--- title: (เช้า) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” subtitle: date: วันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 เวลา 09.10 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” สวัสดีทุกท่านค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้างาน Digital Thailand Big Bang 2019 มหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติ เราจะมีการเริ่มกิจกรรมที่เวที Big bang ข้อหัวแรกจะเป็น “Unlocking Business and Social Value from Geolocation Data” โดย ดร. Napat Jatusripitak และ CEO ที่สนใจมาฟัง สามารถมาที่ Big Bang Stage ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับอีกครั้งนะคะ สำหรับวันที่ ๓ ของงาน Digital Thailand Big Bang มหกรรมแสดงดิจิทัลระดับนานาชาติค่ะ เป็นวันที่ 3 ซึ่งวันนี้จะมี speaker หลากหลายมาขึ้นบนเวที Big Bang Stage ค่ะ หัวข้อแรกนะคะจะเป็น “Unlocking Business and Social Value from Geolocation Data” โดย ดอกเตอร์นภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง ท่านใดที่สนใจเรียนเชิญมาที่ stage ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] อีกสักครู่กิจกรรมบนเวทีของเราจะเริ่มต้นขึ้นแล้วนะคะ เชิญที่ Big bang State ได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] อีกสักครู่กิจกรรมบนเวทีของเราจะเริ่มต้นแล้วนะคะ ท่านใดที่สนใจเชิญด้านหน้าเวที Big Bang Stage ได้เลยนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่งาน Digital Thailand Big Bang 2019 ASEAN Connectivity แสดงนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติ ณ ศูนย์นิทรรศการไบเทคแห่งนี้ค่ะ ซึ่งจัดโดนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วันนี้นะคะ เป็นวันที่ 2 สำหรับเรา กับ Speaker หลากหลายที่ขึ้นเวทีนี้ เพื่อแบ่งความรู้ให้กับเรานะคะ วันนี้เราก็จะดำเนินต่อไปภายใต้ theme ASEAN Connectivity ซึ่งสอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพอาเซียนของปีนี้ สำหรับท่านไหนต้องการหูฟังแปลภาษา สามารถติดตามหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านหลังได้เลยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] สำหรับหัวข้อแรกของเราในวันนี้นะคะ เราจะมาพบกับ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Founder and CEO [ภาษาต่างประเทศ] (ดร.ณภัทร) สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังจากทางบ้านนะครับ ผม ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ยินดีมากครับที่วันนี้ได้มีโอกาสมาพูดในเวที สุดเจ๋งอันนี้นะครับ ผมก็ขออนุญาตพูดเลยนะครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า Geo-location data เป็นอะไรที่ผมมองว่ารู้สึกว่า under rated ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันมีพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจและสังคม ถ้าพูดถึง Geo-location ทุกคนมักจะนึกถึงแผนที่ แผนที่ว่าเราอยู่ตรงไหน ขุมทรัพทย์ จะไปเปิดคอนโดใหม่ ร้านใหม่ตรงไหน มันอยู่ตรงไหน อย่างดีก็คือ บอกว่าบ้านเราอยู่ตรงนี้นะ แล้วก็มีเส้นทาง อันนี้คือความเข้าใจเกี่ยวกับว่า location ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันเป็นอะไรที่เก่าแก่มาก ถ้าลองนึกดูการวาดภาพว่าอะไรอยู่ตรงไหนใน google map อะไรอย่างนี้ครับ หรือเส้นทางจาก A ไป B ตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว ซึ่งเป็นพัน ๆ ปีแล้ว มันน่าตกใจที่ว่า ทุกวันนี้เวลาเราใช้มือถือ ดูข้อมูลแผนที่ มันก็ยังอยู่ในรูปแบบนี้ แล้วท่านผู้ฟังมาฟังผมทำไมวันนี้ มันมีอะไรน่าตื่นเต้น มีเหมาะสมกับงาน Big Bang 2019 อันนี้เป็นภาพที่บางทีเรามองข้ามไป เรามองว่า บริษัทผม แล้วก็ทำ consulting เกี่ยวกับการอะนาไลท์ข้อมูลและภาพที่เราเห็น ไม่ใช่ภาพนี้ ภาพที่เราเห็นเป็นประมาณนี้ นี่คือโลกที่ผมและพนักงานในบริษัทมองทุกวันนะครับ คำถามก็คือว่า เส้นยั้วเยี้ยที่เห็นอยู่นี้มีอะไรบ้าง ที่ผมหมายถึง Geo-location Data นี่ อันดับแรก ๆ คือ 2 อย่างแรก คือตำแหน่ง โปรออดิเนทว่าเราอยู่ตรงไหนในโลกนะครับ อันดับที่ 2 ก็คือเรื่องของรูปทรงนะครับ ว่ามันเป็นจุด ๆ หนึ่ง หรือมันเป็นองค์กร มันเป็นอาคาร อาคารหนึ่ง หรือมันเป็น Area เป็นเขต เป็นแขวง หรือว่าเป็นระดับประเทศแต่ทั้งหมดนี้ แค่ 2 อันนี้ไม่พอ เพราะว่าถ้าเกิดคุณมีแค่ 2 อัน จะกลายเป็น มาร์ก ๆ หนึ่งบนแผนที่ เหมือนวิดีโอที่ผมโชว์เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ตรงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงอันที่ 3 นะครับ ว่าเรามีข้อมูลอื่น ๆ อะไรบ้าง ที่มาพ่วงกับตำแหน่ง แล้วก็เชฟของมัน ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ชื่ออะไร อย่างตรงนี้ ไบเทค บางนา หรือมันเป็นประเภทอะไร เช่น สถานที่นี้เปิดปิดกี่โมง มีคนไหลมามากเท่าไหร่ สถานที่ที่นี้มี Generate income เท่าไหร่ คือต้องมีของที่พ่วงเข้ามา ทีนี้คำถามถัดมาก็คือทำไมผมต้องสนใจด้วย เพราะบางที Big Data เขาคุยกันเยอะ ๆ บางทีอาจจะเป็นแค่พาสเวิร์ดหรือเปล่า เป็นแค่ Data ที่ทำให้เราปวดหัวเล่นหรือเปล่า ไม่ใช่ เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทำไม อันดับแรก คือว่าทำไมมันสำคัญ ผมมองว่าโลกในสมัยหน้าถึงแม้ว่าทุกคนจะบอกว่า รีเทลกำลังจะตาย เป็นขาลง real estate อาจจะไปไม่รอด คำถามว่า ทำไมต้องมาฟังผม จริง ๆ แล้วมันกลับกันครับ มันไม่ใช่ว่าจะเป็นเกิดอะโพคาลิปของ Detail state จริง ๆ การที่คุณต้องแคร์มากขึ้น ว่าคุณต้องลงทุนอะไรตรงไหน มันยิ่งที่คุณจะต้องตัดสินใจบนหลักฐาน บนข้อมูล ในประเทศไทยยังโชคดีรีเทลเลอร์ยังขยายกิจการ บางบริษัท บางธุรกิจขยายปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ สาขา ฝรั่งเขาลดกัน ลดทีเป็นร้อย ๆ สาขา ทั้งการเพิ่มและการลดนี้จะต้องมีความสำคัญ ต้องมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นว่า ทำไมถึงควรจะไปปลูกอะไรใหม่ในตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะเปิดทุก ๆ จังหวัดเลย ทุก ๆ เขต ทุก ๆ แขวง เพราะว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้น อันดับที่ 2 คือ โลกสมัยหน้า จะเป็นโลกของการเชื่อมต่อนะครับ เราจะได้ยินว่าคำ Mobility ค่อนข้างเยอะ การเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหว รถขับเองได้ โดรนบินมาหาเรา แต่ว่า mobility ทุกวันนี้ และในอนาคตจะไม่ค่อยมีความหมาย ถ้าเกิดไม่มี Connectivity ทำไปทำไม เพราะว่า Data รถจะขับเองได้ ก็ต้องเห็นว่ามีอะไรเคลื่อนที่ บางที่ต้อง communicate ว่าใครกำลังมานะครับ ไฟสัญญาณจราจร บ้านเราถ้าเกิดในประเทศที่เจริญมาก ๆ จะ Connect กันหมด แล้วก็จะรู้ว่าตรงไหน สี่แยกไหนคุณภาพไม่ดี คุณภาพไม่ดี หมายถึงว่ารถติดเกินไป Connectivity มันเป็นอะไรที่สำคัญ และต้องใช้ Geo-location เข้ามาช่วย อันดับ 3 ก็คือบางคนอาจจะบอกว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ไปไหนมาก ออเดอร์อาหารเข้ามา อาจจะจริงที่คุณเดินทางน้อยลงนะครับ แต่อย่างไรของ วันยังค่ำก็ยังต้องเดินทาง แล้วเผลอ ๆ demand สำหรับการส่งของ A-B-C-Z to C To อันดับ 4 อันนี้สำคัญที่สุด แล้วผมจะพูดว่าทำไม คือไม่ได้เป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ หรือเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเท่านั้น Geo-location data จริง ๆ แล้วพลังในการขับเคลื่อนสังคมเรา ให้ไปในทางบวกได้ดีขึ้นมาก และเรายังไม่ค่อยได้ทำมัน นี่คือจุดที่น่าเสียดาย และใน talk นี้ ตอนจบผมจะเล่าอย่างหนึ่ง บริษัทผมช่วยกับมูลนิธิ มาช่วยชีวิตคนได้เลยจริง ๆ นะครับ ทีนี้เห็นณภัทรพูดมาแล้วหลาย ๆ ตัวอย่าง แต่ยังไม่เห็นภาพ อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันไปทำอะไรได้อีก เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องการ Unlock value ก่อน จริง ๆ แล้วมี Use case ค่อนข้างเยอะมาก แต่ว่าวันนี้ผมคัดมาให้แค่ 2 อัน เพราะว่าเดี๋ยวจะไม่พอ อันแรกก็คือการ Electorate จะไปลง Physical ตรงไหน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นอะไรที่น่าปวดหัวมาก ใครที่เคยคิดว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะไปเปิด จะไปซื้อคอนโดที่ไหน ไปขายคอนโดที่ไหน จะทราบดีว่ามันไม่ง่าย มันไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ตัดสินใจเลยว่าโอเค ผมชอบตรงนี้ซื้อ ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่าจริง ๆ แล้วมี factor เยอะมาก ที่ทำให้เราตัดสินใจว่าตรงนี้เป็นทำเลที่ดี นอกจากไปหาซินแส อีกอย่างหนึ่งคือ Location อย่างเดียวไม่พอ บางทีเราขายของ ขายของเราต้องรู้ว่าควรจะไปเปิดตรงไหน ที่มันมี Market ไม่ใช่ว่ามันง่ายว่าไปเปิดตรงไหน คนเดินไหลมาเยอะ ๆ แล้วจะจบ บางทีคุณขายของแบบหนึ่ง คุณต้องหา location แบบหนึ่ง เพราะว่าบางทีคนที่มานี้ เขามาแต่ตอนกลางคืน มาตอนกลางวัน ตอนเช้า ในการเลือกที่ อีกอย่างคือคุณเลือกที่มา ไม่ใช่ว่าคุณเลือกที่เด็ดมาที่หนึ่งแล้วจบ บางทีคุณมี candidate หลาย ๆ ทำเล จะตัดสินใจอย่างไร ถ้าซื้ออันหนึ่งแล้วต้องซื้ออันไหน มันไม่ง่าย เราซื้อที่ได้แล้ว เรามีที่แล้วการ manage มัน การคุมว่าร้าน ๆ นี้ ในสาขานี้ ควรจะขายของ อันนี้ก็ตัดสินใจยาก ถ้าไม่มีข้อมูลเลย อย่างไรกันในละแวกนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกที่ว่าคนในท้องที่หนึ่งจะอยากได้ เกี่ยวกับของที่มีคนในพื้นที่อยู่ มันไม่มีความจำเป็นว่าต้องอะไรต่าง ๆ ในร้านค้าเหมือนกันหมดทุกร้าน ยกเว้นว่าเราจะเหมือนสตาร์บักเรื่อง experience ในการกินกาแฟ ทีนี้เดี๋ยวผมโชว์ให้ดู ตอบโจทย์ตรงนี้ ตรงนี้เป็นแดชบอร์ด GPS base ก็คือเรียกสัญญาณโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้ว applicated ขึ้นมาในระดับ area เปิดสาขา นะครับ ก็คือเราจะแบ่งกรุงเทพฯ เป็นช่อง ๆ แล้วดูได้เลยว่า แต่ละช่องมีจำนวนลูกค้า ไลฟ์สไตล์เป็นประมาณไหน เพื่อที่ว่าบางทีเราจะไปเปิดสาขา เราจะได้เปิดให้ทุกจุดว่าตรงนี้จะมีคนมากี่โมง บางทีเรายังดูได้เลยว่า พนักงานเรา พนักงานขายเราเริ่มตั้งแต่ไหนจบตรงไหน จะได้ไม่จำเป็นจะต้องมีคนที่อย่างไรก็ไม่มีลูกค้าเดินเข้ามา อันนี้คือการฝังข้อมูลอื่น ๆ ลงทั้งหมด ใน Grid ระดับ Grid มาไกลในระดับหนึ่งแล้วว่าไม่ใช่เป็นแค่ตัว X ในแผนที่ อันนี้เป็นกล่องในแผนที่ แต่ว่าข้างในกล่องนี้ ลึกลงไปมาก จำนวนคน จนไปถึงไลฟ์สไตล์ของคนที่มา อีกอันหนึ่งอันนี้เป็นที่บริษัทผมพัฒนาขึ้นมา ที่เป็น AI เป็น connection คือ Use Case อันนี้คือเราก็วาด Area ไปว่าตรงนี้อย่างไร ถ้าข้างหลังมีแมชชีนอัลกอริทึมการทดลองแล้วว่า มีสูตรที่ตรงไหนดี กดปุ่มเดียวเสร็จครับ ไม่ต้องมาเถียงกัน แต่ถ้าจะเถียง เพราะว่ามีคนที่คิดว่าผมเก่งกว่า AI ผมไม่ต้องการแมชชีนก็ทำได้เหมือนกัน ก็เป็นเหมือน calculator อย่างหนึ่ง วัดได้เลยตอนจบว่า จริง ๆ แล้วนี่ แบบไหนนะครับ ที่ Effect คน ว่าจะซื้อคอนโด ไม่ซื้อคอนโดนะครับ ทีนี้อีก value หนึ่ง คือเรื่องของ logistics ในอนาคตว่า เพราะว่าด้วยแรงกดดันหลาย ๆ แรง แรงแรกจากลูกค้า ถ้าใครไปดูอะเมซอนในอเมริกาจะทราบดีว่าคู่แข่ง retail ทั้งหลายมันจะยอมแพ้กันไปเลย สู้ไม่ได้ 1. ราคา 2. Value Proposition เขาได้ fast แล้วก็ cheap delivery จากอะเมซอน คนที่ชนะ คือคนที่สามารถทำอันนี้ได้ แล้วก็มันใจลูกค้าครับ แต่อันนี้มันไม่ง่าย ใครเคยลองจัด สมมุติทั้งบ้านมีรถคนหนึ่ง ต้องไปส่งคนแก่คนหนึ่งใน 1 วันแค่นี้เราก็ปวดสมองแล้วใช่ไหมครับว่าต้องไปอย่างไร ภรรยาฝากซื้อของจาก super market จากซูเปอร์มาเก็ต เราจะไม่เสียนะครับ แค่นี้มันก็ยากแล้ว ไม่ใช่โจทยน์ที่ทำได้ดี เป็นโจทย์ที่หุ่นยนต์ทำได้ดีกว่าในการจัดเพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว การจัด stocking ก็ใช้ Geo-location ใช่ ทีนี้มันยังมีอีกว่า ทีนี้จะทำอย่างไร สมมุติว่าเรามีจำนวนรถจำกัด มีจำนวนร้านเท่านี้ แล้วก็มี requirement ต่าง ๆ นานา ร้านนี้ปิดกี่โมง เปิดกี่โมง จะให้รถคนหนึ่งไปส่งของ รับของ ส่งคน อะไรก็แล้วแต่ได้ Maximum ที่สุด อันนี้ก็ไม่ง่าย ง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่ง สมมติทำอันนี้ไปพักหนึ่งแล้วนี่ พบว่าเรามี เราต้องดิสโซลูชันต่าง ๆ เราจะเอาไปวางตรงไหนดี และอีกหน่อยถ้าใครตามข่าวจะมีข่าวกรองที่ อเมซอนมีบอลลูนยักษ์ ที่ปล่อยโดรนออกมาส่งของ เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องราวมันก็มาจาก Present ของ Amazon ถ้าอีกหน่อยดิซิบิ้วลอยฟ้าได้ ยิ่งมีความสำคัญเลย ที่ว่าต้องคำนวณว่าควรจะเอายานแม่นี้ไปลอยตรงไหน แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมว่าอนาคตจะมาเร็วกว่าที่เราคิดนะครับ ทีนี้อันหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้คือ product ในอารมณ์ที่ว่า ช่วยจัด Routing นี่ ตั้งแต่สมัย ลิเนียโปรแกรมมิง แต่ปัญหาคือ ณ ปัจจุบันนี้ถ้าเรามีจำนวนรถเยอะ มี content เยอะ ว่าจะต้องไปส่งที่ไหน อย่างไร มีจำนวนคนขายไมพอ แล้วคุณต้องส่งของให้ผมให้ได้ภายใน 1 วัน อย่างนี้มันจะไม่พอ จำเป็นที่จะต้องการอะไรที่แข็งแกร่งกว่านั้น ซึ่งในการที่เราทำ Machine Learning นะครับ ทำให้เราสามารถสเกลระบบนี้เท่าไรก็ได้ จำนวนร้านเท่าไรก็ได้ ไม่ได้โดนแคปโดย Capacity ขอบคุณครับ ซึ่งทีนี้ก็มาสู่ช่วงที่ผม เรื่องธุรกิจนะครับ แต่อันนี้ Patroness มากกว่า การเอา Geo-location ที่ผมว่านี้นอกจากไปต่อยอดที่เราคุยเรื่อง เร้าท์ติ้ง เรื่อง logistics แล้วก็เรื่องของการวางแผนว่าจะเอาไปลงทุนมันยังเอามาช่วยแก้ปัญหาสังคมได้เยอะด้วย ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ Use case ผมว่าเยอะกว่า Use case ในภาคธุรกิจอีก ผมยกตัวอย่างมา 2 อัน อันแรกก็ความปลอดภัยบนท้องถนน จริง ๆ แล้ว Use test บริษัทผมตอนแรกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ Real State แต่ว่าพอไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นว่ามันมีคุณค่ากับเซกเตอร์อื่น ๆ ไปจนถึงภาคสังคม Road Safety ผมไม่แน่ใจว่าทุกท่านทราบหรือเปล่า แต่ผมว่าประเทศไทยเราติดโผ อันนี้เราเป็นผู้นำโลกในด้านคนเสียชีวิตบนท้องถนน นะครับ ประเทศไทยนี่ Rank อันดับ 2 ตามหลังลิเบียมาติด ๆ ทุก ๆ ปี เราจะมีคนเสียชีวิตบนท้องถนนประมาณปีหนึ่งเกิน 20,000 กว่าคน แล้วก็ 20,000 กว่าคน นี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กนะครับ อายุประมาณ 13 ถึง 25 นะครับ ที่เสียชีวิตไป มันน่าเสียดายมาก เพราะเขาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แล้วที่สำคัญคือทั้งหมดนี้เป็นคอสก็คือไม่ได้อยู่ดี ๆ มีอุกาบาตตกลงมาแล้วตายไป 20,000 คน มันไม่มีอะไร แต่วันมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาตายบนท้องถนน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นถูกไหมครับ และไม่ควรเกิดขึ้นเพราะว่าประเทศไทยจริง ๆ แล้วเราลองทำหลายอย่างมาก หลาย ๆ ทางเลย แต่ทำไมยังมีคนตายเยอะขนาดนี้นะครับ ทีนี้บริษัทผมมองอันนี้ว่ามันเป็นปัญหา เราก็เลยไปทำงานร่วมกับมูลนิธิจราจรแห่งประเทศไทย ไอติก โดยการจับมือกันทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อดูสิว่าจะแก้อย่างไร แล้วผมก็ดูว่าปัญหามันคืออันนี้ครับ ปัญหามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ก็คือว่าหลายคนอาจจะขำว่าอันนี้จริง ๆ ก็เป็นปัญหาในประเทศไทยเรา คือทุกอย่างยุ่งไปหมด องค์กรมันเยอะนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วนี่ มันมีจุดเริ่มต้นขึ้นมาว่า แทนที่เราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ เราลองแอพโพรสในการแก้ปัญหาหานี้จากมุมมองที่มี structure กว่านี้ไหม มี Data มากกว่านี้ไหม เราก็เลยรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ที่เราพอจะทราบได้เข้าด้วยกัน ซึ่งก็มีข้อมูลในหลาย ๆ มิติในถนนเส้นหนึ่ง นึกภาพถนนที่ผมว่าน่ารัก ๆ ตอนแรกที่เป็นถนนน่ารัก ๆ เส้นเดียว เป็น 2 มิติ แต่จริง ๆ แล้วข้างในมีเป็น 1,000 มิติได้ เพราะฉะนั้นถนนข้อต่อหนึ่งในกรุงเทพฯ หรือว่าในประเทศไทยนี่ เราจะสามารถรู้ได้เป็นพัน ๆ อย่าง เกี่ยวกับมันนะครับ อยู่ที่ว่ามันมีถ้ามีมีรถประเภทอะไรที่ชนกัน เสียชีวิตหรือเปล่า กี่โมง road data ก็คือข้อมูลเรื่องถนน ตรงนั้นเป็นอย่างไร มีป้ายสัญญาณจราจรอะไรก็แล้วแต่ เรารู้หมด อันดับ 3 ก็คือมี Geo spacial data ว่าทำเลนั้นเป็นอย่างไร มี POI เป็นอย่างไรบ้าง ใกล้บาร์ไหม อันดับ 4 คือ ที่ทำให้คนตาย ปรากฏว่าเราเจอว่าไม่ใช่ขนาดนั้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพราะมอเตอร์ไซค์หลบฝนกันหมด ออกมาโดนชนกัน อันดับถัดไปก็คือมีก่อสร้างไหม อันนี้เราก็รู้เป็น Real time อันสุดท้ายเราทำงานร่วมกับ บกจร. ตำรวจจราจร ดูว่าด่านอยู่ตรงไหนบ้าง ก็คือเรารวมทั้งหมดนี้เพื่อตอบปัญหา ทีนี้ผมยังไม่อยากสปอย โครงการนี้จะปิดตัวนี้ ก็คืออีกไม่กี่วัน เราจะมี Forum เดือนหน้าแต่วันนี้ผมหยิบเป็นทีเซอร์เล่าก่อนแล้วกันครับ อันดับแรกเลย คือเราเจอข่าวดี นาน ๆ ทีนี่จะมี มันเป็นประเทศที่มีอีโคโลตี้ด้านนี้ก็เป็นด้านหนึ่ง ก็คืออุบัติเหตุมักกระจุกตัวกัน เราเจอว่าประมาณเกินครึ่งของอุบัติเหตุ เกิดแถว ๆ ภาคกลาง แถว ๆ กรุงเทพฯ และถ้าเรา Zoom in เข้าไปในกรุงเทพฯ เราจะเจออย่างรูปกลางนี้เราจะเจออย่างมหาศาล คือถ้าดูว่า 5 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์นี่ ที่เกิดอุบัติเหตุ และก็เกินในพื้นที่เพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด อินเข้าไป แล้วก็คือเกินครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทั้งหมด ซึ่งอันนี้เป็นข่าวดีสำหรับทุกคน จริง ๆ ต้องเป็นข่าวร้ายก่อน ว่ามันถึงยังเป็นอย่างนี้ แต่ข่าวดีจากวันนี้เป็นต้นไปว่าเกิดซ้ำซากไม่ใช่อะไรที่อยู่ดี ๆ แล้วเป็นเหมือนขึ้นมาแล้วเอาค้อนไปทุบ แล้วหาไม่เจอ อันนี้มันเกิดที่เดิมเลยครับ ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น นอกจากนี้เรายังเอา AI เข้ามาช่วยตรงนี้ด้วย คำถามก็คือทำไมต้องใช้ AI ดูแค่รูปเมื่อสักครู่ แล้วไปดูจุดเสี่ยง ไม่พอครับ เพราะว่าบางที่จุดเสี่ยงมันเป็น Co บางทีรัชดา วันธรรมดามันไม่เป็นอะไรเลย พอศุกร์ เสาร์ เริ่มมีแล้ว แล้วบางที่มีอะไรที่เราไม่เข้าใจ บางที่แถวมอเตอร์เวย์ทำไมชอบชนกันตอน 10.00 - 13.00 น. ตรงอื่นไม่ชนกัน เราก็เลยทำเป็น AI เข้ามานะครับ ทำเป็นฟรีดิกซ์เวลาไหนน่าจะมีความเสี่ยงสูงสุด เสร็จแล้วเราก็ให้ทำงานดู ซึ่งในการทำงานนี่ ถ้าดูจากรูปตรงกลาง AI แบ่งกรุงเทพฯ เป็น 100 เปอรเซ็นต์ ของ Area AI นี้ ใช้แค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของ Area เองว่าตรงไหนน่าจะมีอุบัติเหตุ คือถ้าทดลองกับ baseline คือสีเขียวนะครับ คือเราใช้ความรู้ว่าตรงไหนมักเกิดบ่อย ถ้าเกิดใช้อินทรูวิชันว่าตรงไหนเกิดบ่อย จะเห็นได้ชัดว่ายังต้องไปหลายจุดมากเลย ไป detect ในกรุงเทพฯ ในการไป detect ความแม่นยำมันค่อนข้างสูงมาก และที่ต้องไปเช็กจะต่ำมาก อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราต้องใช้ ทีนี้พอใช้เสร็จเราได้อะไรเข้ามา อันนี้เป็น Demo อันหนึ่งนะครับ จะเป็นหน้าเว็บ เดี๋ยววันไหน Upload แล้วจะบอกกันนะครับ ค้นหาเส้นทางที่ปกติญาติเราหรือคนรักเราใช้ ก็ดูว่า สมมติคนรักเราชอบไปจากไอคอนสยามไปสีลมตอน 2 นะครับ ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ แต่มันคอมพิวต์ออกมามันก็จะเป็นบราวติงในระยะทางที่คุณเดินทาง เส้นทางนี้มีจุดอันตรายตรงไหนบ้าง อย่างสะพานตากสินแนะนำว่าไม่ต้องขึ้น ๆ นะครับ แต่ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าอันนี้มันจะเห็นเลยว่า อย่างอันนี้ครับ สะพานตากสินท่อนี้อันดับความเสี่ยงเป็นอันดับ 1 ใน 129 ข้อต่อของเส้นทางนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ผมว่ามันจะมีประโยชน์สูงมากสำหรับสังคม 1. คือ ประชาชนเองก็จะได้หลีกเลี่ยงเส้นทางบางอย่าง ธุรกิจเอง logistics company บางอัน ถ้าเกิดรถเขาล้ม หรือเป็นอันตรายนะครับ ภาครัฐเอกก็ทำงานง่ายขึ้น resource ไม่พอเราก็คือไม่ต้องไปรอตรงที่ไม่เกิด ไปรอตรงที่มักจะเกิด เพื่อลดระยะเวลาระหว่างรถกับผู้ป่วย อันนี้เป็นตัวอย่างแรกนะครับ ตัวอย่างถัดไปเกี่ยวกับการทำพวก Smart city city Planning อันนี้ผมเรียกรวม ๆ กันว่า land use ที่ดินนะครับ อันนี่ คือหลาย ๆ คนจะคุย ตอนนี้จะเป็น Smart city ว่าทุกอย่างต้อง Connect กัน เมื่อสักครู่นี้ เรียกว่า controller ของ traffic ทุกอันมันควรจะคุยกันได้ อย่างเช่น ในเบอร์ลิน อย่างนี้มันคุยกันหมดแล้ว อย่างภาครัฐบอกว่าตรงนี้รถติดเกินไปนะ ถ้าเกิดเกินระดับนี้จะมีออดดังขึ้นมาว่า ไม่ไหวแล้ว ต้องไป มุมของ Controller นะครับ ตรงนี้ Generate ขึ้นมาจากการเก็บข้อมูล GPS ว่าเราอยู่ตรงไหน ไปตรงไหน อันนี้มีประโยชน์มาก ในการวางแผนการทำผังเมือง เพราะว่ามันจะรู้ว่าคนหน้าแน่นของคนมันอยู่ตรงไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาแอสเซสบางอย่างไปอินสตรออิเล็กทริก ดีโป ไม่ใช่ว่าเราวางมั่วเราใช้แค่ Intention แต่คนมักจะมาตรงไหนกัน ซ้ำร้าย คือเรารู้อีกว่าคนพวกนี้มักมาจากท้องที่ไหนก่อนที่เขาจะมาปรากฏตรงนี้ นะครับ อันนี้คือเป็นจุดหนึ่งที่จtช่วยในการทำ Cloud Control แล้วก็ทำที่ดีขึ้นในเมืองใหม่ ๆ ซึ่งอันถัดไป อันนี้อาจจะดูมีทฤษฎีเยอะ เป็นงานวิจัยของอาจารย์ผม แล้วก็น่าศึกษามาก แล้วก็น่าเรียนรู้ต่อ เป็นแค่ Idea เป็นแค่ simulation แต่ผมคิดว่าวันหนึ่ง ถ้าเราจะทำ ไปให้ถึงระดับนี้นะครับ มันอาจต้องเป็นเมืองใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ เชียงราย แต่ว่าถ้าเป็นเมืองใหม่ผมแนะนำว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าอันนี้ผมเล่าให้ฟังว่าคืออะไร จริง ๆ แล้วเป็นกราฟในภาษาไม่ต้องเข้าใจก็ได้มันคืออะไร เอาง่าย ๆ แกน Y คืออันนี้เขาวัดว่าจะมีสปีชีส์ของสัตว์ จำนวนสปีชีส์ของสัตว์และพืชมากแค่ไหนในบริเวณนี้ แกน X เป็นปริมาณเงิน สำหรับท้องที่นี้ แล้วเขาก็โชว์ว่า Geo location layer ทั้งหมดที่เอามาเลเยอร์กันว่า ตั้งแต่ตรงไหนเอามาทำอะไร cremate เป็นอย่างไร ความชื้นเป็นอย่างไร ตรงไหนดินเป็นอย่างไร ปลูกอะไรขึ้นไหม ปลูกต้นไม้ขึ้นไหม เอามาทำ Simulation ให้ครบ เอามาเปลี่ยน จนกระทั่งรู้หมดเลยว่าถ้าเราเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เช่น สมมติตรงนี้ ติ๊ต่างไม่ทำเป็นไบเทค ทำเป็นไร่ขึ้นมา ตรงอื่นทำให้ครบ เราจะได้เห็นว่าการที่เราเปลี่ยน Land use คือเป็น conservation ก็คือรักษาต้นไม้ไว้ดีสุด สีแดงคือเป็นอยู่อาศัยนะครับ ก็คือแปรผันไปเรื่อย ๆ แล้วดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนบนกราฟนี้ ถ้าเป็นอันที่อยู่ขวาล่างสุดนี้ คือเราไม่สนใจสปีชีส์ทั้งหลายเลย เราสนใจเฉพาะเงิน GDP conservation เลย แต่ถ้าเราสนใจ เราก็ไปบนสุด 257 บนนั้น ก็คือดูว่าผมไม่สนใจสิ่งปลูกสร้างอะไรทั้งนั้น จะมีจำนวนเยอะสุด มันไม่ได้เป็นตัวอย่างที่มีทุกตัวอย่าง แต่ว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนแกน X แกน Y ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ จริง ๆ แล้ว อาจจะเป็น Public เป็นอย่างอื่น อาจจะเป็น PM 2.5 อาจเป็นได้ ถ้าเรามีข้อมูลพอ ซึ่ง Mindset แบบนี้สำคัญ ในการ go beyond smart city การทำ City planing ก็อันนี้เป็น Talk สิ่งที่ผมเห็นแล้วก็สิ่งที่ผมเชื่อถึงในพลังของ Geo-location data ผมหวังว่า ท่านผู้ฟังทั้งหลายนี่ ฟังผมวันนี้แล้วนี่พอมองแผนที่แล้ว ทั้งแผนที่นี้และแผนที่ใน iPhone จะไม่คิดถึงมันในแบบเดิม ๆ อีกต่อไป ก็ขอบคุณมากครับ (พิธีกร) ขอบคุณค่ะ ดร.