--- title: (รอบเช้า-2) The 8th International Symposium on Special Education (ISSED) : Update Theory & Practice subtitle: date: วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562 เวลา 08.32 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (พิธีกร) สวัสดีตอนเช้าครับ ขอต้อนรับเข้าสู่การประชุมสัมมนาในวันที่ 3 แล้วก็ขอให้ทุกท่านเข้าสู่ประจำที่ ส่วนใครที่นั่งด้านหลัง รบกวนเชิญนั่งด้านหน้าด้วยนะคะ ทุกคนพร้อมหรือยัง พร้อมแล้วนะคะ ดัง ๆ เลย สวัสดีตอนเช้าครับ ขอต้อนรับกลับสู่การอบรมของเรา เมื่อคืนมีฝนตกนะคะ ก็คิดถึง เมื่อคืนรู้สึกว่าจะมีน้ำท่วมในบางจุด แต่ดิที่มาในงาน Symposium วันนี้แล้วเป็น ๒ วันที่ยอดเยี่ยมมาก มีการแลกเปลี่ยนการนำเสนอต่าง ๆ มากมาย ก่อนที่เราจะเริ่มวันนี้ก็มีการรีแคปทบทวนเล็กน้อย ก็มีพิธีเปิดโดยคณะท่านรัฐมนตรีของ พม. แล้วก็มีการจัดแสดงนิทรรศการจากภูฏาน กัมพูชา แล้วก็ประเทศไทย นักเรียนเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายภาพ โดยคุณสมยศ ก็ต้องขอโทษด้วยที่อาจจะอ่านชื่อผิด ก็ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิคนหูหนวก คุณสมยศก็เป็นช่างภาพ แล้วก็เขาเป็นคนที่มาช่วยสอนคนหูหนวก ในเรื่องของการถ่ายภาพ ขอบพระคุณมากค่ะ แล้วก็มี event หนึ่งที่น่าสนใจมาก อาจารย์วิทยุต บุนนาค ก็ได้เป็นประธานของสมาพันธ์หูหนวกโลก ต้องขอเสียงปรบมือให้ด้วยค่ะ [เสียงปรบมือ] ว่าเป็นตัวแทนจากประเทศไทย จากนั้นก็เป็นเรื่องของการปาฐกถาจากประเทศไทย ภูฏาน เวียดนาม แต่ละประเทศก็ได้แลกเปลี่ยนความท้าทาย ความสำเร็จ แล้วก็พันธกิจของพวกเขา ดิฉันอยากจะแจ้งให้ทราบว่าการจัดงาน ครั้งที่ ๙ เราจะจัดปี 2020 ในเดือนสิงหาคม ช่วยปรบมือให้ด้วยครับ [เสียงปรบมือ] ในการจัดงานที่ผ่านมาก็จะพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยี ที่มาช่วยในเรื่องของเด็กพิการ หรือการยกระดับคุณภาพชีวิต ในครั้งต่อไปจะเป็นการพูดถึงในเรื่องของอาชีพ เรื่องของความยั่งยืน และเรื่องของการดำรงชีวิตอิสระ ขอเรียนเชิญทุกท่านกลับมานำเสนอหัวข้อเหล่านี้ต่าง ๆ อีกครั้ง ช่วยลงปฏิทินไว้ด้วยนะคะ ในแต่ละประเทศก็อยากจะให้มารายงาน แล้วก็พุ่งเป้าความสนใจไปที่ในเรื่องของความเชี่ยวชาญแต่ละคน เช่น ประเทศที่มาจากภูฏาน กัมพูชา ลาว พม่า ก่อนที่เราจะเริ่ม มีอีกอย่างที่สำคัญมาก อยากจะขอบคุณทาง NECTEC แล้วก็จะขอขอบคุณดอกเตอร์อนันลดา ซึ่งเป็นนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยและใช้ประโยชน์ได้ในการที่จะให้บริการ ก่อนที่เราจะไปต่อ นักเรียนที่เรียนจบแล้วอยู่ที่นี่หรือเปล่า ถ้าอยู่ที่นี่รบกวนช่วยยืนขึ้นด้วย รบกวนช่วยยืนขึ้นด้วยค่ะ นักเรียนที่กำลังจะจบแล้ว ก็อยากจะขอเรียนเชิญดอกเตอร์มลิวัลย์ ธรรมแสง มามอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาเป็นรายบุคคล ขอบพระคุณค่ะ เมื่อคุณได้รับใบประกาศแล้ว ก็จะมีการมาถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้งหนึ่งนะคะ เมื่อได้รับรางวัล ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ขอแสดงความยินดีสำหรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ดิฉันอยากจะขอเชิญดอกเตอร์มัสยา เพื่อขึ้นมากล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงานของเรา (ดร. มัสยา) ขอบคุณทุกคนที่มากันในวันนี้ วันนี้เรายังมีวิทยากรอีกหลายท่านด้วยกันนะคะ ก็สิ่งที่จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีบุคคลเหล่านี้เข้ามาสนับสนุน ผู้สนับสนุนดังต่อไปนี้ ลำดับแรกมูลนิธิอนุเคราะห์ในพระราชินูปถัมภ์ 2.มูลนิธิอนุเคราะห์คนมูลนิธิอนุสารสุนทร 3. โรงเรียนปัญญาวุฒิกร โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดปราจีนบุรี ๕. โรงเรียนระยองปัญญานุกูลและ 6. สถานทูตอเมริกาค่ะ ขอเสียงปรบมือให้ผู้สนับสนุนเหล่านี้ [เสียงปรบมือ] ถ้าไม่มีคณะกรรมการ หรือว่าผู้สนับสนุนเหล่านี้งานวันนี้จะไม่เกิดขึ้นนะคะ กราบขอบพระคุณทุกท่านที่นี่ด้วย ขอบพระคุณค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการชักช้า ดิฉันขอเรียนเชิญดอกเตอร์อนันตลดา ซึ่งท่านเป็นนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการที่เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ขอเรียนเชิญ (ดร. อนันต์ลดา) สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันจะคุยให้ฟังถึงเรื่องของเทคโนโลยี เป็นตัวหนังสือที่แสดงคำบรรยายในห้องประชุมที่แสดงอยู่บนจอภาพนะคะ ๓ ปีที่แล้ว เนคเทคเราได้มีการจัดบริการ real time caption ครั้งแรกที่เราได้มาจัดที่งาน symposium ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตด้วย ดิฉันจะอธิบายในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเทคนิคที่เราใช้ในการบริการ real time captioning ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวดให้กับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน สามารถเข้าใจและเข้าถึงบริการต่าง ๆ ก่อนที่ดิฉันจะเข้าถึงเรื่องระบบของ real-time captioning เราจะขอพูดถึงเรื่องศูนย์ที่เรียกว่าเอเมทเป็นศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นประมาณ 1 ปี เป็นศูนย์วิจัยเรื่องของเทคโนโลยีเครื่องช่วยคนพิการและอุปกรณ์เกี่ยวกับการแพทย์ เราออกแบบเพื่อที่จะแยกออกมาเป็นศูนย์วิจัยและโฟกัสในเรื่องการทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องช่วยคนพิการ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการแพทย์ค่ะ ดิฉันขอเริ่มด้วยสถิติที่เกี่ยวกับคนพิการในประเทศไทยนะคะ คุณจะเห็นว่าคนพิการทางการได้ยินนั้น มีจำนวนประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน เราคิดว่าจริง ๆ แล้ว จะมีจำนวนมากขึ้นกว่านี้ เฉพาะตัวเลขที่เป็นคนพิการทางการได้ยิน ซึ่งจดทะเบียนคนพิการกับภาครัฐนะคะ อุปสรรคในการสื่อสารสำหรับคนหูหนวก และคนหูตึงส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของภาษาพูด ซึ่งเขามักจะใช้ล่ามภาษามือ ในจำนวนล่ามภาษามือในประเทศไทยนั้น สำหรับคนหูหนวกก็คิดว่ามีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย แล้วก็จำนวนของล่ามภาษามือยังน้อยอยู่ค่ะ สำหรับคนหูตึงนั้นมีประมาณ ๑๐ ล้านคน รวมถึงผู้สูงอายุด้วย ซึ่งจำนวนก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนที่เป็นคนหูตึง จำนวน 10 ล้านคน ในปัจจุบัน แล้วก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ คนเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องของการได้ยิน แต่ว่าไม่เข้าใจภาษามือ เราจึงพยายามพัฒนาบริการ เพื่อที่จะให้คำบรรยายแทนเสียงพูดเป็นข้อความ บางคนอาจจะคุ้นเคยคำว่า ซับไตเติล หรือว่าคำบรรยายใต้ภาพ ก็เป็นการแสดงคำบรรยายของเสียงพูด เพื่อที่คนที่มีปัญหาในการได้ยิน ก็สามารถที่จะเข้าใจได้โดยการอ่านข้อความ ความท้าทายที่สำคัญสำหรับการจัดทำคำบรรยายแทนเสียงแบบทันเวลาจริง ก็คือเรื่องของการต้องทำให้ทันเวลา เนื่องจากเวลาที่ผู้บรรยายพูด เราก็จำเป็นจะต้องทำคำบรรยายอย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ เราพยายามที่จะให้คำบรรยายนั้นปรากฏขึ้นภายใน ๕ - ๑๐ วินาที หลังจากที่ผู้บรรยายพูด เนื่องจากเราไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้ามากเกินไป เพราะว่าถ้าเกิดว่าการบรรยายเป็น slide เป็นการบรรยายในทีวี เวลาที่เสียงบรรยายช้าเกินไป ก็ทำให้ไม่สอดคล้องกับ slide ที่กำลังแสดงอยู่ และอาจจะเกิดความสับสนได้ เพื่อที่จะให้คำบรรยายที่แสดงอยู่บนจอสอดคล้องไปกับ slide PowerPoint ที่บรรยาย หรือว่าสอดคล้องไปกับเนื้อหาที่กำลังดำเนินอยู่ในภาพของ VDO หรือทีวี ขณะเดียวกันเราก็ต้องการให้มีความถูกต้องและแม่นยำด้วย เราไม่ต้องการให้มีความผิดพลาดมากจนเกินไป และเราต้องการที่จะให้ผู้ชมนั้น สามารถที่จะเข้าใจได้ และส่วนใหญ่แล้วเราต้องการที่จะให้เกิดความถูกต้อง เราก็ต้องมีเวลาในการตรวจสอบทบทวน และเนื่องจากเราจำเป็นให้มีความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการทันเวลา เราพบว่าสัดส่วนโดยทั่วไปนั้น คนหนึ่งก็มักจะพูดอยู่ที่ประมาณ ๑๕๐ ต่อนาที บางคนอาจจะพูดเร็วหรือช้ากว่านี้ บางคนอาจจะพูดเร็วมาก เช่น อาจจะพูดมากกว่า ๒๐๐ คำต่อ ๑ นาที ยกตัวอย่างนะคะ ใน Slide ต่อไป เราพยายามจะทำคำบรรยายแทนเสียงพูดแบบทันเวลาจริง ๆ ตอนนั้นเป็นการพูดของท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทุกท่านทราบดีว่า ท่านนั้นพูดเร็วมาก เราก็พยายามจับเวลา ท่านพูดอยู่ที่ประมาณ ๒๐๐ คำต่อนาที หรืออาจจะมากกว่านั้น เนื่องจากว่าการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 40-60 คำนาที ฉะนั้นถ้าเวลาที่ผู้บรรยายนั้นพูดเร็วมาก เราอาจจำเป็นจะต้องมีผู้พิมพ์ประมาณ 4 - 5 คน ทำให้สามารถที่จะเก็บเนื้อหาในการพูดออกมาเป็นคำบรรยายได้อย่างครบถ้วน ทันเวลา สำหรับเรื่องของคำบรรยายที่เป็นภาษาอังกฤษนั้น เราพยายามทำงานวิจัย แล้วก็พัฒนาเราได้เรียนรู้ว่าการทำงานแบบ Real-time Captioning นั้น มีเทคนิคที่เป็นไปได้อยู่ 3 เทคนิค ด้วยกัน อันที่ ๑ ก็คือการใช้ ชอร์ตแฮนด์ หรือว่าเป็นอุปกรณ์ที่เราสามารถที่จะพิมพ์ได้เร็วขึ้น เป็นคีย์บอร์ดพิเศษ หรือแป้นพิมพ์พิเศษ ใช้ในแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่มีภาษาไทย แล้วก็อันที่ 2 เป็นระบบที่จะใช้ในการแปลเสียงออกมาเป็นคำบรรยายภาพ ออกมาเป็นคำ แล้วก็อีกอันหนึ่งการพิมพ์ พร้อมไปกับการฟังคำบรรยายเสียง อันนี้เป็นระบบที่ ๑ อันนี้เป็นคีย์บอร์ดที่เป็นคีย์พิเศษทำเป็นภาษาอังกฤษ ในการพิมพ์ ๑ ครั้งนี้ สามารถที่จะแสดงคำได้ ๓ พยางค์นะคะ แล้วก็แป้นพิมพ์ในลักษณะนี้ก็จะทำให้เราพิมพ์ได้เร็วขึ้น และสามารถจะพิมพ์แล้วก็มี ชอร์ตคัท สามารถทำให้ปรากฏเป็นคำที่ยาวขึ้นได้ สำหรับคนที่พิมพ์ได้อย่างคล่องแคล่วในแป้นพิมพ์เหล่านี้ จะทำให้เกิดอัตราการพิมพ์ได้ถึง 180-375 คำต่อนาที แต่ว่าในการเปลี่ยนมาทำในภาษาไทยนั้น สวนดุสิต ท่านดอกเตอร์มลิวัลย์เองก็พยายามที่จะพัฒนาแป้นพิมพ์ ที่เป็นแป้นพิมพ์ shortcut อย่างนี้ แล้วก็พยายามที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นภาษาไทย เพื่อที่จะทำให้การพิมพ์นั้นเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็ทำให้กดแป้นพิมพ์เพียงไม่กี่ครั้ง สามารถที่จะทำให้อัตราการพิมพ์จำนวนคำต่อนาทีสูงขึ้น แล้วในภาษาไทยนั้นเรามีเรื่องของวรรณยุกต์ และเรื่องของสระด้วย จะต้องมีการพัฒนาระบบแป้นพิมพ์ที่มีความซับซ้อนมากกว่าภาษาอังกฤษ นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาการจัดทำคำบรรยายแทนเสียงพูดได้ดีขึ้น อันนี้เป็นวิดีโอตัวอย่างของการใช้แป้นพิมพ์ ที่เป็นภาษาอังกฤษจะเห็นว่าเร็วมาก กดเพียงไม่กี่ครั้งก็จะเป็นภาษาอังกฤษที่เป็นคำยาว ๆ ขึ้นมา เทคนิคนี้มีการใช้ในอเมริกาแล้วก็ในอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้น เราเห็นเป็นลักษณะการใช้แป้นพิมพ์แบบนี้ในศาล ในการบันทึกคำให้การ หรือว่าในที่ที่มีการจดคำบรรยายที่มีความรวดเร็ว แต่ว่าความท้าทาย ณ ขณะนี้ การพัฒนาเป็นภาษาไทยนั้นยังทำได้ยาก แล้วก็มีข้อจำกัดในเรื่องของภาษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตด้วย เครื่องมือที่ 2 ก็คือระบบที่เรียกว่า Speech recognition with re-voicing หรือว่าการพูดเสียงที่ระบบคอมพิวเตอร์ได้เข้าใจ หรือได้บันทึกไว้แล้ว เพื่อที่จะแปลเสียงเป็นคำบรรยาย แต่ว่าความท้าทายเนื่องจากว่าเรายังไม่สามารถทำระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถจับเสียงคำบรรยายของผู้บรรยาย ที่มีความแตกต่างกันได้ แต่ว่าคอมพิวเตอร์จะสามารถบันทึก หรือจดจำเสียงของผู้พูดคนเดิมได้ ฉะนั้นเราจะเลือกคนที่ออกเสียงได้ชัด แล้วก็นำมาเป็นผู้ที่ใช้ในการให้เสียงพูด แต่ว่าปัญหาก็คือถ้าเกิดว่ามีการพูดที่เร็วมาก หรือผู้พูดก็จะมีโอกาสที่ทำให้เกิดความผิดพลาด หรือความแม่นยำนั้นก็จะลดลง ลักษณะของการใช้ผู้พูดต้องพูดได้อย่างชัดเจน และจะต้องทำให้ห้องเงียบ หรืออาจจะเป็นตู้ที่จัดทำขึ้นเพื่อที่จะป้องกันเสียงรบกวน คุณจะเห็นว่าในภาพมีอุปกรณ์ที่จะมีวัสดุที่แนบกับใบหน้า และริมฝีปากเพื่อที่จะตัดเสียงรบกวนภายนอก และผู้ที่เป็นผู้ที่พูดซ้ำ สิ่งที่เขาได้ยินผู้บรรยายพูดทั้งหมด แล้วระบบคอมพิวเตอร์ก็จะจับเสียงของผู้ที่ re-voice นี้ แล้วก็แปลออกมาเป็นตัวหนังสือ เราสามารถทำได้ทั้งเป็นการ re-voice หรือในห้องประชุมนั้น ทำผ่านทางไกลเข้ามาก็ได้ ผู้ที่ทำการ re-voice นั้น สามารถที่จะนั่งอยู่ในห้องเรียน ในชั้นเรียน เพื่อที่จะจัดบริการให้การศึกษา หรือว่านั่งอยู่อีกที่หนึ่งก็ได้ แล้วก็สามารถที่จะ re-voice เข้ามาผ่านทางระบบ internet โดยที่ให้อาจารย์ผู้สอนนั้นได้ติดไมโครโฟนไว้ แล้วเสียงจากไมโครโฟนของอาจารย์นั้นก็จะถูกป้อนไปที่ออฟฟิศ ของผู้ที่ Re-voice นั้น แล้ว Re-voice พูดซ้ำออกมา เพื่อให้ปรากฏในคอมพิวเตอร์หน้าจอของนักศึกษา เพื่อนักศึกษาจะมองเห็นคำบรรยายได้ เครื่องมือที่ ๓ เราเรียกว่าการพิมพ์พร้อมไปกับการบรรยาย อย่างที่เราบอกว่า ถ้าเกิดใช้ผู้พิมพ์เพียงท่านเดียวนั้น ก็จะยังไม่เร็วพอที่จะพิมพ์คำบรรยาย เนื่องจากว่าการพูดจะพูดได้จำนวนคำมากกว่าการพิมพ์หลายเท่า ก็จึงต้องมีผู้พิมพ์หลายคน เพื่อที่จะช่วยกันในการพิมพ์ อันนี้เป็นตัวอย่างบริการนะคะ สามารถที่จะทำผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ได้ เคยติดต่อเข้าไปที่ศูนย์ เขามีศูนย์ขนาดใหญ่มาก มีเจ้าหน้ที่อยู่ประมาณ 100 คน เพื่อที่จะทำหน้าที่พิมพ์คำบรรยาย แล้วก็จะทำงานคู่กันเป็นทีม และมี program ที่จะช่วยในการเรียบเรียง แล้วก็ส่งคำบรรยายกลับไปที่มือถือ เพื่อที่เขาจะสามารถอ่านจากมือถือได้ หรือจาก Tablet ได้ ให้การบริการในชั้นเรียนเช่นกัน อันนี้เป็นเทคนิค 3 รูปแบบที่เราใช้ในการทำบรรยายแทนเสียงพูด เป็นข้อความแบบทันเวลาจริง เราได้ทำ Program นี้ หรือว่า project นี้ขึ้นมา ๓ ปีที่แล้ว คำบรรยายแทนเสียงพูดเป็นข้อความแบบทันเวลาจริงในประเทศไทย เราก็ทำงานวิจัยมาประมาณ 1 ปีด้วย แล้วก็จะต้องมีการฝึกอบรม เพื่อที่จะมีผู้พิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เราได้มีการทดลองใช้ในเรื่องของ Speech recognition ด้วย แล้วเราพบว่าในภาษาไทยนั้นยังไม่มีแป้นพิมพ์พิเศษ ที่เป็นแป้นพิมพ์ shortcut สามารถจะมี program Speech recognition ใช้ได้ แต่ว่าในเรื่องของความแม่นยำนั้นยังมีไม่มากนัก เราจึงเลือกใช้ระบบที่ ๓ ก็คือการใช้คนพิมพ์พร้อมไปกับการบรรยาย ซึ่งเป็นระบบที่มีความแม่นยำที่สุด ณ ขณะนี้ เสียงของผู้บรรยาย และเสียงของล่ามภาษาอังกฤษ จะถูกส่งไปที่ศูนย์ live caption ศูนย์เราอยู่ที่รังสิต แล้วเจ้าหน้าที่พิมพ์ที่ศูนย์นั้นจะเป็นผู้พิมพ์ มี ๔ ท่านด้วยกัน ที่ช่วยกันพิมพ์คำบรรยายที่ได้ฟังออกมาเป็นตัวหนังสือ แล้วก็รวมตัวหนังสือที่พิมพ์ออกมาทั้งหมดร่วมกัน แล้วก็แสดงขึ้นมาบนจอ คุณจะเห็นบนสกรีนทั้งทางด้า้นซ้ายมือ และบนจอใหญ่ เป็นคำบรรยาย นอกจากนี้ก็สามารถแสดงคำบรรยายในโทรศัพท์มือถือได้ด้วย เรามีตัวอย่างนะคะ เรื่องของการทำคำบรรยายแสดงในมือถือหรือว่า ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ คุณก็สามารถที่จะได้คำบรรยายแทนเสียงพูด เป็นข้อความแบบทันเวลา คุณสามารถใช้ใน application ต่าง ๆ ได้ ก็คล้ายกันกับที่คุณพิมพ์ไลน์ หรือพิมพ์ Message จะต้องพิมพ์ตัวหนังสือให้ครบประโยคก่อน หรือว่าในจำนวนที่ต้องการก่อนแล้วก็กด Enter ลักษณะคล้ายกันเช่นนั้น อันนี้เป็นตัวอย่าง เราก็จะมีจอของผู้พิมพ์แล้วเขาก็จะเห็น แล้วก็สามารถแก้ไขคำได้ อันนี้เป็นตัวอย่าง นี่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้พิมพ์ ๔ คน ที่พิมพ์พร้อมกัน ก็จะเห็นว่าจะมีการแบ่งกันในทีม เช่น ในช่วง ๓ - ๕ คำแรก คนที่ 1 จะเป็นผู้พิมพ์ และช่วงต่อไปก็จะเป็นผู้พิมพ์คนที่ ๒ หลังจากนั้นเอามารวมกันเป็นประโยคยาว ทำให้เกิดการบรรยายที่ทันเวลาจริงได้ เราใช้ระบบคำบรรยายแทนเสียงพูด ในหลายสถานการณ์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สัมมนา หรือว่าการทำคำบรรยายแทนเสียงพูดในชั้นเรียน รวมถึงในโทรทัศน์ด้วย อันนี้เป็นการทำคำบรรยายแทนเสียงพูด ซึ่งเราสามารถจะเปลี่ยนเป็นภาษาได้หลายภาษาแล้วแต่ผู้พิมพ์ อันนี้ก็เป็นการไปเยี่ยมศูนย์ TTRS คือศูนย์ให้บริให้บริการรีเรข้อความสำหรับคนหูหนวกที่ศูนย์ APDC แล้วก็ที่ TTRS แล้วก็ที่ TTRS เป็นตึก 4 - 5 ชั้น ขึ้นลงไปตามชั้นต่าง ๆ แล้วเราก็ให้บริการ Captioning ประมาณ ๑ ชั่วโมง ที่ศูนย์แห่งนั้น คือผู้พูดก็สามารถพูดเข้าไปในไมค์ลอยได้เลย เราก็จะมีหน้าจอแล้วก็จะเชื่อมต่อกับ server แล้วก็จะเห็นว่าเราก็จะติดตั้งอุปกรณ์แบบนี้ไว้ในห้อง เพื่อที่คนที่มาจะได้เห็น แล้วก็ไปอีกห้องหนึ่ง อันนี้ท่านอาจารย์วันทนีย์ก็บอกว่า ถ้าฉันพูดไม่เร็วมาก 3 คน ก็อาจจะทำได้ แต่ถ้าไปทำนายกรัฐมนตรีเขาจะพูดเร็วมาก คือมีความเร็วประมาณ 200 คำต่อนาที เราอาจจะต้องการคนประมาณ 5 คน อันนี้จะเห็นว่าจะมีคนพิมพ์ 4 คน เราสามารถที่จะเปลี่ยนภาษาได้ และเทคนิคนี้จะเหมะสม เขาก็จะบอกว่าที่ยังไม่มีตัวรู้จำภาษา หมายถึงว่า speech recognition แปลงเสียงเป็นภาษาเขียน อันนี้เป็นตัวอย่างของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านพูดค่อนข้างเร็ว จะเห็นว่าอันนี้เป็นตัวอย่างของการจัดงานสัมมนา แล้วเราก็จะ live caption ให้ หัวข้อต่อไปดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่องการให้บริการในชั้นเรียน ในประเทศไทยแล้วก็มีความยากลำบาก ในการเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น เนื่องจากว่าเราไม่มีล่ามภาษามือที่เพียงพอ และภาษามือของไทยก็ต้องเป็นภาษามือของคนหูหนวกไทย แต่ว่ายากลำบากก็คือเรียงลำดับคำ ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเขียนในภาษาไทย และในภาษาเขียนลำดับเขียนก็คือประธาน กริยา กรรม แต่ว่าภาษาของคนหูหนวก จะเป็น subject object ประธาน กรรม กริยา คือถ้าเป็นภาษาทั่วไปก็คืออาจจะพูดว่า "ฉันกินข้าว" แต่ถ้าเป็นภาษาของคนหูหนวก ซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วไป คือคนหูหนวกอาจจะเข้าใจภาษาเขียนได้ยากหน่อย แล้วคนอื่นเองก็อาจจะไม่ทราบว่ามีปัญหานี้ แล้วก็มีคนหูหนวกแค่ไม่กี่คนที่สามารถที่จะใช้ภาษาเขียนได้อย่างดี อีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า คำศัพท์ของภาษาหูหนวก แค่ 10,000 คำ ถ้ามีคำใหม่เข้ามาแล้วต้องมีการแปล หรือต้องมีการอธิบาย ก็จะต้องมีการสร้างคำศัพท์ขึ้นมาใหม่ ในภาษามือก็ยังไม่มีมหาวิทยาลัยที่จะให้บริการนักเรียนหูหนวก หรือนักศึกษาหูหนวกได้ แล้วก็มีการไปทำงานวิจัยที่ภาคอีสานของประเทศไทย ก็จะเห็นว่ามีล่ามอยู่จำกัดในประเทศไทย แล้วแต่ละคนก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ แม้กระทั่งเด็กหูตึงซึ่งต้องเข้าไปสอบ ก็ไม่มีบริการที่จะมาช่วยสอนเขาทุกปี เช่น มหาวิทยาลัยซึ่งมีจำนวนล่ามค่อนข้างเยอะ เขาก็สามารถที่จะรับนักเรียนที่มีคนพิการทางการได้ยิน แต่ว่าอาจจะไม่ได้รับทุกปี แต่ก็ปีเว้นปี รับได้แค่คณะเดียว อย่างไรก็ตามเขายังคิดว่าเขายังมีล่ามภาษามือไม่พอ เพราะว่าเขาก็จะต้องมีการขอให้ศูนย์ให้บริการนักศึกษาคนพิการ หมายถึงว่า บริการก็จะไปขอผ่านจากที่นั่น แล้วปัญหาก็คือว่าถ้าเกิดล่ามป่วย หรือว่าลา class เรียนนั้นก็อาจจะต้องมีการยกเลิก แล้วอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่าในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ล่ามก็อาจจะต้องเข้าใจวิชาต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถแปลได้อย่างเที่ยงตรง แต่ว่าเราก็ยังไม่มีล่ามภาษามือที่เพียงพอ เราก็เลยได้มีโครงการนำร่อง กับราชภัฏสกลนคร ซึ่งเขามีการให้บริการ captioning ในชั้นเรียน แล้วก็เขาก็มีห้องเรียนเฉพาะที่มีเครื่องมือแบบนี้ แล้วก็มีจอขนาดใหญ่ แล้วก็มี internet ที่มีความเร็วที่ค่อนข้างดี ก็จะมีการทำ captioning แบบจากระยะไกล ก็คล้าย ๆ กับที่เราทำในห้องนี้ แล้วก็จะมีเสียงของครูก็จะถูกส่งจากสกลนคร มาที่ศูนย์มาที่รังสิตมาที่ศูนย์ ขอ live caption ซึ่งจะขึ้นไปอยู่ที่หน้าจอซึ่งจะคล้าย ๆ กับที่เราเห็นที่นี่ แต่อันนี้ไปขึ้นที่หน้าจอของนักเรียนแต่ละคน เขาก็สามารถที่จะดูจากหน้าจอของตัวเองได้ แต่ถ้ามีมือถือเขาก็สามารถที่จะดูจากมือถือได้ด้วย หรือในอุปกรณ์สามารถที่จะเปลี่ยนสีตัวหนังสือได้ เพื่อให้เหมาะกับการเห็นของเขา จะเห็นว่า เช่น นักเรียนคนนี้ จะเห็นตัวหนังสือเป็นสีเขียว คือเขาสามารถที่จะเปลี่ยนขนาดตัวอักษรสีของ text ที่เขาชอบได้แล้วหลังจากเลิก class นักเรียนก็สามารถที่จะเก็บมาไว้ในเครื่องของตัวเองได้ แล้วเราก็ยังให้บริการเรื่องการให้บริการเล่นวิดีโอ ซึ่งมี caption ตามมาด้วย เพื่อที่จะเป็นการทบทวนการเรียนในชั้นเรียน อีกอันหนึ่งก็คือเรื่อง text ที่อยู่ในมือถือนี้ เราก็มีฟีเจอร์ที่จะไปส่วนถัดไป หรือส่วนก่อนหน้านี้ หรือประโยคก่อนหน้านี้ คือถ้าคุณตามไม่ทัน หรือว่าฟังผิดว่าครูพูดอะไร คุณก็สามารถที่จะย้อนกลับไปฟังได้ แล้วเราก็ยังมีล่ามทางไกลภาษามือ เพื่อที่จะแก้ปัญหากรณีที่มีล่ามไม่พอในมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นระบบคล้าย ๆ กัน แต่ล่ามภาษามือระยะไกลนี้ เราก็จะมี VDO คือไม่ใช่มีแค่เสียงเท่านั้น แต่มี VDO ด้วย เราก็จะมีการส่งวิดีโอของครูหรือในห้องเรียนไปที่ศูนย์ TTRS แล้วจากนั้นเราก็จะมีล่ามก็จะแปลเป็นภาษามือ แล้วก็ส่ง VDO กลับมาที่ห้องเรียนอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของสกลนคร อันนี้เป็น caption ตามเวลาจริง แล้วก็จอเล็ก ๆ นี้ ก็จะเป็นจอของนักเรียน คือครูก็สามารถที่จะเลือกนักเรียน แล้วก็ถามคำถาม แล้วก็นักเรียนก็สามารถตอบคำถามเป็นภาษามือได้ แล้วล่ามก็จะช่วยแปลให้กับครูเป็นภาษาพูด อันนั้นก็จะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง ระหว่างล่ามแล้วก็ในห้องเรียน ตัวอย่างสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของคำบรรยายแบบปิดสำหรับทีวี คือตามกฎหมายของ กสทช. ก็มีการส่งเสริมเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในทีวี ที่เป็น digital ซึ่งก็มี 3 บริการ ก็คือบริการล่ามภาษามือ บริการอันที่ 2 ก็คือเป็นบริการ captioning แบบปิด แล้วอันที่ 3 ก็เป็นเรื่องคำบรรยายเสียงเพิ่มเติมสำหรับคนตาบอด เราวางแผนจะจัดทำให้ได้เมื่อ 2 - 3 ปีที่แล้ว เราก็ยังติด คือผลิตบริการเหล่านี้ยังไม่ได้ดีพอ ก็เลยล่าช้าไป แต่ว่าตอนนี้เมื่อเดือนที่แล้วประมาณวันที่ 5 สิงหาคม ตอนนี้ทีวีทุกช่องก็จะต้องมี ตอนนี้เรามีช่องประมาณ 15 ช่อง คือช่องดิจิท้ลก็ต้องมีบริการทั้ง 3 อย่างนี้ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ต่อวัน แล้วก็เราก็พยายามที่จะต้องเพิ่มบริการให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือเขาจะต้องทำ CC Closed Captioning ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วก็ในปีที่ 5 เขาจะต้องเพิ่มจำนวนของนาที ไม่ให้น้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ที่จะต้องให้บริการ captioning แบบปิด แต่การให้บริการเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องทางเทคนิค ที่จะทำให้เกิดมี text ขึ้นมาแบบ Real-Time ระบบกระจายเสียงออกอากาศจะต้องมีการแปลงอะไรบางอย่าง แล้วเราก็เลยมี project ที่เราเริ่มเมื่อปีที่แล้วเราก็ไปทำงานกับไทยพีบีเอส ก็ไปจำลองเรื่องการออกอากาศที่จะมีการใช้ CC เข้าไป แล้วก็มีการไปปรับเปลี่ยนดัดแปลงระบบของเขา เพื่อให้สามารถที่จะเอา text ขึ้นไป แบบ Real-Time ได้ อันนี้เป็นการจำลองเรื่องของการใช้ Closed Captioning หรือว่า CC จากในช่องไทยพีบีเอส อันนี้เป็น version แรก ที่เราทำเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จะไม่มีเสียง แต่ว่าก็จะเห็นว่ามี Closed Captioning อยู่ คุณจะเห็นว่าข้อความก็ยังขึ้นมา ยังไม่ค่อยราบรื่นเท่าไร เมื่อเราทำ CC ให้กับชั้นเรียน แล้วก็งานสัมมนา เราก็สามารถที่จะเอา text มาขึ้นมาทีละตัว เพราะว่ามี bandwidth มากกว่า แต่ว่าในระบบการออกอากาศก็มีข้อจำกัด เพราะว่าการออกแบบระบบ digital ตัวออกอากาศนี้แทนที่จะส่ง caption ที่เป็น text ที่เป็นข้อความ ซึ่งเขาก็ออกแบบให้ส่ง caption เป็นภาพมากกว่า คือจะไม่มีช่องสำหรับ text จะเห็นว่าภาพที่เป็นก็คือเป็นภาพของตัวหนังสือ ไม่ใช่ตัวหนังสือจริง เหตุผลที่เขาเลือกทางเลือกนี้ เพราะว่าก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ในเรื่องของ set top box แล้วก็ค่าใช้จ่าย หรือเครื่องตัวรับสัญญาดิจิทัล คือคนจะต้องไปซื้อมาไว้ที่บ้าน เพราะฉะนั้นถ้าเราส่งข้อความเป็น text ก็จะต้องมีการไปเซ็ตที่ตัว set top box อีก เพราะว่าจะได้เพื่อที่จะเข้ารหัสแล้วก็ส่งข้อความกลับมา