--- title: (บ่ายรอบแรก) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” subtitle: date: วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” [เสียงดนตรี] (คุณอกนิษฐ์) สวัสดีครับ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mr. Edwin) สวัสดีครับ [ภาษาต่างประเทศ] การครบรอบ Huawei 20 ปีในประเทศไทย การครบรอบ Huawei 20 ปี แล้วก็นำมูลค่านำมาสู่ประเทศไทยนะครับ และนี่ก็ที่Huawei เข้ามาสู่ตรงนี้ครับ ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมางาน Huawei Connect เราได้จัดงานสำหรับ AI ปีที่แล้ว เราพูดถึงการที่เราเรียกว่า Activate Intelligence และตอนนี้ก็คือนำเทคโนโลยีไปสู่ยุคใหม่ การนำดิจิทัลไปสู่บ้านของทุก ๆ คน แล้วก็องค์กรของทุก ๆ องค์กร เราต้องเข้าใจนะครับว่า ดิจิทัลอยู่ในส่วนไหนในชีวิตประจำวันของเรา ในฐานะองค์กรรัฐคุณมีหน้าที่ที่จะลงทุนจ่ายเงินภาษีไปยังสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่จับต้องได้ เศรษฐกิจที่จับต้องได้ ยกตัวอย่าง การลงทุนส่วนมากก็คือความเข้าใจว่าเราจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา ใน World Economic Forum หรือ ใน IDC นี่ เขามองอย่างนั้น แต่ใน Huawei เราก็บอกแน่นอนครับ เวลาเราลงทุนอะไรสิ่งที่จับต้องได้ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด กลับกลายเป็นว่าเรากลับได้ผลตอบแทนต่ำ เมื่อเทียบในห่วงโซ่มูลค่า เมื่อเราเทียบกันแล้ว ถ้าเกิดรัฐบาลลองทำแบบทดสอบดู ถ้าเราลงทุนลงไปในดิจิทัล เมืองหนึ่งลงทุนดิจิทัล เมืองลงทุนเป็นของจับต้องได้ เมืองที่ลงดิจิทัลนี่จะได้ GDP สูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการลงทุนในโลกดิจิทัลนี่ มันมีมูลค่าสูงกว่ามาก สิ่งที่ผมให้เห็นภาพข้างหลังผมนี้เป็นพูดถึงโลกอัจฉริยะ ถ้าเรามองในสิ่งที่เราถืออยู่ทุกวันนี้ มือถือของคุณ โทรศัพท์มือถือของคุณ หรือแม้แต่อุปกรณ์ภายในโทรศัพท์มือถือของคุณ ตรวจจับการเคลื่อนไหวของคุณ ทุกอย่างนี่มันเชื่อมกันหมดเรียบร้อยแล้ว มันส่งต่อข้อมูลให้กันและกัน ระหว่างตัวจับสัญญาณต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมีเทคโนโลยีสูงมาก ซึ่งแม้กระทั่งเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง ถ้าเกิดว่าเราเข้าแถวที่ 7-Eleven แล้วผมอยากจะกินช็อคโกแลตมาก ภรรยาของผมก็รู้ดีมากกว่าที่ผมรักภรรยาอีก ผมอยากจะกินไอศกรีม Magnum ที่แคชเชียร์ เอามาเป็นถุงมันฝรั่ง เราทั้งคู่ก็ใช้โทรศัพท์มือถือ สำหรับการจ่ายเงิน แม้กระทั่งเราไม่รู้ตัว เรากำลังเข้าสู่ระบบที่ต่างกัน ผมเข้าประเทศไทยที่เป็นโรมมิ่งมาจากต่างประเทศ แต่คนข้าง ๆ ผม หรือตัวคุณนั้น ใช้มือถือที่เป็นระบบท้องถิ่น เรากำลังใช้ระบบต่างกัน แต่ทั้งหมดนี้นั่นหมายความว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เราไม่สามารถจับต้องได้ มันมองไม่เห็นแต่ว่ามีอยู่จริง Digital Transformation นั้น ตอนนี้อยู่ในเวลาที่สำคัญมาก ไม่มีช่องว่างอีกแล้ว ว่ากระแสที่กำลังเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัลหรือไม่ ยกตัวอย่างบริษัทคูปอง AirIBnB UBER เจ้าของบริษัทอะไรเป็นสิ่งของจับต้องได้เลย เขาคิดทุอย่างเป็นดิจิทัลหมด ยกตัวอย่างเช่น บริษัทไฟฟ้า หรือบริษัทแก๊ส หรือบริษัทน้ำ หรือบริษัทขนส่ง หรือแม้กระทั่งบริษัท Huawei ตอนแรกเราตั้งขึ้นมาไม่ใช่เป็นบริษัทดิจิทัล ในปี 1987 บริษัท Huawei เราเป็นบริษัทสิ่งของ เรามีโรงงาน เรามีการผลิตสินค้าที่จะเข้าไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่ตรงนี้ผ่านไป 20 ปีแล้ว หลังจากที่เราจัดมา 20 ปีในประเทศไทย เราเป็นองค์กรที่เต็มรูปแบบ แล้วผมจะเล่าให้ฟังได้อีก ถ้าเกิดคุยกับผมที่บูธของผม แล้วผมจะเล่าให้ฟัง ว่าดิจิทัลใน Huawei ทำอะไรบ้าง เรากำลังมีรายได้ประมาณ 105,000 ดอลล่าร์ต่อปี เกี่ยวกับสินค้าดิจิทัล ในปี 2012 2013 2014 เมื่อเทียบกับปีนี้นั้น มีพนักงาน Huawei มากขึ้นกว่า 60,000 คนนะครับ เพื่อที่จะเข้ามาในองค์กรของเรา ที่จะทำให้องค์กรของเราให้เป็นดิจิทัล เพราะฉะนั้น เมืองอัจฉริยะนี้ เป็นไอเดียใหม่ ที่จะทำให้ Digital Transformation ที่เป็นแรงผลักดันให้จุดโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้เชื่อมโยงกันและกันได้ สามารถทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมูลค่า ภายในการเชื่อมโยงการบริการทุกอย่างนี่เป็นกระแสหลักใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเรื่องราวของ ICT ที่มีเรื่องราวมากมายข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร การเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์จะทำให้ปัจจัยตรงนี้นี่ จะสามารถรวมกัน และก้าวสู่มูลค่าสูงขึ้น และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ระบบอัจฉริยะขั้นสูงนี้ก็คือ ระบบอัจฉริยะที่เราจะสามารถสร้างลงไปในระบบ Cloud ได้ในการวางแผนที่ และ Digital Transformation ก้าวสู่โลกต่อไป ถ้าคุณอยากจะก้าวสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น คุณก็ต้องคิดถึงนวัตกรรมเหล่านี้ ถ้าเกิดว่ารายได้คุณสูงขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ รายได้ที่สูงขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์นั้น คุณก็สามารถเอามาลงทุนในการสร้างนวัตกรรมได้ Huawei กำลังจะบอกว่างเราลงทุนแค่ .2 เปอร์เซ็นต์ แต่คุณได้ผลตอบแทน ICT นี้สร้างจุดเชื่อมโยง แล้วก็นำข้อมูลต่าง ๆ มาแบ่งปันกัน ขอยกตัวอย่างอีกนะครับ ในเรื่องของการขนส่งสินค้า บริการต่าง ๆ คุณสามารนำ Digital Platform กับเทคโนโลยี RFID tracking IOT การเชื่อมโยงของ Platform ตรงนี้ก็ทำให้เศรษฐกิจ แล้วก็ทำให้เรามองเห็นว่าเราควรลงทุนที่ตรงไหน เพื่อที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจของเรา ว่าเราจะลงทุนไปที่ธุรกิจที่เป็นจับต้องได้หรือธุรกิจดิจิทัล IT นี้ มันสร้างงานใหม่ ๆ ICT สร้างงานใหม่แน่นอน แล้วมันตรงไปตรงมามาก ทุก ๆ คอมพิวเตอร์ ทุก ๆ เครื่องต้องมีคนอีก 5 คน ที่จะดูแลเครื่องนั้น มันจะต้องมีการผลิตขึ้นมา มันจะต้องมีการส่งไปที่บริษัท มันต้องมีการลง program แล้วต้องใช้ และอย่างที่ 5 ต้องมีการบำรุงรักษา เพราะฉะนั้น 5 กระบวนการนี้ เป็นงาน 5 หลัก 5 อย่างแล้ว ในห่วงโซ่มูลค่า แล้วก็อย่าเข้าใจผิดนะครับ ICT นี่ก็สามารถแย้งงานของคุณไปได้เช่นกันของ Huawei เราไม่ได้คิดว่า ICT จะมาแย่งงานของคุณ เราอยากให้ ICT ให้ Digital Transformation นี้เป็นตัวสนับสนุการทำงานของคุณ เพื่อที่คุณจะสามารถสร้างมูลค่าในงานของคุณ แล้วก็งานใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อีก เพราะฉะนั้นการมีการควบคุมนี้ก็คือปัจจัยหลัก ทีนี้พอเราพูดถึงการก่อสร้าง Smart City บ้าง มี 2 วิธีครับ วิธีเดิมก็คือ เราลองคิดว่า Smart City เป็นผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์หนึ่งและเราก็ต้องส่งสินค้านี้ เราก็ต้องมี Project และในฐานะมุมมอง Project นี้ คุณก็ต้องติดตั้งแล้วก็ต้องส่งต่อ นี่คือเป็นระบบแบบเดิม แบบดั้งเดิม Smart City เดิมไม่ใช่ผลิตภัณฑ์แบบนี้ คุณไม่สามารถใช้ความคิดแบบ project ได้ไม่ได้เหมือนกับเราติดตั้งระบบไฟใหม่ Smart City เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้นะครับ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและกัน เพราะฉะนั้นอีกวิธีหนึ่ง ถ้าเกิดเราจะสร้าง Smart City ที่เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ การคิดแบบเก่า ๆ นี้ มันนำมาใช้ได้ไม่หมด ไม่สามารถนำมาใช้ได้ นั่นหมายความว่าเราต้องใช้กรอบรูปแบบการทำงานใหม่ เรารู้จักมาสโลว์ พิรามิดมาสโลว์ตัวนี้ คิดค้นในปี 1940 โดยประมาณ เป็นหลักการของจิตวิทยาที่บอกว่าความต้องการของคุณต้องได้รับการ คุณต้องได้รับสิ่งที่คุณต้องการในระดับล่างสุดก่อน ก่อนค่อย ๆ จะต้องการในระดับและระดับล่างสุด เมื่อคุณยังไม่ได้รับสิ่งที่คุณต้องการระดับล่างสุดสิ่งที่ 2 สิ่งที่ 3 สิ่งที่ 4 เพราะฉะนั้นเราก็เลยเปลี่ยน Maslow นี้ เป็นมุมมองของดิจิทัลบ้าง ล่างสุดก็คือโครงข่ายพื้นฐานนะครับ ต่อลงมาก็เป็นระบบรักษาความปลอดภัยระดับที่ 3 ก็จะเป็นระดับอุตสาหกรรมนะครับ และระดับที่ 4 ก็เป็นระดับอัจฉริยะนะครับ ซึ่งสิ่งนี้เรามีแล้วที่บูธของ Huawei ของเรา แล้วก็ Layer ข้างล่างเราก็มีแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นในการที่จะเข้าไปสู่ Digital Transformation เราจะมีประชากร เรามีชุมชนบริการ แล้วนำมาทำงานร่วมกัน ก็จะทำให้เกิดงานใหม่ ๆ ทำให้เกิดมูลค่าที่สูงขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีตรงนี้นี่ ตรงนี้เราต้องมีวิธีการคิดใหม่ และโลกดิจิทัลตรงนี้ Maslow Model นี้นี่ เป็น Layer สีนี้ลึกขึ้น ล่างสุดก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบ 5G หรือ และนอกจากนั้นยังมีระบบจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ด้วย นี่คือระบบต่ำที่สุด ถ้าเกิดว่าคุณยังไม่มีระบบนี้ คุณก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้ ทำให้คุณสามารถก้าวสูงขึ้นได้ อย่างที่ 2 ต่อมาระบบความปลอดภัยตอนผมซื้อของไอศกรีมที่ 7-Eleven แล้วผมจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ เราเห็นคนอีกคนหนึ่งหรือ 20 คน ที่ซื้อของด้วย เพื่อที่จะจ่ายเงิน นี่เป็นตัวอย่างที่ความปลอดดภัยมีความสำคัญ เพราะข้อมูลนี้ต้องเชื่อถือได้ ถึงจะจ่ายเงินได้สำเร็จ อย่างที่ 3 ก็คือเรื่องของ Industrial ระบบอุตสาหกรรมนะครับ การสร้างเมืองคู่แฝดที่เป็นเมือง Digital ขึ้นมา เพื่อที่จะคาดเดา แล้วก็ผลักดันมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น และก็ทำงานได้ดีขึ้น คล้าย ๆ กับหลักของจิตวิทยาของมาสโลว์ อย่างที่คุณอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยบอกนะครับ สิ่งที่คุณเคยทำมา คุณก็จะได้ของอย่างเดิม แต่ถ้าคุณลงทุนในธุรกิจของคุณที่เป็นระบบปฏิบัติการ ถ้าเกิดคุณยังทำแบบเดิม ๆ คุณก็จะไม่ได้ก้าวไปสู่สิ่งที่คุณกำลังพยายามไป เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบเดิม ทำสิ่งที่ต่างออกไป และคุณจะได้สิ่งที่คุณไม่เคยได้ แต่เป็นสิ่งที่คุณอยากจะได้ ทีนี้เราพูดถึง Intelligence เป็นเระบบอัจฉริยะ เป็นเหมือนสมองของระบบทั้งหมด ที่จะเข้าใจว่าจุดสำคัญตรงไหน เป็นจุดที่เราต้องแก้ไข ขอยกตัวอย่างนะครับ ผมทำงานในบริษัทจีนที่ยอดเยี่ยมนี้ตั้งแต่ปี 2000 และผมเริ่มที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วปี 2015 ผมถูกย้ายมาที่ประเทศจีน ที่เสิ่นเจิ้น บริเวณใกล้ฮ่องกง มีคนกว่า13.2 ล้านคนทำงานอยู่ที่เสิ่นเจิ้น ในปี 2015 แต่ปัจจุบันนี้ 2019 ในเดือนสิงหาคม มีคนอยู่มากกว่า 22 ล้านคน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2015 ถึงสิงหาคม 2019 มีคนย้ายเข้ามาในเสิ่นเจิ้น จาก 13 ล้าน กลายเป็น 22 ในระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี มากกว่า 9 ล้านคน ลองคิดดูว่ามีขยะเพิ่มขึ้นเท่าไร แค่ 9 ล้านคนนี้ ลองคิดดูว่า 9 ล้านคนนี้ มีคน 10 เปอร์เซ็นต์ที่สูบบุหรี่ แล้วคนส่วนมากก็ไม่ได้ทิ้งลงถังขยะด้วย เพราะว่ามีคนคอยกวาดถนนอยู่ 9 ล้านคนนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ สูบบุหรี่ และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ทิ้งขยะไม่ถูกต้อง และ 9 ล้านคนนี้ต้องหางานใหม่ 9 ล้านคนนี้ต้องจดทะเบียนของเสิ่นเจิ้น 9 ล้านคนนี้ ต้องทำใบขับขี่ ต้องมีน้ำ ต้องมีไฟฟ้า ต้องมีโทรศัพท์มือถือต้องการ 7-Eleven แล้วมันไม่ใช่ 9 ล้านคนนี้อย่างเดียว มันเป็น 9 ล้านบวกกับ 13 ล้านที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นระบบอัจฉริยะ มีความสำคัญ ที่จะสามารถทำให้เราสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ สิ่งที่เราทำตรงนี้ ของบริษัท Huawei ก็คือการนำ platform ที่เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่กันและกัน เราไม่ได้สร้างใหม่ แต่เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว ในการสร้างโลกดิจิทัลนี้ คือสิ่งที่เราพยายามทำอยู่แล้ว เรามีตัวอย่างมากมายที่เราได้ลงทุนไปแล้ว แล้วก็ประสบความสำเร็จ สุดท้ายนะครับ ผมมาที่กรุงเทพฯ วันนี้ เพราะว่านี่เป็นการที่ Huawei ครบรอบ 20 ปีในประเทศไทย ผมอยู่ที่นี่ เพราะ Huawei จะอยู่ต่อไป และ Huawei จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้าอย่างดีเยี่ยม ขอบคุณครับ (คุณอกนิษฐ์) แล้วก็ต่อมาก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ ขณะที่เราจัดโต๊ะอยู่ อนุญาตแนะนำ Speaker ของเรานะคะ แล้วก็บริษัทสร้างขึ้นแล้วก็คุณ Sandie จาก Legacy คุณ Sandie Patrick de Laive ของอย่างที่เราทราบถึง 2 วันแล้ว ท่านอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม พยายามที่จะให้คนที่จะใช้เทคโนโลยีมากที่สุดนะคะ แล้วตั้งบริษัทตั้งแต่ 2005 แล้วก็บริษัทเติบโตเร็วมาก และต่อมานะครับ ก็วันนี้ครับ ทั้ง 2 คนจะมาพูดถึงเรื่องอนาคต ประสบการณ์ของลูกค้า และเราจะได้ลูกค้ามาได้อย่างไร ลูกค้าเราได้อย่างไรในเอเชีย ขอเสียงปรบมือให้กับทั้งคู่ด้วยครับ [เสียงดนตรี] (Mr. Sandie) สวัสดีครับ ผมมีไอเดียใหม่ครับ ก็เดี๋ยวเราไปใกล้ ๆ ผู้ชมกันนะครับ เราก็หวังว่าจะ โอ.เค. สวัสดีครับ ผมชื่อ Patrick แล้วก็ขอบคุณที่มาที่นี่ คุณไม่ได้เป็นประชาชนคนไทย แต่คุณมาที่นี้บ่อย ช่วยบอกได้หรือไม่ว่าความเป็นมาเป็นอย่างไรอาศัยอยู่ที่ไหน ทำไมอยู่ที่นี่ ผมมาจากเนเธอร์แลนด์นะครับ ผมอาศัยอยู่ในเอเชียมา 11 ปี แล้วก็ผมมาที่ประเทศไทยครั้งแรกในปี 1987 กับภรรยาของผม ตอนนั้นเรียนอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเลย ใน 20 ปีที่ผ่านมา คุณทำงานที่ Zendesk แล้วคุณก็เป็นคนที่ทำในเรื่องของประสบการณ์ลูกค้าถูกหรือไม่ครับ เมื่อคุณมาถึงในเอเชียแล้วนี่ ประเทศแรกคืออะไรครับ ประเทศสิงคโปร์ คุณอาศัยที่สิงค์โปร์ แล้วคุณเดินทางไปที่ประเทศอื่นบ่อยแค่ไหน ทุก ๆ 2 อาทิตย์ ผมจะอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง คุณมาประเทศไทย มาบ่อยเลยครับ แล้วคุณจะบอกว่าอย่างไร ความแตกต่างของประเทศไทยตั้งแต่ตอนนั้นเป็นอย่างไร ในปี 1987 วิธีการเดินทางต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก แล้วก็ต้องเรียนภาษาไทย ไม่อย่างนั้นคุณไม่หรือว่าต่อรองกับเขาว่าเขาจะพาคุณไปไหนได้บ้าง แล้วตุ๊กตุ๊ก ก็ยังเหมือนเดิมนะครับ ต้องเจรจากับเขาเป็นภาษาไทย แต่ต้องนี้คุณสามารถที่จะเปิด แล้วคุณอยากจะเลือกได้ว่าอยากจะได้รถคุณภาพแบบไหน แล้วก็สามารถที่จะเลือกทิศทาง หรือว่าจุดหมายได้นะครับ ว่าจะไปตรงไหนกันแน่ แทนที่เมื่อก่อนอาจจะเดินเอาปล่อยไว้ตรงที่อาจจะผิดถนนหรืออะไรอย่างนี้ ผิดที่ผิดทางไป ก็เทคโนโลยีนี้มันมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงมากเลยนะครับ ใน 10 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน ก็มีส่วนเยอะเหมือนกัน เรามีมือถือแล้วก็ซึ่งเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเลย ในเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า ในเรื่องการบริการให้กับลูกค้า ตัวมือถือเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนทุก ๆ อย่างแน่นอนครับ คงเป็นการยากที่คิดว่าจะไม่มีใครมีมือถือถูกไหมครับ ยกมือให้หน่อย ไม่มีใครยกมือเลย เดี๋ยวก่อน ๆ ดูว่าตื่นกันอยู่หรือเปล่า ยกมือว่าใครมีมือถือบ้าง โอ.เค. ดีครับ ถ้าสมมติว่า iPhone มีการประดิษฐ์แล้วก็เพิ่งออกมาปี 2007 เพราะตัว Samsung ออกมาตอนปี 2009 มันคือ 10 ปีที่แล้วนะครับ ตอนนี้ตัวเลขของคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และใช้มือถือเยอะมากเลยนะครับ มีประชากร 70 ล้านคน ต่ว่ามีมือถือ 90 ล้านเครื่องที่ใช้ ใครมี Smart Phone 2 เครื่องบ้างครับ ประมาณ 1.3 ทำไมคุณต้องมี Smart Phone เครื่อที่ 2 ด้วยครับ เราบอกได้ว่า บางคนบอกว่า ใช้อันหนึ่งสำหรับธุรกิจ อีกอันหนึ่งส่วนตัว บางคนบอกว่าผู้ให้บริการบางรายให้ราคาพิเศษมากกว่าอีกรายหนึ่ง จึงมี 2 เครื่อง แล้วคุณเริ่มทำงานให้กับ Zendesk เมื่อไหร่ครับ ก็ 5 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้นำในเรื่องของการให้บริการลูกค้า ช่วยบอกได้ไหมครับ ว่าการให้บริการลูกค้าคืออะไร และเรากำลังจะไปในทิศทางไหนในเรื่องนี้ เราพูดถึงประสบการณ์ของลูกค้าในวันนี้ การให้บริการของลูกค้า แต่ก่อนก็เป็นศูนย์กลางของธุรกิจเลยนะครับ ถ้าสมมุติว่าลูกค้าซื้อของไป แล้วมันไม่ดี หรือเสียหายขึ้นมา เขาก็สามารถที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนของได้ แต่ว่าทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะว่ามันเป็นเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า พวกเขาจะติดต่อคุณก่อนที่จะซื้อของ ลูกค้าก็อยากจะติดต่อคุณ หลังจากที่ซื้อสินค้า บางทีเขาอยากจะบอกคุณว่าสินค้ามันดีมากเลย บางทีลูกค้าอยากจะคุยกับคนขายตั้งแต่ต้นจนจบเลย แต่ก่อนที่เราจะมียุคดิจิทัล หรือว่ามือถือต่าง ๆ หรือว่าอินเทอร์เน็ต ถ้าสมมุติคุณมีคำถามอะไร คุณก็จะไปหาร้านเฉพาะทาง เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แต่ว่าสิ่งที่เราได้ฟังจากร้านค้าปลีกก็คือ ผู้บริโภคนี่ เขามีความรู้มากนะครับ เมื่อเขาเดินไปที่ร้านค้าต่าง ๆ แล้ว เขาก็สามารถที่จะติดต่อผู้ขาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ Platform ไหนก็ตาม เราเรียกว่า Omnichannel มันอาจจะฟังดูซับซ้อน แต่ว่าถ้าสมมุติว่าในมือถือเราจะไปที่เว็บไซต์เพื่อซื้ออะไรบางอย่าง แล้วคุณอาจจะมีคำถาม อะไรบางอย่าง คุณอาจจะเปิด Chat กดปุ่ม Chat แล้วถามได้เลย เขาอาจจะตอบไม่ได้ เขาอาจจะต้องโทรหาคุณกลับอันนี้ก็เป็น เขาก็อาจจะโทรกลับมาเพื่อตอบคำถามคุณ แล้วเขาก็จะมีการให้คำตอบคุณ หรือว่าคอนเฟิร์มออเดอร์ต่าง ๆ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนคิดใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าประสบการณ์ของลูกค้าต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง อย่างในประเทศเรา Line Application เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการที่คนจะสื่อสารต่อกัน แล้วก็เป็นช่องทางที่ธุรกิจต่าง ๆ สามารถที่จะสื่อสารกับลูกค้าของตนเองได้ เมื่อคุณเปลี่ยนจากบริการลูกค้า ก็คือเหมือนกับว่าเราตอบรับกับสิ่งที่ลูกค้าให้ Feedback กลับมา ตอนนี้เราพยายามทำงานแบบเชิงรุกมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีขึ้น คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ทักษะใหม่ไหม สำหรับคนที่เป็นคนใช้เครื่องมือเหล่านี้ เราบอกเสมอว่าเราพูดว่า Happy Agent Next Happy Customer Experience ก็คือถ้าพนักงานมีความสุขนะครับ ประสบการณ์ของลูกค้าก็ดีไปด้วย เพราะเวลาเราคุยโทรศัพท์ เราก็สามารถฟังได้ว่ายิ้มอยู่หรือเปล่า แล้วก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย ที่จะทำให้แน่ใจว่า ตัว Agent หรือพนักงาน เขามีการเข้าร่วมมีส่วนร่วมในการพูดคุยกับลูกค้า UBER หรือว่าอะไรก็ตาม ผมใช้ Grab นะครับ คำถาม 3 คำถามหลักก็คือ คนขับเขาพาไปผิดทางหรือเปล่า แล้วมีอะไรที่ผิดปกติกกับรถหรือเปล่า หรือว่าเรามีการลืมของที่อยู่ไว้ในรถหรือเปล่า พนักงานที่ดูแลส่วนนี้ เขาได้รับการถามคำถามเหล่านี้ แล้วก็ช่วยเตรียมพร้อมในการตอบคำถามเหล่านี้ ก็แน่นอนเขาจะต้องมีการ Training อบรมเพิ่มเติม การให้อำนาจพนักงานเหล่านี้ ในการติดต่อกับลูกค้าจากมุมมองของธุรกิจแล้วคุณต้องรู้มุมมองของลูกค้า ต้องรู้ว่าลูกค้าเขาอยู่ที่ไหน อยู่ที่ Line อยู่ที่ LinkedIn หรือว่าเขามาอยู่บน Website เรา Zendesk ก็ช่วยในเรื่องนี้หมดเลยใช่หรือไม่ครับ แล้วก็พูดถึงตัวเองเป็น CRM ภายนอก ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาได้ง่าย ๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่อยู่บริษัทนะครับ เราทำงานแบบ Proactive หรือเชิงรุก ต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ดังนั้น คุณจะได้เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร มีความจำเป็นอะไร อย่างสมมติว่า เมื่อคุณไปที่ Samsung เข้าไปที่ Website เขา คืออย่าไปซื้อสินค้าที่เป็น High End จะพยายามคุย หรือว่าแชทกับคุณ เขาสามารถที่จะตอบคำถามคุณได้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณสามารถที่จะซื้อสินค้านี้ได้ง่ายที่สุด เท่าที่จะเป็นได้ เพราะว่าอันนี้เป็นประสบการณ์ของลูกค้า เขาไม่รอให้ลูกค้ามาติดต่อเขาอีกก็คือไปติดต่อลูกค้าเอง ถ้าสมมติคุณมีการทำงานกับ Sale Force หรือว่าคุณมีข้อมูลของคุณจากเครื่องมืออื่น ๆ หรือเปล่าแน่นอนครับ อันนั้นก็เป็นกุญแจสำคัญเลย ถ้าสมมติว่าคุณมีเครื่องมือของ Sale Force ที่เป็นอัตโนมัติ หรือ CRM อื่น ๆ หรือว่าคุณมีฐานข้อมูลที่เป็นของคุณเอง สิ่งที่เราทำก็คือ เราเอาข้อมูลเหล่านี้สะท้อนเข้าไปใน Zendesk นะครับ เมื่อพนักงานต้องการข้อมูลเหล่านี้ไปคุยกับลูกค้า เราพยายามที่จะทำให้มีความซับซ้อนต่าง ๆ ออกไปในระบบ ซึ่งเรามีการสร้างระบบของเราอยู่บน AWS อยู่บน Cloud และการใช้ข้อมูลต่าง ๆ มันค่อนข้างรวดเร็ว มันยืดหยุ่นมาก คุณสามารถเปลี่ยนในที่ลูกค้าเปลี่ยน ซึ่งผมคิดว่าสำคัญดีเกินจะเป็นจริงเลยครับ แล้วก็ฟังดูเหมือนว่า โอ.เค. คุณจะทำอะไรตรงนี้ แล้วเมื่อถ้าสมมุติเราโตเท่าJD หรือ Huawei ฟังดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่จะซับซ้อนในการที่จะทำ หรือว่าค่อนข้างที่จะใช้เงินมาก และถ้าสมมติว่าคุณเริ่มต้นธุรกิจที่สิงคโปร์ หรือไทย ตอนไหนที่คุณอยากจะมีการใช้เครื่งอมือในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองของลูกค้า คือตอนนี้มีระบบมากมายเลยลูกค้าเล็กที่สุดของเรา ก็คือเป็นลูกค้าแค่ 1 คน และลูกค้าใหญ่ก็คือ อาจจะเป็น 30 เป็นลูกค้าที่มีบริษัท Agent รับโทรศัพท์เราต้องทำให้แน่ใจว่าเราสามารถที่จะผสมผสาน ทำให้เกิดความผสมผสานเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณมีระบบที่ใหญ่ และตัว model ธุรกิจของคุณก็คือคุณชาร์จเงิน 1 คน น้อยกว่า 30,000 - 40,000 คน ใช่ไหม ใช่ครับ ถ้าสมมติคุณเป็น Startup เราให้คุณใช้งาน 1 ปีแรกฟรีเลย แล้วก็กลับไปที่ในเรื่องของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก คุณให้ตัวอย่างหน่อยได้ไหม ในจากที่คุณเห็นจากลูกค้าของคุณ ที่อาจจะเปลี่ยน model การทำธุรกิจแทนที่จะเป็นการรุก มีใครเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุกบ้างครับ ผมไม่สามารถพูดชื่อแบรนด์ได้ แต่ว่าสามารถบอกได้ผ่านมุมมอง E-Commerce ที่เริ่มเล็ก ๆ เลย สุดท้ายแล้ว เขาก็อยากจะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ จากลูกค้าที่ซื้อของไปแล้ว ที่ซื้อของไปแล้ว และฐานะที่เป็นธุรกิจ E-Commerce คุณก็จะรู้ว่าคำถามที่ถามมาก็จะถามประมาณว่าจะคืนของอย่างไร แล้วก็สินค้าฉันถึงไหนแล้ว อันนั้นก็เป็นวิธีการที่ค่อนข้างตั้งรับมากกว่า ดังนั้น เขาก็ตระหนักว่าเขาสามารถที่จะหลีกเลี่ยงคำถามเหล่านี้ในตอนแรก ถ้าสมมุติเราพยายามตอบคำถามเหล่านี้ เหมือนใส่ Chart อยู่ในตัวเพจ เพราะว่าอาจจะมีลูกค้าจะขอคืน เพราะว่าไซส์ผิด แล้วตอนคนที่ดูสินค้านี่ เขาอาจจะถามก็ได้ว่า อันนี้มันเป็น Size กลางของอเมริกา หรือ Size กลางของเอเชีย คุณก็สามารถทำแบบนั้นได้ การ shipping หรือว่าการส่งของ การ Update ในเรื่องของไปถึงที่ไหนแล้ว ทำให้คนมีการคุยกัน แล้วก็ทำให้เขาเกิดความรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีการ Track สินค้า แล้วก็มีอัปเดต ใช่ เราก็มีอัปเดตบริษัทส่งของให้กับบริษัท E-Commerce ก็จะแจ้งลูกค้า ไม่ว่าจะทาง Email หรือ SMS อะไรแบบนั้น มีลูกค้าถามพวกนี้สามารถที่จะทำให้ยอดขายมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า จากมุมมองของลูกค้านะครับ ถ้าสมมุติว่าลูกค้าซื้อของครั้งแรกอาจจะเป็นอะไรที่ทำให้คุณกระวนกระวายนิดหนึ่งนะครับ เวลาคุณซื้อครั้งแรก คุณก็จะไม่รู้ว่าคุณจะได้อะไรออกมา แต่ถ้าสมมุติว่าคุณได้รับบริการในเรื่องของการส่งจะทำให้เกิดการซื้อขายกันมากขึ้นในอนาคตครับ ในเอเชีย แล้วเมื่อคุณเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ผมคิดว่ามีช่องทางมากมาย ไม่ว่าจะ WeChat หรือ Line ซึ่งไม่มีเลยอยู่ในยุโรป อยู่ในสหรัฐฯ นี่ บอกหน่อยได้ไหมว่า อะไรคือความแตกต่างใน Platform กับในยุโรปกับสหรัฐฯ บอกหน่อยได้ไหมครับว่า มีความแตกต่างอะไรใน Platform สิ่งที่แตกต่างเลย 1. เลย คือการเข้าถึงจาก PC หรือจากมือถือ ในเอเชียก็มีคนใช้มือถือ 1.3 ล้านคนเลยนะครับ แล้วก็โซเชียลมีเดีย ในประเทศไทยมีคนใช้มากมาย อย่างประเทศไทยมีคนใช้แบบ active 33 ล้านคนต่อวันเลย ซึ่งเป็นการเจาะตลาดที่มากที่สุดแล้ว และในอินเดียก็ใช้ก็แล้วแต่ว่าตลาดไหน แต่ว่ามีความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ในการที่จะพูดคุยกับธุรกิจได้ แล้วก็ติดต่อกับธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นความท้าทายมากมาย เพราะว่าถ้าคุณเป็นแบรนด์ ผู้บริโภคที่ค่อนข้างที่จะไปเร็ว และผู้บริโภคมีการพูดคุย คุณก็ควรที่จะต้องมีวิธีที่จะตอบลูกค้าจำนวนมาก เราก็มีการทำงานกับบริษัทที่ทำงานกับเราเพื่อที่จะทำให้ช่วยเขาตอบคำถามคำถามต่าง ๆ ให้มันดูเป็นธรรมชาติ และดูง่ายดาย แล้วก็ทุก ๆ แบรนด์ เมื่อเขาขายโดยตรงหรือทางอ้อมให้กับลูกค้านี่ จะมีการพูดคุยกับลูกค้า เพราะอันนั้นคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เมื่อคุณตั้งบริษัทในประเทศไทย อะไรคือสิ่งที่คุณจะต้องคำนึงถึง เมื่อคุณต้องการที่จะขยายบริษัทไปที่ประเทศเอเชียอื่น ๆ อย่างที่เราบอกกับเพื่อนร่วมงานอเมริกันทุก ๆ คน และทุก ๆ ประเทศมันต่างกัน และทุกประเทศมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน และทุก ๆ ประเทศ ทุก ๆ วัฒนธรรมต้องการที่จะพูดคุยหรือปฏิสัมพันธ์คุ้นเคยอยู่แล้ว อย่างประเทศไทย คนไทยก็อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับผม เกาหลีก็อาจจะอีก App หนึ่ง อินโดนีเซียก็อาจจะใช้ Whatsapp อะไรสิ่งที่เป็นเหมือนกัน ก็คือในเอเชียคนอยากจะทำธุรกิจกันต่อหน้าต่อตากัน คนนี่อยากจะรู้สึกว่า อยากจะมีการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันต่อหน้ามากว่า ก็สรุปก็คือ คุณบอกว่ามีธุรกิจที่นี่ในประเทศไทย คุณอยากไปประเทศอื่น คุณก็ทำการศึกษาว่าประเทศไหนเหมาะ และเมื่อพูดถึงเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ประสบการณ์ของลูกค้า คุณก็จะดูว่าเขาใช้อะไรอยู่แล้ว แล้วก็ทำให้แน่ใจว่าคุณใช้ Platform เหล่านั้น และคุณต้องเข้าใจวัฒนธรรม อย่างผมเป็นคนยุโรปในประเทศไทย และผมมีทีมคนไทยที่สุดยอดมากนั่งอยู่ข้างหน้านี้ บริษัทไทยจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กัน และก็เป็นสิ่งสำคัญที่ในอินโดนีเซีย ทำงานกับคนสิงคโปร์หรืออะไรก็ตาม เราก็ต้องทำให้แน่ใจว่าเราสามารถทำงานได้ สำหรับเรา ขณะที่เรากำลังเติบโต เราโฟกัสในเรื่องการเป็นตัวแทนของประเทศทุกประเทศที่เราทำงานอยู่ด้วย แล้วก็เราก็พยายามที่จะให้มีคนในประเทศเหล่านั้น ที่สามารถพูด และเข้าใจวัฒนธรรมอยู่ในบริษัทของเรา เรามีคนจากแต่ละประเทศ ในภูมิภาค จากแต่ละประเทศ ในทุกภูมภาค ในการพัฒนาตัวกลยุทธ์ของเรา และสำหรับเปิดออฟฟิศใหม่ในเอเชียถูกไหม คุณก็มีการพูดถึงการไปเปิดตลาดใหม่แล้ว แล้วคุณตัดสินใจอย่างไร ว่าจะไปเปิดในประเทศไหนก่อนก็คือเราต้องไปดูหลายอย่าง ก็คือ 1. โอกาสในตลาด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า GDP เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ดู GDP ต่อหัวด้วย ซึ่งมันจะสามารถดูว่ามีการซื่้อ Software มากน้อยแค่ไหน และคุณก็ต้องทำให้แน่ใจว่า คนที่ไปเปิดในประเทศเหล่านั้นนี่ เขามี Mindset ที่ถูกต้อง แล้วก็ให้เขาไปทำงานได้ เราก็จะมีแผน 5 ปีว่าเราจะไปประเทศไหนบ้าง แล้วเราก็จะระบุว่า คนไหนที่เคยทำงานในประเทศเหล่านั้นนี่ ที่เราจะไปเปิด ให้เราไปเปิดออฟฟิศเขาได้ และในประเทศไทย เรามีการทำงานร่วมกับเขามามากกว่า 10 ปี เมื่อคุณพยายามจะเปิดออฟฟิศ คุณต้องมีความไว้ใจแบบนั้น หมายถึงว่าคุณจ้าง Country Manager ก่อนแล้วคุณค่อยเอาแล้วคุณค่อยเอา software ไปไว้ทีหลัง เราทำที่มันแตกต่างก็คือ ผู้ก่อตั้งก็คือเขาบอกว่าภาษาเป็นภาษาสำคัญที่สุด เรามีการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีภาษา 22 ภาษา แล้วเราก็และเราก็มีการส่งสินค้าของเราไปที่ประเทศต่าง ๆ และเราก็มีการทำงานนะครับ ทำ Feature ของเราในของ Product ของเราในทุก ๆ สัปดาห์ เพราะว่าคนทำงานในหลายประเทศ คุณก็จะต้องทำให้เป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ได้ ยอดเยี่ยมนะครับ ผมจะถามคุณว่า ถ้าคุณมีบริษัทในประเทศไทยที่ขาย software คุณจะคิดว่าขั้นต่อไปในฐานะการเติบโตของบริษัทคุณ ขยายออกจากประเทศไทย ต้องขยายใกล้ ๆ ประเทศไทย หรือในเอเชียหรือไปยังประเทศจีนครับ แน่นอนอย่างนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ของคุณนะครับ ู่แข่งของคุณทำอะไรอยู่ และเงินของคุณมีขนาดไหน ขนาดบริษัทของคุณใหญ่ขนาดไหนได้ว่าคุณควรจะขยายต่อไปที่ไหน ยกตัวอย่างเช่นเรามีคู่แข่งที่อยากจะไปที่ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เราก็เลยลงทุนในเอเชียค่อนข้างเยอะเป็นต้นนะครับ เราก็ไปที่ญี่ปุ่นกับออสเตรเลียบ้างเหมือนกัน แต่เราลงทุนในเอเชีย ทีนี้มาพูดถึงการตั้งราคาบ้าง Zendesk มีผู้ก่อตั้งที่เป็นคนเดนมาร์ก แล้วคุณก็มีความประสบความสำเร็จทีเดียว และราคาของคุณที่สหรัฐฯ กับราคาของประเทศไทย ราคาเท่ากันหรือเปล่า ใช่ครับ ราคาเดียวกัน แต่ผมอยากจะบอกว่า ในเอเชียตะวันออกมีการต่อรองที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นมักจะได้ราคาที่ดีกว่าสหรัฐฯ นะครับ ผมก็รู้สึกเช่นกันนะครับ ว่าเรามีประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นรถ Taxi หรือราคาของในการต่อรองราคาที่ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น ผมก็ขอจบการพูดคุยวันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณครับ ขอบคุณทั้งคุณ Sandie และคุณ Patrick ทีนี้ สุภาพสตรี สุภาพบุรุษครับ เราจะไปสู่ผู้พูดท่านต่อไป สำหรับใครที่อยากจะฟังเครื่องแปลภาษาก็ติดต่อได้ทางด้านหลังเวที สำหรับเรื่องต่อไป คุณทรงกลด บางยี่ขัน สำเร็จปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้านสื่อสารกับทาง WWF ไทยแลนด์ บริษัทนิตยสาร A DAY การเปลี่ยนแปลงผ่านสื่อหลากหลายประเด็นนะครับ เช่น การใช้จักรยานรวมถึงการทำนิตยสาร แล้วก็รายการโทรทัศน์ Human Ride เป็นพิธีกร วิทยากร และนักเขียนที่มีผลงาน 16 เล่ม ในเกาหลี ซึ่งก็เคยถูกสร้างเป็นภาพยนต์ กวน มึน โฮ ด้วย แล้วก็หนังสือสารคดี มายังต้นไม้ใต้โลก ก็ได้รับรางวัลรองชนะเสิศประเภทสารคดี คุณทรงกลดพยายามที่จะสื่อสาร แล้วก็สังคมสู่คนเมืองด้วยวิธีแปลกใหม่ผ่านสื่อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร จนกระทั่งได้รับเลือกในปี 2560 แล้วก็คุณช้างน้อยคุณชอน ณ อยุธยา เพื่อเล่าถึงเรื่องดี ๆ ครับ ฉะนั้นพบกับวิทยากรของเราได้เลย ขอเสียงปรบมือให้กับ คุณทรงกลด บางยี่ขัน ครับ [เสียงดนตรี] (คุณทรงกลด) ขอบคุณครับ สวัสดีครับ แขกท่านผู้ทรงเกียรติครับ ผมทรงกลด บางยี่ขันครับ ผมเป็นบรรณาธิการบริหาร แล้วก็เว็บไซต์ The Cloud ก็เป็นเว็บไซต์ที่ผมว่าอาจจะเป็นเว็บแบบดิจิทัล ที่ไม่ดิจิทัลสักเท่าไร ซึ่งวันนี้ก็ถือเป็นเกียรติของพวกเรามาก ๆ ที่จะได้แบ่งปันของเว็บฯ เล็ก ๆ ให้ทุกท่านได้ฟังคำถามแรกในที่นี้ ไม่ทราบว่ามีใครเคยผ่านหูผ่านตาบ้างไหมครับ ผมขอดูมือสักนิดหนึ่ง น่ารักมากครับ ทุกท่านถือว่ามีรสนิยมในการอ่านที่ดีมาก ๆ เลยไม่เคยได้เห็น ผมขอพยายามกด Clicker ให้ได้ก่อนนะครับ มาไหม ๆ ๆ โอ.เค. ไม่มานะครับ สามารถเข้าที่เว็บฯ นี้ได้นะครับ URL The Cloud ลองถ่ายน่าเว็บดูพราง ๆ ก็ได้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร จะได้นึกภาพกันออกนะ ทีนี้วันนี้ผมก็จะแบ่งปันประสบการณ์ The Cloud เว็บแปลก ๆ ของเรา คิดอะไร ถึงกลายมาเป็นเว็บทุกวันนี้ได้ครับ เริ่มจากข้อที่ 1 พอเราบอกว่าเราจะมีการทำ website หรือว่าเป็นการทำสื่อ online คำถามแรกที่หลาย ๆ คนมักจะคิดถึงอยู่เสมอว่า ฉันกำลังจะเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์นะ ต้องศึกษาภูมิประเทศ หรืออะไรต่าง ๆ ของชาวออนไลน์ พยายามจะจริตแบบ online ภาษาแบบออนไลน์ แล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อจะตอบโจทย์หรือเงื่อนไขแบบออนไลน์ ซึ่งผมว่ามันก็โอ.เค. นะครับ ผมกลับคิดว่าไม่น่าใช่ เราไม่ได้อยู่ในโลกออนไลน์ แต่ว่าเราอยู่ในโลกจริง ๆ ต่างหาก ดังนั้นกรอบของความเป็นออนไลน์ไม่ควรมาครอบวิธีคิดการทำงานของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วนี่ ทำให้การทำงานมันแคบลงมาก ๆ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะแคบไม่แตกต่างจากคนอื่นที่อยู่ภายใต้กรอบ The Cloud ก็เลยพยายามบอกว่าฉันอยู่ในโลก ไม่ใช่โลกของ ออนไลน์ ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้นะครับ เราก็เลยมีบทวิพากย์วิจารณ์ ถึงคนในแวดวงต่าง ๆ เสมอวงการสาธารณสุข เมืองไทยเราไม่ดีเท่าต่างประเทศ วงการการศึกษายังไม่ดีเท่าเขานะ ทุกวงการ เราสามารถวิจารณ์ได้หมดเลย และควรจะดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ก็คือวงการที่เราทำงานอยู่ เราก็จะไม่คิดหาทางวิจารณ์ แล้วก็หาทางเปลี่ยนแปลงมัน The Cloud รับเป็นสื่อ ชวนให้ทุกคนเข้ามาเปลี่ยนแปลง ห้แตกต่างขึ้น สิ่งแรกที่เราควรทำก็คือ เปลี่ยนตัวเองก่อนว่าถ้าเราเป็นสื่อ แล้วสื่อที่เราทำ มันแตกต่างไปหรือยัง มันดีขึ้นหรือเปล่า ได้ทำสิ่งที่คนเขาไม่ทำกันบ้างหรือเปล่า สิ่งนี้ The Cloud คิดว่าเอาล่ะ เราจะตั้งใจทำสื่อ websiteในรูปแบบหลาย ๆ อย่างที่คนไม่เคยทำ อะไรก็ตามที่มีคนทำไปแล้ว เราพยายามจะไม่ซ้ำรอยนั้น แต่เราจะพยายามทดลองสร้างสื่อรูปแบบใหม่ ๆ ที่คนไม่เคยทำ เพื่อจะบอกว่าอย่างน้อยเราได้ลองทำแล้วนะ คุณล่ะลองทำดูบ้างไหมนะครับ คำถามแรกที่คนทำสื่อมันถามกันเสมอ ๆ นะครับ คือ แผนธุรกิจว่าเอาล่ะ เราจะหา Blue Ocean Red Ocean อะไรก็แล้วแต่ ผมว่าสิ่งแรกที่ทุกคนคิดเราควรจะ Think out of the ocean เอาภาคธุรกิจออกไปก่อน ยุคนี้ออนไลน์มีคนทำงานมากขึ้น ก็มีคนมาทำสื่อออนไลน์มากขึ้น เพราะสายตามากขึ้น เม็ดเงินก็อยู่ที่นี่ คงจะแปลก ๆ ถ้าเกิดว่าเราทำสื่อออนไลน์ ขึ้นมา 1 ราย แล้วก็เป็นสื่อออนไลน์ที่มี Vision ที่เท่มาก พูดในเวทีว่าอย่างดี แต่ว่าคนทำไม่มีความสุขเลยครับ เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ แต่ว่าคนทำไม่มีความสุข ผมว่ามันก็อาจจะผิดไปหน่อย The Cloud ก็เลยรวมตัวกัน เราเป็นคนทำสื่อกันมา 5 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง คำถามแรกที่เราถามกันก็คือว่ามา 5 ปี 10 ปี อะไรคือสิ่งที่คุณมีความสุขที่สุด จากการทำสื่อ คำถามนี้มันสำคัญตรงที่พวกเราทุกวันนี้ ทุกอาชีพ แล้วก็หงุดหงิด ขัดข้องหมองใจกับอาชีพของเรามาก ๆ หลายคนก็ออกจากอาชีพนี้ไปสู่อาชีพอื่น ไปทำมาหากินอาชีพอื่นไปแล้ว คนที่ยังอยู่อาชีพเดิมได้ 5 ปี 10 ปี เอาไว้ มีความสุขบางอย่าง เราก็จะถามทีมงานก่อนว่าแล้วอะไรล่ะที่ทำให้เติมพลังชีวิตของคุณในการทำสื่อ บางคนก็บอกว่าเขาเขียนอะไรบ้างอย่างไปแล้ว เป็นการเขียนที่มีความหมายเปลี่ยนชีวิตเขา ทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างได้ บางคนก็บอกว่า บางครั้งเราเขียนถึงเรื่องบางเรื่อง คนบางคน เราช่วยเขาได้ เขียนถึงร้านบางร้าน จากร้านที่ซบเซา ร้านแตก ก็ดีขึ้น เขียนถึงคนเล็ก ๆ บางคนที่สู้อะไรบางอย่างมีคนมาร่วมสู้ด้วยอะไรมากมาย ก็มีความสุข บางคนก็บอกว่า ชอบตรงที่การทำสื่อมันเหมือนมีบัตรวิเศษ เราอยากจะใคร ชอบใคร รักใคร เราจะขอสิทธิในการไปนั่งสัมภาษณ์ ไปรับพลังจากเขาได้ นั่นคือความสุขคร่าว ๆ ของคนทำสื่อ ดังนั้น ถ้าเราทำสื่อแบบออนไลน์ และคิดว่าต้องเร็ว ต้องง่าย ก็ไม่ได้เจอคนแล้ว ไม่ได้เขียนงานที่แปลกใหม่ไม่ได้เขียนงานที่แปลกใหม่ ไม่ได้เขียนงานที่มีพลังแล้วสินะ ความสุขของคนทำสื่อก็คงจะหายไปสินะ ดังนั้น The Cloud จึงเป็นเว็บที่คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ เนื้อหาอะไรก็ได้ ที่ยังคงให้ทีมงานของเรามีความสุขเหมือนเดิมซึ่งเราเชื่อว่าถ้าคนทำงานสื่อ มีความสุขแล้ว ความสุขนั้นก็จะถูกส่งผ่านตัวหนังสือไปสู่ผู้อ่านได้นะครับ ทีนี้พอเราทำงานกันมาประมาณหนึ่ง เราเริ่มพบคำตอบว่าเราก็ไม่ได้อยากเล่าทุกเรื่องครับ แต่ว่าเราคิดว่าเราเกิดมาเพื่อเล่าแค่บางเรื่องเท่านั้น เล่าเรื่องที่เราเชื่อ เราเชื่ออยู่บางเรื่องก็เล่าไป เราไม่อยากเป็นคนที่ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้มีอะไร Pending บ้าง เราก็ทำตามนั้น คือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ทำ Content ในสิ่งที่คนรออ่าน เรารู้ว่าสังคมกำลังสนใจข่าวพวกนี้ เราก็ทำให้เขาอ่าน ซึ่งไม่ผิด ผมว่ามีคนทำเยอะแล้ว เราจึงเปลี่ยนจากการทำสิ่งที่คนอยากอ่าน เป็นทำเนื้อหาที่คนควรจะได้อ่าน ผมเชื่อว่ามีเนื้อหาที่คนควรได้อ่าน แต่ว่าไม่เคยมีใครทำให้เขาอ่าน เป็นหัวข้อที่แปลกใหม่ หรือว่าหัวข้อที่คนอาจจะยังไม่ชินมากนัก เรารู้สึกว่าเราควรจะทำหน้าที่นั้น เพราะว่าผมคิดว่าสื่อมวลชนไม่ควรมีหน้าที่แค่สะท้อนสังคมเท่านั้น ก็เล่าเพียงแค่นั้น ผมว่าง่ายไปหน่อย จากสื่อมวลชน ควรมีหน้าที่ชี้นำสังคม เอาประเด็นใหม่ ๆ มาสู่ผู้คน เคลื่อนผู้คนไปสู่ประเด็นใหม่ ๆ บ้าง เราไม่อยากเป็นแค่ผู้กระจายข่าว ไม่อยากเป็นแค่คนเล่าเรื่อง แต่เราอยากเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคน เราอยากเป็น Influencer มากกว่า Broadcaster นะครับ ยุคนี้คนทำสื่อออนไลน์ก็มักจะพบว่า สื่อออนไลน์มันต้องง่าย มันต้องเร็ว นั่นคือเป็นภาพจำ ทำสื่อออนไลน์ว่าต้องเป็นแบบนี้ แต่ผมดันทำหนังสือกระดาษมาก่อน 10 กว่าปี ผมก็เลยรู้สึกว่าผมคิดถึงความรู้สึกบางอย่าง ในที่นี้ ถ้าเกิดบางท่านอ่านหนังสือ นิตยสารมาก่อน ก็จะพบว่าเราเป็นแฟนของนักเขียนบางคน ชอบติดตามเหลือเกิน แล้วก็เวลาที่เราอ่านคอลัมน์เขา ต่อให้เราปิดชื่อคนเขียน ปิดชื่อคอลัมน์ ก็รู้ว่านี่คือคอลัมน์โปรดของเรา แต่สิ่งนี้เลือนหายไปเนื้อหาในโลกออนไลน์ เปลี่ยนไปแล้ว เขียนสั้น กระชับ เป็นแฟ้ม เราก็เสียความรู้สึกตรงนี้ไป แต่ผมคิดว่ามันต้องมีคนรออ่าน น่าจะต้องมีคนที่หวนหาความรู้สึกแบบนั้นอยู่ ก็เลยเอาความรู้สึกแบบนิตยสารกระดาษกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเปลี่ยนรูปแบบ จากนิตสารเอามาแขวนไว้บนอากาศแทน เราก็เลยทำ Website ที่มีโครงสร้างเหมือนมีนักเขียนประจำ มี Style การเขียนของแต่ละชิ้นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีความหวังว่า ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่แปลกในโลกออนไลน์สักหน่อย คนอื่นคิดหรือเปล่า เราก็ลองทำดู แล้วก็เลยเกิดเป็นเว็บไซต์ The Cloud หน้าตาประมาณนี้นะครับ ของเสียงใน VDO ด้วยนะครับ ถ้าเสียงใน VDO ไม่ขึ้นฝากกด Volume เสียงก็เป็นเพียงประกอบ เราสามารถไม่ต้องฟังเสียงก็ได้เช่นเดียวกันนะครับ [เสียงดนตรี] (คุณทรงกลด) The Cloud เปิดมาแล้วประมาณ 2 ปีครึ่งนะครับ มีความเชื่ออะไรหลาย ๆ อย่างว่า ความเชื่อดิจิทัลหลาย ๆ ผมให้ดูตัวอย่าง นี่คือว่าจะประมาณนี้ สิ่งแรกก็คือว่าดิจิทัล การทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ มันต้องสั้น ต้องรีบจบ บทความใน The Cloud ยาวมากครับ ถ้าใครได้อ่าน มันเป็นสิ่งที่คนชอบล้อ The Cloud ขั้นต่ำประมาณ 4 หน้า A4 12 บางทีก็ 16 หน้า A4 ก็มีครับ มักจะมีความยาวประมาณ 10-12 หน้า A4 ก็มีคนอ่านประมาณ 10,000 คน เป็นแสน เป็น 5 แสนคนก็ 10 กว่าหน้า A4 นั่นแปลว่า สิ่งสำคัญมันไม่ได้ มันสั้นหรือมันยาว เหมือนหนัง 3 ชั่วโมง ถ้ามันสนุกคุณก็ดูมันจบ เหมือนคลิปถ้าไม่สนุกคุณก็ดูไม่จบ บทความก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราสามารถทำบทความที่ยาวให้คนอยากอ่านจนจบได้ ถ้าเราทำได้ดีพอ ก็คือว่า ท้ายบทความนะ ก็จะมีประวัติผู้เขียนกับประวัติช่างภาพอยู่ เป็นบทสัมภาษณ์ที่มีคนอ่านเยอะมาก ๆ มีคนคลิกเข้าไปดูโปรไฟล์ผู้เขียน หรือช่างภาพ ว่าคือใคร มันเขียนอะไรอีก จะได้ตามไปอ่านงานอื่น ๆ อีก มีคนกดเข้าไปอ่านประวัติคนเขียน ประมาณ 3,000 คน นั่นแปลว่า ถ้าคุณตั้งใจเขียนงาน ทำงานที่คุณมีสไตล์อะไรบางอย่าง มีคนอยากจำชื่อคุณว่าใครเป็นคนเขียน ตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่าออนไลน์เป็น Platform ที่ไร้ตัวตน ต้องเป็น Feed ต้องสั้น ๆ ถัดมาก็คือว่า การย้ายโลกจากสื่อกระดาษมาสู่สื่อออนไลน์ที่เราตื่นเต้นมาก ๆ นับได้ มีตัวเลขได้ มียอด View ยอด Like ให้ได้อุ่นใจ มีคนอ่านมาก อ่านน้อยแต่ว่าบางครั้งเราก็อาจจะใช้ตัวเลขนั้นผิดเพี้ยนไป คือเราไม่ได้ใช้การดูว่าคนอ่านมากหรือน้อย แต่หลายครั้งเรากลับใช้เป็นเครื่องนำทางนะครับ ทำให้เรารู้สึกว่ายอดมากมันดีกว่ายอดน้อย แล้วไปคิดว่าเราไปทำสื่อที่ยอดเยอะ ๆ แล้วก็ให้ค่าว่า VDO ที่มียอดเยอะ ๆ แปลว่าดี ที่ยอด View เยอะแปลว่าดี ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะไม่ถูกนะครับ เพราะว่าอย่างเช่น รางวัลก็ให้กับบทความที่ดีบทความที่ดี ก็ไม่ได้ให้กับบทความที่มียอดอ่านสูงสุด หรือว่ารางวัลอย่างออสการ์ ให้หนังที่ดี ไม่ได้ให้หนังที่มียอดขายสูงสุด หรือหนังที่มียอด View Trailer สูงสุด ก็ให้กับคนที่ทำงานที่ดีสูงสุด ดังนั้น เราต้องแยกระหว่างคุณค่าของงาน กับยอดของมันออกจากกันก่อน ก็เช่นเดียวกัน เราไม่ได้อยากทำยอดที่มี Content ยอดสูงสุด แต่ยอดสูงสุดเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เราอยากจะทำเนื้อหาที่ง่าย ๆ เลยครับ มีความหมายชีวิตกับผู้อ่าน ชีวิตเขาจะดีขึ้น อาจจะครึ่งปี 3 ปี 5 ปี แต่แค่เราอยากทำเนื้อหาที่มีกำไรกับชีวิตผู้อ่าน ก็เป็นตัวอย่างที่เราทำ บทสัมภาษณ์ต่าง ๆ ที่เราพยายามทำนี่ คุณอาจจะไม่รู้จักเลยว่าเขาเป็นใคร และยอดคงไม่ได้เยอะมาก ก็จะเป็นงานเขียนที่มียอดอ่านเยอะเองในที่สุด ทีนี้ ถัดมา กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย และประเทศไทยก็ไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่บังเอิญว่าสื่อส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ คนในกรุงเทพฯ เป็นหลัก The Cloud ไม่เห็นด้วยครับ เพราะ The Cloud เราทำเรื่อง Local เราสนใจเรื่องความเป็นท้องถิ่น เราเอาเนื้อหาที่มาจากทั่วประเทศพลังงานมากกว่า เงินมากกว่า ใช้เวลามากกว่า ผมว่ามันคุ้มค่าที่จะทำนะครับ จุดเปลี่ยนของความคิดนี้เกิดขึ้นจากงานชิ้นล่างซ้าย คือเป็นคอลัมน์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณช่วงเดือนแรกที่ The Cloud เปิดตัว ภูคราม เป็นสถาปนิกคนหนึ่งนะครับ กลับไปอยู่บ้านที่สกลนคร ทำงานผ้าย้อมคราม ปักลายดอกไม้ ก็พอบทความชิ้นนี้ออกก็มี feedback ที่ดีมาก แล้วก็มีคนแชร์มากมาย ก็พอจะเดาได้ว่าคนแชร์จะเป็นคนสกลนครเยอะ แต่ว่าถ้อยคำที่เขาแชร์กันมันแปลกดี ก็คือมีการแชร์กัน นี่ จังหวัดเราก็มี เป็นความภูมิใจของชาวสกลนคร เราก็มีของดีอวดเขาเหมือนกัน จังหวัดเล็ก ๆ ทั้งหลาย ไม่อยู่ในพื้นที่สื่อ ไม่ได้ชื่นชมเขามีของดี แล้วพอเขาทำประเด็นพวกนี้ แท็กคนจังหวัดสกลนคร คนสกลก็แท็กเพื่อน การทำสื่อให้ความหมายใหม่ เรื่อง ๆ หนึ่ง คนที่เราเขียนถึงมีความสุข อันนี้เรารู้ คนอ่านมีความสุข อันนี้เรารู้ แต่ว่าคนในจังหวัดนั้นมีความสุข เราไม่เคยรู้ ทำได้อย่างนั้นจริง ๆ จะทำเนื้อหาที่มาจากทั่วประเทศ เอาล่ะ ถ้าเราบอกว่าเราเป็นคนทำสื่อออนไลน์ เราก็จะพยามเรียนรู้ฝึกฝนตัวเองว่ามีอะไรเปลี่ยนไปแล้วบ้าง ซึ่งก็คงจะเป็นไปตาม platform ต่าง ๆ Facebook Twitter Instagram การปรับลูกเล่นต่าง ๆ เราก็ต้องปรับตัวเรียนรู้ให้สอดคล้องกับระบบไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนทำสื่อออนไลน์ สุดท้ายคุณจะเป็นได้แค่นั้น ผมคิดว่าผมเป็นนักเล่าเรื่อง เล่าที่ไหนก็ได้ เล่าอย่างไรก็ได้ ยุคนี้มีการตั้งประเด็นว่าเราจะต้องเป็นสื่อใหม่ ต้องเป็นสื่อใหม่ และต้องเป็นสื่อใหม่ มันจะใหม่ถึงแค่ไหน แต่สำหรับผม สื่อใหม่ คือสื่อที่เล่าเรื่องด้วย สื่อที่คนเขาไม่ใช้กัน The Cloud ก็เลยลองคิดว่าเราจะเอาสื่ออะไรบ้าง ที่คนไม่ใช้กัน มาเล่าเรื่อง อันแรกนะครับ เป็น Walking Tour เป็นการเล่าเรื่อง แต่ว่าคุณไม่ต้องอ่าน คุณไม่ต้องดู เราจะพาคุณไปอยู่ในที่เกิดเหตุ ไปสัมผัสกับมัน ไปฟังเรื่องราวกับมัน คุณอาจจะบอกว่ามันแปลกตรงไหน มีมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้วแปลกครับ เพราะว่า Walking Tour ของ The Cloud เราจะไม่บอกว่า เดี๋ยวจุดหน้าเราจะไปไหน จุดต่อไปจะไปไหน ตอนต่อไปจะไปไหน เหมือนดูหนัง ฉาก 1 ฉาก 2 ฉาก 3 ฉาก 4 จะเป็นอะไร ถูกเขียนสคริปต์ให้เป็นหนังเรื่องหนึ่ง มีฉาก 2 ฉาก 3 เราจะพาเจออะไร ไปรู้สึกอะไรแต่ละช่วง และจบปิดท้ายแล้ว คุณต้องรู้สึกอะไร ก็เป็นกิจกรรมที่ผมว่าเล่าเรื่องได้สนุกฉากต่าง ๆ สนุกนะครับ เรามาแล้ว 25 ครั้ง เห็นจะได้ เรารับคนประมาณ 30-40 คน มีคนสมัครขั้นต่ำประมาณ 300 คน ทริปสูงสุดที่มีคนสมัครก็คือทริปโรงแรมดุสิต ประมาณพันกว่าคน ก็แปลว่ามีคนสนใจพอสมควรทีเดียว แล้วก็จ่ายสตางค์กันมา คนละ 500 บ้าง 1000 บ้างก็มีคนสนใจ แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้นครับ เราก็ถ่ายอย่างอื่น เช่น อาหาร เราบอกว่าเราชอบเรื่องเมือง เรื่องความเป็นท้องถิ่น ถ้าเราอยากเล่าเรื่องเมือง 1 เมือง จังหวัด 1 จังหวัด เราไม่พาไปศาลากลาง ไปศาลหลักเมือง ก่อตั้งโดยใคร มีวิธีการที่สนุกกว่านั้นครับ คือเล่าผ่านอาหาร 9 มื้อ และเล่าผ่านซีรี่ย์ "อิ่มทริป" โดยที่ตลอดทั้งทริปเราจะไม่พาไป Landmark ใด ๆ ไม่พาไปซื้อของใด ๆ เลย เราจะพาคุณไปแค่ร้านอาหารกับคาเฟ่เท่านั้น ทุกมื้อไปร้านอาหาร เป็นเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมวิทยา มนุษยวิทยา ศาสนา ความเชื่อทั้งหลายผ่านอาหาร เราไม่ได้พาไปทัวร์อาหารอร่อยนะครับ แต่ว่าทุกร้านที่พาไป ทุกอาหารที่วาง มีเรื่องราวทุกที่ของเมืองนั้นอยู่ ก็ทำมาแล้ว 3 ทริปแล้วครับ เป็นทริปที่มีคนสนใจมาก ๆ เมืองที่ไม่ใช่แค่ฟัง ไม่ใช่แค่รู้ แต่มันเข้าไปในร่างกาย หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เรื่องทริป Volunteer ก็มี มีคลาสเรียนก็มี ประมาณทั้งหมด 12 อย่างนะครับ The Cloud ไม่ได้เล่าบทความ ตัวหนังสือ Podcast VDO มีพวกอย่างนี้อีก 12 สื่อที่เราใช้ เราทำงานออนไลน์บ่อย ๆ เราจะเผลอคิดไปว่าคนอ่านเป็นแค่ตัวเลข เห็นเขาเป็นแค่ยอด View ที่ขึ้นมา คนทำเป็นมนุษย์ คนอ่านก็เป็นมนุษย์ เราจะต้องไม่ลืมสิ่งนี้ แล้วก็พบว่าคนอ่าน The Cloud เยอะ ๆ เขาอ่าน The Cloud เยอะ ๆ เขาก็ก้มหน้าเยอะ รอบข้างเยอะ ถ้าเป็นอย่างนั้นดีจริงหรือเราบอกว่าเราเป็นเว็บไซต์ที่อยากให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ที่อ่าน The Cloud เยอะ ย้อนแย้งนะ เราก็ตัดสินใจว่า ขอเป็นสื่อออนไลน์ 24 ชั่วโมง ที่เป็นเว็บฯ วันอาทิตย์ ทุกอาทิตย์เราจะปิดเว็บฯ จะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ Facebook จะหยุด Line Twitter Instagram หยุด เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านไปใช้ชีวิตที่ควรใช้ ออกจากโลกออนไลน์บ้าง เพราะว่าเราอยู่ใน World ไม่ใช่ Digital ก็คือเหตุผลคนอ่านต้องใช้ชีวิต คนงานจะได้มีวันหยุด ไม่ต้องมาตอบ Message ในวันหยุด แล้วก็เช่นเดียวกันคนอ่าน Pattern Living แล้ว ตอนนี้เราอยู่ในยุคผมว่ามันบ้ามาก เราอยู่ในยุคที่สั่งซื้อของออนไลน์ตอนตี 1 ส่งไลน์ไปตอนตี 1 ปิดการขายตอน ตี 1 5 นาที ก็ถือว่ามันไม่ โอ.เค. บางอย่างนะ แต่กับ Website ผมว่าไม่จำเป็นก็ได้ ลอง Inbox ช่วงหลัง 6 โมงเย็น และก่อน 10 โมงเช้า จะได้รับข้อความว่าเราอยู่นอกเวลาทำการ หรือช่วงเวลาวันหยุดนะครับ คุณจะได้รับคำตอบเป็น Auto Massage ว่าเราจะติดต่อกลับมาใหม่ในช่วงเปิดทำการแล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่า พนักงานก็ไม่ควรที่จะต้องมาตอบแชทตลอดเวลา เพราะว่าเขาเป็นคน เขาไม่ใช่ Chat Bot นะครับ แต่ก็นั่นล่ะครับ เราก็ไม่ได้สื่อตรงว่าต้องทำงาน คืนวันศุกร์มีคนถามว่าจะไปอย่างไร มีที่จอดรถหรือเปล่า เราก็ยืดหยุ่นเหมือนกัน เพราะว่าเราเป็นคนนะครับ เอาล่ะ คำถามนี้คลาสสิกมาก The Cloud เปิดมาตั้งนาน แล้วเรา The Cloud ดู น่าเป็นห่วงมาก The Cloud ไม่เห็นมีโฆษณาเลย จะอยู่ได้หรือเปล่านะครับ ก็ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะครับ เราอยู่ได้สบายดี เราเปิดมา 2 ปี พาพนักงานไปเที่ยวได้ เราอยู่ได้สบายดีมาก ๆ เราพบปัญหาอย่างหนึ่ง ในที่นี้ถ้าเกิดว่ามีใครเป็นสื่อ อาจจะพบว่า เรามีการทำกับลูกค้านี่ หลาย ๆ ครั้งให้มีการแก้ไปแก้มา แก้จนมันขายของเกินไปฉันไม่ชอบงานชิ้นนี้เลย คือสิ่งนี้ Classic ตลอดกาล คือผมคิดว่างานที่คนเขียนไม่ชอบ ไม่น่าจะเป็นงานที่ดี ผมก็เลยคิดว่า ถ้า The Cloud จะทำเนื้อหาร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ มันต้องผ่านกับกฎ 3 ข้อของเรานะ คือ คนเขียนต้องภูมิใจก่อน คนเขียนทุกชิ้นต้องใส่ชื่อจริง แล้วคุณต้องภูมิใจกับมัน ทำท่าว่าจะไม่ภูมิใจอย่าไปรับเด็ดขาด ข้อ 2 คนอ่านต้องชอบนะ เพราะทำมาแล้วคนอ่านไม่ชอบ มันก็ไม่มียอด พอไม่มียอด ลูกค้าก็ต้องไปซื้อ Boots ได้กลับมาแต่ตัวเลข แต่ตัวเลขนั้นมาแค่ความรักในแบรด์หรือเปล่า ความเข้าใจ Message หรือเปล่า เมื่อไรก็ตาม คุณทำเนื้อหาที่ผู้อ่านชอบ เขาจะรักมันแล้วจะเข้าใจมัน ดังนั้น บทความที่คุณอ่านรู้สึกว่านั่นไม่ใช่โฆษณา จริง ๆ แล้วนั่นล่ะ คือ โฆษณาครับ แต่จริง ๆ แล้วอ่านจนลืมคิดว่าเป็นโฆษณา แค่นั้นเองครับ 1 เราชอบ 2 เข้าถึงลูกค้า และ 3. ตอบโจทย์ลูกค้าถ้า 3 ข้อนี้ถึงพร้อมร่วมกันเมื่อไร ก็จะทำ โปรเจกต์กับลูกค้า แต่ว่าความเป็นจริงแล้ว มีแบรนด์ที่เชื่อแบบนี้เยอะมากโอ.เค. เห็นด้วยและทำตาม The Cloud ก็มีสิ่งนี้ แล้วก็มากไปกว่านั้นนะครับ จะบอกว่าชิ้นนี้ The Cloud ต้องเป็นชิ้นที่มีลูกค้าแน่นอน เราก็จะบอกว่าไม่ใช่เพื่อจะได้ทำ เราต้องไปรอคอยเขา 3 เดือน เพราะว่าเนื้อหามันดี ในขณะที่เป็นบทความปกติ นั่นล่ะครับ เป็น Content ที่ทำร่วมกับเรา ผมก็คิดว่าควรจะสร้างนิยามใหม่ของการอ่าน หรือเปล่า เมื่อก่อนมีความเชื่อว่าโฆษณาแย่ แย่ ถ้าเป็นเนื่อหาที่ทำคือดี ซึ่งผมว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น งานที่ดีก็คืองานที่ดี งานที่แย่ก็คือแย่ ไม่ว่าจะมาจากอะไรก็ตาม The Cloud ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องสนใจครับว่าชิ้นนั้นกอง บก. คิด หรือว่ามีคนมาเสนอ ถ้ามันไม่ดี มันก็คือไม่ดีนะครับ The Cloud ก็เป็นวันละ 3 โพสต์ครับ 1 วันก็จะมีแค่ 3 content ครับ เขาจะลงวันละประมาณ 30-40 ชิ้น บางเว็บฯ ก็ 70 บางเว็บฯ ก็ร้อยกว่า The Cloud มี 3 ชิ้น แล้วก็เรามี 1 วันมี 3 ชิ้น 1 สัปดาห์มี 6 วัน ตัวเลขของผู้อ่าน The Cloud แต่ละเดือนนะครับ มีผู้อ่าน The Cloud ประมาณเกือบ 1 ล้านคน 800,000 คน จนถึงคร่าว ๆ ก็คือว่า 1 ล้านคน ต่อเดือน นั่นแปลว่าอะไร มี 1 คน อ่าน The Cloud ไม่ได้เอามาเล่าว่ามันเยอะ แต่แค่จะเอามาเล่าบอกว่า ที่คุณคิดว่าเล่าอะไร ทำได้จริงหรือคนไทย 1 ใน 70 ของประเทศ มีคนอ่าน The Cloud มันแปลว่าบนโลกใบนี้ มีคนรอเสพสิ่งที่แตกต่างจากกระแสหลัก ไม่เคยมีคนทำให้อ่านอยู่เยอะมาก มันไม่เคยมีคนทำให้เขาอ่าน ส่วนใหญ่ติดกับดักดิจิทัล คิดว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ มันก็เหมือนกันไปหมด แต่เมื่อไรก็ตามมีคนทำสิ่งที่ก็มีคนที่พร้อมจะรับครับ นั่นก็คือสิ่งที่ The Cloud ได้รับ Feedback กลับมา The Cloud ก็ คือผมก็ทำสื่อแม็กกาซีนมาก่อนนะ แล้วพบว่าของการเป็นเพื่อนกันระหว่างผู้อ่านกับผู้ทำคือตัวเลขก็ดี แต่ว่าการเป็นเพื่อนกันนี้ดีกว่า เราก็เลยพยายามหานิยามของความเป็นเพื่อน แบบแรกก็คือ ถ้าเราคิดว่าเราเชื่อเหมือนกัน และคิดว่าในประเทศมีคนเชื่อ เป็นเพื่อนกันน่าจะดี พยายามจะเปลี่ยน พยายามจะเบลอ ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ให้ทุกคนกลายเป็นเพื่อนกัน เราก็เลยมีคอนเทนต์จำนวนหนึ่งที่ผู้อ่านเป็นผู้เขียน ผู้อ่านขอเขียน ผู้อ่านทำทุกอย่าง เพราะว่าฉันว่าใช่เว็บฯ คุณมาก ๆ แล้วก็ส่งมา ก็จะมีสิ่งพวกนี้เป็นต้น ก็ทำให้ The Cloud เป็นพื้นที่เข้ามาอ่านกัน แต่สามารถสร้างพื้นที่ร่วมกันได้ นั่นเป็นสิ่งที่ 1 สิ่งที่ 2 ก็คือว่าคุณคิดว่าตัวเองเป็นเพื่อนกับเว็บไซต์ไหนได้บ้างครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพื่อนกับเว็บฯ หรือเปล่านะ คนเป็นเพื่อนกับแม็กกาซีน พอมี เพจมีตัวคนอยู่ ถามว่าคุณเป็นเพื่อนคืออะไร ไปเที่ยวต่างประเทศ ไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วอยากซื้อของฝากมัน นั่นน่ะเพื่อน คุณไปเที่ยวไหนซื้อของให้เว็บฯ ไหน หรือไปซื้อของซื้่อขนมฝาก Website ไหนผมไม่รู้หรอกนะครับว่าเว็บไซต์สามารถเป็นเพื่อนกับคนอ่านได้หรือเปล่า แต่ผมอยากเห็นแบบนั้น อยากลองทำกิจกรรมดูว่า ถ้าลองให้ผู้อ่านส่ง โปสการ์ดแต่ละเดือนก็สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุก ๆ เดือนตู้ไปรษณีย์ของเราสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุก ๆ เดือนตู้ไปรษณีย์ของเราจะจะเต็มไปด้วย Post Card ผู้อ่าน เข้ามาจากทั่วโลก ส่งกันเข้ามา เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาเข้ามาหา ซึ่งวิธีการก็ง่าย ๆ มากเลยครับ วิธีการง่าย ๆ เลยครับ ส่ง Feed Back ผ่าน Post Card เท่านั้น แล้วก็เขียนถึงเราก็ได้ เขียนคอลัมน์ส่งถึงเราก็ได้ แล้วก็เขียนถึงใคร คนนั้นจะเขียนตอบกลับคุณไปมีคนส่งเข้ามาหาเราประมาณสัก 300 กว่าคน จากทั่วโลกเหมือนกัน ซึ่งฟังดูก็ไม่น่ายาก ก็ผมเป็นคนตอบ ผมพบว่ามันยากมาก ผมต้องไปซื้อโปสการ์ดที่ไหน ก็ปิด 4 โมงอีก เขียนเสร็จแล้วหย่อนลงตู้ไปรษณีย์มันอยู่ไหน เต็มไปด้วยความยากมาก แต่มีคน 300 กว่าคน ทำสิ่งนี้เพื่อ The Cloud ได้ ผมโครตดีใจเลย แปลว่า The Cloud เป็นเพื่อนกับผู้อ่านได้ในที่สุดนะครับ มีของกินจากทั่วประเทศนะครับ ซึ่งเราก็ดีใจมาก สุดท้ายครับ ผมว่ายุคนี้แค่ Passion ยังไม่พอ การทำงานอย่างหนึ่งไม่ควรจะถูกขับเคลื่อนด้วย Mindset หรือทัศนคติมันสำคัญมาก มีคนถามเสมอว่าทำไม The Cloud ทำไม The Cloud ทำสิ่งที่แปลกแตกต่างตลอดเวลา ผมได้คำถามว่าไปหามาจากไหน คิดอย่างไร ไม่ได้สำคัญเลยครับ สิ่งสำคัญคือเราอยากเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าล่ะ ผมตั้งคำถามว่าผมอยากเป็นเป็นเว็บฯ ที่คุณ Search Google ไปเถอะ แล้วคุณจะไม่พบที่ไหน นอกจากที่ The Cloud นั่นคือ Mind Set ส่วนวิธีการมันจะมาเอง ถ้าเราปักธงว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน เราอยากจะทำอะไร ถ้าเรามีธงนั้นแข็งแรงพอ วิธีการ กระบวนการต่าง ๆ ก็ตามมาเองในที่สุดนะครับ แล้วก็กลับมาต้องสรุปอีกสักครั้งหนึ่ง ถึงจะพูดได้งานดิจิทัลก็ตาม ดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เราอย่าใช้ดิจิทัลมาเป็นกรอบ ครอบความ Creative ครอบหลาย ๆ อย่าง ดังนั้น จงใช้มันเพื่อ Support การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และสุดท้ายแล้ว การทำเว็บไซต์ การทำสื่อคือเนื้อหาครับ ถ้าคุณทำเนื้อหาที่ดี ที่มีประโยชน์ ถ้าคุณทำเนื้อหาที่ดี แล้วทำมันได้ดีจริง ๆ สุดท้ายทุกอย่างจะดีเองครับ ทั้งหมดนั้นก็คือประสบการณ์จากเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ชื่อว่า The Cloud ครับ ขอบคุณครับ (คุณอกนิษฐ์) ขอบพระคุณมากครับ และช่วงต่อไปจะเป็นการบรรยายในแบบของ Panel เดี๋ยวผมขออนุญาตให้ทางทีมงานจัดสถานที่ครับ ขอประชาสัมพันธ์แคมเปญต่าง ๆ นะครับ แคมเปญนี้ง่ายมาก แค่เพียงดาวน์โหลด DTBB 2019 ย้ำอีกครั้งหนึ่ง DTBB 2019 มีสิทธิ์ลุ้นรับทันทีนะครับ 300,000 บาท สงวนสิทธิ์ให้ท่านที่อยู่ในงาน ในวันนี้ 17.30 น. เราจะมีการมอบรางวัลที่เวทีแห่งนี้ด้วย ก็จะเป็นบัตรห้องพักจากทางศาลาอยุธยา 2 รางวัลครับ นอกจากนี้มีกิจกรรมอีก 1 กิจกรรมที่อยากประชาสัมพันธ์ก็คือในส่วนของ Rescue Drone นั่นเอง สาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ลาน Outdoor หน้าฮอลล์ 100 ลานด้านนอก มี 16.30 น. กับ 17.30 น. ลาน Outdoor หน้า Hall 100 ครับ ซึ่งเป็นการสาธิตช่วยเหลือผู้ประสบภัย ชมกิจกรรมในส่วนนั้นกันได้นะครับ เอาล่ะครับ แล้วในลำดับนี้นะครับ พร้อมแล้วนะครับ ขอแนะนำ Speaker ต่อของเรา รายการต่อไป เราจะมีการพูดคุย เดี๋ยวเราจะมีการพูดคุยอภิปรายกัน ของนักลงทุนโดย Justin Hall เป็น Speaker ท่านแรก ทำงานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาจัดการในเรื่องของการจัดการ Port จัดการในเรื่องของการจ่ายเงินต่าง ๆ แล้วก็ท่านต่อไป คือ Dimitra Taslim เป็นส่วนหนึ่งของทีมอินเดีย ในเรื่องของเอเชียตะวันอก็ทำงานในบริษัทร่วมทุน ทำงานกับบริษัทหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น AirBnB ให้มีการจัดการในเรื่องของ ก็เป็น Capital Investor ต่อไป คุณ Lauren Pfeifer เป็นนักลงทุนใน Maschmeyer Group Ventures นะก่อนที่ทำงานใน NTB จะช่วยในเรื่องของการเติบโต และการจัดจำหน่ายนะครับ กรุงเทพฯ ทุก ๆ คนเป็นอย่างไรบ้าง ขอบคุณมาก ๆ ที่มาในวันนี้จะเริ่มก็ขอต้อนรับ Mr. Justin แล้วก็ Dimitra ด้วย แล้วก็ Dimitra ด้วยนะคะ มีข้อมูลที่มีประโยชน์มากมาย ติดตามกันได้นะคะ ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันก็อยากจะถามว่ามีใครที่เป็นผู้ประกอบการบ้างคะ ใครรู้จักบริษัทร่วมทุนบ้าง ก่อนที่เราจะเริ่มก็จะขอถามจัสตินกับ Dimitra ว่าคุณสามารถที่จะพูดภาพรวมของ VC ได้ไหมคะ ให้คนรู้จัการลงทุน และ Startup ต่าง ๆ เหมือนพูดภาพรวมให้คนที่เป็นเขาเข้าใจ ใน concept โดยกว้าง ก็คือว่าในฐานะที่เป็นผู้ลงทุน เราก็ลงทุนใน Startup ที่จะให้ Startup ที่จะขยายสามารถที่จะเป็นบริษัทมหาชนได้ ะครับ ก็อันนั้นก็เป็นภาพรวมของนอกจากนี้แล้ว เรามีเงินทุนต่าง ๆ ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นคนเหล่านี้ก็จะมีการลงทุนในกองทุนของ VC ก็จะมีการลงทุนในกองทุนของ VC นะครับ และเงินลงทุนใน VC เอาไปลงทุนในบริษัทอีกทีนะครับ แล้วก็เดี๋ยวจะเพิ่มเติมนะคะ ก็สมมุติว่าท่านเป็นผู้ประกอบการ อยากจะหาระดมทุน คุณมีไอเดีย แต่คุณไม่มีเงินทุนคุณมี Idea แต่คุณไม่มีเงินทุนแล้วคุณก็อาจจะมี VC ในหลายระดับนะคะ คุณก็อาจจะไปเจอกับคนที่สามารถเขียนเช็กให้คุณไป Scale ธุรกิจของคุณได้ VC อันนั้นก็จะเป็นระยะหลัง ๆ และก็อาจจะมี เงินกองทุน VC นะคะ ที่ใหญ่ขึ้นมาที่จะลงทุนในบริษัทของคุณได้ แล้วในระยะไหนที่คุณโฟกัส ก็ของเราเป็น Funds ในซีรี่ส์ A ในช่วงระยะเวลามันก็ขึ้นอยู่กับว่ามันเติบโตมาถึงขนาดไหนแล้ว ส่วนใหญ่จะลงทุนมาในบริษัทที่ดำเนินการมาประมาณ 12-18 เดือนแล้ว เพราะว่าธุรกิจ Startup เหล่านี้มีศักยภาพ และ Jimmy ในเรื่องว่าระยะไหน อะไรอย่างนี้ เราก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับคน อย่างเช่น Justin เราลงทุนที่ PIPO ซึ่งอาจจะลงทุนกับซึ่งอาจจะลงทุนกับซีรีส์ B ซีรีส์ นะคะ ตั้งแต่ 5 ล้าน ถึง 15 ล้านนะครับ จึงเป็นเหตุผลที่ดี ต้องดู Justin ด้วย เราจะได้ Deal ที่ดีที่สุด เราก็ดูในเรื่องของ Adjust Goal เรามีออฟฟิศทั่วโลก คุณโฟกัสในเรื่องอะไร การเงิน E-Commerce หรือว่าคุณอาจจะพยายามที่จะทำธุรกิจในเรื่องอื่น ๆ นั่นคือเป็น idea ที่เราพิจารณา ก็แล้วแต่ว่าเรามีพื้นเพมาจากไหน ผู้ก่อตั้ง คุณสามารถที่จะให้เทคนิคต่าง ๆ พวกเขาต้องมีอะไรในการที่จะเตรียมพร้อม ในการพบกับพวกคุณได้ค่ะ คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผมก็คือให้เริ่มมา หลายคนที่อาจจะกลัวที่จะก้าวไป และพอเตรียมทุกอย่างแล้ว เขาก็อาจจะไปข้างหน้าได้ แต่ที่จริงแล้วที่เป็นประโยชน์แน่นอน แต่ว่าสุดท้ายแล้วคุณก็จะต้องพยายามรับความเสี่ยงอยู่ดีนะครับ รับความเสี่ยงอยู่ดี ในการทำ Startup มันต้องมีอยู่แล้ว ถ้าสมมุติว่าถ้าคุณสามารถที่จะก้าวข้ามตรงนี้ไปได้ ก็จะทำให้คุณแตกต่างจาก Startup อีก และอีกอย่างที่ต้องพิจารณาก็คือ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะว่าถ้าสมมุติว่าคุณเป็นผู้ประกอบการคนไทย คุณอาจจะคิดถึงผู้บริโภคคนไทย แต่ว่าใน 5 - 6 ปีที่ผ่านมา เราเห็นว่า Startup อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญใน Startup เอเชียตะวันออก เขาก็จะมองเขาก็จะมองผู้บริโภคในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะอินโดนิเซีย หรือตะวันออกเฉียงใต้ที่อื่น เราก็อาจจะหาอะไรที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ในในทุก ๆ ในหลายประเทศในทุกภูมิภาคนะครับ ก็อย่างที่ Justin บอก มันก็สำคัญมาก ๆ ในจีนหรือว่าอินเดีย หรือว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าสมมุตว่าคุณดูผู้ก่อตั้งที่เป็นยูนิคอร์นต่างพวกเขาก็จะเริ่ม พวกเขาก็อาจจะเคยทำงานในบริษัทใหญ่ แล้วเขาก็พอจะทราบว่าจะขยายอย่างไรนะครับ ถ้าสมมุติเราทำงาน ในเวลาเราทำ เราก็จะรู้ว่าเราต้องออกไปทำ แล้วก็อาจจะต้องล้มลุกคลุกคลาน ถ้าสมมุติว่าคุณรู้อยู่แล้ว ว่าบริษัทใหญ่ทำงานประมาณไหน คุณก็สามารถออกไปทำบริษัทของคุณได้ อย่างประเทศไทยมีขนาดครึ่งหนึ่งของจังหวัดประเทศจีนด้วยซ้ำ ผู้ก่อตั้งคนไทย อย่างที่คุณจัสตินบอกเขาอาจจะคิดถึงคนไทยก่อน แต่ว่าเราต้องดูในมุมมองกว้างของมุมมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราก็เห็นว่า เราก็มีการทำงานร่วมกันในกลุ่มภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นจีน เอเชีย อินเดีย และเราก็ผู้ก่อตั้งในจีนและอินเดียต่าง ๆ เขาก็พยายามที่จะเรียนรู้ พยายามเข้าใจในเรื่องของการทำธุรกิจ ต้องเข้าใจว่าเขาต้องมีความท้าทายอะไรบ้าง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ทำความผิดพลาดซ้ำ ๆ คนอื่นที่เคยทำ และเราพูดถึงเรื่องกรุงเทพกัน การจัดการพอร์ตที่นี่ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมาลงทุนในประเทศไทย ผมเพิ่งคิดว่ามันคนไม่มีอะไรพิเศษ ที่มองว่าเป็นคนไทย หแต่ว่าผมเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง แล้วก็มีการเสนอในเรื่องของคุณค่าที่ดี ดังนั้นเราก็ลงทุนกับเขา เพราะว่าเขาดีในเรื่องนั้น บริษัทที่ลงทุนในประเทศไทยเขาก็จะมีเป็นลักษณะ อันนี้ก็เป็นอะไรพิเศษ เพราะว่าเมื่อคุณขายให้กับธุรกิจต่าง ๆ คุณก็ต้องเข้าใจ ตัว Pin Point พวกเขาเป็นอะไรที่เฉพาะมาก ๆ เหตุผลที่เรามีการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ก็เพราะว่า ผู้ก่อตั้งนี่ เข้าใจความต้องการจริง ๆ รู้ว่าต้องขายสินค้าอย่างไร ก็คงบอกไม่ได้ว่าเขามีความแตกต่างอะไร กับผู้ประกอบการอินโดนีเซีย แต่ว่าบอกได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เป็นคนแบบไหนอย่างไรแบบนี้ เราคุณล่ะ เรามีบริษัท ที่ชื่อ Grab ด้วย ใครใช้ Grab บ้างครับ ไทยเป็นตลาดสำคัญสำหรับ Grab food เพราะว่าคนไทยชอบอาหารมาก แล้วก็ไทยเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ส่วนใหญ่เลย เพราะว่าเราใช้เงินค่อนข้างเยอะไปกับอาหาร และตัว Wallet ที่ใช้ในการจ่ายค่าอาหารก็ขยายขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากในเรื่องของ online หรือว่าในเรื่องของการเป็นผู้ใช้ App ที่ค่อนข้างใช้บ่อย ขอบคุณมากค่ะ ก็ขอกลับไปในเรื่องของผู้ก่อตั้งในผู้ชม ตอนที่เป็นผู้ก่อตั้ง แล้วตอนนี้ที่เป็นผู้ลงทุนเป็นอย่างไรบ้างคะ แล้วคุณข้ามจากการเป็นผู้ลงทุนไปเป็นนักลงทุนได้อย่างไร มีความท้าทายหรือว่าปัญหาอะไรที่คุณพบเจอ ที่คุณสามารถจะแบ่งปันกับคุณผู้ชมผู้ฟังได้ไหมคะ ทีมของเราก็มี 5 คน ผมไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งที่ยิ่งใหญ่อะไร ผมเป็น Venture Capital Fund ที่ค่อนข้างเล็ก แล้วก็ไปเรียนโรงเรียนธุรกิจ และผมตอนเรียนก็มีการทำ Startup ไปด้วย เราก็ไม่ได้ไปเรียน โดดเรียน และหลังจากที่ผมล้มเหลวนะครับ ผมไม่อยากจะกลับไปเป็นผู้ลงทุน ผมอยากจะเป็นผู้ก่อตั้งต่อ ผมคิดว่าตอนนั้นเหงามาก เพราะว่าไม่มีใครเข้าใจเลยว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ว่าผมต้องผ่านอะไรบ้าง และผมคิดว่าสิ่งท้าทายที่ต้องเจอ เมื่อคุณเจอผู้ลงทุน พวกเขาพยายามที่จะเหมือน คุณจะต้องเหมือนหว่านแหไปต้องว่านแหไป พวกเขาขอข้อมูลเพิ่มเติมต่าง ๆ เราอาจจะได้พบ ตอนนั้นเราอาจจะได้พบนักลงทุนแบบ Angel 80-90 คน ผมก็รู้สึกไม่ค่อย โอ.เค. เพราะว่าพวกเขาก็มาขอข้อมูลตลอด เพราะว่าถึงแม้ว่าเขาไม่ได้มาลงทุนในบริษัทเราด้วยซ้ำ อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ก็คือการสร้างทีมที่ดี เพื่อนของผมมีการทำงานกับผม แล้วเขาเป็นคนทุ่มเทมาก ๆ มันเป็นการยากมากในการหาคนแบบนี้ในสหรัฐหรือว่าในส่วนอื่น ๆ ของสิ่งที่เราต้องการที่จะช่วย เราต้องการที่จะสร้าง Safe House ซึ่งจะทำให้การสร้างงานกับเขา และ 2 สิ่งนี้ข้อที่ 1 ก็คือการรู้สึกเหงานะครับ ที่ไม่มีใครเข้าใจว่าเราต้องผ่านอะไรมาบ้าง และต้องมีทีมที่แน่น เราก็พยายามที่จะสร้างความสามารถแบบนี้ใแบบนี้ให้กับผู้ก่อตั้งนะครับ คือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ขอบคุณมาก ๆ แล้วมันสำคัญแค่ไหน สำรับผู้ก่อตั้งที่จะต้องทำการศึกษา แล้วก็สร้าง Story ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเราไปเจอผู้ประกอบการหรือทีมของเราแล้ว มันเหมือนกับการไปเดทคล้าย ๆ กับการแต่งงานกับใครคุณก็ต้องสร้างความสัมพันธ์หลายปี ในตอนแรก ๆ นี่ ในการที่คุณพบกับผู้ประกอบการ ฟังเรื่องราวของเขาแล้วก็ดูว่ามันไปตรงกับคุณค่าของคุณหรือเปล่าการที่จะสร้างเรื่องราวที่มันน่าติดตาม หรือว่าน่าสนใจ จะช่วยทำให้การตัดสินใจในการให้ทุนหรือเปล่าครับ อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากผู้ก่อตั้งนี่ เขาไม่ค่อยให้หรือว่าการสร้างเรื่องราวต่าง ๆ เวลาเขาพูดกับนักลงทุน เวลาจ้างคนต่าง ๆ ผู้ก่อตั้งที่ดีที่สุดที่เรามีใน Port ของเราเป็นคนขายน่ะ เป็น Sale คุณต้องขายให้ได้ ขายโปรเจกต์ให้กับนักลงทุน แล้วก็ขาย Project ให้กับคนที่เราจ้างก็คุณต้องสามารถทำให้คนเชื่อได้ว่าทุกอย่างมัน โอ.เค. และทุกอย่างดีไปหมด อันนี้เป็นทักษะดีมาก ๆ คุณจะต้องรู้ว่าคุณจะต้องบอกเรื่องราวของคุณอย่างไร เพราะจะให้นักลงทุนเขาอินกับคุณด้วย ทำให้คนอื่น ๆ สามารถตัดสินใจได้ว่าจะลาออกจากงานเพื่อมาทำงานกับคุณได้ลาออกจากงาน เพื่อที่จะมาทำงานกับคุณได้ หลายคนคิดว่า ถ้าสมมุตเราคิดว่าสร้างบริษัทที่ดีมันก็พอแล้ว แต่ที่จริงมันไม่มี มันไม่เพียงสร้างธุรกิจที่ดี แต่ว่าคุณต้องสื่อสารให้ได้ที่ดีได้ และอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตอนแรกที่ผมเริ่มนะครับ ในธุรกิจนี้นี่ ถ้าสมมุติผู้ก่อตั้งเขามีธุรกิจที่ดีแล้วก็มีแรงในตลาดดี แต่ว่าที่จริงผมมาเรียนรู้ว่าไม่ใช่ เมื่อคุณโตขึ้นมา ใหญ่ขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นในสเตจ A หรือ B หรือ C คุณจะต้องทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ระยะไหนก็ตาม เป็นเรื่องราวของคุณ กับ Startup แล้วคุณคิดอย่างไรบ้าง Dimitra เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ อาจจะต่างออกไปเพราะว่าตัวเลขเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่สำคัญของเรื่องราวนะครับ ผมคิดว่าเรื่องราวมันสำคัญ แต่เรื่องเหวี่ยงในตลาดก็สำคัญเหมือนกัน สมมติว่าในตัวอย่างของบริษัทของผมนะครับ ตอนที่เขาเข้าตลาดนี่ ก็คือเขาก็มีพื้นที่ในการตลาดเป็นจำนวนมากในกวางโจวนะครับ จักรยานบนถนนและผู้ก่อตั้งบอกว่าืม Teleone ไปเลยเดี๋ยวผมจะไปในเมืองเล็ก ๆ ในจีน แล้วผมจะสร้างให้คนเกิดความจงรักภักดีต่อต่อแบรด์ของผม แลตอนนี้นี่ เขาเป็นคนที่ที่เป็นบริษัท จักรยานชั้นนำของจีนแล้วนะครับ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ มันไม่มีอะไรผิดหรือถูก เพราะในตัวอย่างที่ผมให้ เมื่อเรามอง ณ ตอนนั้น เมื่อคุณลงทุนในบริษัทนั้นก็ดูเหมือนเป็นบริษัทที่ดี คือเรื่องราวมันเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณเป็นผู้ก่อตั้งที่กำลังแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ มาบดขยี้คุณได้ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ก็ต่อมานะครับ ในเรื่องของธุรกิจที่สามารถขยายได้ คุณก็ได้ฟัง Justin มีความแตกต่างระหว่างไอเดียที่ดี กับบริษัทที่ดี แล้วการขยายธุรกิจและกลายเป็นบริษัท Unicorn คุณสามารถบอกถึงความแตกต่างได้ไหม คุณสามารถรู้ได้อย่างไรบ้าง คำถามนี้ก็คือมีคำตอบหลาย ๆ ทางสำหรับผม เราตีความ หรือพยายามระบุว่า หรือดูว่า Startup ไหนที่สามารถที่จะสนับสนุนโดย VC ได้บ้าง หลายธุรกิจ แบบที่มีหน้าร้าน ถ้าสมมุติเขาเติบโตในลักษณะที่เป็นเส้นตรง Startup ที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ เขาสามารถที่จะโตอย่างก้าวกระโดดได้ ถ้าสมมุติว่าคุณเป็นร้านแฟชั่นที่ชาย T-Shirt หรือขายเสื้อผ้า คุณอาจจะได้ลูกค้า 0-100 คน ได้อย่างถ้าคุณเป็นร้านออนไลน์ คุณสามารถที่จะได้จำนวน ได้ภายใน 1 วันหรืออะไรอย่างนี้ก็ตามถ้าสมมติว่าเรามีการสนับสนุน ถ้า Startup เหล่านี้ได้รับการสนับสนุน VC เราเอาเงินนั้นมันเอาไปให้ Startup ที่เราคิดว่าอาจจะเป็นยูนิคอร์นได้ มีบริษัท offline ที่สามารถทำแบบนั้น มีบริษัทออฟไลน์ที่สามารถทำแบบนั้นได้ แต่ใช้เวลานานกว่านั้นมาก อันนี้แล้วคุณละครับ ในเรื่องของ สำหรับคุณที่ดูเรื่องของ Startup ที่เป็นระยะหลัก ๆ ผมกับผู้ก่อตั้งที่ทำธุรกิจที่ค่อนข้างได้กำไรมาก เขาบอกว่า โอ.เค. Funding มันดี ผมนี่คือสื่อก็พูดยกยอบริษัทร่วมทุนมากเกินไป เพราะว่าเวลาคุณมีประชุมคณะกรรมการ คุณก็ต้องตอบคำถาม เขาอยากจะรู้ข้อมูลกับคุณบางคน บางทีคุณอาจจะไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ คุณบางทีคนอาจจะไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ อันนั้นคือสิ่งที่เราพูดอันนั้นคือสิ่งหนึ่งที่เราพูด ตอนที่ผมพบกับผู้ก่อตั้ง ทำไมคุณอยากได้เงินจาก VC ไม่หาได้กำไร และใช้ชีวิตปกติไป ถ้าเขาตอบคำถามได้ เขาอาจจะรู้ว่าเขาทำอะไอยู่ก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยากได้เงินจาก VC อันนี้คุณก็ต้องคิดแล้วว่า อันนี้เป็นเงินที่สามารถที่จะทำให้เราเติบโต ให้เราจะไปขยายได้ แล้วคนของเราจะขยายทันไหม และมีคำพูดจากคุณไม่ได้ทำงานอย่างเดียว ในชีวิตของคุณคุณก็ต้องจัดการเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนของคุณ แต่ว่ามันก็จะมีทางด้านเรื่องของงานเป็นเหมือนคล้าย ๆ กับลูกบอลพลาสติก มันตกไปมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าในเรื่องของครอบครัว มันเหมือนลูกบอลที่เป็นแก้ว มันตกก็จะแตกไปเลย ดังนั้นก็ถามว่าทำไมถึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณต้องถามตัวเอง ถึงจะเป็นสิ่งสำคัญ ทำไมเป็นสิ่งสำคัญในการที่คุณได้เงินจาก VC นะครับ แม้ว่าคุณก็พยายามที่จะระดมทุน แล้วอันนี้ที่อาจจะทำงานร่วมกัน 5-10 ปี อาจะเป็นการทำงานกับคนใกล้ชิดเป็นเวลานานมาก ๆ ผู้ประกอบการหลายคน เมื่อเขาพยายามจะระดมทุน ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ หลังจากที่คุณระดมทุนครั้งแรก โอกาสอาจจะมีการระดมทุน และอันนี้อาจจะเป็นการเดินทางที่คุณจะต้องระดมทุนไปเรื่อย ๆ นะครับ ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต แล้วคุณเห็นว่ามีผลลัพธ์อย่างไร และสามารถสร้างคุณค่า แล้วก็สร้างแรงดึงในตลาดได้ดี โอ.เค. ไปเลย ให้ใช้เงิน VC ถ้าสมมติคุณใช้เงินของ VC ตอนที่คุณคิดว่าคุณต้องการที่จะเติบโตเพิ่มเติม ให้คุณจริงจังกับเรื่องนี้ ไม่ใช่คุณทำครั้งเดียวแล้วมันจบ และการเพิ่มทุนเข้าไปในคร้้งแรก ธุรกิจจะเติบโต และธุรกิจจะเติบโตมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ผมคิดว่าอันนี้ก็มันเป็น มีบริษัทหลายบริษัทที่ใช้กลยุทธ์นั้น แล้วก็มีบริษัทหลายบริษัทใช้เงินนั้น แล้วก็ไม่สามารถที่จะเติบโตได้ แล้วก็ล้มลงไป ก็เดี๋ยวให้มุมมองจาก Silicon Valley ด้วยนะคะ เขามักจะพูดถึง Exit เจ้าของบริษัทมากมายที่มีเป้าหมาย 2 อย่าง ก็คือเขาต้องการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอย่างการไปร้านขายยา หรือการซื้อประกัน หรือการรอคิวนาน ๆ ในการที่รอในการซื้อยา ปัญหาจริง ๆ ที่ Founder พยายามแก้ไข แล้วก็มีกลุ่มหนึ่งที่เขามักจะใช้คำแฟนซี อย่างเช่น Artificial Intelligence ฺBlock Chain ต่าง ๆ เหล่านี้ กลุ่มหนึ่งที่อยากแก้ไขปัญหาจริง ๆ มีความต้องการจริง ๆ ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาบนโลกของเรา แล้วก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เหมือนกับโต้คลื่นกระแส เล่นไปตามกระแสนี้ เช่น ใช้ศัพท์หรู ๆ Block Chain หรือ National Sensing Process หรือการประมวลภาษา ซึ่งกลุ่มที่ 2 นี่ มักจะไปไม่รอด ในมุมมองของ Silicon Valley ที่เราเห็นมาก็คือ แม้กระทั่งบริษัทที่สามารถหาเงินได้เยอะ ๆ จากการ Investment นี่ ก็จะไปไม่ไกลเท่าไร มีใครในห้องนี้รู้จัก Soft Bank บ้างตอนนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่าสุสานของบริษัท ที่สามารถมีผู้ลงทุนหลายพันล้าน แต่ก็บริษัทนี้ไม่สามารถไปได้ระยะยาว ก็คือบริษัทรถสกูตเตอร์ ที่มีเงินลงทุนหลายพันล้านนะคะ แล้วก็ Scooter พวกนี้ก็ไม่มีกำไรอยากจะโตอย่างเดียว ด้วยเงินเดือนสูง ๆ แต่ก็ไม่มีกำไร เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะฟังมุมมองทั้ง 2 คน เกี่ยวกับ Exit บ้าง ว่าเวลาเราสร้างบริษัทแล้วคุณอยากจะขายบริษัทของคุณ หรือคุณอยากจะซื้อบริษัทใหญ่ ๆ บริษัทอื่นไหม ให้ความหมายกับคำว่า Exit อย่างไร มีกลยุทธ Exit อย่างไร คุณมีบริษัท คุณมองมุมนี้อย่างไรคะ (Mr. Justin) เราลงทุนในช่วง 20 ปีนี้ มีบริษัทกว่า 250 บริษัทที่เป็น unicorn แต่เราไม่ได้ Exit ไปทั้งหมดนะครับ บางคนเราก็ เพราะฉะนั้น เรามีบริษัทที่จดทะเบียนลงตลาดหลักทรัพย์ ใน 6 ประเทศทั่วโลกนะครับ อย่างเช่น ยุโรป สหรัฐฯ จีน ฮ่องกง มันยากมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราดูการซื้อของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจากจีน จากญี่ปุ่น และบริษัทจากในอินเดีย ที่ขยายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้นี่ น่าจะมีการ Exit ในอนาคตได้นะครับ เพราะว่าทั้งในบริษัทในอินเดียเขาก็เริ่มซื้อหุ้นกลับเพื่อมา Exit ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ยากมากทีเดียว เวลาการทำ IPO คุณต้องคิดถึงก็ต้องร่างแหไปให้ใหญ่ไว้ก่อน มันก็น่าสนใจ แต่คุณอย่าคิดแค่ตรงนั้น นี่คือสิ่งที่ผมคิดถึงเวลาพูดถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับผมอีก 5-6 ปีนี่ สิ่งที่เราจะซื้อน่าจะเป็นบริษัทของจีนและฮ่องกงที่จะซื้อเข้ามาแล้วก็บริษัทอย่างเช่น Grab หรือ Project ที่จะซื้อบริษัท Startup ใหม่ ๆ ผมคิดว่าในช่วง 5-6 ปีนี้ในอนาคต เราจะเริ่มเห็นองค์กรต่าง ๆ ที่มีเงินเข้ามา ช่วยสนับสนุนซื้อบริษัทในช่วงที่บริษัทเริ่มโตแล้วมากขึ้น สิ่งที่ตอบยากเพราะว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีประวัติการ Exit ที่มีผลงานที่ดีนัก มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เข้าใจ และจะเริ่มจากการขายในระดับภูมิภาคก่อน ในระดับขายไปที่บริษัทในประเทศจีน ที่ Zentend หรือ ที่นักลงทุนเริ่มประทับใจ ก็จะมีการลงเงินในบริเวณนี้มากขึ้น มันจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ด้วยหลาย ๆ เหตุผลเราอยู่ในช่วงกระทิงที่โตมาตลอด ผมนี่เข้าใจว่ากระแสนี้จะเป็นอย่างนี้ต่อไป และจะมีการซื้อบริษัทในลักษณะนี้มากขึ้น เร็วเกินไปที่จะเริ่มพูดเรื่องนี้ ทีนี้พูดเรื่องการว่าจ้างคนบ้างนะครับ เรื่องของความสามารถในการวิศวกรรม การผลิต คุณกำลังหาแรงงานประเทศไหนบ้าง คุณไปในเวียดนาม แล้วคุณเล่าประสบการณ์ให้เราฟังได้ไหม เวียดนามน่าสนใจมาก ผมไม่รู้ว่าคุณรู้หรือเปล่า มีการให้ทุนมากมายในเวียดนาม เพราะว่าเวียดนามต้องผ่านสงครามเวียดนาม เพราะฉะนั้นเรามีทุนมากมายที่ให้คนเวียดนามไปเรียนสหรัฐฯ ถึงระดับปริญญาเอก แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับไปทำงานในเวียดนามนะครับ มีความสามารถมากเลยที่ทำงานอยู่ในเวียดนาม บริษัทเวียดนามมีมากมายที่เป็นบริษัท SAS ที่สามารถจะเป็นบริษัทระดับโลกได้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นวิศวกรในไทยและเวียดนามนี่ มีความสามารถทางวิศวกรรมค่อนข้างสูง สำหรับสิงคโปร์ผมคิดว่ามีความสามารถเยอะ ก็ยังเป็นจำนวนน้อย ทีนี้เราก็ยังจะจ้างคนจากที่ไหนครับ ผมเชื่อว่า น่าจะไปที่อินเดีย อินเดียนี่จะมีบทบาทสำคัญมากใน 5-10 ข้างหน้านะครับ ในระหว่างที่เรากำลังสร้างฐานของความสามารถในประเทศบริเวณนี้ และการทำงานร่วมกับวิศวกรของอินเดีย แล้วเรามีการทำงานร่วมกันระหว่าง CTO ของอินเดีย และทีมวิศวกรของอินเดียนี่ แล้วก็ทำงานแบบผ่าน Video Conference ทุก ๆ วันนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ขอเติมตรงนี้นิดหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเติมก็คือ ความสามารถที่คุณจะต้องพยายามมี เพราะว่า ถ้าเกิดว่าคุณมีบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นนี่ ถ้ามีศูนย์เทคโนโลยีในเวียดนามหรือินเดีย ก็จะช่วยเหลือคุณได้มาก แต่ตอนนี้นี่มีเจ้าของบริษัทหลายคน ที่ค่อนข้างกลัวในการบริหารจัดการทีมข้ามประเทศ แต่ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ แล้วก็เรียนรู้ได้ เพราะว่าบริษัทหลาย ๆ อย่าง ใน South East Asia แล้วก็ผ่านทางอินเดีย แล้วเขาก็สามารถสร้างทีม แล้วก็สร้าง CTO แล้วก็ทำบริษัทให้ใหญ่ขึ้นได้นะครับ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นในหลายที่ทั่วโลก ผมเห็นมากขึ้น และผมหวังว่าเนื่องจากบริเวณที่เราตั้งอยู่ แล้วก็พูดอีกนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันอยู่ World Economic Forum และเรามี 400 Chapters มีที่อายุน้อยกว่า 30 และมีบริษัทคนเก่ง ๆ มากมาย จากประเทศใหม่ ๆ เราเห็นความต้องการของนวัตกรรมในพื้นที่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณในชนบทด้วยนะคะ ที่เราเห็นไม่ใช่เฉพาะในเมือง แต่ว่าในพื้นที่ห่างไกลก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้เรียนรู้เมื่อวานนี้ที่กรุงเทพฯ หลังจากที่คุยกับวิศวกรมากมายนะคะ เป็นโรงเรียนวิศวะที่เก่งมาก ๆ ก็คือเรามีโปรแกรมระหว่างจุฬาร่วมกับเชียงใหม่ แล้วก็ลอนดอน ซึ่งเขาจะมีเป็นโปรแกรม Robotic กับ Artificial Intelligence ที่จะเชื่อมโยงระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท ให้เขาไปเรียนกับ หรือ Robotic แล้วก็ทำงาน แล้วก็เรียน ก็ได้เห็นโปรแกรมแบบนี้มากขึ้นในสิงคโปร์เกี่ยวกับการให้นักธุรกิจหน้าใหม่ เข้าใจว่ามีเวลา 8 เดือนนะคะ คุณสามารไปเรียนรู้ในซานฟรานซิสโก หรือถ้าคุณสนใจเรื่อง Fashion คุณก็จะเห็นชุมชนทั่วโลกแบบนี้นะคะ ที่ทำงานด้วยกันผ่านดิจิทัล จะไม่ได้อยู่ในเมืองเมืองเดียว แต่สามารถไปเรียนในที่หลาย ๆ เมืองได้ มีมุมมองใหม่ ๆ แล้วก็นำกลับมาเข้าสู่ตลาดท้องถิ่นนี้ได้ด้วยเช่นกัน ในเวทีนี้ เรามีเวลาอีกไม่กี่นาที ดิฉันอยากจะถามว่า คุณเห็นกระแสอะไรในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขบ้างคะ ยกตัวอย่างเช่น ในซานฟรานซิสโก เราเห็นบริษัทเกี่ยวกับจิตวิทยา หรือผู้ป่วยทางด้านจิตวิทยาค่อนข้างมาก ปัญหามากมายในสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรคซึมเศร้า หรือโลกเหนื่อยล้าจากการทำงาน เราเห็นปัญหาเหล่านี้บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้างหรือไม่ หรือคุณเห็นปัญหาอะไรที่คุณคิดว่าเป็น Founder นี้พูดถึงบ้างคะ ปัญหาที่ผมคิดว่ามีหลัก ๆ 2 อย่างคือ แล้วก็ปัญหาเรื่องการขนส่งเราอยากพูดถึง First mal trucking ก็คือรถที่ส่งสินค้ายี่ห้อดัง ๆ ไปยัง Distribution Center ตรงนั้นยังไม่มีใครแก้ไขมากนักตรงนั้นยังไม่มีใครแก้ไขมากนัก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหานี้ลำบากมากทีเดียว เพราะว่าคนขับรถก็ได้เงินน้อย แล้วก็ขับรถครึ่งวันเป็นต้น แล้วก็มีรถที่ว่างเป็นจำนวนมาก มีรถที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เป็นจำนวนมาก สำหรับเรื่องการศึกษาผมคิดว่าประเทศอย่างอินโดนีเซียนี่ การศึกษาที่เป็นสาธารณะนี่ยังไม่ดี แล้วก็การศึกษาที่ดีมักจะมีราคาสูง เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือการศึกษาที่เป็นสาธารณะให้มีคุณภาพขึ้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ในเรื่องของการขนส่ง ผมคิดว่าการขนส่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ Venture Capitalist หรือ VC อยากจะลงทุนมาก เพราะว่ามันมีหลาย ๆ อย่างแก้ไข อันนี้จะเป็นปัญหาที่ทุกคนอยากจะแก้ในช่วงอนาคตนี้ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี ไม้แรกหรือการทำผ่านศุลกากร คุณคิดว่ามีเทคโนโลยีมากมายที่คุณหาโอกาสได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือในเรื่องของ Social Commerce ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคุณเห็น Pocopedia Lazada ซึ่งเป็นเว็บ E-Commerce แต่สิ่งที่คุณเห็นต่อขึ้นมา สิ่งที่คนใกล้บ้านคุณ คนในชุมชนของคุณขายของให้กันและกัน มันค่อย ๆ พัฒนา แล้วก็เปลี่ยนแปลงระบบตลาดที่เป็นระบบ E-Commerce เรากำลังซื้อของผ่านคนที่คุณรู้จัก หรือแม้กระทั่งประกัน เสื้อผ้า นี่คือกระแสที่ผมเห็นว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ครับ โอ.เค. ค่ะ นั่นก็เรียบร้อยแล้วนะคะ ต้องขอขอบคุณมาก ดิฉันหวังว่าคุณจะมีช่วงบ่ายที่สนุกสนานต่อไปนะคะ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณนะครับ ขอบคุณคุณ Justin, Dimitra เรายังคงมีกิจกรรมโดรน Rescue Drone อีก 2 รอบด้วยกันวันนี้นะครับ รอบแรก 17.30 น. อยู่ที่ลาน Outdoor นั่นเองก็จะเป็นกิจกรรมที่เราจะมาจากแขกของสำหรับ Digital Thailand Big Bang 2019 โดยเฉพาะ อยู่ที่ลาน Outdoor ที่ลาน 100 นะครับ เหลืออีก 2 รอบวันนี้ ช่วงต่อไปนะครับ หัวข้อก็จะเป็น Rania Svoronouแบบนี้ให้กับผู้ก่อตั้งนะครับ คือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ขอบคุณมาก ๆ แล้วมันสำคัญแค่ไหน สำรับผู้ก่อตั้งที่จะต้องทำการศึกษา แล้วก็สร้าง Story ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเราไปเจอผู้ประกอบการหรือทีมของเราแล้ว มันเหมือนกับการไปเดทคล้าย ๆ กับการแต่งงานกับใครคุณก็ต้องสร้างความสัมพันธ์หลายปี ในตอนแรก ๆ นี่ ในการที่คุณพบกับผู้ประกอบการ ฟังเรื่องราวของเขาแล้วก็ดูว่ามันไปตรงกับคุณค่าของคุณหรือเปล่าการที่จะสร้างเรื่องราวที่มันน่าติดตาม หรือว่าน่าสนใจ จะช่วยทำให้การตัดสินใจในการให้ทุนหรือเปล่าครับ อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากผู้ก่อตั้งนี่ เขาไม่ค่อยให้หรือว่าการสร้างเรื่องราวต่าง ๆ เวลาเขาพูดกับนักลงทุน เวลาจ้างคนต่าง ๆ ผู้ก่อตั้งที่ดีที่สุดที่เรามีใน Port ของเราเป็นคนขายน่ะ เป็น Sale คุณต้องขายให้ได้ ขายโปรเจกต์ให้กับนักลงทุน แล้วก็ขาย Project ให้กับคนที่เราจ้างก็คุณต้องสามารถทำให้คนเชื่อได้ว่าทุกอย่างมัน โอ.เค. และทุกอย่างดีไปหมด อันนี้เป็นทักษะดีมาก ๆ คุณจะต้องรู้ว่าคุณจะต้องบอกเรื่องราวของคุณอย่างไร เพราะจะให้นักลงทุนเขาอินกับคุณด้วย ทำให้คนอื่น ๆ สามารถตัดสินใจได้ว่าจะลาออกจากงานเพื่อมาทำงานกับคุณได้ลาออกจากงาน เพื่อที่จะมาทำงานกับคุณได้ หลายคนคิดว่า ถ้าสมมุตเราคิดว่าสร้างบริษัทที่ดีมันก็พอแล้ว แต่ที่จริงมันไม่มี มันไม่เพียงสร้างธุรกิจที่ดี แต่ว่าคุณต้องสื่อสารให้ได้ที่ดีได้ และอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตอนแรกที่ผมเริ่มนะครับ ในธุรกิจนี้นี่ ถ้าสมมุติผู้ก่อตั้งเขามีธุรกิจที่ดีแล้วก็มีแรงในตลาดดี แต่ว่าที่จริงผมมาเรียนรู้ว่าไม่ใช่ เมื่อคุณโตขึ้นมา ใหญ่ขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นในสเตจ A หรือ B หรือ C คุณจะต้องทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ระยะไหนก็ตาม เป็นเรื่องราวของคุณ กับ Startup แล้วคุณคิดอย่างไรบ้าง Dimitra เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ อาจจะต่างออกไปเพราะว่าตัวเลขเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่สำคัญของเรื่องราวนะครับ ผมคิดว่าเรื่องราวมันสำคัญ แต่เรื่องเหวี่ยงในตลาดก็สำคัญเหมือนกัน สมมติว่าในตัวอย่างของบริษัทของผมนะครับ ตอนที่เขาเข้าตลาดนี่ ก็คือเขาก็มีพื้นที่ในการตลาดเป็นจำนวนมากในกวางโจวนะครับ จักรยานบนถนนและผู้ก่อตั้งบอกา ลืม Teleone ไปเลยเดี๋ยวผมจะไปในเมืองเล็ก ๆ ในจีน แล้วผมจะสร้างให้คนเกิดความจงรักภักดีต่อต่อแบรด์ของผม และตอนนี้นี่ เขาเป็นคนที่ที่เป็นบริษัท จักรยานชั้นนำของจีนแล้วนะครับ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ มันไม่มีอะไรผิดหรือถูก เพราะในตัวอย่างที่ผมให้ เมื่อเรามอง ณ ตอนนั้น เมื่อคุณลงทุนในบริษัทนั้นก็ดูเหมือนเป็นบริษัทที่ดี คือเรื่องราวมันเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณเป็นผู้ก่อตั้งที่กำลังแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ มาบดขยี้คุณได้ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ก็ต่อมานะครับ ในเรื่องของธุรกิจที่สามารถขยายได้ คุณก็ได้ฟัง Justin มีความแตกต่างระหว่างไอเดียที่ดี กับบริษัทที่ดี แล้วการขยายธุรกิจและกลายเป็นบริษัท Unicorn คุณสามารถบอกถึงความแตกต่างได้ไหม คุณสามารถรู้ได้อย่างไรบ้าง คำถามนี้ก็คือมีคำตอบหลาย ๆ ทางสำหรับผม เราตีความ หรือพยายามระบุว่า หรือดูว่า Startup ไหนที่สามารถที่จะสนับสนุนโดย VC ได้บ้าง หลายธุรกิจ แบบที่มีหน้าร้าน ถ้าสมมุติเขาเติบโตในลักษณะที่เป็นเส้นตรง Startup ที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ เขาสามารถที่จะโตอย่างก้าวกระโดดได้ ถ้าสมมุติว่าคุณเป็นร้านแฟชั่นที่ชาย T-Shirt หรือขายเสื้อผ้า คุณอาจจะได้ลูกค้า 0-100 คน ได้อย่างถ้าคุณเป็นร้านออนไลน์ คุณสามารถที่จะได้จำนวน ได้ภายใน 1 วันหรืออะไรอย่างนี้ก็ตามถ้าสมมติว่าเรามีการสนับสนุน ถ้า Startup เหล่านี้ได้รับการสนับสนุน VC เราเอาเงินนั้นมันเอาไปให้ Startup ที่เราคิดว่าอาจจะเป็นยูนิคอร์นได้ มีบริษัท offline ที่สามารถทำแบบนั้น มีบริษัทออฟไลน์ที่สามารถทำแบบนั้นได้ แต่ใช้เวลานานกว่านั้นมาก อันนี้แล้วคุณละครับ ในเรื่องของ สำหรับคุณที่ดูเรื่องของ Startup ที่เป็นระยะหลัก ๆ ผมกับผู้ก่อตั้งที่ทำธุรกิจที่ค่อนข้างได้กำไรมาก เขาบอกว่า โอ.เค. Funding มันดี ผมนี่คือสื่อก็พูดยกยอบริษัทร่วมทุนมากเกินไป เพราะว่าเวลาคุณมีประชุมคณะกรรมการ คุณก็ต้องตอบคำถาม เขาอยากจะรู้ข้อมูลกับคุณบางคน บางทีคุณอาจจะไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ คุณบางทีคนอาจจะไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ อันนั้นคือสิ่งที่เราพูดอันนั้นคือสิ่งหนึ่งที่เราพูด ตอนที่ผมพบกับผู้ก่อตั้ง ทำไมคุณอยากได้เงินจาก VC ไม่หาได้กำไร และใช้ชีวิตปกติไป ถ้าเขาตอบคำถามได้ เขาอาจจะรู้ว่าเขาทำอะไอยู่ก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยากได้เงินจาก VC อันนี้คุณก็ต้องคิดแล้วว่า อันนี้เป็นเงินที่สามารถที่จะทำให้เราเติบโต ให้เราจะไปขยายได้ แล้วคนของเราจะขยายทันไหม และมีคำพูดจากคุณไม่ได้ทำงานอย่างเดียว ในชีวิตของคุณคุณก็ต้องจัดการเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนของคุณ แต่ว่ามันก็จะมีทางด้านเรื่องของงานเป็นเหมือนคล้าย ๆ กับลูกบอลพลาสติก มันตกไปมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าในเรื่องของครอบครัว มันเหมือนลูกบอลที่เป็นแก้ว มันตกก็จะแตกไปเลย ดังนั้นก็ถามว่าทำไมถึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณต้องถามตัวเอง ถึงจะเป็นสิ่งสำคัญ ทำไมเป็นสิ่งสำคัญในการที่คุณได้เงินจาก VC นะครับ แม้ว่าคุณก็พยายามที่จะระดมทุน แล้วอันนี้ที่อาจจะทำงานร่วมกัน 5-10 ปี อาจะเป็นการทำงานกับคนใกล้ชิดเป็นเวลานานมาก ๆ ผู้ประกอบการหลายคน เมื่อเขาพยายามจะระดมทุน ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ หลังจากที่คุณระดมทุนครั้งแรก โอกาสอาจจะมีการระดมทุน และอันนี้อาจจะเป็นการเดินทางที่คุณจะต้องระดมทุนไปเรื่อย ๆ นะครับ ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต แล้วคุณเห็นว่ามีผลลัพธ์อย่างไร และสามารถสร้างคุณค่า แล้วก็สร้างแรงดึงในตลาดได้ดี โอ.เค. ไปเลย ให้ใช้เงิน VC ถ้าสมมติคุณใช้เงินของ VC ตอนที่คุณคิดว่าคุณต้องการที่จะเติบโตเพิ่มเติม ให้คุณจริงจังกับเรื่องนี้ ไม่ใช่คุณทำครั้งเดียวแล้วมันจบ และการเพิ่มทุนเข้าไปในคร้้งแรก ธุรกิจจะเติบโต และธุรกิจจะเติบโตมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ผมคิดว่าอันนี้ก็มันเป็น มีบริษัทหลายบริษัทที่ใช้กลยุทธ์นั้น แล้วก็มีบริษัทหลายบริษัทใช้เงินนั้น แล้วก็ไม่สามารถที่จะเติบโตได้ แล้วก็ล้มลงไป ก็เดี๋ยวให้มุมมองจาก Silicon Valley ด้วยนะคะ เขามักจะพูดถึง Exit เจ้าของบริษัทมากมายที่มีเป้าหมาย 2 อย่าง ก็คือเขาต้องการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอย่างการไปร้านขายยา หรือการซื้อประกัน หรือการรอคิวนาน ๆ ในการที่รอในการซื้อยา ปัญหาจริง ๆ ที่ Founder พยายามแก้ไข แล้วก็มีกลุ่มหนึ่งที่เขามักจะใช้คำแฟนซี อย่างเช่น Artificial Intelligence ฺBlock Chain ต่าง ๆ เหล่านี้ กลุ่มหนึ่งที่อยากแก้ไขปัญหาจริง ๆ มีความต้องการจริง ๆ ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาบนโลกของเรา แล้วก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เหมือนกับโต้คลื่นกระแส เล่นไปตามกระแสนี้ เช่น ใช้ศัพท์หรู ๆ Block Chain หรือ National Sensing Process หรือการประมวลภาษา ซึ่งกลุ่มที่ 2 นี่ มักจะไปไม่รอด ในมุมมองของ Silicon Valley ที่เราเห็นมาก็คือ แม้กระทั่งบริษัทที่สามารถหาเงินได้เยอะ ๆ จากการ Investment นี่ ก็จะไปไม่ไกลเท่าไร มีใครในห้องนี้รู้จัก Soft Bank บ้างตอนนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่าสุสานของบริษัท ที่สามารถมีผู้ลงทุนหลายพันล้าน แต่ก็บริษัทนี้ไม่สามารถไปได้ระยะยาว ก็คือบริษัทรถสกูตเตอร์ ที่มีเงินลงทุนหลายพันล้านนะคะ แล้วก็ Scooter พวกนี้ก็ไม่มีกำไรอยากจะโตอย่างเดียว ด้วยเงินเดือนสูง ๆ แต่ก็ไม่มีกำไร เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะฟังมุมมองทั้ง 2 คน เกี่ยวกับ Exit บ้าง ว่าเวลาเราสร้างบริษัทแล้วคุณอยากจะขายบริษัทของคุณ หรือคุณอยากจะซื้อบริษัทใหญ่ ๆ บริษัทอื่นไหม ให้ความหมายกับคำว่า Exit อย่างไร มีกลยุทธ Exit อย่างไร คุณมีบริษัท คุณมองมุมนี้อย่างไรคะ (Mr. Justin) เราลงทุนในช่วง 20 ปีนี้ มีบริษัทกว่า 250 บริษัทที่เป็น unicorn แต่เราไม่ได้ Exit ไปทั้งหมดนะครับ บางคนเราก็ เพราะฉะนั้น เรามีบริษัทที่จดทะเบียนลงตลาดหลักทรัพย์ ใน 6 ประเทศทั่วโลกนะครับ อย่างเช่น ยุโรป สหรัฐฯ จีน ฮ่องกง มันยากมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราดูการซื้อของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจากจีน จากญี่ปุ่น และบริษัทจากในอินเดีย ที่ขยายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้นี่ น่าจะมีการ Exit ในอนาคตได้นะครับ เพราะว่าทั้งในบริษัทในอินเดียเขาก็เริ่มซื้อหุ้นกลับเพื่อมา Exit ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ยากมากทีเดียว เวลาการทำ IPO คุณต้องคิดถึงก็ต้องร่างแหไปให้ใหญ่ไว้ก่อน มันก็น่าสนใจ แต่คุณอย่าคิดแค่ตรงนั้น นี่คือสิ่งที่ผมคิดถึงเวลาพูดถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับผมอีก 5-6 ปีนี่ สิ่งที่เราจะซื้อน่าจะเป็นบริษัทของจีนและฮ่องกงที่จะซื้อเข้ามาแล้วก็บริษัทอย่างเช่น Grab หรือ Project ที่จะซื้อบริษัท Startup ใหม่ ๆ ผมคิดว่าในช่วง 5-6 ปีนี้ในอนาคต เราจะเริ่มเห็นองค์กรต่าง ๆ ที่มีเงินเข้ามา ช่วยสนับสนุนซื้อบริษัทในช่วงที่บริษัทเริ่มโตแล้วมากขึ้น สิ่งที่ตอบยากเพราะว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีประวัติการ Exit ที่มีผลงานที่ดีนัก มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เข้าใจ และจะเริ่มจากการขายในระดับภูมิภาคกก่อน ในระดับขายไปที่บริษัทในประเทศจีน ที่ Zentend หรือ ที่นักลงทุนเริ่มประทับใจ ก็จะมีการลงเงินในบริเวณนี้มากขึ้น มันจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ด้วยหลาย ๆ เหตุผลเราอยู่ในช่วงกระทิงที่โตมาตลอด ผมนี่เข้าใจว่ากระแสนี้จะเป็นอย่างนี้ต่อไป และจะมีการซื้อบริษัทในลักษณะนี้มากขึ้น เร็วเกินไปที่จะเริ่มพูดเรื่องนี้ ทีนี้พูดเรื่องการว่าจ้างคนบ้างนะครับ เรื่องของความสามารถในการวิศวกรรม การผลิต คุณกำลังหาแรงงานประเทศไหนบ้าง คุณไปในเวียดนาม แล้วคุณเล่าประสบการณ์ให้เราฟังได้ไหม เวียดนามน่าสนใจมาก ผมไม่รู้ว่าคุณรู้หรือเปล่า มีการให้ทุนมากมายในเวียดนาม เพราะว่าเวียดนามต้องผ่านสงครามเวียดนาม เพราะฉะนั้นเรามีทุนมากมายที่ให้คนเวียดนามไปเรียนสหรัฐฯ ถึงระดับปริญญาเอก แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับไปทำงานในเวียดนามนะครับ มีความสามารถมากเลยที่ทำงานอยู่ในเวียดนาม บริษัทเวียดนามมีมากมายที่เป็นบริษัท SAS ที่สามารถจะเป็นบริษัทระดับโลกได้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นวิศวกรในไทยและเวียดนามนี่ มีความสามารถทางวิศวกรรมค่อนข้างสูง สำหรับสิงคโปร์ผมคิดว่ามีความสามารถเยอะ ก็ยังเป็นจำนวนน้อย ทีนี้เราก็ยังจะจ้างคนจากที่ไหนครับ ผมเชื่อว่า น่าจะไปที่อินเดีย อินเดียนี่จะมีบทบาทสำคัญมากใน 5-10 ข้างหน้านะครับ ในระหว่างที่เรากำลังสร้างฐานของความสามารถในประเทศบริเวณนี้ และการทำงานร่วมกับวิศวกรของอินเดีย แล้วเรามีการทำงานร่วมกันระหว่าง CTO ของอินเดีย และทีมวิศวกรของอินเดียนี่ แล้วก็ทำงานแบบผ่าน Video Conference ทุก ๆ วันนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ขอเติมตรงนี้นิดหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเติมก็คือ ความสามารถที่คุณจะต้องพยายามมี เพราะว่า ถ้าเกิดว่าคุณมีบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นนี่ ถ้ามีศูนย์เทคโนโลยีในเวียดนามหรือินเดีย ก็จะช่วยเหลือคุณได้มาก แต่ตอนนี้นี่มีเจ้าของบริษัทหลายคน ที่ค่อนข้างกลัวในการบริหารจัดการทีมข้ามประเทศ แต่ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ แล้วก็เรียนรู้ได้ เพราะว่าบริษัทหลาย ๆ อย่าง ใน South East Asia แล้วก็ผ่านทางอินเดีย แล้วเขาก็สามารถสร้างทีม แล้วก็สร้าง CTO แล้วก็ทำบริษัทให้ใหญ่ขึ้นได้นะครับ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นในหลายที่ทั่วโลก ผมเห็นมากขึ้น และผมหวังว่าเนื่องจากบริเวณที่เราตั้งอยู่ แล้วก็พูดอีกนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันอยู่ World Economic Forum และเรามี 400 Chapters มีที่อายุน้อยกว่า 30 และมีบริษัทคนเก่ง ๆ มากมาย จากประเทศใหม่ ๆ เราเห็นความต้องการของนวัตกรรมในพื้นที่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณในชนบทด้วยนะคะ ที่เราเห็นไม่ใช่เฉพาะในเมือง แต่ว่าในพื้นที่ห่างไกลก็มีความจำเป็นเช่นกัน ได้เรียนรู้เมื่อวานนี้ที่กรุงเทพฯ หลังจากที่คุยกับวิศวกรมากมายนะคะ เป็นโรงเรียนวิศวะที่เก่งมาก ๆ ก็คือเรามีโปรแกรมระหว่างจุฬาร่วมกับเชียงใหม่ แล้วก็ลอนดอน ซึ่งเขาจะมีเป็นโปรแกรม Robotic กับ Artificial Intelligence ที่จะเชื่อมโยงระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท ให้เขาไปเรียนกับ หรือ Robotic แล้วก็ทำงาน แล้วก็เรียน ก็ได้เห็นโปรแกรมแบบนี้มากขึ้นในสิงคโปร์เกี่ยวกับการให้นักธุรกิจหน้าใหม่ เข้าใจว่ามีเวลา 8 เดือนนะคะ คุณสามารไปเรียนรู้ในซานฟรานซิสโก หรือถ้าคุณสนใจเรื่อง Fashion คุณก็จะเห็นชุมชนทั่วโลกแบบนี้นะคะ ที่ทำงานด้วยกันผ่านดิจิทัล จะไม่ได้อยู่ในเมืองเมืองเดียว แต่สามารถไปเรียนในที่หลาย ๆ เมืองได้ มีมุมมองใหม่ ๆ แล้วก็นำกลับมาเข้าสู่ตลาดท้องถิ่นนี้ได้ด้วยเช่นกัน ในเวทีนี้ เรามีเวลาอีกไม่กี่นาที ดิฉันอยากจะถามว่า คุณเห็นกระแสอะไรในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขบ้างคะ ยกตัวอย่างเช่น ในซานฟรานซิสโก เราเห็นบริษัทเกี่ยวกับจิตวิทยา หรือผู้ป่วยทางด้านจิตวิทยาค่อนข้างมาก ปัญหามากมายในสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรคซึมเศร้า หรือโลกเหนื่อยล้าจากการทำงาน เราเห็นปัญหาเหล่านี้บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้างหรือไม่ หรือคุณเห็นปัญหาอะไรที่คุณคิดว่าเป็น Founder นี้พูดถึงบ้างคะ ปัญหาที่ผมคิดว่ามีหลัก ๆ 2 อย่างคือ แล้วก็ปัญหาเรื่องการขนส่งเราอยากพูดถึง First mal trucking ก็คือรถที่ส่งสินค้ายี่ห้อดัง ๆ ไปยัง Distribution Center ตรงนั้นยังไม่มีใครแก้ไขมากนักตรงนั้นยังไม่มีใครแก้ไขมากนัก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหานี้ลำบากมากทีเดียว เพราะว่าคนขับรถก็ได้เงินน้อย แล้วก็ขับรถครึ่งวันเป็นต้น แล้วก็มีรถที่ว่างเป็นจำนวนมาก มีรถที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เป็นจำนวนมาก สำหรับเรื่องการศึกษาผมคิดว่าประเทศอย่างอินโดนีเซียนี่ การศึกษาที่เป็นสาธารณะนี่ยังไม่ดี แล้วก็การศึกษาที่ดีมักจะมีราคาสูง เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือการศึกษาที่เป็นสาธารณะให้มีคุณภาพขึ้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ในเรื่องของการขนส่ง ผมคิดว่าการขนส่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ Venture Capitalist หรือ VC อยากจะลงทุนมาก เพราะว่ามันมีหลาย ๆ อย่างแก้ไข อันนี้จะเป็นปัญหาที่ทุกคนอยากจะแก้ในช่วงอนาคตนี้ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี ไม้แรกหรือการทำผ่านศุลกากร คุณคิดว่ามีเทคโนโลยีมากมายที่คุณหาโอกาสได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือในเรื่องของ Social Commerce ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคุณเห็น Pocopedia Lazada ซึ่งเป็นเว็บ E-Commerce แต่สิ่งที่คุณเห็นต่อขึ้นมา สิ่งที่คนใกล้บ้านคุณ คนในชุมชนของคุณขายของให้กันและกัน มันค่อย ๆ พัฒนา แล้วก็เปลี่ยนแปลงระบบตลาดที่เป็นระบบ E-Commerce เรากำลังซื้อของผ่านคนที่คุณรู้จัก หรือแม้กระทั่งประกัน เสื้อผ้า นี่คือกระแสที่ผมเห็นว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ครับ โอ.เค. ค่ะ นั่นก็เรียบร้อยแล้วนะคะ ต้องขอขอบคุณมาก ดิฉันหวังว่าคุณจะมีช่วงบ่ายที่สนุกสนานต่อไปนะคะ (คุณอกนิษฐ์) ขอบคุณนะครับ ขอบคุณคุณ Justin, Dimitra เรายังคงมีกิจกรรมโดรน Rescue Drone อีก 2 รอบด้วยกันวันนี้นะครับ รอบแรก 17.30 น. อยู่ที่ลาน Outdoor นั่นเองก็จะเป็นกิจกรรมที่เราจะมาจากแขกของสำหรับ Digital Thailand Big Bang 2019 โดยเฉพาะ อยู่ที่ลาน Outdoor ที่ลาน 100 นะครับ เหลืออีก 2 รอบวันนี้ ช่วงต่อไปนะครับ หัวข้อก็จะเป็น Rania Svoronou