ณภัทร น่าตื่นเต้นมากเลยว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็น Smart city อย่างไรนะคะ สำหรับการบรรยายต่อไปของเราจะเป็นเรื่องของกีฬา เราจะได้คุยเกี่ยวกับเรื่องกีฬา หรือเราจะนึกถึงว่าเกิดขึ้นในธุรกิจกีฬาหรือเปล่า speaker ท่านต่อไปของเรา คือ Innovation ของ Barcelona และผลงานของเขาในการ Transform ธุรกิจกีฬา ท่านจะพูดเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล มีผลอย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ช่วยกรุณาปรบมือต้อนรับท่านด้วยค่ะ (Mr. Javier) สวัสดีค่ะทุกท่าน ในฐานะที่เป็นฟุตบอลคลับ เราดีใจมากเลยที่ได้มาวันนี้ ผมขอแนะนำตัวเอง ผมชื่อ FC Barcelona ผมมีหน้าที่วางแผนทางยุทธศาสตร์ของฟุตบอลคลับของเรา และวันนี้ผมก็จะพูดเกี่ยวกับเรื่อง ก่อนอื่นผมอยากให้ท่านได้ชม และหลังจากนั้นเราจะได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องโครงการของเรา อันนี้เป็นเรื่องของฟุตบอล ผมเป็นแค่นี้ แต่จริง ๆ ผมเป็นอะไรมากกว่าสิ่งที่คุณเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใน Stadium หรือหรือบนสนามหญ้า คุณคิดว่าผมเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับถ้วยของผม แต่มีอะไรมากกว่าถ้วยเยอะมาก เลย ผมทราบว่า ผมไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย ตัวคะแนนมันเป็นแค่ตัวเลขเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วเรื่องของผมเป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่องของการชนะหรือแพ้ มันเป็นสไตล์พิเศษของบากา ไม่ว่าเราจะอยู่ในสนามแข่งหรือนอกสนามแข่ง เราสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ผมสามารถแบ่งปันความรู้ของผมกับคนที่สนใจได้ ผมสามารถไปอยู่ที่ที่คนอื่นไปอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงแข่งเพื่อที่จะได้ทำให้ดีขึ้น และมีความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้นผมไม่ใช่คนเดียวเท่านั้น อาจจะเป็นล้าน ๆ คนในตัวผมเองก็ได้ นี่ก็คือเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีความแตกต่าง เราจึงเป็นอะไรที่มากกว่าแค่เป็นคลับเท่านั้น เราบอกว่าเราเป็นคลับที่ต่างจากคลับอื่น แล้วเรามีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม และแบรนด์ของ Barcelona สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ การที่จะทำให้มีบังเกิดผลขึ้นในโลก นั่นก็คือการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศการกีฬาเราถึงได้สร้าง บากา Innovation Hub ขึ้นมา ซึ่งเราจะเป็นศูนย์นวัตกรรม และเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกีฬาเท่านั้น แต่เราเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เราอยากมีผลในฐานะที่เป็นคลับในอุตสาหกรรมทั้งหมด นั่นก็คือพันธกิจของเรา และเพื่อจะทำเช่นนั้น เราก็ใช้ยุทธศาสตร์เปิดทางด้านนวัตกรรม เราอยากจะร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ เราอยากจะร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ และเพื่อให้เกิดนวัตกรรม และเพื่อทำให้ทั้งโลกเราสามารถที่จะมีความเจริญเติบโตได้ สำหรับกิจกรรมของเราอยู่บนกรอบความคิดของ lab ของระบบนิเวศและแพลตฟอร์ม ของการให้บริการ ทำไมเราจึงบอกว่าที่บากานี้คุณคงทราบ เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับฟุตบอลอย่างเดียว เรามีกีฬาฟุตบอล และเรามีกีฬาอื่นอีก 9 ชนิด เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีนักกีฬากว่า 2,000 คน และเรามี coach ประมาณ 200 คน เรามีเมืองการกีฬาของเรา เรามีสนามกีฬาของเรา เรามี Stadium ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งหมายความว่าถ้าเผื่อเราพิจารณาทรัพยากรที่เรามีอยู่ จากมุมมองนวัตกรรมอันนี้ก็คือเราเป็นห้องแล็บที่มีชีวิตกว้างใหญ่ไพศาลมาก แล้วเราสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมได้เป็นรายวัน นี่ก็คือเรื่องของ บากา Innovation Hub เรามีเรื่องของการพัฒนางานวิจัย เรามีงานวิจัยสำหรับเราที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการที่จะศึกษาความเร็วหรือตัวชีวัดต่าง ๆ นานา ที่จุดมุ่งเน้นของเรา คือเราจะทำอย่างไรในการวิเคราะห์พื้นที่ในฟุตบอลบริช แล้วประเด็นของเราก็คือจะทำอย่างไรให้มีพื้นที่ในฟุตบอล เพื่อที่เราจะสามารถได้ผลลัพธ์ในฐานะที่เราทำงานเป็นทีม อันนี้เป็นโครงการวิจัยที่เราได้นำเสนอใน MIT แล้วเราได้รางวัลฐานะเป็นงานวิจัยเกี่ยวข้องกับกีฬา การกีฬา ประเด็นความคิดที่ 2 คือระบบนิเวศ ผมได้กล่าวแล้วว่าเราเชื่อในเรื่องของการที่จะมีนวัตกรรมแบบเปิด ซึ่งหมายความว่าเราร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ มาก ต่าง ๆ หลากหลายมาก ในฐานะที่เราเป็นคลับ เราไม่ได้ทราบทุกอย่างด้วยตัวเราเอง เราจำเป็นจะต้องร่วมมือกับอีกหลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นเราจึงกลยุทธ์นี่ ของการร่วมมือ การร่วมมือในเรื่องนวัตกรรมเปิด เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัย กับโรงพยาบาล กับห้อง lab งานวิจัย เพราะว่าเรา แล้วก็ศูนย์ทางด้านสุขภาพ แล้วก็บริษัทที่เป็น Startup แล้วก็นักลงทุนแล้วก็การกีฬาอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเรามีระบบนิเวศที่ใหญ่มาก ที่เราได้สร้างขึ้นมา เพื่อที่จะเดินหน้าสร้างนวัตกรรม เราร่วมมือกับ Startup ซึ่ง Case แรกเป็น startup ซึ่งเราได้บ่มเพาะขึ้นมาในเมืองกีฬาของเราที่ Barcelona แล้วกรณีที่ 2 คือ การร่วมมือกับหลายองค์กรด้วย เพื่อที่จะปรับปรุง Facility ทั้งหลาย ที่เรามีอยู่ อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ ที่ บากา innovation ทำ จากทางใต้ของประเทศสเปนเมื่อ 3 ปีที่แล้วมา แล้วเขาบอกว่าเขามีเทคโนโลยีที่ดีเพื่อที่จะติดตามในเรื่องการกีฬา แล้วเขาได้แก้ปัญหาของเรา เพราะเรามีการกีฬาได้เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เราสามารถติดตามนักเล่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะจะเล่นข้างในหรือเล่นข้างนอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้ทำร่วมกับ StatUp อันนี้ก็คือปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อที่จะทำงาน จะใช้เทคโนโลยีนั้นไม่ใช่ในทีมวิชาชีพของเรา แต่ว่าในการกีฬาทั้งหมดของเรา เนื่องจากเรามีระบบนิเวศที่ค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้นขณะนี้เทคโนโลยีของเราได้มีการนำไปใช้โดย Club ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ได้ส่งเสริมธุรกิจ เราได้พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับบริษัทนี้ และขณะนี้บริษัทนี้ก็ได้เติบโตในระดับประเทศ นี่คือสิ่งที่เราทำ นี่คือประเภทของนวัตกรรมที่เราพยายามที่จะทำ เพื่อที่จะพัฒนากิจกรรมของเรา ก็คือเรา อย่างกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่เราได้ทำงานร่วมกับบริษัทที่เป็น startup แล้วเราก็ช่วยเขาพัฒนา จนกระทั่งเขาสามารถที่จะได้เป็นบริษัทที่มีความสำคัญในเวทีของกีฬาระหว่างประเทศ นี่คือตัวอย่างในสิ่งที่เราทำเป็นรายวัน ตัวอย่างที่ 2 ที่ผมอยากจะแบ่งปันกับคุณ นั่นก็คือสิ่งที่เราทำเรื่องของสนับสนุนของการที่เป็นเรื่องของการสร้างนวัตกรรมสำหรือ Facility ของ Barça Innovation Hub นั่นก็คือ เราต้องการสร้างนวัตกรรมเมืองการกีฬาของเรา และ Stadium ของเราเป็น Stadium ที่ใหญ่ที่สุด เราได้พยายามปรับปรุง stadium อันนี้แล้วรวมทั้งบริเวณรอบ ๆ ของโครงการนี้ จะเป็นโครงการที่มีอายุ 5 ปี จะต้องมีการลงทุนประมาณ 500 ล้านยูโร เป็นโครงการจากมุมมองของนวัตกรรม เราไม่อยากให้มันเป็นเพียงแค่ของ Barça Innovation Hub เท่านั้น เรากำลังบูรณะส่วนหนึ่งเลย ของเมืองบาซิให้เกิดโครงการเคลื่อนไหวได้อย่างง่าย ทำให้เกิดโครงการ IT ในเรื่องเทลเลคอม เรื่องของ connectivity ต้องการให้ เราอยากจะให้โครงการนี้เป็น Invocation Lab ของโครงการของเรา โปรดชมวิดีโอนี้ค่ะ นี่ก็คือเป็นโครงการของเรา ซึ่งกำลังจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เป็นโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงและบูรณาการทั้งหมดนี้ที่เราเรียกว่า ซึ่งการบูรณะในเรื่องของสนามกีฬานี่นะครับ เป็นจุดแรกเลยของนวัตกรรมนี้ สปายบาซ่านี้จะเป็นที่จะเชื่อมโยงกีฬาและสถาปัตยกรรม facility ของศตวรรษที่ 21 เหมาะสมสำหรับโลกสมัยใหม่ เหมาะสมสำหรับทุกคน ความท้าทายนะครับเศ ที่พิเศษสุดที่เราจะเห็นได้ใน Stadium ของเรา โครงการของเราที่เปิดรับทุกคน เปิดต่อทุกเมืองและทั้งโลก อันนี้เป็นความฝันที่เปิดรับทุกคน ตามที่ท่านได้เห็น มันไม่ใช่เรื่องของสนามกีฬาเท่านั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งของเมืองจากมุมมองของการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรม พวกเราคงได้เห็นแล้ว เราได้เริ่มเปิดตัวสนามกีฬาขนาดเล็กแล้ว และอันนี้ก็คือความสำเร็จแรกของโครงการของเรา พวกเราได้เห็นกราฟิกที่รวมอยู่ใน Spy barca ได้รวมในโครงการนี้นะคะ ในเรื่องของการดำเนินโครงการ ในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนวัตกรรม เราก็มีส่วนในการพัฒนาสำหรับโครงการนี้ สำหรับเราต้องการให้สนามกีฬานั้นเป็นสนามกีฬา 5G แรกของยุโรป และเราก็เพิ่งได้จัดการประชุม Congress เราก็เป็น Stadium มากที่สุดในยุโรป เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าได้มีการทำสำหรับ FC Barcelona นวัตกรรมนี่มีส่วนสำคัญมากในสิ่งที่ทเพื่อที่เราจะได้สร้างในเรื่องพัฒนาการสำหรับ Club ของเราในอนาคต สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาของเรา ก่อนอื่นเราต้องมีแพลตฟอร์ม เพื่อการแลกเเพื่อแบ่งปันความรู้ของเรา แบ่งปันงานวิจัยของเรา ให้กับฝ่ายที่ 3 เพื่อปรับปรุงความรู้ที่เรามีอยู่ และแบ่งปัน ความรู้ แต่เราก็รับความรู้จากภายนอก platform อันนี้มี 110 ประเทศ และมีการพัฒนาใน 3 ภาษาด้วยกัน นั่นก็คือสเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเราจะเห็นได้เลยว่า ความรู้ทั้งหมดที่เราแบ่งปันในแพลตฟอร์มนี้ เรามีการแบ่งปันใน วิทยาศาสตร์ การกีฬา ในเรื่องการตลาดการกีฬา แล้วนอกเหนือจากนั้น เราได้มีการจัดในเรื่องการประชุมใหญ่ ๆ เหมือนอย่างงานนี้ ที่ Barcelona จะมีการจัดงานทั้งในเรื่องการประชุมใหญ่ ๆ ทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ การสอนงาน ทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะส่งเสริมและพัฒนาความรู้ของเรา เพื่อเพิ่มเติมกับด้วยการแบ่งปันความรู้กับผู้ที่สนใจแบ่งปันความรู้ของเขากับเรา และท้ายสุดนี้ จากมุมมองของ เราทำงานจากมุมมองความรู้ และมุมมองของนวัตกรรม ก่อนอื่นเรามี methodology พัฒนาทีมการกีฬา เราต้องการวิเคราะห์การกีฬาในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมของวิธีการเล่นกีฬาของเรา ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของการดำเนินการการกีฬา ทำอย่างไรที่เราจะปรับปรุง ในเรื่องสมรรถนะนักกีฬาของเราต้องอยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อเล่นกีฬาได้ ลักษณะที่ 3 เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ และเทคโนโลยีการกีฬา เราจะต้องพิจารณาว่าเราทำอย่างไร เพื่อจะนำเทคเพื่อที่จะปรับปรุงในเรื่องผลลัพธ์ของเรา ผลการเล่นกีฬาของเรา เราจะต้องอยู่ในสถานะที่จะสามารถชนะได้ อันนี้สำคัญสำหรับเรา ประเด็นที่ 4 เป็นเรื่องของสุขอนามัยสำหรับเราเรื่องของอาหาร เรื่องการดูแลความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับคลับของเรา นักกีฬาของเราจะต้องมีสภาพที่ดีที่สุด ลักษณะที่ 4 เรื่องของการกีฬาของเรา จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เรามีแฟนกว่า 300 ล้านคน สิ่งที่เราต้องการ ก็คือต้องพัฒนาฐานข้อมูลของเราเอง