ที่หน้าจอเหมือนเดิม แต่อันนี้ก็คือสามารถที่จะเปิด-ปิดได้ ถ้าใช้วิธีนี้แค่เปิด-ปิด ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ แต่ว่าอาจจะไม่สามารถที่จะ update text ทัน เพราะอาจจะไปขัดขวางระบบออกอากาศ ซึ่งอาจจะทำให้การออกอากาศ Down ได้ ถ้าเราส่งข้อมูลมากเกินไป เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าจากวิดีโอนี้ ข้อความก็จะมีการส่งเป็นส่วน ๆ ประมาณ 5-6 ตัวอักษรต่อครั้ง อาจจะอ่านยากนิดหนึ่ง เราก็เห็นปัญหานี้ แล้วก็พยายามแก้ปัญหานี้ ในภาษาอังกฤษก็จะแก้ปัญหานี้ ด้วยการส่งไปทีละคำ เพราะว่าภาษาอังกฤษจะมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นก็จะส่งมาทีละคำได้ แต่ภาษาไทยจะเห็นว่าจะไม่มีช่องว่างระหว่างคำ จะมีช่องว่างระหว่างอนุประโยค หรือว่าประโยคเท่านั้น แต่นั่นก็จะยาวเกินไป ก็อาจจะทำให้การส่งยิ่งดีเลย์เข้าไปอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำ ก็คือเราก็มีการแบ่งคำ แบ่งประโยคเป็นคำ ๆ โดยอัตโนมัติ แล้วก็พยายามที่จะระบุคำแบบตามเวลาจริง แล้วก็มีการส่งเป็นคำ ๆ เข้าไป ในระบบการออกอากาศ อันนี้เป็นการเปรียบเทียบ ในส่วนของเวลาที่เป็นเวลาที่ดีเลย์ไป หรือว่าล่าช้าไปจากเวลาจริง แล้วก็เป็นเรื่องของความแม่นยำ ในกรณีที่อาจารย์ในชั้นเรียนนั้นพูดช้าหน่อย ก็สามารถใช้ผู้พิมพ์ประมาณ 3 คน ในการที่จะทำคำบรรยาย แต่ถ้าพูดเร็วก็จะใช้ประมาณ ๔ คน ดีเลย์ประมาณ ๕ นาที ระบบของเรามีความแม่นยำใกล้เคียง ๙๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ในส่วนของคำบรรยายในทีวีนั้นอาจจะมีความดีเลย์มากสักนิดหนึ่ง ประมาณ 7 วินาที สำหรับสัมมนานั้นจะดีเลย์ประมาณ ๕ วินาที แต่เหตุผลของการ Delay ในโทรทัศน์หลายวินาทีสักหน่อย คือข้อจำกัดอีกสิ่งหนึ่งที่เราทำในระบบของเราก็คือ การแก้ไขคำหลังจากที่มีการพิมพ์แล้ว เนื่องจากว่าผู้ใช้บริการจะให้ความสำคัญกับเรื่องของความแม่นยำ หรือความถูกต้องของข้อความ เนื่องจากว่าผู้ที่เป็นคนหูหนวก หรือผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินจะเรียนรู้ภาษาเขียนจากการอ่านคำบรรยาย จึงมีการให้มีคนที่คอยกำกับดูแลความถูกต้อง หรือว่าทำการแก้ไขตรวจทาน เพื่อที่จะแก้คำที่ผิด ดิฉันจะให้ดูตัวอย่างใน slide ต่อไป จะมีตัวอย่างของการทำคำบรรยาย ซึ่งมีการใช้การตรวจทานแก้ไข ก่อนที่จะมีการตรวจทานแก้ไข ความถูกต้อง 83.94 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีการตรวจทานแก้ไข จะเพิ่มจาก ๘๓.94 เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๐.76 เปอร์เซ็นต์ โดยมีตัวอย่างให้ดูเป็นเรื่องของการทำ Real-Time Transcription การทำ Real-Time Transcription ในช่วงเมษาหรือพฤษภาที่ผ่านมานี้ เป็นพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ แล้วก็เราได้ทำในยูทูปและ Facebook ด้วย แต่ว่าใน YouTube นั้น เป็น open caption แล้วก็ในทีวีนั้นก็เป็นคำบรรยายด้วยเช่นกัน ดิฉันบันทึก VDO นี้ มาจากโทรทัศน์ที่บ้านดิฉันเอง แต่ว่าเป็นโทรทัศน์ที่เป็นรุ่นเก่าสักนิดหนึ่ง อาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนมาก แต่ว่าจะเห็นตัวหนังสือที่เป็นคำบรรยายนั้น เราจะมีการเขียนคำบรรยายอยู่ทางด้านล่าง ธรรมดาเราจะมีการแสดงคำบรรยายด้านบน แต่เนื่องจากเป็นพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่ยกตัวหนังสือไว้ด้านบน เพื่อที่จะถวายพระเกียรติ คุณสามารถเห็นได้ว่าตัวหนังสือที่เป็นคำบรรยายนั้น จะแสดงขึ้นมาช้าสักนิดหนึ่ง เนื่องจากเราจะต้องมีการตรวจทานให้ถูกต้อง ก่อนที่จะแสดง ในอนาคตนั้นเราวางแผนที่จะให้มีการทำงาน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นข้อความแบบทันเวลาจริงได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะพัฒนามากขึ้นสำหรับภาษาไทยด้วย เราวางแผนที่จะใช้ Automatic Speech Recognition หรือว่า ASR เป็นการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนคนที่เป็นผู้พิมพ์มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำบริการนี้ได้มากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะสามารถใช้คนที่จะตรวจ check หรือว่าพิมพ์ร่วมไปกับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเราจะสามารถขยายบริการของเรา ให้กว้างขวางได้ออกไปมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นแผนในอนาคตของเราสำหรับจัดทำบริการทันเวลาจริงในประเทศไทย ขอบคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] คุณมีคำถามสำหรับดอกเตอร์อนันต์ลดาหรือเปล่าคะ เป็น amazing มาก ดิฉันหวังว่าดิฉันจะไม่พูดเร็วเกินไป ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการนำเสนอขอเสียงปรบมือให้ดอกเตอร์อนันต์ลดาอีกครั้ง [เสียงปรบมือ] ขอบคุณค่ะ ถัดไป ดร.ชวพร ธรรมนิตยกุล แล้วก็ ดร.นุดี หนูไพโรจน์ ท่านมาจากวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมของเด็กในวัยมัธยมศึกษา กับเด็กในวัยมัธยมศึกษา (ดร.ชวพร) สวัสดีค่ะ ดิฉันมาจากมหาวิทยาลัยรังสิต จากนิเทศศาสตร์ จริง ๆ แล้วการนำเสนอของดิฉันนั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย ซึ่งงานวิจัยฉบับเต็มนั้นเป็นเรื่องของการพยายามจะสร้างตัวชี้วัด ในเรื่องของความรู้ หรือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Digital Media ในประเทศไทย รู้เท่าทันสื่อในประเทศไทย สำหรับประชาชนทั่วไป และส่วนนี้เป็นส่วนของการศึกษา เรื่องของปัจจัยที่ผลต่อพฤติกรรมของการใช้สื่อ Online ในระดับมัธยมศึกษา ก่อนที่เราจะเริ่มนั้น อยากจะขอกล่าวถึงที่มานะคะ งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ในปี 2018 เพื่อที่จะเข้าใจ หรือศึกษาให้ทำความเข้าใจถึงเรื่องรู้เท่าทันสื่อของประชาชน เรารู้ว่าเทคโนโลยีนั้นมีส่วนช่วย ประชาชนทุกกลุ่มในสังคม และนี่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญด้วย เพราะฉะนั้นเรามุ่งที่จะเป็นประเทศไทยที่ใช้ดิจิทัล และประเด็นสำคัญ ก็คือเพื่อจะให้ทุกคนในประเทศไทยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ และสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้ คุณจะเห็นว่าเราได้มีการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยายแทนเสียง เพื่อที่จะให้ทุกคน แล้วก็ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัยสามารถใช้ประโยชน์ได้ จาก Digital เกิดการเชื่อมโยงกัน เมื่อเราเชื่อมโยงกันจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราพูดถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เราเรียกว่า หรือว่าคนที่เกิดมา และเริ่มชีวิตของเขาท่ามกลางที่มีการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล แม้ว่าเขาจะเป็นประชากรจำนวนที่ไม่ได้มีมากนัก แต่ว่าเป็นกลุ่มที่ทรงพลังมาในการใช้ดิจิทัล เนื่องจากเขาเกิดในยุคดิจิทัล ฉะนั้นจึงเป็นกำลังสำคัญในการที่จะพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสังคมและเศรษฐกิจ digital ของประเทศต่อไป ก็จะเป็นกลุ่มคนที่เกิดประมาณ ปี 1989 จนถึงปัจจุบัน สถิตินั้นมีการสำรวจโดย ITU ในปี 2013 ว่าเยาวชน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของเยาวชนทั้งหมดในประเทศไทย เป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แล้วมีประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการพัฒนา จะเห็นว่าสมองของเยาวชนของเราโดยทั่วไปนั้น ก็ง่ายที่จะถูกล่อใจ หรือถูกกระตุ้นด้วยสื่อต่าง ๆ เรานำการศึกษาเรื่องของพฤติกรรม และศึกษาว่า เยาวชนเหล่านี้ได้เข้าไปใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม ด้วยสาเหตุอะไร หรือแหล่งจูงใจอย่างไร ประเด็นคือในการโครงการนั้น เราพยายามที่จะทำความเข้าใจในพฤติกรรมของเยาวชน และพยายามจะเทียบเคียงกับคนกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศ การศึกษามุ่งที่จะศึกษาเรื่องของพฤติกรรม และสถานการณ์ในปัจจุบันของการใช้ดิจิทัลมีเดียในนักเรียนมัธยมในประเทศไทยอายุ 13-18 ปี และพยายามจะศึกษาถึงปัจจัย ที่ส่งผลกระทบมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในการใช้สื่อออนไลน์ เราใช้การวิเคราะห์จากเอกสารและการอภิปรายกลุ่ม focus group ผลลัพธ์ที่เราคาดหวังก็คือ เราอยากจะทราบถึง เรื่องของการใช้งานสื่อ Online วัตถุประสงค์ของการใช้งาน ประเภทของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมที่มีการเข้าถึง และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าใช้สื่อ Online หรือเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงสาเหตุในการจัดทำสื่อที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้น และเราต้องการที่จะสร้างเป็นความสามารถในการรู้เท่าทัน การใช้สื่อเพื่อที่จะให้เด็กมัธยมเหล่านี้สามารถที่จะนำสิ่งที่ได้ค้นพบจากงานวิจัย ไปพัฒนาความเท่าทันของตนเองในการใช้สื่อ Online สิ่งที่เราข้อค้นพบในงานวิจัยนี้ ก็คือเยาวชนเหล่านี้มักจะใช้ smartphone และ Tablet PC ในการเข้าถึงสื่อ Online เขาใช้ 4G ระยะเวลาที่ใช้สื่อออนไลน์ทั้งหมดนั้น ประมาณ 5 - 6 ชั่วโมง ใช้ Facebook และ Line แล้วก็ใช้สื่อ Online ที่บ้าน มีเรื่องของการเล่นเกมส์ออนไลน์มากทีเดียว ส่วนมากจะพูดคุยกัน ในการใช้สื่อออนไลน์ ใช้เล่นเกมส์ Online แล้วก็ใช้สำหรับที่โรงเรียน แล้วก็การบ้านด้วย ก็คือจะเป็นภาพลามก ก็จะมีคือเทคโนโลยีช่วยให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกัน ก็ต้องมีความรู้ในเรื่องของการใช้งานเช่นเดียวกัน เพราะว่าถ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เขาก็จะใช้เข้าถึงเนื้อหาที่ไม่มีความเหมาะสม หรืออาจจะเป็นคนสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เป็นปัญหาก็คือ เรื่องของภาพลามกอนาจาร อันนี้เป็นภาพของนักเรียนชั้นมัธยม ซึ่งก็ทำท่าทาง sexy และถ่ายภาพและเอามา post ใน Facebook ส่วนตัว แล้วก็กระจายไปทั่ว อันที่ 2 การส่งข้อความเพื่อไป chat และพูดเกี่ยวกับเรื่องของเพศ และภาพที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ ที่พวกเขาก็อาจจะไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ต่อมาก็เป็นเรื่องของการพนัน คือเขาบอกว่าเด็กไทยก็ชอบเล่นการพนัน ก็ประมาณ 4 ล้านคน ก็คือจะเล่นการพนัน แล้วก็มีการเล่นกีฬาที่เป็น E-Sport ในเด็กกลุ่มนี้ ข่าวต่อมาเป็นเรื่องของการใช้ภาษาที่รุนแรง เป็นภาษาที่ไม่เหมาะสมเท่าไร คือเขาใช้ Internet ในการสร้างเครือข่าย ในการ post status บ่นเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ ซึ่งอาจจะไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง หรือใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมอย่างรุนแรง หรือไม่มีการคิดพิจารณาใด ๆ ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของความรุนแรง หรือการฆ่า อันนี้เป็น Net ไอดอลคนหนึ่ง เธอก็มีเพจเกี่ยวกับหมา แล้วก็บริจาคเงินเกี่ยวกับสัตว์ไปช่วยเหลือสัตว์ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยน Bitcoin แล้วเธอก็พยายาม ก็คือสิ่งที่เธอพยายามทำก็คือ เธอไปฆ่าแมวสด ๆ ซึ่งก็ค่อนข้างน่ากลัว ก็คือเป็นการใช้ Internet ในการที่จะอวดตัวเอง ซึ่งเขาต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชนของเขา เพราะว่าเด็กในวัยนี้เขาอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาก็พยายามที่จะโชว์ออฟ หรือว่าอวด สิ่งหนึ่งที่ทำบ่อย ๆ ก็คือสื่อ Online มีไว้สำหรับอวด ผลกระทบจากเนื้อหามีอะไรบ้าง จากเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์มีอะไรบ้าง ก็จะเป็นเรื่องของความเชื่อ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เราจะต้องชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ใช่เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ว่าคุณจะต้องใช้สิทธิของคุณในทางที่ถูกต้องข้อ 2 จะเป็นเรื่องของความปรารถนาที่จะได้รับความนิยมในกลุ่มเพื่อน เช่น การอวดรวย อวดอะไรต่าง ๆ หรือการอวดเพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจ หรือการเลียนแบบ ถ้าคุณจำได้ในภาพที่แล้ว ในเรื่องของภาพลามกอนาจาร เด็กก็พยายามทำตามนางแบบอะไรทำนองนั้น แล้วก็ ข้อ ๕ ก็จะเป็นเรื่องของการปลดปล่อยอารมณ์ จะเห็นว่าใน