--- title: (เช้า) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” subtitle: date: วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562 เวลา 08.55 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” Ր (พิธีกร) สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่านนะครับ มาพบกันในวันที่ 2 ของเราแล้วตอนนี้ ผมประกาศจาก Big Bang Stage ได้จัดกับ The Next Web โดยกิจกรรมตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงาน เราได้คัดสรร Speakers จากทุกศาสตร์ทั่วประเทศทั่วโลกมา อีกสักครู่เดียวเราจะมี Speaker ท่านแรก แล้วฉะนั้นสำหรับท่านไหนกำลังเดินทางมาถึงที่นิทรรศการผมขอเรียนเชิญพร้อมกันที่บริเวณด้านหน้า Big Bang Stage ได้เลยนะครับ เรามารอ Speaker ท่านแรกของเราได้เลยนะครับ อยู่ที่บริเวณด้านหน้า Big ฺBang Stage ใครที่สนใจในเรื่องของเขาทำอะไร Speaker ท่านแรกของเรา คุณธนาวัต ขันธรรม เป็นคนไทยท่านเดียว ที่ได้ร่วมงานกับ Spider Man Into the Spider-Verse และลูกโลกทองคำในปี 2019 นี้นี่เป็นโอกาสของคุณ สามารถที่จะมาพบกันได้ที่ด้านหน้า Big Bang Stage มาเรียนรู้เกี่ยวกับโลกดิจิทัลนะครับ มาเรียนรู้เกี่ยวกรวมถึงเรื่องของ Animator เขาทำงานอะไร เขาเป็นอะไร มีมุมมองอย่างไร เรียนเชิญเลยครับ ด้านหน้า Big Bang Stage เรียนเชิญครับ แล้วพบกันครับ Ր (พิธีกร) สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ เข้าสู่บรรยากาศของวันที่ 2 กันแล้ว การแสดงนวัตกรรมดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ ตอนนี้ผมประกาศมาจาก Digital Thailand Big Bang ตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงานที่ Big Bang Stage Big Bang International Conference The next web จับมือกับ ในการที่จะคัดสรรร Speaker ต่าง ๆ ระดับ top จริง ๆ เป็นโอกาสยากมาก ๆ เพื่อมาพูดที่งาน Digital Thailand Big Bang 2019 โดยเฉพาะเลยทีเดียวนะครับ เดี๋ยวอีกสักครู่นะครับเราจะเริ่มกิจกรรมเช้าวันนี้กับ ในเรื่องของ Animator ผมเรียนเชิญที่ Big ฺBang Stage แห่งนี้ได้เลยนะครับ คนไทยคนแรกและคนเดียวนะครับ ที่ได้ร่วมงานกับ Sony Spider Man Into the Spider-Verse จนได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำทำผลงานระดับนี้ เขามีมุมมองอย่างไร จะมาแบ่งปันกับเรา ผมขอเรียนเชิญเลยครับที่ Big Bang Stage กิจกรรมดี ๆ แบบนี้พลาดไม่ได้ แล้วก็จะเกิดขึ้นตลอดทั้งวันเต็ม ๆ แต่ว่าท่านแรก ในเรื่องของ Animator ใครอยู่แถวนี้ เรียนเชิญได้เลย เวทีกลางตอนนี้ จะเริ่มต้นในอีกสักครู่เดียวครับ และสำหรับ Presentation ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ Big Bang Stage แห่งนี้นะครับ จะมีบาบางส่วนที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าหากท่านอยากได้เครื่องแปลภาษา สามารถติดต่อกับทางทีมงานได้เลยนะครับ [ภาษาต่างประเทศ]Ր [เสียงดนตรี] (พิธีกร) สวัสดีครับ สวัสดีชาว Digital Thailand Big Bang 2019 นะครับ เราก็มาถึงบรรยากาศวันที่ 2 แล้วนะครับ ผม อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ งานในครั้งนี้ของเราจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ หรือ Depa ณ ศูนย์นิทรรศการไบเทค ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม เรามีกิจกรรมต่อเนื่องทั้ง 4 วันเต็ม ๆ เลยครับ ณ เวทีแห่งนี้คือเวทีที่เรียกว่า Big Bang Stage เรามี speaker ต่าง ๆ มากมาย ที่ให้เกียรติมาร่วมพูดคุยกับเราโดยโปรแกรมในครั้งนี้นะครับ และเป็นการจัดขึ้น และร่วมมือกันระหว่าง DEPA และ The Next Web เขาเป็นผู้จัดในยุโรป สัญชาติอัมเตอร์ดัม เข้ามาเปิดประสบการณ์ และนำพาคนไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลไปพร้อม ๆ กันครับ อย่างที่ผมประกาศไปเมื่อช่วงแรก ท่านไหนอยากจะใช้เครื่องแปลภาษา ผมขอเรียนเชิญท่านติดต่อกับทีมเพื่อรับเครื่องแปลภาษาได้เลยนะครับ วันนี้เป็นภาษาอังกฤษด้วย แต่ใน Presentation นี้น่าจะเป็นภาษาไทย สำหรับ speaker ท่านแรกของเราจะบรรยายในหัวข้อ What Does an Animator Do? นะครับ เป็นคุณธนาวัต ขันธรรม นะครับ เป็น Animator จากหนังเรื่อง Spider Man Into the Spider-Verse และได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ ในปี 2019 คุณธนาวัต ขันธรรม ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็น Sony Image works ที่แคนาดา และเคยผ่านประสบการณ์ทำงานที่ประเทศไทยของเราที่เมืองจีนในวงการ Animation มีผลงานร่วมกับ Sony Image works ต่าง ๆ เช่น Hotel Transylvania 3 และก็ Angry Bird 2 คุณธนาวันเป็นที่รู้จักท่านเดียวที่เคยร่วมงานกับ Sony Image works Spider Man Into the Spider-Verse อย่างรางวัลออสกา และ ลูกโลกทองคำ เรียกว่าเป็นโอกาสพิเศษมาก ๆ เลยของ คุณธนาวัต ขันธรรม ในวันนี้ ฉะนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ต้อนรับ Speaker เรียนเชิญครับ [เสียงดนตรี] [เสียงปรบมือ] (พิธีกร) เชิญ คุณธนาวัต ขันธรรมเลยครับ (คุณธนาวัต) ก็รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ ที่มีคนฟังวันนี้ ก็ก่อนอื่นเลย มันเป็นวันหนึ่งที่ผมได้ post เรื่องราวรูปภาพหนึ่งบนเฟสบุ๊ก หลายท่านคงเคยเห็นรูปนี้ เอ๊ะ มันไม่ขึ้น ไม่น่าใช่รูปนี้นะครับ โอ.เค. คือผมได้โพสต์เจ้ารูปภาพนี้ คือปกติแล้ว Facebook ที่เราโพสต์ประจำก็จะเป็นรูปกินอาหารหรือไม่ก็เป็นรูปที่เป็นการบ่นเรื่องราวที่เราไม่อยากให้ใครรู้ ผมโพสต์รูปนี้ขึ้นมาในวันหนึ่ง แล้วก็ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเป็นจำนวนมาก หลาย ๆ คนเริ่มติดตามว่าผมทำอาชีพอะไรหรือว่าหลาย ๆ คนมักจะรู้จักเกี่ยวกับว่าผมดำรงตำแหน่งใน Animator แต่ว่าที่รู้จักว่า อาชีพ Animator นั้น เราทำอะไรมาบ้าง โดยปกติแล้วการบรรยายของผมจะเป็นการบรรยายค่อนข้างนาน เพื่อเจาะลึกในอาชีพ Animator ผมจะมี 3 หัวข้อหลัก ว่าอาชีพ Animator ที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้เป็นอะไรบ้าง ถ้าเกิดใครสนใจอาชีพ Animator เราควรจะมีอะไรบ้าง อย่างแรกเลย ถ้าเกิดให้ผมเปรียบเทียบว่า Animation Animator คืออะไร หลาย ๆ คนมักจะคิดว่าผมทำการวาดรูปใส่กระดาษ คือถ้าเกิดคนจะคิดอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด คือถ้าเกิดเราย้อนกับไปในวงการ Animation สมัยนั้นเขาจะวาดรูปใส่กระดาษ 1 รูป แล้วก็เอาภาพถ่ายไปใส่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายไปใส่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกระดาษวาดรูป เราจะดูหนังใน Animation ได้ 1 นาที อันนี้ยังไม่รวมกับที่เราต้องแบ่งแยกตัวละครกับฉาก background ที่มีบริษัท ๆ หนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด หรือจะเป็น Dreamworks Animation ที่เริ่มปล่อยตัวถ้าจำไม่ผิดชื่อเรื่อง The Bug's Life หลังจากหนัง Animation เริ่มสนใจด้าน 3D Animation เพราะว่าอะไร เพราะว่าอย่างแรกตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย คือคนธรรมดาหลายคนสามารถดูได้ และอย่างที่ 2 สามารถเติมเต็มจินตนาการ เจ้าตัว Drawing Animation ทำให้ปัจจุบันนี้วงการ 3D Animation คือเราต้องดูได้เลยว่าหนังเกือบทุกเรื่องในฮอลลีวูด จะต้องมี 4G แล้วการที่เราจะทำ CG ได้ เราต้องมีอาชีพที่เขาเรียกว่า Animator Animator ไม่ได้มีแค่ Animator สำหรับ 3D Animator คือ คล้าย ๆ วาดรูป แล้วเรายังมี Animator สำหรับเกม แล้ว Animator สำหรับหลาย ๆ อาชีพที่ลงท้ายด้วย Animator แต่ อาชีพที่ลงท้ายด้วย Animator น้้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ความคิด และกระบวนการความคิดทุกอย่างเหมือนกัน แต่แตกต่างกระบวนการในการทำงานเท่านั้น ถ้าเกิดจะให้ผมบรรยายว่าอาชีพ Animator นั้น เหมือนอะไรที่สุด ต้องบอกว่า Animator ก็เหมือนกับการเป็น Actor หรือว่าเป็นนักแสดงถามว่าทำไม เพราะว่าจุดประสงค์หลักของนักแสดงก็คือ เราเข้าไปแสดงบทบาทกับตัวละครสมมติในละคร คนดูเกิดความเชื่อว่าตัวละครตัวนั้นมีอยู่จริงเหมือนกับหนังเรื่องล่าสุด เรื่อง รักฉุดใจนายอะไรสักอย่างหนึ่งครับ คือผมไม่เคยดูหนังเรื่องนั้น และผมรู้เรื่องหนังจากเฟสบุ๊คเพราะว่าทุกคนอินกับตอนจบ ทุกคนอินกับการเลือกผู้ชายที่ทานตะวันเป็นคนเลือก เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าไม่มีอยู่จริงบนโลก นั่นคือผลสำเร็จจาก Actor สามารถทำให้คนดูเชื่อและอินกับส่วนนั้นได้ Animator สร้างตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่มีชีวิตให้มีชีวิต เหมือนอย่างที่เราดูหนังใน Spider Man ที่อยู่ในชีวิตจริง แต่ว่าพออยู่ในหนังหรือว่าเวลา Spider Man กระโดด ของเราที่จะทำให้คนดูเชื่อว่า ตัวละครสมมุตินั้นมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะเปิดให้ดู vdo อันหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น คือ Animator กับ Actor อย่างที่บอกคือ การแสดงตัวละครสมมติ แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่าง Animator กับนักแสดงคือ นักแสดงจะแสดงอยู่หน้ากล้อง นักแสดง 1 คน ในหนัง 1 เรื่อง อาจจะมมตัวบทบาทสมมุติเพียง 1 เท่านั้น เพราะว่ากันคนสับสน แต่สำหรับ Animator ที่ Animator เราจะไม่ออกหน้ากล้องเด็ดขาด ฉะนั้น Animator จะอยู่หน้าจอ 1 แล้ว 1 Animator 1 คน จะต้องแสดงบทบาททุก ๆ ตัวละครในหนัง 1 เรื่องนั้นได้อย่างเช่นว่า ในสัปดาห์นี้คุณได้รับให้ทำการ หรือทำการแสดง แต่ว่าสัปดาห์หน้าคุณต้องมานั่ง animate ตัวหมา เปลี่ยนจิตวิญญาณของคุณจากที่คุณเป็น Spider Man ในโปรเจกต์ เรามี Animator 177 คน ในหนัง 1 เรื่อง แต่ว่าเราไม่สามารถ Spider man ในหนัง 1 เรื่องได้ ฉะนั้นนี่คือความท้าทายอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนต่อให้คุณเป็นผู้หญิงหรือคุณเป็นยุโรป คุณจะต้องเป็นตัวละครตัวนั้นให้ได้ อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับจาก Spider Man ดูกันเลย [เสียงวิดีโอ] (คุณธนาวัต) เห็นไหมครับว่า ผู้ชายที่สวมแจ็กเก็ตอันนั้นคือ Animator ก่อนที่เราจะเริ่มทำงาน หรือทำ Animator ทุกคนจะต้องถ่าย Reference สวมบทบาทเป็นตัวละครตัวนั้นแล้วเราก็ดูตามแชร์ไอเดีย อย่างที่เราเห็นคือ เขา... ตัวเขาเป็นเด็กผิวดำ แต่ว่าผู้ชายที่เป็นคนสวมบทบาท น่าจะเป็นคนอาหรับหรืออะไรประมาณนี้ เขาจะต้องสวมวิญญาณอันนั้นให้ได้ ผมมีอีกอัน อันนี้ยังอันนี้ก็เป็นในโปรเจกต์ Spider Man อีกเหมือนกัน [เสียงวิดีโอ] (คุณธนาวัต) อันสุดท้ายไม่ได้ Acting นะครับ อันนี้คือโดนเต็ม ๆ อย่างที่บอกคือ Animator ก็เหมือนการเป็นนักแสดง เพียงแค่เราไม่ได้อยู่หน้ากล้อง ไม่แปลกเลยครับ Animator เกือบทุกคนที่ทำงานที่ต่างประเทศ หรือว่าอะไรก็ตามจะต้องจบหลักสูตรเขา เพราะว่าการแสดง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก จบมาเพื่อเป็นนักแสดง แต่เราจบออกมาเพื่อเข้าใจ และเราสามารถเข้าใจอารณ์ของตัวละครตัวนั้นได้มากขึ้นนะครับ เสร็จแล้วอย่างที่ 2 ที่ Animator ควรจะต้องมี ก็คือ ความช่างสังเกต ความช่างสังเกตเป็นต้องเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ Animator คือผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน คุณเคยหรือไม่ว่าช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ สมมติคุณจะเดินไปข้างหน้านี้ ด้วยเท้าขวา คุณคิดว่าส่วนไหนของร่างกายจะต้องขยับเป็นส่วนแรก คือจริง ๆ แล้ว ปกติเราใช้ชีวิตประจำวันว่าทำไมเราจะต้องสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ว่าสำหรับอาชีพ Animator แล้ว ทุก ๆ การเคลื่อนไหว อะไรต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าเกิดเราได้ เราต้องทำสิ่งนั้น ๆ เราจะต้องโฟกัสมาก ๆ ถ้าเกิดผมบอกว่าผมจะเดินไปข้างหน้าด้วยเท้าขวา ผมคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าถ้าเกิดเราเดินไปด้วยเท้าขวา สิ่งที่ขยับน่าจะเป็นเท้าขแต่ว่าที่จริงแล้ว เราลองโฟกัสมันมาก ๆ เราจะรู้ว่าที่จริงแล้วเราจะใช้เท้าขวาเดินไปข้างหน้า สิ่งแรกที่ขยับคือสะโพกครับ สิ่งแรกที่ขยับนั้นคือสะโเลื่อนไปทางด้านซ้าย เพื่อให้เราทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าซ้าย และหลังจากนั้นทำให้เรายกเท้าขวาได้โดยที่เราไม่ต้องเสีย แล้วเราก็ หลังจากที่เราลงเท้าขวาไปที่พื้น น้ำหนักจะอยู่ที่เท้าขวา แล้วร่างกายเราจะชิดไปที่เท้าขวา ไปเท้าขวา และให้เท้าซ้ายยกขึ้นได้ นี่เป็นกระบวนการความคิดของ Animator ที่เราจะต้อง โฟกัสทุก ๆ การเคลื่อนไหวของร่างกาย อย่างที่ 3 ผมคิดว่าเป็นอย่ที่ Animator จะต้องมีคือ จินตนาการ Animator จะต้องมีจินตนาการเป็นอย่างมาก จะต้องมีกระบวนการคิดที่เป็นเอกลักษณ์ ผมจะให้ดูวิดีโอ ๆ หนึ่งนะครับ สิ่งที่ทุกคนเห็น เป็นแค่แมวใช่ไหมครับ เป็นแค่แมว แล้วก็วิ่งไปจับนกเท่านั้น แต่เมื่อไรที่คุณเป็น Animator หรือเข้าสู่ วงการ Animator กระบวนการคิดของ Animator จะเกิดเป็นอย่างนี้นะครับ ทุกคนเห็นไหมครับ ว่าจะมีตัวเส้นลาย หรือว่าตัวทางศัพท์ Animation เขาจะเรียกว่า แต่ว่าเราจะมองตัว เราไม่ได้มีดวงตาวิเศษหรอกครับ แต่ว่าเราใช้จินตนาการเพื่อสร้างโครงกระดูกข้างใน ของภาพนั้น ๆ เพื่ออะไร เพราะว่าเราทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อน เราทำงานกับความเคลื่อนไหว เราก็ต้องรู้ว่าการเคลื่อนไหวสิ่งไหนที่มันสำคัญ สิ่งไหน เหมือนที่ยกตัวอย่างไป ส่วนไหนที่สำคัญที่สุด ในการที่จะให้ร่างกายเราสามารถยกเท้าขวาได้ เพื่อให้ร่างกายเราสามารถ เจ้าเส้นตัวเมื่อกี้ มันทำให้ Animator จดจำภาพได้ง่ายที่สุด อันนี้ผมก็พูดจบหมดแล้วสำหรับ 3 อย่าง ที่คนที่อยากจะเป็น What Does an Animator Do? หรือว่าคนที่สนใจทางด้าน Animator สนใจอยากจะทำ พอหลังจากกระบวนการความคิดพวกนี้แล้ว เราก็เข้าไปสู่การทำ Animation ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิคค่อนข้างเยอะ แล้วผมคิดว่ายังไม่ค่อยสำคัญมากนัก แล้วที่นี่หลายหลาย ๆ คน ที่เห็นว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็ค Spider Man หลาย ๆ คนก็จะคิดว่า หลาย ๆ คนก็จะมีคำถามว่าผมสามารถมาอยู่ตรงจุดตรงนี้ได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่า ถ้าเกิดย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปี หลังจากที่ผมที่เรียนจบ ม. รังสิต คือช่วงนั้นผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง แล้วเพื่อนคนนั้นเราก็คุยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงว่าอาชีพในฝันหลังจากที่เราจบแล้ว ว่าอาชีพในเราอยากจะเป็นอะไร แน่นอนเพื่อนคนนั้นเป็น...เพื่อนคนนั้นเป็นผู้หญิงที่สวย แล้วก็เป็นคนที่ฉลาด ฉะนั้น อาชีพในฝันของเขาก็คือเขาอยากเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ ผมเรียนสายทางด้านเกม ด้าน Animation แน่นอนครับ สิ่งที่ผมอยากจะเป็น คือผมอยากจะเป็น Animator แต่เมื่อพอหลังจากเรียนจบ ผมได้เข้าสู่วงการ Animation ที่ประเทศไทยแล้ว ภาพที่ผมเห็นในตอนนั้น มันเหมือนเป็นห้องสีดำ ๆ ห้องมืด ๆ เลยครับ แล้วก็มีเจ้าเทียนไขเล็กๆ ที่มีเปลวไฟสว่างเล็ก ๆ เท่านั้น ถามว่าทำไม เพราะเมื่อผมเข้าไปสู่อุตสาหกรรม Animation บ้านเราแล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่ามันมองไม่เห็นอนาคตเท่าไร มันจะมีอะไรหลาย ๆ อย่าง คนรอบตัวหลาย ๆ คน มักจะเข้าสู่วงการ Animation มันจะเข้าสู่วงการ Animation แล้วก็มันก็ไม่ต่างอะไรกับผม ผมก็ได้ตระหนักแล้ว ว่าที่จริงแล้วความฝันกับความจริงไม่เหมือนกันเลยเรารัก Animation แต่ว่าความจริงไม่ตอบโจทย์ ทั้งระยะเวลาการทำงาน เราก็อยากจะมีงานทำที่ดี เราก็อยากมีบ้าน มีเงิน มีอะไร ประสบความสำเร็จในชีวิตผมเข้า ๆ ออก ๆ ในวงการ Animation จนครั้งหนึ่ง ผมลาออกจากงานประมาณ 3 เดือน ผมไปโฟกัสกับการเล่นตลาดหุ้น การเล่นในตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ทำเงินให้ผมได้ค่อนข้างดี ซึ่งมากกว่า ไอ้เงินเดือน Animator แต่ว่าวันหนึ่งผมกลับต้องมาเซอร์ไพรส์ ว่า แล้วผมมี monitor อยู่ 2 monitor หน้าจอหนึ่งผมนั่งเล่นหุ้นอยู่ แต่ว่าหน้าจอหลักผมมารู้ตัวว่าผมเปิดโปรแกรม Animation แล้วผมกำลังนั่ง มันทำให้ผมได้คิดว่า ที่จริง ณ ตอนนั้นสิ่งที่ผมจะต้องเลือกอาจจะเลือกสิ่งที่รักสิ่งที่รักแต่ไม่ได้เงิน ไม่ได้รัก แน่นอนผมปิดหน้าจอไอ้ตัวตลาดหุ้นอันนั้น คือเงินทั้งหมดที่ผมหาตัวนั้น ผมปิดตลาดหุ้น แล้วผมก็ Jump เข้าสู่วงการ Animation ผมเข้าสู่วงการ Animation มากก็คือ ผมโฟกัสที่อยากจะเรียนรู้ทางด้าน Animation จริง ๆ ผมไม่ได้ทำงานในออฟฟิศหนัก แต่ว่าผมทำงานหลังจากเลิกงานค่อนข้างหนัก ผมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ผมไม่รอให้ใครมาสอน ผมไปหาคนเก่ง ๆ เพื่อจะขอความเก่งจากเขาจนมาถึงระยะเวลาหนึ่ง ผมเริ่มรู้สึกว่าทักษะของผมมันเริ่มมากขึ้น ผมเริ่มมองเห็นห้องตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ผมเริ่มเห็นว่ามีเทียนเล่มใหม่อีกเล่มหนึ่งจุดห้องนั้นที่มืดให้ดูสว่างขึ้นนิดหนึ่ง ยังดูไม่เห็นเค้าโครงอะไร แต่ว่า อย่างน้อยมันก็ยังสว่างกว่าตอนแรก ในช่วงเวลานั้นผมตัดสินใจครับ เดินทางออกจากประเทศไทยแล้วก็ไปสู่ที่ประเทศจีน อย่างแรกเลยที่ผมตัดสินใจเลือกที่ประเทศจีนก็คือว่า ถ้าเกิดเราคิดถึงบ้าน อย่างที่ 2 ภาษาอังกฤษผมไม่ได้แข็งแรงมาก เป้าหมายของผมคือการไปที่ประเทศจีน แล้วก็ไปเรียนภาษาอังกฤษ เมื่อตอนนั้น พอผมได้เข้าสู่ประเทศจีน ผมตระหนักว่าคนจีนไม่พูดภาษาอังกฤษกัน ผมก็เลยรู้สึกว่า อันนั้นน่าจะเป็นข้อผิดพลาดที่ผมควรจะทำที่ไทยมากกว่านี้ ผมก็เลยโฟกัสไปที่ทางด้าน Animation บ้าง โชคดีที่ในนั้นมีคนมาจากอเมริกามาจากอะไรพวกนี้ ผมใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี ทำสิ่งที่ผิดพลาด เรียนรู้สิ่งที่ล้มเหลว มันมีอยู่วันหนึ่ง เป็นวันที่ตัว project ที่ทำที่จีนกำลังจะจบของผม คือเขาอยู่ในวงการ Animation ที่ Dreamwork มาประมาณ 3- 4 ปี ก่อนที่ผมจะเกิด เขาถามผมว่าเซ้ง ตัว project เราจะจบอยู่แล้ว คุณอยากจะไปทำงานที่ไหนต่อ ผมบอกเขาว่า ผมอยากจะอยู่ที่ประเทศจีน อีกสัก 5 ปี แล้วเป้าหมายสูงสุดของผมก็คือการได้เข้าบริษัท Sony Image work เพราะว่าบริษัท Sony บริษัทใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 ของโลกในวงการ Animation ผมบอกเขา ผมอยากใช้เวลา 5 ปี เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อม และจุดตัวเองในตอนนั้น ทำไม ทำไมคุณไม่สมัครเลย ทำไมคุณไม่ลองเข้าไปเลยตอนนี้ ผมบอกเขาว่าผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม เขาถามว่าทำไมยังไม่พร้อม ผมบอกว่าอย่างแรกเลยที่ผมไม่พร้อม คือผมยังไม่มั่นใจ ว่าผมจะสามารถทำได้ อย่างที่ 2 คือ ผมกังวลมากเรื่องภาษา เพราะว่าภาษา ถ้าเกิดเราไปอยู่ในโซนแคนาดา หรือไปอยู่ในโซนแคนดา ค่อนข้างดีพอสมควร แต่มีคำพูดหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตัดสินใจที่ส่ง Port งานตัวเองไปที่ Sony ตอนนั้นเลย ก็คือ คุณเดนีส์ถามว่า คุณรู้ไหมตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่คุณทำงานกับผมมา เวลาที่คุณพูดภาษาอังกฤษมาแล้วผมไม่เข้าใจแล้วผมไม่เข้าใจ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่ปัญหาของคุณเลย ผมรู้สึกว่าผมเองที่รู้สึกว่าโง่ที่ไม่เข้าใจ และไม่เข้าใจภาษาอังกฤษของคุณ ผมก็เลยกลับมาคิดดูอีกทีว่าที่จริงน่าจะเป็นเขาที่เป็นจุดอ่อน น่าจะไม่ใช่ผมแล้ว ที่จริงเป็นหลักการที่ผิด แต่ว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น พอหลังจากที่เรามีความมั่นใจมากขึ้น เย็นวันนั้นผมกลับบ้าน แล้วผมก็เลยส่งงานไปที่ Sony และใช้เวลาสัมภาษณ์ที่ Sony ประมาณ 1 เดือน สัมภาษณ์ประมาณ 3 วัน จนเขาตอบรับและผมก็เลยได้มีโอกาสเข้าสู่แคนาดา และทำที่ Sony เจ้าเทียนที่อยู่บนในห้องนี้เริ่มสว่างขึ้นผมรู้สึกว่าเจ้าเทียนที่มันเริ่มมองเห็นทางไปมากขึ้น ผมไปอยู่ Sony ไปถึงเสร็จเราจะประสบความสำเร็จเลยการเข้าทำงานในต่างประเทศ อย่าง Sony นั้น เป็นคนที่เข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ต้องเป็นคนเก่งพอสมควร คนที่อยู่ในประเทศแคนาดาหรืออะไรตรงนี้ คือคนเก่งที่เขารวมมาจากทั่วโลกแล้ว ฉะนั้น สิ่งที่ยากกว่านั้นก็คือ การที่เราในบริษัทที่ใหญ่ขนาดนั้นได้ การทำงานหนัก ไม่ใช่สิ่งตอบโจทย์ที่ดี แต่ว่าสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด คือการที่เราทำงานแล้วเราเข้าใจ และที่เห็นทั่วไป หลาย ๆ คนมักจะทำอย่างที่ คือหลาย ๆ คนมักจะทำงานหนัก แน่นอนว่าทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมงอะไรแบบนี้ก็ไม่มีค่าอะไร ผมเข้าไปที่ Sony ผมต้องต่อสู้อย่างมาก ผมต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมทีมเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุดขึ้นมา จนผมได้มีโอกาสได้เข้า Project Spider Man Into the Spider-Verse Project เป็น Project ที่ค่อนข้างที่จะหินมาก ๆ เวลาที่ผมสัมภาษณ์อะไรพวกนี้ไป คุณทำตัว Spider Man กี่นาที ผมจะบอกได้ว่า ผมทำไปประมาณ 3 นาที และหลาย ๆ คนมักจะถามผมว่า ทำไมทำน้อยจัง ต้องบอกก่อนว่าการทำงานของ Animator ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก โดย 1 อาทิตย์ เรา Animator 1 คน จะสามารถทำ ได้เพียง 1 วินาทีเท่านั้น ฉะนั้นหมายถึงว่าเราถึงมี Animator ถึง 177 คน แล้วเราใช้ระยะเวลาในการทำหนังเรื่อง Spider Man เกือบ 2 ปี เต็ม ๆ พอหลังจากที่ผมเริ่มรู้สึกว่า ไอ้เทียนที่อยู่ในห้องมันเยอะมาก ๆ เยอะจนห้องนี้สว่าง จนผมเริ่มเห็นประตูบานถัดไป มันทำให้ผมเริ่มคิดได้แล้วว่า จริง ๆ แล้วไอ้เทียนที่อยู่บนห้องนี้ มันเหมือนความมั่นใจหรือว่าทักษะของเรา เมื่อไรที่เรามีทักษะ เราก็จะมีเทียนมากขึ้น พอเรามีเทียนมากขึ้น ห้องก็จะสว่างไสว ส่วนไอ้ห้องที่ผมคิดว่ามันคงจะเป็นภาพของอนาคตของเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่ห้องสว่างเราก็มองเห็นห้องมากขึ้นเราก็มองเห็นอนาคตของเรามากขึ้น ผมมองเห็นประตูบานถัดไป แน่นอน Animator มันยังไม่ใช่อาชีพผม ก็มันยังมีอาชีพที่สามารถโตต่อจาก Animator ได้ ประตูก็คือเหมือนโอกาสของเรา ว่าเราจะเลือกเข้าประตูบานนั้นหรือเปล่า อาชีพ Animator มันไม่ใช่อาชีพที่สามารถที่จะเปลี่ยนโลกได้ ไม่ใช่อาชีพที่แบบอย่างไร ไม่สามารถที่จะทำให้คุณแบบรวยล้นฟ้า หรือว่าจะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ว่าอาชีพ Animator สำหรับผมแล้ว มันเป็นอาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุข เป็นอาชีพที่พอทำแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่งาน คือผมไม่ได้หวังว่าจะต้องมี รายได้ 5-6 ล้านต่อปี อะไรพวกนี้แล้วเวลาที่คนดูได้มองเห็นงานของผมที่ผมทำ แล้วเขารู้สึกชอบ เขารู้สึกเอนจอย เขารู้สึกหัวเราะหรือร้องไห้ผมว่าแค่นี้ ก็มีความสุขกับมันแล้วครับ ก็สำหรับวันนี้ก็จบสิ้นแล้วครับ ขอบคุณมากครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณมากครับ ขอขอบคุณนะครับ speaker ท่านแรกของเรา มาให้แรงบันดาลใจดี ๆ นะครับ ให้กับผมเช่นเดียวกัน ในเรื่องของการทำงาน ของ Passion ในลำดับต่อไปเราจะมี speaker ท่านต่อไปประมาณเวลา 10.10 น. เรายังคงต่อเนื่องกันไปกับกิจกรรมในช่วงวันที่ 2 วันนี้ Big Bang Conference กับทาง The Next Web คัดสรร speaker จากทุกศาสตร์ และทั่วทุกมุมโลกนะครับ ในครั้งนี้นะครับ [ภาษาต่างประเทศ] ในระหว่างที่เราเตรียมพร้อมต้อนรับ speaker ท่านต่อไป เล่าให้ฟังเกี่ยวกับกิจกรรม Rescue Drone เรามีกิจกรรม สาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หน้าฮอลล์ 100 กิจกรรมเหล่านี้ รอบ ๆ ด้วยกัน 4 รอบวันนี้รอบแรก 11.30 น. รอบที่ 2 14.30 น. รอบที่ 3 16.30 น. แล้วก็รอบที่ 4 17.30 น. ฉะนั้นท่านไหนอาจจะอยู่ที่ด้านหน้า Big Bang Stage กำลังสำรวจในส่วนต่าง ๆ ของ Digital Thailand Big Bang 2019 นะครับ ก็สามารถเรียนเชิญได้นะครับ แต่ว่าตอนนี้เรามาต่อกับโปรแกรม ที่เวทีแห่งนี้กับ Big Bang Stage ได้เลยครับ มาที่ Speaker ท่านต่อไปเลย ท่านจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับท่านไหนที่จะรับเครื่องแปลภาษา รับได้จากของเรานะครับ [ภาษาต่างประเทศ] อีกสักครั้งหนึ่งนะครับ ท่านใดที่ต้องการเครื่องแปลภาษสามารถติดต่อรับเครื่องแปลภาษาจากทีมงานเราได้เลยครับ [เสียงดนตรี] (Mr. Ben) [ภาษาต่างประเทศ] ใน 10 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างง่ายสำหรับผมที่จะคาดเดาว่า ว่าในอนาคตนี้จะเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้นี่มันยากมาก และตอนนี้เป็นปัญหานะครับทุกคนในห้องนี้ ในตึกนี้ พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคาดเดาอนาคต หน้าที่ของคุณ คือ การคาดเดาอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นและวางแผนชีวิตของตัวเราเอง แต่ตอนนี้เราทำไม่ได้ และมีเหตุผลก็คืออะไรครับ เหตุผลก็คือเหตุผลที่เรามานั่งอยู่ในห้องนี้รวมกัน นั่นคือกฎของมัวร์ Moore's law กฎของมัวร์ มันถูกคิดค้นด้วย Moore เป็นผู้ผลิตคิดค้น Chip Intel เขาวิเคราะห์มาแล้ว มันมี เขาสังเกตได้ว่า ทุก ๆ ปี การลงทุนเท่าเดิม เขาจะสามารถใส่ชิพได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก ๆ ปี เขาเขียนรายงานออกมาในปี 1964 ตอนนั้นนี่คนไม่สนใจ แต่ตอนนี้พอเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1970 ก็เป็นเรื่องจริงแล้วก็ปี 1980 1990 2000 2010 ก็ยังเป็นเรื่องจริงตลอดที่ชิป มีประสิทธิภาพคูณ 2 นะครับ ทุก ๆ ปี ในการลงทุนด้วยเงินเท่าเดิม เราสามารถใส่อุปกรณ์ลงไปใน microchip ได้ 2 เท่า เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ ประสิทธิภาพในการคำนวนก็คูณ 2 ในทุก ๆ ปี เพราะฉะนั้นเราเริ่มต้นตั้งแต่ปีในอดีต ปีถัดไป ก็จะดีขึ้น 2 เท่าตลอดเวลา แล้วตรงนี้มีปัญหาเกิดขึ้น เป็นปัญหาตามหลักพื้นฐานเลย นั่นหมายความว่า เราจะไม่รู้ว่าในอนาคตอีกแค่ 2 - 3 ปีจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดคุณคาดเดานะครับ มองไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือ 15 ปีที่แล้ว แล้วพยายามคิดถึงว่ายุคปัจจุบันจะเป็นอย่างไร แค่ 15 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีเฟสบุ๊ก ก่อนที่จะมี Line ก่อน Instagram ก่อน Twitter ก่อน Snapchat เมื่อสักครู่ มันคาดเดายากมาก ที่จะคาดเดาว่าวันนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร นั่นหมายความว่าเวลาที่คนจะมองไปยังนวัตกรรม ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลก คุณก็มีการคาดเดาได้แค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น นั่นคือปัญหา เพราะว่าทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศไทย หรืออยู่ที่ New York ที่ผมเคยอยู่ หรืออยู่ที่ London หรือที่ไหนก็แล้วแต่ มันทำให้คนในโลกนี้กลัว แล้วหลาย ๆ คนบนโลกก็บอกว่า เราหลงทาง คุณช่วยบอกเราหน่อยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ใน Silicon Valley ตอนนี้เขาคิดถึงอนาคตในแบบวิธีพิเศษของเขา และมันเกิดจากที่เขามีพื้นฐานทางวัฒนธรรมพื้นฐานตะวันตก ใน Silicon Valley เขาคิดถึงนวัตกรรมในลักษณะมุมมองแบบศาสนาคริสต์ คิดว่าทุก ๆ 2-3 ปีี จะมีคนพาค้นหาทางรอดของมวลมนุษยชาติ และทุก ๆ 5 ปี หรือ 10 ปี จะมีเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ปี Silicon Valley มองว่า Mark เป็นพระเยซูคริสต์ เพราะว่าเขาเป็นคนที่อายุน้อยที่มาจากทะเลทราย แล้วก็มีคำมายา คำศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ และนี่คือ Silicon Valley ในมุมมองของ Silicon Valley แล้วก็เป็นมุมมองคล้าย ๆ กันทั่วโลก ที่มอง Silicon Valley ในยุโรป ผู้นำในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นผู้นำของประเทศหรือผู้นำของเทศบาลต่าง ๆ เมืองเล็ก ๆ ต่าง ๆ เขาก็ถามว่า เราจะทำอย่างไรให้เกิด Facebook ในเมืองของเราได้ เราจะทำอย่างไรให้มีพระเยซูแห่งเทคโนโลยีอยู่ในเมืองของเรา นี่ผมคิดว่าเป็นมุมมองที่ผิด เป็นคำถามที่ตั้งผิด มันเป็นคำถามที่ให้อำนาจแก่บุคคลแก่ทุกคน แต่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็น 10 ปี 5 ปี