรเยอะเลย ต้องการอบรมมากขึ้น คือตอนนี้เราเช่าที่เขาอยู่ เรายังไม่มีที่ของเราเอง เราอยากได้ที่จากรัฐบาล แต่ก็เป็นเรื่องยาก ถ้ามีคำถามอะไร ฉันต้องไป แต่ก็ถามคำถามได้ นี่คือประเทศลาว ก็เป็นการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมมาก คุณทำได้ดีมาก คือสิ่งที่ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะผ่านไปได้ มีคำถามขอ ๑ คำถามเท่านั้นนะคะ ดิฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ เลยค่ะที่ได้มายืนตรงนี้แล้วก็ได้เห็นท่านอื่น ๆ ขึ้นมาอยู่บนเวทีทั้ง 3 ท่าน แล้วก็มีคุณครูที่มีการได้ยินอยู่ร่วมกันบนเวที เห็นได้ว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ที่คนหูหนวกและคนที่มีการได้ยินทำงานร่วมกัน แล้วทำให้เราเกิดการพัฒนา คือพอเราได้เห็นทั้ง 4 ท่านนำเสนอ เราถึงกับตั้งใจฟังอย่างยิ่ง และรู้สึกภูมิใจมาก อยากจะให้ทุกคนมีความพยายามต่อไป แล้วก็ให้มีโอกาสได้เจอ ได้มาหาอาจารย์มะลิวัลย์บ่อย ๆ เราจะได้มีโอกาสพัฒนา และเราเป็นผู้หญิงเรามีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ เราสามารถที่จะทำได้ ดิฉันยินดีมากเลย วันนี้ขอบคุณค่ะ เยี่ยมมาก ขอบคุณมาก ทุก ๆ คนก็ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วง ดิฉันได้คุยกับอาจารย์วิทยุต ดิฉันจะเชื่อมต่อ Hands Of Hope ให้กับอาจารย์วิทยุต ต่อไปได้ทำงานได้ ต่อไปในอนาคตขอบคุณมาก ขอปรบมือให้เธออีกครั้งหนึ่งค่ะ [เสียงปรบมือ] ท่านถัดไปจากฟิลิปปินส์ จากมหาวิทยาลัยภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะนำเสนอในเรื่องการนำการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กปัญญาเลิศ และเด็กที่มีความเป็นเลิศนะคะ (Ms. Neis) มีคำกล่าวว่าชีวิตนั้น เป็นเรื่องของการรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ในเชิงบวกหรือเชิงลบ อยากจะขอสวัสดีทุกท่าน รวมถึงนักศึกษาผู้เข้าร่วมประชุม และคณะผู้จัดงานของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตทุกท่านดิฉันชื่อ Ms. Vania Mercy Neis ดิฉันจบการศึกษาระดับปริญญาโท ในเรื่องของการศึกษาด้านการศึกษาพิเศษในเด็กปัญญาเลิศและเด็กที่มีพรสวรรค์ Weber ในปี 1991 ได้บอกว่ามุมมองนั้น เป็นเหมือนกับคนขับที่มีพลังมาก ในเรื่องของการขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งไม่สำคัญว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญกับคนนั้น ที่เขามองในแต่ละสถานการณ์ ถ้าเขามองแต่ละสถานการณ์อย่างไร เขาก็มีพฤติกรรมอย่างนั้นนั่นเอง ฉะนั้นพฤติกรรมของเด็กก็มีผลเกี่ยวเนื่องมาจาก ทัศนคติของครูที่เป็นคนที่มองเด็กนักเรียนคนนั้นด้วย มุมมองของครูมีผลต่ออัตลักษณ์ของเด็กปัญญาเลิศ และทำให้มุมมองที่ครูมีต่อความเป็นเด็กปัญญาเลิศของนักเรียนนั้น มีผลต่อมุมมองต่อตัวเขาเอง Thrailkill ในปี 1999 ยังพูดถึงเรื่องของมุมมองที่ครูมีต่อนักเรียนก็จะนั้นก็จะมีผลต่อนักเรียน แล้วก็เรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ Miller ในปี 2009 ได้กล่าวว่าในมุมมองของครูนั้นได้รับผลกระทบมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อส่วนตัว แล้วก็ประสบการณ์ มุมมองของครูนั้น ในเรื่องของความปัญญาเลิศต่อความคาดหวัง การประเมินผล ทั้งในส่วนของศักยภาพด้านวิชาการในกลุ่มเด็กปัญญาเลิศ การมีมุมมองไม่ตรงกับความเป็นจริง จะมีผลทำให้เด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ได้รับผลกระทบ ดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับนานาชาติ และในระดับท้องถิ่น การให้ความสนใจอย่างไม่สม่ำเสมอ กับความจำเป็นในเด็กนั้นเกิดขึ้นทั้งในอเมริกาและในเอเชีย เรียกว่าเป็นวิกฤติเงียบ เป็นคำกล่าวของ Ross ในปี 1993 การตีความเป็นปัญญาเลิศเป็นมุมมองหรือเป็นการเหมารวม เป็นแนวคิดของ Marland and Khamis ในระดับนานาชาติประเด็นที่กำลังกล่าวถึง ก็คือยังไม่มีเรื่องของการให้การศึกษาสำหรับเด็กปัญญาเลิศที่เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับชาติหรือในท้องถิ่น Vista กล่าวไว้ในปี 2015 นอกจากนี้ Peñano-Ho ปี 2014 ได้กล่าวว่าการเป็นบุคคลปัญญาเลิศนั้น ทำให้มีศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา คือยังต้องได้รับการพัฒนาอยู่สุดท้าย Garry S. พูดในปี 2012 บอกว่าเขาได้เน้นในเรื่องความสำคัญของการฝึกอบรมครู และครูที่ไม่ได้มีการผ่านมาตรฐานที่มาสอนในวิชาต่าง ๆ นั้นมีผลกระทบต่อเด็ก ดิฉันอยากจะขอแสดงให้เห็นการศึกษาวิจัยของดิฉัน ก็คือมุมมองที่มีต่อเด็กปัญญาเลิศ และเด็กในกลุ่มที่เรียกว่า ครูนั้นความเชื่อของครูมีผลอย่างยิ่งต่อแนวคิดของเด็ก มีผลจากความคาดหวังของครู และทัศนคติของครูและอะไรจะเกิดขึ้น อะไรจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหานี้ ดิฉันทำการศึกษาโดยใช้ทั้งการววิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ คำถามก็คืออะไรคือความท้าทายที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องของการสอนเด็กปัญญาเลิศ และการสอนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และในส่วนของเชิงปริมาณ ดิฉันถามว่าในเรื่องของการค้นพบความแตกต่าง หรือว่าความพิเศษที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่เป็นบุคคลปัญญาเลิศ กรอบการคิดของดิฉันก็คือ ดูในเรื่องของมุมมองของผู้ปกครอง มุมมองของครู มุมมองของเจ้าหน้าที่ มุมมองของผู้บริหารในโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยของดิฉัน ใช้เครื่องมือที่หลากหลายผสมผสานกัน สำหรับการศึกษาเชิงปริมาณสำหรับการสำรวจ 77 คน เป็นผู้ปกครอง ในส่วนของการศึกษาเชิงคุณภาพมี 4 กรณีศึกษา เป็นตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มละ 1 คน และเครื่องมือที่ดิฉันใช้ การวิเคราะห์ แล้วก็ดิฉันใช้เรื่องของการประเมินผลและเปรียบเทียบ กระบวนการเก็บข้อมูล ดิฉันได้ทำจดหมายเพื่อที่จะขออนุญาตทำการศึกษาวิจัย และดิฉันก็ได้ติดต่อประสานไปยังฝ่ายการศึกษาประจำจังหวัด แล้วก็มีการเลือกกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาร่วมในงานวิจัย ดิฉันได้สอบถาม สัมภาษณ์ สำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วก็มีการเก็บข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ค้นพบจากการศึกษาวิจัย ถ้าพูดถึงเรื่องของความท้าทายที่หลากหลายในการสอน