เรากำลังจะเริ่มการบรรยายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าขอให้ทุกทา่นเข้าประจำที่ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ทุกท่านมานั่งที่ด้านหน้าหลังจากที่ได้รับประทานอาหารเบรกกาแฟแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับในช่วงเช้า คือหลังจากอาหารเที่ยงการนำเสนอก็จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างในวันนี้ เดี๋ยวเรากลับมาสู่เรื่องของการบรรยายต่อการบรรยายต่อ ก่อนที่เราจะเริ่มสำหรับวิทยากรถัดไปว่าวิทยากรคนต่อไปเป็นคนที่มาจากประเทศลาว เป็นผู้หญิงสาวสวยแล้วก็เธอก็จะมานำเสนอเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำอยู่ในประเทศลาวคิดว่าทุกท่านก็คงจะชอบ ขอเรียนเชิญวิทยากรท่านถัดไปจากประเทศลาว คุณMrs. Sdwophaphone Heuanglithซึ่งเป็นโรงเรียนสอนคนหูหนวกชื่อว่ามืองมีผู้หญิง 3 คน เป็นคนหูหนวก ขอให้คุณช่วยแนะนำแต่ละคนได้ไหมค่ะ ตอนบ่ายทุกท่านค่ะ ขอขอบคุณดอกเตอร์มลิวัลย์ที่เชิญพวกเรามาร่วมงานนี้อันนี้เป็นครั้งแรกของฉันที่มานำเสนอแบบนี้ ก็อาจจะต้องขออภัยด้วย ถ้าเกิดว่าภาษาอังกฤษของดิฉันอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร หรือฉันอาจจะตื่นเต้นแล้วก็อาจจะพูดเร็วเราจะแนะนำตัวของพวกเราก่อน สวัสดีทุกท่าน สบายดี ดิฉันชื่อน้ำฝน มาจากประเทศลาวสวัสดีทุกท่าน ชื่อจันทร์รสจากลาว แล้วก็ดิฉันก็อยู่ในองค์กรมือแห่งความหวังมา 3 ปีแล้ว สวัสดีทุกท่าน ดิฉันชื่ออ้น หรือศรีสมัยมาจากประเทศลาว ทั้งหมดนี้พวกเราก็มาจากประเทศลาวแล้วก็ดิฉัดิฉันชื่อโส จากประเทศลาวเช่นเดียวกัน แล้ววันนี้ดิฉันจะให้คุณน้ำฝนได้ใช้ภาษามือดิฉันก็จะแปลสวัสดีทุกท่านอีกครั้ง วันนี้ดิฉันอยากจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับคนหูหนวกเป็นกลุ่มของพวกเราที่โรงเรียนแล้วครูก็สอนหลายเรื่องให้ฉัน ตอนแรกก็อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่งในเรื่องของความหมาย การใช้คำ ดิฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ดิฉันต้องถามเพื่อน พวกเขาก็อาจจะมี หลังจากที่ฉันจบมัฉันก็พยายามที่จะสนทนากับเพื่อน แต่ว่าฉันก็สื่อสารกับเขาได้ยากมาก เขาไม่เข้าใจดิฉันเลย เพราะว่าคนหูหนวก เวลาที่เราเขียนภาษาสลับกันในภาษาลาวเราไม่มีมัธยม เราไม่มีมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องยากสำหรับฉัน ฉันก็อยากจะเรียนต่อแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรถ้าเราพัฒนามากขึ้นเราคิดว่าทุกคนก็น่าจะมีฉันได้เจอคุณโสเธอก็เป็นครูแล้วก็เป็นคนที่ใช้ภาษามือกับคนหูหนวกและเธอก็อายุน้อยมากแล้วก็ใช้ภาษามือได้ เท่าที่ฉันเห็น ส่วนมากเป็นครูที่อายุเยอะแล้วที่ใช้ภาษามือเป็น เธอก็อายุยังเป็นอายุยังน้อยอยู่ ตอนฉันเจอเธอครั้งแรกมีความต้องการที่จะตั้งศูนย์สำหรับคนหูหนวกขึ้นมา แล้วก็ช่วยส่งเสริมให้กำลังใจคนหูหนวก ขอบคุณมากค่ะ ตอนนี้ดิฉันจะนำเสนอเกี่ยวกับประเทศของฉัน ฉันหวังว่าคุณก็จะเห็นจอ ต้องขออภัยด้วยถ้าภาษาอังกฤษของฉันไม่ค่อยดีสวัสดีทุกท่าน อันนี้ก็เป็นประเทศลาวหลาย ๆ คนไม่รู้จักประเทศลาว แล้วก็มักจะถามฉันว่า เธอมาจากไหน ฉันบอกฉันมาจากประเทศลาว ประเทศลาวหรือ เวียดนามหรือเปล่า ไม่ใช่ไทย ไม่ใช่เวียดนาม เป็นประเทศลาว ดิฉันก็พยายามที่จะอธิบายว่าลาวอยู่ตรงนี้ ก็คืออยู่ใกล้พม่า อยู่ใกล้กัมพูชา เวียดนาม เป็นประเทศ land ล็อค ก็คือไม่มีทางออกทะเล อันนี้ก็คือประเทศลาว อาหารโปรดของเราก็คือข้าวเหนียว ถ้าอยากจะลองกินข้าวเหนียวก็ไปที่ลาวได้ ประเทศลาวก็จะมีกลุ่มชนกลุ่มต่าง ๆ ประมาณ 48 กลุ่มในประเทศลาว ค่อนข้างเยอะจำนวนประชากรของประเทศลาวก็มีแค่ 7 ล้านคนเกือบ 7 ล้านคน ก็เป็นจำนวนประชากรที่ค่อนข้างน้อย ประเทศลาวก็เป็นประเทศที่มีป่าไม้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ก็มีต้นไม้เยอะ มีภูเขาเยอะ ทีนี้ก็มาดูสถานการณ์ในประเทศลาวคนหูหนวกในประเทศลาวก็มีสักประมาณ 70000 คน ก็ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศลาวเรามีคนแค่ 7 ล้านคน ตอนนี้เรามีแค่ 70000 คก็น่าจะประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2003 ก็มีนักเรียนที่หูหนวก 2500 คน ก็ได้เข้ามาเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งนี้ มีน้อยกว่า 2% ของคนหูหนวกที่ได้รับการศึกษาในประเทศลาว อันนี้เป็นโรงเรียนในหลวงพระบาง มีใครเคยได้ยินหลวงพระบางบ้างที่มีความสำคัญ เมืองที่ดังมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ตอนนั้นตอนที่เร่ิมมีนักเรียน 20 คนในปี 2007ในเวียงจันทน์จะมีโรงเรียนสอนคนหูหนวกเริ่มในปี 2003 มีนักเรียน 25 คน แล้วก็ที่ สะหวันนะเขต หลวงพระบางก็จะเป็นภาคเหนือ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ภาคเหนือเขาก็จะมาเรียนที่หลวงพระบางกัน ส่วนเวียงจันทน์จะอยู่ภาคกลาง คล้าย ๆ กับกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ภาคกลางก็จะมาที่เวียงจันทน์ ส่วน สะหวันนะเขตก็เริ่มในปี 2004 จนถึงปี 2011 มีนักเรียน 18 คน ตอนนี้ก็ปิดไปแล้ว สะหวันนะเขตก็อยู่ภาคใต้ของลาว ส่วนอันต่อมาอันที่ ๔ สีม่วงเป็นของรัฐบาล ส่วนที่ 4 เป็นศูนย์ของเราเอง ซึ่งเราเริ่มจากนักเรียน ๕ คนในปี2016 ในอำเภอเวียนจันทน์เป็นของเอกชนไม่ใช่รัฐบาลอย่างที่ดิฉันได้บอกไปก่อน ที่สะหวันนะเขตเราไม่มีแล้ว ได้บอกไปก่อนว่าที่ สะหวันนะเขตเราไม่มีแล้ว เนื่องจากว่าผู้ผู้อำนวยการก็มีปัญหา คือโรงเรียนมีปัญหาอะไรสักอย่างก็เลยปิดไป แล้วก็ส่วนคนหูหนวกที่อยู่ในภาคใต้เขาก็จะมาที่เวียงจันทน์ แต่บางคนเขาก็มาไม่ได้ก็มีปัญหาเยอะ ตอนนี้เรามีโรงเรียน 3 แห่ง ในประเทศลาว ศูนย์แรกอยู่ที่ หลวงพระบางเวียงจันทน์ ก็จะมีอยู่ 2 ศูนย์ ในส่วนของอนุบาลในประเทศลาวจะมี 3 โรงเรียน ประถม มีโรงเรียนอนุบาล 3 โรงเรียนประถม 2 มัธยม 2 ไม่มีมหาวิทยาลัย แล้วทำไมเราต้องการที่จะเปิดศูนย์แล้วก็โรงเรียนขึ้นมา อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ศูนย์ของเรา คือเราต้องการที่จะให้การศึกษาแก่คนหูหนวก รวมทั้งช่วยเหลือครอบครัวของเขาให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมลาว เราก็วางแผนที่จะช่วเหลือคนหูหนวกในประเทศลาว ตั้งแต่อนุบาล การเรียนรู้ของผู้ใหญ่แล้วก็ไม่รู้จะเรียนกี่ปี 5 ปี 10 ปี เรื่องของการเย็บปักถักร้อยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะมีหอพักผู้ชายผู้หญิงด้วย ฉันก็เป็นล่ามเพียงคนเดียว ก็ยากสำหรับที่จะทำงานที่จะไปตรงนั้นไปตรงนี้อันนี้เป็นศูนย์ของเรา อันนี้เป็นสมาชิกของเราแต่ไม่ใช่ทั้งหมด อันนี้เป็นนักเรียนของเราเริ่มตั้งแต่อนุบาล และอันนี้ความเป็นมาของเรา เริ่มจากปี 2016 ก็เริ่มจากบ้านของครอบครัวของฉันนี้แหละ เรายังไม่ได้มีที่ของเราเอง ต้องเช่า จากนั้นเราก็เริ่มมีนักเรียนเพิ่มเป็น 12 คนแล้วก็เช่าบ้าน แล้วก็มีชั้นเรียนสำหรับการเรียนภาษามือ ส่วนมากก็จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากกว่า ฉันก็อธิบายว่าแบบนี้แปลว่าอะไร แล้วก็ในปี 2018 มีชั้นเรียนสำหรับการทำขนม คือไม่ใช่เป็นมืออาชีพมาก อันต่อมาก็คือมีการขายเค้กในตลาดกลางคืน แล้วเราก็ได้รับการสนับสนุน และทุกเย็นคนหูหนวกก็จะออกไปหาเงิน ก็คือไปขายของที่ร้านเพื่อที่จะหาเงินมาช่วยศูนย์ และมีการไปหาสปอนเซอร์มาใช้จ่ายในองค์กร ปี 2019 เรามีน้กเรียน ๓๐ คน ตั้งแต่แล้วก็มีครู 3 คนที่ได้รับการเทรนด์ และครู ๓ คน ก็ส่งมาเรียนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียรที่ประเทศไทย เพราะว่า โรงเรียนเศรษฐเสถียร ก็เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ดีที่สุดที่ฉันเจอ เพื่อจะช่วยพัฒนาครูเหล่านี้ครูประเทศลาวเราไม่มีการสอนครูหูหนวกเลย