แล้วจะเกิดขึ้นด้วยงานของคน ๆ เดียว แต่จริง ๆ จะเกิดด้วยนวัตกรรมหรือการพัฒนาการ มันน่าจะเปรียบเทียบกับศาสนาพุทธมากกว่า เพราะว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกัน ของการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง นั่นคือสังคม แล้วก็เทคโนโลยีเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กัน เวลาเรานึกถึงนวัตกรรม สิ่งที่จะมามองโลกอนาคต มองสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คุณจะต้องมองเทคโนโลยี มองธุรกิจ มองสังคม มองมุมวัฒธรรมมากกว่ามองประชาชนมากพอ ๆ กับ ที่คุณพิจารณาเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ผมทำงานของผมนี้ ก็คือการเล่าเรื่องเทคโนโลยี เล่าเรื่องอนาคต และมีนักเขียนวิทยาศาสตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ บอกว่านักเขียนที่ดี ไม่ได้เฉพาะว่า คาดว่ารถยนต์จะคาดเดาว่ารถยนต์จะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมทำก็คือ นวัตกรรมนี้คืออะไร เพราะว่าเราดูนวัตกรรมแล้ว คุณเข้าใจนวัตกรรม คุณก็จะมองรอบ ๆ แล้วคุณก็จะเห็นว่า มุมมองที่ชัดขึ้น แล้วก็จะดูว่ามันหมายถึงอะไรกับคุณ ตั้งแต่ Huawei ด้านโน้นทุก ๆ คนเลย เพราะว่าเทคโนโลยีทุก ๆ เทคโนโลยีที่อยู่ตรงนี้ เขาให้ความสามารถใหม่กับคุณ และด้วยความสามารถใหม่นี้ คุณสามารถมีวัฒนธรรมใหม่ ประเทศก็จะเปลี่ยนไป สังคมก็จะเปลี่ยนไป และเมื่อเวลาเราดูเทคโนโลยี คุณต้องดูวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนไปด้วย เรามีบูธมากมายที่ส่งของผ่านโดรน หรือหุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์ด้านนั้นน่าสนใจมาก และเทคโนโลยีนี้น่าสนใจมาก ๆ แต่มันไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียวที่อยู่ในโลกนี้ แต่มันจะต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์ ร่วมกับคนอื่น ๆ นั่นหมายถึงว่าเราจะต้องดูว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคม และคนอย่างไร ที่จะมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยีนี้ ขอยกตัวอย่าง ทุก ๆ คนในห้องนี้มีโทรศัพท์ในกระเป๋า ตอนที่เรามีโทรศัพท์มือถือครั้งแรก กล้องดิจิทัล กล้องที่คุณสามารถซื้อในร้านนี้ ทันทีเลยคนยอดขายในกล้องดิจิทัล ลดลงไปฮวบฮาบ โทรศัพท์มือถือสามารถทำลายอุตสาหกรรมกล้องได้ โทรศัพท์มือถือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ปีนี้เรามีเลขถึงปี 2018 ถ้ามี 2019 เราจะเห็นเลยว่าไม่มีใครซื้อกล้องดิจิทัลทั่วโลกอีกต่อไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ที่เรามีกล้องในกระเป๋าของเรานี้ เปลี่ยนแปลงโลกไปเลย ที่ถ่ายโรม แต่งตั้งพระสันตะปาปาใหม่หลาย ๆ พัน หลายหมื่นคนอยู่หน้าโบสถ์ที่นครมาติกัน แล้วก็ในปี 2005 ไม่ว่าจะพระ หรือแม่ชีไม่มีใครมีโทรศัพท์ แต่ปี 2013 เวลาตั้งพระสันตปาปาใหม่ เรามีทุกคนในห้องนั้นหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพ มันเปลี่ยนแปลงสังคมโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันด้วยมีความสามารถใหม่ ๆ เราก็ยังมีความสามารถใหม่ ทางด้านซ้ายเป็นรูปหน้าของผม ผมเชื่อว่าทุกคนก็เห็นด้วยว่าผมหน้าตาดี ผ่านทางด้านขวาก็ใช้ Application โดยหน่วยข่าวกรองของรัสเซียที่ทำให้ผมหน้าตาดูแก่ขึ้น ผมก็ยังมั่นใจว่าอีก 20 ปี ผมก็ยังมีหน้าตาที่ยังดีอยู่เหมือนเดิม แต่นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นทันทีที่เรามีความสามารถในการผลิตหน้าตา โดยแค่ใช้โทรศัพท์มือถือ และเทคโนโลยีนี้ หมายความว่าเรามี Web Page ที่หน้าตาแบบนี้คนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ๆ ThisPersonDoesNotExist.com คุณก็จะคลิกและก็ Refresh เป็นหน้าที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้น เป็นหน้าที่ AI สร้างขึ้น เดินไปที่มุมด้านนี้ก็จะมีบริษัท Huawei ซึ่งจะสามารถใช้ในโรงพยาบาลได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้น่าสนใจมาก แต่ว่ามันจะมาต่อสู้กับ ถ้าเกิดคุณอยากจะตั้ง Social Media 100 Account คุณจะต้องมีหน้าทั้งหมดถูกไหมครับ คุณก็สามารถตั้งหน้าปลอมได้ง่าย ๆ เลย เพราะว่าตรงนี้มันหน้าเหมือนคนจริง ๆ แต่ว่าแต่เป็นมนุษย์ปลอม มันเปลี่ยนแปลงสังคมไปหมดเลย ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ในปี 1990 เรามี Project มีนักวิทยาศาสตร์เป็นพัน ๆ เป็นหมื่น ๆ คนที่จะทดลอง ด้วยยีนส์ของมนุษย์ใช้เงิน วันนี้ถ้าเกิดว่าคุณจะทำยีนส์ของมนุษย์ นะครับ 2 ปีที่แล้ว คุณอยากจะได้ยีนส์ที่เหมือน ๆ ผม ใช้แค่อุปกรณ์แค่นี้เองในมือของผม ซึ่งเล็กเท่ากับแท่งช็อกโกแลต มันมีราคาแค่ 1 พันดอล่าร์ ซื้อในออนไลน์ได้ คุณใช้สิ่งนี้ ปลั๊กลงไปใน Laptop นี่เพิ่มความสามารถให้กับมนุษย์ได้อย่างมากมาย ในคล้าย ๆ กรุงเทพฯ มีร้านซูชิมากมาย ถ้าเกิดคุณไปในที่ LA หรือที่กรุงเทพฯ ถ้าเกิดคุณไม่รู้จะกินอะไรจริง ๆ คุณก็ไม่รู้หรอกว่าปลานี้เป็นปลาที่เขาบอกจริง ๆ หรือเปล่าแล้วบางประเทศ บางร้านซูชิ ปลามันแพงมาก ๆ แล้วปีที่แล้วนี่เราเดินไปร้านซูชิ 10 ร้าน แล้วก็เดินไปที่ใช้อุปกรณ์นี้แล้วเขาก็ใช้ชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็มาใส่ในเครื่องอุปกรณ์นี้ แล้วเขาก็มาจัดเรียง DNA เขาดูว่าร้าน 10 ร้าน ใน ลอสแองเจลิส มี 75 เปอร์เซ็นต์ของปลา ไม่ใช่ปลาที่เขาบอก โฆษณาในเมนู ด้วยการที่มีความสามารถใหม่นี้ ในร้านต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไป ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิจารณ์ร้านอาหาร คุณจะวิจารณ์อาหาร ด้วยหยิบเครื่องมือนี้ไป ภรรยาของผมเขากลับมาจากประเทศบอร์เนียว หมู่เกาะบอร์เนียว ในป่าเพื่อที่จะค้นหาสัตว์ชนิดใหม่ ๆ แล้วเขาเจอ แมงมุมชนิดใหม่ แล้วก็หอยทากชนิดใหม่ เขารู้เพราะว่า เขารู้ตั้งแต่ในห้อง อยู่ตั้งแต่เกาะบอร์เนียวเลย นี่เป็นความสามารถใหม่ของมนุษย์และนี่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะว่ามีความสามารถใหม่ สังคมก็ยังมีการนำวิธีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชญากรรม ลองคิดดูนะครับ ว่าคุณเป็นผู้บริหารจของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือคุณเป็นนักการเมืองระดับสูง แล้วคุณป่วย หรือคุณมีสุขภาพจิตที่ไม่ดี แล้วคุณไม่ได้บอกใคร หลาย ๆ ครั้งอาการทางจิตนี้เป็นอาการที่ส่งต่อมาทางพ่อแม่ ผ่านทางยีนส์ นั่นหมายถึงว่า คนจะเอา Sample ของยีนส์ของคุณ แล้วก็เอามาแบล็กเมลคุณ ผมรู้ว่าคุณมีคุณมียีนส์ที่จะเป็นสุขภาพจิตไม่ดี แล้วก็ทำคดีแบล็กเมลให้กับสาธารณะ ผมทำงาน แล้วผมร่วมกับบุคคลระดับสูงมากมาย แล้วผมก็ถามเขาว่า คุณรู้ไหมว่าตอนนี้คุณมีของเหลวในร่างของคุณไปอยู่ที่ไหนบ้าง ไม่ว่าน้ำลายของคุณที่ไปอยู่ในแก้วน้ำในร้านอาหารนะครับ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นี่ พนักงานของร้านอาหารก็หยิบสารเหลวของคุณ มี DNA ของคุณ แล้วก็เอาไปทำแบล็กเมลต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ทันทีนี้ สังคมก็จะเปลี่ยนไปมากมาย ๆ เลย ทีนี้มาดูเทคโนโลยีใหม่ที่บริษัททุก ๆ บริษัทในนี้พูดถึง ก็คือ AI Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์นี้ จะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นและมีผลกระทบรุนแรงมากต่อโลกของเรา มันทำอะไรครับ คือวิธีการทำตัวเลขคณิตศาสตร์ยาก ๆ ด้วยข้อมูลเยอะ ๆ ในเครื่องจักรชนิดใหญ่ดใหญ่ ซึ่งก็คือ Big Data บน Cloud Computing ทำการคำนวณยาก ๆ ด้วยข้อมูลเยอะ ๆ ด้วยเครื่องจักร ทำให้คุณมีความสามารถในการทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ มีนักประดิษฐ์ชื่อ จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนผลิตคอมพิวเตอร์นะครับ ว่าการพูดคุยกันของ AI ที่เราพูดกันอยู่ผิด ที่เราพูดกันอยู่ผิด คนส่วนใหญ่มักจะถามว่าเครื่องจักรทำได้ไหม แต่มันผิดนะครับ จริง ๆ เขาต้องบอกว่า เครื่องจักรสามารถทำสิ่งเดียวกับที่เราทำได้ไหม แต่พอเราถามคำถามนี้ เรารู้เลยว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้น มีสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต AI ที่จะสร้างความลำบากให้กับโลก เพราะ AI ตอนนี้เป็นความสามารถในการทำคณิตศาสตร์ แล้วก็คณิตศาสตร์ยาก ๆ แต่จริง ๆ มันก็แค่คณิตศาสตร์นั่นล่ะ ก่อนที่จะมีอะไรที่ AI จะทำได้ คุณจะต้องแปลงเป็นรูปแบบคณิตศาสตร์ก่อน แล้ว AI นี่ ไม่ว่าใครจะอยู่ตรงนี้นี่ เขาก็จะทำสิ่งที่เป็น AI ได้ หรือเป็นตัวเลข หรือข้อมูล และนี่เป็นปัญหาครับ เพราะสิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้ ส่วนมากเลย ในสังคมของเรามันไม่มีข้อมูล แล้วไม่สามารถแปลงเป็นข้อมูลได้ด้วย มีนักเขียนใน South Africa นะครับ และเขาบอกว่ามีหนังสือเก่า ๆ ในประเทศจีน เมื่อ พัน ๆ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่... ในห้องสมุดนี่ ก็แบ่งประเภทของหนังสือเป็นประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นประเภทที่ตลกด้วยซ้ำไปนะครับ ประเภทของสัตว์ ไม่ใช่เป็นประเภทที่เป็นตัวเลข ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ในขณะเดียวกัน 20 ปี ที่แล้ว มีคนชื่อโดนัล บาล์ม ก็เขียนทุกสิ่งทุกอย่าง ในจักรวาลของมนุษย์ ไม่ได้จำเป็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคุณจะมาจากประเทศไทยหรือประเทศเหล่านี้ คุณก็จะมีสิ่งของเหล่านี้ นี่คือสิ่งของทั้งหมดบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งประเภทสี ความกลัวในวัยเด็ก เด็กทุกคนจะมีความกลัวเสียงดัง ยกตัวอย่าง เขาก็มีหน้านี้ List ยาวมาก ที่เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ และสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนมากแล้วหรือจะเรียกว่าทุกอย่างเลยก็ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเลขได้ แต่อย่างไรก็ดี ทุก ๆ บริษัทในห้องนี้พูดถึง AI และกำลังพูดถึงว่ามันเป็นการตัดสินใจสังคมมนุษย์แล้วเป็นปัญหา เพราะสังคมมนุษย์ ไม่สามารถแปลงเป็นตัวเขล ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเกิดว่าคุณมีกิจกรรมที่อยู่ในธุรกิจของคุณบนกระดานนี้ ในชีวิตประจำวันก็แล้วแต่ และถ้ามีสิ่งของอย่างเดียวที่เปลี่ยนเป็นเลขได้ บนกระดาน บางอย่างคุณจะสามารถอธิบายได้ด้วยการขยับร่างกาย หรือร้องไห้ หรือเต้นรำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ และ AI ไม่สามารถแปลงมูลค่าของการจูบที่ดีได้ พูดไม่ได้ครับ นั่นหมายถึงว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ บริษัทต่าง ๆ สนใจวัฒนธรรมเวลาที่เขานำ AI เข้ามาในโลกมนุษย์ เราอาจจะมีปัญหาใหม่ ๆ ที่แย่ขึ้น ยกตัวอย่าง บริษัท Amazon ต้นปีนี้หรือปลายปีที่แล้วเขาใช้ AI ในแผนกบุคคล แผนก HR ทุก ๆ งานใน Amazon มีงานมากมาย คุณอยากจะเป็น Coder ให้ Amazon มีคนสมัครเป็นพัน ๆ คน เพราะฉะนั้น Amazon ทีม HR ตอนนี้ทำงานไม่ทันนะครับ เพราะว่ามีผู้สมัครเยอะมาก สิ่งที่เขาทำก็คือเขามีข้อมูลเยอะมาก เกี่ยวกับคนที่สมัครงานเข้ามา คนที่ได้รับงาน แล้วเรามีข้อมูลเกี่ยวกับผลงานของเขาด้วย เขาก็เลยตัดสินใจว่าจะง่ายกว่า ด้วยข้อมูลที่จะเทรน AI เพื่อให้เป็น HR ขึ้นมา เราเอาใบสมัครงาน แล้วเอามาให้ AI แล้ว AI คัดเลือกคนจาก 5000 เหลือ 5 คนค่อยเลือกจาก 5 คน แล้วก็เลือกมา 1 คน ก็เหมือนเป็น Idea ที่ดี ถูกไหมครับ มันใช่ได้ ถูกไหมครับ เขาก็เลยทำ มันก็ทำได้ดีเลย และเขาก็ได้บุคลากรที่ดีมาในบริษัทของเขา แต่สิ่งที่เขาวิเคราะห์มา หลังจากนั้น และเขาก็ถามดูว่าใครได้ตำแหน่งหน้าที่อะไร เหมาะสมไหม แล้วเขาค้นพบว่า AI ที่เป็น HR นี่ มีการคัดแยกแบ่งเพศ ที่ชัดเจนมาก งานส่วนใหญ่จะให้ผู้ชายมากกว่า แล้วมีเหตุผลด้วยนะครับ เพราะว่า AI ได้ข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ข้อมูลมัน งานส่วนใหญ่จะได้ผู้ชาย เพราะว่าเมื่อก่อนงานส่งให้ผู้ชายมากกว่า ข้อมูลก็เลยให้งานผู้ชายมากกว่า มันก็เลยเป็นข้อมูลที่ส่งต่อในอนาคต สิ่งนี้ไม่ดีเลยนะครับ ไม่ดีมาก ๆ และมีสิ่งอื่นที่แย่อีก เช่น บริษัท Google ที่ค้นพบวิธีการดู Google แล้วมองคน Africa เป็นเหมือนกอริลลา สิ่งนี้ไม่ดีเลยนะครับ มีตัวอย่างมากมายแบบนี้ นี่คือวิศวกรที่บอกให้คนกลายเป็นตัวเลข และมันมีข้อผิดพลาดมากมาย แล้วทำให้สังคมและวัฒนธรรมมีปัญหา และมีเหตุผลตรงนี้ เพราะว่า เราไม่ได้ เลี้ยง AI เป็นแบบมนุษย์นะครับ เราฝึกเขามาเป็นเครื่องจักร และเวลาเราฝึกแบบไม่ดีเรามี chatbot ที่จะต้องปลอมเป็นเด็กผู้หญิง เป็นหุ่นยนต์ที่ชอบฮิตเลอร์ ถ้าสมมติว่าคุณเป็นผู้บริหารจากบริษัทที่จะเอาผลิตภัณฑ์นี้มันจะต้องเอาพวกนี้ออกไป เพราะว่าเรามี และแน่นอนก็จะมีในเรื่องของทางกฎหมาย ทางสหรัฐฯ ในรัฐสภานี่ก็มีกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะพยายามเช็กพวกสมดุลของอัลกอริทึม เมื่อคุณปล่อย AI ออกไปในโลกให้เขาใช้ คุณก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าใช้อย่างไร เป็นนักเทคโนโลยี เราต้องคิดเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และในการที่ทำอย่างนั้นต้องจำเป็น เพราะว่าในโลกที่ซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีมันกระทบทั้งการค้า การพาณิชย์มันเริ่มส่งผลต่อในหลายเรื่องอื่น ๆ เรื่องทางรัฐศาสตร์ต่าง ๆ แล้วมันอาจจะไปถึงเรื่องสงคราม ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางอากาศ ทางเรือ ทางอวกาศ ทางอวกาศไซเบอร์ และตอนนี้มีสงครามได้ 6 ทางเลย ซึ่งเป็นสงครามทางความคิดด้วย อันสุดท้ายนี่ ไม่ใช่เป็นการฆ่าโดยการไปยิงเขา หรือไปทำอะไร แต่สิ่งที่ทำก็คือ เหมือนไปยุ่งกับหัวเขา อาจจะเหมือนตั้งแคมเปญ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้พวกเขาทะเลาะกัน แทนที่จะมาทะเลาะกับคุณเป็นสงครามประสาทประมาณนั้น อย่างในรัสเซีย ผู้ชายคนนี้ Vladislav Surkov ไม่มีใครไม่รู้จักเขา เพราะว่าเขาเขียนหนังสือเป็นภาษารัชเซีย หนังสือภาษารัสเซีย แต่ในอเมริกาไม่มีใครอ่านภาษา คนนี้เขาตระหนักว่าจะไปต่อสู้กับอเมริกา หรือตะวันตกได้เลยในทางทหาร เพราะทางทหารของเขาไม่เก่งเพียงพอ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือเขาสามารถที่จะไปโจมตีความคิดได้ผ่านโซเซียลมีเดีย ผ่าน AI ผ่านอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งสุดท้ายหรือว่าเรื่อง Brexit ของสหราชอาณาจักรก็ตาม เราถูกได้รับผลกระทบจากรัสเซียทั้งสิ้น โดยการที่เราไม่สนใจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคมหรือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว เมื่อเราคิดถึงในเรื่องของนวัตกรรมนะครับ เราต้องนึกถึงในเรื่องนี้ทั้งหมดเลย Silicon Valley อยากให้คุณคิดถึงเทคโนโลยีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าคุณทำแบบนั้นไม่ได้ คุณต้องคิดในทุกเรื่อง เมื่อคุณเดินไปรอบ ๆ เวที หรือไปที่โชว์ หรือไปที่วันนี้มี หรือว่าไปดูโดรน หรือว่าไปดูระบบ Facial Recognition พอเวลาคนเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ คนก็รู้สึกประทับใจในเทคโนโลยี จะส่งผลต่อวัฒนธรรมและสังคมทางการเมืองและในปัจจัยอื่น ๆ อย่างไร สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น ก็คือ มันมีนักการเมืองเก่าแก่ในอังกฤษนะครรับ ที่เสียชีวิตไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขามีคำถาม 5 คำถามสำคัญนี้ เป็นคำถามสำคัญที่ คนที่ไปถามคนที่อยู่ในอำนาจ ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ถาม แล้วก็ควรจะไปถามบริษัทเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยี คุณอาจจะไปที่ Huawei หรือ Benz ยแล้วคุณอาจจะไปถามก็ได้นะครับว่า คุณมีอำนาจแบบไหน และคุณได้อำนาจนี้มาได้อย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร แล้วเราสามารถที่จะเอาอำนาจที่คุณมีออกไปได้อย่างไร ไม่ใช่เราจะไม่ถามคำถามว่าเราใช้เทคโนโลยีของคุณได้อย่างไร แล้วกันนะครับ ข้ามแล้วกันนะครับ อย่างที่บอก ผมนะครับ เป็นนักอนาคตนะครับ ผมนี่จะต้องคิดในเรื่องอนาคต และให้ช่วยคนอื่นคิดให้ออกว่าในอนาคตจะเป็นทิศทางแบบไหน และการทำแบบนั้นได้ ต้องคิดให้ชัดเจนให้ได้ด้วย ว่าในอนาคตจะเป็นเรื่องแบบนั้น คำถามที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้คุณรู้ถึง 2 เทคนิคในการที่จะทำงานของผมให้ได้ และ 2 เทคนิคนี้นี่ ในชีวิตประจำวัน ในการพัฒนาความคิดของเราได้ อันที่ 1 ก็คือ Grandchild Game หรือว่า เกมหลาน นะครับ ลองคิดดูสิว่า ปู่ย่าตายายของเรา อาจจะมีความเชื่อทางสังคมว่าคุณอาจจะคิดว่าความเชื่อเหล่านี้แย่มากเลย ปู่ย่าตายายของคุณอาจจะคิดสิ่งที่คุณคิดว่าแย่ คุณอาจจะไม่ต้องพูดว่าสิ่งนั้นคืออะไรก็ได้ อาจจะมีบางครั้งที่เรานั่งทานข้าวกับญาติของเรา แล้วเราก็โอ้โห สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เขาพูดมา ที่แบบเหยียดผิว หรือว่าอะไรก็ตามนะครับ การเข้าใจว่าสังคมนี่ดำเนินการมาทางทิศทางไหน คุณก็สามารถที่จะถามคำถามที่น่าสนใจกับคุณได้ อะไรคือความเชื่อที่คุณมี ส่วนตัวของคุณในวันนี้ ที่คุณคิดว่าลูกหลานของคุณนี่จะคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอาย อะไรที่เราทำในวันนี้หรือว่าความเชื่อที่เรามีในวันนี้ ที่ลูกหลานของคุณ หรือเหลนของคุณจะคิดว่าเป็นสิ่งที่มันแย่มาก หลายคนในผู้ชมก็อาจจะยังเยาว์วัยอยู่ ยังเด็กอยู่ แล้วก็อาจจะเหมือนคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามยาก แต่คุ้มค่าที่เราเอาไปคิดนะครับ คำถามนี้ เมื่อไหร่ที่ผมไปถามคำถามนี้ทั่วโลกนี่ หลายคนก็จะบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องของการกินเนื้อ หลายคนก็บอกว่าเป็นเรื่องของพลาสติกเป็นเรื่องของการขับรถ แต่ทุก ๆ จะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว หลานของเราอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ผิดก็ได้ได้แล้ว อันนี้เป็นทิศทางที่สังคมกำลังเดินหน้าต่อไป แล้วในฐานะที่เป็นนักอนาคต ในฐานะในที่ทุกคนเมื่อคุณระบุสิ่งเหล่านี้และทิศทางที่โลกกำลังจะเดินไปแล้วได้ คุณก็ไปให้เร็วกว่าคนอื่นเขา แล้วคุณก็จะสำเร็จ อันนั้นเป็นคำถามแรก อันนั้นเป็นเทคนิคแรก อันนี้ดีมาก ๆ เลย ตอนที่คุณทำเกมนี้ตอนคุณเมาอยู่จะดีมาก เพราะว่าสิ่งที่เราพยายามจะบอกนวัตกรรมนี่ มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก้าวกระโดด อันนั้นเป็น model ของ Silicon Valley ครับ แต่ว่านวัตกรรมนี่เป็นการทำทุก ๆ วัน นวัตกรรม คือการตื่นเช้ามาทำอะไรให้ดีขึ้น ถ้าสมมุติว่าคุณทำให้โลกของเราดีขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ทุก ๆ วัน ถ้าเป็นปี เราก็จะก้าวไปไกลมากแล้ว การทำอะไรทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ หรือการไปวิ่งก็ตาม คืออันนี้เราต้องทำทุกวัน ไม่ใช่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปีหนึ่ง ครั้งหนึ่ง และอันนี้เป็นเทคนิคที่ 2 เป็นเทคนิคที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่คุณทำแล้วก็จะพบว่าคุณได้เปรียบเสมอ อันนี้เป็นสิ่งที่จริงสำหรับพวกบริษัทต่าง ๆ เพราะว่าบางทีนี่ บริษัทนี่อาจจะได้อยู่ในปี 2019 นะครับ แล้วก็รู้สึกหรือว่าในโรงเรียนก็อาจจะไม่รู้สึกว่าอยู่ในปี 2019 เพราะว่าระบบต่าง ๆ เป็นระบบเก่า หรืออะไรต่าง ๆ วันนี้นี่ 2019 อาจจะเป็น 2012 ในออฟฟิศคุณหรือว่าในโรงเรียนของคุณก็ได้ เราไม่สามารถที่จะพยากรณ์อนาคตได้ แต่ว่าใกล้ที่สุดให้มันเป็นไปได้ และวิธีที่เป็นอย่างนั้น ก็คือเราเรียกว่าเป็นเทคนิค Constant Legacy-Free Reinvention คอนสแตนให้เลือกมาวันหนึ่งนะครับ สมมุติว่า เมื่อคุณตื่นมาในวันพรุ่งนี้ เมื่อตื่นขึ้นมาจนถึงตอนเข้านอนให้ใส่ใจกับสิ่งที่เราทำ ทุก ๆ อย่างเลย ไม่ว่าจะแปรงฟัน ส่ง Email และทุก ๆ อย่างที่คุณทำให้ถาม ๒ คำถามนี้ ทุก ๆ อย่างที่คุณทำ คำถามแรกก็คือ เรากำลังแก้ปัญหาอะไร ในการที่เราจะ... ตอนที่เราทำ กิจกรรมต่าง ๆ เรากำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่ ฉันกำลังส่งอีเมล เพราะว่าฉันอยากจะบอกคนที่ฉันส่งไปถึงอะไรบางอย่าง อะไรก็ตาม เมื่อคุณรู้แล้วปัญหาคืออะไร ให้ถามตัวเองว่า ถ้าสมมุติว่าถ้าฉันต้องแก้ปัญหานี้ในวันนี้เป็นครั้งแรก และฉันต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฉันจะทำอย่างไร ถ้าฉันต้องแก้ปัญหานี้เป็นครั้งแรก โดยไม่เคยใช้เทคโนโลยีมาก่อนเลย ฉันจะทำอย่างไรดี อันนี้จะทำให้เราช้าลง จะทำให้เราคิด เวลา Google เพื่อหาข้อมูล เมื่อคุณทำแล้วนี่ คุณก็จะพบว่าในทก ๆ ส่วนของชีวิตคุณ คุณก็สามารถจะพัฒนาอะไรบ้างอย่างที่ดีขึ้นได้ ในทุก ๆ ส่วน มันมีวิธีแปรงฟันที่ดีกว่านี้ มันมีวิธีที่ดีกว่านี้ในการจัดประชุมหรือว่าวิธีการที่ดีกว่านี้ในการขายของให้ลูกค้าของเรา ถ้าสมมุติว่าคุณทำอย่างนี้บ่อย ๆ เป็นประจำ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลา คุณก็จะสามารถที่จะผลักให้ตัวเองไปอยู่ตรงขอบของวันนั้น เราไม่สามารถที่จะพยายากรณ์ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แปลกไปหมดแล้ว และเทคโนโลยีมันไปเร็วมาก แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำให้ตัวเองอยู่ตรงชายขอบ และเมื่อเราอยู่ตรงชายขอบแล้ว การไปถึงอนาคตนี่มันเป็นสิ่งที่เราสามารถทำทีละวัน ๆ ที่นวัตกรรมจะทำได้ เราต้องทำทุกอย่างอย่างมีสติ แล้วก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ทำ ถ้าสมมุติว่าเราก้าวกระโดด 10 ปี มันใช้ไม่ได้ อยู่ไม่รอด จะทำให้วัฒนธรรมเราไปไม่ได้ คุณก็ดูสิว่าเพื่อนของคุณ ตัวของคุณ ครอบครัวของคุณ อุตสาหกรรมของคุณ ประเทศของคุณ ภูมิภาคของคุณเป็นอย่างไรแล้วบ้าง และอันนี้ผมคิดว่า อันนี้เป็นโมเดลนวัตกรรม โมเดล Silicon Valley และมันก็สนุกกว่าด้วยครับ ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ (คุณอกนิษฐ์) Silicon Valley ผิด และงด Live สำหรับท่านที่กำลังเดินเข้ามาบางเก้าอี้มีสติ๊กเกอร์ถูกวางอยู่ ตรงนี้ไว้หรือเปล่า ไม่ได้เป็นการจองที่นะครับ และท่านสามารถนำได้ และในลำดับต่อไป ผมก็อยากจะแนะนำ Speaker ท่านต่อไป ก่อนที่เราจะแนะนำ Speaker ผมขอเล่าให้ฟังกิจกรรม Rescue drone ของเราเป็นเรื่องของโดรนที่สาธิตเรื่องของการช่วยเหลืออุทกภั้ยเราจะจัดกิจกรรมนี้ที่บริเวณลาน หน้าฮอลล์ 100 ด้วยกันก็คือ รอบ 11.30 น. รอบ 14.30 รอบ 16.30 น. แล้วก็รอบ 17.30 น. ฉะนั้นตลอดทั้งวัน ก็จะมี 4 รอบนี้ ที่เป็นกิจกรรม ในช่วงต่อไปเราจะเริ่มขึ้น 11.00 น. ตรง โดยที่จะเป็น presentation ใครหลาย ๆ ท่านก็รู้จักกันเป็นอย่างดี การที่ Big Bang Stage Digital Thailand Big Bang 2019 เรารอกันอีกสักครู่เดียวนะครับ ในหัวข้อนี้นะครับ ในหัวข้อ Revolution of Talent Landscape สักครู่เดียวครับՐ (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีอีกคสวัสดีอีกครั้งหนึ่งนะครับ [ภาษาต่างประเทศ] คุณ Phattharaset Noonpuckdee ก็เป็นผู้ที่ช่วยการขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้ความรู้ทางด้าน HR วันนี้ท่านจะวันนี้นะครับ ผมจะมาการปฏิวัติตัวภูมิทัศน์ภูมิทัศน์ของ Talent ถ้าเป็นภาษาอังกฤษสามารถติดต่อเครื่องแปลภาษาที่โต๊ะลงทะเบียนครับ ขอยินดีต้อนรับคุณ Phattharaset Noonpuckdee เสียงดนตรี] (Mr. Phattharaset) ชัดหรือไม่ครับ โอ.เค. ก่อนอื่นขอขอบคุณมาก วันนี้ที่สนใจเข้ามานั่งฟังใน Station ในวันนี้ ผมขออนุญาตแนะนำตัวสั้น ๆ ก่อน ผมชื่อ Phattharaset Noonpuckdee ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ LinkedIn APAC สิงคโปร์ เนื่องจากวันนี้เราอยู่ในงาน Digital Big Bang ประสบการณ์ด้าน online ผม จริง ๆ ผมอยู่ใน งานที่แรกที่ผมทำเลยคือ SCG บริษัทปูนซีเมนต์ไทยเรา เมื่อสักปีที่แล้ว เข้ามาสู่โลกของออนไลน์ ที่ job board ที่หนึ่ง ที่เรารู้จักอย่างดีเลยนะครับ อยู่ประมาณ 3 ปี ทำเกี่ยวกับพวก Appetizing และ ก่อนจะมาอยู่กับลิงค์อินสอบถามทุกท่านก่อนวันนี้มีใครรู้จัก Linkedin แล้วบ้างโอ. เค. ยังไม่คุ้นเคยกับ LinkedIn เดี๋ยวผมอธิบายเรื่องเกี่ยวกับ LinkedIn จะได้แบบก่อนเริ่มจะเหมือนกับปรับความเข้าใจ Linkedin คืออะไร Linkedin คือ social media วันนี้ผมเชื่อว่า ผมถามว่ารู้จัก Facebook น่าจะรู้จักหมดอยู่แล้วนะ LinkedIn ก็เป็น Social Media ให้เข้าใจง่าย ผมอยากจะเปรียบ Social Media ต่าง ๆ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าเป็นคน ๆ หนึ่ง หรือว่าเป็นกลุ่มคนที่คล้าย ๆ กับน้อง ๆ มหาวิทยาลัย กับเพื่อนร่วมงานต่าง ๆ ชอบเอนเตอร์เทนเมนต์ ถ้าเปรียบกับมนุษย์คนหนึ่ง Linkedin เองก็คือ นะครับ คราวนี้บน LinkedIn เอง เราใช้งานอะไรกันบ้าง หลาย ๆ คนเข้าใจ ผมเชื่อว่าคนไทยมีความเข้าใจเหมือน ๆ กัน คือ Linkedin คือการหางานเท่านั้น ถ้าเราไม่ได้หางาน เราไม่ใช้ Linkedin แต่ถ้าเกิดว่าเรามองไปที่ตลาดโลก วันนี้เอง Linkedin ความสำคัญอันดับแรกเลยก็คือการหา Business โอกาสในการทำธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพอาทิตย์ง่าย ๆ เจ้าของบริษัท คนมาเลเซียท่านหนึ่งติดต่อผมมาผ่าน Linkedin บอกว่าอยากจะเอาธุรกิจเขาเข้าไปในประเทศ แนะนำ Join ranger แต่ผมอาจจะแนะนำเขาต่อไปได้ว่าให้เขาติดต่อกับใครเป็นหลัก นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า คนเข้ามา Linkedin แล้ว สร้าง Professional ตลาดงาน ข้อ 2 เอาเข้ามาเพื่อหางาน หา inside ต่าง ๆ ข้อ 3 หาคอนตัวอย่างเมื่อกี้คนมาเลย์มา เนื่องจากว่าเราใช้งานเหล่านี้ไม่ได้ใช้ดูหนังฟังเพลง หรือว่าในการคุยกับเพื่อน ดังนั้น Linkedin เราเป็น Most business transform 2 ปี ในปี 2017 เราก็เพิ่งได้เป็นอันดับ 1 เหมือนเดิมคือ 3 ปี ซ้อนนะครับ จำนวนคนใช้งาน Linkedin ดังนั้น วันนี้นักศึกษาหลาย ๆ ท่านนี่ หาโอกาสเกี่ยวกับตำแหน่งงาน อย่างไรลองศึกษาดูในการเข้ามาหางานผ่าน Linkedin ผมเข้ามาเรื่องใกล้ตัวเราหน่อยดีกว่า เกี่ยวกับไทยแลนด์ เรากำลังอยู่ในช่วงที่ ในการที่ว่าวันนี้ในการ HR โดน Disruption ในการ Recruit คน หรืออยู่ในช่วงจากดิจิทัล Background นิดหนึ่ง Thailand 4.0 เริ่มสนใจในนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ที่จะนำพาเพื่อให้บริษัทใน Industry เพื่อพัฒนาองค์กรของตัวเอง เพื่อนำมาในการใช้ Data ในการวิเคราะห์นะครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครเป็นเจ้าของกิจการ จะรู้ว่าปัญหาใน Function ที่เกี่ยวข้องจะรู้เลยว่าก็คือว่า เรามี Talent หรือเรามีบุคลากรน้อยกว่าที่ตลาดต้องการในด้านของดิจิทัล ดังนั้นในวันนี้นักศึกษาจบใหม่ เราจะเห็นว่าหลาย ๆ คนชอบทำเรื่องของ Online ไม่ได้เรียนจบเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าเขาสามารถมาทำธุรกิจได้ขณะที่พอเรียนจบมาแล้ว องค์กรหาคนดิจิทัลหลาย ๆ คน แต่ตลาดยังรองรับไม่เพียงพอนะครับ ใน Linkedin จริง ๆ แล้วปัจจุบันเรามี Data Point เมื่อสักครู่ผมยกตัวเลข ผม Global ให้ดู 2.7 นะครับ มีอยู่ 90,000 บริษัท นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผมได้คุณกับ CEO เป็นคำง่าย ๆ ที่คนไทยเราเข้าใจกันก็คือเราต้องเริ่มที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ เริ่มจาก Part การที่เราจะต้องหานะครับ การหา Online Default 2. เวลาเราได้เขาเข้ามา เราทำอย่างไรให้เขามี Skill ที่มากขึ้น ดีขึ้น และที่สำคัญมาก ๆ เลย ปัญหาคือเราเทรนเขามาแล้ว เขาทำงานกับเรา 2-3 ปี แล้วไปเรียนต่อ หรือถูกบริษัทอื่นดึงตัวไปก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น CEO ที่ผมคุยด้วยหลาย ๆ ท่าน 88 เปอร์เซ็นต์นี่ คิดใหม่ ๆ นะครับ ในการทำเรื่อง Talent egosystem อันนี้จะเป็นบริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในบน platform เราคราวนี้มาคำง่าย ๆ ตรงกับคอนเซ็ปของงานนิดหนึ่ง คือเรื่องของ Digital Transformation ใครเคยได้ยินคำนี้มาแล้วบ้าง Digital Transformation แต่ถ้าเกิดถามผมผมถามลึกไปอีกว่า Digital Transformation ผมเชื่อว่าเริ่มจะมีหลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจ แต่รู้ รู้ว่าคำนี้คือการเปลี่ยนแปลง แต่จริง ๆ แล้วมันคืออะไร และผมบอกได้เลยว่าคำนี้หลาย ๆ องค์กร หรือหลาย ๆ หน่วยงานใช้กันหมด Digital Transformation ผมยังพบว่าในตลาด จะประสบความสำเร็จนะ คราวนี้มันคืออะไรบ้าง Digital Transformation เองประกอบไปด้วยจริง ๆ นอกจากเราจะพัฒนาองค์กรเราให้เปลี่ยนไปตามยุคดิจิทัลแล้ว Work for Transformation พร้อมที่จะ Transformation คนเหล่านั้นมี Skill มากพอไหม ที่จะไปกับองค์ในช่วงของจริง ๆ Transformation ตัว Pillars แต่ว่าตัว Pillars หรือ 4 ข้อจะเป็นหัวข้อหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Linkedin ด้วยก็คือ Part แรก ก็คือ ทำไมผมถึงยกตัวนี้เป็นตัวแรก Empower จากที่เราคุยกับผู้บริหารหลาย ๆ ท่านแล้ว วันนี้เราคุยกับ CEO ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญขององค์กร น้อยคนมาก ๆ ที่จะตอบว่า องค์กรเราสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือเรามีระบบที่ดีที่สุด ทำให้องค์กรเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ แต่ 8-10 เปอร์เซ็นต์ จะตอบเหมือนกันก็คือว่า คนของเราเป็นส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเราก้าวหน้าเราก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จ ดังนั้น ของการที่ทำให้พนักงาน Talent ของเรา หาวิธีเข้าไปคุยกับลูกค้าใหม่ ๆ ได้ สามารถสร้างระบบที่ทำให้องค์กรพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วได้ หรือคิดค้นนวัตกรรมสินค้าใหม่ ๆ หรือช่วยให้บริษัทสร้างกำไรจากสินค้าเหล่านั้นได้ ดังนั้น ทุก ๆ ธุรกิจนะครับ ธุรกิจที่เรามอง ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ เข้าสู่ในยุค Digital Transformation หมด วันนี้ในส่วน กลับมาที่ Linkedin บ้างนะครับ ในส่วนของ Data point เรื่องของ Digital Transformation นี้อาจจะเกี่ยวกับน้อง ๆ ที่นั่งฟังอยู่ด้วย วันนี้ หลาย ๆ บริษัท ทุกที่นี่ ียวกัน หรือแย่งคนทำงานเดียวกันอยู่ อันนี้ก็จะเป็น Data Point ของ Linkedin ที่เรามี อันนี้จะเรียกว่า Linkedin ผมยกตัวอย่าง ธุรกิจหนึ่งขึ้นมา ยกตัวอย่างว่าเรากำลังหาโปรแกรมเมอร์ ในเมืองไทยเองก็หาค่อนข้างยาก ในระดับโลกส่วนใหญ่เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตเท่านั้นที่อยากได้ตรงนี้ บริษัทหนึ่ง คือ Walmart นะครับ เจ้าใหญ่ของอเมริกา ยกง่าย ๆ เหมือนโลตัส หรือ Big C ในกลุ่มที่เป็น Software Engineering เอง ได้จ้างคนนะครับ จากองค์กร Apple Google หรือ Oracle ดังนั้นวันนี้ทุกธุรกิจแย้งคนกลุ่มเดียวกัน อันที่ 2 dynamic tallent marที่เป็นคนทำงานอยู่ทุกคนมีทางเลือก งานที่เกี่ยวกับ ไม่ว่าจะเป็ AI Machine กำลังจะเป็นกลุ่มคนที่สำคัญนะครับ ข้อมูลตัวนี้เป็นข้อมูลกลับ 12 เดือน เราพบว่า 82,000 คน เพิ่งได้งานใหมม่ในตลาดมีคนหาคนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 6,900 ตำแหน่ง ทั่วโลก ซึ่งการจ้างงานของคนกลุ่มนี้ very high หายากมาก ๆ เพราะว่ากลุ่มคนที่น้อยกับการที่เขาเพิ่งเปลี่ยนงานกัน แล้วบวกกับ demand ในตลาดที่เยอะ อันที่ 3 โอ.เค. อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมบอกนะ ของ Software Engineering ดังนั้นเราเหลืออีกแค่ 42 เปอร์เซ็นต์ กับบริษัทที่เหลือ อันที่ 3 ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ขนาดไหนก็ตาม คุณมีปัญหาเดียวกัน ผมยกตัวอย่างบริษัทหนึ่ง ชื่อบริษัท Scribe ที่ถ้าเกิดคิดภาพก็อาจจะเป็นเติบโตค่อนข้างเยอะในตลาดโลก ยกตัวอย่างเพย์พอล เป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ที่นี้อย่าง Scribe นี้ เราจะไปพบการการจ้างงานของเขา ข้อมูลจาก Linkedin บอกว่าเขาได้จ้างคนจาก Google เอง ย้ายมาอยู่กับ Scribe 35 คน ขณะที่ Google สามารถจ้างนะครับ ขณะที่ Facebook จ้างสามารถแย้งกลับไปได้อีก 3 คน ระดับใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม คุณก็จะมีปัญหาในเรื่องของการแย่ง Talent ในโลกของดิจิทัลออนไลน์ โอเคนะครับ คราวนี้ เราคุยกันไปแล้วว่า Talent drive business ได้บอกว่า CEO หลาย ๆ ท่านพูดอย่างนั้น แต่ในมุมมองของ Linkedin นะครับ วันนี้ถ้าเกิดเราดูข้อมุเราจะมีจัด ranking เราพบว่าปี 2016 มาเทียบกันก่อนนะครับ เราจะเห็นได้ว่าสกิล พอมาอยู่ในปี 2017 ข้อมูลมันได้ตกไปแล้ว อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ Computer แต่พอมาปี 2017 skill ตรงนี้ได้ถูกลดลงมา ในความต้องการของตลาดลดลงนะครับ กลายเป็น Cloud Computing แล้ววันนี้ถ้าเกิดในปีนี้ Skill ของถ้าเกิดในปีนี้ Skill ของ APAC ที่เกิดขึ้นมา ผมจะไม่เล่าทุกตัวนะ AI นะครับ Front Development ทำให้เป็น skill ที่เราเป็นคนทำงาน วันนี้ skill ที่เคยพาเรามาอยู่ตรงณ จุดนี้นี่ ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเอง และในอนาคตเราจะตกงานได้ เราต้องรู้ว่าตอนนี้ตลาดต้องการคนที่มี skill อะไร คราวนี้เรามาดู Rising Skill ผมอาจจะลงรายละเอียดแค่ประเทศไทย front end development พวกที่ใช้มือถือแล้วใช้ระบบพวก single print หรือใช้ ที่ตลาดเมืองไทยต้องการ ซึ่งดูจากตลาดแล้วอาจจะใกล้เคียงกับเวียดนาม เพราะมีบล็อกเชน แล้วก็จะมีอื่น ๆ เดี๋ยวนี้เราอาจจะสามารถไปดูคราวนี้ แล้วสำคัญอย่างไรบ้างกับองค์กร เนื่องจากว่าผมทำงานกับ HR ทำงานกับฝ่ายบุคคลค่อนข้างเยอะ ที่เมื่อสักครู่ทาง MC ได้เล่าไป HR ในวันนี้กับเมื่อก่อนไม่เหมือนกันแล้ว HR ในวันนี้นี้่ เราพบว่ามีมากขึ้นเลยคือ Skill ของ Analytic ถ้าเกิดเราพูดแล้วเราอาจจะไปมองในเรื่องของในอดีตที่ต้องมี skill analytic กำลังจะใช้ Data ทุกฟังก์ชัน ต้องมี Skill Analytic ก็เช่นกัน ตัวนี้ HR พยายามจะหา data พยายามจะหาข้อมูล report ต่าง ๆ ในการตัดสินใจให้องค์กร อย่างตัวอย่าง แล้วมันสำคัญกับเราอย่างไรบ้าง ข้อแรกเลยนะครับ skill ที่เราต้องการให้องค์กรเรา เราต้องรู้ด้วยว่าเราต้องการอะไร และคนในองค์นั้น เราต้องรู้ด้วย คนในองค์กร สมมุติว่าผมมีบริษัทที่มีองค์กรอยู่ 1,000 คน ผมรู้ไหมว่าใน 1,000 คนนี้ เขามี Skill อะไรสูงที่สุด นะครับ ขณะที่สิ่งที่เป็นคำถามในตลาดเลย ที่วันนี้ HR ถามผมทุกวันเลย ว่าข้อมูลคู่แข่งเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาไปถึงไหนแล้ว Skill ในองค์กรเขาเป็นอะไร ใน 1 ปีที่ผ่านมา ในการเปรียบเทียบในตรงนี้ ข้อ 2 Skill Distribution ไม่ได้มองแค่ Gap เรามองถึง Location ด้วย ถ้าเราจะหา Hub หนึ่ง หรือ เป็น Hub ของ Programmer คำถามคือถ้าเราตั้งบริษัทเราที่ประเทศนี้จะมี Resource ตัว Linkedin ช่วยองค์กร ในแต่ละองค์กร ในการที่จะเลือกเปิด Digital Hub บางทีถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ขาดการวิเคราะห์ก่อน เราอาจจะไปลงทุนในประเทศนั้นแล้วนี่ ไปเติมเต็มจุดนั้นได้ เป็นปัญหาที่ต้องเสียต้นทุนที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็น ข้อ 3 In Demand Skill อันนี้ผมพูดไปเยอะแล้วก่อนที่จะมาถึงสไลด์นี้ เรากลับมาแล้วนะครับ ก็ข้อ 3 ผมพูดไปค่อนข้างเยอะ ว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญในการที่เราเป็นพนักงาน หรือคนทำงานด้วยกันนี่ เราต้องรู้ว่า Skill ในการทำงานคืออะไร วันนี้นี่ ผมมีโอกาสได้ไปคุยให้เด็กมหาวิทยาลัยฟัง ไม่ใช่แค่ใน Digital มาถามผมว่ากำลังจะเลือกเรียน Major แล้ว หรือเลือกเรียนวิชาปี 3 แล้ว เราก็จะรู้อยู่ว่าวันนี้เราคุยในงาน และ Guest พูดเหมือนกัน เรื่องของ Digital แล้วเราอยากจะดิจิทัลด้านไหน AI Big Data Social Media อันนี้เราต้องศึกษา ดูเทรนด์ของตลาด หรือ องค์กร Skill ไหนที่ถูก Demand มาก ๆ กับเราก่อนที่เจ้าอื่นจะหาไป โอ.เค. อันนี้ผมชอบมากเลย Talent Demographic การที่เรารู้ว่าวันนี้ในตลาดบ้านเราเองหรือตลาดทั่วโลก Talent กลุ่มไหนบ้างที่มีจำนวนเท่าไร แล้วจะยากจะง่ายเราควรจะหาที่ไหน มีระบบตัวหนึ่งเรียกว่า Talent Pool วันนี้บริษัทหลาย ๆ ที่ HR หลาย ๆ ที่หาตำแหน่งหนึ่ง ที่ผมได้ยินมาบ่อยมาก ที่เขาหาบ่อยมาก และเขาจะถูกคอมเมนต์จากผู้บริหารว่า เราหาไม่ได้สักที แต่ถ้าเราดึงตัว Report ตัวนี้มาเราจะรู้เลยว่า Data Scientist ในเมืองไทยมีอยู่แค่ 400 กว่าคน เพิ่งย้ายงานภายในรอบ 12 เดือน และในกลุ่มนี้บริษัทอินเทอร์เน็ต กลุ่มคนที่เยอะที่สุด อยู่ที่บริษัท Banking Banking เหล่านั้นก็อินครูท ที่ Generate 100 กว่าคน อันดับที่ 2 คือ ม. เกษตรประมาณ 40 คน ดังนั้นถ้าเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราต้องการ Talent แบบไหน เราต้องเข้าใจของ โอ.เค. ดังนั้น ทุก ๆ อย่างนะครับ ตัวนี้ที่เราใช้ในการหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นบริษัทเรามี Skill อะไร คนของบริษัทเรามี Skill 1 ปีที่ผ่านมา Skill อะไรเติบโตมากที่สุด นะครับ คู่แข่งเรา เช่นการมีอะไร Skill อะไรเติบโตมากที่สุดตลอดปี ในเมืองไทยเราหาได้จากบริษัทอะไร หรือในเมืองไทยเราหาไม่ได้ เราควรจะหาจากประเทศไหนใกล้บ้านเรา หรือคนเหล่านี้อยู่ที่ไหนนะครับ ปัจจุบันเป็นตัว Data ที่เราเพิ่งมีออกมา ตอนนี้บางองค์กรในเมืองไทยใช้งานอยู่ใช้ Sourcing แล้วใช้ดูวิเคราะห์คู่แข่ง โอ.เค. มาถึงตอน ในอนาคตขององค์กรต่าง ๆ ข้อแรกเลย เราต้องรู้วิธีในการมองล่วงหน้าว่า Skill ในอนาคต คือสกิลอะไร ข้อ 2 นะครับ เราต้องมีเครื่องมือ Analytic HR หรือเรื่องของ Talent Development เริ่มคุยกันว่าเราควรจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ อย่างไร นะครับ ไม่ใใช่เป็นการแค่หาคน เรื่องการวิเคราะห์จะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในการหา Talent ขององค์กร ข้อ 3 มองกลับมาย้อนในภายในของเราเอง เราได้คนมาแล้ว เราอาจจะดึง อาจจะดึง สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้เขา Learning เพิ่มศักยภาพให้ตัวเขาได้และทำให้เขาอยู่กับองค์กรเราต่อไปได้ Retention วันนี้อาจจะไม่ได้พูด Part นี้นะ สุดท้ายนะ คือสิ่งสำคัญ วันนี้ด้วยผมเอง ด้วยผมเอง จริง ๆ ผมก็ทำงานมาค่อนข้างนานพอสมควร ดังนั้น วันนี้การที่ผมจะย้ายงานไปที่องค์กร เรื่อง Package สำคัญ Culture คืออันดับหนึ่ง หากองค์กร รูปแบบไหน เราหา Talent รูปแบบไหนให้รองรับคนเหล่านั้นด้วย เพื่อให้เขาเข้ามาอยู่กับเรา อยากมาอยู่ด้วยตัวเอง เขายินดีที่จะทำงานให้แบรนด์เรา เขาอาจจะไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่อยู่ได้นานกว่าคนที่จะมาด้วยอย่างพวก Package ต่าง ๆ ดังนั้น สุดท้ายนะครับ Linkedin ช่วยอะไรได้บ้าง เป็น Part ของ Data จะเป็นเรื่องของ Planing Part ที่ผมพูดวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็น Data Big Data การใช้งานต่าง หลังจากที่เราทำเสร็จแล้วนี่ เราก็จะเริ่มมาทำสู่การ Action ในเรื่องของ Action สร้าง Employer Branding ให้องค์กรเรา เป็นเรื่องที่เราโฟกัส อีก 3 ปีข้างหน้า เรื่องของการ Develop ไม่ว่าเราจะ พนักงานขององค์กรให้มี Skill ที่มากขึ้น ใช้ตัวแพลตฟอร์มตัวใหม่ Empower มีความสุขในการทำงานของคนในองค์กรเราได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับ data ที่สามารถให้ organization เอาไปทำงานต่อเพื่อพัฒนาบุคลากรได้ สุดท้ายแล้วนะครับ Linkedin อยากจะเป็น Platform สำคัญ ใน ทุก ๆ จุด ตั้งแต่วันที่เขาไม่รู้จักกับแบรนด์เรา จนถึงวันที่เขาเริ่มสนใจ เข้ามาทำงาน เรียนรู้นะครับ เช็กความสุขของการทำงานของเรา เราอยากจะเป็น Platform ก็อย่างไรผมฝากไว้วันนี้อาจจะเท่านี้ก่อนเหลือ 1 นาที ท่านไหนที่ถ้าเกิดสนใจ เกี่ยวกับเรื่องของ Solution หรือผมอาจจะยังพูดบางอย่างที่ยังไม่เคลียร์เพิ่มเติม ยินดี ผมก็ยังอยู่ในงานอยู่ ถ้าหากท่านใดสนใจ ก็เข้ามาทักทายเจอกันได้ ขอบคุณมากที่ตั้งใจฟังทุกคนเลย วันนี้ขอฝาก Linkedin ไว้ให้ทุกคนได้ใช้งาน ได้ศึกษา ขอบคุณมากครับผม (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณมากครับ ขอเสียงปรบมือให้กับคุณ Phattharaset Noonpuckdee ขอบคุณมากสำหรับ presentation ครับ ที่จะเกิดขึ้น ณ Big Bang Stage นี้ เป็นแขกรับเชิญ จากต่างประเทศ ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะใช้เครื่องแปลภาษาทีมงานของเรา แล้วสามารถที่จะรับเครื่องแปลภาษาได้ที่ที่บริเวณโต๊ะลงทะเบียนครับ [ภาษาต่างประเทศ] รูปแบบดั้งเดิมและแบบดิจิทัล วันนี้เธอจะพูดเกี่ยวกับวิธีการสร้างประสบการณ์ การค้าปลีกที่ยอดเยี่ยมที่สุด คุณ Sanne Drogtrop จากบริษัท MediaMonks (Mrs. Sanne) สวัสดีค่ะ สวัสดีชาวกรุงเทพแล้วก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ อย่างที่มีการแนะนำไปนะคะ ฉันชื่อ Sanne และก็ทำงานที่บริษัท MediaMonks บริษัทของเราทำงานในเทคโนโลยีแล้วก็เข้ามาสู่การค้าขายในร้านค้า วันนี้ดิฉันจะพูดก็คือ ทั้งการเล่าเรื่องและเทคโนโลยีในร้านค้าต่าง ๆ นอกเหนือจากนั้น วันนี้ดิฉันอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง VR ด้วยนะคะ และที่ดิฉันจะพูดในวันนี้ทุกคนก็น่าจะสนใจนะคะ ก็ขอเริ่มเลยนะคะ ในความจริงตอนนี้เรามีข้อความมากมายที่เข้ามาสู่เรา มันมีหน้าจอเต็มไปหมด ตอนนี้เราเริ่มจะเฉยชากับข้อความต่าง ๆ เหล่านี้ในขณะเดียวกัน คนก็ยังอยากจะมีประสบการณ์ที่ลึกขึ้น เราไม่ต้องลงไปทำวิจัย ก็เห็นแล้วว่าคนใช้ Instagram ใน Instagram ก็จะเห็นเพื่อนของเรานี่บินไปที่สูงขึ้น ไปที่สูงขึ้น นั่นหมายถึงว่าคนยุคใหม่ พร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้น มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทเชื่อว่าการให้ประสบการณที่ดีขึ้นจะช่วยให้บริษัทดีขึ้นได้ แต่ลูกค้ามีแค่ 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วยกับประโยคเมื่อกี้ ในปี 2000 นะคะ ถึงปี 2008 นี่เป็นช่วงเวลาที่เรายังค้าขายผ่านทางการโฆษณาทางทีวี วิทยุ แล้วก็สื่อพิมพ์อยู่ การสื่อสารคุณจะต้องทำเว็บไซต์ที่มีความสวยงาม หรูหรา แต่พอหลังจากนั้น ทุกคนที่มีเว็บไซต์ที่สวยงามเหมือนกันหมด และคนก็ไม่สนใจ แล้วก็เข้ามาสู่ยุคต่อไป ในยุคที่เรามีโทรศัพท์มือถือใช้ เราใช้มือถือทุก ๆ วัน แล้วก็ใช้เวลาเพื่อที่จะหาเนื้อหาในโทรศัพท์มือถือ มี App สำหรับทุก ๆ อย่างในมือถือในช่วงปี 2008 - 2012 มี App ที่บอกจะให้เราแกล้งเหมือนดื่มเบียร์ เพื่อให้เรามีเสียงเหมือนดื่มเบียร์จริง ๆ เรามี App ที่บอกว่ารถของเราจอดอยู่ที่ไหน มี App อีกอย่างหนึ่งที่บอกว่า ไว้บอกเลิกกับแฟนของเรา และ App ทุกอย่างมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะให้เราในฐานะลูกค้า มี App 200 กว่า App ในมือถือ แล้วเราก็เริ่มเห็นแล้วว่า เราก็ใช้แค่ครั้งเดียวและไม่เคยใช้อีกเลย และเราก็ใช้ App แค่ไม่กี่ App ในโทรศัพท์ มีความสามารถจริง ๆ หรือ App ของธนาคาร หรือ App ที่ให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก และในชุมชนของเรา ในปี 2012 - 2016 ก็เป็นยุคของ Social Media คนนี่ใช้โซเซียลมีเดียเยอะมาก คนกดไกดโกรธ และทุกคนก็มีเฟสบุ๊กส่วนตัว แล้วก็มี Follower แล้วก็มีคนเฝ้าติดตามว่าคุณทำอะไรอยู่ว่าคุณทำอะไรอยู่ คุณก็สื่อสารออกไปว่าคุณกินข้าวเช้าอะไร คนเริ่มเบื่อแล้วคนก็เลยกลายเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่เราเกิดขึ้น นั่นก็คือยุคที่เรารู้จักโซเซียลมีเดียในฐานะที่มีความหลากหลายแล้วก็มีเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงขึ้น แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มสร้างเนื้อหาที่มีเนื้อหาที่ลึกขึ้น ที่มีเรื่องราวของแบรนด์ที่คนสนใจ แต่ในที่เดียวกันนี้ก็ยังมีมนุษย์ทั่วไปบนโลกมนุษย์ ที่เริ่มสร้างคอนเทนต์ แล้วก็เป็น Influencer และก็เริ่มสร้างวัฒนธรรมย่อย ๆ ขึ้นมา แล้วก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ พออีกสักพักหนึ่ง ทุกคนบนโลกก็กล้ายเป็นคนสร้างเนื้อหา และในตลาดตรงนี้ที่เรารู้สึกว่าตอนนี้ก็เริ่มเยอะเกินไปแล้ว และในยุคปัจจุบันที่ในโลกดิจิทัลนี้ล้นเยอะ แล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่าแบรนด์พยายามจะบอกอะไรกับเราแล้ว แต่เป็นลูกค้าจะบอกอะไรกับลูกค้าด้วยกันเอง เพราะว่ามีช่องโทรทัศน์ หรือเนื้อหาเป็นล้าน ๆ เนื้อหา คุณจะทำอย่างไรให้เนื้อหาของคุณเด่นขึ้นมา มันก็ต้องย้อนกลับมาสู่ความจริง เราจะต้องบ่งชี้ว่า แบรนด์ของเราเชื่อมต่อกับมนุษย์ได้อย่างไร แบรนด์ของเรานี้เชื่อต่อกับมนุษย์ได้อย่างไร เราจะต้องให้ลูกค้าของเรารู้สึกคุ้มค้าที่จะให้เวลากับเรา สิ่งที่จะอยู่ในหัวใจ แล้วก็หัวสมองของลูกค้าของเรา เราเชื่อว่าประสบการณ์นี่จะทำให้ความรู้สึก มีส่วนควบคุมตัวเองกลับมาสู่ลูกค้าของเราตอนนี้เรามีตัวเลขกว่า 78 เปอร์เซ็นต์ของคนยุคใหม่ที่ยอมจะจ่ายเงินสำหรับประสบการณ์มากกว่าที่จะซื่้อสิ่งของถ้าตัวเลขนี้ไม่ได้ ทำให้คุณเชื่อว่าจะก้าวสูอีกก้าว ดิฉันก็อยากจะเปิดอีกหน้าสไลด์ให้คุณเห็น ในมนุษย์ของเรา เราอยากจะเชื่อมโยงกับมนุษย์คนอื่น กับสิ่งต่าง ๆ ที่มีความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเอง แล้วเวลาฃรวมตัวกันนี่จะสร้างความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ อย่างที่ 2 ก็คือประสบการณ์ที่คุณสามารถแบ่งปันให้กับคนอื่นได้ ให้กับเพื่อนของเรา ให้คนเห็นว่าเราเป็นใคร และทำไมเราถึงชอบสิ่งนี้ แบรนด์ของเราก็ต้องสร้างประสบการณ์ให้คุณพูดถึงมากขึ้น และสิ่งสำคัญกว่านั้น ก็คือประสบการณ์นี่ สร้างความจำที่ยาวนาน ไม่ใช่แค่การมองในโทรศัพท์แค่การมองในโทรศัพท์ แต่ถ้าเกิดว่าคุณสัมผัสได้ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ดมหรือรู้สึกได้ คนก็จะจดจำมันได้นานขึ้น เพราะฉะนั้น ยิ่งคุณมีประสบการณ์ที่เข้มข้นหรือดีเท่าไร ก็จะยิ่งอยู่ในความทรงจำมากเท่านั้น มีหนังสือชื่อ Thinking Fast and Think Slow เขาบอกว่าความจำนี่มันจะส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของของเราเรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดก็คือนอกเหนือจากการสร้างความทรงจำแล้ว มันก็ทุกอย่างก็ส่งมายังกำไรของบริษัทด้วย มันสามารถสร้างยอดขายสร้างกำไรให้กับบริษัทคุณได้อย่างทันที เพราะฉะนั้มีเหตุผลมากมายที่คุณจะสร้างประสบการคำถามก็คือประสบการณ์อะไรคือประสบการณ์ที่ดี เพราะว่าหลาย ๆ บริษัทคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ลูกค้าคิดว่าไม่เห็นด้วยเพราะว่าหลาย ๆ ครั้ง เขาสร้างประสบการณ์เหล่านี้มาแค่ขายของ แต่ว่าไม่ได้สร้างด้วยประสบการณ์ที่เอาลูกค้าเป็นหลัก เราต้องคิดนะคะ ว่าลูกค้าปัจจุบันนี้มีความซับซ้อนมาก เขามีชีวิตที่เชื่อมโยงกันแล้วก็มีความสนุกสนานมากมาย ทุก ๆ อย่างนี่ เขาสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้นิ้วสัมผัส ทุก ๆ อย่างนี่ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ไปจนถึงหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าคุณจะต้องไปหาเพื่อนคนไหน เขาก็ต้องมั่นใจว่าคุณไปที่นั่นแล้วจะมีความสุข เขาก็จะคิดมากเป็นพิเศษ และก็ในบริษัทของฉัน เราก็มีการทำงานวิจัยในเรื่องของเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามา แล้วก็ทำ Research ในเรื่องของ คือเราไม่เคยทำ เพราะว่าเราอยากจะทำทำเทคโนโลยีขึ้นมาเฉย ๆ แต่ว่าอยากจะสร้างเรื่องราวที่สามารถที่จะเชื่อต่อคนเข้าด้วยกัน เป็นเรื่องราวที่มีการเล่าต่อเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการที่จะสามารถสามารถให้เรามีการเชื่อมต่อกันได้เฉย ๆ และเทคโนโลยีนี้ ก็เป็นแค่ตัวซัพพอร์ตเฉย ๆ ที่ฉันอยากจะแชร์ตัววัตถุประสงค์ ก็คือทำแคมเปญเพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเข้าใกล้กับคนมากขึ้นนะคะ แล้วก็ซึ่งเทคโนโลยีที่เคยมี ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยมีสีสันเท่าไร อันนี้มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ เราจะทำอย่างไรให้คนใส่ใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตของประเทศจีน เขาบอกให้เรามาช่วยเชื่อมต่อตัวอดีตกับคนวัยรุ่น ซีอานเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ในจีนเพราะว่ามีการรักษา บำรุงรักษาไว้หลายปี แล้วก็เป็นต้นตำรับ เรามีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรม เราก็มีการทำหนัง Animate ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องเมืองนี้ เราสแกนหน้าของคนแล้วก็ให้หน้าของคนไปโชว์อยู่ใน Animation เทคโนโลยีทำงานได้ดีมาก ๆ เพราะว่าเราสแกนหน้า แล้วเราก็เหมือนให้เขาเป็นฮีโร่ เขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ให้สร้างสถานที่แบบนี้ค่อนข้างที่จะท้าทาย มันเป็นอะไรที่แบบสุดยอดมาก ๆ มันเป็นอะไรที่ ก็มีกล้องติดตั้งเอาไว้สามารถที่จะสแกนคนที่เข้ามา สามารถสแกนหน้าตัวเอง เขาสามารถที่จะเอาหน้าตัวเองไว้ตรงหน้าของตัวละครได้ วันนี้ เป้าหมายก็คือการเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน สิ่งที่เราอยากจะเห็นก็คือเราอยากจะเห็นด้วยตาแต่รู้สึกด้วยหัวใจ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่อะไรที่เป็นเรื่องราวเก่าแก่ แต่คือฉันเอง ฉันคือประวัติศาสตร์ ตัววัตถุประสงค์ของงานนี้ก็คือพยายามที่จะนำเทคโนโลยีที่อาจจะดูไม่สดใสให้เข้าใกล้กับหัวใจของคนมากขึ้น แล้วก็จะเห็นว่ามีคนหลายคนไปทดลองเล่น แล้วก็มีคนพูดถึงเรื่องนี้ในออนไลน์ อันนี้ก็จะเป็นกรณีที่แตกต่างกันจากกรณีที่ผ่านมา ตัวเบอร์เกอร์นะคะ เป็นเบอร์เกอร์ที่ค่อนข้างใหญ่ เดี๋ยวให้วิดีโออธิบายเรื่องราวค่ะ เราทำให้ Singer เป็นเบอร์เกอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด โดยการที่จะเอา Singer burger ปล่อยเข้าไปในอวกาศ อันนี้เป็นวินาทีที่เราภูมิใจที่สุดนะคะ มีทั้งการทดสอบอุณหภูมิ และการทดสอบเกี่ยวกับการทำทางด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ แล้วเราก็ออกไปแล้ว ถึงเวลาแล้วในการที่จะไปสำรวจมากกว่าในโลกของเรา อันนี้จะเป็นตัวแซนด์วิชไก่ชิ้นแรก ที่ไปถึงอวกาศ ความสำเร็จของเรา มันเกิดขึ้นแล้ว ในกรณีนี้ วัตถุประสงค์ก็คือการเปิดตัวเบอร์เกอร์ใหม่ เพราะว่ามีการตีพิมพ์กว่า 200 บทความเกี่ยวกับตัวเบอร์เกอร์นี้คนอยากจะรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แล้วเบอร์เกอร์ขึ้นไปสู่อวกาศนี่สูงขนาดไหนบนพื้นดิน ต่อมาเราก็จะเป็นตัวกรณีที่เราทำให้กับ PUMA เราก็พยายามที่จะสร้างประสบการณ์ให้กับรองเท้าวิ่งให้คนสามารถที่จะวิ่งได้ในแบบที่เขาอยากจะวิ่ง PUMA เป็นเรื่องของการวิ่ง วิ่งอย่างไรก็ได้ ให้ทุกคนวิ่งได้ เรามาดูวิดีโอกัน แคมเปญนี้ไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด แต่ว่าเป็นการวิ่งเพื่อประสบการณ์ และได้สำรวจในที่ต่าง ๆ อันนี้ Hybrid Running Shoes คนก็จะต้องวิ่งในแบบของตนเอง และให้คนสามารถที่จะวิ่งตามสัญชาตญานของตนเอง แล้วก็เดินทางไปในโลกเสมือนจริง ไปสู่ป่าต่าง ๆ แล้วก็ไปหา แล้วก็ไปหาไปที่ต่าง ๆ จะวิ่งเร็ว วิ่งช้าก็ตาม วิ่งอย่างอิสระแบบของคุณ ของตัวเอง วัตถุประสงค์ก็คือพยายามให้คนสามารถที่จะลองสินค้าในวิธีที่สร้างสรรค์ และบอกย้ำให้ชัดเจนว่าไม่มีให้วิ่งในแบบของตนเอง เราในเชี่ยงไฮ้ เรามีการเพิ่มคนที่จะเดินทางเท้าเพิ่มขึ้น 21 เปอร์เซ็นต์ เดินทางเท้าเพิ่ม 21 เปอร์เซ็นต์ ในยอดขายใน 60 เปอร์เซ็นต์ในอาทิตย์นั้น แล้วก็สามารถส่งผลต่อกำไรของเรา อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกับประเด็นต่อมา เราก็จะมีการคุยในเรื่องของการเข้าถึงการขยายงานแล้วก็ผลกระทบ เพราะว่าตัววิดีโอนั้นนี่สามารถที่จะไปเข้าถึงคนหลายคนได้ ปัญหาก็คือ โอกาสมีโอกาสในการที่จะให้ทุกคนสามารถที่จะมีประสบการณ์ต่าง ๆ ได้ เมื่อคนสามารถจะซื้อได้ด้วยการคลิกอย่างเดียว และร้านจริง ๆ ก็เป็นประสบการณ์ ที่่จะมาเชื่อมต่อกับเพื่อนของตัวเองได้ คุณสามารถที่จะสร้างความเชื่อมต่อที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำได้ได้ ทำไมตอนนี้ถึงเป็นโอกาสสำหรับร้านค้าคะ อย่างแรกก็คือเราไม่ต้องการที่จะต้องมีเรื่องราวอีกต่อไป อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการช่วยขายของเรา เราไม่ได้มีใครที่จะสนใจสินค้าอีกต่อไป แต่ว่าสินค้ากำลังเป็นตัวแทนของอะไร เพราะว่าในร้านค้า แทนที่เราจะมาขายสินค้า แต่ว่าเราต้องขายความรู้สึก นั่นคือสไลด์สุดท้ายของดิฉัน ที่จะสรุปทุกอย่างในที่มี Online ของเริ่มเยอะ สิ่งที่จะโดดเด่นขึ้นมาาคือประสบการณ์ของลูกค้า ของเรื่องราว ที่จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และนี่คือสิ่งที่ฉันจะบอกเทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ กระแสอะไรก็แล่วแต่จะซาลง แต่ความทรงจำจะอยู่กับมนุษย์ไปตลอด นี่คือการนำเสนอ ขอบคุณมากค่ะ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณสำหรับท่านวิทยากรของเรา เดี๋ยวเราจะพักกันสักครู่ แล้วจะกลับมาตอนเที่ยงตรง ซึ่งจะยอดเยี่ยมมากเลยนะครับ หลาย ๆ คนอาจจะติดตาม 9gag ใน Instragram ซึ่งเขาจะกลับมาพูดตอนเที่ยงตรงนะครับ มีใครตามอยู่แล้วบ้างครับ คนใน Instagram อีก 40 ล้านคนใน Facebook จะมาพูดตอนเที่ยงตรง สักครู่เดียวครับ [เสียงดนตรี]Ր (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีครับผู้เยี่ยมชม เราอยู่ในงานวันที่ 2 ของเรากันแล้ว ตอนนี้ผมประกาศมาจาก Main Stage อีกสักครู่เดียว เราจะมาพบ 9GAG มีใครรู้จัก 9GAG บ้าง ตอนนี้ใน Instagram 50 ล้านคนในเฟสบุ๊กอีก 40 ล้านคน เดี๋ยวเราจะมาฟังจาก CEO ของ 9GAG เป็นโอกาสพิเศษมาก ๆ เลย สามารถเข้ามาที่ Big Bang Stage ได้เลยครับ Speaker ในระดับนี้ ท่านต่อไปจะพูดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ แล้วก็ท่านสามารถติดต่อรับเครื่องแปลภาษาทีมงานของเรา ใครยังไม่ได้ติดตาม 9GAG เราใช้เครื่องแปลภาษาՐ (คุณอกนิษฐ์) เอาล่ะครับ มาต่อเนื่องกันเลยนะครับ ในงาน Digital Thailand Big Bang 2019 และ The Next Web เป็นแพลตฟอร์ม ที่มาจาก ที่จะให้เราใช้เทคโนโลยี เราสามารถจะพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทนี้ได้ที่ The Next Web เดี๋ยวเราจะขอเชิญ Speaker ท่านต่อไปมาจาก 9GAG อย่างที่ท่านทราบนะครับ อย่างที่ท่านทราบ 150 ล้านคน มี 50 ล้านคนใน Instagram ติดตามใน Instagram แล้วที่เหลืออยู่ใน Twitter ในวันนี้เราจะพูดข้อมูลคำแนะนำที่เกี่ยวกับ Startup ที่เรารู้มาทั้งหมดมันผิด ถึงคำแนะนำที่ท่านกำลังจะพูดก็คือผิดด้วย [ภาษาต่างประเทศ] ก็เดี๋ยวเรามาฟังกันเลยนะครับว่าคุณ Ray ทำไมถึงพูดแบบนั้น ทำไมเขาถึงแบบนั้น ทุกท่านขอยินดีต้อนรับ ท่าน CEO จาก 9GAG Ray Chan ด้วยนะครับ (Mr.Ray) สวัสดีตอนบ่าย เดี๋ยวจะพูดช้ามาก ๆ เลย เพราะว่าผมไม่มีเนื้อหาอะไร ก็อยากจะแชร์ ก็อยู่ในหัวข้อแล้ว ในหัวข้อก็คือ Startup Advice ก็คือ Startup advice ของ Startup นี่มันผิดหมดนะครับ ถ้าสมมุติว่าคุณแก่เกินไป แล้วคุณไม่รู้ว่า 9GAG คืออะไร ผมจะบอกก็คือเป็นที่ที่คนสามารถจะแชร์รูปตลก ๆ เราก็มี Follow เยอะ ใน Instagram ใน Facebook ใน Twitter คุณก็อาจจะไม่ต้องมานั่งตรงนี้เลยดีกว่า คุณก็ไม่น่าจะต้องประชุมอะไรตรงนี้ ภารกิจของเราก็คือทำให้โลกมีความสุขมากขึ้น เราจะโฟกัสในเรื่องที่ว่า เนื้อหาตลก ๆ อะไร หรือวิดีโอตลก ๆ อะไรที่เราควรจะมี สิ่งหนึ่งที่จะบอกว่าผมเป็นคนที่ไม่ตลกเลย ถ้าสมมติว่าคุณคิดว่าผมจะมาเล่นมุกหรืออะไรนี้ คุณก็คงต้องผิดหวังไป เพราะว่าในหัวข้อที่ผมจะพูดนี่มันเป็นหัวข้อที่จะเป็นหัวข้อที่ซีเรียสหรือว่าจริงจัง เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จนกว่าผมจะบอกคุณ ก็ให้ตั้งใจฟังในอีก 30 นาทีที่จะมาภนี่นะครับก็เป็นตัวเลขของการค้นหา ถ้าสมมุติว่าคุณหาคำแนะนำเกี่ยวกับ Startup ใน Google บางคำแนะนำนี่มันผิดนะครับ ทั้งหมดมันผิดหมดเลย เดี๋ยวผมจะบอกเหตุผลนะครับว่ามันคืออะไร ไปทีละข้อเลย อย่างแรกเลย ส่วนใหญ่คำแนะนำ เมื่อเรา Google ก็คือให้ไปทำตามแฟชันของตัวเอง หรือคนประสบความสำเร็จใด ๆ คุณต้องทำตามแค่ไหน คุณต้องทำตามสิ่งที่คุณรัก เพราะถ้าสมมติคุณไม่ทำให้สิ่งที่คุณรัก กำลังทำให้ชีวิตของคุณเสียเวลาไปอยู่ แต่ที่จริงแล้วคำแนะนำนี้สำหรับ Startup เพราะว่า Passion ของผมคือการกิน แล้วก็การนอน สมมติว่าถ้า ผมทำตาม Passion ของผม ก็คงกินทั้งวัน นอนทั้งวัน แล้วไม่ทำอะไรเลย ถึงแม้ว่างานของผมจะคล้าย ๆ กับอะไรแบบนั้นอันนี้คือเป็นการ์ตูนของ หลายคนเลยที่ประสบความสำเร็จ แล้วก็ให้ทำตามนั้นไปเรื่อย ๆ ชอบกินขนมปัง แล้วเขาก็กินขนมปังไปเรื่อย ๆ หลังจากนั้นนี่ มันไม่ใช่ว่ามัน เขากินมา 6 เดือน แต่เขาได้พุงกลับมา ทำไมคำแนะนำเหล่านี้ถึงผิด มีหลายเหตุผลแต่ว่า โอ.เค. ผมจะให้ดูตัวสมการนี้ ทำไมคำแนะนำมันผิด ทำไมคำแนะนำเกี่ยวกับ Startup มันผิด ทำไม ตัวคำแนะนำด้วยตัวมันเอง เพราะว่าคำแนะนำเป็นประสบการณ์ที่จำกัดที่เรามี แล้วเราก็ทำให้เป็นเรื่องทั่วไป อย่างเช่นสมมติว่า ตอนผมยังเด็กอยู่นี่ พ่อแม่ของผมจะบอก พ่อแม่ผมบอกว่า Ray คุณไม่ควรใช้เวลาของคุณเล่นคอมพิวเตอร์ คุณไม่สามารถใช้ยังชีพได้ ดูตรงส่วนนั้นสิครับ ตรง Arena ตรงนั้น เด็กเหล่านี้พวกเขาสามารถที่จะเล่นเกมเพื่อยังชีพได้ ได้เงินมากกว่าเป็นนักการเมือง หรือว่าเป็นทนายความ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าสมมุติว่าผมเชื่อคำแนะนำของพ่อแม่ของผม ที่คิดว่าคำแนะนำของตัวเองถูกต้อง ผมอาจจะไม่อยู่บนเวทีนี้ แล้วนอกจากนี้นะครับ ดูสิว่าคำแนะนำจากที่เรารู้จัก และที่ประสบความสำเร็จต่าง ๆ พวกเขา เขาก็พูดมาจากประสบการณ์ชีวิตของเขาที่จำกัด เขาก็จะบอกว่า ถ้าคุณพูดกับคนพูดกับนักเรียนกฎหมาย ที่แบบว่ารู้สึกไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการเรียนกฎหมาย เขาก็บอกว่า หรืออะไรอย่างนี้ คำแนะนำมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ถูกไหมครับ แต่ประสบการณ์ของเราจำกัดมาก เราก็พยายามทำให้ประสบการณ์หรือคำแนะนำเหล่านี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง เพื่อให้ใช้ได้ เพื่อให้ดูว่า โอ.เค. เราเป็นคนฉลาด แต่นี่ล่ะครับ จะมาบอกว่าทำไมคำแนะนำมันผิด มีความเกี่ยวข้องไม่ใช่เป็นสาเหตุหรือไม่เหมือนกับความเป็นเหตุเป็นผลนะครับ เรานะครับ ผมนี่ผมใส่เสื้อสีดำ สตีฟ จ็อบ ก็ใส่เสื้อสีดำ ผู้หญิงคนนี้ก็ใส่เสื้อสีดีไม่ได้แปลว่าคนใส่เสื้อสีดำจะพูดภาษามือได้หรือว่าพูดเก่งเท่าสตีฟ จ็อบ หรืออะไร ดังนั้นนี่ มาดูในตัวอย่างที่มันซีเรียมาดูหัวข้อที่ซีเรียสกันหน่อย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมากที่สุด เขาบอกว่า 20 เปอร์เซ็นต์เวลาของพนักงาน เขาบอกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จะทำให้ Google มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย Gmail ก็เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน คือสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คำถามก็คือ 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลาของพนักงานนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ ตัวที่ทำให้ Google ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะว่าอาจจะเป็นเพราะว่า Google ที่จะมี 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลานี้ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างนะครับ แล้วก็อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ สตีฟ จ็อบ บิล เกตส์ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พวกเขามีอะไรเหมือนกัน พวกเขาเรียนไม่จบ แล้วเป็นอเมริกัน แล้วมันแปลว่า คนที่เป็นอเมริกัน แล้วเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ไม่ ถ้าสมมติว่ามีคนบอกคุณว่า ถ้าคุณอยากทำให้ Startup ของเราประสบความสำเร็จ คุณต้องออกจากมหาวิทยาลัยเลย แล้วคุณอาจจะคิดว่าคุณเก่ง คุณยังเด็กหรืออะไรก็ตามแต่ที่จริงแล้ว มีคนที่ออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วไม่ประสบความสำเร็จ มันก็มี แล้วก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ เขาก็อาจจะเรียนแล้วก็อาจจะได้ปริญญาเอก แล้วก็เริ่มตั้งบริษัท แล้วก็ประสบความสำเร็จก็มี ก็แสดงว่า ความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่า เหมือนกับความเป็นเหตุ เป็นผล ปัญหาแรกของคำแนะนำที่เราได้รับมา การอ่าน ไม่ใช่การทำ ลงมือทำถ้าเราไปที่จะเสิร์ชว่าความสำเร็จ เราก็มีคนค้นหาเป็นพัน ๆ เลยไม่ว่าจะเป็นหนังสือในเรื่องการพัฒนาตัวเองหรืออะไรก็ตาม อาจจะเจอบทความความเกี่ยวกับ 5 วิธี 10 วิธีที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าคุณสามารถทำได้ บางทีมันขัดแย้งกันเองด้วยซ้ำ อย่างเช่น คุณจะต้องทำงานให้ฉลาด นั่นเป็น 1 ในคำแนะนำที่คนบอก การทำงานอย่างที่ฉลาด ต้องดีกว่าการทำงานหนัก เพราะว่าใคร ๆ ก็ทำงานหนักได้ ถ้าสมมติว่าคุณ Work Smart หรือว่าทำงานแบบสำหรับแต่ใครก็ตามที่อย่างสมมุตินักเรียนเขาไม่อ่านหนังสือ แล้วก็บอกว่าตนเองฉลาดแล้ว แล้วก็ฉันนี่ เขาก็เรียกว่า Work Smart คือไม่ใช่เพราะว่าทำไมเราไม่สามารถหรือทำงานหนัก พร้อมกับ Work Smart ทำงานได้พร้อม ๆ กัน เหตุผลหลักที่การอ่านไม่ใช่แค่การกระทำ ก็คือพวกเขาอาจจะบอกว่าเขาชอบอะไรเขาอาจจะพูดถึงแนวปฏิบัติในการทำให้ประสบความสำเร็จต่าง ๆ แต่บางที การอ่านคำแนะนำ ไม่ว่าคุณจะต้องอ่านกี่บทความกี่หนังสือ หรือไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นคนคนนั้นได้ เพราะว่า ไม่ใช่การอ่าน ว่าจะอ่านหรือกี่บทความว่าเราเป็นคนประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องของการปฏิบัติก็เหมือนกับการอ่านถ้าสมมติว่าคุณอ่านในเรื่องของการจัดการเวลา ไม่ว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้นอย่างไร คุณใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงนั้น คุณไม่อ่านอันนั้นแล้วก็ไปทำอย่างอื่นที่มีประสิทธิผลมากกว่านี้แทน และปัญหาสุดท้าย ก็คือ ทุก ๆ อย่างมันขึ้นกับอะไรทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน อย่างเช่น เมื่อเราสร้างผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ คนบอกว่าคุณควรที่จะทำให้ง่าย ๆ KISS ตามหลักการนี้นะครับ KISS มันคืออะไร แล้วแปลว่าอะไร ย่อมาจาก Keep It Simple Stupid นะครับ เราต้องทำให้ง่าย บางทีมันง่ายเกินไปจนไม่มีประโยชน์ ยกตัวอย่างบริษัทมากมาย เช่น บริษัททรู บริษัทต่าง ๆ เขาก็บอกว่า สินค้ามันซับซ้อนมาก แต่บางคนบางอย่างก็ง่ายมาก ยกตัวอย่าง ผมพยายามจะต่อไวไฟที่นี่ ที่ห้องนี้ ผมก็ยังต่อไม่สำเร็จ บางทีคำว่าง่ายนี่ มันก็ไม่เหมือน ไม่เท่ากัน แล้วบางคนก็บอกว่า 9GAG กับ Apple ก็ไม่เหมือนกัน Apple กับ Microsoft ก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ เวลาเราระดมทุนเมื่อปี 2012 เป็นที่ที่ดีมาก ๆ เราควรจะไปอยู่ที่บริษัท เราควรจะไปอยู่ที่ Silicon Valley แต่พอเราไป Silicon Valley บริษัทของผมไม่ได้ประสบความสำเร็จเลยนะครับ เพราะฉะนั้นทุก ๆ อย่าง ขึ้นอยู่กับเมื่อก่อนผมบอกว่า Google เป็นบริษัทที่น่าอยู่ มีขนมให้กิน เราก็เลยทำทีมทำงานเราให้เหมือนกับ Google แต่บางทีพนักงานของเราอาจจะไม่ชอบก็ได้ เรานำนโยบายให้พนักงานหยุดลาได้ไม่อั้นที่ 9GAG แล้วคนที่ค้านมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ของทีมของเรา เพราะว่าคนในบริษัทที่จีนก็บอกว่าถ้าเกิดมีไม่อั้น ก็แปลว่าไม่มีวันหยุดเลย เพราะว่า เขารู้ว่าที่จีนหัวหน้ามักจะไม่อยากให้คนขอหยุด เพราะฉะนั้นถ้าการที่บริษัทบอกว่าบังคับให้หยุด 14 วัน จะดีกว่า ที่ให้หยุดไม่อั้นเลย อย่างที่ต่อมาก็คือ เราไม่ต้องให้หัวหน้ามารับรองงานของคุณ แต่บริษัทที่จีนเขาชอบให้หัวหน้ายอมรับในเวลาคุณลางาน เพราะเขาจะได้รู้ว่าของอะไรไม่ทำงาน ของอะไรเสีย แล้วเขาลา เขาก็รู้ว่าหัวหน้ารับรู้แล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่พังลงไป เขาก็จะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดเขา เวลาคุณเอานโยบายที่ดูดีในหลาย ๆ ประเทศ มาใช้ในประเทศของเรา ไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานได้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นทุก ๆ อย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย มีคำแนะนำดี ๆ มาก ๆ ที่ผมได้รับมา คือ ต้องจ้างคนที่ดีที่สุด จ้างคนที่ฉลาดเรียนเก่งทุก ๆ อย่าง ถูกไหมครับ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ผมนี่ไม่ได้เป็นพนักงานที่เก่งเท่าไรเลย ผมจะไปจ้างคนที่เก่งขนาดนั้นได้อย่างไร ถ้าเกิดว่าผมจะต้องจ้างได้เฉพาะแค่คนที่เก่งที่สุด แต่ถ้าเกิดผมไม่เก่ง ผมก็ไม่สามารถตั้งบริษัทได้ ถูกไหม แล้วก็ความเป็นจริงก็คือ ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีคนเก่งมากมายในโลกนี้หลาย ๆ บริษัทในโลกก็มีคนระดับ B คนระดับ C คนระดับ D นั่นหมายความว่า คำแนะนำว่าจ้างเฉพาะบริษัทก็เป็นไปได้นะครับ ไอเดียที่ดีมาก ๆ บางทีก็ใช้ไม่ได้จริง นี่คือนี่คือปัญหาเวลาเราอ่านคำแนะนำของ Startup คำแนะนำของ Startup แต่อย่างไรก็ดีคุณก็ต้องอ่าน ก็คือคุณจะได้มี Idea ขึ้นมา ทุกคนต้องการม่ีความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา ทุกคนจะต้องมีเหตุผลใหม่ ๆ ฟังผมพูด ฟังคนที่คุณไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางทีเขาก็อาจจะไม่ได้นำเสนอไม่ได้ดีมากมาย คุณก็อาจจะหวังว่าเขาจะได้คุณคิดว่าเขาจะทำให้คุณเกิด Idea มากขึ้น ก็จริงครับ เพราะว่าบางทีนี่คุณต้องใช้ไอเดีย เพื่อที่จะเถียงกับความคิดส่วนตัวของเรา และจะได้มีความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น เราจะได้เรียนรู้จากบริษัทที่ดีกว่าเรา นี่คือเหตุผลหลักเลยที่คุณจะต้องอ่านอยู่ดี อย่างที่ 2 ก็คือบทเรียน เวลาคุณสร้างบริษัทของคุณ มันมีข้อตัดสินใจเป็นพัน ๆ ข้อ เป็นร้อย ๆ ข้อที่คุณจะต้องทำทุกอาทิตย์ คึณจะต้องทำอย่างไรครับ ยกตัวอย่าง ถ้าเกิดว่าคุณพนักงานของคุณขอขึ้นเงินเดือนกลางปี และต้องทำอย่างไรครับ เพราะว่าปกติ คุณจะต้อง Review เงินเดือนทุก ๆ ปี แต่ว่ามีพนักงานของคุณขอขึ้นเงินเดือน ถ้าคุณปฏิเสธ แล้วเขาก็จะไม่พอใจ แล้วคุณจะต้องตอบเขาอย่างไร ก็มีเรื่องแบบนี้ที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ บริษัท แล้วเราก็สามารถอ่านสถานการณ์ที่ ได้ สถานการณ์แบบนี้คุณจะทำอย่างไร เวลาพนักงานขอเงินเดือนขึ้นกลางปีและทีนี้คุณก็จะเอาสิ่งที่คุณชอบ และสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับบริษัทของคุณ ไม่ได้หมายความว่ามันจะประสบความสำเร็จ คุณก็จะได้ประสบความสำเร็จ มีบทความที่คุณเห็นด้วย เพราะอะไรครับ ถ้าเกิดถ้าเกิดว่า คนมาขอขึ้นเงินเดือน ทุกคนก็อยากจะขอขึ้นเงินเดือน เพราะว่าถ้าเกิดไม่ขอก็ไม่ได้ แล้วถ้าเกิดคุณบอกว่าอย่าไปบอกคนอื่น ว่าคุณเงินเดือนขึ้น ถ้าคุณให้เงินเดือนขึ้น ทุกคนก็จะรู้หมด นี่คือบทเรียนที่คุณสามารถจะรู้ได้ไม่ต้องทำสิ่งที่ผิดพลาดที่บริษัทอื่นทำมาแล้ว แน่นอน คุณจะต้องทำได้อยู่ดี แต่คุณก็ต้องจ่ายในค่าความผิดพลาดของคุณ คุณจะสามารถประหยัดเวลาแล้วก็ประหยัดเงินได้ ต่อมาก็คือแรงบันดาลใจ ทำไมคุณจะต้องทำตรงนี้ เพราะคุณต้องการแรงบันดาลใจ เวลาคุณอ่านมาเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น แต่อย่างไรก็ดี คุณจะสร้างแรงบันดาลใจ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเขาเจอปัญหา เขาจะแก้อย่างไร ยกตัวอย่างอีกนิดหนึ่ง คุณ Elon Musk เขาคิดว่าตรงนี้เขาเป็นคนที่คิดประสบความสำเร็จบริษัท สเปซ เอ็กซ์ บริษัท ไฮเปอร์ลูป แต่ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลย ของเขาขาดทุนอย่างหนัก เพราะว่าเขาลงทุนไปเยอะ แล้วเขาก้าวข้ามสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร ก้าวข้ามสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร ในวันที่สตีฟออกจากบริษัทของตัวเอง ในช่วงวัยที่เก่งที่สุด ทำอย่างไรครับ ทำอย่างไร เวลาคนที่ไม่มีเงินเลยสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ แล้วคนที่มีเงินทำอย่างไรให้บริษัทที่ใหญ่ขึ้น แล้วก็ใหญ่ขึ้น แล้วใหญ่ขึ้นไปอีก นี่เป็นแรงบันดาลใจ มาสร้างเป็นแรงบันดาลใจได้ โดยการอ่านชีวิตเรื่องราวของบุคคล และของบริษัทแล้วเราก็จะรู้ว่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเราแล้ว บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ก็ก้าวข้ามมา ถ้าเกิดเขาทำได้ เราก็ทำได้คล้ายกันแน่นอน คุณจะต้องจำนะครับว่า คำแนะนำทั้งหมดส่วนมากจะผิด เพราะคุณไม่ใช่คนคนนั้น แล้วคนนั้นก็ไม่ใช่คุณ บริษัทที่คุณอ่าน และต่อให้เป็นคำแนะนำที่ดีที่สุด เช่นจ้างพนักงานที่เก่ง คำแนะนำอาจจะผิด ต่อให้พูดโดยคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็แล้วแต่ แต่คุณก็ยังต้องอ่านอยู่ดี แล้วคุณก็ อย่างไรก็ดี คำแนะนำของผมก็อาจจะผิด เพราะฉะนั้นคุณต้องจำนะครับว่า ความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วทำมัน ทุก ๆ อย่างและเกิดจากปัจจัย ขอบคุณมากครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณมากครับ คุณ Ray Chan เดี๋ยวเราจะไปการ Present คนที่ 2 ก็จะเป็นสุดท้าย ต่อมาก็จะเป็นมาจาก Ananda Development Pubilc (Mr. John) สวัสดีครับทุกท่าน ผมชื่อ John เป็นบริษัทที่มีโชว์โดรนอยู่ตรงนั้น บางท่านอาจจะเห็นนะครับ เราก็มีตัว บูธสีขาว แล้วก็มีหุ่นยนต์ แล้วก็มีเกมหุ่นยนต์ ต่าง ๆ ด้วยแล้วก็มีเทคโนโลยีอื่น ๆ และทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ใช่บริษัทโดรน แล้วเราก็ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีด้วย เราเป็นนักอสังหาริมทรัพย์ ของผมนิดหนึ่ง ผมไม่ได้มาจาก ฝั่งอสังหาฯ ด้วย ผมมาจากฝั่งนวัตกรรม ก่อนที่จะมาทำงานที่อนันดาด้วยนะครับ ชื่อในอังกฤษ แต่ตอนนี้ผมก็ทำงานให้กับบริษัทอนันดา ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนของประเทศไทยนะครับ และแม้ว่า เราจะไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี แต่เราแคร์เทคโนโลยี และเราก็ใช้เทคโนโลยีเรามีการเติบโตในหลายปี หลาย ๆ เท่า ตั้งแต่ IPO ในหลังจาก IPO 2013 แล้วก็เรามีการเติบโต 25 เปอร์เซ็นต์ เรามีการเติบโต 10 เท่าใน 7 ปี นะครับ เราก็เติบโตเหมือนกับบริษัทเทคโนโลยี และคำตอบที่เราได้ก็คือเหมือนบริษัทเทคโนโลยี และอันนี้ก็เป็นเทคโนโลยี IPO ของการใช้ดิจิทัลในห่วงโซ่ คุณค่าของเราเขาเรียกว่า Alice Technology ที่มากจาก AI แล็บที่ เรามีการใช้ AI แล้วก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้แรก ๆ 1 ใน 5 ท่าน แล้วก็มีคนใช้แรก ๆ ก็ Facebook และก็ Nike ไม่ว่าคุณจะอยู่อุตสาหกรรมไหนก็ตามเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีได้ เดี๋ยวจะบอกว่าจะทำอย่างไร แล้วเรื่องนี้มันจะไปสนับสนุนในระบบนิเวศ ตัวระบบนิเวศ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เราเป็นลูกค้าคนที่ 2 ของบริษัทนี้ แล้วก็อีก... ลูกค้าในเอเชียตะวันออก จะอยู่ในเกาหลีใต้ เราจะมี Version ภาษาไทย สำหรับ Program นี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คุณสามารถที่จะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าเราจะเป็นผู้นำได้อย่างไร เราเป็นคนหนึ่ง เป็นบริษัทแรกในโลกเลย ที่ใช้เทคโนโลยีแบบนี้ เหตุผลแรกที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ทำไมเราถึงพยายาม การเป็นคนแรกหรือว่าเป็นผู้นำดีที่สุดอยู่ที่ไหน เพราะว่าเราเชื่อว่าโลกนี้มีการถูกพลิกโฉมเปลี่ยนไปนะครับ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเห็นอะไรแบบนี้ UBER เป็นบริษัท แล้วก็มี AIRBnB และอื่น ๆ บริษัทเหล่านี้นี่ 20 ปีก่อนนี้ไม่มีนะครับ เรานี่ เป็นบริษัทเก่ามาก ค่อนข้างเร็วมาก ๆ เลยไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมไหนก็ตามนะครับ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ก็เป็น Block chain Technology พลิกโฉมในหลาย ๆ ด้านไปเลย เราจะตามเหล่านี้ทันได้อย่างไร เราก็สนใจในเรื่องโดรนที่อยู่ข้างนอนนั้น สถานที่ต่าง ๆ ก็จะเป็น เราก็เห็นได้... เราขายอสังหาริมทรัพย์นะครับ แล้วก็อันนี้ก็จะเป็นตัวชุด 4 ดอลล่าร์ต่อวัน เหมือนการให้เช่าเสื้อนะครับ แต่ก่อนเราอาจจะคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องล้อเล่น แต่ว่ากลายเป็นบริษัทที่สามารถสร้างเป็นมูลค่าเป็นพัน ๆ ล้านดอลล่าร์ได้นะครับ แล้วก็มีสไลด์นี้นะครับ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของความเสี่ยงในการที่จะถูกแทนที่เราจะขายคอนโดให้ใคร ถ้าสมมติว่า 72 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยไม่มีงานทำนะครับ อันนี้ก็เป็นระยะชีวิตของบริษัทแล้วก็อันนี้เป็นบริษัทที่ดีที่สุดแข็งแกร่งที่สุด ปกติแล้วชีวิตบริษัทเหล่านี้ตกค่อนข้างเยอะมาก ๆ เลย เพราะว่าแล้วเราจะทำอย่างไรในฐานะที่เป็นบริษัท เราจะทำอย่างไรให้บริษัทของเราดำเนินต่อไปได้ มันเป็นเรื่องของการที่เราจะรับมือกับนวัตกรรมอย่างไรมากกว่า เพราะว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ใน Ananda นี่เราเชื่อว่าอัตรา เปลี่ยนแปลงไปในอัตราเร่งที่เร็วมาก การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ใน Lab นวัตกรรม Corporate ในบริษัทนี่ ครั้งแรกที่อยู่ในแคลิฟอร์เนีย และตอนนี้เราสามารถที่จะอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วเรารู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นในแคลิฟอร์เนียนะครับ แล้วก็สามารถคุยกับคนได้อย่างทันทีในข้ามโลก และของโลกเราสามารถที่จะพิมพ์หาเขาได้ อะไรที่เป็นลักษณะนั้นมันเร็วมาก เราเชื่อว่าบทบาทมันได้เปลี่ยนไปแล้วในระดับของบริษัท ในเรื่องของจากแต่ก่อนก็จะเป็นในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินนะครับ จัดการเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์ จัดการการเข้าถึงมากกว่า ใครเป็นคนที่ แล้วก็ก็จะเป็นใครที่ว่องไว คล่องตัวกว่ากัน แล้วก็ในเรื่องของนวัตกรรมด้านบริษัทนี่เปลี่ยนไป ในการที่จะมีการเข้าถึงได้มากขึ้น แล้วก็จะเป็นงานที่เราพยายามที่จะสร้างระบบนิเวศ เราใช้เวลาในการสนับสนุนให้เกิดงานเหล่านี้ขึ้น ในปี 2018 และในปี 2018 เรามีงานมากกว่า 70 งานนะครับ แล้วก็มีการสนับสนุนผู้อื่น ด้วยแล้วก็มีงานที่เกี่ยวกับระบบนิเวศของเรา แล้วก็ในงานใหญ่ที่สุด ที่เราทำก็คือ มันเป็น NEW Summit Eastern New University Summit เรามีการนำคนเหล่านี้ เป็นครั้งแรก และคนที่ เป็นคนที่มีส่วนในมากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ อันนี้บางคนก็อาจจะจำได้ว่าคนที่เป็น คนจรวดหรือ Rocket Man แล้วก็มีการคุยกันหัวข้อว่ามีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง และนวัตกรรมเทคโนโลยี และ World Robot Game นะครับ เราก็มีการสนับสนุน World Robot Game ระบบนิเวศท้องถิ่นนะครับ เราก็พูดถึง เราอยากจะสนับสนุนให้ระบบนิเวศนี้จะสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ได้อย่างที่บอกว่าก็คือบริษัทก่อนหน้านี้ก็คือ Cambridge และตึกนี้ที่คุณเห็นนี่ ถ้าสมมุติว่าคุณมีส่วนเป็นส่วนของในระบบนิเวศ หรือว่าการสร้างนวัตกรรมเราก็จะอย่างที่บอกก็คืออันนี้เป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งแรกในยุโรป ที่โฟกัสในเรื่องของธุรกิจสร้างในพื้นฐานของความรู้ เปิดในปี 1987 และในปี 987 Cambridge เป็นที่ที่พัฒนาเทคโนโลยีหลัก ที่เป็นลำดับของ Silicon Valley และตรงนี้เขาเขียนว่าหลมีความประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็มีการสร้างเสร็จในปี 1989 บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ เขาก็มีการปรับเปลี่ยน หลังจาก 4-5 ปี ที่เขาดำเนินธุรกิจแล้วนี่เขาก็มีสูตรขึ้นมานะครับ เพื่อที่จะทำให้เขาก็มีการผสมธุรกิจ แต่แรกและธุรกิจระดับกลาง และเคล็ดลับก็คือห้องนี้ ห้องนี้ก็เป็นโรงอาหารของ Cambridge Convention Center สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่าคุณมีธุรกิจขนาดกลางในตึกนี้ ก็มี Supplier เข้ามา เพราะว่าพวกเขามาก็จะมีการไปพบกับบริษัทที่เพิ่งตั้ง แล้วพวกเขาอาจจะได้เจอกัน อาจจะได้คำแนะนำ จะมีการแนะนำเข้าจากในการดำเนินธุรกิจต่อไป และพวกเขาก็สามารถที่จะพบกับบริษัทที่ผ่านการดำเนินการมาสักระยะหนึ่งแล้วนะครับ แล้วก็ผมเชื่อว่า เคล็ดลับของปรากฎการณ์ Cambridge อันนี้ก็เป็นระบบนิเวศที่มีนวัตกรรม อันนี้ก็คือเป็นโมเดลที่ค่อนข้างเบสิกมาก ๆ และอันนี้ที่ซับซ้อนขึ้นมา และใครที่ทำงานกับรัฐบาลรัฐบาลอัลเบอร์เธอร์ เขาคงมีเวลาเยอะมากที่จะสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา ทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบที่ใช้งานได้ อันนี้ก็คือเป็นความสัมพันธ์ ในความสัมพันธ์ในระบบนิเวศของ Cambridge ที่ผมอยู่ที่นั่น อันนี้มีการทำโดย หัวหน้าของตัวสูตรนี้ ทางนั้น ด้านซ้ายเขาเป็นบริษัทที่ชื่อว่า Accelerator แล้วก็เร็ว ๆ นี้นะครับ สิ่งที่เรียกว่า Paypal Mafia หรือ Elon Musk คนเหล่านี้ที่ออกมาจากที่ออกมาจาก PayPal เขาก็เห็นว่าบริษัทเขามีการร่วมลงทุนกับใครอะไรอย่างไรบ้าง สไลด์ก่อนหน้านี้เขาเรียกว่า Cambridge Mafia ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นอาชญากรอะไรเลย แสดงถึงความใกล้ชิดในกลุ่ม เพราะว่าสิ่งหนึ่งของมาเฟียก็คือ ถ้าสมมุติว่ามีใครแตกแยกออกมา พวกเขาจะเดือดร้อนแล้วก็เข้าคุกกันหมด ในบริษัทระยะแรก ๆ เราไม่สามารถที่จะดำเนินการธุรกิจแบบเดิมได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ KPI เราจะต้องมีความยืดหยุ่นในการที่จะยืดหยุ่นได้ แล้วก็ทำงานร่วมกันได้ โดยในขณะที่เรามีความไม่แน่นอน แม้ว่า KPI จะต้องส่งงานแบบไหนคุณก็ต้องมีความเชื่อใจ การที่จะมีมาเฟียในกลุ่มคนที่สามารถไว้ใจกันได้ เขาก็สามารถที่จะทำอะไรต่าง ๆ ได้ ซึ่งมีความเชื่อใจกัน งานวิจัยจาก MIT เมื่อเวลาผ่านไป จะใช้คนมากขึ้นในการสร้างนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ อันนี้เป็นตัวแผนที่เพราะว่ามีการทำแผนที่ว่าใครทำงานกับใครใน MIT บ้าง แล้วก็ใน MIT นี่เขาก็มีการเขียนว่า เป็น Network ที่จะตัวโครงสร้างของชุมชนว่าใครมาทำงานร่วมกัน แล้วก็สร้างผลงาน แล้วเขาก็จะดูว่ามีการเขียนอ้างอิงถึงงานวิจัยของใครอะไรอย่างไรของใครหรือเปล่า อันนี้ก็ดูคล้ายกับ Mafia Chart ของมาเฟียที่พูดไปก่อนหน้านี้ และก็อีกสิ่งหนึ่งที่เขาพบก็คือ การสร้างการร่วมมือแบบนี้นี่ มีความเชื่อมโยงเป็นสัดส่วนกับระยะทางนะครับ ดังนั้นนี่ เมื่อเราคิดถึงเรื่องเรารู้อะไรบ้าง เราต้องสร้างความไว้ใจ เรามีการเข้าร่วมมากมาย แล้วก็สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ นิเวศ มันมีมากกว่าที่เราคิด ในระบบนิเวศของเทคโนโลยีหรือ Cambridge Center งานเหล่านี้ มันเกี่ยวข้องกับ Startup แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ และ 30 เปอร์เซ็นต์ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือว่าการออกแบบเว็บไซต์ ทั้งหมดนี้แล้วก็จะมีพวกนักวิชาการที่เป็นสิ่งที่ให้เรื่องนวัตกรรมต่าง ๆ และในเรื่องของคนที่ฉลาดมีมันสมอง เราจะต้องมีการ Train เขา แล้วรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ อย่างที่เรามีการเอา Cambridge Berkeley Stanford เพื่อมาที่ประเทศไทย เพื่อให้ดูว่า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถที่จะสนับสนุนนวัตกรรมอย่างไรได้บ้างนะครับ อันนี้ก็เป็นพื้นฐาน Stanford OTL จะอยู่บนเว็บฯ ของ Ananda อันนี้ก็เป็นตัวสรุป คนนี้คือแคทเธอรีน ทรู เขาก็เป็น มาจาก Stanford นะครับ แล้วก็ Tech Transfer คือการแลกเปลี่ยนตัวเทคโนโลยีเราต้องคำนึงถึงประโยชน์ของสังคม แล้วก็ต้องทำงานร่วมกันระหว่างนักประดิษฐ์ ให้ไม่มีระบบที่เป็นระบบที่ เป็นขั้นตอนต่าง ๆ แล้วก็อันนี้เขาก็มาจากเช่นเดียวกัน เธอก็บอกว่าการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่การทำ หรือการทำครั้งเดียว และการทำงานร่วมกัน และการเป็นพันธมิตร เป็นกุญแจสำคัญ เป็นความเข้มแข็ง จุดแข็งของออฟฟิศ แล้วเราก็เป็นคนที่ Active เราต้องสนับสนุนระบบนิเวศนี้ เขาก็พยายามที่จะมีการทำระบบนิเวศที่ดีที่สุด และเราและสิ่งที่เราเรียนรู้ และเกิดระบบนิเวศ ที่ยั่งยืนได้อย่างไร แล้วก็อย่างที่ 2 ก็คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่มันถูกต้อง มีปฏิสัมพันธ์ได้ แล้วตัวระบบนิเวศนี้ในการที่จะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ คุณก็จะต้องให้แต่ละส่วนของระบบนิเวศมารวมกัน และทำงานร่วมกันให้ประสบความสำเร็จได้ สร้างมาเฟียเหล่านี้ได้อย่างไร สร้างชุมชนที่คนไว้ใจกันและกันในการที่จะทำอะไรบ้างอย่างที่ไม่แน่นอน ที่เขาจะต้องมานั่งลงทุนเวลา และลงทุนเงิน ลงทุนเพื่อทำอะไรสักอย่าง ผมรู้ว่า KPI อาจจะไม่ได้ใช้ได้ แต่ว่า โอ.เค. เรามีความไว้ใจกันและกัน เราจะมีการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา เราจะสร้างความไว้ใจระหว่างคนเหล่านี้ แล้วก็อย่างที่บอกว่าอันนี้เป็นเราต้องมีการเรียนรู้ มีการแชร์ แล้วก็สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้เราแต่ละคน ให้มีความคล่องแคล่วมากขึ้น แล้วก็จะมีตัวอุปสรรคหรือสิ่งสิ่งกีดขวางที่ไม่สามารถให้เราทำได้ เวลาที่เราจะสร้างระบบนิเวศได้ เราจะทำให้เกิดมีการแบบนี้ได้อย่างไร ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นระบบบริษัท ระดับบริษัท หรือระดับรัฐบาลก็ตาม หรือว่าคุณเป็นนักวิชาการทั้งหมดนี้ใช้เวลานาน เพราะว่าการสร้างความไว้ใจใช้เวลานาน การสร้างเครือข่ายใช้เวลานาน การสร้างระดับต่าง ๆ ผู้เข้าร่วมที่อาจจะมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Startup โดยตรง 70 เปอร์เซ็นต์ที่ผมว่า มันใช้เวลานานนะครับ 1 ในตัวอย่างที่ผมอยากจะบอกให้ท่านฟัง ก็คือ Ananda เป็นบริษัทของประเทศไทย ถึงแม้ว่าผมไม่ใช่เป็นคนไทย แต่ว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ใน Ananda เป็นคนไทย เราทำทุกอย่างดำเนินงานต่าง ๆ เป็นภาษาไทย แต่ว่า Ananda เป็นคนแรกของโลกเลยที่ทำสิ่งต่าง ๆ ในโลกที่จะเปิดตัว Samsung Smart Things เป็นคนแรกที่ทำการตลาดเกี่ยวกับ Graffiti เราเป็นคนแรกที่นำที่นำมหาวิทยาลัย Cambridge และ Stanford มาด้วยกันเพื่อช่วยมหาวิทยาลัย ไม่มีใครทำมาแบบนี้มาก่อน อันนี้ตัวอย่างที่ผมพูด แล้วก็โม้เกี่ยวกับอนันดา ก็คือ ผมมีเหตุผลนะครับ ที่จริงแล้ว Ananda ไม่ได้มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งพิเศษ และบางทีคุณอาจจะคิดว่าเราไม่ได้เป็น Google เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร คุณสามารถจะทำได้ คุณที่นั่งฟังของผมตรงนี้ คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง ในการที่จะพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้ผมสามารถได้รับผลประโยชน์ ผมจะได้ไม่ต้องเดินทางอะไรเยอะมาก สิ่งที่คุณทำได้ก็คือเปิดกว้างสามารถ ที่จะสร้างคุณค่าได้มากสร้างคุณค่าได้มากกว่าการที่เราจะเป็นคนที่เหมือนไม่เปิดกว้างนะครับ ความคิดสร้างสรรค์ จากคำวิจัย MIT ความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมมีความเกี่ยวข้องโดยตรง เกี่ยวกับการร่วมมือ และการร่วมมือนี้นี่มันเกี่ยวข้องโดยตรง แชร์นะครับ แชร์ทุกอย่างที่เรามี ใหญ่เท่าไร ทุกคนก็สามารถ แล้วก็อย่างสุดท้าย ก็คือการสร้างแรงจูงใจนะครับ เราก็มีการทำอะไรมากมาย การที่เราสร้างแรงจูงใจ เราเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ มีความเป็นไปได้มากมายที่จะเกิดขึ้น ว่าเราสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง บรรลุอะไรได้บ้าง ที่จะประสบความสำเร็จ และอย่างที่ Ananda ได้ จากประสบการณ์ของ Ananda เราสามารถที่จะทำทุกอย่างมากกว่าที่เราคิดว่าเราทำได้ด้วยซ้ำ ในธุรกิจสามารถที่จะลดเวลาการผลิตใน 4 ปี และสามารถที่จะทำให้คุณภาพนี้ดีขึ้นด้วย ถ้าหากว่าคุณสามารถที่จะใช้นวัตกรรม ในวิธีที่เหมาะสม คุณก็สามารถทำให้เกิดนวัตกรรมที่เกิดการพลิกโฉมได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณไม่ต้องไปใกล้ Silicon Valley เราแสดงให้เห็นว่าเราสามารถที่จะนำเทคโนโลยีในอัตราเดียวกันกับ Facebook Google แต่เราเป็นแค่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าคุณ คุณอาจจะไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดก็ได้ เมื่อเทียบกับโลกแล้วบริษัทเป็นบริษัทที่เล็กมาก ถ้าสมมติว่าคุณมี Mindset เหมาะสม ถ้าสมมติคุณมีวิธีการที่เหมาะสม คุณสามารถที่จะเป็นผู้นำหรือว่าเป็น 1 ในหมู่ผู้นำในเรื่องของนวัตกรรม หรือเป็นคนแรกที่จะใช้นวัตกรรมเหล่านี้ อันนี้ก็คือเป็นสาส์นสุดท้าย ทำอะไรก็ได้นะครับ เพื่อที่จะ Support ในระบบนิเวศคุณ Dr. John Leslie Millar สักครู่ในช่วงบ่ายวันนี้เราจะเริ่มต้นขึ้น Speaker ท่านแรกจาก Huawei ครับ เรากลับมาพร้อมกันบ่ายโมงครับ [สิ้นสุดการถอดความ]