คนที่เป็นบุคคลปัญญาเลิศและบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ คุณครูและพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลในเรื่องของ program 4P และความจำเป็นของเรื่องของนักเรียนปัญญาเลิศ แล้วก็ Program ของปัญญาเลิศ พ่อแม่นั้นมักจะไม่รู้สึกพึงพอใจที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเต็มที่ ในเรื่องของโครงการการศึกษาพิเศษที่ถูกจัดไว้ในโรงเรียนสำหรับเด็กปัญญาเลิศ ก็รู้สึกว่ากลุ่มเด็กปัญญาเลิศนั้น ได้ถูกจัดเข้าไปอยู่ในชั้นเรียนทั่ว ๆ ไป คำถามที่ 2 อะไรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญสูงสุด และอะไรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญน้อยที่สุด ในการสอนบุคคลปัญญาเลิศ และบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ สิ่งที่ได้รับการให้ความสำคัญมากที่สุดจะเป็น อันที่ ๑ ก็คือการจัดการศึกษาพิเศษให้กับบุคคลที่มีปัญญาเลิศ แล้วก็ควรจะถูกจัดอยู่ในชั้นเรียนพิเศษ และพบว่ามีความยากลำบากถ้าให้เขาเรียนในชั้นเรียนรวมทั่วไป ในส่วนของการศึกษาเชิงคุณภาพ เราจะค้นพบความพิเศษของคนเหล่านี้ได้อย่างไร ก็คือมีการใช้การประเมินความปัญญาเลิศโดยใช้การทดสอบแบบมาตรฐาน มีการใช้การทดสอบ GPA มากกว่า 91 คะแนน สังเกตของครู รวมถึงการสัมภาษณ์ ข้อ ๒ เด็กปัญหาเลิศนั้นมีความท้าทายอะไรบ้าง อันที่ 1 ก็คือเรื่องของความท้าทายทางวิชาการ มี Project เยอะ มีการบ้านเยอะ เด็ก ๆ ก็เรียกว่ามีการบ้านหนักเกินกำลังของตนเอง อันที่ 2 เป็นเรื่องของสิ่งที่คุณครูมอบหมายในแต่ละวิชา การบ้านหรือสิ่งที่มอบหมายให้ไปทำ หรือ Project ให้ไปทำ ประเด็นต่อไปเป็นเรื่องของความท้าทายที่มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มนี้ แล้วก็การสนับสนุนของครอบครัว แล้วก็ความคาดหวังต่อเด็กปัญญาเลิศ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ รวมถึงข้อจำกัดในเรื่องของหนังสือ หรือหลักสูตรของภาครัฐที่มีไม่เพียงพอ ในกรณีนี้เด็กก็จะต้องมีการยืมหนังสือ หรือแบ่งกันอ่านหนังสือ แล้วก็ในปีนี้กับปีหน้าเด็กก็จะได้รับหนังสือใหม่ คำถามที่ ๓ เด็กปัญญาเลิศนั้นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กปัญหาเลิศ และเด็กความสามารถพิเศษอย่างไร อันที่ 1 ก็คือมีการสื่อสารกับครู ผู้บริหารและผู้ปกครอง มีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่เรียกว่า health competition หรือว่าเป็นการแข่งขันเชิงบวก และการส่งเสริมเขาแก้ปัญหา โดยการมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แต่ว่าเขาสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้ได้ สรุปนะคะ มุมมองที่สำคัญที่มีต่อเด็กปัญญาเลิศ หรือการสอนเด็กปัญญาเลิศนั้น ในการศึกษาพิเศษในโรงเรียนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ หลายครั้งเด็กปัญญาเลิศนั้นมักจะถูกปฎิเสธ เพื่อนร่วมห้องนั้นก็รู้สึกอิจฉาพวกเขาการที่จะมีการทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ครูที่มีความใส่ใจ แล้วก็เรื่องของการให้เกรดคะแนน มีการสัมภาษณ์ มีการค้นพบ มีการตรวจสอบคัดกรอง หรือว่าค้นหาเรื่องของเด็กปัญญาเลิกนั้น มีความสำคัญตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีความสำคัญ แล้วก็เรื่องของเด็กปัญญาเลิศนั้นควรจะได้รับการตอบสนองความต้องการจำเป็นในการเรียน โดยที่ไม่ต้องนำไปสู่ความเครียด ความกดดัน แล้วก็ไม่ต้องทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องกดความสามารถของตนเองไว้ รวมถึงการให้ความสัมพันธ์ ให้คำปรึกษาด้านอารมณ์ การช่วยในการสื่อสารแล้วก็ช่วยเขาในการแก้ไขคลี่คลายปัญหาที่เป็นเด็กปัญญาเลิศ คำแนะนำนะคะ คุณครูควรจะให้บริการ หรือโรงเรียนควรจะให้การศึกษาพิเศษให้กับเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ เพื่อเขาสามารถพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตัวเองต่อไป ในการที่จะระบุว่าใครเป็นเด็กปัญญาเลิศนั้น คุณครูควรใช้มาตรฐานในการทดสอบ โรงเรียนควรจะมีมาตรฐานในการทดสอบ แล้วก็มีการสัมภาษณ์ มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องของเด็กปัญญาเลิศ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้น ควรได้รับความใส่ใจ ได้รับการสนับสนุน ป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดไว้ไม่ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ด้านอารมณ์ให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญกับเด็ก เรื่องของความเชื่อของครูมีผลต่อระบบความคิดของเด็ก พฤติกรรมของเด็ก หรือสิ่งที่เด็กแสดงออกนั้น ก็มีผลมาจากความคาดหวังของครู และทัศนคติของครูโรงเรียนควรจัดบริการพิเศษ เป็นการศึกษาพิเศษให้กับเด็กปัญญาเลิศ เพื่อที่จะช่วยเขาให้พัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างเต็มศักยภาพ และโรงเรียนควรมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ที่จะพัฒนาและให้ทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กปัญญาเลิศในห้องเรียน ดิฉันอยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง อยากจะขอขอบคุณคุณอินทราที่ให้ความเมตตาและสนับสนุนอย่างดี และขอบคุณท่านอาจารย์ดอกเตอร์มะลิวัลย์ที่ได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี และขอบคุณทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้มานำเสนองานศึกษาวิจัยนี้ ซึ่งเป็นประสบการณ์จากต่างประเทศ ขอบคุณมากค่ะ [เสียงปรบมือ] อันนี้เป็นวิทยากรท่านสุดท้ายจากประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีวิทยากรหลายท่านจากฟิลลปินส์เลย ต่อไปจากประเทศไทย กรุงเทพฯ คุณ คุณสุภชาญ ตรัยตรึงศ์สกุล เขามาจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้าง Application ในการที่จะแก้ไขไวยกรณ์อัตโนมัติของนักเรียนหูหนวก รบกวนช่วยให้วิทยากรนำเสนอภายใน ๑๕ นาที ด้วยนะครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับ คุณสุภชาญ ตรัยตรึงศ์สกุล (คุณสุภชาญ) สวัสดีครับ ผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคนิดหน่อย ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขอประทานโทษด้วยครับ มีปัญหาทางเทคนิค ตอนนี้พวกเราก็พร้อมแล้วครับ สวัสดีตอนบ่ายครับ ท่านประธานและแล้วก็ท่านสุภาพสุบุรุษ สุภาพสตรีทั้งหลาย ผมเป็นนักเรียน ป. เอก ในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมสามารถใช้ภาษามือได้ครับ แล้วก็ผมมีที่ปรึกษาอีกคน ชื่อคุณเอกพล เราจะมาพูดถึงเรื่องของการสร้าง application ในการที่จะแก้ไขไวยากรณ์ จากการเขียนของคนหูหนวก การใช้เครื่องแปล เราต้องการที่จะช่วยให้คนหูหนวกยกระดับการเขียน แล้วก็สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ที่สามารถได้ยิน ก็คือคนหูดี อันนี้ก็เป็นการนำเสนอของผมก็จะมีประมาณนี้ ก็จะเป็นเรื่องของการแนะนำให้รู้จักกับตัวเทคโนโลยี จากนั้นจะพูดถึงเรื่องการเก็บข้อมูล ข้อสรุป เรื่องของที่มาที่ไปนะครับ คือคนหูหนวกก็จะใช้ภาษามือ คือเวลาคนหูหนวกสื่อสารก็จะใช้ภาษามือ ทั่วโลกภาษามือก็จะแตกต่างกัน แล้วก็มีการใช้ท่าทางคล้าย ๆ กัน แต่ว่าก็มีความหมายที่แตกต่างกัน เช่น อันนี้ก็เป็นภาพตัวอย่างของภาษามือไทยกับอเมริกัน ถ้าทำมือม้วน ๆ แบบนี้ หมายถึง ผู้หญิง แต่ถ้าเป็นภาษามืออเมริกัน ถ้าทำแบบเดียวกัน จะเหมือนจะเป็นคือในภาษาเขียน ภาษามือ Grammar ของภาษามือก็จะแตกต่างกันไป โดยธรรมชาติคนหูหนวกที่ใช้การสื่อสาร เขาจะใช้ไวยากรณ์ของภาษามือ ซึ่งเขาก็จะจินตนาการขึ้นมาในหัวของเขา แล้วก็สื่อสารออกมาผ่านการเขียน นั่นแปลว่าคนหูหนวกก็มีการถอดรหัสจากภาพในหัวของเขาออกมาเป็นการเขียน เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่ก็คือนอกจากหูหนวกก็อาจจะมีการข้าม เช่น คำนาม หรืออาจจะมีการละคำ ตัดออก อาจารย์ดอกเตอร์สุขศิริ แล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของไวยกรณ์ล่ามภาษามือ ผมภูมิใจกับตัวอาจารย์มาก อันนี้เป็นวัตถุประสงค์ก็มีอยู่ ๒ อย่าง อันแรกก็คือว่าต้องมีการระบุความผิดพลาด ในประโยคภาษาไทย ที่เขียนโดยคนหูหนวกในระดับเกรด 7 กับเกรด 9 อันต่อมาก็เป็นเรื่องของการสร้าง Application การแก้ไขทางไวยกรณ์โดยอัตโนมัติ คือจะเปลี่ยนจากประโยคที่ไม่ถูกต้องเป็นประโยคที่ถูกต้อง ในเรื่องของการเก็บข้อมูลเราเก็บข้อมูลมาจาก 3 โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ และโรงเรียนนนทบุรี แล้วก็เก็บข้อมูลจากนักเรียนหูหนวก 48 คน ตั้งแต่ชั้น ม. 1 ถึง ม. 3 จาก ๓ โรงเรียน แล้วเราก็มีให้ทำกิจกรรมการเขียน มี 4 งานด้วยกัน มีการเขียนจดหมายหาเพื่อน อันที่ 2 ก็คือให้เขียนหัวข้อ ๔ หัวข้อ แล้วก็อันนี้เป็นตัวอย่างของการเขียนประโยค พวกคุณเห็นไหมครับ จากข้างล่างนี้ อันนี้เป็นลักษณะประโยคที่ไม่ถูกต้อง คนที่อ่าน คุณจะแก้ไขอย่างไรครับ ผมให้ดูแล้วคุณลองคิดตามดูนะครับ จะเห็นว่ามี Error ค่อนข้างเยอะ เช่น ตรงนั้นเขาเขียนว่า คือเป็นประโยคที่สลับกัน อาจจะอ่านเข้าใจยากนิดหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นทางออก ทางด้านขวามือ ในฐานะที่คนพัฒนาโปรแกรมระดับปริญญาเอก ผมก็พยายามที่ต้องแปลจากประโยคที่ไม่ถูกต้อง มาเป็นประโยคที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ แล้วก็ใช้ Application ทุกคนพอเข้าใจสิ่งที่ผมอธิบายไหมครับ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราเก็บมาแล้วก็แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ เป็น 4 กลุ่มของความผิดพลาด อันแรกเป็นความผิดพลาดจากที่คำขาดหาย หรือต่อมาก็จะเป็นเรื่องการใช้คำ หรือการสะกดคำ ต่อมาก็จะเป็นของลำดับของคำ จากนั้นก็จะเป็นความผิดพลาดอื่น ๆ ที่ผิดพลาดมากที่สุดก็จะเป็นเรื่องของคำนาม แล้วก็เรื่องของคำกริยา และคำถามของผมก็คือว่า อนุประโยคสัมพันธ์คืออะไร คืออะไร ระหว่างประโยค A กับ B ก็จะมีความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประโยค นี้ใช่ไหมครับ เช่น ผมบอกว่าผมมาที่นี่สาย เนื่องจากว่านาฬิกาผมไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นคำว่า because คนหูหนวกจะไม่ใช้ เพราะฉะนั้นจะเป็นการละคำไว้ เพราะฉะนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะมีการสร้างความผิดพลาดขึ้นมาให้เรารู้ แล้วก็จะได้มีการแก้ไข เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ในการแปลแนวคิดของเครื่องแปล ก็คือว่าก็จะได้ input มาจาก 1 ภาษา ก็จะเป็น output อาจจะเป็นอีกภาษาหนึ่ง เช่น แปลจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทย แล้วก็จะมีเครื่องแปล แต่ถ้าเป็นภาษาไทย เราก็จะเรียกว่าเป็นเครื่องแปลภาษาเดียว แล้วผมก็เชื่อว่าบางคนก็อาจจะใช้ website อย่างเช่น grammarly.com ให้เป็นประโยคที่ถูกต้องแต่ว่านักวิจัยทั่วไปที่ทำงานด้วยภาษาอังกฤษนี้ เราก็อยากจะสร้างต้นแบบของเครื่องแปล อันนี้มาดูว่าทำงานอย่างไร เราจะมี 4 ส่วน ที่ทุกคนเห็น ก็จะมีเครื่องเข้ารหัส เครื่องถอดรหัส เดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเป็นขั้นตอน มาดูที่ Slide นะครับ แล้วก็จะมีการใส่ข้อมูลเข้าไปเป็นประโยคที่ไม่ถูกต้องเข้าไปในตัวแบบ ก็คือตัวคอมพิวเตอร์จะไม่เข้าใจ ข้อความเราจะต้องมีการแปลงจากตัวหนังสือเป็นตัวเลข เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ ซึ่งเราจะเรียกว่าส่วนตัวการเข้ารหัส ก็จะมีการสกัดเอาข้อมูลเข้ามา แล้วก็สร้างเป็นรหัส แล้วก็มาดูว่าเป็นไวยากรณ์ มีลักษณะของโครงสร้างเป็นแบบไหน เช่น ประธาน กริยา กรรม จากนั้นก็จะเห็นลูกศรสีแดง ก็จะมีการสรุป จากนั้นก็จะเอาตัวข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วไปถอดรหัส ซึ่งก็จะสร้าง Output ออกมา เช่น ถ้าผมพูดในภาษาไทยว่า คือหลังจากที่มีการถอดรหัสแล้วก็จะมีการใช้ซอสแม็ก เพราะว่าตัวดีโค้ด ตัวถอดรหัสก็จะสร้างคำขึ้นมาเยอะเลย ตัวเลือกคำมา คิดว่าทุกคนน่าจะพอเข้าใจนะครับ ว่าก่อนที่จะสร้าง Application เราต้องมีข้อมูลจำนวนมาก ประมาณสัก 1 ล้านประโยค ที่เป็นประโยคที่ไม่ถูกต้องรวมทั้งประโยคที่ถูกต้องด้วยในภาษาอังกฤษเขา ก็มีประมาณ ๑ พันล้านประโยค ก็ประมาณ มีมากกว่า 1,000 เท่า แต่ว่าสิ่งที่เราสามารถสร้างออกมาได้นี้ อาจจะมีการละคำ ละคำนาม ละคำพูด อันนี้เป็นความท้าทายใหญ่ ก็คือเรื่องของการจัดเรียงคำ ผมเชื่อว่าในพม่า ในลาว เขาจะมีคำที่เรียกว่า ซีเดิลเวิร์ด คือไม่มีการเว้นวรรค ภาษาไทยบางคำก็อาจจะดูกำกวม เช่น อันนี้จะเห็นว่า อันนี้คำว่า ตากลม ซึ่งอ่านได้ 2 แบบ แล้วก็มีความหมายต่างกัน ก็คือคำนี้อ่านได้ 2 คำ อ่านกว่า ตา-กลม ก็ได้ อ่านว่า ตาก-ลม ก็ได้ ก็จะมีความหมาย อันนี้คือตัวอย่าง อันนี้คนไทยก็น่าจะอ่านได้ เพราะฉะนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะทำงานหนักนิดหนึ่ง เพราะความหมายกำกวม ทีนี้เราจะตัดคำอย่างไร เพื่อให้ความหมายไม่ผิดเพี้ยน อันนี้ดอกเตอร์ปรัชญา บุญขวัญ อันนี้ภาษาไทยนี้ไม่ไปไหน เพราะว่าเรามีปัญาเกี่ยวกับเรื่องของภาษาไทย ที่มีลักษณะเฉพาะของมัน อันนี้ขอสรุปท้ายนิดหนึ่งครับ เราต้องการที่จะมีข้อมูลขนาดใหญ่ ใครที่ทำงานที่โรงเรียนคนหูหนวกบ้าง ช่วยยกมือหน่อยครับ มีกี่คนครับ ในประเทศไทย จริง ๆ แล้วเราอยากจะบอกว่าเราอยากได้ข้อมูลมากขึ้น ในเรื่องของประโยคที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง แล้วก็เอาประโยคต่าง ๆ เหล่านี้ เอาข้อมูลเหล่านี้เข้ามาสู่เครื่องแปล เพื่อให้เรียนรู้ ถ้ามีข้อมูลมากเท่าไร ตัวเครื่องแปลก็จะช่วยให้คนหูหนวก ในเรื่องการสื่อสารดีขึ้น เราก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ผมก็อยากจะขอขอบคุณผู้อำนวยการของโรงเรียน ในเรื่องของการให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล แล้วก็ช่วยแยกประเภทของความผิดพลาด มีคำถามหรือไม่ครับ ใช้ภาษามือได้ครับ เขาถามผมเป็นภาษามือ ผมก็ต้องใช้ภาษามือตอบโต้กับเขา ปรับภาษาเขียนของคนหูหนวกที่สลับที่กันอย่างนี้ ภาษาไทยตอนนี้ทำได้หรือยัง อาจารย์ตอบว่าผมพยายามทำอยู่ ผมก็ขอให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในการทำ Application ตัวนี้นะครับ ถามผมว่าคือคนหูหนวกก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร คือเรื่องลำดับคำ และผมสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้หรือยังตอนนี้ก็เพิ่งเริ่มต้น ขอบคุณครับ หมดเวลาแล้วครับ อีก 1 คำถามได้นะครับ คนที่มีการได้ยินบางทีอ่านประโยคยาว ๆ บางทีดิฉันก็ยังอ่านผิดเลย จะต้องอ่านเป็นคำนี้ แต่ดิฉันจะอ่านเป็นอีกคำหนึ่ง เพราะว่าคำบางคำถ้าเกิดวางเรียงกัน หรือวางติดกันก็จะให้ความหมายคำหนึ่ง แต่ถ้าเราอ่านแยกกันจะให้ความหมายอีกอย่างหนึ่ง อันนี้แก้ได้ไหม ผมก็พยายามทำอยู่นะครับ อันนี้จะเป็นอีกขั้นหนึ่ง อันนี้แต่ก็พยายามทำอยู่ ขอบคุณมากครับ ช่วยปรบมือให้กับผู้นำเสนออีกครั้งหนึ่งด้วยครับ [เสียงปรบมือ] ผู้นำเสนอท่านต่อไปจะมาจากภูฏาน ชื่อว่าคุณ Ms. Sushita Gurung เธอมาจากสถาบันเพื่อคนหูหนวกในภูฏาน จะนำเสนองานวิจัยของตัวเอง ขอปรบมือต้อนรับครับ [เสียงปรบมือ] (Ms. Sushita) สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ก็เป็นวันที่มีโปรแกรมยาวทีเดียว แล้วก็ทุกท่านก็ได้ตั้งใจฟังการนำเสนอเป็นอย่างดี ก่อนที่ดิฉันจะไปถึงการนำเสนอของตนเอง ดิฉันอยากจะขอขอบคุณ ผู้ประสานงานของการประชุมวิชาการแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.มลิวัลย์ ที่ให้โอกาสเรานำเสนอบนเวทีแห่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากสำหรับพวกเราอยากจะขอเรียนตามตรงว่า ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกที่ดิฉันจะได้มีโอกาสนำเสนอในเวทีใหญ่อย่างนี้ ดิฉันจะพยายามข่มความตื่นเต้นไว้นะคะ และดิฉันอยากจะขอขอบคุณท่าน ดร.มลิวัลย์ ที่ให้โอกาสเราเข้ามาร่วมนำเสนองานของเรา คุณจะเห็นว่ามีรายชื่อของคนที่ร่วมในงานวิจัยหลายท่าน ดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงคนเหล่านี้ เพราะว่าเราทำงานกันเป็นทีม ทุกคนก็ได้ร่วมกันทำงาน ดิฉันจึงอยากจะขออ่านรายชื่อของท่านเหล่านั้น และขอขอบคุณทางท่านวิทยากรที่แนะนำ ดิฉันขอแนะนำตนเองอีกเล็กน้อย ดิฉันชื่อ Ms. Sushita Gurung ดิฉันสอนในสถาบันเพื่อคนหูหนวก ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกในภูฏาน เรามีนักเรียนประมาณ ๑๐๖ คน เป็นนักเรียนหูหนวกมาจากระดับต่าง ๆ กัน เช่น สูญเสียการได้ยินโดยสิ้นเชิง หรืออาจจะมีการได้ยินบ้างเล็กน้อย ดิฉันอยากจะขอนำเสนอ โดยขอย้อนกล่าวไปถึงเรื่องการศึกษา สำหรับคนหูหนวกในภูฏานก่อน ในปี 2003 สำหรับเราก็รู้สึกว่าเป็นเวลานาน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นก็ดูเหมือนว่าประเทศของเราเพิ่งเริ่มต้น ภาพนี้เป็นภาพโรงเรียนของเรา นี่เป็นอาคารของโรงเรียน เวลาที่ดิฉันบอกว่าปี 2003 ในเวลานั้นเรามีการพยายามจะริเริ่ม เรื่องของการศึกษาสำหรับคนหูหนวก ถ้าคุณดูนะคะ เราจะเห็นชื่อของท่าน ดร.มลิวัลย์ ท่านเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาของคนหูหนวกในภูฏาน ท่านได้มีโอกาสที่จะบุกเบิกให้คำแนะนำเรา และทำให้เราสามารถพัฒนาได้มาจนถึงจุดนี้ในปี 2013 เรามีโอกาสได้จัดการประชุมด้วย ปี 2003 มีการประชุมที่เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาการศึกษาของคนหูหนวกในภูฏาน และตั้งแต่ปี 2003 มาจนถึงปัจจุบัน คนหูหนวกนั้นจากหลาย ๆ ที่ได้เข้ามารับการศึกษา สามารถบอกได้ว่าประเทศภูฏานนั้นมีจำนวนคนไม่มาก ในปี 2003 ก็จะเห็นว่า จำนวนคนหูหนวกก็ยิ่งน้อยกว่าในปัจจุบันลงไปอีก เวลาที่ดิฉันฟังเรื่องประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของการเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก ทุกคนนั้นทำงานอย่างหนักมาก แล้วพยายามอย่างยิ่งที่จะเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก โดยมีทรัพยากรอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหูหนวกซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในเรื่องของภาษามือ นี่เป็นภาพข่าวในปี 2003 ค่ะ ตัดมาจากหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เราก็ตัดข่าวนี้ออกมา แล้วก็เก็บรักษาไว้ เป็นข่าวที่เผยแพร่ในปี 2003 จะเห็นในภาพจะมี ดร.มลิวัลย์ ด้วยนะคะ แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำคนพิการ แล้วก็มีผู้ปกครองของนักเรียนพิการ แล้วก็มีการพยายามที่จะเก็บรวบรวมเรื่องของภาษามือ และพยายามที่จะเริ่มเรื่องของการศึกษาให้กับคนหูหนวก เรามีการทำงานเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2002 ปี 2003 ปี 2004 เพื่อที่จะเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก นี่คือภาพของ ดร.