Facebook status ก็มีตัวอย่างของการที่จะปลดปล่อยอารมณ์ ต่อมาเป็นเรื่องของการหาเงิน เช่น Bitcoin จริง ๆ เขามีช่องทางหาเงินหลายอย่าง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี อันสุดท้ายอาจจะการขาดความรัก เขาต้องการความรัก ฉะนั้นเขาก็เลยเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ได้ความรัก การที่เด็ก ๆ เข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ก็จะมีเหตุผลหลาย ๆ เหตุผล เช่น เหตุผลแรกก็คือ เรื่องความอยากรู้อยากเห็น ต่อมาก็คือเป็นความกดดันจากเพื่อน ตอนที่ทำโฟกัสกรุ๊ป คำตอบหนึ่งที่ได้ยินก็คือ เพื่อนอยากให้ทำก็ทำ คือทำเพื่อให้สนุก หรืออันสุดท้ายก็ค่อนข้างที่จะน่ากลัว เช่น เราเคยเห็นไหมเวลาที่เราเข้าไปใน social media network ก็จะมีโฆษณา สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เหมาะสมมาก แล้วเด็ก ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นคนที่ได้รับเนื้อหาเหล่านี้ เนื่องจากว่า internet เหล่านี้ ยอมให้เด็กเหล่านี้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาเหล่านี้ได้ content หรือว่าเนื้อหานี้ก็จะกระจายไปทั่วเลย อีกเหตุผลต่อมา จะเป็นเรื่องของการไม่มีการปฏิสัมพันธ์ ไม่มีการเช็คอายุ แต่ว่าเขาก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในสังคม online อันนี้เป็นข้อสรุปการใช้สื่อออนไลน์ ก็อาจจะนำไปสู่เรื่องของการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง คือเขานั่งอยู่หน้าจอ แล้วก็ลืมกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเขา หรือกิจกรรมทางกายหรือจิตใจช่วยพัฒนาตัวเขาได้ ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของการติดสื่อ การติดสื่อก็คือ WHO ก็พยายามบอกว่า smartphone หรือว่า internet ก็เป็นอาการติดอย่างหนึ่ง ข้อที่ 3 เป็นเรื่องของผลกระทบทางอารมณ์ บางครั้งเด็กเหล่านี้เขาก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดี เสียใจ หรือว่าเวลาเห็นคนอื่นเห็นเพื่อน ๆ คนอื่นโชว์ออฟ คือเขาก็อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ post สิ่งเหล่านี้เข้ามา หรือว่าแม้กระทั่งตอนที่เขาไม่ได้เข้าถึงสื่อพวกนี้ ยังรู้สึกไม่ค่อยดี ข้อที่ 4 จะเป็นเรื่องของจะเป็นพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อคนอื่น ๆ ในสังคมซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้อื่น เมื่อมีการแชร์ หรือมีการถ่าย แล้วก็โพสต์รูปที่ไม่เหมาะสมลงไป หรืออาจจะทำ VDO Clip แล้วก็ Post ลงไปข้อแนะนำจากงานวิจัยนี้ก็เป็นเรื่องของสมรรถนะของสื่อสารสนเทศ แล้วก็ความเป็นประชาชนในสังคมประชาธิปไตยก็จะต้องมีการไป เขาเรียกว่าสร้าง เป็นแนวคิดขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีการปลูกฝังแนวคิดเหล่านี้ตั้งแต่มัธยม เข้าใจความแตกต่างของคนตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กจนกระทั่งเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงเด็กพิการด้วย คนพิการด้วย ขอบคุณครับ มีคำถามไหมคะ ที่จะถามดอกเตอร์ชวพร เห็นแล้วก็รู้สึกกลัวมาก เพราะว่าดิฉันก็มีลูกวัยรุ่น และเราในฐานะผู้ปกครองก็ควรจะต้องตระหนักเรื่องนี้เช่นกัน ใช่ เราก็มีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องทางออกสำหรับพ่อแม่ด้วย หลายครั้งพ่อแม่ก็รู้สึกว่าอยากจะให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนช่วยกัน ในการแก้ไขร่วมกัน ทุกฝ่ายค่ะ ขอเสียงปรบมืออีกครั้งหนึ่ง [เสียงปรบมือ] ต่อไปอยากจะขอเชิญผู้นำเสนอท่านต่อไป นางสาววรัญนิตย์ จอมกลาง จากศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ขอเสียงปรบมือค่ะ [เสียงปรบมือ] (นางสาววรัญนิตย์) สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันชื่อนางสาววรัญนิตย์ จอมกลาง เป็นครูจากศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลางที่กรุงเทพ ประเทศไทย ดิฉันรู้สึกยินดีมากที่ได้มาที่นี่ ได้พบกับท่านอาจารย์และเพื่อน ๆ ทุกท่าน วันนี้ดิฉันอยากจะขอนำเสนองานวิจัยที่ดิฉัน และทางคณะได้จัดทำขึ้น เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกัน ระหว่างครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยเรามีการศึกษาพิเศษหลายรูปแบบ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ในศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โรงเรียนเรียนรวม โรงเรียนเอกชนและอื่น ๆ ในบางที่ก็จะมีครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียนรวม เป็นโอกาสที่จะให้นักเรียนทั่วไป และนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถเรียนร่วมกัน เป็นเพื่อนกันแล้วก็เรียนรู้ สังคมที่มีการอยู่ร่วมกันผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการบริหารจัดการการศึกษาพิเศษนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น หมอ Audiologist นักแก้ไขการพูด นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ จะเป็นผู้ที่มีการสนับสนุน ส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นการบำบัด และสิ่งต่าง ๆ ทำให้เด็กสามารถที่จะเรียนได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องการศึกษาของเด็ก ได้แก่ผู้บริหาร ครูทั่วไป และครูการศึกษาพิเศษ ครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษนั้นถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะเด็กพิการในโรงเรียน ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษจะร่วมมือกัน ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการพัฒนาเด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ จากสถิติแสดงให้เห็นว่า ครูทั่วไปนั้นมีทัศนคติที่เป็นบวก ต่อการทำงานกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพียงแต่ว่าจะค่อนข้างมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการทำงาน มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของครูทั่วไป ไม่สามารถสอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวมได้ และครูการศึกษาพิเศษก็ประสบปัญหาในการสอนในชั้นเรียนรวม ฉะนั้นการส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างครูทั่วไป และครูการศึกษาพิเศษยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางในการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน อะไรควรจะเป็นรูปแบบของการทำงานร่วมกัน ระหว่างครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษในนักเรียน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา และวิธีการหรือแนวทางในการทำงานร่วมกันระหว่างครูทั่วไป และครูการศึกษาพิเศษ เพื่อที่จะสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้มีครูทั่วไป ๘ คน ที่ทำงานกับครูการศึกษาพิเศษในกรุงเทพฯ โดยมีโรงเรียนการศึกษาพื้นฐาน และโรงเรียนที่อยู่ในคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และโรงเรียนที่ทำงานโรงเรียนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร มีการถามคำถามในโฟกัสกรุ๊ป และทบทวนวรรณกรรม แล้วก็มีการวางแผนเครื่องมือวิจัย และดำเนินการ วิธีการทำงานวิจัยเรามีการส่งจดหมาย ไปทางผู้อำนวยการของโรงเรียนจากนั้นทำการ Focus Group แล้วก็มีการวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูลที่เก็บมาจากการดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้นจากการศึกษา 3 กลุ่ม เราพบว่าครูการศึกษาพิเศษที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในห้อง resource room นั้น แล้วก็มีเรื่องของการศึกษาความร่วมมือระหว่างครูทั่วไป ที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทุกคนนั้นก็พยายามที่จะแก้ปัญหา พยายามที่จะจัดให้มีครูการศึกษาพิเศษ แล้วก็พยายามให้มีการหารือร่วมกัน เพื่อที่จะมีความเข้าใจที่ตรงกัน รูปแบบของความร่วมมือระหว่างครูทั่วไป และครูการศึกษาพิเศษ ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบ เรียกว่า PARTAKE Model คือรูปแบบการทำงานร่วมกันให้เกิดคุณภาพการศึกษา เป็นการทำงานระหว่างครูทั่วไป และครูการศึกษาพิเศษ ได้แก่ การทำงานเพื่อให้เด็กสามารถที่จะมีความสามารถในการเรียนรู้ และได้รับความรู้ได้อย่างเต็มที่ ความหมายของคำว่า PARTAKE Model มาจากตัวหนังสือแต่ละตัวอักษร คือ P มาจาก Partner Plan ระบบการวางแผนงานที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ A คือ Administrator หรือผู้บริหาร เป็นการทำงานภายใต้การกำกับดูแลโรงเรียนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรวม R มาจากคำว่า Renew หมายถึง การทำงานร่วมและพัฒนางานต่อเนื่องร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวิธีการใหม่ ๆ และแนวความคิดใหม่ ๆ T คือคำว่า Train การฝึกอบรม เป็นการฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานได้ ยอมรับในบทบาทหน้าที่ K มาจาก Knowledge E คือ Ethics เป็นสิ่งที่สำคัญคือการทำงานตามจรรยาบรรณในฐานะของครู ความคาดหวัง เพื่อจะให้ทุกคนที่เป็นครูในโรงเรียนนั้น สามารถเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษและไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่จะให้มีความรู้ ความตระหนักสำหรับเด็กทุกคนในโรงเรียน ขอบคุณมากค่ะ [เสียงปรบมือ] ขอบคุณมากค่ะ ก็อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า การศึกษาพิเศษ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นความร่วมมือ และครูการศึกษาพิเศษจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ เดี๋ยวเราจะมีเบรกสั้น ๆ เราเบรก 15 นาที เนื่องจากเวลาเราค่อนข้างจะจำกัด ขอให้กลับมาตรงเวลา [สิ้นสุดการถอดความ] (พิธีกร) ทุกท่านคะ ทุกท่านที่กำลังรับประทานเบรกอยู่ข้างนอกรบกวนเข้ามาในอีก 5 นาทีนะคะ ขอบคุณค่ะ ถ้าทุกท่านพร้อมแล้วกรุณามานั่งด้านหน้านะคะ ขอเชิญประจำที่นะคะ คนที่นั่งอยู่โต๊ะกลม ๆ ด้านหลังช่วยขยับมานั่งด้านหน้าได้หรือไม่คะ เรามีเวลาค่อนข้างจำกัด ดิฉันจะขอบคุณมากถ้าเราจะเริ่มได้ตอนนี้เลย รบกวนทุกท่านเข้าประจำที่ด้วยค่ะ ตอนนี้เราก็ใกล้จะจบการสัมมนาของเราแล้ว ทุกคนก็คงจะตื่นเต้นกัน ทุกท่านคะ เรากำลังจะเริ่มแล้ว ขอทุกท่านประจำที่นะคะ ขอบคุณค่ะ ก็รบกวนให้ความเคารพกับวิทยากรของเราด้วยนะคะ ขอเชิญทุกท่านประจำที่ค่ะ วิทยากรท่านถัดไปมาจากภูฏาน คุณ Ms. Chencho Dem มาจากสถาบัน ของคนหูหนวก เมืองปาโร ภูฎานก็จะมาพูดถึงเรื่องของการนำคนหูหนวกออกมารู้จักกับโลกภายนอก เพราะว่าคนหูหนวกเหล่านี้ มีพื้นฐานของภาษามือหรือว่าวัฒนธรรมคนหูหนวกเลย (Ms. Dem) สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากจะขอทักทายเป็นภาษาภูฏานนะคะ แล้วก่อนที่ดิฉันจะขอเริ่มนำเสนอ ดิฉันจะขอขอบคุณท่านอาจารย์มลิวัลย์ และคณะผู้จัดงาน รวมถึงทางสวนดุสิตที่ได้ให้โอกาสเราในการมาร่วมนำเสนอในการประชุมวิชาการ และนี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้ร่วมในการประชุมวิชาการนานาชาติอย่างนี้ ดิฉันก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ดิฉันอยากจะขอขอบคุณ ผู้ช่วย จากที่ได้เข้ามาให้ความรู้กับเราในการทำงานที่โรงเรียนด้วย แล้วก็ขอขอบคุณนักเรียนนักเรียนของเราทุกคนที่เหมือนกับครูของฉันด้วย ที่ให้ความรู้ฉันในการทำงาน ที่จริงอยากจะขอขอบคุณนักเรียนหูหนวกของฉันทุกคน ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาของดิฉัน และนี่เป็นโรงเรียนของเราที่ภูฏาน ที่โรงเรียนหูหนวกที่ภูฏานสอนที่นั่น 7 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 จะบอกตามตรงนะคะ ตอนที่ดิฉันเข้าร่วมในชุมชนคนหูหนวก ดิฉันก็รู้สึกเหมือนฝันร้าย ทำไมจึงเป็นเหมือนฝันร้าย เพราะว่าดิฉันไม่เข้าใจเรื่องของคนหูหนวกมาก่อนเลย ดิฉันเป็นครูก็จริง แต่ว่าได้รับการฝึกอบรมมา เรียนมา เกี่ยวกับการสอนในโรงเรียนทั่วไป แล้วก็พูดถึงโรงเรียนเรียนรวม แล้วเมื่อดิฉันถูกส่งไปแล้วก็ได้ทำงานกับนักเรียนหูหนวกนั้น ที่โรงเรียนหูหนวก ดิฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษามือเท่าไรเลยในตอนแรก ดิฉันไม่เข้าใจแล้วดิฉันก็มานั่งมองนักเรียน นักเรียนก็มองดิฉันดิฉันก็ใช้ภาษามือไม่เป็น หลังจากนั้นผ่านไป ๗ ปี ดิฉันไม่มีฝันร้ายเลยค่ะ ตอนนี้ดิฉันนอนหลับสบายมีความสุขในการทำงาน เพราะว่าใน 7 ปี ที่ดิฉันได้เรียนรู้ในโรงเรียนของคนหูหนวกนั้น ดิฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง และดิฉันพบว่านักเรียนหูหนวกนี่เแหละ เป็นครูของดิฉัน เขาสอนดิฉันมากมายให้รู้ว่า แม้ว่าครูมีหน้าที่ที่จะต้องสอนนักเรียน แต่ดิฉันกลับได้เรียนรู้มากมายจากนักเรียนของดิฉัน แล้วเรากำลังจะมีสัปดาห์ของคนหูหนวกนานาชาติ ที่ภูฏานก็เช่นกัน เราก็จะร่วมเฉลิมฉลองสัปดาห์ของคนหูหนวกนานาชาตินี้ด้วย และนี่คือ slide ที่ดิฉันได้เตรียมมานะคะ ซึ่งดิฉันอยากจะขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมา ในปี 2004 เราเริ่มการศึกษาสำหรับคนหูหนวก อย่างที่เพื่อนดิฉันบอกว่าจริง ๆ เราเริ่มในปี 2002 และเราเริ่มที่จะมีนักเรียนหูหนวก แล้วก็เริ่มมีการสอนให้กับคนหูหนวก หลังจากนั้นเราก็มีการยกระดับขึ้น มีการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนหูหนวกในภูฏาน ในปี 2016 ก็มีการยกระดับขึ้นมา พัฒนาขึ้นมา พอมาถึงปี 2018 เราก็มีจำนวนของนักเรียนหูหนวกที่เพิ่มมากขึ้น ในปี 2016 เรามีนักเรียนที่จบการศึกษาจาก ชั้น ม.3 แล้วหลายคนก็มาร่วมเป็นครู เรามีหลักสูตรสอนภาษามือสำหรับการสื่อสารขั้นพื้นฐาน และดิฉันในฐานะครู สิ่งที่เป็นเหมือนกับขุมทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ก็คือชั้นเรียนของดิฉัน นักเรียนของดิฉัน ดิฉันจะพูดถึงเรื่องของชั้นเรียนในการนำเสนอนี้ ว่าชั้นเรียนของนักเรียนหูหนวกในภูฏานนั้นเป็นอย่างไร พร้อมหรือไม่คะ พร้อมนะคะ ในโรงเรียนหูหนวกนั้น เรามีตั้งแต่เด็กหูหนวก 5 ขวบ จนถึงอายุ 22 ปีค่ะ เพราะว่าในสถาบันของเรา เราพบว่าคนหูหนวกหลายคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เขาไม่ได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษา เพราะอะไร เพราะว่าชุมชนคนหูหนวกในภูฏานนั้นมีจำนวนไม่มาก และครอบครัวนั้นก็ยังไม่ค่อยได้ใช้ภาษามือ ตอนเริ่มต้นเขามาที่โรงเรียนก็จะเห็นว่าเขาไม่ได้ทำภาษามือกับผู้ปกครอง แล้วก็สังเกตได้ว่าเด็กหูหนวกที่มานั้น เขาใช้ภาษามือได้น้อยมาก แทบไม่มีภาษาที่จะใช้ร่วมกันระหว่างครอบครัว แล้วก็เด็กหูหนวกเลย นอกจากนั้นโรงเรียนของเรา เป็นโรงเรียนแห่งเดียวที่ให้การศึกษากับคนหูหนวก คือในประเทศมีโรงเรียนเราโรงเรียนเดียวค่ะ สำหรับคนที่มีลูกหูหนวก นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ตาม จะต้องเดินทางมาโรงเรียนเราโรงเรียนเดียว ที่จะให้ความรู้กับลูกที่เป็นคนหูหนวกกับพวกเขาได้ มีโรงเรียนหูหนวกโรงเรียนเดียว เราไม่มีการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม อย่างเช่น ในการประชุมครั้งนี้ เราเห็นว่ามีหลายท่านที่นำเสนอเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่ว่าเราไม่มีค่ะ ในประเทศของเรายังไม่มี สำหรับเด็กที่มีการได้ยิน ใช่ เขามีการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม แต่ว่าสำหรับเด็กหูหนวกยังไม่มี จะมีเฉพาะสำหรับคนหูดี หรือเด็กที่เป็นเด็กหูดีเท่านั้น และในอดีตที่ผ่านมาเด็กนั้นไม่เพียงแต่จะต้องเรียนภาษามือนะคะ เด็กต้องเรียนภาษามือ ต้องเรียนการเขียนภาษาอังกฤษ ต้องเรียนการเขียนภาษาท้องถิ่น โดยที่ไม่มีพื้นฐานภาษามือเลย ยากมากสำหรับนักเรียน และสำหรับครู แล้วจะทำอย่างไร คือก่อนจะมีภาษาที่ 2 คุณต้องมีภาษาที่ 1 ก่อนใช่ไหมคะ และวิธีการที่เราจะมีการเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้ ในปี 2018 กระทรวงศึกษาธิการของภูฏาน องค์กร volunteer เป็นองค์กรของออสเตรเลียก็ได้ช่วยกัน แล้วก็พัฒนาเป็นหลักสูตรภาษามือพื้นฐานสำหรับการสื่อสาร นี่เป็นสิ่งที่เราทำในปี 2018 เราเริ่มเช่นเดียวกับทุกคน เมื่อใครก็ตามพาลูกมาโรงเรียนครั้งแรก ต้องมาเข้าหลักสูตรนี้ก่อน เราต้องการที่จะให้เป็นการปูพื้นฐาน ตอนที่เรียนหลักสูตรนี้จะยังไม่ต้องเขียน แต่ให้ใช้ภาษามือให้ได้ก่อน เพื่อสื่อสารให้ได้ก่อน เราจะให้ความสำคัญกับการสอนภาษามือก่อน เพื่อที่จะมีภาษาเริ่มต้นให้กับนักเรียนของเรา และหลังจากนั้นจะต่อยอดไปถึงภาษาต่อ ๆ ไปได้ เด็กหูหนวกที่เข้ามาในโรงเรียนก็จะเข้ามาเรียนคอร์สการสื่อสารด้วยภาษามือนี้ นี่คือสถิติจากปี 2018 - 2019 นี่เป็นภาพของเด็กในปี 2018 ในชั้นเรียนของเรา อย่างที่บอกว่าตอนแรกเขามาโรงเรียน เขายังแทบไม่รู้ภาษาอะไรเลย ก็มาฝึกตั้งแต่แรก เป็นครั้งแรกที่มาโรงเรียน โดยที่ยังไม่รู้ภาษาอะไรเลยนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก และ ๗ ปีที่ผ่านมา ในประสบการณ์การเป็นครูของดิฉัน ดิฉันมีโอกาสที่จะได้ทำงานกับเด็กเหล่านี้ และปีนี้ก็เช่นกัน ดิฉันพบว่ามีนักเรียนที่มาครั้งแรก แล้วก็ไม่เคยได้ใช้ภาษาอะไรมาก่อน ก็ดูเหมือนเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน เด็กคนนี้ครั้งแรกเจอดิฉันร้องไห้เลยค่ะ แล้วทุกคนก็บอกว่า "มา ๆ" แล้วดิฉันก็พยายามให้เด็กนั่ง แล้วเด็กก็เขยิบ ๆ หนีอยากจะออกจากชั้นเรียนไป แล้วเราก็ได้พูดคุยกันเรื่องของผีเสื้อ แล้วก็ผีเสื้อนั้นใช้เวลากว่าจะเป็นดักแด้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นผีเสื้อ ฉะนั้นในตอนเริ่มต้นนั้นก็เหมือนกัน จากเด็กที่ร้องไห้ที่กลัวที่เจอคุณครูครั้งแร ก็จะต้องสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน แล้วก็ทำความรู้จักกัน หลังจากนั้น ๕ เดือน ดิฉันพบว่าดิฉันมีผีเสื้อน้อย ๆ ที่โบยบินมากมาย ที่โบยบินอยู่ในชั้นเรียนของฉัน ไม่อยากอยู่ใกล้ฉัน เวลาดิฉันพยายามเข้าใกล้เด็ก เด็กพยายามที่จะปฏิเสธดิฉันนะคะ แต่ว่าหลังจากนั้น 5 เดือน หลังจากหลาย ๆ เดือนถัดไป เราเห็นความก้าวหน้า และนี่ก็เป็นสิ่งที่งดงามมาก อันนี้เป็นข้อมูลสถิติก็จะมีนักเรียนทั้งหมด 22 คน อายุตั้งแต่ 5 - 22 ปี เป็นผู้ชาย ๔ คน ผู้หญิง ๑๘ คน ในปี 2019 มีนักเรียน 3 คน เป็นเด็กชาย 1 และเด็กหญิง 2 สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของเรามีอะไรบ้าง ดิฉันเชื่อว่าภาพนั้นก็สื่อสารได้มากมาย อันนี้เป็นบรรยากาศในชั้นเรียนของเรา ไม่ใช่เป็นลักษณะของครูยืนอยู่หน้าห้อง แล้วเด็ก ๆ นั่งฟังนะคะ แต่ว่านี่เป็นภาพบรรยากาศของเรา เรามีผู้ใหญ่ที่เป็นคนหูหนวก แล้วก็สอนเขา มีเด็กที่เป็นคนหูหนวก แล้วก็สอนเรื่องง่าย ๆ เช่น การซักล้าง การซักผ้า แล้วก็มีคำศัพท์มากมายที่เราได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้ หลังจากนั้นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากในโรงเรียนของเรา ก็คือการสอนของครูนั้น เราในฐานะที่เป็นครู เราใช้การเล่น แล้วก็การทำโครงการ สำหรับเด็กเล็ก ๆ เราจะใช้การเล่นเป็นฐานในการเรียนรู้ เช่น เวลาเด็ก ๆ เข้ามา เขาอาจจะไม่ต้องการเข้ามาเป็นการเรียนวิชาการในชั้นเรียน อยากจะออกไปข้างนอกห้อง ไปเรียนรู้นอกห้อง นี่ก็คือสิ่งที่เราทำ เราทำสวน แล้วก็เด็ก ๆ ทุกคนชอบทำสวนมาก และได้เรียนรู้ผ่านจากการทำสวน และอีกภาพหนึ่งเราออกไปในชุมชนของเรา และเราพูดคุยกันในเรื่องของน้ำ เราดื่มน้ำจากอันนี้ได้ไหม เด็กบอก ไม่ได้ อันนี้สกปรก เราก็ได้เรียนรู้ว่าอันนี้เป็นภาษามือที่แสดงให้เห็นว่า นอกจากนี้ก็มีเรื่องของการทำงานร่วมกันในห้องเรียนด้วย มีครูที่มีการได้ยิน แล้วก็มีครูที่เป็นครูหูหนวกด้วย เหตุผลที่เรามีครูหูหนวก ก็เพราะว่าเราต้องการที่จะให้เด็กได้ซึมซับ ซึ่งจะต้องเรียนจากครูหูหนวก อันนี้ก็เป็นวิดีโอคลิปสั้น ๆ นะคะ เป็นการสอนร่วมกันระหว่างครูหูหนวก และครูที่มีการได้ยินค่ะ ทำงานกันเป็นทีม เด็กหูหนวกเขาก็จะออกไปในพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการมีครูหูหนวกในห้องเรียนสำคัญมาก ดีกว่าเยอะมากเลย คือถ้ามีครูหูดีอย่างเดียว ก็อาจจะไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ๆ ได้ คือเรื่องของภาษามือครูหูหนวกก็เป็นครูที่ดีมาก แล้วก็อันนี้เป็นต้นแบบของครูหูหนวก เธอก็สอนให้เด็กเรียนรู้การ sign อันนี้เป็นการทำท่าทางภาษามือของผีเสื้อ คือเด็กผู้ชายเขาก็เล่าเรื่อง อันนี้เป็นเรื่องของกลางวันกลางคืน ต่อมาเป็นเรื่องของครูหูดีกับหูหนวกมาวางแผนการสอนด้วยกัน ว่าพรุ่งนี้จะสอนอะไร และครูหูดีก็ช่วยสนับสนุนในเรื่องของการวางแผน ก็คือดูกลยุทธ์การสอน เราก็มีเครื่องช่วยในการสอน อุปกรณ์ในการสอนเยอะเลย คือเรารู้ว่าคนหูหนวกเป็นคนที่เรียนรู้ในการเห็น คือถ้าเขาเห็นเขาก็จะจำได้มากขึ้น เขาก็จะจำได้นาน ในภาพแรกก็จะเห็นว่า เขาก็จะมีภาพเอาจานให้เด็กดู จากนั้นก็ไปดูเรื่องของการสร้างถนน เครื่องจักกลในการสร้างถนน อันนี้มีการใช้วัตถุต่าง ๆ เป็นการสอนเรื่องของผลไม้ ก็ให้มีการสอนเด็กให้ทำภาษามือ อันนี้เป็นภาษามือ ไม่ใช่เรื่องของการใช้ภาษามือเท่านั้น ก็ยังมีการใช้ภาษาท่าทางอย่างอื่นด้วย แสดงออกต่าง ๆ จากนั้นก็มีพาไปดูงานข้างนอก เมื่อไปดูงานข้างนอกก็จะได้เรียนรู้เยอะเลย ในภาพแรกก็ไปดูงานที่ศูนย์สุขภาพแห่งหนึ่ง คือถ้าคุณป่วยเด็กก็รู้ว่าเขาจะต้องมาที่ไหน และในอาคารนี้จะเจอใครบ้าง แล้วเขาก็จะได้มีโอกาส คือเขาเรียนรู้ พาเขาไปดูงานข้างนอก ภาพที่ 2 ค่อนข้างสะเทือนใจฉัน เห็นไหมเขาช่วยเหลือกันอย่างไร คือเด็กผู้ชายคนนั้นไม่ใช่มีแค่ภาวะหูหนวก แต่ว่ามีภาวะความพิการอย่างอื่นด้วย บางครั้งเด็กคนนี้เขาก็อาจจะเดินไม่ได้ มีคนช่วยเขา ก็จะช่วยเขาแบบนี้แล้วก็ไปฟาร์มปศุสัตว์ แล้วก็ไปสวนผัก แล้วก็มีการสอนภาษามือ อันนี้ก็มีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น เช่น คือบางทีคุณวางแผน คุณจะไปทัศนศึกษา ดิฉันก็แสดงให้นักเรียนดูว่าเราทำแบบนี้นะ และอีกด้านหนึ่งก็คือเราสอนเด็กให้เข้าใจวัฒนธรรม ในเรื่องของการเดินโค้ง เวลาคนเดินผ่านเราหรือต้องมีการแสดงมารยาทที่ดีต้องทำอย่างไร เช่น มีคนที่อยู่ในชุมชนของเราเป็นผู้อาวุโส เราต้องทักทายท่าน ดิฉันก็สอนเด็ก เด็กก็บอกว่าเราไม่ต้องทักทาย ต้องโค้ง เด็ก ๆ บอกว่าไม่ต้องโค้ง เราโค้งให้คุณครูอย่างเดียว ไม่ต้องโค้งให้คนอื่น เพราะเด็ก ๆ ไม่เคยเห็นคนอื่น เด็ก ๆ เคยเห็นแต่คุณครู เราก็พาเด็กออกมาในชุมชนให้เด็กได้รู้จักคนอื่น ๆ เด็กก็ได้เรียนรู้เรื่องของมารยาทการอยู่ร่วมกัน แล้วก็วัฒนธรรม แล้วก็ยังมีเรื่องของหนังสือที่เรียกว่า experience book เด็กสามารถอ่าน เนื่องจากว่าเด็กเรียนรู้จากการเห็น ใช่ไหมคะ เราก็จะมีภาพต่าง ๆ เป็นประสบการณ์ให้กับเด็ก จากในหนังสือให้กับเด็กจากหนังสือนี้ เด็กสามารถที่จะพัฒนาทักษะการอ่านด้วย แล้วก็สร้างนิสัยการอ่าน แล้วถ้าเกิดว่าเราทำให้เด็กเป็นเหมือนตัวละครหนึ่งในหนังสือ เด็กก็จะรู้สึกมีส่วนร่วมในการอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเรียนรู้ผ่านการเล่น เรามีลานทราย แล้วก็ให้เด็กวาดเป็นภาพต่าง ๆ แล้วเราก็ใช้ก้อนหินฝึกในการนับเลข และความประทับใจจากหลักสูตรการสื่อสารด้วยภาษามือพื้นฐาน ในปี 2014 ที่ดิฉันได้เข้ามาในโรงเรียนนั้น ตอนนั้นเรายังไม่มีชั้นเรียนภาษามือพื้นฐาน แล้วก็พบว่านักเรียนไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราสอนในวิชาอื่น ๆ เพราะว่ายากมาก แล้วก็แม้แต่เรื่องการสื่อสารก็มีปัญหามาก แต่ว่าปี 2018 ปีที่แล้ว เราได้เริ่มมีชั้นเรียนภาษามือพื้นฐาน เพื่อการสื่อสาร มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารหลายอย่าง ทำให้ง่ายขึ้นในการที่จะเรียน และต่อยอดในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้ ที่โรงเรียนเพื่อคนหูหนวกของเรานั้น เราพบว่าตอนก่อนหน้านี้เราไม่มีชั้นเรียนภาษามือพื้นฐาน เพื่อการสื่อสาร เราพบว่ายากมากในการที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสื่อสารกัน แต่ว่าเมื่อมีชั้นเรียน ภาษามือพื้นฐานเพื่อการสื่อสารนั้น ไม่เพียงแต่เราได้รู้จักชื่อของเด็ก แต่ยังสามารถสื่อสารกัน พวกเขาเข้าใจ concept ในสิ่งที่คุณครูต้องการจะสอนได้ง่ายขึ้น ทำให้การเรียนการสอนก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้นจากประสบการณ์ของดิฉันในฐานะครู ทำให้ดิฉันเห็นว่าไม่มีปัญหาในการสื่อสารค่ะ เมื่อมีพื้นฐานในการสื่อสารด้วยกันด้วยภาษามือได้ ฉะนั้นข้อเสนอแนะสำคัญมากที่เราจะต้องมีการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม และความรู้และทักษะในเรื่องพื้นฐานการสื่อสารด้วยภาษามือเป็นสิ่งสำคัญ และการมีครูที่เป็นคนหูหนวกสำคัญมาก และการมีการฝึกอบรมให้ครูทั้งครูทั่วไป และครูหูหนวกนั้นมีความสำคัญ และทำให้การศึกษาพิเศษนั้นมีคุณภาพมากขึ้น และอันสุดท้ายก็คือเราพยายามที่จะหาแนวทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] ถ้ามีสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์คุณถ้ามีเวลาก็ไปอ่านได้ และอันนี้เป็นอีเมล์ของเรา อันนี้เสียดายนิดหนึ่งที่ในการนำเสนอนี้ก็มีข้อมูลเยอะเลย แต่ว่าเราก็มีเวลาน้อย ต่อไปวิทยากรท่านถัดไป จากประเทศฟิลิปปินส์ คุณ Ms. Mary Germain V. Alberto จากโรงเรียนประถม Dumanlas Elementary School จะมาพูดในเรื่องของโรงเรียนที่มาอยู่ในโรงพยาบาลที่เป็นโรคมะเร็ง (Ms. Alberto) ผู้วิจัยทุกท่าน ครูผู้สอนการศึกษาพิเศษแล้วก็คณะทำงานของสวนดุสิต แล้วก็เพื่อน ๆ พี่น้องทุกท่าน และเพื่อนสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทั้งหลาย สวัสดีค่ะ การทำงานของฉันมีชื่อว่าโรงเรียนในโรงพยาบาลสำหรับเด็กที่เป็นโรคมะเร็ง ดิฉันชื่อ Ms. Mary Germain มาจากเมืองดาวาลประเทศฟิลิปปินส์ HVEP project มาประมาณ 5 ปีแล้ว แล้วก็ HOH ที่เป็นครู ขอให้ดิฉันได้นำเสนอคำสำคัญ ที่คุณอาจจะได้เห็นในการนำเสนอของดิฉัน เป็นคำแรกคำว่า คือเรื่องของใช้โรงพยาบาลเป็นฐาน แล้วก็ผู้เรียนที่มีความป่วยอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เรื่องการเรียนรวม เรื่อง ATM เป็นวิธีการเรียนการสอนรูปแบบทางเลือก ในโรงเรียนประถมเป็นโรงเรียนประถมแห่งแรก ที่ตอบสนองต่อความต้องการทางด้านวิชาการ ของเด็กที่เป็นโรคมะเร็ง ที่อยู่ในโรงพยาบาลชอทูทัลลัส ก็ให้การศึกษาแก่เด็กโดยที่ไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่ง program นี้เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ แล้วก็โรงเรียนประถม แล้วก็ศูนย์การแพทย์ของที่นั่นด้วย คำว่า ผู้ป่วย ผู้เรียนที่ป่วยต่อเนื่อง ก็เป็นคนที่อาจจะไม่สามารถที่จะไปเข้าเรียน เนื่องจากว่ามีความเจ็บป่วย อันนี้เป็น abstract Program นี้ ก็จะให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในระหว่างการศึกษาแล้วก็มีกิจกรรม ไม่ใช่แค่การให้ผลประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่เด็กที่มีความพิการเท่านั้น แต่ว่าก็ยังช่วยยกระดับเรื่องของการมีส่วนร่วมในสังคมให้กับเด็กเหล่านี้ และองค์กรของเราเริ่มในปี 2013 แล้วก็มีการจัด class เรียน ในโรงพยาบาลของรัฐให้แก่ผู้เรียนที่มีความเจ็บป่วยต่อเนื่อง แล้วก็มีการช่วยในเรื่องของการส่งเสริมการเรียนรวม แล้วก็องค์กรของเรา คือจะต้องไม่มีเด็กคนไหนที่ตายโดยที่ไม่ได้รับความรู้ แล้วก็ต้องมีความหวัง ต้องมีชีวิต แล้วก็สำหรับเด็กที่เป็นมะเร็ง แล้วก็ดิฉันขอนำเสนอแนวคิด กรอบแนวคิด ก็คืออันนี้เป็น Program ด้านการศึกษา แล้วก็ใช้รูปแบบของการนำเสนอการศึกษารูปแบบใหม่ ทางเลือก แล้วก็มีการสอนที่มีประสิทธิผลจากครูที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะให้แก่ผู้เรียนที่เจ็บป่วยต่อเนื่อง ให้ความหวัง และการให้โอกาสที่เท่าเทียม ในการที่จะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่พวกเขามีสิทธิ ปัญหาก็คือการศึกษาอันนี้พยายามที่จะตอบคำถามอันนี้ อันนี้เป็นคำถามก็คือว่าเราจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนที่เจ็บป่วยต่อเนื่อง เข้าถึงการศึกษาต่อเนื่องได้ อย่างที่เราทราบ เด็ก ๆ หลายคนวันนี้ เขาก็ได้เผชิญกับข้อจำกัด ในเรื่องของการศึกษา ซึ่งมีผลกระทบต่อการเรียนในโรงเรียน เรื่องของสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ก็เป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยต่อเนื่องยาวนาน ก็ไม่สามารถเข้าไปถึงการศึกษา เนื่องจากว่าสุภาพไม่เอื้ออำนวย เพราะฉะนั้นโรงเรียนของเราก็จะให้บริหาร แล้วก็โอกาสที่เท่าเทียม ผ่านโครงการ HBEP คือให้ทุกคนก็เหมือนกับนักเรียนทั่วไปที่เขาได้รับ ก็คือให้สิ่งที่เขาต้องการ เป็นผู้สนับสนุนให้เขาที่นี่ ฉันก็มีคำถามในใจว่า project จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร มีตัวชี้วัดอะไร แล้วผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน program นี้ แล้วจากสิ่งที่ฉันเห็น แล้วจากที่มีการตรวจสอบการทำงาน เราก็ทำงานเพื่อที่จะประกันว่าโครงการของเรามีประสิทธิผล แล้วก็ program การศึกษาในโรงพยาบาลก็สามารถที่จะช่วยให้เด็กสามารถที่จะเรียนหนังสือแบบภาคปกติได้ แล้วก็มีอัตลักษณ์ของตัวเอง มีความหวังโดยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการเรียนทางเลือก แล้วก็มีการใช้โมดูลต่าง ๆ ผู้ให้การศึกษาก็สามารถให้ แล้วก็ช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคน ไปสู่ในจุดที่เขาต้องการไป แล้วก็ผลสำเร็จของโครงการ ก็แบ่งออกเป็นเกิดขึ้นได้จากการเรียนด้วยวิธีทางเลือก คืออะไรหรือ ADM อันนี้ก็เป็นวิธีการที่ใช้โดยฝ่ายแผนกการศึกษาของฟิลิปปินส์ ในการที่จะระบุให้เห็นถึงความท้าทายของการศึกษาภาคปกติ ADM การศึกษาภาคบังคับก็จะฟรี แล้วทุกคนเข้าถึงได้ แล้วก็การศึกษาก็จะต้องไปถึงทุกคน แล้วข้อที่ 3 ก็คือการศึกษาจะต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เลือกปฏิบัติใคร แล้วข้อ ๔ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องมีส่วนร่วม อย่างที่เห็นในภาพนี้ ครูกับผู้เรียนมีผู้เรียนทั้งหมด 43 คน แล้วก็ใช้ครูกับผู้เรียนมีผู้เรียนทั้งหมด 43 คน แล้วก็ใช้วิธีการเรียนทางเลือก แล้วก็อันนี้คือมิสโซซ่า เราใช้วิธีการแบบมิสซอซาร์ ก็จะนำมาใช้ในการระบุถึงปัญหาของผู้เรียนที่่เจ็บป่วยต่อเนื่อง และใช้ SIM หรือสื่อการเรียนการสอนด้วยตัวเองที่ทำด้วยตัวเอง แล้วก็ใช้กิจกรรมต่าง ๆ คือจะไม่เหมือนกับห้องเรียนทั่ว ๆ ไป คือวิธีการนี้จะทำให้เด็กเข้าการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน แล้วก็พัฒนาทัศนวิสัยในการเรียนของผู้เรียน คือการเรียนเป็นเรื่องของการเคารพตัวเองการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องเรียน ในโรงพยาบาลของเรา จะใช้โมดูล และทุกคนก็เรียนตามความถนัดของตนเอง แล้วก็ในเรื่องของการอ่าน องค์กรของเราหรือว่า HBEP ก็ใช้กลยุทธ์หลาย ๆ อย่าง ผมเรียนสำคัญในเรื่องของการเรียนทางเลือก ก็มีการ set มีการเตรียมตัวการจัดกิจกรรม เรื่องเตรียมตัวต่าง ๆ มีการแจกจ่ายโมดูล และมีการให้ทำกิจกรรมวอร์มาอัพ ทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี แล้วก็มีกิจกรรม action และก็จะเป็นวันที่เรียนศิลปะ แล้วเราก็ใช้ระบบเกรดที่หลากหลายนี้ ก็จะเป็นการสอนผู้เรียนที่อายุแตกต่างกัน คือคุณครูก็จะต้องมีการบริหารจัดการระบบ แล้วก็ต้องมีจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งจะต้องตอบสนองต่อการเรียนการสอนที่มีความต้องการสูงได้ HBEP ผู้เรียนก็จะมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของการเรียนเล็กน้อย เราพยายามที่จะใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมด ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แล้วก็ครู A ก็อาจจะสอนในเกรดที่ 1 แล้วก็ครู A เกรด 1 ครู B เกรด 2 - 3 อันนี้เป็นเรื่องของหลักสูตร แล้วก็เรื่องของทรัพยากรที่นำมาใช้ในการเรียน ก็อาจจะมีการปรับให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน แล้วก็ตัว module แต่ละคนก็จะได้รับการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน อันนี้เป็นข้อมูล ก็จะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของคนที่มาเรียน อันนั้นเป็นตัวชี้วัดที่ดี แล้วก็ตัดสินความสำเร็จของ Program คือ program มีประสิทธิผล แล้วก็ประสบความสำเร็จ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ได้มีการดำเนินการ ฉันก็ได้เห็นมีมุมมองดังต่อไปนี้ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนในโรงพยาบาลก็ได้ช่วยให้เกิดการดำเนินการตามเป้าหมาย การพัฒนาในเรื่องของการศึกษาสำหรับเด็กที่มีภาวะเจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็ง แล้วก็ได้ให้ความหวัง แล้วก็ในโปรแกรมนี้ ประตูใหม่ ๆ หม่ๆ ก็จะเปิดทั้งหมดสำหรับผู้เรียนที่่มีภาวะการเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วก็ทุกคนสามารถใช้สิทธิในการเข้าถึง และใช้สิทธิปกติ เป็นการให้ความหวังกับผู้คนในเรื่องการให้บริการทางการศึกษา ให้กับเด็กได้ ให้กับ เฮาส์ ออฟ โฮป นี้ ควรจะมีความพยายามที่มากขึ้นจากทางรัฐบาลท้องถิ่น และทางกระทรวงศึกษาในการที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนของ program ควรจะมีการพยายามผลักดัน ให้ HBEP ครู HBEP นั้น สามารถที่จะจัด Program การศึกษา และให้ความรู้กับเด็กที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยคำนึงถึงสุขภาพ แล้วก็คุณภาพของการศึกษาในระหว่างที่เขากำลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง เด็ก ๆ เหล่านี้มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เขามีสิทธิ และผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น ลองจินตนาการดูนะคะ ว่าจากการสอนคุณได้แสดงถึงความห่วงใย ความรักและความใส่ใจต่อเด็กเหล่านี้ ซึ่งกำลังอยู่ในความเจ็บป่วยที่ร้ายแรงให้ความหวังกับเขาที่เขาจะสามารถมีชีวิตที่มีความสุข และมีพลังที่จะต่อสู้กับโรคมะเร็ง ความคิดที่ดิฉันอยากจะฝากไว้กับทุกท่านก็คือ เด็กทุกคนนั้นต้องการความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ และคนที่จะเชื่อในคนเหล่านี้ คนที่จะเชื่อในเด็ก ๆ เหล่านี้ House of Hope นั้น เด็กทุกคนนั้นได้รับความใส่ใจและความหวัง ไม่มีใครสักคนที่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ขอใช้โอกาสนี้ที่จะขอบคุณทางคณะผู้จัดงานอีกครั้ง หนึ่ง และดอกเตอร์มลิวัลย์และผู้ประสานงที่ได้เชิญเรามาร่วมในการประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งนี้ ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของทุกท่านที่มีคุณค่าอย่างมาก ขอบคุณสำหรับเวลาของทุกท่าน ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากนะคะ สำหรับผู้นำเสนอ ขอเสียงปรบมืออีกครั้งหนึ่งค่ะ [เสียงปรบมือ] ต่อไปนะคะ เป็นผู้นำเสนอท่านสุดท้ายของวันนี้ คุณ Ms. Leah M. Labrador จาก LSLS Cert AVT Habilitation Manager Asia Growth Market Cochlear Limited สิงคโปร์ (Ms. Labrador) ขออภัยดิฉันมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยใน PowerPoint presentation ของดิฉัน ก่อนอื่นอยากจะขอขอบคุณทางคณะผู้จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อาจารย์มลิวัลย์และคณะผู้จัดงานทุกท่าน ขอบคุณมากที่ชวนเรา เชิญเราให้มีโอกาสเข้ามานำเสนอในการประชุมวิชาการครั้งนี้ เป็นการ update แนวโน้ม และวิธีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และหวังว่าการนำเสนอนี้จะได้มีโอกาสแบ่งปันแก่ท่าน ทั้งประสบการณ์และความท้าทายของเราเอง ที่เราจะพัฒนาคุณภาพของการให้บริการกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน อันนี้เป็นคำที่ดิฉันชอบมาก และอาเลนเทรนเลอร์บอกว่า การตาบอด แยกผู้คนออกจากสิ่งของ แต่ความหูหนวกแยกผู้คนออกจากคนอื่น ๆ เพราะว่าถ้าคุณดูมนุษย์นั้น มีความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราต้องการที่จะแบ่งปันและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดิฉันขอให้ update ว่าองค์การอนามัยโลกนั้น ได้พูดถึงสถิติของผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในปี 2018 มีประมาณการว่าประมาณ 466 ล้านคน ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินทั่วโลก เป็นเด็ก ถ้าเราดูในจำนวน ประมาณ 34 ล้านคน ที่เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินค่ะ ฉะนัั้น มาดูในภูมิภาคของเรา WHO หรือองค์การอนามัยโลกได้พูดถึงจำนวนของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ถ้าเราดูในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างรุนแรง จะประมาณ 1.3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูในข้อมูลนี้ในประเทศไทยประชากรของประเทศไทยทั้งหมด ณ ปัจจุบัน ในปี 2018 คือประชากรทั้งประเทศประมาณ ๖๗ ล้านคน สำหรับคนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างรุนแรง ประมาณ 246,000 กว่าคน และทุก ๆ ปี คุณจะมีเด็กทารกแรกเกิดที่เกิดมาพร้อมด้วยการบกพร่องทางการได้ยินอย่างรุนแรง ประมาณ 745 คน นั่นเป็นจำนวนที่มากนะคะ และเราจะทำอย่างไร จะมีทางเลือกอะไรให้กับเด็กเหล่านี้ได้บ้าง ทำอย่างไรเราจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา เมื่อเราดูเรื่องการบกพร่องทางการได้ยิน สิ่งที่คุณจะเห็นก็คือเด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ ถ้าเขาสูญเสียทางการได้ยินก็จะมีผลต่อทักษะทางภาษาและการออกเสียง มีความยากลำบากในการเข้าใจบทสนทนาของสมาชิกในครอบครัว แล้วก็จะรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือว่ากลายเป็นคนนอก เพราะว่าเขาไม่สามารถจะเข้าใจในการเล่นกับผู้อื่น หรือว่ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย ถ้าคุณไม่สามารถได้ยินอย่างชัดเจน ก็จะมีอุปสรรคปัญหาในชั้นเรียนแน่นอน การสอนด้านวิชาการหลายอย่างที่เด็ก ๆ อาจจะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน แล้วก็ทำให้ในโรงเรียนนั้นอาจจะมีผลการเรียนที่ไม่ดีและนำไปสู่พฤติกรรมในเชิงลบ เมื่อเติบโตขึ้นก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับผู้อื่น หลายครั้งจะรู้สึกกลายเป็นเกิดความโดดเดี่ยวทางสังคม แล้วก็มีความไม่มั่นใจต่อตนเองในเชิงลบ มีปัญหาในเรื่องของโอกาสในการทำงาน ในการหางานทำ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากได้ยิน ถ้าคุณอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา มีโครงการที่ให้บริการกับเด็กแรกเกิดที่สูญเสียทางการได้ยิน เรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีเครื่องช่วยฟังที่มีคุณภาพมากขึ้น และมีการผ่าตัดใส่หูเทียม และปัจจุบันนี้มีการศึกษาวิจัยหลายชิ้น ที่แสดงให้เห็นว่ามีการบำบัด มีการจัดสภาพแวดล้อม และการสนับสนุนจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรื่องของการดูแลสุขภาพทางการได้ยินในปี 90 ย้อนไปในปี 90 เราเองนั้นมีเครื่องช่วยฟังที่เป็นอนาล็อก ณ เวลานั้นเรายังไม่ได้มีเทคโนโลยีที่พัฒนาสูงมาก ณ เวลานั้นการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม จะเห็นว่าเด็กที่ผ่าตัดประสาทหูเทียมจะอยู่ที่อายุประมาณ 2 - 3 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมที่สูญเสียการได้ยิน และประมาณ 1 ปี ในทศวรรษปัจจุบัน ในศตวรรษที่ 21 นั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ในสิงคโปร์เด็กทุกคนที่เป็นเด็กเกิดใหม่นั้น จะได้รับการตรวจคัดกรอง เรามีการคัดกรองที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เรามีการคัดกรองตั้งแต่แรกเกิด ในโรงพยาบาล ดิฉันคิดว่าในประเทศอื่น ๆ ก็พยายามที่จะพัฒนาในเรื่องนี้ ก็คือเรื่องของการคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียการได้ยิน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเมื่อเด็กได้มีการวินิจฉัยว่า สูญเสียการได้ยิน หรือบกพร่องทางการได้ยิน ก็จะมีการช่วยเหลือแก้ไขอย่างรวดเร็ว ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประมาณเด็กอายุ 2-3 เดือน เขาก็จะได้เครื่องช่วยฟัง และถ้าพูดถึงเรื่องของการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม ตอนนี้เด็กได้รับการใส่ประสาทหูเทียม ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ และดิฉันจะแสดงให้ดูในการวิจัย เพื่อจะยืนยันในสิ่งเหล่านี้ มีการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ยิ่งผ่าตัดเร็วก็ยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นสำหรับเด็ก การช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อที่ช่วยเด็กทางภาษาได้ สิ่งที่ดิฉันอยากจะแชร์ ก็คือการสูญเสียการได้ยินนั้น เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของระบบประสาท การสูญเสียการได้ยินไม่ใช่เกี่ยวกับหู แต่ว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาการของสมอง เพราะว่าสมองเป็นผู้ที่ประมวลผลและแปลเสียง หูจะเป็นเพียงเป็นช่องทางของเสียงที่จะเดินทางเข้ามา เพื่อรับสัญญาณ ในช่วง 3 ปี แรกเกิดถึง 3 ขวบนั้น เป็นช่วงที่สำคัญมาก เป็นช่วงที่เส้นใยประสาทได้กำลังสร้างตัวขึ้น แรกเกิด 6 เดือน และ 2 ปี ไม่ว่าจะได้รับการกระตุ้นจากการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส มีใยประสาทที่เชื่อมต่อกันใหม่ ถึง 700 เส้นใย ในทุก ๆ วินาที ของสมองนั้นเติบโตขึ้นในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต จึงเป็นเหตุผลว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องของสมอง เพื่อที่เมื่อเขาจะได้ยินเสียง เขาก็จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาสมองได้มากขึ้น เวลาเราพูดถึงความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ไม่ได้เป็นเพียงแค่การวินิจฉัย แต่ว่าเป็นการให้เครื่องช่วยฟัง เป็นการให้อุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างทันทีและรวดเร็ว เราต้องมีการเตรียมเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับเขา และขั้นต่อไปก็คือการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม และเราจำเป็นที่จะต้องมีครอบครัวที่สนับสนุน จะเห็นว่าการทำงานของเราปัจจุบันนี้ เราใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนในการพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน นี่เป็นงานวิจัยในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกามีการศึกษาวิจัย ที่สำหรับพวกเรานั้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสิ่งที่เราควรจะพิจารณาแล้ว ก็ถือเป็นความท้าทายของพวกเรา เพราะว่าปัจจุบันนี้คนที่ทำงานด้านนี้ ดิฉันคิดว่าเป็นไปได้มาก สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราที่จะนำเอาวิวัฒนาการเหล่านี้เข้ามาใช้ในภูมิภาคของเรา การศึกษาโลคีนก็ทำในแลปเป็นการเรียนที่มีผลในระยะยาว ก็คือเริ่มจากปี 2002 และถึงปี 2007 ถ้าดูจากตัวจำนวนประชากรของเด็กที่มีความพิการทางการได้ยินก็ประมาณ 451 คน ก็คือเริ่มตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงไม่ได้ยินเลยอายุ 3 ขวบ ก็คือ 144 คน ได้รับการฝังประสาทหูเทียม 107 คน ก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการของการสูญเสียการได้ยิน เด็ก 40 คน เขาได้รับการฝังประสาทหูเทียม ในช่วงอายุ 12 ปี ในเรื่องของวิธีการสื่อสาร LSL อันนี้เป็นเรื่องของภาษาพูด เรื่องของการ audition ประมาณ 303 คน แล้วก็บางคนจะได้รับการสื่อสารแบบครบวงจร แต่ว่าบางส่วนก็ได้รับบางส่วน แล้วก็อย่างที่ฉันได้บอกไปว่าการศึกษานี้เริ่มในปี 2002 แล้วก็ได้ผลลัพธ์อีก 3 ปีถัดมา ถ้าดูจากตัวผลลัพธ์จะเห็นว่าเป็นเรื่องของการประมวลผลการใช้ภาษา ความสามารถทางภาษา คือถ้าใช้คะแนน 100 ในแนวนอนก็จะเป็นอายุในที่มีการใส่ประสาทหูเทียม จะเห็นว่าหลังจากเด็กได้รับการใส่ประสาทหูเทียม จะเห็นว่าคะแนนของภาษาก็จะใกล้ ๆ กับระดับปกติ แล้วก็มาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ดี เราก็พบว่าเรื่องของการสื่อสาร ก็จะทำผ่านการฟังและพูดอย่างเดียว คือถ้าเราอยากให้เด็กพัฒนาภาษาพูด การฟังก็เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เร็วที่สุด คือถ้าใช้วิธีอื่นก็จะช้าลง ต่อมาเราก็พบว่าคนที่เป็นแม่ก็คือมีการศึกษาที่ค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีก็อาจจะไม่สามารถที่จะสอนลูก ๆ ได้ดี ครูหรือคนที่ตรวจการได้ยินก็จะต้องเข้ามาช่วย ก็คือต้องมาช่วยเป็นโค้ชให้กับพ่อแม่ เมื่อเราทำการให้บริการการฟื้นฟูให้กับเด็ก ผู้มาให้บริการก็เป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้การบริการกับพ่อแม่ด้วย มี coaching ก็จะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เราพบสำหรับคนที่อาจจะทำผลงานไม่ค่อยดี ก็คือจะเป็นเด็กที่มีความพิการเข้ามาด้วย หรือว่ามีน้ำหนักน้อยในช่วงตอนที่เกิด หรือว่ามีการสูญเสียการได้ยินค่อนข้างมาก เป็นเด็กที่ใช้เครื่องช่วยฟัง แล้วก็ปัจจัยที่ไม่ได้มีผลต่อผลลัพธ์ ก็คือไม่มีผลต่างในเรื่องความสามารถทางด้านภาษาของเด็กที่ใส่ค็อกเคลียร์ในช่วงอายุ 3 ปี แต่ถ้าไปดูในเรื่องของจำนวนประชากร คนที่ใช้เครื่องช่วยฟังก็จะเห็นตัวเฟชโฮล์ หรือค่าขั้นต่อ ก็คือ 6 เดซิเบล คือเด็กที่มีปัญหาการสูญเสียการได้ยินไม่มีความแตกต่างเท่าไร เพราะฉะนั้นก็เลยมีการแนะนำว่า การปลูกฝังประสาทหูเทียม ก็จะต้องให้กับเด็กที่มีภาวะการสูญเสียการได้ยินที่ค่อนข้างมาก คือการสูญเสียการได้ยินก็จะประมาณ 7 เดซิเบล หรือมากกว่านั้น แล้วก็ผลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เด็กที่มีภาวะ NSD ก็จะสามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงกันในเรื่องของภาษา แล้วก็เป็นไปได้ที่สามารถที่จะมีความสามารถทางด้านภาษาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับทั่วไป และก็มีการไปศึกษาเพื่อติดตามผล จะเห็นว่า pattern จะเหมือนกัน แนวโน้มก็จะคล้าย ๆ กัน เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ก็มีความสามารถทางภาษาก็ดีขึ้น เฉพาะเด็กที่ได้รับการใส่ประสาทหูเทียมในช่วงที่ยังเด็กอยู่ แล้วก็มีเรื่องได้รับบริการต่าง ๆ แล้วก็มีพ่อแม่ที่สนับสนุนด้วย อีกการศึกษาหนึ่งก็ทำการศึกษาในเมลเบิร์น ก็เป็นการศึกษาเพื่อที่จะสนับสนุนผลจาการศึกษาที่แล้ว การศึกษาจากหลาย ๆ ศูนย์ ที่เข้ามาที่ใส่ค็อกเคลียร์อีก 3 คน แล้วก็มีการไปมีการไปประเมินคนไข้ที่เข้าไปเรียนในชั้นเรียนประถม แล้วก็เด็กเหล่านี้ได้รับการใส่ประสาทหูเทียมประมาณช่วงอายุ 6 ปี ถ้าดูจากตัวประชากรทั้งหมดก็จะใส่ประสาทหูเทียมก่อนอายุขวบปีแรก แล้วก็มีการประเมินเรื่องของภาษาที่เฉพาะเจาะจง แล้วก็เป็นเรื่องของการเทสคำศัพท์มาตรฐาน ในเรื่องของคำศัพท์ ก็จะเห็นว่าคะแนนก็คือ 100 ก็คือเป็นค่าปกติ อันนี้ก็จะเป็นช่วงอายุของเด็ก และถ้าดูจากกราฟนี้ก็จะเห็นว่าเด็กที่มีการใส่ประสาทหูเทียมตั้งแต่ช่วงอายุ 12 ก็จะเห็นว่าคำศัพท์ก็จะค่อนข้างสูง ก็ได้คะแนนเกือบ 100 เลย แต่ถ้าคุณพออายุมากขึ้น ก็จะเห็นว่าความสามารถคำศัพท์ก็จะเริ่มลดน้อยลง ต่อไปอันนี้เป็นเรื่องของการทดสอบเรื่องของภาษามืออีกเช่นเดียวกัน เรื่องของความสามารถในการที่จะแสดงออกทางด้านภาษา จะเห็นความสำคัญคือถ้าได้ฝังประสาทหูเทียมตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ก็จะได้คะแนนดี คือตั้งแต่อายุ 1 ขวบ พอมากกว่า 1 ขวบก็จะเริ่มลดลง ต่อมาจะเป็นเรื่องของความชัดเจนของการออกเสียง จะเห็นว่าประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถที่จะพูดได้ชัดเจน ก็คือต้องปลูกประสาทหูเทียม ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ ต่อมาเป็นการทดสอบเรื่องของความเข้าใจ ว่าคุณได้ยินเสียงอย่างไร ปกติคนที่มาทดสอบก็จะมีการทำเสียง แล้วเด็กก็จะทำเสียงตาม การทดสอบนี้สำคัญมาก สำคัญมากว่าเด็กจะสามารถเข้าใจภาษาได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าดูจากผลลัพธ์ก็จะเห็นว่าคนที่ถูกฝังประสาทหูเทียมตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ 12 เดือนแรก หรือปีครึ่ง หรือช่วงประมาณอายุ 2 ปี เขาก็ได้คะแนนค่อนข้างดี ในเรื่องของความเข้าใจ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างดี สิ่งที่เราได้พบก็คือก็มีปัจจัยอื่นที่อาจจะมีผลต่อความก้าวหน้า เช่น เรื่องของการศึกษาของแม่ อันนี้เราก็พูดถึงไปแล้ว เรื่องของความซับซ้อน เรื่องของการทดสอบ ของพ่อแม่ที่สามารถจะสอนเด็กได้ คือไม่ใช่ให้เด็กไปพึ่งแต่ครูอย่างเดียว ในเรื่องของการบำบัดในโรงเรียน ก็อาจจะได้อยู่กับผู้บำบัดแค่ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง ส่วนมากเขาก็อยู่ที่บ้าน เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องรู้จักที่จะสอนลูกตัวเอง ต่อมาก็มีการศึกษาที่น่าสนใจก็คือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่เมลเบิร์น เป็นการศึกษาที่จะศึกษาระดับของการได้ยิน หรือระดับของการสูญเสียการได้ยินว่าจะต้องสูญเสียเท่าไร ถึงจะควรใส่ค็อกเคลียร์ ผลสรุปก็คือสิ่งที่เขาทำก็คือมีการเปรียบเทียบเด็กที่ใส่ค็อกเคลียร์อินแพน แล้วก็คนที่ใส่เครื่องช่วยฟังอย่างเดียว แล้วก็มีการประเมินก่อนด้วย อันนี้เป็นทักษะทางด้านภาษา การประเมินด้านภาษา แล้วก็มีการทดสอบเรื่องการใช้คำศัพท์ สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า อันนี้ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับ แล้วก็อันนี้ก็จะเป็นลักษณะความดังของการสูญเสีย เป็นระดับเดซิเบลของการสูญเสียจะเห็นว่า ้ เขาบอกว่าเด็กมีการสูญเสียความได้ยินประมาณ ถ้ามีการใส่เครื่องช่วยฟังก็จะได้คะแนนประมาณ 80 แล้วถ้าเพิ่ม 73 เดซิเบล จะเพิ่มขึ้น 85 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ถึงบอกว่า การใส่ค็อกเคลียร์อินแพน ถ้าให้ คือถ้าใส่ให้กับเด็กที่มีการสูญเสีย เขาก็จะได้ยินค่อนข้างดี อันนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านคำศัพท์ ในช่วงเวลาหนึ่งก็จะมีการวัด จะเห็นว่า สีเทาก็คือเป็นเส้นปกติ สีน้ำเงิน 6 เดือน แล้วก็สีส้มก็เป็นช่วง 18 เดือน คือถ้าเด็กได้รับการใส่ประสาทหูเทียมก่อน 1 ปี จะเห็นว่าเส้นทางความก้าวหน้าของภาษาก็จะใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป แต่ถ้ามาทำทีหลังเด็กก็ยังปรับตัวได้ แต่ถ้าสิ่งที่เราเห็นในการศึกษานี้ก็คือว่า ถ้าเราไปทำทีหลังจะเห็นว่าค่อนข้างช้า สิ่งที่เป็นข้อแนะนำก็คือ จากผลงานวิจัย ถ้าเด็กได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมก่อน 2 ขวบครึ่ง เขามีศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะทางด้านภาษาได้เท่ากับเด็กทั่ว ๆ ไปทีเดียว จากปี 2002 - 2004 มีการศึกษาวิจัยในพัฒนาการในเด็ก หลังจากได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีการใส่ประสาทหูเทียม เด็กที่อายุน้อยกว่า ๕ ขวบ เป็นกลุ่มที่มีการสูญเสียทางการได้ยินเป็นอย่างมาก แล้วก็เป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาธรรมดา เรียนโดยโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษแล้วก็ได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมทั้งหมด 285 คน เป็นเด็กที่ใส่ประสาทหูเทียม เปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นก็จะเห็นว่าผลการวิจัยนั้นใกล้เคียงกับงานวิจัยของออสเตรเลีย ก็คือ เด็กที่ได้รับการผ่าตัดการใส่ประสาทหูเทียมนั้น ก็จะได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านภาษาดีกว่า ยิ่งการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมนั้นเกิดขึ้นเร็วเท่าไร ก็จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทางด้านภาษาดีมากขึ้นเท่านั้น เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะภาษา หลังจากที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วก็ยิ่งทำให้พัฒนาการด้านภาษานั้นดียิ่งขึ้น อีกการวิจัยหนึ่งในปี 2018 เป็นการศึกษาการทำงานของสมอง สีแดงจะแสดงความเชื่อมโยงของสมองที่อยู่ในระดับสูง แล้วก็สีน้ำเงินเป็นความเชื่อมโยงของสมองอยู่ในระดับสูง ความเชื่อมโยงที่เป็นระดับน้อยอันนี้ เป็นพื้นที่ในส่วนมองที่เป็นพื้นที่ที่ตอบสนองในเรื่องของภาษา จะเห็นว่าเมื่อพ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ทำให้เกิดการเชื่อมโยงของเซลล์สมองมากกว่า ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางภาษา ถ้าเราต้องการที่จะส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านภาษา ทั้งการฟังและการพูดของเด็กที่สูญเสียทางการได้ยิน เราควรจะทำโดยเร็ว ให้ตาของเราเปิดออกและให้หูของเรานั้นฟัง นั่นหมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เด็กลืมตาดูโลก เขาควรที่จะได้รับการได้ยินด้วย ถ้าเขาสูญเสียการได้ยิน ก็ควรจะได้รับเครื่องช่วยฟังอย่างรวดเร็วทันท่วงที และเราที่เป็นพ่อแม่ ที่อยู่รอบข้างเด็กนั้นต้องพูดกับเด็ก ผู้ที่คอยพูดคุยกับเด็กอยู่เรื่อย ๆ และต้องให้การสนับสนุนทั้งครอบครัว เพื่อที่เขาจะสามารถช่วยพัฒนาลูกของเขาได้ อยากจะขอจบการนำเสนอด้วยการโชว์เป็น VDO Clip ของเด็กคนหนึ่งที่ได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เมื่อประมาณอายุ 3 ขวบ ผมอายุ 22 ปี ผมตอนนัั้นที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมนั้นตอนอายุประมาณ 3 ขวบ ในปีที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม แล้วก็ในตอนนั้นเนื่องจากมีฝนตกหนักและมีประตูปิดดังมาก แต่ว่าผมไม่ได้ยินเสียงประตูเลย และพ่อแม่ก็สังเกตเห็นไปตรวจที่ john tracy clinic ตอนนั้นก็มีคนแนะนำให้ครอบครัวเราได้รู้จักการผ่าตัดใส่ประสาทหู และเราก็กลับมาที่มาเลเซีย กลับมา การผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมนั้นทำให้ผมสามารถที่จะมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทั่วไป วัยรุ่นทั่วไป ผมเข้าไปเรียนในโรงเรียน ผมได้ชนะในการแข่งขันด้านการพูดด้วย จนถึงทุกวันนี้ผมก็ได้มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วก็รู้สึกมีความสุขผมไม่สามารถจะนึกได้เลย ถ้าไม่มีการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ถ้าไม่มีการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมผมก็ได้แค่ใช้ภาษามือ ซึ่งจะสื่อสารได้เฉพาะกับคนที่ใช้ภาษามือเท่านั้น ชีวิตของผมนั้นก็จะจำกัดมาก แต่ว่าหลังผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม ผมสื่อสารกับใครก็ได้ พูดคุยกับใครก็ได้ สามารถได้พบเจอคนใหม่ ๆ ชีวิตของผมน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เรื่องราวของเขา แล้วก็ได้แบ่งปันเรื่องราวของผม ทำให้ชีวิตของผมมีความหมายและงดงาม ดิฉันจะขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้นะคะ (พิธีกร) เป็นการนำเสนอที่งดงามมาก มีคำถามอะไรอีกหรือไม่ เชิญค่ะ อยากทราบว่ากรณีที่เด็กใส่ประสาทหูเทียม ถ้าเกิดว่าเด็กได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะ อย่างเช่น ตอนกลางคืนอาจจะมีคนร้ายมาทุบที่ศีรษะเด็ก จะเกิดผลกระทบอะไรกับตัวประสาทหูเทียมที่เด็กผ่าตัดฝังไว้ไหมคะ (Ms. Labrador) อย่างแรกดิฉันก็อาจจะค่อนข้างกังวลในเรื่องของหัวที่ถูกตีมากกว่านะคะ สิ่งแรกที่จะต้องกังวลก็คือเรื่องของศีรษะของเด็ก คือส่วนค็อกเคลียร์อินแพนก็เป็นประเด็นที่ 2 แต่สิ่งที่ต้องกังวลสิ่งแรกก็คือศีรษะ เพราะว่าค็อกเคลียร์อินแพนอยู่ในหู ทำด้วยไททาเนียม แล้วก็แข็งแรง เพราะฉะนั้นคือถ้าจะไปทำลายค็อกเคลียร์ได้ ศีรษะก็ต้องได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างเยอะ มีใครอันนี้ตอบคำถามของท่านไหม มีใครมีคำถามอีกหรือไม่คะ ขอบคุณมากค่ะ ขอเสียงปรบมือให้กับผู้นำเสนอด้วย [เสียงปรบมือ] ขอบคุณค่ะ ตอนนี้เราก็มาถึงช่วงสุดท้ายของการประชุมสัมมนาแล้ว แล้วก็มีบางคนก็ยังไม่ได้ส่งชื่อมาทางอีเมล์ เพราะฉะนั้นส่งอีเมลมาให้ดิฉันด้วย แล้วก็มี QR Code ถ้าใครอยากได้ภาพก็ถ่ายรูปนี้เอาไว้ แล้วก็จะได้เข้าไปดาวน์โหลดรูปภาพจาก QR Code นี้ในช่วง ๓ วันนี้ พวกเราก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน แล้วได้เพื่อนใหม่ มีการเชื่อมต่อกับเพื่อน ๆ ในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ เราก็ได้เรียนรู้จากวิทยากร 6 คน ที่มาจากฟิลิปปินส์ ภูฏาน เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า อเมริกา แล้วก็ประเทศไทย แล้วก็ช่วยปรบมือให้กับวิทยากรเหล่านี้ด้วย [เสียงปรบมือ] อย่างที่ดิฉันได้พูดเมื่อเช้านี้การจัดงานครั้งต่อไป ก็จะจัดในสัปดาห์แรกของปี 2020 หัวข้อคือเรื่องของอาชีพ การดำรงชีวิตอิสระ แล้วก็หวังจะได้พบกับทุกท่านอีกครั้ง เพราะฉะนั้นช่วยลงปฏิทินไว้ด้วยนะคะ ก่อนที่เราจะไปต่อ ดิฉันอยากจะขอขอบคุณเป็นพิเศษ แล้วก็ขอเสียงปรบมือให้กับผู้เข้าร่วมที่เป็นคนหูหนวกที่มาอยู่กับเราในช่วงตลอด 3 วัน [เสียงปรบมือ] ขอบคุณมากค่ะ ก่อนที่เราจะไปต่อในช่วงพิธีปิดดิฉันก็อยากจะขอเป็นพิเศษให้กับคนจำนวนหนึ่ง ดอกเตอร์ณัฐนิตย์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของศูนย์ดุสิต แล้วก็ทีมของเธอ ทีมนี้ก็ให้ความร่วมมือ แล้วก็ทำให้การจัดงานครั้งนี้ราบรื่น และเป็นที่ประทับใจแล้วก็ขอขอบคุณทีมของเนคเทค แล้วก็ขอบคุณล่ามแปลภาษาที่แปลเป็นทุกอย่าง จากภาษาอังกฤษไปเป็นไทย แล้วก็ส่งไปให้ล่ามภาษามือด้วย ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ท้ายที่สุดก็มีอีกท่านหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอขอบคุณเหมือนกัน ก็คือคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ว่าความพยายามของเธอก็ทำให้การประชุมวิชาการครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ดอกเตอร์มลิวัลย์ ธรรมแสง [เสียงปรบมือ] ตอนนี้เป็นช่วงที่เราจะมาสนุกกันแล้ว ก่อนที่เราจะไปสู่ช่วงพิธีปิดเรามีการให้รางวัลด้วย ให้กับเอกสารที่ได้รับความนิยม แล้วก็ขอเรียนเชิญคุณอาภาศิริ คณบดีของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตขึ้นมาบนเวที เพื่อที่จะมอบรางวัล รางวัลแรกเป็นเรื่องของการให้รางวัลการนำเสนอแต่ละประเทศ จะขอเรียนเชิญคุณ Mr. Nyendo Tshering จากประเทศภูฏานมารับรางวัล ประเทศต่อไป Mr. Hang Kimchharm จากประเทศกัมพูชา ประเทศต่อไปก็คือ จากประเทศลาว คุณ Mrs. Sophaphone Heuanglith เธอไม่อยู่ที่นี่ช่วยมารับแทนได้หรือไม่คะ ต่อไปท่านที่ 4 คุณ Ms. Naw Thwe Lar Htoo จากประเทศพม่า ไม่อยู่ที่นี่ รางวัลต่อไปจะเป็นรางวัล Popular Vote Ms. Vania Mercy Neil จากประเทศฟิลิปปินส์ขึ้นมารับรางวัล ต่อไปสำหรับ Popular Vote Paper Ms. Sushila Gurung จากประเทศภูฏาน ต่อไป Mr. Ueda Satoshi จาก ญี่ปุ่น ต่อไป Dr. Chawaporn Dhamanitaykul จากประเทศไทย ต่อไปท่านสุดท้ายที่ได้รางวัล Popular Vote ก็คือ Mr. Mary Germain V.Alberto จากประเทศฟิลิปปินส์ แล้วก็มีรางวัลเพิ่มด้วย คือ 2 รางวัลสุดท้าย เป็นรางวัลสำหรับ Poster เป็นรางวัลพิเศษ ขอเรียนเชิญคุณ Mr. Supachan Traitruengsakul มารับรางวัล คุณศุภชาญจาประเทศไทย เขาเป็นคนหูหนวกแล้วก็ใส่ค็อกเคลียร์อินแพน แล้วก็คนต่อไปก็คือคุณ Miss Nantiya Par Sar Nay ที่เป็นคนตาบอด ดอกเตอร์มลิวัลย์ขอเรียนเชิญมาถ่ายรูปร่วมกันด้วยค่ะ ลังจากที่ถ่ายรูปภาพร่วมกัน หลังจากนั้นก็จะมีการถ่ายภาพร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารกลางวัน ขอบพระคุณค่ะ ดอกเตอร์อาภาศิริ สุวรรณนานนท์ ขอเรียนเชิญดอกเตอร์อาภาศิริ สุวรรณนานนท์ คณบดีจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ขึ้นมากล่าวปิดงานด้วย แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผู้เข้าร่วมงาน สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทั้งหลาย ขอขอบพระคุณสำหรับการมีส่วนร่วมของทุกคนในปีนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งเราก็ได้สำรวจหัวข้อ แล้วก็มีการ update การทำงานของเรา เป็นการจัดงานครั้งที่ ๖ แล้ว แล้วเราก็หวังว่าทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ จากการเรียนรู้ เกี่ยวกับทฤษฎี แล้วก็ภาคปฏิบัติล่าสุดในเรื่องของการศึกษาพิเศษ ก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจ การนำเสนอ แล้วก็การพูดคุยที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 3 วันผ่านที่มา เป้าหมายของการประชุมวิชาการครั้งนี้ ก็ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี และดิฉันก็อยากจะขอแสดงความเคารพ แล้วก็ความขอบคุณต่อผู้นำทุกคนที่เข้ามาร่วมงานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน แล้วดิฉันก็หวัง และเชื่อใจว่าสิ่งที่พวกเราได้เรียนก็จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศของคุณ หลังจากที่คุณได้เดินทางกลับไป แล้วคุณก็จะได้รับแรงบันดาลใจในการที่จะทำงานเพื่ออนาคตต่อไป แล้วก็ในเรื่องของการทำงานมหาวิทยาลัยสวนดุสิตของประเทศไทย ดิฉันก็อยากจะขอแสดงความขอบคุณ ชื่นชม ต่อคณะสมาชิกที่เป็นฝ่ายจัดงาน แล้วก็ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ได้สละเวลาของท่านที่จะมาร่วมและรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่มาร่วมที่นี้ด้วย ที่เป็นตัวแทนที่นี่ด้วย สำหรับการสนับสนุนที่มีค่า และประเมินค่าไม่ได้ของท่าน แล้วก็ดิฉันก็อยากจะขอกล่าวปิดงานการจัดงานในปีนี้ และให้ทุกท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ แล้วก็หวังว่าจะได้เจอทุกท่านอีกครั้งหนึ่งปี 2020 ซึ่งก็จะมีการจัดงานในหัวข้อเรื่องของความยั่งยืน การดำรงชีวิตอิสระ แล้วก็ขออวยพรให้ทุกท่านในการทำงานร่วมกันต่อไป ให้แก่คนที่มีความต้องการพิเศษ ขอบพระคุณมากค่ะ แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เดินทางกลับบ้านอย่างสวัสดิภาพ และปลอดภัย [เสียงปรบมือ] แล้วก็ขอเรียนเชิญทุกท่านมาบนเวที ทุกท่านเลย มาถ่ายภาพร่วมกัน [สิ้นสุดการถอดความ]