เราต้องการสร้างระบบนิเวศของเราเอง เพื่อที่จะสามารถที่จะติดต่อกับลูกค้า กับแฟนของเราได้โดยตรง และเพื่อที่เราจะได้มีข้อเสนอแนะที่พิเศษสำหรับแฟนของเรา ลักษณะที่ 5 นั่นก็คือมี Facility ที่ smart เราได้ปรับปรุง เป็น Facility ที่ Smart เพื่อที่จะรวมเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกีฬา ในฐานะที่เราเป็น Hub ด้านนวัตกรรม เราจะต้องรวมข้อมูลความรู้ทั้งหมดที่เรามีใน Facility นี้ และท้ายสุดเป็นเรื่องของ ผลทางด้านสังคม เราไม่มีผู้ถือหุ้น เราเป็น Cu สมาชิกของเรา เพราะฉะนั้นเรามีพื้นฐานของเรา แล้วเราก็มีในเรื่องของฟาวน์เดชั่น มูลนิธิของเรา มุมมองของเราเราต้องการที่จะเป็นพื้นที่เราต้องการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะได้มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก อย่างมุมมองของนวัตกรรมเราก็สนับสนุน มูลนิธิของเรา ในทุกสิ่งที่มูลนิธิทำ ความสำเร็จของ FC Barcelona และในเรื่องนี้ Barça Innovation Hub นั่นก็คือเราไม่ได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับ กิจกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งในคลับของเรา เรามีแผนกที่ว่าเราพยายามที่จะเผชิญกับความท้าทายทั้งหมดของคลับ อันนี้สำคัญจากมุมมองของนวัตกรรม นวัตกรรมไม่สามารถจะเป็นเรื่อง แต่ว่ามันต้องมีความเกี่ยวกับความท้าทาย และเราถึงได้ทำงานในพื้นที่นั้น เราทำงานในเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ในเรื่องของการมีส่วนร่วมกัน และท้ายสุดทำไม FC Barcelona ถึงได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ทำไม Barcelona ถึงได้ลงทุนใน Barça Innovation Hub เพราะว่าคลับนี้นะครับ เราทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเป้าหมาย 3 ประการ เป้าหมายแรกก็คือ การที่เราจะได้อยู่ที่จุดสุดยอดของความรู้ เราเป็นมากกว่าคลับ เราจะต้องมีทั้งความรู้และนวัตกรรม เราต้องการทำงานวิจัย เราต้องการร่วมมือกับบุคคลอื่น เพื่อที่จะสามารถดำเนินเช่นนั้น เป้าหมายที่ 2 นั่นก็คือเราจะต้องดูแลในเรื่องของสถานะของแบรนด์เรา เราเรียกตัวเองว่า เราเป็นมากกว่าคลับ คำว่าเราเป็นมากกว่าคลับ นั่นก็คือเราจะต้องได้รับการสนับสนุนจากนวัตกรรม เป้าหมายที่ 3 และเป็นเป้าหมายสุดท้ายนั่นก็คือ การสร้างความหลากหลายจากกระแสรายได้ของเรา เราไม่ได้เป็นองค์กร เราเป็น Club ของสมาชิก เราไม่สามารถที่จะระดมทุนได้ สิ่งที่เราจะทำ รายได้เราจะต้องได้มาจากกิจกรรมของเรา นี่คือเป้าหมายสุดท้ายของ Barça Innovation Hub ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมากค่ะ ในการพูดเกี่ยวกับเรื่องของกีฬาให้เราฟัง เรื่องที่มักจะมีการพูดกัน นั่นก็คือ เราจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนองค์กรของเราด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับ Startup Innovation แล้วกัน เรามาพูดถึงความสัมพนธ์กับ Startup กับบริษัทที่จะเปลี่ยนแปลงไปค่ะ เราจะมาพูดถึง การท้าทายหรือโอกาสนะคะ ซึ่ง Speaker ของเรา คือ Lexie Komisar [ภาษาต่างประเทศ] ที่จะพูดต่อไปเป็นตัวแทนจาก IBM และเสียงไลฟ์ในช่วงนี้นะคะ [เสียงดนตรี] (คุณณรัณภัสสร์ ) สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ ณรัณภัสสร์ ก็เป็นผู้จัดการ ก็วันนี้จะพูดถึงหัวข้อที่น่าสนใจระหว่าง Startup กับบริษัทต่าง ๆ ดิฉันก็อยู่กับ Lexie มาจาก IBM จะพูดกับ Startup กับบริษัทจะเป็นอย่างไร ทำที่ดีที่สุด แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น ก็ทำงานกับIBM นี้ดิฉันก็นำเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจระดับโลก และจะทำงานกับ Startup จะขยายผลอย่างไรทั่วโลก แล้วเราจะให้การสนับสนุนกับชุมชน Startup อย่างไร และมีการขยายตัวอย่างไร สร้างขึ้นมาอย่างไร เมื่อตลาดจะมั่นคง ทีนี้ความร่วมมือกันระหว่าง Startup กับองค์กรนี่ เป็นบิ๊กเทรนด์เลย ทีนี้จากมุมมองของ IBM นี้สิ่งที่ IBM ทำมามีอะไรบ้าง IBM มีโปรแกรม ที่เรียกว่า Startup ก็ง่ายสำหรับ Startup เทคโนโลยีของตัวเอง และเป้าหมายก็คือว่าเราจะให้การสนับสนุน Startup โดยเราใช้เทคโนโลยีของเรา เราใช้นวัตกรรม อย่างเช่น ยกตัวอย่าง ทีนี้ไม่เพียงแต่เราจะช่วย Startup สร้างตัวขึ้นมากับเราเราอยากจะช่วยให้เขาเจริญเติบโตพร้อมกับเราด้วย แล้วเราก็ร่วมมือกับ program ของเราเป็น เป็น ดิจิทัล ที่คุณควรจะทำอย่างน้อย อย่างง่าย ก็คือ การเป็น Partner กับ IBM อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เรามีเจาะจงในเรื่องของ IBM แล้วก็ที่มีมากกว่า 250 หน่วยทั่วโลก อันนี้ก็ไม่ได้มีความสำคัญระหว่างระบบนิเวศน์ของโลกด้วย วันนี้เรามาเพื่อจะให้การสนับสนุนว่าเราจะทำการช่วยเหลือในอนาคตได้อย่างไร แล้วอีกอย่างหนึ่งเรื่องของภูมิศาสตร์แต่ละที่เขามีความสำคัญกัน เราจะช่วย Startup เพื่อจะให้ระบุตัวเอง ให้เจริญเติบโตทั่วโลก ทีนี้ Startup Partner ที่ทำกับ IBM เขาจะต้องสมัครใช่ไหม ใช่ คุณต้องสมัครไปดู IBM.com ก็ง่ายมาก ๆ เลยที่จะเข้าไปสมัคร ดิฉันก็เชื่อว่าคุณจะได้รับใบสมัครมากมาย เพราะว่า IBM เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก ทุกคนก็อยากได้ IBM อยู่ใน profile เงื่อนไขจะเป็นอย่างไรของ Startup ก็สำคัญมาก เราจะพูดรายละเอียดมากขึ้นว่าคุณทำงานจะต้องเป็นองค์กรแล้วคุณจะมีคุณค่าอะไรที่น่าสนใจให้เรา สำหรับเราแล้วเราอยากจะให้มั่นใจว่าเราช่วย Startup ได้ขยายตัวออก แล้วเราก็เป็นบริษัทผู้ประกอบการเราให้การสนับสนุนธุรกิจ แล้วก็อยากจะให้เขาเจริญเติบโต ดังนั้นนี่ IBM เราจะมองหาในการสนับสนุน Startup ซึ่งจากธุรกิจ หรือผู้ประกอบการเรารู้ว่าเขามีคุณค่า มีอะไรที่จะให้เราได้หลายอย่าง เราอยากจะให้เห็นถึงว่า เราทำงานตั้งแต่ธุรกิจจริง ๆ จนกระทั่งถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ healthcare การดูแลรักษา Startup ในขั้นตอนของ Startup เราเริ่มต้นหรือช่วงขยายตัว IBM เรามีวิธีการกับบริษัทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวงจรของธุรกิจเขาจะมาร่วมกับเรา ตรงไหน อย่างของดิฉัน Startup IBM ที่ฉันดูแลอยู่ บริษัทที่ทำงานมานานแล้ว อยู่ในตลาดมาแล้ว มีผลิตภัณฑ์มาแล้ว มีรายได้แล้ว ทีนี้ในการขยายตัวเราเรียกว่า โปรแกรม ซึ่งจะช่วยให้คุณจะได้ขยายตัว และมีแรงจูงใจในการที่จะใช้เทคโนโลยี และขยายธุรกิจของคุณ คุณบอกเราอีกนิดได้ไหมคะ partner ที่เป็น Startup น่าสนใจมาก บทบาทของดิฉันที่จะเห็น Startup มีวิวัฒนาการมาทั่วโลก คือก่อนที่คุณจะเข้าไปใน Startup IBM เป็นบริษัทนะคะ ก็มีอะไร ก็มีสิ่งที่มีอะไรร่วมกับ Startup มากมาย เราอยู่ในธุรกิจมาเป็นร้อยปี เราก็ทำงานในหลาย ๆ ส่วน เราคิดในแง่ของนวัตกรรม วิธีการ เทคโนโลยีมากมาย แล้วก็มีการวิวัฒนาการมาเรื่อย และนอกจากนั้นแล้วเราก็มีห้องแล็บทำวิจัยทั่วโลก เราถือว่าจากธุรกิจทั้งหมดถือว่าเป็นแล็บวิจัยที่ใหญ่ที่สุด เป็นหัวใจของเอเชียทีเดียว อันนี้ก็คือสิ่งที่ว่าเรามีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างทีเดียวกับ Startup ตัวอย่างหนึ่ง เราทำงานกับทั่วโลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกัน อเมริกาเหนือ ยกตัวอย่าง Startup อย่างเช่น แคนาดา ที่เขาใช้ AI Technology เราใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ AI ดิฉันก็ทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานของฉันที่แคนาดาให้การสนับสนุนเขาด้วยเครื่องมือที่ใช้ IBM ที่ใช้ในงานของเราในเรื่องของกระบวนการคัดกรองเลือกคนด้วย ทีนี้บริษัทที่อยู่ใน program เรียกว่า อยู่อเมริกาเหนือ เขาใช้ Blockchain Technology ในการสร้างของ Supply Chain ทีนี้ผู้ผลิตก็จะได้เข้าใจมากขึ้น แล้วก็เห็นว่าได้ข้อมูลมากขึ้น ว่าโกดัง จนกระทั่งว่าสินค้าไปถึงมือของผู้บริโภค ในบางส่วนของโลก Startup ก็ใช้เทคโนโลยีของเรากับ Startup IBM Program อยู่ที่ออสเตรเลีย คือเขาเน้นที่เอไอแพลตฟอร์ม ที่เน้นให้มันง่ายขึ้น การกระจายข่าว เข้ามาในกลุ่มข่าวของเขา เราจะใช้รายละเอียดของ VDO ทั้งหลายนี้เป็นอย่างไร เขาก็อยู่ร่วมกับเราตั้งแต่ระดับขั้นตอนเริ่มต้น แต่ตอนนี้ก็ขยายตัว เข้มแข็งขึ้น ที่นี้สเกลที่มาทำเป็นพาร์ทเนอร์ คือเขาอยู่เทคโนโลยีในเรื่องของนาฬิกาลูกค้าที่มาหาเรา เขามีคำถามเดียวกันมากเลยที่จะให้บริการลูกค้า ก็เลยจะสร้าง T Bot ขึ้นมา เพื่อจะช่วยลดเวลาในการตอบอีเมล์ แล้วก็ให้ลูกค้า ข้อมูลได้มากขึ้น ทำให้มีการสื่อสาร ลดจำนวนชั่วโมงกับลูกค้ากับคำถามที่ถามว่า ก็น่าสนใจมากทีเดียว ทีนี้เกี่ยวกับ IBM นี้ก็มีการทำงานร่วมกับคลับ ก็จะให้คำตอบนี้แก่เขา ทีมหนึ่ง สิ่งที่ดีกับ IBM ก็คือ เรามีความเชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญจากห้อง Lab ของเรา ของวิศวกร ซึ่งถือว่ามีความรู้ที่ทันสมัย เรื่องเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ทีนี้สำหรับเราแล้ว เพื่อที่จะให้ง่ายกับการทำงานของเราเราก็สามารถจะเสนอให้การสนับสนุนบริษัทเหล่านี้ โดยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค เพื่อจะให้แน่ใจว่าเขาง่าย ในการใช้เทคโนโลยีของเรา มีคำถามอีกคำถามหนึ่งที่ Startup ถามดิฉันอยู่เรื่อย ๆ IBM นี่ คุณมีทรัพยากรมากมาย มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีมากมาย ทำไมไม่สร้าง Innovation ของตัวเองขึ้นมา ทำไมต้องไปเป็น partner ของคนอื่น กับ Startup นี่เรามีเรื่องของกในเรื่องของระบบนิเวศมากมาย ที่สุด ในขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะ พวก Startup แล้วก็สามารถที่จะเพิ่มขอบข่ายของเรา ดังนั้นบทบาทมันเสริมกันระหว่างคอร์เปอเรทกับ Startup ให้เพิ่มมูลค่าของเทคโนโลยีเข้าไปให้กับทั่วโลก ก็คือเป็นกรอบการทำงานของดิฉันว่า เราจะทำงานร่วมกันระหว่าง Startup กับบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าความร่วมมือนี้ เราจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าที่เราต่างคนต่างทำ ก็ค่อนข้างจะชัดนะคะ แล้วเราจะได้มีการสนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วก็มีการขยายฐานของลูกค้าด้วย แล้วผลลัพธ์ที่ IBM จะได้ คืออะไร ประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ IBM ก็คงจะไม่ต้องเติบโต อาจจเป็นบริษัทเล็ก ๆ ขณะนี้ แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีของเรา ยิ่งเขามีการขยายตัว เขาก็จะมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาที่น่าที่น่าสนใจที่เขากำลังเผชิญอยู่ แล้วเราก็ต้องให้แน่ใจว่าเราทำงานเป็น Partner กัน ตั้งแต่เริ่มต้นของ Startup ทีนี้บริษัทเหล่านี้นี่เราช่วยให้เขาเติบโตในขั้นตอนต่าง ๆ ในธุรกิจ แล้วการเป็นผู้นำในตัวเองของธุรกิจของตัวเอง ทีนี้บริษัทใหญ่ ๆ แน่นอน คงจะมีคนจำนวนมาก มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เราจะต้องติดต่อด้วยมากมาย คนมันจะมีการเปิดกว้างแต่ความคิดใหม่ ๆ แต่บางคนก็หัวเดิมหัวไดโนเสาร์ ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับ Startup ที่ให้เขาเข้ามาร่วมงาน เป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว ใครที่อยู่ในกลุ่มผู้ฟังที่ทำงานกับองค์กรแล้วก็ทำงานกับชุมชน Startup คือเป็นธุรกิจระยะยาว บริษัทเหล่านี้เขาเพิ่งเริ่มต้นในการเดินทางเส้นทางธุรกิจ ดังนั้นขอบฟ้าของเขาก็ยังกว้างยาว สิ่งหนึ่งที่ใครก็ตามแต่ที่ทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ จะต้องมีการพูดจาสื่อสารกับการเดินทาง ช่วยในการเดินทางของ Startup แล้วก็ต้องเห็นถึงว่าต้องมีการดูถึงใน เชิงปริมาณด้วยในช่วงของธุรกิจของเรา หรือช่วงการเจริญเติบโตของเขา เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ทีเดียวว่าคุณจะต้องเป็นผู้ที่ให้มีการศึกษา และจะต้องให้มีความรู้ ในสิ่งที่เราทำ งานที่ผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเข้าใจเรื่องของตลาด ต้องเข้าในเรื่องของโอกาส เขาจะต้องเข้าใจว่าเขาจะทำงานกับ Startup ได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่ง คนหลายคนทีเดียวที่ทำงานเทคโนโยีเขามีความสิ่งที่ฉันพยายามจะทำก็คือว่า ธุรกิจที่เราทำ ธุรกิจหลายอย่างที่เราาทำด้วย แล้วก็อย่างทั่วโลกที่ตั้งที่แตกต่างกัน เพื่อนของดิฉันต้องมีมูลค่าเพิ่มให้กับ Startup ทำงานให้มันง่ายขึ้นกับ Startup และช่วยให้เขารู้ว่าทำไมเขาถึงจะต้องเอาทรัพยากรของเขาไปแก้ปัญหาอันนี้ ทำอย่างอื่น นอกจากว่าจะมี มีประเด็นปัจจัยอื่นไหมที่เป็นปัญหา ก็เห็นนะคะ เห็นว่าอุปสรรคนะคะ อุปสรรค คือ เป็นทางให้เราก้าวหน้า อุปสรรคมันเป็นโอกาสทำให้เราก้าวหน้า ไม่ว่าทางฝ่ายองค์กรเอง หรือฝ่าย Startup ก็ต้องมีความโปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน สิ่งที่ดิฉันเห็น Startup ที่ทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ แล้วทำงานได้ดีนี่ คือต้องมีการพูดคุยกันถึงความต้องการ และองค์กรจะช่วยเขาอย่างไรในการจะก้าวไปสู่ธุรกิจของเขา ไม่ใช่เพียงแต่ว่า Startup จะต้องโปร่งใสและเปิดใจ แต่ที่สำคัญก็คือว่า องค์กรเองนี่จะต้องโปร่งใส และก็เปิดใจด้วย ของธุรกิจบางครั้งก็มีอุปสรรค แต่ถ้าพวกเราตระหนักว่าจริง ๆ แล้วพวกเราโปร่งใส แล้วเราก็สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้ง จะฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางเราได้ คุณได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจ หมายถึงว่าเราไปเจอขุมทองด้วยกัน ทำอย่างไรคะ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญและหวังว่าในขั้นตอนแรก ๆ ในเป้าหมาย แต่เอาเป้าหมาย คือเราบรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน ไปเจอเป้าหมายด้วยกัน ในขั้นตอนต้น ๆ คือไม่ใช่เฉพาะตลาดใหม่ ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องดูว่าเราจะเอาผลิตภัณฑ์ไปในตลาดทั่วโลกอย่างไร อาจจะเป็นการขยายตัว เราจะช่วยให้เขาไปเจอได้อย่างไร หรือให้เขาไปเจอกับ Partner ส่วนต่าง ๆ ของโลกได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญก็คือว่าจำเป็นมาก ๆ จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน โอกาสหนึ่ง ในการที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ก็คือคุณต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของคุณมันอยู่ในส่วนไหนของคอร์เปอเรทบ้าง และความที่แตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ของคุณ ขณะเดียวกันองค์กรที่คุณไปร่วมงานด้วยจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่คุณวางไว้อย่างไร และช่วยบรรลุเป้าหมายของคอร์เปอเรทด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจอย่างกระจ่างว่าคุณกำลังต้องการอะไรจาก partner และคุณต้องเข้าใจว่า Partner จะต้องให้คุณก็ยังได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจคือ การโปร่งใ่อย่างประสบการณ์ของคุณ Startup ควรจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะสร้างความโปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้ง Startup แล้วก็สำคัญมากด้วย สำหรับองค์กรด้วย คือจะต้องให้มีคนที่เข้าใจอย่างจริงจังในเรื่องสินค้าของตนเอง เรื่องตลาดที่คุณจะต้องมองหา แล้วคุณก็ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมา แล้วคุณต้องสร้างองค์กรคอร์เปอเรทจะรู้วิสัยทัศน์ของคุณ คุณเอาวิสัยทัศน์มาทำให้เป็นความจริง คุณจะนำพาองค์กรที่ยิ่งใหญ่ของคุณนี่เดินต่อไปได้ เห็นด้วยว่าคุณมีประสบการ์ทำงานกับ Startup มากมายเลย ทีนี้ในทีมของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ สิ่งหนึ่ง อย่างเพื่อนของดิฉันที่อยู่ในทีม มันสำคัญที่องค์กรที่ทำงานกับ Startup ในชุมชนตัวเองก็ต้องทำเหมือนกับเป็น Startup ด้วย คือเวลาคุณทำงานอยู่ในนวัตกรรม คุณก็ต้องมีจิตใจคิดเหมือนนวัตกรรมเป็นเหมือนนวัตกรรม จาก IBM เรามีการทำ Digital Innovation เราก็ทำงานวิธีการต่าง ๆ ให้กับ Startup ในวิธีการที่ IBM ทำ แล้วดิฉันก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่บนกำหนดการ และขณะเดียวกันเราก็มุ่งเน้นเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องการทำงานกับ Startup สิ่งเหล่านี้เราต้องเข้าใจอย่างยิ่งเลยว่าคนสุดท้ายคนที่เป็น End User ของเราเป็นใคร เราใช้วิจัย แล้วเราก็ทำงานเรื่องเกี่ยวกับมุ่งมั่นนะคะ เราต้องให้แน่ใจว่า เรามีการออกการคิด การส่งงาน หรือการทำปรับปรุงอะไรต่าง ๆ สำหรับดิฉันบทบาทของดิฉันตอนนี้นี่ เราก็มีพันธกิจที่จะนำพวก Startup แล้วก็การทำวิจัยห้องแล็บของ IBM นี้ก็ต้องมีการทำโครงสร้างที่จะทำให้ Startup มีความคิดว่า เรามีความมั่นใจว่าเรามีการเคลื่อนไปข้างหน้า แล้วก็อยู่ในบริเวณในท้องที่ที่เราต้องทำธุรกิจด้วย ตอนนี้ทำงานกับ Startup กี่รายคะ ประมาณเป็นพันรายทีเดียวทั่วโลก ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ IBM พยายามจะสร้าง Digital Service แต่ว่าที่ Startup เจอครั้งแรกในประเทศไหนก็ได้ทั่วโลกนี่ ก็ควรจะสร้างได้ สร้างตัวขึ้นมาเองได้ แต่เทคโนโลยีต้องเติบโตไปพร้อมกับเรา ทำให้เส้นทางของ Startup ที่จะเจริญเติบโตที่จะเดินไปกับเรา ที่เราจะช่วยให้ Startup ในทุกวงจรของการทำธุรกิจนี่ได้ สำหรับเรา เราอยากจะทำงานด้วยกับ Startup เป็นพัน ๆ รายทั่วโลก ในตำแหน่งที่ตั้งที่ต่างกัน แล้วให้การสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทำงานในบริษัทกว่า 160 ประเทศ แล้วเราก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องของ eco system และ Startup eco system เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ก็คือว่าจำนวนมากมายเลยทีเดียว ตามที่ดิฉันเข้าใจที่จะให้ Startup เริ่มต้นขึ้นมา แล้วคุณมีส่วนร่วมอย่างไร เขาก็มีการพบกับ IBM ด้วย มันก็แล้วแต่ตำแหน่งที่ตั้ง ทีนี้ Platform ของเรา เราก็ให้ technical support เรามี live chat หลังจากที่เพิ่งออกจากของเราหลังจาก 12 เดือนไปแล้วนี่ ก็มีโอกาสที่ให้ Startup ที่มาติดตามได้มีส่วนกับตัวแทนซึ่งพยายามจะติดตามงานที่ขณะที่มีการเติบโตด้วย ที่มีการเติบโตด้วย ทีนี้คำถามนี่ คือ Partnership ของเรามีการเร่งรัด เพื่อช่วยเขาได้ทั่วโลก เราให้มีการสนับสนุนในระดับโลก ระดับกว้าง และขณะเดียวกันก็มี hand on ด้วย ตัวต่อตัว เพื่อจะให้แน่ใจว่า เรามีผู้เชี่ยวชาญมาดูในชั่วโมงการทำงาน หรือว่า technical ทำแคมป์อย่างอื่น เพื่อแน่ใจว่าเราสามารถสนับสนุนได้ ในเรื่องของ Ecosystem ถ้า Startup เขาอยากจะ Partner กับ Corporate พร้อมที่จะเป็น partner เป็นคำถามที่สำคัญค่ะ ก็อยากจะให้ทุกคนนะคะ ที่ทำงานเป็น Startup และคิดว่าจะทำงานกับ corporate 2-3 อย่าง ดิฉันก็พูดมาแล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญว่าคุณรู้ว่าคุณทำอะไร เข้ากับกรอบกับยุทธศาสตร์ขององค์กรได้อย่างไร อันนั้นสำคัญมาก และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือว่าคือต้องเบรน แต่ไม่ใช่เบรก หมายถึงว่าคุณจะต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่ว่าไปยึดมั่นอยู่กับพันธกิจของตัวเอง มันแน่นอน คงจะยืดหยุ่นได้บ้างในบางสิ่งบางอย่าง แต่ถ้าเกิดว่าไม่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์กับสิ่งที่คุณต้องมีการยืดหยุ่นได้บ้าง และอีกอย่าง คุณต้องทำงานระยะยาว คุณต้องเห็น Partner ซึ่งมองดูแล้วเข้ากันได้ คุณต้องหาคนที่เราคิดว่าต้องทำงานด้วยกันได้ มันจะต้องทำงานด้วยกันในอนาคต สามารถที่จะกระตุ้นในเรื่องของความเร่งรัด ให้เราช่วยในการเจริญเติบโตขององค์กรของคุณด้วย ที่นี้ Partner ที่จะช่วยคุณได้ปัจจุบันนี้คืออะไร และทีนี้อีก 6 เดือน 1 ปี 2 ปีข้างหน้าจะช่วยอะไรเราได้บ้างต้องคิดด้วย ประเด็นนี้สำคัญ แล้วที่ IBM โปรแกรม ดิฉันคิดว่าทุกโปรแกรมก็มีลักษณะ และลักษณะมีคุณค่า มีความแตกต่างเฉพาะตัวของตัวเอง แต่ของ IBM ดิฉันมุ่งเน้นว่าเรา เอา DNA และความเชี่ยวชาญของ IBM ไปให้ Startup ได้อย่างไร เราเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรม แล้วก็เรารู้ว่าเราต้องทำนวัตกรรม เรารู้ว่าเราต้องทำในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดทั่วโลก Blockchain AI Cloud แล้วก็ analytic IBM ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจให้การสนับสนุน Startup ในการเจริญเติบโต อีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าบริษัทระดับโลกใช่ไหมคะ เราเป็นธุรกิจกว่าร้อยปีมาแล้ว และเราก็เข้าใจว่าในการที่จะเจริญเติบโตในขายสินค้าในตลาดต่าง ๆ เป็นอย่างไร สำหรับดิฉัน ดิฉันก็มุ่งเน้นว่าเราจะเอาความเชี่ยวชาญความรู้ในประวัติการทำงานของเราในภูมิภาคนี้เอาไปมอบส่งต่อให้กับ Startup ให้เขามีความพึงพอใจได้อย่างไร สำหรับเรา ดิจิทัลแพลตฟอร์มนี่ และ Digital Experience ที่เราทำงานร่วมกับบริษัทใหญ่ ๆ ซับซ้อนมากเลย แล้วก็เหมือนกับ digital คือมีสิ่งที่เราพยายาม แต่สิ่งที่ IBM ก้าวแรกที่มาติดต่อเรามันง่าย แต่ทุกคนจะมีโอกาสที่สามารถจะขยายตัวเติบโตกับเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ ของเรา มันมีโอกาสที่ใช้ความเชี่ยวชาญของ IBM แล้วก็มาทำเป็น Partner มาร่วมงานกับเรา เราก็ยอมรับถึงความเชี่ยวชาญของบริษัทเล็ก ๆ ด้วย ทีนี้ของ IBM อยู่ระดับโลก และดิฉันอยากจะทราบว่า เอเชียตะวันออก ตลาดเป็นอย่างไรคะ ดิฉันก็ชอบ มีความสุขในการที่จะทำ Startup มีการร่วมเป็นอย่างดีมาก แล้วก็เทคโนโลยี Eco System ดิฉันคิดว่า eco system ที่นี่ ก็เลยตื่นเต้นมากเลย แล้วก็ตื่นเต้นที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าความร่วมมือระหว่าง Partner ต่าง ๆ จากรัฐบาล จาก Startup และในการที่คนที่มีการสนับสนุนส่งเสริม ทุก ๆ ฝ่าย ทุก ๆ ส่วน ก็มีเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็มีอยากจะให้เป้าหมายขยายตัว ดิฉันก็เลยมีความตื่นเต้นมากเลย อยากเห็นว่าตลาดทั่วโลกนี้เป็นอย่างไร เพื่อที่ดิฉัน เหล่านี้ เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าดิฉันจะเอาไปใน Ecosystem ก็ดีใจที่ได้ยิน อันนี้ก็เป็นคำถามสุดท้าย บางคนอาจจะมาจากองค์กรใหญ่ ๆ ถ้าอยากจะทำงานร่วมกันกับ Startup หรือเห็นอะไรที่น่าสนใจกับ Startup อาจจะเป็นประโยชน์กับบริษัท คุณจะแนะนำตรงนี้อย่างไร ขั้นตอนแรกของ corporate คือใครก็ตามแต่ ถ้าคุณอยากจะร่วมมือกับ Startup คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นใครก่อน อันที่ 2 คุณต้องเข้าใจว่าทำไม Startup จะทำงานกับคุณ ทำไม บ่อยครั้งในบทบาทขององค์กรใหญ่ ๆ ในการทำงานในตลาด คนหลายคนมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ แล้วสิ่งที่ดิฉันอยากจะให้คุณต้องออกไป แล้วไปทำวิจัย แล้วก็ไปสัมภาษณ์ แล้วก็รู้ว่า Startup เขาต้องการอะไร แล้วทำไมเขาถึงยังมาทำงานในองค์กรของคุณ ดิฉันสัญญากับคุณว่าคุณจะได้มีข้อมูลเชิงลึกที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตอนนี้บริษัทของคุณตอนนี้ในตลาดเป็นอย่างไร และ Startup อาจจะมาร่วมมือกับคุณแล้วคุณให้การสนับสนุนกับ Startup อย่างไร แล้วเมื่อคุณทำเช่นนั้นแล้ว คุณก็มาดูได้ว่ามีวิถีทางใดที่คุณมอบส่งต่อคุณค่าในองค์กรที่คุณมีในฐานะที่เป็นบริษัทเรามอบคุณค่าที่ดีให้กับ Startup เหล่านี้ ให้สิ่งดี ๆ ช่วยให้เขาเจริญขยายตัว ก็อย่างที่ดิฉันบอกว่าถ้าคุณอยากจะไปอย่างรวดเร็วคุณไปโดยลำพังได้ แต่ถ้าคุณอยากจะไปให้มันไกล แล้วคุณต้องไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปได้ไกลมากขึ้น แทนที่จะไปได้รวดเร็วแล้วไปคนเดียวแต่ไปได้ไม่ไกล ถือว่ามีการเกื้อกูลกันในเรื่องของความจุดอ่อน ดูตลาด แล้วก็มีการเปลี่ยนตัวในการปรับธุรกิจของเรา ขอบคุณ Mrs. Lexie ตอนนี้เวลาก็หมดแล้ว ขอบคุณ อย่างยิ่ง ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านด้วยค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] โอ.