ปีนี้ศูนย์ของเราก็ได้รับการอนุมัติทางด้านเอกสารจากรัฐบาลท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็สามารถตั้งเป็นศูนย์ทำงานสำหรับพวกเราการได้เอกสารจากรัฐเป็นเรื่องยากมากอันนี้เป็นคณะกรรมการขององค์กรของศูนย์ของเราก็จะมีคนหูหนวกเป็นผู้จัดการแล้วก็มีฝ่ายบัญชีและฝ่ายผู้นำแล้วก็เป็นคนหูหนวก ทำไมถึงตั้งชื่อว่า มือแห่งความหวัง เพราะว่าเราต้องการที่จะเริ่มจากอนุบาล คือต้องการที่จะมีโรงเรียนอนุบาลให้กับคนหูหนวก เด็กหูหนวก แล้วก็ต้องการที่จะมีระบบการศึกษาที่มีแล้วก็สอนทักษะชีวิต สอนหลักสูตรการศึกษาของลาว คือตอนนี้ในอนาคตเรายังไม่มีหลักสูตรเลย แล้วเราก็เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ อีกงานหนึ่งก็คือที่เราทำก็คือเรื่องของ on the job training ระหว่างการทำงาน ฝึกงาน ก็คือเราค่อยให้นักเรียนไปทำงานตามที่ต่าง ๆ เป็นการฝึกงาน อันนี้เราก็ไปข้างนอก คือศูนย์ของเรา คือฉันอยากให้พวกเขาไปเรียนรู้จากข้างนอกด้วย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีประสบการณ์ไปดูอะไรข้างนอก เช่น การใช้ social media ไปดูว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร มองคนหูหนวกอย่างไร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนหูหนวกอย่างไร อันนี้เป็นนักเรียน 4 คน ก็เป็นครูด้วย อันนี้เป็นภาพที่มีความพิเศษเพราะว่าเป็นโรงเรียนแรกที่เราได้มา โรงเรียนเศรษฐเสถียร แล้วก็มาเจอดอกเตอร์มะลิวัลย์ที่นี่มีความเมตตามาก เธอทำงานกับคนหูหนวกเป็นเวลานาน ตอนที่ฉันเจอเธอ เธอใช้ภาษามือได้ดีมากฉันทึ่งมาก และเธอก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับฉันเยอะฉันอยากเป็นแบบเธอในอนาคต ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือของคุณเราก็มีครู 3 คนแล้วก็ส่งจากประเทศลาวมาที่กรุงเทพฯ ส่งมาทุก ๆ 3 เดือนส่งมา 2 รุ่น ส่งมา ๒ ครั้งแล้ว อันนี้เป็นกิจกรรมการแสดงของคนหูหนวกในหอศิลปวัฒนธรรม มีการทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย คือฉันก็พยายามที่จะให้คนอื่นได้มาเห็นว่า คนหูหนวกเขาก็สามารถทำได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อินแต่เขาก็ทำหลาย ๆ อย่างได้เขาแสดง ทำงานอะไรก็ตาม แค่ไม่ได้ยินเท่านั้นเองเพียงแค่ไม่ได้ยินเท่านั้นเอง เขียนได้ อ่านได้ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้คนอื่นได้เห็น เพราะส่วนมากคนก็จะถามว่าคนหูหนวกทำอะไรได้บ้างอันนี้เป็นการทำขนม ก็มีการสอนทำเค้กขนาดเล็ก ที่เอาไปขายในตอนเย็นทุกวัน ในตลาดในร้านอาหาร แล้วก็ออกไปทุกวันเลย ตอนนี้ก็มาที่ประเด็นปัญหาบ้าง เราไม่มีหลักสูตรสอนเด็กในประเทศลาว แม้กระทั่งตำราเรียนของอนุบาลบางทีก็จะเปลี่ยน ก็อยากจะแปลงมาเป็นภาษามือแต่ก็ยาก เราก็เลยอยากจะทำงานร่วมกับโรงเรียนเศรษฐเสถียรเพื่อที่จะมาร่วมมือกัน แล้วก็เรายังไม่มีล่ามภาษามือเพียงพอ ตอนนี้เรามีอยู่แค่ 5 คน ในประเทศลาว รวมทั้งฉันด้วย เป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างล่ามภาษามือขึ้นมา ข้อต่อมาก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกไปเรียนที่โรงเรียนคนหูหนวก พอมาเรียนแล้วคือถ้าส่งมาตอนที่อายุแล้วอาจจะช้าไป เรื่องของการหางานก็เป็นเรื่องยาก แล้วก็เรื่องของเครื่องช่วยฟังก็ไม่มีในประเทศลาว เพราะว่าไม่มีการสนับสนุน แล้วก็ในอนาคตเราต้องการที่จะมีชั้นเรียนศิลปะชั้นเรียน ไอที อยากจะมีอีกบุ๊คที่ประเทศลาว แล้วก็อยากจะมีชั้นเรียนสำหรับภาษามือสำหรับคนหูหนวก ในอนาคตเราก็ยังต้องการครูที่ได้ยิน ต้องการครูหูดี ต้องการสตาฟ พนักงานเราต้องการอะไรเยอะเลย ต้องการอบรมมากขึ้น คือตอนนี้เราเช่าที่เขาอยู่ เรายังไม่มีที่ของเราเอง เราอยากได้ที่จากรัฐบาล แต่ก็เป็นเรื่องยาก ถ้ามีคำถามอะไรฉันต้องไปแต่ก็ถามคำถามได้ เกี่ยวกับประเทศลาว นี่คือประเทศลาวก็เป็นการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมมาก คุณทำได้ดีมกาคือสิ่งที่ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านไปได้มีคำถามขอ ๑ คำถามเท่านั้นนะคะ ให้ทุกคนได้เห็นยืนตรงนี้ทุกคนเห็นดิฉันนะคะดิฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ เลยค่ะที่ได้มายืนตรงนี้แล้วก็ได้เห็นท่านอื่น ๆ ขึ้นมาอยู่บนเวทีทั้ง 3 ท่าน แล้วก็มีคุณครูที่มีการได้ยินอยู่ร่วมกันบนเวที เห็นได้ว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ที่คนหูหนวกและคนที่มีการได้ยินทำงานร่วมกัน แล้วทำให้เราเกิดการพัฒนา คือพอเราได้เห็นทั้ง 4 ท่านนำเสนอเราถึงกับตั้งใจฟังอย่างยิ่งและรู้สึกภูมิใจมากอยากจะให้ทุกคนมีความพยายามต่อไป แล้วก็ให้มีโอกาสได้เจอ ได้มาหาอาจารย์มะลิวัลย์บ่อย ๆ เราจะได้มีโอกาสพัฒนาและเราเป็นผู้หญิงเรามีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ เราสามารถที่จะทำได้ ดิฉันยินดีมากเลย วันนี้ขอบคุณค่ะ เยี่ยมมาก ขอบคุณมาก ทุก ๆ คนก็ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงดิฉันได้คุยกับอาจารย์วิทยุต ดิฉันจะเชื่อมต่อ Hands Of Hope ให้กับอาจารย์วิทยุติ ต่อไปได้ทำงานได้ต่อไปในอนาคตขอบคุณมาก ขอปรบมือให้เธออีกครั้งหนึ่งค่ะ ท่านถัดไปจาก ฟิลิปปินส์จากมหาวิทยาลัยภาคใต้ของฟิลิปปินส์ซึ่งจะนำเสนอในเรื่องการนำการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กปัญญาเลิศ และเด็กที่มีความเป็นเลิศนะคะ มีคำกล่าวว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องของการรับรู้ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ในเชิงบวกหรือเชิงลบอยากจะขอสวัสดีทุกท่าน รวมถึงนักศึกษาผู้เข้าร่วมประชุมและคณะผู้จัดงานของสวนดุสิตทุกท่านดิฉันชื่อ เวลลาเนซีเอเนส ดิฉันเป็นดิฉันจบการศึกษาระดับปริญญาโท ในเรื่องของการศึกษาด้านการศึกษาพิเศษในเด็กปัญญาเลิศและเด็กที่มีพรสวรรค์ กWeber ในปี 19919 ได้บอกว่ามุมมองนั้นเป็นเหมือนกับคนขับที่มีพลังมากในเรื่องของการขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งไม่สำคัญว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญกับคนนั้นที่เขามองในแต่ละสถานการณ์ ถ้าเขามองแต่ละสถานการณ์อย่างไรเขาก็มีพฤติกรรมอย่างนั้นนั่นเองฉะนั้นพฤติกรรมของเด็กก็มีผลเกี่ยวเนื่องมาจากทัศนคติของครูที่เป็นคนที่มองเด็กนักเรียนคนนั้นด้วย มุมมองของครูมีผลต่ออัตลักษณ์ของเด็กปัญญาเลิศ และทำให้มุมมองที่ครูมีต่อความมีต่อความเป็นเด็กปัญญาเลิศของนักเรียนนั้นมีผลต่อมุมมองต่อตัวเขาเองThrailkillในปี 1999 ยังพูดถึงเรื่องของมุมมองที่ครูมีต่อนักเรียนก็จะนั้นก็จะมีผลต่อนักเรียน แล้วก็เรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ Miller ในปี 2009 ได้กล่าวว่าในมุมมองของครูนั้นได้รับผลกระทบมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อส่วนตัว แล้วก็ประสบการณ์ มุมมองของครูนั้นในเรื่องของความปัญญาเลิศต่อความคาดหวัง การประเมินผล ทั้งในส่วนของศํกยภาพด้านวิชาการในกลุ่มเด็กปัญญาเลิศ การมีมุมมองไม่ตรงกับความเป็นจริงจะมีผลทำให้เด็กปัญญาเลิศเหล่านี้ได้รับผลกระทบดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในระดับนานาชาติ และในระดับท้องถิ่นการให้ความสนใจอย่างไม่สม่ำเสมอกับความจำเป็นในเด็กนั้นเกิดขึ้นทั้งในอเมริกาและในเอเชีย เรียกว่าเป็นวิกฤติเงียบเป็นคำกล่าวของ Ross ในปี 1993การตีความเป็นปัญญาเลิศเป็นมุมมองหรือเป็นการเหมารวมเป็นแนวคิดของMarland and Khamisในระดับนานาชาติประเด็นที่กำลังกล่าวถึงก็คือยังไม่มีเรื่องของการให้การศึกษาสำหรับเด็กปัญญาเลิศที่เป็นมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับชาติหรือในท้องถิ่น Vista กล่าวไว้ในปี 2015นอกจากนี้Peñano-Ho ปี 2014 ได้กล่าวว่าการเป็นบุคคลปัญญาเลิศนั้น ทำให้มีศักยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา คือยังต้องได้รับการพัฒนาอยู่สุดท้าย Garry S. พูดในปี 2012 บอกว่าเขาได้เน้นในเรื่องความสำคัญของการฝึกอบรมครู และครูที่ไม่ได้มีการผ่านมาตรฐานที่มาสอนในวิชาต่าง ๆ นั้นมีผลกระทบต่อเด็ก ดิฉันอยากจะขอแสดงให้เห็นการศึกษาวิจัยของดิหัวข้อของการศึกษาวิจัยของดิฉันก็คือมุมมองที่มีต่อเด็กปัญญาเลิศและเด็กในกลุ่มที่เรียกว่า ครูนั้นความเชื่อของครูมีผลอย่างยิ่งต่อแนวคิดของเด็ก มีผลจากความคาดหวังของครูและทัศนคติของครูและอะไรจะเกิดขึ้น อะไรจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหานี้ดิฉันทำการศึกษาโดยใช้ทั้งการววิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพคำถามก็คืออะไรคือความท้าทายที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องของการสอนเด็กปัญญาเลิศและการสอนเด็กที่มีความสามารถพิเศษและในส่วนของเชิงปริมาณดิฉันถามว่า ในเรื่องของการค้นพบความแตกต่างหรือว่าความพิเศษที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่เป็นบุคคลปัญญาเลิศ กรอบการคิดของดิฉันก็คือดูในเรื่องของมุมมองของผู้ปกครอง มุมมองของครู มุมมองของเจ้าหน้าที่ มุมมองของผู้บริหารในโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยของดิฉัน ใช้เครื่องมือที่หลากหลายผสมผสานกัน สำหรับการศึกษาเชิงปริมาณสำหรับการสำรวจ77 คนเป็นผู้ปกครอง ในส่วนของการศึกษาเชิงคุณภาพมี 4 กรณีศึกษา เป็นตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มละ 1 คนและเครื่องมือที่ดิฉันใช้ และเครื่องมือที่ดิฉันใช้ แล้วก็ดิฉันใช้เรื่องของการประเมินผลและเปรียบเทียบ กระบวนการเก็บข้อมูล ดิฉันได้ทำจดหมายเพื่อที่จะขออนุญาตทำการศึกษาวิจัย และดิฉันก็ได้ติดต่อประสานไปยังฝ่ายการศึกษาประจำจังหวัด แล้วก็มีการเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาร่วมในงานวิจัย ดิฉันได้สอบถาม สัมภาษณ์ สำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วก็มีการเก็บข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะเห์ผลลัพธ์ที่ค้นพบจากการศึกษาวิจัย ถ้าพูดถึงเรื่องของความท้าทายที่หลากหลายในการสอนคนที่เป็นบุคคลปัญญาเลิศและบุคคลที่มีความสามารถพิเศษคุณครูและพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลในเรื่องของ program 4P และความจำเป็นของเรื่องของนักเรียนปัญญาเลิศ แล้วก็ Program ของปัญญาเลิศพ่อแม่นั้นมักจะไม่รู้สึกพึงพอใจที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเต็มที่ในเรื่องของโครงการการศึกษาพิเศษที่ถูกจัดไว้ในโรงเรียนสำหรับเด็กปัญญาเลิศ ก็รู้สึกว่ากลุ่มเด็กปัญญาเลิศนั้นได้ถูกจัดเข้าไปอยู่ในชั้นเรียนทั่ว ๆ ไป คำถามที่ 2 อะไรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญสูงสุด และอะไรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญน้อยที่สุดในการสอนบุคคลปัญญาเลิศและบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ สิ่งที่ได้รับการให้ความสำคัญมากที่สุดจะเป็น อันที่ ๑ ก็คือการจัดการศึกษาพิเศษให้กับบุคคลที่มีปัญญาเลิศ แล้วก็ควรจะถูกจัดอยู่ในชั้นเรียนพิเศษและควรจะพบว่ามีความยากลำบากถ้าให้เขาเรียนในชั้นเรียนรวมทั่วไป ในส่วนของการศึกษาเชิงคุณภาพ เราจะค้นพบความพิเศษของคนเหล่านี้ได้อย่างไร ก็คือมีการใช้การประเมินความปัญญาเลิศโดยใช้การทดสอบแบบมาตรฐาน มีการใช้การทดสอบ GPA มากกว่า 91 คะแนน สังเกตของครู รวมถึงการสัมภาษณ์ข้อ ๒ เด็กปัญหาเลิศนั้นมีความท้าทายอะไรบ้าง อันที่ 1 ก็คือเรื่องของความท้าทายทางวิชาการ มี Project เยอะ มีการบ้านเยอะ เด็ก ๆ ก็เรียกว่ามีการบ้านหนักเกินกำลังของตนเอง อันที่ 2 เป็นเรื่องของสิ่งที่คุณครูมอบหมายในแต่ละวิชา การบ้านหรือสิ่งที่มอบหมายให้ไปทำ หรือ Project ให้ไปทำประเด็นต่อไปเป็นเรื่องของความท้าทายที่มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มนี้ แล้วก็การสนับสนุนของครอบครัว แล้วก็ความคาดหวังต่อเด็กปัญญาเลิศและเด็กที่มีความสามารถพิเศษรวมถึงข้อจำกัดในเรื่องของหนังสือหรือหลักสูตรของภาครัฐที่มีไม่เพียงพอ ในกรณีนี้เด็กก็จะต้องมีการยืมหนังสือหรือแบ่งกันอ่านหนังสือแล้วก็ในปีนี้กับปีหน้า เด็กก็จะได้รับหนังสือใหม่ คำถามที่ ๓เด็กปัญญาเลิศนั้นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กปัญหาเลิศและเด็กความสามารถพิเศษอย่างไร อันที่ 1 ก็คือมีการสื่อสารกับครู ผู้บริหารและผู้ปกครองมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่เรียกว่า health competition หรือว่าเป็นการแข่งขันเชิงบวก และการส่งเสริมเขาแก้ปัญหาโดยการมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แต่ว่าเขาสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้ได้สรุปนะคะ มุมมองที่สำคัญที่มีต่อเด็กปัญญาเลิศ หรือการสอนเด็กปัญญาเลิศนั้นในการศึกษาพิเศษในโรงเรียนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ หลายครั้งเด็กปัญญาเลิศนั้นมักจะถูกปฎิเสธ เพื่อนร่วมห้องนั้นก็รู้สึกอิจฉาพวกเขาการที่จะมีการทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ครูที่มีความใส่ใจ แล้วก็เรื่องของการให้เกรดคะแนน มีการสัมภาษณ์ มีการค้นพบ มีการตรวจสอบคัดกรองหรือว่าค้นหาเรื่องของเด็กปัญญาเลิกนั้นมีความสำคัญตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีความสำคัญ แล้วก็เรื่องของเด็กปัญญาเลิศนั้นควรจะได้รับการตอบสนองความต้องการจำเป็นในการเรียน โดยที่ไม่ต้องนำไปสู่ความเครียด ความกดดัน แล้วก็ไม่ต้องทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องกดความสามารถของตนเองไว้ รวมถึงการให้ความสัมพันธ์ ให้คำปรึกษาด้านอารมณ์ การช่วยในการสื่อสารแล้วก็ช่วยเขาในการแก้ไขคลี่คลายปัญหาที่เป็นเด็กปัญญาเลิก คำแนะนำนะคุคุณครูควรจะให้บริการ หรือโรงเรียนควรจะให้การศึกษาพิเศษให้กับเด็กปัญญาเลิศเหล่านี้เพื่อเขาสามารถพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตัวเองต่อไปในการที่จะระบุว่าใครเป็นเด็กปัญญการเป็นเด็กปัญญาเลิศนั้น คุณครูควรใช้มาตรฐานในการทดสอบ โรงเรียนควรจะมีมาตรฐานในการทดสอบ แล้วก็มีการสัมภาษณ์ มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องของเด็กปัญญาเลิกและเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้น ควรได้รับความใส่ใจ ได้รับการสนับสนุน ป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดไว้ไม่ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ด้านอารมณ์ให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญกับเด็กเรื่องของความเชื่อของครูมีผลต่อระบบความคิดของเด็ก พฤติกรรมของเด็กหรือสิ่งที่เด็กแสดงออกนั้น ก็มีผลมาจากความคาดหวังของครูและทัศนคติของครูโรงเรียนควรจัดบริการพิเศษ เป็นการศึกษาพิเศษให้กับเด็กปัญญาเลิศเพื่อที่จะช่วยเขาให้พัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และโรงเรียนควรมีการทำงานอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาและให้ทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กปัญญาเลิศในห้องเรียนดิฉันอยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง อยากจะขอขอบคุณคุณอินทราที่ให้ความเมตตาและสนับสนุนอย่างดี และขอบคุณท่านอาจารย์ดอกเตอร์มะลิวัลย์ที่ได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีและขอบคุณทางสวนดุสิตที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้มานำเสนองานศึกษาวิจัยนี้ซึ่งเป็นประสบการณ์จากต่างประเทศ ขอบคุณมากค่ะอันนี้เป็นวิทยากรท่านสุดท้ายจากประเทศฟิลิปปินส์ต่อไปก็มีวิทยากรหลายท่านจากฟิลลปินส์เลย จากประเทศไทย กรุงเทพฯ คุณ คุณสุภชาญ ตรัยตรึงศ์สกุล เขามาจากภาคเขามาจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้าง Application ในการที่จะแก้ไขไวยกรณ์อัตโนมัติของนักเรียนหูหนวกรบกวนช่วยให้วิทยากรนำเสนอภายใน ๑๕ นาที ด้วยนะครับขอเสียงปรบมือต้อนรับ คุณสุภชาญ ตรัยตรึงศ์สกุล สวัสดีครับ ผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคนิดหน่อยผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นขอประทานโทษด้วยครับ มีปัญหาทางเทคนิคตอนนี้พวกเราก็พร้อมแล้วครับสวัสดีตอนบ่ายครับ ท่านประธานและแล้วก็ท่านสุภาพสุบุรุษ สุภาพสตรีทั้งหลาย ผมเป็นนักเรียน ป. เอกในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมสามารถใช้ภาษามือได้ครับ แล้วก็ผมมีที่ปรึกษาอีกคน ชื่อคุณเอกพล เราจะมาพูดถึงเรื่องของการสร้าง application ในการที่จะแก้ไขไวยากรณ์ จากการเขียนของคนหูหนวก การใช้เครื่องแปล เราต้องการที่จะช่วยให้คนหูหนวกยกระดับการเขียน แล้วก็สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ที่สามารถได้ยินก็คือคนหูดี อันนี้ก็เป็นการนำเสนอของผมก็จะมีประมาณนี้ ก็จะเป็นเรื่องของการแนะนำให้รู้จักกับตัวเทคโนโลยี จากนั้นจะพูดถึงเรื่องการเก็บข้อมูลข้อสรุป เรื่องของที่มาที่ไปนะครับ คือคนหูหนวกก็จะใช้ภาษามือ คือเวลาคนหูหนวกสื่อสารก็จะใช้ภาษามือ ภาษามือ ทั่วโลกภาษามือก็จะแตกต่างกัน แล้วก็มีการใช้ท่าทางคล้าย ๆ กัน แต่ว่าก็มีความหมายที่แตกต่างกัน เช่นอันนี้ก็เป็นภาพตัวอย่างของภาษามือไทยกับอเมริกันถ้าทำมือม้วน ๆ แบบนี้หมายถึงผู้หญิงแต่ถ้าเป็นภาษามืออเมริกันถ้าทำแบบเดียวกันจะเหมือนจะเป็นคือในภาษาเขียน ภาษามือ Grammar ของภาษามือก็จะแตกต่างกันไป โดยธรรมชาติคนหูหนวกที่ใช้การสื่อสาร เขาจะใช้ไวยากรณ์ของภาษามือซึ่งเขาก็จะจินตนาการขึ้นมาในหัวของเขา แล้วก็สื่อสารออกาผ่านการเขียน นั่นแปลว่าคนหูหนวกก็มีการถอดรหัสจากภาพในหัวของเขาออกมาเป็นการเขียน เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่ก็คือนอกจากหูหนวกก็อาจจะมีการข้าม เช่น คำนาม หรืออาจจะมีการละคำ ตัดออก อาจารย์ดอกเตอร์สุขศิริ แล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของไวยกรณ์ล่ามภาษามือผมภูมิใจกับตัวอาจารย์มาก อันนี้เป็นวัตถุประสงค์ก็มีอยู่ ๒ อย่าง อันแรกก็คือว่าต้องมีการระบุความผิดพลาดในประโยคภาษาไทยที่เขียนโดยคนหูหนวกในระดับเกรด 7 กับเกรด 9อันต่อมาก็เป็นเรื่องของการสร้าง Application การแก้ไขทางไวยกรณ์โดยอัตโนมัติ คือจะเปลี่ยนจากประโยคที่ไม่ถูกต้องเป็นประโยคที่ถูกต้องในเรื่องของการเก็บข้อมูลเราเก็บข้อมูลมาจาก 3โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ และโรงเรียนนนทบุรีแล้วก็เก็บข้อมูลจากนักเรียนหูหนวก 48 คน ตั้งแต่ชั้นม. 1 ถึง ม. 3 จาก ๓ โรงเรียน แล้วเราก็มีให้ทำกิจกรรมการเขียน มี 4 งานด้วยกัน มีการเขียนจดหมายหาเพื่อนอันที่ 2 ก็คือให้เขียนหัวข้อ ๔ หัวข้อ แล้วก็อันนี้เป็นตัวอย่างของการเขียนประโยคเห็นไหมครับ จากข้างล่างนี้ อันนี้เป็นลักษณะประโยคที่ไม่ถูกต้อง คนที่อ่าน คุณจะแก้ไขอย่างไรครับ ผมให้ดูแล้วคุณลองคิดตามดูนะครับ จะเห็นว่ามี Error ค่อนข้างเยอะ เช่น ตรงนั้นเขาเขียนว่า คือเป็นประโยคที่สลับกันอาจจะอ่านเข้าใจยากนิดหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นทางออก ทางด้านขวามือ ในฐานะที่คนพัฒนาโปรแกรมระดับปริญญาเอก ผมก็พยายามที่ต้องแปลจากประโยคที่ไม่ถูกต้องมาเป็นประโยคที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ แล้วก็ใช้ Application ทุกคนพอเข้าใจสิ่งที่ผมอธิบายไหมครับ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราเก็บมาแล้วก็แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ เป็น 4 กลุ่มของความผิดพลาด อันแรกเป็นความผิดพลาดจากที่คำขาดหาย หรือต่อมาก็จะเป็นเรื่องการใช้คำ หรือการสะกดคำ ต่อมาก็จะเป็นของลำดับของคำ จากนั้นก็จะเป็นความผิดพลาดอื่น ๆ ที่ผิดพลาดมากที่สุดก็จะเป็นเรื่องของคำนาม แล้วก็เรื่องของคำกริยา และคำถามของผมก็คือว่าอนุประโยคสัมพันธ์คืออะไร คืออะไร ระหว่างประโยค A กับ Bก็จะมีความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประโยค นี้ใช่ไหมครับเช่น ผมบอกว่าผมมาที่นี่สายเนื่องจากว่านาฬิกาผมไม่ทำงานเพราะฉะนั้นคำว่า because คนหูหนวกจะไม่ใช้เพราะฉะนั้นจะเป็นการละคำไว้ เพราะฉะนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะมีการสร้างความผิดพลาดขึ้นมาให้เรารู้แล้วก็จะได้มีการแก้ไขแล้วก็จะได้มีการแก้ไข เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ในการแปลแนวคิดของเครื่องแปลก็คือว่าก็จะได้ input มาจาก 1 ภาษา ก็จะเเป็น output อาจจะเป็นอีกภาษาหนึ่ง เช่น แปลจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยแล้วก็จะมีเครื่องแปล แต่ถ้าเป็นภาษาไทย เราก็จะเรียกว่าเป็นเครื่องแปลภาษาเดียวแล้วผมก็เชื่อว่าบางคนก็อาจจะใช้ website อย่างเช่น อย่างเช่น แกรมมารี่ดอทคอม ให้เป็นประโยคที่ถูกต้องแต่ว่านักวิจัยทั่วไปที่ทำงานด้วยภาษาอังกฤษนี้ เราก็อยากจะสร้างต้นแบบของเครื่องแปล อันนี้มาดูว่าทำงานอย่างไร เราจะมี 4 ส่วน ที่ทุกคนเห็น ก็จะมีเครื่องเข้ารหัส เครื่องถอดรหัส มีซเดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเป็นขั้นตอน มาดูที่ Slide นะครับ แล้วก็จะมีการใส่ข้อมูลเข้าไปเป็นประโยคที่ไม่ถูกต้องเข้าไปในตัวแบบ ก็คือตัวคอมพิวเตอร์ก็จะไม่เข้าใจข้อความเราจะต้องมีการแปลงจากตัวหนังสือเป็นตัวเลขเพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ ซึ่งเราจะเรียกว่าส่วนตัวการเข้ารหัสก็จะมีการสกัดเอาข้อมูลเข้ามา แล้วก็สร้างเป็นรหัส แล้วก็มาดูว่าเป็นไวยากรณ์ มีลักษณะของโครงสร้างเป็นแบบไหน เช่น ประธาน กริยา กรรมจากนั้นก็จะเห็นลูกศรสีแดงก็จะมีการสรุป จากนั้นก็จะเอาตัวข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วไปถอดรหัส ซึ่งก็จะสร้างOutput ออกมา เช่น ถ้าผมพูดในภาษาไทยว่า คือหลังจากที่มีการถอดรหัสแล้วก็จะมีการใช้ซอพแม็ค เพราะว่าตัวดีโคด ตัวถอดรหัสก็จะสร้างคำขึ้นมาเยอะเลย ตัวเลือกคำมา คิดว่าทุกคนน่าจะพอเข้าใจนะครับ ว่าก่อนที่จะสร้าง Application เราต้องมีข้อมูลจำนวนมาก ประมาณสัก 1 ล้านประโยค ที่เป็นประโยคที่ไม่ถูกต้องรวมทั้งประโยคที่ถูกต้องด้วยในภาษาอังกฤษเขาก็มีประมาณ ๑ พันล้านประโยค ก็ประมาณมีมากกว่า 1000 เท่า แต่ว่าสิ่งที่เราสามารถสร้างออกมาได้นี้อาจจะมีการละคำ ละคำนาม ละคำพูด อันนี้เป็นความท้าทายใหญ่ ก็คือเรื่องของการจัดเรียงคำ ผมเชื่อว่าในพม่า ในลาว เขาจะมีคำที่เรียกว่า ซีเดิลเวิร์ด คือไม่มีการเว้นวรรค ภาษาไทยบางคำก็อาจจะดูกลำกลวมเช่น อันนี้จะเห็นว่า อันนี้คำว่า ตากลม ซึ่งอ่านได้ 2 แบบ แล้วก็มีความหมายต่างกัน ก็คือคำนี้อ่านได้ 2 คำ อ่านกว่า ตากลมก็ได้ อ่านว่า ตาก ลม ก็ได้ จะอ่านว่าตากลม ก็ได้ หรือ ตาก ลม ก็ได้ ก็จะมีความหมายตเช่น อันนี้คือตัวอย่าง อันนี้คนไทยก็น่าจะอ่านได้เพราะฉะนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะทำงานหนักนิดหนึ่ง เพราะความหมายกำกวมทีนี้เราจะตัดคำอย่างไรเพื่อให้ความหมายไม่ผิดเพี้ยน อันนี้ดอกเตอร์ปรัชญา บุญขวัญ อันนี้ภาษาไทยนี้ไม่ไปไหน เพราะว่าเรามีปัญาเกี่ยวกับเรื่องของภาษาไทยที่มีลักษณะเฉพาะของมัน อันนี้ขอสรุปท้ายนิดหนึ่งครับ เราต้องการที่จะมีข้อมูลขนาดใหญ่ใครที่ทำงานที่โรงเรียนคนหูหนวกบ้างช่วยยกมือหน่อยครับ มีกี่คนครับ ในประเทศไทย จริง ๆ แล้วเราอยากจะบอกว่าเราอยากได้ข้อมูลมากขึ้นในเรื่องของประโยคที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง แล้วก็เอาประโยคต่าง ๆ เหล่านี้ เอาข้อมูลเหล่านี้เข้ามาสู่เครื่องแปล เพื่อให้เรียนรู้ ถ้ามีข้อมูลมากเท่าไร ตัวเครื่องแปลก็จะช่วยให้คนหูหนวกในเรื่องการสื่อสารดีขึ้นเราก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ผมก็อยากจะขอขอบคุณผู้อำนวยการของโรงเรียนในเรื่องของการให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล แล้วก็ช่วยแยกประเภทของความผิดพลาด มีคำถามหรือไม่ครับใช้ภาษามือได้ครับ ขอถามผมเป็นภาษามือต้องใช้ภาษามือตอบโต้กับเขาปรับภาษาเขียนของคนหูหนวกที่สลับที่กัน ภาษาไทยตอนนี้ทำได้หรือยัง อาจารย์ตอบว่าผมพยายามทำอยู่ ผมก็ขอให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในการทำ Application ตัวนี้นะครับ ถามผมว่าคือคนหูหนวกก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร คือเรื่องลำดับคำ และผมสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้หรือยังตอนนี้ก็เพิ่งเริ่มต้น ขอบคุณครับ หมดเวลาแล้วครับอีก 1 คำถามได้นะครับ คนที่มีการได้ยินบางทีอ่านประโยคยาว ๆ บางทีดิฉันก็ยังอ่านผิด จะต้องอ่านเป็นคำนี้ แต่ดิฉันจะอ่านเป็นอีกคำหนึ่ง เพราะว่าคำบางคำถ้าเกิดวางเรียงกันหรือวางติดกันก็จะให้ความหมายคำหนึ่ง แต่ถ้าเราอ่านแยกกันจะให้ความหมายอีกอย่างหนึ่ง อันนี้แก้ได้ไหม ผมก็พยายามทำอยู่นะครับ อันนี้จะเป็นอีกขั้นหนึ่ง อันนี้แต่ก็พยายามทำอยู่ ขอบคุณมากครับ ช่วยปรบมือให้ผู้นำเสนออีกครั้งหนึ่งด้วยครับ ผู้นำเสนอท่านต่อไปจะมาจากภูฏาน ชื่อว่าคุณMs. Sushita Gurung เธอมาจากสถาบันเพื่อคนหูหนวกในภูฏาน จะนำเสนองานวิจัยของตัวเองขอปรบมือต้อนรับครับสวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ก็เป็นวันที่มีโปรแกรมยาวทีเดียว แล้วก็ทุกท่านก็ได้ตั้งใจการฟังการนำเสนอเป็นอย่างดี ก่อนที่ดิฉันจะไปถึงการนำเสนอของตนเอง ดิฉันอยากจะขอขอบคุณ ผู้ประสานงานของการประชุมวิชาการแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (ดร.มลิวัลย์) ที่ให้โอกาสเรานำเสนอบนเวทีแห่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากสำหรับพวกเราอยากจะขอเรียนตามตรงว่าดิฉันรู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรกที่ดิฉันจะได้มีโอกาสนำเสนอในเวทีใหญ่อย่างนี้ ดิฉันจะพยายามข่มความตื่นเต้นไว้นะคะ และดิฉันอยากจะขอขอบคุณท่าน (ดร.มลิวัลย์) ที่ให้โอกาสเราเข้ามาร่วมนำเสนองานของเรา คุณจะเห็นว่ามีรายชื่อของคนที่ร่วมในงานวิจัยหลายท่าน ดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงเพราะว่าคนเหล่านี้ เพราะว่าเราทำงานกันเป็นทีม ทุกคนก็ได้ร่วมกันทำงาน ดิฉันจึงอยากจะขออ่านรายชื่อของท่านเหล่านั้นและขอขอบคุณทางท่านวิทยากรที่แนะนำดิฉันขอแนะนำตนเองอีกเล็กน้อย ดิฉันชื่อ Ms. Sushita Gurung ดิฉันสอนในสถาบันเพื่อคนหูหนวกซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกในภูฏาน เรามีนักเรียนประมาณ ๑๐๖ คน เป็นนักเรียนหูหนวกมาจากระดับต่าง ๆ กัน เช่น สูญเสียการได้ยินโดยสิ้นเชิงหรืออาจจะมีการได้ยินบ้างเล็กน้อย ดิฉันอยากจะขอนำเสนอโดยขอย้อนกล่าวไปถึงเรื่องการศึกษาสำหรับคนหูหนวกในภูฎานก่อน ในปี 2003 สำหรับเราก็รู้สึกว่าเป็นเวลานาน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นก็ดูเหมือนว่าประเทศของเราเพิ่งเริ่มต้นภาพนี้เป็นภาพโรงเรียนของเรา นี่เป็นอาคารของโรงเรียน เวลาที่ดิฉันบอกว่าปี 2003ในเวลานั้นเรามีการพยายามจะริเริ่มเรื่องของการศึกษาสำหรับคนหูหนวก ถ้าคุณดูนะคะ เราจะเห็นชื่อของท่าน (ดร.มลิวัลย์) ท่านเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาของคนหูหนวกในภูฏาน ท่านได้มีโอกาสที่จะบุกเบิกให้คำแนะนำเรา และทำให้เราสามารถพัฒนาได้มาจนถึงจุดนี้ในปี 2013 เรามีโอกาสได้จัดการประชุมด้วยปี 2003 มีการประชุมที่เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาการศึกษาของคนหูหนวกในภูฎานและตั้งแต่ปี 2003 มาจนถึงปัจจุบันคนหูหนวกนั้นจากหลาย ๆ ที่ได้เข้ามารับการศึกษา สามารถบอกได้ว่าประเทศ ภูฏาน นั้นมีจำนวนคนไม่มาก ในปี 2003 ก็จะเห็นว่า จำนวนคนหูหนวกก็ยิ่งน้อยกว่าในปัจจุบันลงไปอีก เวลาที่ดิฉันฟังเรื่องประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของการเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก ทุกคนนั้นทำงานอย่างหนักมาก แล้วพยายามอย่างยิ่งที่จะเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก โดยมีทรัพยากรอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหูหนวกซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในเรื่องของภาษามือนี่เป็นภาพข่าวในปี 2003 ค่ะตัดมาจากหนังสือพิมพ์แห่งชาติเราก็ตัดข่าวนี้ออกมา แล้วก็เก็บรักษาไว้เป็นข่าวที่เผยแพร่ในปี 2003 จะเห็นในภาพจะมี (ดร.มลิวัลย์) ด้วยนะคะ แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำคนพิการ แล้วก็มีผู้ปกครองของนักเรียนพิการ แล้วก็มีการพยายามที่จะเก็บรวบรวมเรื่องของภาษามือ และพยายามที่จะเริ่มเรื่องของการศึกษาให้กับคนหูหนวนก เรามีการทำงานเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2002 ปี 2003 ปี 2004 เพื่อที่จะเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก นี่คือภาพของ (ดร.มลิวัลย์) ขอขอบคุณมากสำหรับภาพ ที่ภูฏาน เมื่อท่านได้ไป แล้วก็นำทีมไปช่วยกันนะคะ เพื่อที่จะไปริเริ่มงานการศึกษาพิเศษสำหรับคนหูหนวกในภูฏาน ขอบคุณมากค่ะ ก็จะเห็นว่ามีคนหูหนวกที่เราไปรวบรวมในเรื่องของภาษามือก่อนตอนแรกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของภาษามือก่อนตอนแรกอันนี้ก็เป็นลักษณะของภาษามือมีใครรู้บ้างไหมว่าเป็นท่าทางของภาษามือภูฏาน เป็นกีฬาของภูฏาน มีใครเดาได้บ้างคะว่าท่านี้เป็นคำว่าอะไร ใช่ค่ะ เป็นเรื่องของการยิงธนูค่ะ อันนี้เป็นท่าภาษามือที่พูดถึงยิงธนูก็มีการรวบรวม ไม่ว่าจะเป็นชุดคำความหมายต่าง ๆ และท่าภาษามือที่คนหูหนวกของเราใช้ แล้วก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนหูหนวก และคนที่มีการได้ยินเพื่อพัฒนาเป็นภาษามือของภูฏาน อันนี้เป็นการสะกดมือแล้วก็มีการปรับ อันนี้เป็นตัวสะกด การสะกดมือแล้วก็มีการปรับ เป็นการปรับท่ามือบางคำ ซึ่งบางท่ามืออาจจะยังมีความสับสน ก็มีการปรับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้คนที่เห็นท่ามือนั้นสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็มีการทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ได้รับการสนับสนุนจากUNICEF และของเราได้เผยแพร่ นี่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่เป็นคำศัพท์ภาษามือ เป็นภาษามือภูฏาน แล้วก็นำหนังสือภาษามือภูฏาน เล่มเล็ก ๆ นี้ไปใช้ในการสอน นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ เวลานั้นเลยค่ะเมื่อเราดูย้อนไป เราก็จะเห็นว่า ยังมีหลายสิ่งที่เราสามารถที่จะปรับปรุงได้ ณ ตอนนั้นเราทำอย่างดีที่สุดและหลังจากนั้นเราก็พยายามจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นให้มีภาษามือที่มีการบันทึก แล้วก็มีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาษามือมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นคำศัพท์ภาษามือ ตัวอักษร H ปี 2008อันนี้เป็นภาษามือสำหรับชั้น ป. 2 และ ป. 3 เป็นหนังสือภาษามือภูฏาน ดิฉันเองนั้นก็เคยใช้หนังสือนี้ในปี 2009 ณ ตอนนั้นก็ไม่สื่ออะไรที่เป็นสื่อสำหรับภาษามือภูฏานเลย เราก็ใช้หนังสือเล่มนี้ค่ะที่เป็นแนวทาง ในปี 2010ก็มีเอกสารที่รวบรวมในเรื่องของภาษามือ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาและเราก็มีการรวบรวมภาษามือทั้งหมดใน ๒๕ หัวข้อ หรือ 25 เรื่อง ลองดูนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง VDO อันนี้เป็นท่ามือคำว่า จิตวิญญาณนี่เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็เป็นภาษามีเสียงภาพด้วยแล้วก็มีคำบรรยายด้วย นี่ก็เป็นทรัพยากรที่สำหรับให้ครูได้ใช้ตอนที่ดิฉันเข้ามาสอนในสถาบันวังเซียเพื่อการศึกษาสำหรับคนหูหนวกนี้ ก็ได้ใช้สื่อการเรียนการสอนนี้เหมือนกัน ตอนนั้นก็มีสื่อการเรียนการสอนอยู่ไม่มากนัก อันนี้ก็เป็นสื่อการสอนสำคัญที่ใช้ในการสอนของเรา ปี 2011 โรงเรียนก็ได้มีการพัฒนาพจนานุกรมขึ้นมาอีก ต่อยอดขึ้นมาอีก แล้วก็ได้แจกจ่ายไปให้คุณครูที่สอนในชั้นต่าง ๆ ด้วย ปี 2013 มีที่ปรึกษา คนหูหนวกที่มาโดยการสนับสนุนของUNICEF แล้วกระทรวงก็บอกว่า จะได้มีการให้ข้อเสนอแนะว่าจะต้องมีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการสื่อสารสำหรับคนหูหนวก 2015 ท่านดอกเตอร์มลิวัลย์แล้วก็ทีมของท่านและตอนนั้นดิฉันก็เข้าไปร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วยนะคะเรามีการฝึกอบรม ๕ วัน ทั้งคนหูดี และคนหูหนวกก็เข้าร่วมใน workshop เดียวกันมีคนเข้าร่วมไม่มากนัก แต่ว่าเราได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาษามือเรื่องของเครื่องมือต่าง ๆ ในการทำงานวิจัย ในปี 2016 ก็มีการฝึกอบรมต่อเนื่่องและลงลึกลงไปในเนื้อหามากยิ่งขึ้น เราก็สอนทั้งในระดับพื้นฐาน ในระดับและระดับสูงเกี่ยวกับเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ในการทำวิจัย ปี 2017เรามีการทำวิจัยเรื่องของภาษามือภูฏาน และเรามีดอกเตอร์สุขศิริที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยเข้าไปช่วยเราและหลังจากนั้นเราก็ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่อง ท่านดอกเตอร์สุขสิริก็ไปสอนเราในเรื่องของภาษามือ และเราได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อเนื่องต่อมาต่อไปเราจะขอพูดถึงเรื่องของการที่กระบวนการที่เราใช้ในการพัฒนาให้ภาษามือนั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น หรือตรวจสอบภาษามือ เราก็มีการทำภาษามือและให้คนหูหนวกดูแล้วก็เลือกคำ แล้วดูว่าสื่อสารได้ตามที่เราตั้งใจมากน้อยแค่ไหน แล้วเราก็จะต้องดูในเรื่องของความถูกต้องของการใช้ภาษามือ แล้วก็ความชัดเจนในการสื่อสาร ก็คือเราจัดเป็นโต๊ะไว้แล้วก็มีวัสดุอุปกรณ์ต่างกัน 23 ปี ท่านมาร่วมในการวิจัยของเราหรือท่านจะเข้ามาดูห้องตัวอย่างแล้วท่านได้ไปเพื่อสื่อสารให้คนหูหนวกอีกคนหนึ่งได้วาดเป็นรูปของคนหูหนวกที่มาเห็นสถานที่นี้ ก็จะเห็นว่าไม่เพียงแต่เรื่องของท่าทางแต่ว่าในเรื่องของการจัดตำแหน่งท่าทางต่าง ๆ ก็ใช้ในการสื่อสาร จะเห็นว่าจากคำบอกเล่าคนหูหนวกอีกท่านหนึ่งก็สามารถที่จะวาดออกมาได้ นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของการสร้างประโยค เรารวบรวมข้อมูล พยายามที่จะแปลความเหล่านั้นออกมาแล้วเราก็มาร่างเป็นภาษามือแล้วก็เราตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากนั้นเราก็มีการบันทึก VDO ภาษามืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็มีผลออกมาเป็นลักษณะนี้ค่ะ ในวีดิโอจะเห็นท่าภาษามือ เห็นภาพ เห็นประโยค อันนี้เป็นวิดิโอที่เราทำขึ้นมา ลองดูนะคะ าชื่อของกษัตริย์องค์ที่ ๕ ชื่ออะเไร กษัตริย์องค์ที่ 5 ชื่อกษัตริย์จิกมีชุดนี้ก็ได้ upload ไว้ในที่ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาค่ะ ความท้าทายมีความท้าทายหลายประการในการทำงานของเรา แต่ว่าสิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องความยั่งยืน เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้เรามีที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในการให้คำแนะนำเรา แต่ว่าถ้าในอนาคตผู้ช่วยเหล่านั้นอาจจะต้องปรับไปประเทศของตัวเองในเรื่องความยั่งยืน เพราะว่าภาษามือภูฏานนั้นควรจะมีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาษาก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอเราจำเป็นต้องมีคนที่มีทักษะในการเรียนรู้ในการที่จะดำเนินงานตรงนี้ต่อไป และเราสามารถที่จะเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศที่ไปช่วยเหลือเรา ขอบคุณมากค่ะขอบคุณมากคุะณ sushita ขออภัยที่ไม่มีเวลาสำหรับคำถามและคำตอบอาจจะต้องเชิญท่านนำเสนอท่านต่อไปเลยวิทยากรท่านถ้ดไปท่านมาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒจะมาพูดถึงเรื่องของการเสริมสร้างของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ขอเสียงปรบมือให้ท่านด้วยครับ สวัสดีตอนบ่ายทุกท่านค่ะ ดิฉันชื่อดอกเตอร์นงเยาว์ มาจากมหาวิทยาลัยศีนครินววันนี้ดิฉันจะมานำเสนอเรื่องงานวิจัยของฉันในหัวข้อเสริมสร้างสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยการใช้คำปรึกษาแบบกลุ่มคือการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม อันนี้เป็นการแนะนำงานวิจัยสมรรถนะทางสังคมมีนิยามว่าอย่างไร ความหมายก็คือเป็นความสามารถของบุคคลที่สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามบรรทัดฐานของสังคม แล้วทำไมสมรรถนะทางสังคมจึงความสำคัญ มีความจำเป็นสำหรับประสบความสำเร็จในสังคมทุกวันนี้ เป็นความสามารถโดยร่วมมือกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการให้คุณค่าทั้งในโรงเรียนและในสถานที่ทำงาน แล้วก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในเชิงบวก ดังนั้นหากขาดสมรรถนะทางสังคมก็จะทำให้เกิดผลว่าบุคคลก็จะไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนและการทำงานมีการยกระดับ จะต้องมีการยกระดับในเรื่องของทางสังคมด้วยการให้การปรึกษาแบบกลุ่มช่วยให้สมาชิกในสังคม สามารถที่จะพัฒนาทักษะและบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ เราจะต้องมีการฝึกอบรมบุคคลเหล่านี้ให้มีความรู้สึกที่อบอุ่นปลอดภัยและเป็นระบบและสมาชิกก็สามารถที่จะฝึกปฏิบัติทักษะพฤติกรรมใหม่ ๆ ด้วยกันกับผู้อื่น รับฟังผู้อื่นที่จะปรับปรุงพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นให้ได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ก็คือมีดังนี้ ข้อที่ 1 ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีปัญหาทางการได้ยินข้อ ๒ ต้องการที่จะสร้างต้นแบบการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ในเรื่องของเพื่อจะยกระดับให้กับเด็กพิการทางการได้ยิน ข้อ 3 จะเป็นการเปรียบเทียบสมรรถนะทางสังคมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มควบคุม วิธีการวิจัยในระยะที่ 1 ก็จะมีการแบ่งเป็น 3 ระยะระยะที่ 1 ก็จะเป็นการศึกษาสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความพิการทางการได้ยิน ระยะที่ 2 ก็จะเป็นการสร้าง program ส่งเสริมสมรรถนะทางสังคมให้กับเด็กพิการทางการได้ยิน โดยการให้คำแนะนำแบบกลุ่ม แล้วก็ระยะที่ ๓ ก็จะเป็นการศึกษาผลลัพ์ของการใช้ Program การให้การศึกษาแบบกลุ่มเพื่อที่จะยกระดับสมรรถนะทางสังคมของเด็กที่มีความพิการทางการได้ยินหัวข้อก็จะมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกจะเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะทางสังคมมีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ที่ทำงานทางด้านเด็กหูหนวกซึ่งก็จะมีด้วยกันทั้งหมด 3 คน คือเป็นครูสอนศึกษาพิเศษ แล้วก็มีนักจิตวิทยาแล้วก็มีนักตรวจสอบเสียงพูด จากนั้นคนที่ ๒ ก็จะมีเด็กทั้งหมด 6 คน จะอยู่ภายใต้ช่วงเปอร์เซ็นต์ที่ประมาณที่ 25 แล้วก็อยู่เรียนประมาณชั้นป. 1 เรียนชั้นมัธยมนะครับ ม. 1-ม. 3 อันนี้เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยก็จะมีการสัมภาษณ์เชิงลึก ก็จะมีการวัดระดับเป็นสเกลเรื่องสมรรถนะทางสังคมมีแผนการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มแล้วก็ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าข้อที่ ๑ปัจจัยวัฒนธรรมทางสังคมก็มีอยู่ ๒ ปัจจัยด้วยกัน เรื่องของทักษะการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคม อันนี้ก็จะมีองค์ประกอบสมรรถนะทางสังคมก็จะมี ๒ แขนง เรื่องการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมข้อที่ ๒ program ให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ก็จะช่วยยกระดับสมรรถนะทางสังคมใน ๓ ระยะด้วย ระยะเริ่มต้น ระยะทำงานแล้วก็ระยะสุดท้าย อันนี้เป็นระยะเวลาของการทดลอง จะใช้ระยะเวลา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ ตารางนี้ก็จะเป็นข้อมูลเรื่องของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มที่จะช่วยยกสมรรถนะทางสังคมของเด็กพิการทางการได้ยิน ตัวโปรแกรมก็จะมี ๑๐ ช่วง สำหรับ 3 สัปดาห์ ก็คือจะใช้ช่วงละ 1 ชม ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มต้นทำงาน แล้วก็ช่วงสุดท้าย 3 ช่วงด้วยกัน อันนี้เป็นรูปแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของสมาชิกของผู้นำแล้วก็ของคนที่เป็นล่าม เป็นตำแหน่งที่นั่ง อันนี้เป็นภาพเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการจัด section มีล่าม แล้วก็มีสมาชิกข้อที่ 3 ก็มีความแตกต่างทางสถิติทางอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นค่าของสมรรถนะทางสังคมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ข้อ 4 ก็จะมีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเดียวกันก็คือ 0.01 เหมือนกัน สำหรับกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการทดลอง รวมทั้งหลักแล้วก็รวมทั้งที่มีการในช่วงที่มีการวัดด้วย ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากครับ ดร.นงเยาว์ ศรีนางแย้ม เดี๋ยวเราจะไปที่ท่านถัดไป เรามีอีก 2 ท่าน ครับ เรามีอีก 2 ท่านนะครับ ดอกเตอร์(Miss Caroline) Caroline Ll. Ferrer จาก มินิลา ฟิลิปปินส์ นะคะ จะพูดถึงการประเมินทางคลินิกและการบริหารจัดการคนไข้หรือว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาตามัวจากการมีค่าสายตา ๒ ข้างที่แตกต่างกัน สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ (Miss Caroline) นะคะดิฉันมาจากมนิลา เซ็นเตอร์ ยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลค ดิฉันอยากจะขอนำเสนอเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินทางคลีนิก ที่มีปัญหาตามัวจากการมีค่าสายตาเนื่องจากว่าผู้ป่วยที่มีภาวะชนิดนี้บางครั้งอาจจะปล่อยตัวเอง และนำไปสู่ภาวะที่รุนแรงยิ่งขึ้นรพบว่ามีเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการมีปัญหาสายตามากกว่าเพื่อน ๆ และนอกจากนี้เด็กที่มีความพิการนั้นอาจจะมีปัญหาของความพิการทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการบำบัด หรือการหนุนเสริม ฉะนั้นการวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อที่จะมุ่งสำหรับให้บริการแก่เด็กพิการในการประเมินทางคลินิกและการบริหารจัดการคนไข้ที่มีปัญหาในเรื่องของตามัว ที่เกิดจากมีค่าสายตาที่ไม่เท่ากัน และเพื่อจะช่วยให้ทางโรงเรียนได้สามารถที่จะคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้และช่วยแก้ไขทำให้ผลการศึกษาของผลการเรียนในชั้นเรียนของเด็กเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาขึ้นได้ อะไรคือภาวะตามัวจากค่าสายตา 2 ข้างที่ไม่เท่ากัน ที่เรียกว่าตาขี้เกียจหรือเลซี่อาย เป็นเรื่องของการพัฒนาหรือเรื่องการบกพร่องของการพัฒนาของดวงตาทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถที่จะมีค่าสายตาที่เท่ากัน องค์การอนามัยโลกได้มีการประเมินว่ามีเด็กประมาณ 19 ล้านคนซึ่งมีความบกพร่องทางการเห็น เป็นสถิติในปี 2015 ในประเทศที่กำลังพัฒนา 7 เปอร์เซ็นต์ ถึง 31% ของเด็กมีภาวะตาบอดหรือความบกพร่องทางการเห็นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในฟิลิปปินส์ปัญหาตามัวหรือตาขี้เกียจนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของความบกพร่องทางการเห็นของเด็ก เรามีสถิติแสดงให้เห็นว่า ๑ ใน ๑๐ ของเด็กในโรงเรียนมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ๒๕ เปอร์เซ็นต์มีปัญหาเรื่องอขงตามัวที่เรียกว่า ตาขี้เกียจ นำไปสู่เรื่องของการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน 1 - 3 เปอร์เซ็นต์สามารถนำไปสู่ปัญหาสายตาที่รุนแรงได้ถึง 35%มีนักเรียนเป็นจำนวนหลายล้านคนในฟิลิปปินส์ ที่เราควรจะได้มีการตรวจคัดกรองเพื่อสามารถที่จะค้นพบปัญหานี้แล้วก็สามารถที่จะทำการแก้ไข เพื่อที่จะให้เด็กไม่ได้เสียโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาและทักษะต่าง ๆ ทางสังคม เราสามารถมีการคัดกรองได้ง่าย และถ้ามีการค้นพบก็จะสามารถทำให้ได้รับการบำบัดแก้ไข ประเภทของปัญหา Amblyopia หรือว่าปัญหาของเรซี่อาย หรือตาขี้เกียจอาจจะมาจากเรื่องของสายตา ๒ ข้างมีค่าสายตาที่ต่างกัน ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาต่างกันอีกสาเหตุหนึ่ง หรืออีกประเภทหนึ่งนั้นมาจากเรื่องของปัญหาของตา ๒ ข้าง ที่มีลานสายตาไม่เท่ากัน และทำให้ลักษณะการเห็นต่างกันและส่งผลให้ตาทั้ง 2 ข้างนั้นถูกใช้งานไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการโฟกัที่ไม่ชัดเจนแล้วก็มีคอนทรัสในเรตินานะคะ อาการที่เราเห็นในเด็กที่มีภาวะเช่นนี้จะเห็นว่ามีการเห็นที่น้อยลงหรือว่ามัว ตามัวในตาข้างหนึ่งข้างใดหรือทั้ง 2 ข้าง มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจอตา เคสที่ ๑ นะคะ เป็นเด็กอายุ 12 ปี เป็นนักเรียนชาย แล้วก็มีปัญหาในเรื่องการมองระยะไกล การมองระยะกลางแล้วก็รู้สึกปวดหังวหลังจากที่เลิกเรียน แล้วก็รู้สึกปวดล้าตาในการมองในวัตถุต่าง ๆ เขาไม่ได้ใส่แว่นตา แล้วก็พยายามที่จะปรับตัวแต่ว่าหลายครั้งในการเดินก็มีการสะดุดหกล้มมีการตรวจสอบ มีการทดสอบเพื่อที่จะหาสาเหตุของปัญหาแล้วก็ผลการทดสอบอันนี้เป็นความคมชัดของการเห็นทั้งด้านซ้ายที่อยู่ไกล ๆ ต้องมีแผนในการจัดการก็จะต้องมีการทำไว้ัเก็คือก็จะต้องมีการให้ใช้เลนส์เพื่อช่วยเรื่องการเห็น เช่น เรื่องของการใช้แผ่นปิดตาแล้วก็มีการใช้การกระตุ้นด้วยแสงสีแดง แล้วก็มีการใช้เลนสายตาหรือแว่นตาเพื่อแก้ไขนอกจากนั้นก็ยังมีการบำบัดโดยการที่จะใช้การกระตุ้นเพื่อที่จะให้มีการใช้จอตาอีกด้้านหนึ่งมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะพัฒนาให้ตาทั้ง 2 ข้าง มีการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนที่มีการบำบัดเกี่ยวกับเรื่องการเห็น ก็ได้เห็นผลที่เกิดขึ้นก็มีการลดลงของปัญหาความบกพร่อง แล้วก็มีการเห็นด้านซ้ายและด้านขวาที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น และเด็กนั้นก็มีความสุขมากจากผลที่เกิดขึ้นจากการบำบัด ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการดำเนินงานที่ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเลย แต่ว่านำมาสู่ผลที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง เคสที่ 2 เป็นเด็กหญิงอายุ 9 ปี แล้วก็เป็นนักเรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสายตาเบลอ คุณแม่ก็สังเกตว่าเมื่อเธออายุ ๖ ขวบ เเธอมักจะดูทีวีในระยะที่ใกล้มาก แล้วก็มีการเอียงคอบ่อย ๆ เอียงศีรษะก็สังเกตว่า คนไข้ท่านนี้เริ่มสวมแว่นตาตั้งแต่อายุ ๖ ขวบแล้วก็ลักษณะของ Lenses ของแว่นตานั้นก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ 6 ขวบ 7 ขวบ 8 ขวบ 9 ขวบลักษณะของการวัดการเห็น เห็นได้ไม่ค่อยดีแล้วก็แย่ลง นอกจากนี้แล้วเธอก็ยังมีความเจ็บป่วยในเรื่องอื่นด้วย มีปัญหาในเเรื่องโรคข้อ มีปัญหาเรื่องหัวใจ เมื่อเธออายุ 7 ขวบด้วยแล้วเธอก็ต้องรับยา หลังจากที่มีการตรวจสอบหรือว่าทดสอบเรื่องของสายตา ทดสอบสายตา แล้วก็ได้มีการวางแผน มีการบริหารจัดการ แผนที่ 1 ก็คือจะเปลี่ยนเลนส์ของแว่นตา แล้วก็จะใช้เรื่องของการบำบัด มีการใช้แผ่นปิดตาที่บ้าน ปิดตาเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการใช้ดวงตาอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ใช้การกระตุ้นด้วยแสงสีแดง ผลที่ได้จากการวัดสายตาอีกครั้งเมื่อกลับมาพบแพทย์นะคะเรามีการนัดทั้งหมด 11 ครั้ง แล้วก็ได้เห็นว่าลักษณะของการทำงานของดวงตานั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าหลังจากที่มีการบำบัดแล้ว แล้วก็มีการประเมินผลก็เห็นว่ามีการพัฒนามากขึ้น ทั้งผู้ปกครองแล้วเด็กก็รู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้ผลดี ก็มีการทำการบำบัดที่บ้านอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ให้คอนแทคเลนไปแล้วก็มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แล้วก็พบว่าคอนแทคเลนก็จะช่วยเธอในเรื่องของการปรับบุคลิกภาพ แล้วก็ทำให้เธอมีความมั่นใจมากขค้เมื่อเปลี่ยนมาใช้คอนแทคเลนแล้วก็มีการติดตามผลต่อเนื่อง ๒ ปี นะคะ เธอกำลังจะเข้าในระดับมัธยมปลายเร็ว ๆ นี้ และการที่เธอไม่ต้องสวมแว่นตา ก็ทำให้เธอมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นของวัยรุ่นแล้วก็ในการสรุปอยากจะบอกว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อความสำเร็จของการบำบัดของคนไข้แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประเมินด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ ที่เหมาะสม การวินิจฉัยที่เหมาะสม การวางแผน การจัดการรวมถึงความร่วมมือของคนไข้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญ การสามารถวินิจฉัยตั้งแต่แรกเริ่มการบำบัดรักษาที่เหมาะสมนั้นก็จะช่วยทำให้ลดภาวะความบกพร่องของดวงตาการเห็นพัฒนาการคุณภาพชีวิตของคนไข้สามารถหรือสัมฤทธิ์ในการศึกษาในโรงเรียนของเด็กนั้นรก้าวหน้ายิ่งขึ้นเมื่อมีการแก้ไขที่เหมาะสมเราทุกคนนั้นมีสิทธิที่จะมีการมองเห็นที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้สิทธินี้ ขอบคุณมากค่ะขอบคุณมากครับดอกเตอร์(Miss Caroline) ทา่นสุดท้ายจากประเทศไทย ดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ แบบคัดกรองอันต่อไปเป็นการนำเสนอปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นผู้นำเสนอทา่นสุดท้ายนะคะ สวัสดีค่ะท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ดิฉันชื่อดร.สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ ดิฉันมาจากการศึกษาพิเศษของคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ค่ะ อยากจะขอนำเสนอเกี่ยวกับคู่มือในการคัดกรองสำหรับความพิการในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์อย่างที่ทุกคนทราบว่าการพิการทางการเรียนรู้นั้นมีผลได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเขียนด้านการอ่าน ตัวของแบบทดสอบนั้นเป็นตัวที่จะทำให้เราสามารถที่จะคัดกรองเด็กเหล่านี้ได้ ้ถาเทียบกับดิสเล็กเซียที่มีความพิการทางการอ่านหรือว่าความพิการทางการคำนวณนั้นก็เป็นลักษณะของความพิการซึ่งจำเป็นต้องใช้การคัดกรองเครื่องมือเพื่อที่จะทำความเข้าใจ แล้วก็ในแต่ละเครื่องมือนั้นเน้นในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้เพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลการเรียนรู้เพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการคำนวณ หรือเรื่องคณิตศาสตร์แล้วก็เรื่องของความทรงจำ เรื่องของเรื่องของการประมวลผลส่วนที่เป็นขั้นตอน เป็นการที่ Focus ในเรื่องของการใช้สมองของเด็กในการที่จะคำนวณ ในส่วนที่ 2 เป็นลักษณะของเด็กในการเรื่องของควาทรงจำนะคะไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจความหมาย ความเข้าใจทั้งความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว และในส่วนของการทำความเข้าใจในเรื่องของตัวเลข ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณ ดูในเรื่องของการมองเห็นนะคะ เราจะให้เด็กดูตัวเลข แล้วก็ให้ชี้ว่าเห็นตัวเลขอะไรบ้าง ปัญหาแรกจะเป็นปัญหาของการที่สมองของเด็กเลือกมองเห็นบางส่วนและมองไม่เห็นข้อมูลบางส่วนก็จะทดสอบโดยการให้ดูตัวเลขเห็นตัวเลขอะไร อีกอันหนึ่งเป็นตัวเลนับจำนวน คือการให้เด็กได้เรียนรู้การนับจำนวนของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ก็จะมีการใช้เครื่องมือเพื่อจะทดสอบให้เด็กลองนับว่า นับว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนะคะ ต่อไปเป็นเรื่องของการให้คำตอบเกี่ยวกับค่าของตัวเลข เช่น ตัวเลขนี้หมายถึงจำนวนเท่าไร ตัวเลขอีกตัวหนึ่งจำนวนเท่าไร นอกจากนี้ยังมีวิธีการเพิ่มเติมอีก มีคำถามอีก ๒๐ คำถามที่จะถามเรื่องของการแก้ปัญหา โดยที่ให้เด็กนั้นได้ตอบคำถามเกี่ยวกับโจทย์คณิตศาสตร์โดยที่ไม่ได้ใช้กระดาษหรือดินสอ แต่สามารถใช้นิ้วมือได้ แล้วก็สามารถจะตอบจากความทรงจำของเด็กได้ แต่ไม่ให้เขียนคำนวณ ณ เวลานั้นนะคะแล้วก็มีการใช้เรื่องของการแก้ปัญหาที่เป็นคำ ที่เป็นโจทย์ ที่เป็นเนื้อหา มีคำถามประมาณ 10 คำถามที่จะเป็นโจทย์ให้เด็กได้สามารถที่จะทดลอง ทดสอบในการแก้โจทย์ บวกและลบ แล้วก็มีการใช้คำถามอีกประมาณ ๓๙ คำถาม เพื่อที่จะให้ทดสอบเกี่ยวกับเรื่องของการคำนวณ ใช้ดินสอและกระดาษให้เห็นรูปแบบของความผิดพลาดซึ่งจกับความพิการทางการคำนวณบางด้าน หลังจากที่มีการทดสอบทั้งหมดแล้ว ก็จะมีการนำคะแนนมาคำนวณกัน ดิฉันจะแสดงให้เห็นนะคะ ถึงผลของแบบทดสอบของเด็กที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยก็จะเห็นว่ามี 6.96% ที่มีความเสี่ยงที่จะมีความพิการที่เกี่ยวกับการคำนวณ 95 เปอร์เซ็นต์นั้นในส่วนของการให้ค่าของตัวเลขเด็กที่มีความเสี่ยงประมาณ 8.36 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการแก้โจทย์ที่เป็นอัตนัย มีปะมาณ 8.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นคำถามอื่น ๆ 9.51 เปอร์เซ็นต์ ขอขอบคุณมากสำหรับความสนใจของทุกท่านขอบคุณมากครับ มีคำถามอีกอีกหรือไม่คะ ถ้าไม่มีก็ขอขอบคุณมากครับ ขอขอบพระคุณมาก ขอขอบคุณทุกคนที่อยู่กับพวกเราจนถึงช่วงสุดท้ายของวันนี้ แล้วก็ปรบมือให้เธออีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้เราอยู่ในช่วงสุดท้ายของวันนี้แล้ว เดี๋ยวมีข้อมูลที่จะประกาศอีก 2 - 3 เรื่อง เป็นชื่อสะกดของตัวเองเป็นไทยและอังกฤษส่งมาที่อีเมล์ตรงนี้ ส่งอีเมล์เข้ามา เพื่อที่เราจะได้มีประกาศนียบัตรให้กับท่านอาจจะมีการส่งอีเมล์ร่วมงาน แล้วส่งกลับไป หรืออย่างไรก็ตามจะมีการติดต่อกลับไป กรุณาส่งชื่อที่เป็นตัวภาษาอังกฤษตัวสะกดเข้ามา ไว้ให้กับท่าน ณ หลังจากนี้เลย ก็คือเป็นบุฟเฟ ไม่จำเป็นจะต้องรอ ๖ โมงเราเปิดสถานที่ตรงที่เดียวกับอาหารเช้าขอเสียงปรบมือให้กับท่านพิธีกรด้วยนะคะ แล้วเรารู้สึกยินดีมากที่ได้เตรียมอาหารให้กับทุกท่าน และดร.มลิวัลย์ ด้วย ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านและแล้วก็รู้สึกยินดีมากที่ได้มาร่วมเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งกับทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการศึกษาพิเศษ ได้รู้จักทุกท่านที่มาจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ทั้งจากลาว เพื่อนบ้านของเราซึ่งมีการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมมากเลย จากฟิลิปปินส์ด้วย เพื่อน ๆ ฟิลิปปินส์ของเรา และจากภูฏาน จากกัมพูชา เวียดนาม อาจจะมีบางประเทศที่ผมยังไม่ได้กล่าวชื่อทั้งหมด แต่ทุกประเทศก็เป็นเพื่อนของเราและผมเชื่อว่าในปีหน้าก็จะขอเรียนเชิญทุกท่านมามาร่วมประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ๆ วันพรุ่งนี้เช้าเราจะเจอกับทุกท่าน9 โมงตรงนะคะ สวัสดีค่ะ