มลิวัลย์ ขอขอบคุณมากสำหรับภาพ ที่ภูฏาน เมื่อท่านได้ไป แล้วก็นำทีมไปช่วยกันนะคะ เพื่อที่จะไปริเริ่มงานการศึกษาพิเศษสำหรับคนหูหนวกในภูฏาน ขอบคุณมากค่ะ ก็จะเห็นว่ามีคนหูหนวก ที่เราไปรวบรวมในเรื่องของภาษามือก่อนตอนแรก ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของภาษามือก่อนตอนแรก อันนี้ก็เป็นลักษณะของภาษามือมีใครรู้บ้างไหม ว่าเป็นท่าทางของภาษามือภูฏาน เป็นกีฬาของภูฏาน มีใครเดาได้บ้างคะ ว่าท่านี้เป็นคำว่าอะไร ใช่ค่ะ เป็นเรื่องของการยิงธนูค่ะ อันนี้เป็นท่าภาษามือ ที่พูดถึงยิงธนู ก็มีการรวบรวม ไม่ว่าจะเป็นชุดคำความหมายต่าง ๆ และท่าภาษามือที่คนหูหนวกของเราใช้ แล้วก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนหูหนวก และคนที่มีการได้ยินเพื่อพัฒนาเป็นภาษามือของภูฏาน อันนี้เป็นการสะกดมือแล้วก็มีการปรับ อันนี้เป็นตัวสะกด การสะกดมือแล้วก็มีการปรับ เป็นการปรับท่ามือบางคำ ซึ่งบางท่ามืออาจจะยังมีความสับสน ก็มีการปรับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้คนที่เห็นท่ามือนั้น สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็มีการทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF และของเราได้เผยแพร่ นี่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่เป็นคำศัพท์ภาษามือ เป็นภาษามือภูฏาน แล้วก็นำหนังสือภาษามือภูฏาน เล่มเล็ก ๆ นี้ไปใช้ในการสอน นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ เวลานั้นเลยค่ะ เมื่อเราดูย้อนไป เราก็จะเห็นว่ายังมีหลายสิ่ง ที่เราสามารถที่จะปรับปรุงได้ ณ ตอนนั้นเราทำอย่างดีที่สุด และหลังจากนั้นเราก็พยายามจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ให้มีภาษามือที่มีการบันทึก แล้วก็มีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาษามือมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นคำศัพท์ภาษามือ ตัวอักษร H ปี 2008 อันนี้เป็นภาษามือสำหรับชั้น ป. 2 และ ป. 3 เป็นหนังสือภาษามือภูฏาน ดิฉันเองนั้นก็เคยใช้หนังสือนี้ในปี 2009 ณ ตอนนั้นก็ไม่มีสื่ออะไรที่เป็นสื่อสำหรับภาษามือภูฏานเลย เราก็ใช้หนังสือเล่มนี้ค่ะ ที่เป็นแนวทาง ในปี 2010 ก็มีเอกสารที่รวบรวมในเรื่องของภาษามือ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษา และเราก็มีการรวบรวมภาษามือทั้งหมดใน ๒๕ หัวข้อ หรือ 25 เรื่อง ลองดูนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง VDO อันนี้เป็นท่ามือคำว่า "จิตวิญญาณ" นี่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็เป็นภาษามีเสียงภาพด้วยแล้วก็มีคำบรรยายด้วย นี่ก็เป็นทรัพยากรที่สำหรับให้ครูได้ใช้ตอนที่ดิฉันเข้ามาสอนในสถาบันวังเซีย เพื่อการศึกษาสำหรับคนหูหนวกนี้ ก็ได้ใช้สื่อการเรียนการสอนนี้เหมือนกัน ตอนนั้นก็มีสื่อการเรียนการสอนอยู่ไม่มากนัก อันนี้ก็เป็นสื่อการสอนสำคัญ ที่ใช้ในการสอนของเรา ปี 2011 โรงเรียนก็ได้มีการพัฒนาพจนานุกรมขึ้นมาอีก ต่อยอดขึ้นมาอีก แล้วก็ได้แจกจ่ายไปให้คุณครูที่สอนในชั้นต่าง ๆ ด้วย ปี 2013 มีที่ปรึกษา คนหูหนวกที่มา โดยการสนับสนุนของ UNICEF แล้วกระทรวงก็บอกว่าจะได้มีการให้ข้อเสนอแนะ ว่าจะต้องมีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการสื่อสารสำหรับคนหูหนวก 2015 ท่านดอกเตอร์มลิวัลย์ แล้วก็ทีมของท่าน และตอนนั้นดิฉันก็เข้าไปร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วยนะคะ เรามีการฝึกอบรม ๕ วัน ทั้งคนหูดี และคนหูหนวกก็เข้าร่วมใน workshop เดียวกัน มีคนเข้าร่วมไม่มากนัก แต่ว่าเราได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาษามือ เรื่องของเครื่องมือต่าง ๆ ในการทำงานวิจัย ในปี 2016 ก็มีการฝึกอบรมต่อเนื่่อง และลงลึกลงไปในเนื้อหามากยิ่งขึ้น เราก็สอนทั้งในระดับพื้นฐาน และระดับสูงเกี่ยวกับเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ในการทำวิจัย ปี 2017 เรามีการทำวิจัยเรื่องของภาษามือภูฏาน และเรามีดอกเตอร์สุขศิริที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย เข้าไปช่วยเรา และหลังจากนั้นเราก็ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่อง ท่านดอกเตอร์สุขสิริก็ไปสอนเราในเรื่องของภาษามือ และเราได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไปเราจะขอพูดถึงเรื่องของการที่กระบวนการที่เราใช้ ในการพัฒนาให้ภาษามือนั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น หรือตรวจสอบภาษามือ เราก็มีการทำภาษามือและให้คนหูหนวกดูแล้วก็เลือกคำ แล้วดูว่าสื่อสารได้ตามที่เราตั้งใจมากน้อยแค่ไหน แล้วเราก็จะต้องดูในเรื่องของความถูกต้องของการใช้ภาษามือ แล้วก็ความชัดเจนในการสื่อสาร ก็คือเราจัดเป็นโต๊ะไว้แล้วก็มีวัสดุ อุปกรณ์ต่างกัน 23 ปี ท่านมาร่วมในการวิจัยของเรา หรือท่านจะเข้ามาดูห้องตัวอย่าง แล้วท่านได้ไปเพื่อสื่อสารให้คนหูหนวกอีกคนหนึ่ง ได้วาดเป็นรูปของคนหูหนวกที่มาเห็นสถานที่นี้ ก็จะเห็นว่าไม่เพียงแต่เรื่องของท่าทาง แต่ว่าในเรื่องของการจัดตำแหน่งท่าทางต่าง ๆ ก็ใช้ในการสื่อสาร จะเห็นว่าจากคำบอกเล่าคนหูหนวกอีกท่านหนึ่ง ก็สามารถที่จะวาดออกมาได้ นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของการสร้างประโยค เรารวบรวมข้อมูล พยายามที่จะแปลความเหล่านั้นออกมา แล้วเราก็มาร่างเป็นภาษามือ แล้วก็เราตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากนั้นเราก็มีการบันทึก VDO ภาษามืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็มีผลออกมาเป็นลักษณะนี้ค่ะ ในวีดิโอจะเห็นท่าภาษามือ เห็นภาพ เห็นประโยค อันนี้เป็นวิดิโอที่เราทำขึ้นมา ลองดูนะคะ ชื่อของกษัตริย์องค์ที่ ๕ ชื่ออะไร กษัตริย์องค์ที่ 5 ชื่อกษัตริย์จิกมี ชุดนี้ก็ได้ upload ไว้ในที่ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาค่ะ ความท้าทายมีความท้าทายหลายประการในการทำงานของเรา แต่ว่าสิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องความยั่งยืน เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้เรามีที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ในการให้คำแนะนำเรา แต่ว่าถ้าในอนาคตผู้ช่วยเหล่านั้นอาจจะต้องกลับไปประเทศของตัวเองในเรื่องความยั่งยืน เพราะว่าภาษามือภูฏานนั้นควรจะมีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาษาก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เราจำเป็นต้องมีคนที่มีทักษะในการเรียนรู้ในการที่จะดำเนินงานตรงนี้ต่อไป และเราสามารถที่จะเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศที่ไปช่วยเหลือเรา ขอบคุณมากค่ะ คุณ Sushita ขออภัยที่ไม่มีเวลาสำหรับคำถามและคำตอบ อาจจะต้องเชิญท่านนำเสนอท่านต่อไปเลย วิทยากรท่านถัดไปท่านมาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ จะมาพูดถึงเรื่องของการเสริมสร้างของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ขอเสียงปรบมือให้ท่านด้วยครับ [เสียงปรบมือ] (Dr.Nongyouw Srinangyam) สวัสดีตอนบ่ายทุกท่านค่ะ ดิฉันชื่อดอกเตอร์นงเยาว์ มาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วันนี้ดิฉันจะมานำเสนอเรื่องงานวิจัยของฉัน ในหัวข้อเสริมสร้างสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยการใช้คำปรึกษาแบบกลุ่ม คือการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม อันนี้เป็นการแนะนำงานวิจัยสมรรถนะทางสังคม มีนิยามว่าอย่างไร ความหมายก็คือเป็นความสามารถของบุคคลที่สามารถทำได้อย่างถูกต้อง ตามบรรทัดฐานของสังคม แล้วทำไมสมรรถนะทางสังคมจึงมีความสำคัญ มีความจำเป็นสำหรับประสบความสำเร็จในสังคมทุกวันนี้ เป็นความสามารถโดยร่วมมือกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการให้คุณค่าทั้งในโรงเรียนและในสถานที่ทำงาน แล้วก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในเชิงบวก ดังนั้นหากขาดสมรรถนะทางสังคมก็จะทำให้เกิดผลว่า บุคคลก็จะไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนและการทำงานมีการยกระดับ จะต้องมีการยกระดับในเรื่องของทางสังคมด้วย การให้การปรึกษาแบบกลุ่ม ช่วยให้สมาชิกในสังคม สามารถที่จะพัฒนาทักษะ และบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ เราจะต้องมีการฝึกอบรมบุคคลเหล่านี้ ให้มีความรู้สึกที่อบอุ่นปลอดภัย และเป็นระบบ และสมาชิกก็สามารถที่จะฝึกปฏิบัติทักษะพฤติกรรมใหม่ ๆ ด้วยกันกับผู้อื่น รับฟังผู้อื่นที่จะปรับปรุงพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นให้ได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ก็คือมีดังนี้ ข้อที่ 1 ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีปัญหาทางการได้ยิน ข้อ ๒ ต้องการที่จะสร้างต้นแบบการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ในเรื่องของเพื่อจะยกระดับให้กับเด็กพิการทางการได้ยิน ข้อ 3 จะเป็นการเปรียบเทียบสมรรถนะทางสังคม ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม วิธีการวิจัยในระยะที่ 1 ก็จะมีการแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ก็จะเป็นการศึกษาสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความพิการทางการได้ยิน ระยะที่ 2 ก็จะเป็นการสร้าง program ส่งเสริมสมรรถนะทางสังคมให้กับเด็กพิการทางการได้ยิน โดยการให้คำแนะนำแบบกลุ่ม แล้วก็ระยะที่ ๓ ก็จะเป็นการศึกษาผลลัพ์ของการใช้ Program การให้การศึกษาแบบกลุ่ม เพื่อที่จะยกระดับสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความพิการทางการได้ยิน หัวข้อก็จะมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก จะเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะทางสังคม มีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ที่ทำงานทางด้านเด็กหูหนวก ซึ่งก็จะมีด้วยกันทั้งหมด 3 คน คือเป็นครูสอนศึกษาพิเศษ แล้วก็มีนักจิตวิทยา แล้วก็มีนักตรวจสอบเสียงพูด จากนั้นคนที่ ๒ ก็จะมีเด็กทั้งหมด 6 คน จะอยู่ภายใต้ช่วงเปอร์เซ็นต์ประมาณที่ 25 แล้วก็อยู่เรียนประมาณชั้น ป. 1 เรียนชั้นมัธยมนะครับ ม. 1 - ม. 3 อันนี้เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ก็จะมีการสัมภาษณ์เชิงลึก ก็จะมีการวัดระดับเป็น scale เรื่องสมรรถนะทางสังคมมีแผนการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม แล้วก็ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ข้อที่ ๑ ั ปัจจัยวัฒนธรรมทางสังคมก็มีอยู่ ๒ ปัจจัยด้วยกัน เรื่องของทักษะการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคม อันนี้ก็จะมีองค์ประกอบสมรรถนะทางสังคมก็จะมี ๒ แขนง เรื่องการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคม ข้อที่ ๒ program ให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ก็จะช่วยยกระดับสมรรถนะทางสังคมใน ๓ ระยะด้วย ระยะเริ่มต้น ระยะทำงานแล้วก็ระยะสุดท้าย อันนี้เป็นระยะเวลาของการทดลอง จะใช้ระยะเวลา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ ตารางนี้ก็จะเป็นข้อมูลเรื่องของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ที่จะช่วยยกสมรรถนะทางสังคมของเด็กพิการทางการได้ยิน ตัวโปรแกรมก็จะมี ๑๐ ช่วง สำหรับ 3 สัปดาห์ ก็คือจะใช้ช่วงละ 1 ชม. ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มต้นทำงาน แล้วก็ช่วงสุดท้าย 3 ช่วงด้วยกัน อันนี้เป็นรูปแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของสมาชิก ของผู้นำ แล้วก็ของคนที่เป็นล่าม เป็นตำแหน่งที่นั่ง อันนี้เป็นภาพเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการจัด section มีล่าม แล้วก็มีสมาชิก ข้อที่ 3 ก็มีความแตกต่างทางสถิติทางอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นค่าของสมรรถนะทางสังคม ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ข้อ 4 ก็จะมีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเดียวกันก็คือ 0.01 เหมือนกัน สำหรับกลุ่ม ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการทดลอง รวมทั้งหลัก แล้วก็รวมทั้งที่มีการในช่วงที่มีการวัดด้วย ขอบคุณค่ะ (พิธีกร) ขอบคุณมากครับ ดร.นงเยาว์ ศรีนางแย้ม เดี๋ยวเราจะไปที่ท่านถัดไป เรามีอีก 2 ท่านนะครับ ดอกเตอร์ Caroline Ll. Ferrer จาก มะนิลา ฟิลิปปินส์ นะคะ จะพูดถึงการประเมินทางคลินิกและการบริหารจัดการคนไข้หรือว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาตามัวจากการมีค่าสายตา ๒ ข้างที่แตกต่างกัน (Miss Caroline) สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ Miss Caroline นะคะ ดิฉันมาจาก manila central university college ดิฉันอยากจะขอนำเสนอเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินทางคลินิก ที่มีปัญหาตามัวจากการมีค่าสายตา เนื่องจากว่าผู้ป่วยที่มีภาวะชนิดนี้บางครั้งอาจจะปล่อยตัวเอง และนำไปสู่ภาวะที่รุนแรงยิ่งขึ้น พบว่ามีเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการมีปัญหาสายตามากกว่าเพื่อน ๆ และนอกจากนี้เด็กที่มีความพิการนั้น อาจจะมีปัญหาของความพิการทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการบำบัด หรือการหนุนเสริม ฉะนั้นการวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อที่จะมุ่งสำหรับให้บริการแก่เด็กพิการ ในการประเมินทางคลินิก และการบริหารจัดการคนไข้ที่มีปัญหาในเรื่องของตามัว ที่เกิดจากมีค่าสายตาที่ไม่เท่ากัน และเพื่อจะช่วยให้ทางโรงเรียนได้สามารถที่จะคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ และช่วยแก้ไขทำให้ผลการศึกษาของผลการเรียนในชั้นเรียนของเด็กเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาขึ้นได้ อะไรคือภาวะตามัวจากค่าสายตา 2 ข้างที่ไม่เท่ากัน ที่เรียกว่าตาขี้เกียจหรือ lazy eye เป็นเรื่องของการพัฒนา หรือเรื่องการบกพร่องของการพัฒนาของดวงตาทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถที่จะมีค่าสายตาที่เท่ากัน องค์การอนามัยโลกได้มีการประเมินว่ามีเด็กประมาณ 19 ล้านคน ซึ่งมีความบกพร่องทางการเห็น เป็นสถิติในปี 2015 ในประเทศที่กำลังพัฒนา 7 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กมีภาวะตาบอดหรือความบกพร่องทางการเห็นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในฟิลิปปินส์ปัญหาตามัวหรือตาขี้เกียจนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของความบกพร่องทางการเห็นของเด็ก เรามีสถิติแสดงให้เห็นว่า ๑ ใน ๑๐ ของเด็กในโรงเรียนมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาเรื่องอขงตามัวที่เรียกว่า ตาขี้เกียจ นำไปสู่เรื่องของการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน 1 - 3 เปอร์เซ็นต์ มีนักเรียนเป็นจำนวนหลายล้านคนในฟิลิปปินส์ ที่เราควรจะได้มีการตรวจคัดกรอง เพื่อสามารถที่จะค้นพบปัญหานี้ แล้วก็สามารถที่จะทำการแก้ไข เพื่อที่จะให้เด็กไม่ได้เสียโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษา และทักษะต่าง ๆ ทางสังคม เราสามารถมีการคัดกรองได้ง่าย และถ้ามีการค้นพบก็จะสามารถทำให้ได้รับการบำบัดแก้ไข ประเภทของปัญหา Amblyopia หรือว่าปัญหาของ lazy eye หรือตาขี้เกียจ อาจจะมาจากเรื่องของสายตา ๒ ข้าง มีค่าสายตาที่ต่างกัน ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาต่างกัน อีกสาเหตุหนึ่ง หรืออีกประเภทหนึ่งนั้นมาจากเรื่องของปัญหาของตา ๒ ข้าง ที่มีลานสายตาไม่เท่ากัน และทำให้ลักษณะการเห็นต่างกัน และส่งผลให้ตาทั้ง 2 ข้างนั้นถูกใช้งานไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการโฟกัสที่ไม่ชัดเจน แล้วก็มีคอนทรัสในเรตินานะคะ อาการที่เราเห็นในเด็กที่มีภาวะเช่นนี้ จะเห็นว่ามีการเห็นที่น้อยลงหรือว่ามัว ตามัวในตาข้างหนึ่งข้างใดหรือทั้ง 2 ข้าง มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจอตา เคสที่ ๑ นะคะ เป็นเด็กอายุ 12 ปี เป็นนักเรียนชาย แล้วก็มีปัญหาในเรื่องการมองระยะไกล การมองระยะกลางแล้วก็รู้สึกปวดหัว หลังจากที่เลิกเรียนแล้วก็รู้สึกปวดล้าตาในการมองในวัตถุต่าง ๆ เขาไม่ได้ใส่แว่นตา แล้วก็พยายามที่จะปรับตัว แต่ว่าหลายครั้งในการเดินก็มีการสะดุดหกล้ม มีการตรวจสอบ มีการทดสอบเพื่อที่จะหาสาเหตุของปัญหา แล้วก็ผลการทดสอบ อันนี้เป็นความคมชัดของการเห็นทั้งด้านซ้ายที่อยู่ไกล ๆ ต้องมีแผนในการจัดการก็จะต้องมีการทำไว้ ก็คือก็จะต้องมีการให้ใช้เลนส์ เพื่อช่วยเรื่องการเห็น เช่น เรื่องของการใช้แผ่นปิดตา แล้วก็มีการใช้การกระตุ้นด้วยแสงสีแดง แล้วก็มีการใช้เลนสายตาหรือแว่นตาเพื่อแก้ไขนอกจากนั้นก็ยังมีการบำบัด โดยการที่จะใช้การกระตุ้นเพื่อที่จะให้มีการใช้จอตาอีกด้านหนึ่งมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะพัฒนาให้ตาทั้ง 2 ข้าง มีการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ที่มีการบำบัดเกี่ยวกับเรื่องการเห็น ก็ได้เห็นผลที่เกิดขึ้นก็มีการลดลงของปัญหาความบกพร่อง แล้วก็มีการเห็นด้านซ้าย และด้านขวาที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น และเด็กนั้นก็มีความสุขมากจากผลที่เกิดขึ้นจากการบำบัด ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการดำเนินงานที่ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเลย แต่ว่านำมาสู่ผลที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง เคสที่ 2 เป็นเด็กหญิงอายุ 9 ปี แล้วก็เป็นนักเรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสายตาเบลอ คุณแม่ก็สังเกตว่าเมื่อเธออายุ ๖ ขวบ เธอมักจะดูทีวีในระยะที่ใกล้มาก แล้วก็มีการเอียงคอบ่อย ๆ เอียงศีรษะ ก็สังเกตว่าคนไข้ท่านนี้เริ่มสวมแว่นตาตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ แล้วก็ลักษณะของ Lenses ของแว่นตานั้นก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ 6 ขวบ 7 ขวบ 8 ขวบ 9 ขวบ ลักษณะของการวัดการเห็น เห็นได้ไม่ค่อยดีแล้วก็แย่ลง นอกจากนี้แล้วเธอก็ยังมีความเจ็บป่วยในเรื่องอื่นด้วย มีปัญหาในเรื่องโรคข้อ มีปัญหาเรื่องหัวใจ เมื่อเธออายุ 7 ขวบด้วยแล้ว เธอก็ต้องรับยา หลังจากที่มีการตรวจสอบ หรือว่าทดสอบเรื่องของสายตา ทดสอบสายตา แล้วก็ได้มีการวางแผน มีการบริหารจัดการ แผนที่ 1 ก็คือจะเปลี่ยนเลนส์ของแว่นตา แล้วก็จะใช้เรื่องของการบำบัด มีการใช้แผ่นปิดตาที่บ้าน ปิดตาเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการใช้ดวงตาอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ใช้การกระตุ้นด้วยแสงสีแดง ผลที่ได้จากการวัดสายตาอีกครั้ง เมื่อกลับมาพบแพทย์นะคะเรามีการนัดทั้งหมด 11 ครั้ง แล้วก็ได้เห็นว่าลักษณะของการทำงานของดวงตานั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าหลังจากที่มีการบำบัดแล้ว แล้วก็มีการประเมินผลก็เห็นว่ามีการพัฒนามากขึ้น ทั้งผู้ปกครองแล้วเด็กก็รู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้ผลดี ก็มีการทำการบำบัดที่บ้านอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ให้คอนแทคเลนส์ไปแล้วก็มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แล้วก็พบว่าคอนแทคเลนส์ก็จะช่วยเธอในเรื่องของการปรับบุคลิกภาพ แล้วก็ทำให้เธอมีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อเปลี่ยนมาใช้คอนแทคเลนส์แล้วก็มีการติดตามผลต่อเนื่อง ๒ ปี นะคะ เธอกำลังจะเข้าในระดับมัธยมปลายเร็ว ๆ นี้ และการที่เธอไม่ต้องสวมแว่นตา ก็ทำให้เธอมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นของวัยรุ่น แล้วก็ในการสรุปอยากจะบอกว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อความสำเร็จของการบำบัดของคนไข้แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประเมินด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ ที่เหมาะสม การวินิจฉัยที่เหมาะสม การวางแผน การจัดการรวมถึงความร่วมมือของคนไข้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญ การสามารถวินิจฉัยตั้งแต่แรกเริ่มการบำบัดรักษาที่เหมาะสมนั้น ก็จะช่วยทำให้ลดภาวะความบกพร่องของดวงตาการเห็นพัฒนาการคุณภาพชีวิตของคนไข้สามารถหรือสัมฤทธิ์ในการศึกษาในโรงเรียนของเด็กนั้นก้าวหน้ายิ่งขึ้น เมื่อมีการแก้ไขที่เหมาะสมเราทุกคนนั้นมีสิทธิที่จะมีการมองเห็นที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้สิทธินี้ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมากครับดอกเตอร์ Caroline ท่านสุดท้ายจากประเทศไทย ดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ แบบคัดกรองอันต่อไปเป็นการนำเสนอปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นผู้นำเสนอท่านสุดท้ายนะคะ (ดร.สิริลักษณ์) สวัสดีค่ะท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ดิฉันชื่อ ดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ ดิฉันมาจากการศึกษาพิเศษของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ค่ะ อยากจะขอนำเสนอเกี่ยวกับคู่มือในการคัดกรองสำหรับความพิการในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ อย่างที่ทุกคนทราบว่าการพิการทางการเรียนรู้นั้นมีผลได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเขียนด้านการอ่าน ตัวของแบบทดสอบนั้นเป็นตัวที่จะทำให้เราสามารถที่จะคัดกรองเด็กเหล่านี้ได้ ถ้าเทียบกับ dyslexia ที่มีความพิการทางการอ่าน หรือว่าความพิการทางการคำนวณนั้น ก็เป็นลักษณะของความพิการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การคัดกรองเครื่องมือ เพื่อที่จะทำความเข้าใจ แล้วก็ในแต่ละเครื่องมือนั้นเน้นในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ เพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลการเรียนรู้ เพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ หรือเรื่องคณิตศาสตร์แล้วก็เรื่องของความทรงจำ เรื่องของการประมวลผลส่วนที่เป็นขั้นตอน เป็นการที่ Focus ในเรื่องของการใช้สมองของเด็กในการที่จะคำนวณ ในส่วนที่ 2 เป็นลักษณะของเด็กในการเรื่องของควาทรงจำนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจความหมาย ความเข้าใจทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาว และในส่วนของการทำความเข้าใจในเรื่องของตัวเลข ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณ ดูในเรื่องของการมองเห็นนะคะ เราจะให้เด็กดูตัวเลข แล้วก็ให้ชี้ว่าเห็นตัวเลขอะไรบ้าง ปัญหาแรกจะเป็นปัญหาของการที่สมองของเด็กเลือกมองเห็นบางส่วน และมองไม่เห็นข้อมูลบางส่วนก็จะทดสอบ โดยการให้ดูตัวเลขเห็นตัวเลขอะไร อีกอันหนึ่งเป็นตัวเลขนับจำนวน คือการให้เด็กได้เรียนรู้การนับจำนวนของตัวเอง ว่าถูกต้องหรือไม่ ก็จะมีการใช้เครื่องมือ เพื่อจะทดสอบให้เด็กลองนับว่า นับว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนะคะ ต่อไปเป็นเรื่องของการให้คำตอบเกี่ยวกับค่าของตัวเลข เช่น ตัวเลขนี้หมายถึงจำนวนเท่าไร ตัวเลขอีกตัวหนึ่งจำนวนเท่าไร นอกจากนี้ยังมีวิธีการเพิ่มเติมอีก มีคำถามอีก ๒๐ คำถาม ที่จะถามเรื่องของการแก้ปัญหา โดยที่ให้เด็กนั้นได้ตอบคำถามเกี่ยวกับโจทย์คณิตศาสตร์ โดยที่ไม่ได้ใช้กระดาษหรือดินสอ แต่สามารถใช้นิ้วมือได้ แล้วก็สามารถจะตอบจากความทรงจำของเด็กได้ แต่ไม่ให้เขียนคำนวณ ณ เวลานั้นนะคะ แล้วก็มีการใช้เรื่องของการแก้ปัญหาที่เป็นคำ ที่เป็นโจทย์ ที่เป็นเนื้อหา มีคำถามประมาณ 10 คำถามที่จะเป็นโจทย์ให้เด็กได้ สามารถที่จะทดลอง ทดสอบในการแก้โจทย์ บวกและลบ แล้วก็มีการใช้คำถามอีกประมาณ ๓๙ คำถาม เพื่อที่จะให้ทดสอบเกี่ยวกับเรื่องของการคำนวณ ใช้ดินสอและกระดาษให้เห็นรูปแบบของความผิดพลาด ซึ่งจะทำซ้ำ ๆ กับความพิการทางการคำนวณบางด้าน หลังจากที่มีการทดสอบทั้งหมดแล้ว ก็จะมีการนำคะแนนมาคำนวณกัน ดิฉันจะแสดงให้เห็นนะคะ ถึงผลของแบบทดสอบของเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะมีความพิการที่เกี่ยวกับการคำนวณ 95 เปอร์เซ็นต์นั้น ในส่วนของการให้ค่าของตัวเลข เด็กที่มีความเสี่ยงประมาณ 8.36 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการแก้โจทย์ที่เป็นอัตนัย มีประมาณ 8.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นคำถามอื่น ๆ 9.51 เปอร์เซ็นต์ ขอขอบคุณมากสำหรับความสนใจของทุกท่าน ขอบคุณมากครับ มีคำถามอีกหรือไม่คะ ถ้าไม่มีก็ขอขอบคุณมากครับ ขอขอบพระคุณมาก ขอขอบคุณทุกคนที่อยู่กับพวกเราจนถึงช่วงสุดท้ายของวันนี้ แล้วก็ปรบมือให้เธออีกครั้งหนึ่ง [เสียงปรบมือ] ตอนนี้เราอยู่ในช่วงสุดท้ายของวันนี้แล้ว เดี๋ยวมีข้อมูลที่จะประกาศอีก 2 - 3 เรื่อง เป็นชื่อสะกดของตัวเองเป็นไทยและอังกฤษส่งมาที่อีเมล์ตรงนี้ ส่งอีเมล์เข้ามา เพื่อที่เราจะได้มีประกาศนียบัตรให้กับท่าน อาจจะมีการส่งอีเมล์ร่วมงาน แล้วส่งกลับไป หรืออย่างไรก็ตามจะมีการติดต่อกลับไป กรุณาส่งชื่อที่เป็นตัวภาษาอังกฤษตัวสะกดเข้ามา ทางโรงแรมได้จัดอาหารเย็นไว้ให้กับท่าน ณ หลังจากนี้เลย ก็คือเป็นบุฟเฟ่ต์ ไม่จำเป็นจะต้องรอ ๖ โมง เราเปิดสถานที่ตรงที่เดียวกับอาหารเช้า ขอเสียงปรบมือให้กับท่านพิธีกรด้วยนะคะ แล้วเรารู้สึกยินดีมากที่ได้เตรียมอาหารให้กับทุกท่าน และ ดร.มลิวัลย์ ด้วย ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน แล้วก็รู้สึกยินดีมากที่ได้มาร่วมเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งกับทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการศึกษาพิเศษ ได้รู้จักทุกท่านที่มาจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ทั้งจากลาว เพื่อนบ้านของเราซึ่งมีการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมมากเลย จากฟิลิปปินส์ด้วย เพื่อน ๆ ฟิลิปปินส์ของเรา และจากภูฏาน จากกัมพูชา เวียดนาม อาจจะมีบางประเทศที่ผมยังไม่ได้กล่าวชื่อทั้งหมด แต่ทุกประเทศก็เป็นเพื่อนของเรา และผมเชื่อว่าในปีหน้าก็จะขอเรียนเชิญทุกท่านมามาร่วมประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ๆ วันพรุ่งนี้เช้าเราจะเจอกับทุกท่าน 9 โมงตรงนะคะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]