เค. ก็ขอบคุณ ที่ให้ Inside เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Startup นะคะ ไปคนเดียว ถ้าเกิดอยากจะไปได้ไกล ก็ร่วมมือกันไปด้วยกัน สำหรับ topic ต่อไป เรามาพูดถึงกีฬาเมื่อเช้าแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงความสวยงาม Beauty หรือว่าความสวยงามนั้นเองค่ะ คือว่าอนาคตของเศรษฐกิจความสวยความงามในยุคของดิจิทัล ลาว แคมโบเดีย แล้วก็เมียนมาร์ ค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mrs. Ines) สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่มาในงานนี้ เพื่อที่จะมาแบ่งปันในเรื่องที่ดิฉันพูดถึงเป็นอย่างมาก เหตุผลหนึ่งที่ดิฉันได้เข้าร่วมการทำงานกับ L’Oréal เมื่อ 18 ปีมาแล้วนะคะ ดิฉันก็จะพูดให้ทุกท่านฟัง ในการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล มันสำคัญมาก เพราะ L’Oréal เป็นธุรกิจถึง 26,000 ล้านยูโร และเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เพราะฉะนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากที่เราทำให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดิฉันขอเริ่มด้วยการแสดงภาพยนตร์ให้ทุกท่านได้ชมค่ะ ความงามเป๋็นแรงบันดาลใจของเรา เราเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมความงามที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นธุรกิจที่มีความใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ในโลก และเป็นแบรนด์มี 36 แบรนด์ในระดับสากล เราเป็นผู้โฆษณาอันดับ 3 ของโลก เราเกี่ยวข้องกับคนเป็นพันล้านคน ความงามคือศิลปะของเรา เรามีนักวิจัย 4,000 คน ในเรื่องความงาม ความงามคือความรักและทุ่มเทของเรา เรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้านความงามประมาณ 80,000 คน ความงามเป็นเรื่องความรับผิดชอบ ของเรา และเราได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 77 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาระยะ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เรามีชื่อเสียงทางด้านของความซื่อสัตย์ สุจริต ในฐานะที่เป็นองค์กรระดับโลก วันนี้ดิฉันอยากจะแบ่งปัน กับทุกท่านเกี่ยวกับความสำเร็จของเรา แต่ที่สำคัญที่สุด ก็เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เรียนอุตสาหกรรมของเรา และในอนาคตจะเป็นอย่างไร การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการที่เราจะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว เรื่องของการที่เราจะต้องไม่เกิดความเคยชินกับความสำเร็จของเรา และที่ L’Oréal เราใช้คำพูดว่า เราจะต้องมีความข้องใจนี่นะคะ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรายังไม่รู้ การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล เร็วมาก จนดิฉันมักจะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติ กับเรื่องนี้มาเมื่อ 60 ใช้เวลา 60 ปี เพื่อที่จะให้ผู้บริโภค จำนวนประมาณ 5,000 ล้านคน และอันนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่ไม่ได้โดนปั่นป่วน หรือต้องเปลี่ยนแปลงจากยุคดิิจิทัล การเปลี่ยนแปลงในเรื่องดิจิทัล ไม่เป็นเรื่องที่เราควรจะมี ไม่ได้เป็นเรื่องของกลายเป็นเรื่องของการอยู่รอด และสำหรับ L’Oréal นั้น 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงของเรานั้น แค่ 5 ปีของการที่เราต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เรานี่ได้ครอบคลุมทางด้าน e-Commerce 12 เปอร์เซ็นต์ ของการเติบโตของธุรกิจของเรา และ 5 ปี เพื่อให้เราต้องลงทุนทางด้านของดิจิทัล เพราะฉะนั้นมีวิดีโอ 6,000 รายการ L’Oréal โดยเศษหนึ่งในสาม เป็นของ L’Oréal และ 5 ปีเพื่อให้เราได้ data point ของผู้บริโภคนี่ เพื่อที่เราจะได้ปรับการตลาดของเราตามความต้องการส่วนบุคคลของลูกค้า และการที่เราสามารถที่จะสร้าง ผู้มีอิทธพลในตลาด ซึ่งเราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา การตลาดของเรา และ 5 ปี เพื่อให้เราได้ตัวเลข ค่าของหุ้นของเรา ได้ 2 เท่า ภายใน 5 ปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล และเราถือได้เลยว่าอันนี้เป็นการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคุยกับผู้บริโภค เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงตลาดของความงาม แล้วที่ L’Oréal ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน และเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำการตลาด เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมอื่น ๆ มันเป็นเรื่องของการผลิตและการสร้างโรงงาน และที่ L’Oréal เราสร้างเป็นโรงงานทางด้านเว็บไซต์นี่นะคะ เว็บไซต์ซึ่งส่งมอบเนื้อหาให้กับประเทศต่าง ๆ แล้วเรามีโรงงาน สำหรับธุรกิจของเรามีโรงงานให้บริการเพื่อส่งมอบ 130 บริการ อย่างเช่น ในเรื่องของ Makeup สีสำหรับผม และเรื่องของการวิเคราะห์ผิวโดยอาศัย AI และเราและโรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นโรงงานซึ่งเราได้ใช้ Data Source ประมาณ 50,000 ราย เพื่อที่จะได้บรรลุเป้าหมายทางด้านธุรกิจของเรา เช่นเดียวกับในเรื่องปฏิวัติอื่น ๆ ในเรื่องของความสามารถในการผลิตและผลกำไร ซึ่งเป็นหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำและเช่นเดียวกับในการปฏิวัติอื่น ๆ เรานี่นะคะ เรามีการใช้ข้อมูลและในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์อย่างมาก เพราะเราเชื่อว่าอันนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้ความฝันทางด้านความงามของทั้งโลก สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงและดีขึ้นที่จะมีความพัฒนาในทางที่ดีขึ้น และเราได้ว่าจ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญ 2,500 คน และเราได้สร้างอาชีพใหม่ ๆ เรามีทีม CRM เรามีผู้จัดการชุมชน เรามีวิศวกรข้อมูลและเรื่องนโยบายทางด้านทรัพยากรบุคคล ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงเลย ช่วง 5 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราว่าจ้างคนใหม่ แต่ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนของพนักงานทั้งหมดของ L’Oréal ซึ่งได้ร่วมในการเดินทางกับเรา การฝึกอบรมของเรานี่นะคะ มันไม่ได้เป็นเชิงการอบรมทฤษฎีแล้ว เพราะในยุค Digital นี้ ความจริงมันเป็นการฝึกอบรมนี่ ที่เราต้องสอนแบบหนัก เน้นหนักด้านการปฏิบัติ เพื่อที่จะได้การเชี่ยวชาญใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เราไม่ได้แยกระหว่างทีมการตลาด ทีมดิจิทัล เราจะต้องร่วมมือกันและต้องมีการผสมผสานเป็นทีมใหญ่ของ L’Oréal เพราะฉะนั้นที่ L’Oréal เราถือว่าเราเป็นธุรกิจนี่นะคะ ดิจิทัลอันดับ 1 ถึงแม้เราจะเป็นธุรกิจที่มีอายุถึง 110 ปีแล้ว ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างมหาศาล และวันนี้ดิฉันอยากจะแบ่งปัน สิ่งที่ได้เรียนรู้ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงของเรา สิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่สำหรับธุรกิจใหญ่อย่าง L’Oréal แบรนด์ในระดับสากลนี้สามารถที่จะชนะในเรื่องธุรกิจได้ เพราะว่าสิ่งที่จริงก็คือ แบรนด์ใหญ่ ๆ ยังจะสามารถที่จะเติบโตมากยิ่งขึ้นอีกทำไมหรือคะ เพราะว่าในโลกที่เป็นโลกของ hyper choice การสร้างแบรนด์สำคัญมาก และได้เรียนจากการตลาดยังคงเป็นเรื่องจริง เรายังจะต้องคุ้มครอง Brand ของเรา เราจำเป็นจะต้องให้ผู้บริโภคได้มูลต่าง ๆ เรายังจะต้องมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั่นก็คือสิ่งอื่นทั้งหมด มีช่องใหม่ ในเรื่องเนื้อหาใหม่ และมีโอกาสเยอะแยะมากมายเหลือเกิน แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ด้วย นั่นก็คือเราสามารถที่จะสอนทีมงานขอประสบความสำเร็จได้ บทเรียนที่ 2 ที่เราได้มานั่นก็คือเราไม่ควรที่จะสู้รบ ในการสู้รบที่ผิดพลาด เราได้ฟังผู้บรรยายท่านก่อนแล้วว่า เรายังจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าเราเป็นแบรนด์อะไร ที่ L’Oréal สิ่งเดียวที่เราทำได้ นั่นก็คือทำได้สิ่งเกี่ยวกับความงาม เป้าหมายของเรา ก็คือทำให้ทั้งสตรี ทั้งชาย และหญิงมีความงาม ไม่ว่าเขาจะมีคำจำกัดความเกี่ยวกับความงามว่าอย่างไร มีความซื่อสัตย์ต่อธุรกิจหลักของเรา เพราะเรามีรวบรวม เราได้รวบรวมความรอบรู้ในเรื่องความงามมาเป็นเวลา ถึง 110 ปี แต่สิ่งที่มีวิวัฒนาการ ดิจิทัลช่วยเรานั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ความรู้ที่เรามีมาเป็นประสบการณ์ เพราะฉะนั้นดิจิทัลสำหรับเรา มันเป็นโอกาส มันไม่ได้เป็นข้อจำกัด หน้าที่ของเราก็คือ ทำให้ความงามนี้เราควรจะนำความงามมาให้แก่ทุกคน และทุกคนในห้องนี้จะต้อง้หยุดคิดว่าทำไม ธุรกิจของเราหรือ Startup ของเรา เราได้สร้างมาเพื่ออะไร แล้วตลอดช่วงการพัฒนาของเรานี้เราจะต้องมีความซื่อสัตย์ ต่อจุดดั้งเดิมตั้งต้นของเรา แต่ว่าในโลกปัจจุบันเราจำเป็นที่จะต้องได้รับความไว้วางใจ และแบรนด์ที่ใช้ชื่อ L’Oréal มีพันธกิจนี่นะคะ ในการที่เราจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยการสร้างธุรกิจที่โปร่งใสมากขึ้นไปอีก เพราะว่าการที่เราใช้อัลกอริทึมและ Data นี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ที่เราควรที่จะใช้หรืออาศัยในอุตสาหกรรมของ บทเรียนที่ 3 ของเรา คือเรื่องเพราะเราเข้าใจว่าการที่เราจะวิ่งตามบาสนี้ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้เราชนะได้ มัวเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่อง Facebook และเราเราบอกว่าเราไม่สนใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะว่าเราได้เห็นธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งมีพื้นฐานบน Facebook มีความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นแทนที่จะโทษ Platform ต่าง ๆ เราต้องสนใจว่า เราควรจะต้องพยายามเข้าใจและปรับปรุงตัวเราเอง เพื่อที่เราจะอยู่ในโลกใหม่ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เราได้ทำ เราไม่บ่น เวลาเราเห็นการปฏิวัติเกิดขึ้น แต่ว่าเมื่อเราเห็นการปฎิวัติเกิดขึ้น เราได้พยายามที่จะทำงานให้หนักขึ้นไปอีก เพราะว่าทุกคนต้องการที่จะอยู่รอดในโลกสมัยนี้ต้องทำงานหนัก บทเรียนที่ 4 ของเรา ก็คือความสำเร็จนี่นะคะ เราจะได้จากการสู้รบเท่านั้น และทหารทุกคนมีความสำคัญ เมื่อ 6 ปีมาแล้ว L’Oréal ที่ประเทศจีน ขายได้ 6 เปอร์เซ็นต์ ใน e-Commerce ขายให้ e-Commerce ของ L’Oréal จีนถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรารอที่จะดูว่า สำนักงานใหญ่จะตัดสินใจอย่างไร หรือถ้าเผื่อเราพยายามรอว่าอยากจะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เราจะไม่มีวันได้ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ในประเทศอย่างติมอร์ นั่นคือ ประเทศไทย หรือทีม L Oreal เพื่อประสบความสำเร็จ กับ Shopee หรือลาซาด้าไม่ใช่เรื่อง ในระดับสากลในระดับท้องถิ่น และเหมือนการปฏิวัติอื่น ๆ เราก็จะต้องหยุดคิด ก็ยอมรับว่าเรามาถึงจุดที่ผู้บริโภคอยากจะได้ การดีท็อกซ์ ดิจิทัล แล้วเราก็ต้องทราบนี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และมันดูจะเป็นจริงมากขึ้น ว่าในโลกที่คนต้องการประสบการณ์ และความสามารถที่เขาอยากจะทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ที่ L Oreal เรามีความพร้อม เรากำลังเตรียมช่วงการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลระลอกที่ 2 พันธกิจของเราก็คือเราต้องสร้างความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น โดยเอาลูกค้าเราใส่ตรงกลางของการสร้าง แล้วก็พยายามสร้างประสบการณ์ในยุทธศาสตร์ของเรา แล้วดิฉันหมายความว่าอย่างไร นั่นก็คือการที่จะสร้างความไว้วางใจให้มีความเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือการที่เราจะต้องแบรนด์โฮสโพเซ่ ได้สร้างชุมชนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถคุยกันได้ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาผิวของลูก ของตน จริง ๆ นั่นก็คือเพื่อให้ทุกคนสามารถคุยกับปัญหาที่เกิด แต่นอกเหนือจากนั้น เราก็มีแบรนด์ใหม่ ๆ ้ ถ้าเผื่อผู้ทำ makeup หรือแต่งหน้าทั่วโลก สามารถที่จะแสดงในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ของเขาได้ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับได้ และเราพูดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ค่อนข้างมาก เวลา และดิฉันหมายความว่าอย่างไร เวลาดิฉันพูดเรื่องประสบการณ์ ประสบการณ์ของการสร้างความงดงามหรืออารมณ์เชิงบวก ที่อยู่เบื้องหลังในห้องหรือสุภาพบุรุษในห้อง นั่นคือความรู้สึก สิ่งที่เวลาเราใช้ลิปสติก และดิจิทัลนี่สามารถที่จะปรับปรุง หรือการให้ประสบการณ์ที่ ลอรีอัล การให้บริการคือผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา เราไม่ผลิตแค่ลิปสติก เรามีหน้าที่จะดูแลผู้บริโภคของเราให้อย่างดีมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า โมดิเฟส Modiface มีหน้าที่ให้บริการ และเนื่องจากเราเห็นด้วยว่าเราอยู่ในยุคของนวัตกรรม Modiface เราได้เปิดในเรื่องโมดิเฟซกับลูกค้าทั้งหมดของเรา ทั้ง Shopee Lazada เพื่อกล่าวถึงลูกค้าในประเทศไทย และขณะนี้เรามี 16 Brand ของ ลอรีอัล อยู่ใน Modiface และเรามีอีก 14 แบรนด์ใหม่นี่ ที่ผู้บริโภคสามารถที่จะได้ประสบการณ์การที่ใหม่และดีมากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องความงาม เราจะสามารถเห็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เรามีในเรื่องของสิ่งที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นพบ ในเรื่องของสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับลูกค้า แต่ละท่านสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และเรามีความเชื่อมั่นในอนาคต ก็เพราะว่าที่ลอรีอัล เรามีคำภาษาฝรั่งเศสที่เรียกว่า สิ่งที่ยึดในสิ่งที่เริ่มต้นมาเป็นของเรา นี่คือประสบการณ์ของทุกคนที่ทำงานของลอรีอัล เราต้องไม่กลัวสิ่งที่เราไม่รู้จัก และนั่นเป็นเรื่องจริงมากเลยในยุคดิจิทัล เพราะเราจะต้องอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องใหม่ พันธมิตรใหม่ และสิ่งที่อนาคตนี่นะคะ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของใหม่ ๆ ที่เราจะต้องค้นพบ เราพูดเยอะมากในปัจจุบันนี้เกี่ยวกับเรื่อง IQ และ EQ และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างคิวใหม่ นั่นก็คือ LQ ที่เกี่ยวข้องกับความรักและการเรียนรู้ เพราะเราจำเป็นจะต้องฟังทีมงานของเรา ที่เขาทำงานในท้องถิ่น ทราบเกี่ยวกับโลกปัจจุบันมากกว่าตัวเราเอง เราจำเป็นจะต้องเปิดใจเราและฟังเขา เพราะว่าเขามีอะไรหลายอย่างที่จะสอนเรา เราต้องต้องรักทีมของเรา นักธุรกิจยุคใหม่ เพราะเขาอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ CEO ของผู้นำ และองค์กรทุกบริษัท เป็นเรื่องของการที่เราจะต้องรักนะคะ และเรียนรู้ ดิฉันเชื่อว่าลอรีอัลได้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และเราได้เป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงานในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา และดิฉันมันความเชื่อมั่นเหมือนกันว่า เราจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังสำหรับอนาคต เพราะเรายังอยากจะเป็นผู้นำเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีหรือความงามโดยอาศัยเทคโนโลยีต่อไปในอนาคต ขอบคุณทุกท่านอย่างมาก สำหรับความสนใจของทุกท่าน และหวังว่าท่านก็คงจะชอบในสิ่งที่ดิฉันได้นำเสนอให้ทุกท่านได้ฟัง [ภาษาต่างประเทศ] (พิธีกร) เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียวนะคะ แม้แต่ ลอรีอัลก็ยังโคกับ startup ให้มากขึ้นกับผู้บริโภคของเขาค่ะ ส่วน Speaker ต่อไป เรามีคนที่เก่งมากเลยที่จะพูดถึงเรื่องแบรนด์ มีข่าวดีสำหรับคนที่ ฟังดี ๆ นะคะ คนที่ชอบรางวัลนะคะ รางวัลอะไร เดี๋ยวฟังกันนะคะ คือว่าแค่ดาวน์โหลด Application ฟังดี ๆ นะคะ DTDD คุณมีสิทธิที่จะลุ้นรับทันทีเลยรางวัลมูลค่ามากกว่า 3 แสนบาทค่ะ แต่มีข้อหนึ่งที่ต้อง ฟังดี ๆ ก็คือว่า เฉพาะคนที่อยู่ในงานนี้ เฉพาะงานนี้ โดยเวลา 12.40 น. เราจะมีการจับรางวัลใช่ค่ะ apple watch ถ้าเกิดว่าอยากจะได้ Apple watch โหลด Application เลย พิธีกรจะต้องรีบไปดาวน์โหลดเหมือนกันนะคะ DTBB ต่อไปเราจะมี speaker เมื่อสักครู่นี้ แบรนด์ดิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ หรือ Startup หรือเป็นโบรกเกอร์อะไรก็ตามที่จะทำแบรนดดิ้งให้มีความสำเร็จได้อย่างไร ของ Type form เขาจะมาพูดถึงหัวข้อ [ภาษาต่างประเทศ] (Mr. Alex) สวัสดีครับ [ภาษาต่างประเทศ] ขอประทานโทษนะคะ ไม่ได้กดปุ่ม ดังนั้นผมก็ทำงานมานาน เราก็ทำสร้างแบรนด์ขึ้นมา แบรนด์จะเล่าเรื่องให้เราอย่างไร ขอหยุดตรงนี้ก่อน นี่เมื่อ 2 ปีมาแล้ว แล้วเราจะเล่าให้ฟังว่าทำไมเราถึงฟัง ใครรู้จัก Typeform บ้างครับ ยกมือขึ้นหน่อยครับ Typeform สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Typeform ก็เป็นการออกแบบที่สวยงามมาก ก็มีการ Design ออกมา เวลาคุณถามข้อมูล Online จริง ๆ แล้ว คุณมีความสามารถที่จะให้ประสบการณ์แบ่งปันกับคนที่เข้ามาได้อย่างดีเลย คุณจะทำให้คนที่เข้ามา ของคุณมันดีขึ้น ทำให้ธุรกิจของคุณมันขยายตัว แล้วขณะเดียวกัน Typeform ก็จะทำให้มีผลกำไรมาสู่ธุรกิจของคุณ ผมชอบเล่าเรื่องนี้เรื่องหนึ่งนะครับ ชื่อ Jam ตอนนี้รูปนี้เมื่ออายุประมาณ 20 ปี ในทศวรรษที่ 1980 ทีนี้เขานี่อีกคนหนึ่ง เป็นผู้เผด็จการ เป็นผู้นำประเทศ แต่เขาไม่ค่อยชอบหน้าผู้ปฏิบัติการคนนี้ เขาเป็นคนที่ไม่ชอบความรุนแรง เขาไม่ชอบกับคณะปฏิวัติ เขาก็ทำตามวิถีทางของตัวเอง เขาก็ไปกับโบสถ์ศาสนาคริสต์คาทอลิก พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในหนทางของเขาเอง ก็เป็นพระที่ดูแลบาทหลวงของประจำโบสถ์ แล้วก็ถือว่าที่เป็นคนให้มีแรงบันดาลใจ แล้วสร้างความจูงใจให้กับคนที่เข้ามา ลองคิดดูว่าผลกระทบที่มีต่อจิตใจของเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นอย่างไร มีอิทธิพล ซึ่งตอนนั้นโบสถ์มีบทบาทมากในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ทีนี้เจคุณคงไม่คิดว่ามันจะมีอะไรบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เจมส์เขาพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนอายุ 20 ปี อย่างเจมส์อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ชีวิตมันคนจะไม่โสภานัก จนกระทั่งถึงตอนเขาแต่งงานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาเขาโตขึ้นมาแล้วเขาเลยตัดสินใจที่จะเปิดปากพูด นั่นปี 2010 แล้วปี 2010 นี่ เขาก็เลยออกจากโบสถ์ ท่านบาทหลวงก็ถูกดำเนินคดี แล้วถูกดำเนินคดี และถูกจำคุก ถูกปลดออกจากโบสถ์ คุณจะเห็นในจอ สีเทาก็คือความมั่นใจที่คนอเมริกาใต้มีความเชื่อมั่นในโบสถ์ และทีนี้ สีแดงนี่ประเทศชิลี มันมีความเชื่อมั่นในโบสถ์ลดลงเยอะ นี่เป็นโบสถ์ของคาสนาคริตส์คาทอลิก และทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องแบรนด์ครับ เรื่องแบรนด์ครับ แบรนด์ แล้วแบรนด์ที่มันมีอำนาจมากที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา คุณอาจจะเคยอ่านหนังสือไบเบิล คุณหลายคนคงจะทราบว่าไบเบิลคืออะไร มันมีความซื่อสัตย์ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใน Brand นี้ แต่ทำไมเราเกิด chart นี้ขึ้นมา ประชากรนี่ แบรนด์นี่ มันคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด Brand คือสิ่งที่เราทำไม่ใช่สิ่งที่เราพูด แล้วจะให้คนที่ใช้แบรนด์ของคุณเป็นคนตัดสินใจเอง สตีฟ จอบส์ บอกว่าการตลาดมีคุณค่า และต้องให้ชัดเจนว่าแบรนด์ของเราเป็นอย่างไร และทีนี้ก็บอกว่าคนเขาพูดอย่างไร เวลาไม่อยู่ ลับหลังคุณ คือเราไม่สามารถบังคับควบคุมว่าคนควรจะพูดอย่างไร เราต้องทำแล้วให้คนเป็นคนตัดสินถ้าคุณถามผม แบรนด์ก็คือผลบวกผลลัพธ์รวม มันคือภาพที่เราเป็นคำสัญญาว่าคุณคืออะไร จุดยืนของคุณคืออะไร ความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะแตกต่างในเชิงลบ หรือว่าแตกต่างที่เชิงบวก เมื่อคุณทราบว่าแบรนด์ของคุณยืนอยู่บนจุดไหนแล้ว อาจจะแบรนด์ใหญ่โต อาคารสูงใหญ่ ถ้าคุณมีเงิน แต่เมื่อ มหาวิหารอันนี้ ในขณะที่ชาวคาทอลิก บาทหลวงคาทอลิก เป็นคนที่ควบคุม ปกครองยุโรป คุณก็สร้างโบสถ์มหาวิหารอันนี้ หรือภาพนี้ ทางขวามือไม่ใช่โบสถ์ครับ เป็น Center ที่คอนติโน นี่คืออาคาร หน้าตาอย่างนี้ เป็นศูนย์อย่างนี้ แล้วก็อีกที่หนึ่งที่นิวยอร์ก เพราะฉะนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด คือสิ่งที่คุณทำต่างหาก คือแบรนด์ ทีนี้ผมจะแยกย่อยไปอีกหน่อย ผมอยากจะทำอย่างนี้ เพราะว่าหลังจากที่ผมเริ่ม Startup นั้น ใครเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ มีธุรกิจเล็ก ๆ แล้วก็แบรนด์ของคุณเอง ก็เห็นว่าเวลาคุณแบรนด์ธุรกิจของคุณนี่ คุณก็ไปถึง Google คุณก็เห็นว่าแบรนด์นั้นมีอะไรเยอะ ถ้าเกิดว่าคุณอยากให้กว้างขึ้น และแตกต่างจากคนอื่น คุณต้องฟังนะครับ แบรนด์นี่ และวิศัยทัศน์ของคุณอย่างไร นั่นคือพันธกิจ คุณต้องทำ เพราะว่าจะไปบรรลุวิสัยทัศน์ของคุณ แบรนด์เนมมันคืออะไร พูดอีกทีรายละเอียดแบรนด์ คิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่างใช่ไหมครับ ไม่ใช่จะเป็นอัตลักษณ์ของคุณ อันแรกก็คือเรื่องอัตลักษณ์ เรื่องของสี การออกแบบ วิธีการที่คุณคิด อันนี้เป็นค่านิยมของคนว่าคุณยืนอยู่บนอะไร แล้วทำไมคุณสร้างผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา จุดยืนของคุณอยู่ที่ไหน แต่มีมากกว่านั้นครับ ผลิตภัณฑ์เองหรือบริการของคุณนี่ มันเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ แต่ว่าความสามารถของคุณในการที่แก้ไขปัญหาของใครคนอื่น คุณสื่อสารกันและกันอย่างไร คุณสนับสนุนลูกค้าอย่างไร ในความกระจ่างในเรื่องที่มีค่านิยมของคุณ คุณสามารถสร้างจุดยืนได้ และคุณสามารถที่จะคำนวณจุดเสี่ยงได้ ใครรู้จักคนนี้ครับ ใครรู้จักแคมเปญนี้บ้างครับ Just do it ใช้ภาพตอนนั้นเป็นคนที่มี เป็นนักกีฬาที่มีความขัดแย้งกัน คนก็เลย บางคนก็เห็นด้วย ชอบเขาในตัวตนของเขา บางคนก็ไม่ชอบ ลองคิดดูก็แล้วกัน หลังจากเอารูปนี้ออกมานี่ เกิดอะไรไหน ๆ คนก็เริ่มเผาผลิตภัณฑ์ของ Nike เกิดขึ้นนี้ เขาเกลียดไนกี้ที่มาทำอย่างนี้ มันทำให้เกิดจุดประกายบอยคอต จะทำให้เงินเพิ่มขึ้นมาถึง 6,000 ล้านเหรียญให้กับไนกี้ นี่ก็เป็นครั้งแรกของเขา เมื่อ 20 ปี มาแล้ว อันนี้เป็นแค่คำโฆษณาคนแก่คนหนึ่งผู้สูงวัยคนหนึ่งวิ่ง 30 ไมล์ ข้ามสะพาน แล้วก็ร้อง แล้วก็ทักทายฮัลโหล ๆ แล้วแค่นี้เอง และดูว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมา นี่แค่โฆษณาเดียว และถ้าเกิดว่าเอาธุรกิจของเรามา มันจะมากแค่ไหน 139 เปอร์เซ็นต์ นี่คืออำนาจของแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการตลาดอย่างเดียว แต่เทคโนโลยี มันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของผู้ผลิต การเชื่อมโยงกัน Connectivity หรือการเปลี่ยนอำนาจใหม่ คุณอาจจะมี Market fit ดี แต่คุณมี product market fit ดี แต่คุณมีแบรนด์มาเก็ตของคุณ คุณต้องเอาแบรนด์ของคุณ คุณต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณเติบโตในระยะยาว ต้องสอดคล้องกัน และมีจุดยืนอะไรบางอย่าง และจะต้องอยู่ที่การเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่อยู่ในสังคม ไม่ใช่แค่ผู้อุปโภคอย่างเดียว อันนี้เป็นแบบฟอร์มเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ถ้าเกิดว่าคุณเจอดีไซน์อะไรดี ๆ ขึ้นมา แล้วก็นี้คือแบบฟอร์มที่ปฏิบัติ คือแทนที่จะมีคำถามแบบอัตนัย แล้วก็เขียนยาว ๆ กลายเป็นว่าเป็นคำถาม เหมือนกับว่าเรามีการตอบคำถาม มีการพูดคุยสนทนากัน แล้วจะให้ดูว่าเราเอามาใช้อย่างไร ทีนี้เราพูดถึงผลิตภัณฑ์เรามี product market fit มาก เรามีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยมีมา และเพื่อจะให้ผู้ที่เขามาศึกษาของเรา ออร์เดียนของเรา มีหลายบริษัทที่เริ่มใช้ interface แบบเดียวกัน ถ้าเกิดว่าคุณเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ ถ้าเกิดมีความคิดที่ดี ผลิตภัณฑ์ที่ดี อีกบริษัทหนึ่งแน่นอนก็จะเริ่มมาทำผลิตภัณฑ์เดียวกับคุณ อะไรกัน จะทำให้ธุรกิจของคุณมีความยั่งยืน ได้ มัน copy กันไปหมด เวลาเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นเราคิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างเราก็เลยออกแบบ Typeform ขึ้นมา ถ้าคุณเป็น startup เราทำฟอร์มอันนี้มาแล้ว สวยงามมากเลย ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ เราดูที่ฟอร์มของเรา ก็เป็นส่วนเล็ก ๆ นิดเดียวเองของภาพใหญ่ กับงานที่คุณติดต่อกับลูกค้าของคุณ แล้วเบื้องหลังของมันคืออะไร เบื้องหลังก็คือว่าถ้าเกิดคุณเป็นผู้ก่อตั้ง แล้วคุณมีธุรกิจ และคุณมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณ ทุกปฏิสัมพันธ์มันมีการติดต่อ นั่นคือเรื่องราว นั่นคือ Typeform เพื่อจะทำให้คุณสามารถจะติดต่อกับลูกค้าของคุณอย่างมีนัย แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ เพราะว่าคุณใส่ใจ แล้วเราก็ใส่ใจ นั่นคือค่านิยมหลักร่วมของเรา แล้วทำได้อย่างไร เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดู เรามีแบรนด์แล้ว เรารู้เรื่องราว เรารู้รายละเอียด แล้วเราจะไปในตลาด แล้วก็เอาไปใช้แล้วอย่างไร ทีนี้เราเข้าใจ ว่าเรามีจุดยืนอยู่ที่ไหน แล้วเราจะเอาไปใช้ได้อย่างไร สิ่งนี้เราจะทำให้แตกต่าง คุณแตกต่างจากคนอื่น ผมพูดมาแล้ว แบรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด แต่เป็นสิ่งที่คุณทำ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาครับ คุณจะเอาพูด ๆ ๆ คุณต้องพิสูจน์ครับ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดูว่าอย่าทำอะไร ตัวอย่างว่าอย่าทำ แต่อย่าลืมอย่างหนึ่งครับ สำคัญมากเลยที่คุณจะต้องทำอย่างคงเส้นคงวาในทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณทำอะไร อย่าลืมคุณต้องทำแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ ค่านิยมของคุณ สิ่งที่คุณทำ เมื่อไรก็ตาม ลองคิดดูนะครับ ผมไปที่ Gym ผมอยากจะเป็น six pack ใครเป็นคน วันที่ 1 มกราคม ใครสมัครสมาชิกผมก็ทำอย่างนั้นครับ วันปีใหม่ชีวิตใหม่จะเอา six pack ไปสมัครเป็นสมาชิก gym ไปอาทิตย์เดียว เสร็จแล้วก็ดูตัวเอง ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วแพคมันอยู่ตรงไหน แน่นอนสิ่งเหล่านี้มันก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แบรนด์ก็เช่นเดียวกัน ความเข้มข้นหนักแน่น แต่มันคือความคงเส้นคงวาทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอยากจะให้ลูกค้าของคุณกลับมา คุณต้องรู้จักลูกค้าของคุณ รู้ว่าเขาชอบอะไร เขาต้องการ แล้วเขารู้สึกอย่างไร ต้องพยายามเข้าใจลูกค้า แล้วถามแต่ละคำถามทีละครั้ง คำถาม พร้อมที่จะคุยหรือยังครับ เรามี Logo ตรงมุมก็มี Logo ของเราด้วย logo นี้ค่าใช้จ่ายสูงมาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว นี่คือตัวอย่างว่า ไม่ควรจะทำ เราก็บอกว่าจ่ายเงินมาก ๆ เอา logo ของเราใส่ไปให้เห็นชัดเลย แล้วเราก็ลองดูว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะฉะนั้นบอกว่าเงินที่ลงไปเป็นล้านเหรียญไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย แล้วก็รอถึงว่าเกิดขึ้นอะไร น่าที่จะแบ่งกระจายเงินเข้าไปแล้วค่อย ๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างคงเส้นคงวา เราทำอย่างไรปัจจุบันนี้ แทนที่จะลงไปเลยทีเดียว เดี๋ยวผมจะให้ดูว่าเรามีทำอินเทอร์เรกชั่น หรือปฏิสัมพันธ์ของเรา เช่น ผลิตภัณฑ์ นี่ของเรา ก็ฟอร์มของเราเป็นอย่างไร ว่าเกมที่เราเล่นมันคืออะไร เราก็มีการออกแบบ มีการปรับปรุง แล้วเราก็มีการเปิดตัว เรื่องใหม่ ๆ ตรงนี้ Typeform มันน่าสนใจมากกว่า แล้วเราก็ถามคำถามแต่ละคำถามแล้วก็ตอบมา รูปแบบหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่พวกนี้มันเป็นคำถามเกี่ยวกับวิชาการ เรื่องเทคโนโลยี เราสามารถจะเอาอย่างอื่นมาเปลี่ยนแปลงคำถามได้ไหม แล้วเราเองเข้าไปเกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์เป็นเทคโนโลยีเทค เราก็เลยแต่งตั้ง ถ้าเกิดเราจะสร้าง เราก็จะถามคำถามแบบว่า เป็นส่วนตัวเหมือนกับเราไปถามตามถนน เวลาเราไป อย่างเรื่องของแบรนด์ เรามีเนื้อหาแล้ว เราต้องทำให้มันตื่นเต้นมีผลอย่างไร เราก็มีการแนะนำขึ้นมา การเล่าเรื่องโดยใช้ VDO เราเป็นฟิล์มสั้น ๆ เรื่องฮาโลวีน เป็นหนังสั้น ๆ ที่มันตื่นเต้น มัสยองขวัญ แล้วลองดูว่าเราเป็นคนวางแผนเอง ว่าผู้แสดงนำจะต้องทำอย่างไร และเสร็จแล้ว ในหัวข้อถัดไป เรื่องเกี่ยวกับการตลาดนี่ เราพยายามที่จะให้ได้ผล ก็เอาลูกค้ามาอยู่ในศูนย์ของกิจกรรมทุกอย่างของเรา มีใครพูด มีใครเจอพูดในผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นอย่างไร แล้วเอามาให้เราดู นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะทำนะคะ เอาผลิตภัณฑ์ของเราให้ให้ลูกค้าของเรามีความประทับใจ อย่างเช่นการจัด Event ขึ้นมา เราสร้างบูธขึ้นมาแล้วเราจะทำให้มีการปฏิสัมพันธ์กับคนมากมายได้อย่างไร ใน event นั้น เราจะเอา สร้างสินค้าที่มันน่าสนใจ หรือจะเอามีการทำกิจกรรมมาที่บูธ เพื่อที่จะทำทีเชิร์ตขึ้นมาหรือเปล่า ว่าเขาชอบอะไร เสร็จแล้วก็มีการเขียนภาพลงไปบนเสื้อยืดของเรา มันเป็นการทำที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย ไม่ได้แพง แต่จับต้องได้ แล้วเราสามารถที่จะคุยกับลูกค้าเพื่อเข้าใจเขา สามารถที่จะคุยกับลูกค้า แล้วสิ่งที่จะได้มา แล้วบอกว่าบางคนก็ต้องรอเป็นชั่วโมงเพื่อจะได้เสื้อเชิ้ต มารอเพื่อที่จะใช้ มีปฏิสัมพันธ์กับคุณ ทีนี้การให้บริการลูกค้านี่ ก็เป็นโอกาสที่จะให้เป็นโอกาสอย่างดีที่จะสร้างแบรนด์เสนอแบรนด์ของคุณให้กับลูกค้า วันหนึ่งว่าเราก็ได้รับข้อความมา จะทำเรื่องเกี่ยวกับความ โรคซึมเศร้า เราจะจัดการอย่างไร เรามีความตื่นเต้นกับความต้องการทางเพศของคุณ คำถามนี้ผุดขึ้นมาอีกอาทิตย์หนึ่งมา เราก็ได้ข้อความที่พูดถึงความซึมเศร้า เดี๋ยวจะลอกคุณเอง ดูว่าคุณจะตอบอย่างไร จริง ๆ แล้วผมหรือว่าดิฉัน ข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ประหลาดใจมาก แล้วก็มีคนที่มีความเมตตาที่ ช่วยตอบให้ นี่คือสิ่งที่ผมพูดถึง อันนี้คือสิ่งบางอย่างที่แสดงให้เขาเห็น ทำให้เขาเห็นว่าค่านิยม คุณค่าของเราออกมาเป็นการปฏิบัติว่าทำให้เขาเห็นว่า แล้วสำหรับคนที่เป็นฝ่ายบุคคลากร ที่ทำงานของเราเหมือนกับบ้าน เราพยายามที่จะเห็นคน มีลักษณะพิเศษเฉพาะคน แผนกต้อนรับนี่ ไม่ใช่ต้อนรับอย่างเดียว แต่พอเวลาคุณเข้ามาแล้ว เขาจะให้กาแฟคุณตอนเช้า แล้วไม่ใช่เฉพาะกาแฟอย่างเดียว แต่คนที่คุยกับคุณทุกวัน ๆ นี่ จะทำให้การปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ ที่มีต่อเรื่องเกี่ยวกับ HR เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะฉะนั้นย้ำอีกที ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด แต่เป็นสิ่งที่ทำ ถ้าเกิดว่าคุณอย่างจะทำให้ผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ของคุณมั่นคง ยั่งยืน อย่าพูด พูดไปก็บลา ๆ คุณต้องทำให้เห็น ให้คนประจักษ์ คุณไม่อยากได้ยินใครพูดโอ้อวดตัวเอง บอกมาเลยคุณเก่งอย่างไร ทำมาเลย ทำมาให้ดูเลย ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดผลกระทบ ผมก็จะสรุป อย่าลืมนะครับ แบรนด์ ไม่ใช่อัตลักษณ์จากคุณ แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวเป็นถึงขีดความสามารถของคุณด้วยที่จะแก้ไขปัญหาของคน และการสื่อสาร คุณคุยกับคนอย่างไร คุณมีปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างไร ให้ 3 อย่างนี้ในองค์กรของคุณ ตระหนักรู้ใน 3 อย่าง คุณจะมีอำนาจมาก มีหลาย ๆ คนบอกว่าแบรนด์ จะได้มากที่สุด ทำแบรนด์ได้ผลดีมากที่สุดอย่างไร ถ้าเกิดว่าคุณแค่พูดกับคนอื่นออกแบบมาก็ได้แค่นั้นเอง แต่ว่าถ้าเกิดว่ามีการพูดคุยกับคุณเข้าใจถึงความเสี่ยง เขาให้ความไว้วางใจคุณ นั่นคือคุณค่า และมีอะไรอีกมากมายที่คุณจะทำได้ ขอบคุณนะครับ ขอปรบมือให้คุณ Alex Antolino ขอบคุณสำหรับเรื่อง creative ที่นำมาเสนอของเรา (พิธีกร) เราจะมาเข้าสู่ช่วงกิจกรรมพิเศษ ที่เรามีของขวัญที่อยากจะมอบให้ด้วย สำหรับภายในงานนั้นเอง ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าก่อนหน้านี้เราก็มีการประชาสัมพันธ์ไปแล้วนะคะ สำหรับกิจกรรมที่อยากจะเชิญชวนผู้ที่สนใจได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วก็มาลุ้นรางวัลกัน สำหรับกิจกรรมพิเศษ ทวิชชี่ให้โชค สำหรับการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ETBB 2019 วันนี้ในรอบนี้เราจะแจกกันก่อนสำหรับรางวัลเป็น apple watch 1 รางวัล สำหรับใครที่ทำการดาวน์โหลดเรียบร้อย ซึ่งประกาศรายชื่อของผู้โชคดีท่านไหนจะต้องอยู่ภายในบริเวณงาน แล้วก็ต้องขึ้นมารับรางวัลด้านบนเวที เท่านั้นด้วย แต่ถ้าเกิดตอนนี้ท่านไหนยังไม่ได้ดาวน์โหลดนะคะ สามารถเปิดตัวของ Application ทั้งในตัวของ IOS Android สามารถรีบดาวน์โหลดกันได้เลย เรามีการแจกทุกวัน จัดเต็ม มูลค่าของรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท นะคะ ซึ่งตอนนี้เราจะทำการ Random ชื่อผู้โชคดีเพื่อแจกรางวัล แล้วก็ช่วงเวลาโดยประมาณ ช่วงเวลา 17.30 น. แจกอีก 1 รางวัลนะคะ จะเป็นวอชเชอร์ ที่พัก ศาลาอยุทธยา 1 รางวัล เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้ย้ำอีกรอบหนึ่งนะคะ สามารถที่จะเข้าไปที่ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง google play จะเป็นแอปสโตร์ก็ตามนะคะ เข้าไปที่ Application ETBB 2019 แล้วตอนนี้ต้องขออนุญาตทำการ Random รายชื่อผู้โชคดี และจะทำการประกาศรายชื่อ รางวัล Apple Watch คนแรกเลย [ภาษาต่างประเทศ] คุณนาโอคิ คาเนฮิรา ใช่หรือเปล่าคะ ต้องแสดงตัวของ QR code ด้วยนะคะ ถูกต้อง เรียบร้อยแล้ว ขอเสียงปรบมือด้วยค่ะ ได้ 1 รางวัลทันทีนะคะ และในลำดับนี้ ต้องขอเรียนเชิญท่านรองผู้อำนวยการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเพื่อสังคม ขอเรียนเชิญคุณฉัตรชัยจะเป็นผู้มอบรางวัล Apple Watch 1 รางวัล เราทำการ Random รายชื่อผู้โชคดีจากระบบมา เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าคุณอยากเป็นผู้โชคดีแบบนี้ สามารถดาวน์โหลดตัวของ application DTBB 2019 ได้เลยนะคะ ต้องของขอบคุณ ขอขอบคุณ คุณฉัตรชัย เป็นอย่างมากเลยนะคะ และในเวลา 17.30 น. เราจะได้มาลุ้นรางวัลแบบนี้อีกนะคะ จะเป็นวอชเชอร์ที่พักศาลา อยุธยา สำหรับใครที่อยากจะไปพักผ่อนนะคะ รวมไปถึงแล้ว เราจะมาปิดท้ายความสดใสความสดชื่น ให้บรรดาเหล่าโอตะได้มีความสดชื่น เพิ่มมากขึ้นในช่วงเย็น ก็จะมีมินิคอนเสิร์ตนะคะ เราจะได้มาเต้นกันด้วย เพราะฉะนั้นใครที่สนใจสามารถที่จะมาจับจองพื้นที่บริเวณด้านหน้าเวทีได้เลย สำหรับ section ถัดไป เราจะมาเริ่มต้นในช่วงเวลา 13.00 น. หรือว่าบ่ายโมงตรงนะคะ หรือว่าบ่ายโมงค่ะ จะเป็นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อติดอาวุธประเทศไทยก้าวไกล ASEAN Connectivity โดยท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองนะคะ ดร. กอบศักด ิ์ ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรนะคะ อย่างไรเรียนเชิญทุกท่านอีกครั้งหนึ่งนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ]