--- title: (บ่ายรอบแรก) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” subtitle: date: วันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 เวลา 12.46 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) งานมหกรรมแสดงนวัตกรรมดิจิทัล ระดับนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2019: ASEAN Connectivity” [เสียงดนตรี] (พิธีกร) สวัสดีค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] กลับมาอีกครั้งหนึ่งนะคะ กับ Topic ที่น่าสนใจในงานของเราในวันที่ ๓ วันนี้ค่ะ เป็นหัวข้อที่สำคัญทีเดียวนะคะ เกี่ยวข้องกับหัวข้อ นั้นก็คือ ติดอาวุธประเทศไทย ก้าวไกล ASEAN Connectivity รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (ดร.กอบศักดิ์ ) ครับก็ขอสวัสดีทุกคนนะครับ ในช่วงเวลาบ่าย ๆ ผมดูผู้ที่เข้าร่วมก็มีหลายหน้าหลายตา แล้วก็น้อง ๆ หลายคนนะครับ วันนี้ก็อยากจะมาพูดในหัวข้อเรื่องของ Digital Bigbang ASEAN Connectivity ผมอยากจะพูดให้กำลังใจน้อง ๆ มากกว่า ในโลกยุคใหม่นะครับ มันเป็นโลกของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้อง ๆ ผมเห็นในขณะนี้ก็มีน้อง ๆ เยอะแยะไปหมด ความจริงต้องเรียกน้อง ๆ เพราะพี่ 50 แล้ว อาจจะดูหนุ่มนะ แต่อายุเยอะแล้วเหมือนกัน แต่พี่อยากพูดกับทุกคนนะครับ ว่า โลกกำลังเปลี่ยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะอะไรครับ เพราะว่าล่าสุดนะครับ เราไปดูโรงงานผลิตของมือถือของ Huawei ในโรงงานดังกล่าวนะครับ เราเห็นเลยครับว่าไม่มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชนอีกต่อไป อันนี้พูดความจริงนะครับว่า โอกาสการทำงานของพี่น้องของประชาชนน้อยมาก เนื่องจากมือถือ 1 เครื่องนะครับ มีชิ้นส่วนอยู่ประมาณ 10 000 ชิ้น ในแต่ละสายการผลิตเป็นแขนกลโดยส่วนมาก แต่ละชิ้นที่ได้มาเขาติดเหมือนกับสก็อตเทป เป็นม้วน ๆ มา พี่เข้าไปดูคืออะไร ในแต่ละส่วนสก๊อตเทปจะมีเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ติดมาโรงงานที่เป็นต้นทางเขาก็ส่งมาเป็นม้วน ๆ แบบนี้ครับ เวลาทำ IC เล็ก ๆ เขาไม่ได้ส่งมาเป็นกรอบ ๆ นะครับ ไม่ใช่ เขาติดใส่ม้วนมาอย่างเรียบร้อย แล้วหลังจากนั้นเมื่อเอาไปสู่กระบวนการผลิตแขนกลมันก็จะดึงเข้าไปแล้วจากนั้นแขนกลมันก็จะค่อย ๆ ติดทีละอัน 2 อัน และใช้กาวติด และคนที่ติดกาวก็คือแขนกล มือถือแรก ๆ ใช้มือคนทำ แต่ปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีคนทำแล้ว ทั้งสายการผลิตที่ถามเขาว่ามันมีคนเหลืออยู่ตรงไหนบ้าง เขาบอกว่าเดี๋ยวพาไปดูค่ะ คนที่ 1 ที่เราเห็น คนที่ทำการ Testing ระบบ หลังจากติดทุกอย่างหมดแล้วดูว่าแขนกลมันติดถูกต้องหรือเปล่า มีตำหนิตรงไหนหรือเปล่า แล้วคนที่ 2 ก็คือคนที่เอามือถือไปใส่กล่อง พี่ก็ถามว่าทำไมต้องเอาคนมาทำตรงนี้ด้วย พี่คิดว่าเขาเอาเป็นตุ๊กตาประกอบไว้ คือ เป็นตุ๊กตาว่าให้เป็นคนอยู่ แต่ความจริงแล้ว ไม่จำเป็น เพราะความจริงนี่ สามารถเอาแขนกลมาประกอบก็ได้ ในปัจจุบันนะครับบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทที่ซื้อแขนกลของเยอรมัน เอามาจับมือกันเรียบร้อย ในขณะนี้มือยังไม่นิ่มอยู่ เหมือนมือเราใช่ไหมครับ แต่ว่าในอนาคตมือจะนิ่มลง ๆ แล้วสุดท้ายนี่คนที่เป็นคนหยิบขึ้นมาประกอบใส่กล่อง Rapping อย่างดี จะเป็นอีกอย่าง ก็จะไม่ใช่คนอีกต่อไป แล้วปรากฏว่าเรามีอีกบริษัทหนึ่งบอกว่า เขามีเทคโนโลยีอะไรเคยได้ยินไหมครับ Light Out หมายความว่า สามารถผลิตได้โดยปิดไฟ เหมือนห้องนี้จะปิดไฟแล้วใช่ไหมครับ พี่ก็ถามว่าแล้วดีอย่างไร เขาบอกก็ไม่มีคนครับ มันปิดไฟทั้งเช้า ทั้งเย็น ทั้งมืด มันทำงานเองได้หมดเลย นี่ นี่คือโลกยุคใหม่ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น ดิจิทัล Big Bang มาจริง แล้วจะทำให้เราต้องคิดหนักว่าจะอยู่ตรงไหน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลที่พี่ก็ไปอีกโรงงานหนึ่ง ชื่อยะสุกาว่า เป็นโรงงานของญี่ปุ่นทำแผงกล โรงงานนี้นะครับ ประเทศไทยอยากจะให้มาอยู่ที่ประเทศไทย บอกว่ามาตั้งอยู่ที่ประเทศไทยได้ไหม เพราะประเทศไทยจะก้าวสู่ยุค 4.0 มีอุตสาหกรรมเมจิกเคนิก ต่าง ๆ ที่เป็นเป้าหมายของเรา เขาถามว่าอะไรทราบไหมครับ ตกลงเราใช้แขนกลกี่แขน ปีหนึ่งท่านทราบหรือไม่ ท่านตอบ ไม่รู้หรอก อยากให้มาตั้งเฉย ๆ เขาบอกรู้ไหมว่า Asian ทั้ง Asian ทั้งหมด 3,600 แขนกลใน 1 ปี 1 ปีนี้มี order ประมาณ 3,600 แขน แล้วเขาถามต่อไปว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า โรงงานของผมผลิตแขนกลได้กี่แขน ภายใน 1 วัน เขาบอกผลิตได้ 3,100 ใน 1 วัน เขาบอกว่าถ้าเกิดมาที่ประเทศไทยแล้วขายให้อาเซียน เปิดโรงงานวันเดียวก็พอแล้ว ขายได้ทั้งปี เขาบอกว่าจะให้ไปดูเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง ว่าทำไมเราถึงจะย้ายมาอยู่ในประเทศไทย หรือย้ายไปอยู่ประเทศไหนก็แล้วแต่ พี่บอก โอ.เค. เดี๋ยวจะตามไปดูเห็นอะไรหรือเปล่าครับ ทั้งโรงงานนี่มีคนอยู่ 200 คน ผลิตได้ 3,600 แขนต่อวัน ใน 200 คนนี้ เป็น reception สาว ๆ เหลือแค่ 150 คน เป็นโรงงาน ผลิตได้ 3,600 แขน พี่ก็สงสัยว่าทำได้อย่างไร พอเข้าโรงงานไปปุ๊บเข้าใจเลยว่าเพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่เกิดนขึ้นก็คือ เหมือนในสตาร์วอร์ เคยเห็นโอบีทูไหม เคยเห็นใช่ไหมครับ เวลาเจ๊ง เวลามันมีปัญหา มันเอาหุ่นยนต์ซ่อมหุ่นยนต์เอง เหมือนใน Terminator หุ่นยนต์ผลิตแขนกลเป็นคนผลิตแขนกล มีที่ให้คนยืนอยู่ที่เดียว ที่ไหนรู้ไหมครับ ที่ ๆ เอาสายไฟไปประกอบกับแขนกล เพราะอะไร เพราะว่าเขาบอกว่ามือยังแข็งอยู่ ถ้าเอาไปจับสายไฟ เดี๋ยวสายไฟแตก เพราะฉะนั้นก็เอาคนเป็นคนประกอบตรงจุดนั้น คนนี้ก็จะไปเช่นกัน อีกที่ที่ไปเพื่อให้เห็นภาพ ว่าโลกมันเปลี่ยนขนาดไหน โรงงานของบริษัทชื่อเดนโซ่เป็นบริษัทที่ทำแอร์รถยนต์ ประมาณ 300 - 400 ล้านเครื่อง เรียบร้อยแล้วครับในปัจจุบัน ติดประมาณ 1 ใน 3 รถยนต์ ทั่วโลกในตอนนี้ ทุกคันที่ใช้ส่วนมากจะมาจากแอร์ของเดนโซ่ เขาบอกอะไรทราบไหมครับ เขาบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปดูสายการผลิต เช่นกัน เขาบอกแต่ก่อน 1 การผลิต ใช้สายพานการผลิต 15 คน ต่อมาเหลือ 7 คน อย่างประเทศไทยเหลือ 7 คน ญี่ปุ่นตอนนี้เหลือกี่คนทราบไหมครับ เหลือคนเดียว พี่ก็ไปถามว่า 1 คนเอาไว้ทำไม เขาเอาไว้เป็นไม้ประดับ ถามว่า 1 คน เอาไว้ทำไม เขาบอกว่าท่านเคยเห็นเครื่อง Xerox ไหม คนมีไว้ทำอะไร เวลาเครื่องมันติด ก็เอาคนเข้าไปแกะ แล้วก็ดึงกระดาษออกมา แล้วก็กดเข้าไปใหม่ แล้วอีกรอบหนึ่ง ในเดนโซ่นี้เขาก็จะมีเครื่องกลเป็นต่อเนื่องตลอดเลย เครื่องส่งมา เขาบอกว่า เมื่อไรติด ต้องแก้ให้ได้ภายใน 1 นาที เพราะจะติดทั้งสายพานการผลิต 1 คน มีไว้เพื่อไปวิ่งไปดูว่าติดจากโค้ดอะไร แล้วหลังจากนั้นก็ต้องดู manual ให้เรียบร้อยว่าเสร็จภายใน 1 นาที เพื่อให้สายการผลิตเดินต่อไปได้ นี่ล่ะครับ Digital Big Bang ของแท้ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แล้วดูสิครับชีวิตเราเปลี่ยนแค่ไหน เดี๋ยวนี้เราไม่คุยกับเพื่อนแล้วใช่ไหมครับ พี่ขึ้นรถไฟฟ้านะ พี่แอบดูเขาไม่คุยกันแล้ว เขาหาที่นั่งได้ ยืนได้ เขาก็เริ่มจิ้ม Facebook YouTube Line group เอย แล้วเขาก็แชทกับเพื่อน ว่าเธอดูภาพนี้สิ ถ่ายรูปปุ๊บส่งไปหาเขาอีกด้านหนึ่งใช่ไหมครับ แม้กระทั่งการเมืองก็เปลี่ยนในการทำโฆษณา ในการเป็น Youtuber ในการเป็นเซเลปต่าง ๆ นี่คือโลกยุคใหม่ครับ โลกยุคนี้นะครับเป็นโลกที่ท้าทายที่สุดสำหรับทุกคน พี่เคยทำงานภาคแบงก์ เขาบอกว่าคนจะตกงานก่อน ก็คือ Banker นี่ล่ะ พี่ก็เลยบอกไม่เป็นไรครับ ผมลาออกมาแล้ว แต่ว่ากลับไปยาก เพราะเขาบอกว่าเพราะเดี๋ยวมันจะตกงานกันหมดเลย พี่ก็ถามทำไมล่ะ โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ แขนกลต่าง ๆ มาชดใช้คนในโรงงาน ส่วนแขนกลเขามี AI มี machine learning แล้วมันเปลี่ยนโลกจริง ๆ เพราะว่ามีครั้งหนึ่ง ไปเจอคุณแจ็ค หม่า เขาบอกว่าผมไม่ได้เป็น e-Commerce แล้ว Alibaba ที่ขาย มันคืออะไร เขาบอกมันคือใบ Product ของผม ผมเป็น Data driven company เขาพูดอย่างนี้ครับ เขาบอกเป็น data company Data is well คือความมั่งคั่ง ท่านทราบไหม ผมปล่อยสินเชื่อให้กับคน 6 ล้านคน 6 ล้านคน คนละเกือบ 25 ล้านบาท ลองคูณเข้าไปได้เท่าไรครับ 10 ล้าน ล้านบาท เท่ากับ 10 เท่าของ GDP ไทย พี่ก็ถามเขา ปกติพี่ก็มาจากแบงก์กรุงเทพ 2 ล้านคน ใช้คน 25,000 เขาปล่อยสเขาปล่อยสินเชื่อ 65,000 คน สัก 75,000 คน ระบบใหม่ของอาลีบาบา อยากรู้ว่าเขาใช้คนเท่าไร น้องทราบไหมครับ ว่าใช้คนเท่าไร เขาบอกใช้ 0 คน พี่ก็ถามว่าทำไมใช้ 0 คน ไม่กลัวเงินหายหรือ เงินตั้ง 50 ล้านล้านบาท เขาบอกว่าเขาไม่กลัว เพราะว่าเขามีระบบ scoring จากอาลีเพลย์ ตอนนี้ใช้ QR Code ทุกคนแล้วใช่ไหม เขาบอกว่าเขามีระบบของอาลี Pay แต่ละคนซื้อหวย ซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ จ่ายเงินต้นเดือนปลายเดือน ชนกันหรือเปล่า รวมไปถึงมีพฤติกรรมประหลาดอะไรหรือเปล่า อันนั้นก็กลายเป็น Scoring กลายเป็น Scrolling เขาก็ดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร Rating เป็นอย่างไร มี demand ค้าขายมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างตีกลับมาเป็น Scrolling หมดเลย คน 1 คน มี Attribute ่ เท่าไร ตัวไม่สูง อายุ 51 อันนี้ก็ 6-7 Attribute แล้วใช่ไหม น้อง ๆ ก็จะมี Attribute แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ รู้ไหมว่าคนเมืองจีนเขารู้จักคนของเขากี่เรื่อง 6,000 - 7,000 เรื่อง รู้จักคนนี้ 1,000 - 7,000 เรื่อง เขาก็เลยสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมกัน แล้วก็แปลงเป็น analytic ว่าคนไหน ควรได้รับสินเชื่อหรือไม่ได้รับสินเชื่อ 5 ล้าน 10 15 ล้าน 25 ล้าน แล้วแต่ระยะเวลาตามคุณสมบัติของคุณ ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ โดยไม่ต้องมีคนแม้แต่คนเดียว นี่ล่ะครับ โลกยุคใหม่ ที่เรากำลังจะก้าวเข้าไป พี่บอกเลยว่าพี่โชคดีกว่าตรงไหนทราบไหมครับ เพราะพี่กอบศักดิ์ทำงานมาแล้ว 20 ปี เหลืออีก 10 ปีเท่านั้น ที่จะหนีจากยุค robot ได้ ส่วนน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องนี้เป็นจำนวนมากที่พี่เห็นอยู่ขณะนี้ บอกเลยว่าน้องหนีไม่ได้หรอก เพราะจะมาภายใน 5 - 10 ปีข้างหน้าครับ 5 ปี 10 ปี ข้างหน้านี้ Robot AI Machine จะมาหมด รวมถึง 6G ไม่ใช่ 5G อีกต่อไป แล้วน้องต้องถามตัวเองได้แล้วว่า ตัวเองจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร พี่มาพูดทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ได้มาพูดให้เรากลัว แต่มาพูดให้เราเห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนอย่างแท้จริง แล้วก็อยากจะบอกอีกนิดหนึ่งว่า ภายใต้ความท้าทายมันมีโอกาสทั้งนั้น นี่คือโอกาสเลยครับ ที่เราจะรวยเป็นเศรษฐีพันล้าน เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด อย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง น้องเคยเล่น Angry Birds ไหมครับ สนุกใช่ไหมครับ แต่รู้ไหมว่าก่อนที่จะมาเป็นแองกี้เบิร์ด เขาต้องทำแล้วทำอีกเกือบ 50 ครั้ง ทำแล้วไม่สำเร็จ แต่พอสำเร็จแล้วมีคนเล่นของเขาเป็น 100 ล้านคนทั่วโลก แล้วเขาก็รวย เขาเก็บคนละ 1 เหรียญ เขาก็สามารถรวยได้แล้ว นี่คือหัวใจเลยใช่หรือไม่ครับว่า เราสามารถหยิบฉวยโอกาสมาเป็นของเราได้หรือเปล่า แล้วยุคของการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ครับ ที่เรียกว่า Revolution เป็นยุคของการเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากจะรวย คนที่อยากจะมีที่ยืน ความจริงพี่แอบอิจฉาน้อง ๆ นะครับ แล้วเกิดทันยุคนี้ก็คงไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เพราะรู้เปล่า แจ็ค หม่า แจ็ค หม่า ยังจนอยู่เลยครับ แจ๊ค หม่า เมื่อ 18 ปีที่แล้วเขายังเป็นอาจารย์ต๊อกต๋อยอยู่ สอนภาษาอังกฤษ ความจริงเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ต้องสมัครเข้า 4-5 ครั้ง แต่หลังจากเขาตัดสินใจ ที่จะเอาพลังของดิจิทัลมาเป็นพลัง ของการทำธุรกิจของเขาด้วยความมุ่งมั่นอย่างเดียวว่า เขาจะทำให้คนตัวเล็กในเมืองจีน สามารถส่งออกได้ไปเหมือนคนตัวใหญ่ ๆ เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองจีน ต่างกันอย่างไรครับ เขาบอกคนตัวเล็กไม่มีสาขา ไม่มีตัวแทน ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ เขาส่งออกไม่ได้ แต่ถ้าใช้ Power ของ e-Commerce และสู่โลกได้เหมือนกับคนตัวใหญ่เท่าเทียมกัน เดินผ่านมา อยู่ตรงนี้ให้น้องไปดูเลย ดีแทค เขาบอกพี่เลยนะ พี่ก็ปลื้มใจแทน มีปูดอง แต่ก่อนขายได้หลักหมื่น ปัจจุบันได้เท่าไหร่รู้ไหมครับ ปัจจุบันขายได้ 2 ล้านบาท หลักหมื่นขายได้ 2 ล้านบาท อีกคนอยู่ข้าง ๆ กัน ขายน้ำพริก ขายได้เยอะเหมือนกัน เห็นไหมนี่คือโลก โลกที่เปลี่ยนไป ตั้งตนได้กลายเป็นผู้ทำมาค้าขาย เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนสินค้าของเรา รวยได้ในพริบตานี่ล่ะ คือโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะไม่มีงานทำ ปล่อยให้เครื่องจักรทำไป มันเหนื่อย แต่ถ้าเราหยิบฉวยโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นได้มาเป็นของเรา เราก็จะเป็น billionaire ได้ เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เป็น Startup ได้ วันนี้ว่าในอีร่าของ ในอีร่าของ ASEAN Connectivityเขาอยากให้พี่พูด ASEAN Connectivity แต่มันน้อยไป เราทำอยู่แล้ว เราทำให้ใหญ่รวมกันใช่ไหมครับ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ทำอย่างไรที่โอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นของเรา โอกาสอยู่หน้าน้อง ๆ ทุกคนแล้ว อยู่ว่ากล้าหรือเปล่า กล้าหรือเปล่า เมื่อกี้ก่อนมาพี่มายังไม่กินข้าว พี่ไปเปิดงานครบรอบ 1 ปี ไอคอนสยาม คุณแป๋มนี่ บอกเลยว่า เธอเป็นสาวที่มีใจกล้าแข็งมาก เมื่อก่อนนี้ยังเหลืองแดงอยู่เลย เธอประกาศจะทำโครงการไอคอนสยามอยู่เลยว่า ที่นี่จะเป็นที่ที่เปลี่ยนแปลงธนบุรี ที่นี่จะเปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยา และจะยกระดับการค้าของเมืองไทยให้เป็น Global Distinatio เธอสู้ครับ เธอไม่ยอมแพ้ ลงทุน ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ 55,000 ล้านบาท รถไฟฟ้าสีทองก็จ่ายเอง กล้าทำทุกวิถีทางด้วยความเข้าใจ และเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพ แล้วประเทศไทยจะสามารถไปได้ แล้วประเทศไทยธนบุรีก็จะเปลี่ยนนี่คือคนรุ่นใหม่ คนที่คิดว่า ทำได้ คนที่คิดว่าปัญหาคือ สิ่งที่ต้องวิ่งชน และนี่คือสิ่งที่จะฝากน้อง ๆ เราต้องเอาโอกาสที่ เกิดขึ้นมาเป็นของเราเอง ก้าวไกล ก้าวไปกับเรื่องหัวใจ คือเราต้องเอาพลังของดิจิทัล า มาเป็นพลังของเรา คือเอาพลังของเขามาเป็นพลังของเรา แล้วทำให้เรากล้าแข็งยิ่งขึ้น ในส่วนนี้ที่รัฐบาลจะทำอะไรนะครับ ไหน ๆ ก็พูดมาเยอะแล้ว รัฐบาลตั้งใจทำอะไร แล้วน้อง ๆ จะหยิบฉวยโอกาสได้ตรงไหนบ้าง อันที่ 1 ครับ รัฐบาลตั้งใจนะครับ ว่าเราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับความฝันของน้อง ๆ เราตั้งใจทำ 3 เรื่องนะครับ เรื่องที่ 1 ก็คือ เราตั้งใจที่จะทำโครงสร้าง เพื่อมาร้องรับความผันของน้อง ๆ เพื่อให้ความฝันคืออะไรครับ การลงทุนในอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน เน็ตประชารัฐ เพื่อให้ประเทศไทยเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ให้ทุกคนเข้าถึงให้หมด ให้มี Critical ของประเทศไทย เพราะไม่อย่างนั้นน้องทำ Application มาก็ใช้ได้เฉพาะกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่เท่านั้นเอง เพราะโครงการนี้สำคัญนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าพี่ชอบพูดเล่น ๆ ไทยเป็นฮ่องเต้ในประเทศจีนนะครับ ปีแรกของการขึ้นครองราชย์ เขาทำอะไรรู้ไหมครับ เขาจะขุดคลอง ขุดคลองเพื่อสร้างเส้นทางใหม่ในการคมนาคม ในการค้า การขุดคลองนี้เป็นการพลิกโฉม ในทุกยุคทุกสมัย กรุงเทพฯ ก็ทำเหมือนกัน คลองกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงประมาณรัชกาลที่ 7 คลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองต่าง ๆ เป็นคลองที่ขุดมา แต่ในยุคดิจิทัล ในยุค 4.0 เขาไม่ขุดคลองแล้ว เพราะขุดคลองได้แค่นั้น เขาขุดคลองอินเทอร์เน็ตเพื่อให้น้อง ๆ ใช้เป็นตัวลำเลียงในการค้าขายแล้วก็ใช้ในการทำงานค้าขาย นี่คือรัฐบาลก็เลยลงทุนในการทำ Broadband พี่ก็เคยถามนะครับ ว่าทำไมรัฐบาลเกาหลีเขาถึงทำบรอดแบนด์ก่อนเพื่อนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พี่นึกว่าเขาชอบเล่นเกมส์ ใครเล่น Ragnarok บ้าง ใครเคยเล่น MU Online บ้าง เคยเล่นใช่ไหม เห็นไหมสารภาพกันมาหมด พี่ก็เล่นเหมือนกัน เกมส์พวกนี้ขอบอกเลย ติด มัน มันเล่นได้ทั้งวันทั้งคืน พี่ก็สงสัยว่า ที่ประเทศเกาหลีนี่ เขาติดบรอดแบรนด์ เกมพวกนี้มาจากเกาหลีใช่ไหม Ragnarok ก็มาจากเกาหลีใช่ไหม ถามว่าทำไมเขาถึงมาไกล ก็เพราะเขามีบรอดแบรนด์ เขามี แบคโบน ทำให้เกมเหล่านี้เล่นได้เร็ว และเป็น Multi Mass Player พร้อม ๆ กันได้ ตอนแรกพี่ก็นึกว่าประเทศเกาหลีบ้าเกมส์ แต่ความจริงเขาไม่ใช่นะครับ สิ่งที่เขาทำ 10 ปีให้หลัง ทำให้ประเทศเกาหลีมี Smart Device เป็นชั้นนำที่สุดของโลก นี่คือยุคของ smart device แวอาริเบิล ตัวของ Gadget ต่าง ๆ ทั้งหมดเชื่อมโยง Communicate กลับไปแล้วก็เชื่อมโยงไปได้ เกาหลีมาก่อน ตู้เย็น เวลาน้องเดินไปที่ต่าง ๆ เครื่องทำกาแฟ แม้กระทั่งรถยนต์ ทุกอย่าง แล้วคนที่นำเพื่อนก็คือเกาหลี เพราะอะไร เขาลงทุน เขาลงทุนในกองอินเตอร์เน็ตของเขาคือบรอดแบรนด์ก่อน เขาทำ 5G ตอนนี้อินเทอร์เน็ตเขาวิ่งไปไวกว่าทุกคนแล้ว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำให้ เคเบิลที่เร็วขึ้น สมัยก่อนพี่มาทำงานเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่แบงก์ชาติ จำได้เลย ถ้าน้อง ๆ อยู่ในยุคนั้นจะโกรธมาก มีมือถือเกิดอินเทอร์เน็ต จะปาเลย เปิดเว็บไซต์ หมุน ไม่ขึ้นมาให้ วิ่งไปเข้าห้องน้ำ กลับมามันก็ยังไม่ขึ้น ต้องรออีก 5 นาที นั่นคือยุคแบดโอเดย์ เป็นยุคที่เป็นยุคมืดของอินเตอร์เน็ต เป็นยุคที่ต้องอดทน จะเปิดอันนึงก็ต้องเสิร์จ อดทนแล้วก็ต้องทำสารพัดอย่าง น้อง ๆ จะบอกขอเปลี่ยน Provider หน่อยใช่ไหมครับ ยุคนี้คือยุคที่เปลี่ยนแปลง และทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เราอยากจะทำนี่ พวก Animation VDO YouTube 5G IoT สารพัดอย่างเป็นไปได้หมด แล้วรัฐบาลจะดำเนินการ เพื่อให้แบ็กโบนเหล่านั้นเกิดขึ้น ซึ่งปีนี้ที่จะถึงนี้เราจะทำ 5G ให้ได้ อย่างน้อยก็อยู่ใน Area ของ EEC กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต เมืองใหญ่ ๆ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการ แล้วเมื่อมีแล้วนะครับ สิ่งที่ 2 ที่เราจะทำก็คือการส่งเสริมให้เกิด Application ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการหลากหลายอย่างมากตรงนี้พี่จะขึ้นไปพูดอีกที่หนึ่ง เรียกว่า อินโน สเปซ ไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ เป็นโครงการส่งเสริม Startup ทั้งหมด เราจะดำเนินการควบคู่กับ Provider ต่างประเทศ อย่างหัวเหว่ย google IBM LG ทุกคน รวมถึง Dtac True AIS รวมถึงภาคการเงินต่าง ๆ เพื่อให้น้อง ๆ มีคนมาสนับสนุนให้สามารถทำ Application ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แล้วสามารถบุกสู่ตลาดโลกได้ เพราะยุคนี้ครับ เป็นยุคของ Application นะครับ เมื่อเช้าเราก็ไปเปิดงานที่เรียกว่า digital เราเอาหน่วยงานของรัฐบาลกว่า 200 หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นดิจิทัล แล้วเราให้รางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจ ท่านนายกฯ ให้เราก็ตั้งใจครับว่ารัฐบาลก็จะทำ application จำนวนมาก น้อง ๆ ก็ต้องฉวยโอกาสนี้ลองผลิกผัน ทำ Startup ใหม่ ๆ ทำโครงการใหม่ ๆ เอาโอกาสที่เกิดขึ้นทางดิจิทัลมาเป็นโอกาสของตนเอง แม้กระทั่ง online โลกยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีระดับสูง เอาเทคโนโลยีมาร่วมด้วย แล้วก็ทำมาหากินในโลก Digital สินค้าง่าย ๆ พี่ขอบอก วันนั้นพี่เดินทางไปที่อยุธยาที่ตลาดนัดหลวงปู่ทวดอยุธยา เขามีทางเดินเข้าไปไหว้หลวงปู่ทวดประมาณ 1 กิโล พี่ก็ถามซ้ายขวา ร้านธรรมดาครับ พี่ก็ถามว่าร้านไหนขายดี เขาบอก ร้านที่ขายดีหรอ มีอยู่ 2 ร้าน ความจริงขายดีทุกร้าน ถ้าเกิดไปขายตลาดนัดอะไรขายดี สิ่งที่ขายดีคือ ทองม้วนครับ ทองม้วน ที่เป็น ทองแบบพับ ๆ แล้วก็แบบนิ่ม ๆ ขายอยู่ 3-4 อย่าง น้องเดาสิในใจอันนี้ห้ามไปบอกสรรพากร พี่กอบขอบอก ห้ามไปฟ้องสรรพากร เขาขายได้ปีละ 6 ล้านบาทครับ กำไรปีละ 3 ล้านบาท คิดดู เห็นไหมโอกาส มีตลาด ทำสินค้าดี ๆ คุณภาพดี รวย น้อง ๆ ก็เหมือนกัน ทำออนไลน์ E-Commerce ทำสิ่งต่าง ๆ นี่บอกเลยครับทำผลิตภัณฑ์ใช้ได้ขายทั่วโลก เดี๋ยวทางเราสนับสนุนเอง ซึ่งเดี๋ยวอีกไม่นาน ครม. เศรษฐกิจ วันที่ 1 วันศุกร์นี้ ก็จะคุยเรื่องนี้ก็จะสนับสนุนคนตั้งคน ว่าจะสนับสนุบให้ตั้งตนขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้สามารถเอา Power ของ Digital มาเป็นของเราให้ได้ อันนี้บอกเลยนะครับว่า โอกาสเต็มไปหมด เราจะหยิบมาเป็นของเราได้อย่างไร คนที่ขี้กลัว คนที่จะไม่สำเร็จเขาจะกลัวไปหมดเลย เขาจะบอกว่าแย่แน่เลย ตายแน่เลย แต่คนที่จะสำเร็จ โอกาสเราจะหยิบไปหมด ซึ่งพี่ว่าน้องสมัยนี้แตกต่างจากยุคพี่หมดแล้ว ทุกคนมีทางของตนเอง ทุกคนมีเป้าหมายของตนเอง ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แม้กระทั่งขอโทษนะครับ สมัยก่อนถ้าจะเป็น Youtuber นะ จน ถ้าจะเป็น Blogger นะ ไม่มีใครอ่านแน่เลย ไส้แห้ง แต่สมัยนี้คนเป็น Youtuber Blogger หรือแม้กระทั้งเซเลป รวย รวยยิ่งกว่าพี่อีกด้วย เพราะฉะนั้นบอกว่าทุกอย่างเป็นได้หมด อย่างที่ 3 ที่รัฐบาลจะทำ นอกจากส่งเสริมให้น้อง ๆ หยิบฉวย กลายเป็น Startup น้อย ๆ กลายเป็น แจ็ค หม่า ขอโทษนะ ทุกคนที่รู้จักวันนี้เขาไม่มีอะไร เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซูเกอร์ เบิร์ก คือใครรู้ไหมครับ ก็คือคนเรียนหนังสือไม่จบ เพราะเห็นโอกาสแล้วก็ลาออกมาก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ไปทำ Facebook เห็นไหม เขาเรียนหนังสือไม่จบ ไม่ถึง 20 ปีเลย เขาก็ทำได้ ทุกคนที่ดัง ๆ ขณะนี้ ที่ดัง ๆ ขณะนี้ใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น ทำความร่ำรวยผ่าน Digital Big Bang พี่คิดว่าน้องโชคดีแล้วละ ที่เกิดยุคนี้ เพื่อที่ว่าน้องจะได้เป็น Someone ในโลกของเรา ไม่ใช่ประเทศไทยแล้ว ไม่ใช่อาเซียนด้วย แต่ต้องระดับ global และทุกอย่างจะเป็นไปได้ แล้วถ้าใครคิดว่าประเทศไทยไม่มียูนิคอร์นนะครับ บอกเลยว่าไม่จริง ประเทศไทยก็เป็นที่ที่สร้าง Unicorn มาแล้ว แล้วเป็น unicorn ที่ทุกคนรู้จักอย่างดียิ่ง ลองเดาสิว่า ยูนิคอร์นในประเทศไทย ชื่ออะไร ยูนิคอร์นตัวนั้น ชื่อ A ถ้าบอกไปแล้วทุกคนคงเคยใช้แล้ว ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่ง ชื่อ Agoda ครับ เป็นบริษัทที่เกิดจากฝรั่ง 2 คนมาประเทศไทย ตัดสินใจชอบเรื่องของการท่องเที่ยว ทำเว็บไซต์เรื่องท่องเที่ยว ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ทำธุรกิจในประเทศไทย ในวันนี้ยึดครองตึก Central World ไป 4-5 ชั้นแล้ว 4 - 5 ชั้นเป็นของเขา แล้วก็ตึกออซีซั่นอีก แล้วก็ยังไปยึดครองที่สิงคโปร์ คิดว่า พอเกินกว่า 2-3 พัน คนประเทศไทยกังวลใจ ผมบอกเขาไม่ต้องกังวลใจผมบอก 50}000 ก็ได้ผมไม่กลัวเลย แล้วคนที่สมัครงานที่นี่ ไม่ใช่ง่าย เป็นหมื่นรับ 200 มาจากอิสราเอล แคนาดา เพื่อมาทำงานที่นี่ เพราะฉะนั้นความฝันของเราเป็นจริงได้ แล้วประเทศไทยสามารถเป็น unicorn ได้เช่นเดียวกัน และสุดท้ายครับ ที่รัฐบาลจะทำ ในโลกยุค connecty ในยุคของ Big Bang ในยุคของเรื่องของตัวส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการ ทำ Big data ให้ เพื่อให้สามารถทำ Application ต่าง ๆ ได้ดี สุดท้ายนะครับที่เราจะทำ การเตรียมการเพื่อรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะอย่างที่พี่บอกว่าคนตกงานเยอะแน่ เพราะโลกมาแน่ แล้วถ้าจะตกงานขนาดนั้น เราก็จะต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คนไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่ Machine ทำไม่ได้ พี่บอกเลยว่าอย่ากลัว AI อย่ากลัวโรบอท อย่ากลัว machine เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราเก่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มีคนหนึ่งเขาพูด พี่ก็ได้ยินมา อาจารย์รู้ไหม คุณหมอเวลาตรวจคนที่เป็นมะเร็งมีโอกาสพลาดประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าใช้ระบบ AI ศึกษาดู 4-5 เปอร์เซ็นต์ ใช่ไหมครับ แต่เขาบอกอีกอย่างหนึงรู้ไหมว่า ถ้าเอาหมอกับ AI ทำงานร่วมกันแล้วก็ครอสเช็กเป็น second ร่วมกัน จะพลาดประมาณต่ำกว่า 0.3 เปอร์เซ็นต์ เห็นไหม นี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแมชชีน เลิร์นนิ่งต่าง ๆ หรือ AI เป็นสิ่งที่ทำให้เราเก่งขึ้น สมัยก่อน จะไปต่างประเทศ จะพูดภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน มันทำไม่ได้ แต่สมัยนี้นะครับ พูดใส่แล้วก็ส่งให้เขาใช่ไหมครับ แต่ตอนนี้สวัสดีหนี่ฮ่าว ก็ โอ.เค. แล้ว พูดได้ แต่บอกต้องการเอาก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้ ก็ต้องนั่งทำตาปริบ ๆ ต้องการก๋วยเตี๋ยวชามนั้นหน่อย นี่แหละครับ นี่คือสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเพื่อนเราได้ ทำงานได้ดีขึ้น แต่ว่าขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังเตรียมการว่า เราจะสร้างสิ่งที่ Machine ทำไม่ได้ แมชชีนยังไปไม่ถึง เขียนการ์ตูนขำขัน machine ก็ทำไม่เป็น เขาบอกหมดเวลาแล้ว อันนี้ก็ยากเหมือนกัน แล้วจริง ๆ มันมีอีกหลายอย่างเลยนะครับ การดูแลผู้ป่วย สารพัดอย่างเลยว่าจะเป็นเซ็กเมนท์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ที่ทำให้เกิดคุณค่าของเรา รวมไปถึงพวกครีเอทีฟดีไซน์ พวกอื่น ๆ ที่อยากจะทำขึ้นมา นี่คือโอกาสของเราเพียงแต่มองให้ออกว่าตรงไหนลำบาก ตรงไหนคือโอกาสของเรา แล้วก็เดินหน้าต่อไป รัฐบาลนะครับ ก็เตรียมการในยุค Connectivity สร้างโอกาสใหม่ผ่าน Functionary ส่งเสริมให้น้องเป็น Startup แล้วก็เตรียมการเพื่อรองรับให้คนที่ถูกผลกระทบให้สามารถเข้าสู่ยุคใหม่ได้เหมือนกัน ถ้าเกิดเราทำได้อย่างนี้นะครับ ประเทศไทยเราจะประสบความสำเร็จ แล้วก็ขอบคุณนะครับ ทุกคนที่จัดงาน ผมคิดว่าที่ใช่ของประเทศไทย เรามาถูกทางแล้ว แล้วก็เรามีกองทัพเป็นน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้จะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยต่อไป พี่ก็ขอฝากฝั่งอนาคตกับประเทศนะ หวังว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะมีสักคนที่เป็น แจ็ก หม่า ให้คนไทยปลื้มใจ แล้วก็หวังว่าจะเจอ Unicorn ในประเทศไทย และรัฐบาลสัญญาว่าเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมให้เกิด Startup ให้เกิดการใช้ดิจิทัล แล้วก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง องทุกคน ขอบคุณครับ (พิธีกร) ขอบคุณมากนะคะ ดร.กอบศักดิ์ หรือต้องเรียกว่า พี่กอบศักดิ์หรือเปล่า เราขอเรียนเชิญนะคะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคม ดอกเตอร์ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ มามอบของที่ระลึกให้กับพี่กอบศักดิ์ค่ะ ค่ะ ขอบคุณนะคะ ดร. กอบศักดิ์นะคะ พวกเราจะสู้ต่อไปนะคะ โอ.เค. เราไปเรื่องของเราต่อไปในวันนี้นะคะ เราจะมาพูดถึง นั่นคืออะไร คือ Speaker ของเรานะคะ คนนี้ได้ทำงานกับสื่อที่ดังในต่างประเทศ จะเป็น GQ หรือว่าอัลลัวร์นะคะ เขาก็เป็นอดีต ต่อไปก็ขอให้งดบันทึกเสียง หรือภาพนะครับ หรือบันทึกเสียง [เสียงดนตรี] (Mrs. Pamela) สวัสดีทุกคนค่ะ ขอบคุณที่มาร่วมฟังวันนี้ เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเดินทางมาครั้งแรก แล้วก็อบอุ่นมากเลยก็ขอขอบคุณทุกคน ที่ได้มาพูดหัวข้อถึง กระบวนทัศน์ที่มีผลกระทบต่อเราทั้งหลาย ทีนี้ก็ต้องพูดถึงบทบาทของแบรนด์นี้เป็นอย่างไร มีการเปลี่ยนอย่างมากเลย เพราะว่าภูมิทัศน์ของเราจะพูดถึงว่า Social Media แล้วเราก็จะพูดถึงอินเฟรนเชอร์ที่อยู่ในตลาดแล้วก็ความสำเร็จของแบรนด์ ทีนี้บทบาทของโดรนในวันนี้เป็นอะไรนะคะ บทบาทในวันนี้ของแบรนด์เปลี่ยนแปลงอย่างมากเลย เปลี่ยนแปลงไปกับที่เป็นดิจิทัลของแบรนด์ โดยเฉพาะในการโฆษณา แล้วสื่อต่าง ๆ เรามีการที่จะถอนตัวนะคะ ออกจากการโฆษณาใน Media ในสื่อต่าง ๆ แล้วก็ใน Outlet ต่าง ๆ ดิฉันก็บอกว่าถ้าคุณถามว่า เราจะต้องการอะไรจากแบรนด์ เขาก็จะบอกว่าปล่อยไปไกล ๆ ปล่อยไปให้พ้น ให้เราอยู่ตามลำพังดีกว่า ก็มีความจริงที่พูดอย่างนี้ ทีนี้ผู้ค้าเขาก็มีพฤติกรรมต่อสื่ออย่างไร กว่า 22 ล้านคนนะคะ ผู้ใหญ่ไม่ดูทีวีอีกแล้ว ไม่ต้องการดูทีวี ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียม หรือว่าเคเบิลทีวี อันนี้คือเจตนาก็คือ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เขาอยากจะดูรายการที่เขาอยากจะดู ของผู้บริโภคตอนนี้ก็มีการดาวน์โหลดบล็อกเกอร์ เหตุผลหลักใหญ่ ที่เขาใส่ block ไม่ให้มีการโฆษณา เพราะว่าไม่อยากเห็นในสิ่งที่ไม่อยากดู ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา ทีนี้สุดท้าย ตอนนี้บทบาทของผู้บริโภค 94 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภคนี่ โฆษณากดทิ้งไปเลย ข้ามโฆษณา สคริปต์หมด ที่แบรนด์ต้องเผชิญ ต้องไปติดต่อกับลูกค้าได้อย่างไร วิธีการดั้งเดิมแบบที่ลูกค้าทำหรือ ก็ไม่ได้ผลต้องใช้วิธีใหม่ ในการที่จะติดต่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภค social media ก็มีการผุดเกิดขึ้นมา เพื่อจะดึงดูดความสนใจจากลูกค้า ใน Social Media ก่อน มันแยกออกจากมือถือไม่ได้ แล้วพฤติกรรมนี้ก็เกิดต่อเนื่อง ตื่น ลืมตาขึ้นมาก็เช็ค social media ในระหว่างนั้นก็ดู Social Media เมื่อดูสถิติแล้ว ใช้มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันทีเดียว ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ดู social media เกิดอะไรขึ้น อันนี้คือวิธีการ ที่เรามาบริโภคนะคะ ที่เอาเนื้อหามาใส่อยู่ใน Social Media เรามีการ แบ่งปันประสบการณ์ในการเดินทาง กับเพื่อนทุกทางในโซเชียลมีเดียหมดเลย สำหรับแบรนด์เรามีข่าวดีนะคะ เรื่องเกี่ยวกับผู้บริโภคอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วเป็น platform ที่ทำให้ลูกค้านะคะ ผู้บริโภคต้องการสินค้าอะไร ถ้ามีแบรนด์ใหม่ ๆ เราทำวิจัย เราอยากจะให้ลูกค้ามาสนใจ เป็นหมายอันดับหนึ่งเลยที่ทำให้ลูกค้าสนใจ แต่โชคไม่ดีอย่างที่โซเชียลมีเดียเป็นเรื่องเกี่ยวกับโฆษณา 9จะเข้าไปดูใน social media แล้วก็เรียนรู้จากแบรนด์ แล้วก็มีการแบ่งปัน แล้วก็มีการแชร์กันด้วย แต่มันไม่มีการ Follow ไม่มีการ Follow ในแบรนด์ ในโปรไฟล์ของแบรนด์ ตัวเรานี้ คุณ follow ใครบ้างใน Instagram คุณ Follow แบรนด์เยอะไหม Follow เพื่อนเยอะไหมนะคะ แต่ว่ารวมแล้ว คนส่วนใหญ่รวมทั้งดิฉันด้วยไม่ได้มีการติดตาม follow แบรนด์ ทีนี้แบรนด์ไปถึง Costumer แล้ว เขาต้องอยู่ในโซเชียลมีเดีย แต่ต้องทำมากกว่านั้น อันนี้ก็เป็นคำพูดที่ดีมาก เราบอกว่าแบรนด์มันไม่ใช่สิ่งที่เราบอกถึงลูกค้าแล้ว แต่มันเป็นสิ่งที่ลูกค้าบอกกันเองปากต่อปาก เสียงของลูกค้ามีพลังอำนาจมาก มีพลังอำนาจมาก แต่ไหน แต่ไรมาแล้ว แล้วตรงนี้มีความชัดเจน ในเรื่องของการตลาด ในส่วนของการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้คำพูดบอกกันปากต่อปาก มีความสำคัญ แต่ว่า Social Media มีความสำคัญมากไม่เคยลดนั่นคือ 21 ราย ของ 25 ราย ราย ของ แอคเคาท์ คน 21 ใน 25 ของ Account ที่อยู่ในอินสตาแกรมคือเราต้องดูถึงคนอื่น เพื่อขอคำแนะนำ และเขาก็จะเห็นว่า เสียงของผู้บริโภคนี่สำคัญมากที่สุด เสียงที่มีอิทธิพลอยู่ข้างบน เสียงที่มีอิทธิพลประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บริโภค ก็บอกว่า เขาเชื่อคนที่มาบอกเขา inference มากกว่าคำโฆษณา เพราะการโฆษณามีปัญหาแล้วล่ะ เพราะว่าผู้บริโภคเกลียดโฆษณา ทีนี้การโฆษณาเสียงที่อยู่ในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นเสียงที่มีคนฟังมากกว่า ทีนี่แฟนของอินเฟรนเซอร์ ก็ทำงานกับแบรนด์ 90 เปอร์เซ็นต์ก็ใช้อินเครนเซอร์ในเรื่องของการตลาด แล้วมีประสิทธิภาพมาก และครึ่งหนึ่งก็คือจะเพิ่มงบประมาณปีหน้า เพื่อจะเพิ่มดูผลกระทบที่มีผลต่อแบรนด์ของเขาจากอินเฟรนเซอร์ เพราะฉะนั้นในมุมมองที่จะประสบความสำเร็จมี 2 อย่าง นะคะ เอามุมมองของตัวเอง มุมมองของตัวเอง นี่ที่จะมอง ต้องให้เกิดความสมดุลกัน คือจากอินเฟรนเซอร์ แล้วก็จากผู้ที่ติดตามด้วย Influence กับ follower 2 อย่างนี้จะเป็นตัวที่จะดำเนินการไปด้วยกัน เพื่อจะเกิดความสำเร็จ มุมมองของ Influence เอง เดี๋ยวดิฉันจะให้ดูวีดิโอว่า เมื่อเรามีการสัมภาษณ์ อินเฟรนเซอร์ ที่ทำงาน ชีวิตที่เป็น Infrencer ทำงานกับแบรนด์เป็นอย่างไร อะไรที่มีผล อะไรที่ไม่มีผล คือคนที่เขามีความสนใจ ดิฉันติดตามอะไรก็มีความสนใจ Influence มีประโยชน์ มีประสิทธิภาพ เพราะว่าเรามีการสร้างความสัมพันธ์ ไปกว่าคนมีความเชื่อเวลาเขาดูอะไรแล้วนี่ เรามีผลต่อชีวิตของเขา คือเขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์นั้น คือ Influence เป็นคนที่เขียนอีเมล์ เป็นคนที่ทำวิจัย และผลิตออกมา งานเยอะมากทีเดียว ผมต้องทำทุกอย่างเลย คุณให้อะไรกับเราบ้าง ให้ความหวัง ให้แรงจูงใจ ให้มีความสนุกหน่อยหนึ่ง ให้แรงจูงใจ คุณมีคำแนะนำอะไรกับแบรนด์บ้าง คุณอยากมีแฟนมากขึ้น คือเขาจะชอบความสร้างสรรค์ ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะเลือก อยากจะฟังเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขา ต้องมีตัวของตัวเอง หางบประมาณ และหาให้กับ Influence แล้วก็สนุกไปด้วยกัน นี่คือบทบาทของ Influence สิ่งหนึ่งที่คุณได้ยินจากวิดีโอ ก็คือว่าคำว่า Influence เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมเองไม่เห็นด้วยกับคำศัพ์คำนี้ คุณจะเป็น Influence อะไร Influence จะต้องเป็นอย่างไร แต่ Influence เขาไม่ชอบคำนี้นะ Influence อยากจะคิดว่าตัวเองเป็นคนสร้างบริบทมากกว่า ถ้าเกิดว่าคุณทำงานกับพวก Influence นี้คุณก็ต้องดูว่ามีคนติดตามเท่าไร มีคนสนใจงานเขา เนื้อหาเป็นอย่างไร และเนื้อหาเนื้อหาของเขานี่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์คุณ แล้วทีนี้ถ้าเกิดจะสร้าง content นี้ทำอย่างไร เขาก็ส่งผลเกือบทุกวันเลย ก็คือมีการโพสต์ขึ้นมา ใช้เวลา 5 ชั่วโมงกว่า ต่ออินสตาแกรมหรือดู lifestyle ต่าง ๆ ดู Instagram ปรากฎว่าเขาต้องใช้เวลาทำมากเลย ไม่ว่าจะไปกิน แฟชั่นล่าสุดเป็นอย่างไร ร้านอาหารที่ดีเป็นอย่างไร อันนี้เป็น Content ใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อโพสต์แต่ละอัน เพราะฉะนั้นก็ต้องมาทำงานเยอะเลยทีเดียว 86 เปอร์เซ็นต์ คิดว่าตัวเองเป็นคนบ้างาน ที่ต้องยกมาบอกนี้ Influence นี้เหมือนกับดูง่ายมาก งานง่าย ชีวิตสบาย แต่เนื่องจากว่ามีคนที่อยากจะเป็น Influence แต่ทำไม่ถูก ทำไม่ได้ผล แต่ที่จริงเขาทำงานหนัก แล้วทำงาน Full time ด้วย ไม่ใช่เป็นงานอดิเรก ไม่ใช่เป็นงาน part time อันหนึ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ สร้าง Content ขึ้นมา เหมือนกับเป็นทูตทางด้านแบรนด์ เพราะงานของเขาก็คือสร้าง content ขึ้นมา เกี่ยวกับแบรนด์นั้น แล้วก็ชอบ แต่ว่าอันแรกที่สุดเลยนี่ต้องบอกว่าจะเอาเนื้อหาต่าง ๆ เพื่อจะให้คนที่เขามาอ่าน เขาติดใจ เขาติดตามเวลาจะเอาผลิตภัณฑ์เข้ามา เพื่อจะให้ลูกค้าเข้ามา และในขณะเดียวกันให้ลูกมาติดตามต่อไป Influence ในปัจจุบันนี้เราก็ถามว่า คอนเทนซ์ของคุณนี่ 82 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่า 25 ประมาณ 1 ใน 4 ได้รับ sponsor จากแบรนด์ แต่ว่า 82 เปอร์เซ็นต์ของ เขาถือว่า เขาเป็น Content แล้วก็เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เป็นทูตของแบรนด์ชาวิชเขาก็เป็น Influence เขาก็บอกว่า Influence Marketing ต้องเป็นการสร้างเนื้อหา ซึ่งสอดคล้องแล้วก็มีสื่อให้เห็นถึงแบรนด ซึ่งจะเป็นไปโดยธรรมชาติ ชัดเจน ให้ sponsor แล้วก็พูดถึงแบรนด์นั้นถ้าเขาใช้มัน หรือว่าชอบมัน และคิดว่าลูกค้าของคุณจะได้ประโยชน์จากเขา เพราะฉะนั้นคุณทำงานกับแบรนด์ที่คิดว่า User ชอบ หรือว่าคนออเดียนจะชอบ สิ่งแรกเลยนะคะ ที่ Influence จะต้องพิจารณาคือว่า แบรนด์สอดคล้องกับ Content เขาแค่ไหน พวกนี้ Content ครีเอเตอร์ เขาภูมิใจในเนื้อหาที่เขาสร้างขึ้นมามากเลย ก็มองดูแล้วก็ที่บอกว่าแบรนด์สอดคล้องกับ Content เนื้อหาเท่าไหร่ ก็ต้องดูว่ามีค่าต่าง ๆ 76 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นธุรกิจของคนที่ทำงานเต็มเวลา อันแรกก็คือว่า Content การได้รับเงินค่าจ้าง สิ่งผิดพลาดของ Influence คุณคิดว่าอะไรที่จะทำให้ดี ใครที่ทำได้ไม่ดี แล้วปรากฎว่าประการแรก ความผิดอันดับแรกคือเขาไม่ได้ทำงานร่วมกับ Influence ได้ดี เนื่องจากว่า Influence นี่เป็นเรื่องใหม่ ทุกคนก็อยากจะทดลองใช้ ก่อนที่จะมีความผูกพันตัวเอง ปัญหาคือว่า แค่ Post อันเดียวเท่านั้นเอง ถ้าเกิดว่าไม่ได้ออเดียน แล้วก็มีโอกาสที่จะรู้จักสัมผัสกับแบรนด์ของคุณนั้น แบรนด์นี่ Partner กับ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดไม่คิดเลยว่าการที่จะให้เป็นพี่เลี้ยงของบริษัทครั้งเดียว จะสามารถที่จะดึงเข้าไปในลูกค้าเราได้ จะสามารถที่จะดึงไปในลูกค้าได้ แต่ทีนี่คนที่จะติดตามเรา ต้องเห็นต่อความซื่อสัตย์ในผลิตภัณฑ์ของเรา ทีนี้ Adidas นี้เชื่อในเรื่องของ Influence ในเรื่องของการตลาด เขาทำตั้งแต่ Influence จนกระทั่งถึงพวกที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ Adidas รู้แล้วว่า เขาใช้ Influence เข้ามาในบอร์ดรูม คุยกันที่สำนักงานใหญ่ ที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ตัวใหม่ แล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวด้วย รีโวลเป็นเสื้อผ้า 70 เปอร์เซ็นต์ของ online ให้ 10 เปอร์เซ็นต์ เขามี 3,500 Influence ซึ่งจะสวมเสื้อผ้าแบรนด์ของเขา เสื้อผ้าแบรนด์ของเขาและ Designer อันนี้ก็มีผลกระทบกับแบรนด์ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เรื่องการร่วมมือกัน ก็แน่นอนว่า เป็นผลระยะยาวของแบรนด์ตัวนั้นเอง นั่นคือมุมมองของเรื่อง Influence ปัจจัยที่ 2 อย่าลืมว่า ก็คือ follower ที่ิติดตาม หมายถึงอุตสาหกรรมมันเพิกเฉย ต่อสิ่งนี้ไป Follow ของผู้ติดตาม คือต้องดูที่ Influence ก่อน คือเขาจะไม่ดูถึงแบรนด์ ดู Influence ไม่ได้ดูโฆษณาอะไร เขาดูมากกว่า 210 เปอร์เซ็นต์ เขาติดตาม Influence มากกว่าที่จะดูในแบรนด์ในกิจกรรมเอง เพราะฉะนั้นคำกล่าว คนที่ตอบคำถามให้เรา เขาก็เป็นบุคคล ในแต่ละวัน ระหว่างคนปกติกับเซเลบ มีความเชื่อใจ มีความสัมพันธ์ แล้วก็มีขนาดเดียวกัน และแรงจูงใจให้กับคุณ แล้วก็ให้คำแนะนำกับคนที่ติดตามได้ เราก็เลยถาม ว่าคุณพิจารณาอะไร เขาเป็นเหมือนกับต้นแบบ เป็นเพื่อน ซึ่งอันนี้ 3 อย่าง ก็คือเป็นเหมือนกับบุคคลต้นแบบให้เขา เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่คุณรู้สึกสบายใจ และในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เราไว้วางใจได้ เราเชื่อในตัวเขา ทีนี้จะคิดว่าเซเลบบริตีหรือว่าผู้เชี่ยวชาญจะเป็น Influence ได้ไหม ไม่ เพราะฉะนั้นแบรนด์ไม่ควรไปทำกับ expert ไม่ใช่นะคะ แต่ขณะเดียวกันต้องทำด้วย มีคน 2 ประเภท และข้อความที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องทำงานกับเซเลป ทีนี้บทบาทของ Influence จะเป็นอย่างไร เราก็พบว่า Influence นี้ พูดผิดนะคะ ่ ไม่ใช่ค่ะ พูดผิด Follower ทำให้ตระหนักรู้ว่าเป็นอย่างไร 52 เปอร์เซ็นต์เราต้องดูว่า แนะนำว่าแบรนด์ใหม่นี้เป็นอย่างไร ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นอย่างไร อะไรบ้าง เสร็จแล้วเขาจะได้นำไปสู่การพิจารณาที่จะซื้อ เห็นไหมตัวเลขที่เกิดขึ้น คน Version ที่จะไปซื้อน้อยกว่า ทีนี้มุมมองของ Influence นี้ก็ใช้ในการที่จะผลักดันให้กับผู้บริโภคลงมือซื้อสินค้า จริง ๆ พูดถึงว่า Influence สัก 2 Post ก็เป็นอีกระยะหนึ่งจากการที่จะให้ผู้บริโภคตัดสินใจที่จะซื้อ โดยได้มีข้อมูลเพียงพอ ให้ข้อมูลเป็นระยะ ๆ เพียงพอที่จะซื้อ เขาบอกว่าคุณอยากจะเห็นข้อความ Influence กี่ครั้งละ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ เขาบอกว่า Influence ในนามของแบรนด์ อย่างน้อยก็ 3 ครั้งก่อนที่เขาจะซื้อ 5 เท่า ในลักษณะที่ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว Follower ต้องเห็น 5 ครั้ง ถึงจะซื้อ เสร็จแล้ว 79 เปอร์เซ็นต์ ไปที่แบรนด์ Website 62 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ 59 พวก google เพราะฉะนั้นต้องมีการพิจารณา 5 เท่า ก่อนที่จะพิจารณาซื้อ แต่ขณะเดียวกัน เรื่องของการตลาด 7 เท่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของการโฆษณาต้องมีการไปสัมผัสอย่างน้อย 7 ครั้ง ก่อนที่มันจะซื้อ แต่ Influence Marketing 5 เท่า ทำให้เกิดการซื้อด้วยอัตราเร็วที่สูง และ Influence ทำอย่างไรละ ไม่มี Follower เขาก็ทราบผลให้กับตัวเอง แล้วเขาก็จะบอกเพื่อนก่อน และเพื่อนก็ดูที่ Influence ด้วยกัน แล้วก็กระซิบต่อ ๆ กัน เพื่อนรู้เกี่ยวกับเขา เพื่อนเรารู้ เราก็รู้จากเพื่อน รู้จากกัน และขณะเดียวกัน Influence เขาเป็นคนช่างพูดด้วย อย่างน้อยก็ 4 คน ถึงแบรนด์ที่เขาชอบ ลองคิดดูนะคะ เวลาคุณมีข้อความขึ้นมาสักข้อความหนึ่ง มีพลังมาก 4 เท่า ขยายต่อไปจากปากต่อปาก ทีนี้ถ้าเกิดว่าคุณอยากได้อะไรไปจากการฟังการนำเสนอของดิฉันนี้ ตอนนี้ก็ต้องมีการปรับโฉมของตัวเองแล้ว เพราะว่าผู้บริโภคกับแบรนด์คอนเน็ก คือการที่แบรนด์นี่ เดี๋ยวนี้แบรนด์ว่าคืออะไร แต่ว่าเสร็จแล้ว Consumer ต้องรู้ว่าฟังเสียงของเขา Influence เขาเป็นเหมือนกับคนที่สร้าง Content ขึ้นมา เวลาคุณดูแบรนด์ คือเขารู้ว่าผู้บริโภคของเขาเป็นใคร ออเดียนที่จะใช้ความรู้ของเขาสร้าง Content ขึ้นมา เพื่อออร์เดียนของเขาได้ แต่ Influence ก็ถือว่าเป็นหลัก ข้อมูลหลักใหญ่ หลักแรกของเขานะคะ เหมือนกับว่าเป็นเพื่อน เป็นบุคคลต้นแบบที่ไว้วางใจได้ จำนวนมากมาย แล้วเขาจะไปสนใจศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์เพิ่ม และถ้าเกิดเป็นระยะยาว ที่เป็นพาร์ทเนอร์ขึ้นมา อย่างน้อยต้องมีการ Post ขึ้นมา 3 ครั้ง ก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจต่อไป และจะซื้อก็ต่อเมื่อได้ดูโพสต์ 5 ครั้ง แล้วก็ซื้อขึ้นมา แล้วก็ปากต่อปาก ถ้าไม่มีการบอกปากต่อปาก ใน follower ทั้งหลายก็จะบอกกันต่อกันอย่างน้อย 4 ครั้ง Influence ทำให้คนพูดถึงแบรนด์ เพราะฉะนั้นที่จะขยายปากต่อปากกันไปนี้ไม่ใช่จะเฉพาะใน Influence แต่ follower ที่ฟังจาก Influence ต้องขอขอบคุณมากนะคะ ก็หวังว่าเราจะได้ติดต่อกันอีก (พิธีกร) ขอบคุณนะคะ Pamela Kaupinen Influence ค่ะ เป็นคนที่น่าสนใจทีเดียว เพราะว่าก่อนหน้านี้เราจะพูดถึง แต่วันนี้เราจะพูดถึง โพซิเชี่ยล ที่น่าสนใจว่า ในโลกของเรามีอะไรบ้าง มีอะไรบ้างนะคะ [ภาษาต่างประเทศ] [เสียงดนตรี] (Mr. James) มีอะไรนอก Universe ของเรา เพื่อนได้ของเรา เพื่อนได้ถามคำถามนี้กับผม เมื่อตอนอายุ 8 ขวบ เคยมีคำตอบที่ดีเกี่ยวข้องสำหรับคำถามที่เกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์ คราวนี้ผมไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรดี คำถามนี้น่ากลัว ผมเติบโตในยูท่าภาคใต้ ซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ใกล้ ๆ อันนี้ก็เป็นสภาพที่ดีมากที่จะชมดาว ในฐานะตอนเป็นเด็ก ผมแล้วก็เพื่อนนะครับ ก็จะออกไปนอกเมือง เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นไฟของเมือง และสามารถเห็นดาวในท้องฟ้า แล้วจะได้ถามตัวเราเอง โลกเราใหญ่ขนาดไหน พระอาทิตย์ทำด้วยอะไร แล้ว Galaxy อยู่ที่ไหน เห็นแบล็กโฮล แล้วขอบของ Universe อยู่ตรงไหน และตอนที่ผมโดนถามคำถามนี้ และผมก็หยุดคิด แล้วผมก็ต้องตอบว่าไม่ทราบสิครับ และคุณเมโลดี้ก็บอกว่าบรรพบุรุษของผมคิดว่าโลกนี้เป็นก้อนหินที่แบน ๆ แล้วคลุมด้วยฟ้า มีคนไปวาดจุดของดาวไว้ แต่ผมคิดว่าสมัยก่อนไม่มีในเรื่องกล้องส่องทางไกล แต่สมัยนี้เราทราบว่าจักรวาลของเรามันกว้างใหญ่ไพศาล เราไม่ทราบว่าขอบจักรวาลอยู่ตรงไหน ผมจำไม่ได้ว่า melody มา แล้วก็พวกเด็ก ๆ มักจะล้อเมโลดี้ เพราะว่าเมโลดี้ไม่ชอบการสอบ ไม่ชอบการบ้าน แต่ว่า Melody เราเป็นเพื่อน เพราะเมโลดี้ กล้าที่จะถามคำถามใหญ่ ๆ และสิ่งที่เมโลดี้ถามผมว่ามีอะไรอยู่นอกจักรวาล คำถามก็ทำให้ผมตกใจ แปลกใจ ก็ไม่มีอะไร จักรวาลคือทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะถามว่า นอกจากทุกอย่างมันคืออะไร เพราะทุกอย่างมันคือทุกอย่าง ถ้าเผื่อจักรวาลมีขอบก็ต้องมีอะไรนะครับ เมื่อเลยไปจากขอบเราก็ได้มองดูฟ้าอีกเป็นเวลานาน และผมคิดว่าอาจจะไม่มีขอบและไอ้ข้างนอก ไม่มีข้างนอก แล้วเมโลดีบอกว่าใช่ จักรวาลนี้อาจจะไม่มีขอบ นั่นก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ในจักรวาล และหลังจากนั้นเราเลย เราก็เลยบอกว่า ถ้าเราคิดทุกอย่างมันน่ากลัว ตอนนั้นผมก็เป็นเด็กที่จริงจังมาก แต่ผมก็อาจจะไม่ได้จริงจัง แต่ว่าสิ่งที่น่ากลัว ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก่อนที่จะไปไกลมากเกินไป ผมต้องถามคำถามที่สำคัญว่าจักรวาลนี้คืออะไร ลองคิดดู ครั้งสุดท้ายที่คุณออกไป อยู่นอกเมือง แล้วก็มองดูฟ้า เห็นแสงต่าง ๆ ที่ห่างจากเราเป็นหลายปีแสงกว่าที่จะมาถึง ห่างจากเราไปหลายปีแสง กว่าที่จะมาถึงโลก แล้วทำให้โลกได้เห็น เรามองย้อนกลับไปในห้วงเวลา และในระหว่างแสงจุดต่าง ๆ เราเห็นอะไร มันเหมือนเห็นพื้นที่เปล่า สีดำ ๆ มืด แต่ตาเราสามารถเห็นโฟตองได้ประเภทหนึ่ง แต่ในระดับนะครับ ตาเราสามารถเห็นโฟรตอนที่มีคลื่นสั้นซึ่งน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถมีเครื่องดูโฟรตอนที่สุดในโลกนี้ เราจะสามารถเห็นแสงที่ซ่อนอยู่ จากดาวและ galaxy นี่นะครับ ซึ่งห่างจากเราเป็นพัน ๆ ๆ ล้าน และเราก็สามารถเราอาจจะเห็นอะไรคล้าย ๆ อย่างนี้ ซึ่งแสงเมื่อสมัยโลกเรานี่นะครับ มีอายุเพียงไม่กี่พันปี นี่คือสิ่งที่ใกล้ที่สุดสำหรับภาพของจักรวาลของเรา แต่ว่าเดี๋ยวรอก่อน อันนี้เป็นภาพเบบี๋เลยนะครับ ซึ่งมีอายุหลายพันล้านอันนี้ก็แสดงว่าเป็น Baby ที่เรียกว่า แต่แสงก่อนที่จะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ยังไม่มีเวลาที่จะมาถึงตัวเรา Galaxy ทั้งหมด ที่เราเห็นในฟ้านี้เคลื่อนไหวออกไปในทุกทิศทาง จักรวาลเราขยายตัวออกไป เราอาจจะเคยได้ยินประโยคนั้นแล้ว แต่หมายความว่าอย่างไร จักรวาลเราเป็นอะไร จักรวาลเราเหมือนบอลลูนที่อยู่ในกล่อง ตัวบอลลูน ลูกบอลมันขยายเต็มกล่องหรือเปล่า ไม่ใช่ จักรวาลขยายออกไปสู่ มี Galaxy ในจักรวาลของเรา มีลักษณะเหมือนกับอย่างเป็นหมุด 2 อันนี้ เหมือนกับสมมุติเป็นมดบนผ้าผืนใหญ่ แต่ว่าพื้นที่อันนี้ของผ้าอันนี้ขยายตัวออกไป และถ้าเราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังเคลื่อนไหวออกไปซึ่งกันและกัน เราสามารถย้อนกลับไปในเวลา แล้วก็สามารถคิดได้ว่าประมาณล้านมาแล้ว จักรวาลทั้งหมดอาจจะมีขนาดเล็ก หลังจากนั้นมีการขยายตัวออกไปแต่จริง ๆ นอกเหนือจากจักรวาล ตลอดช่วงเวลา 13.8 พันล้านปีนะครับ ขยายตัวในอัตราที่เสมอตัวอยู่ตลอดเวลานะครับ แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมเราเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่ ๆ ทำไมถึงตัวภาพของจักรวาล เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ทำไมเราถึงยังเห็นหลายจุดแต่ว่าจริง ๆ เราจะเห็นได้เลยว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย ในขณะพร้อมกันกับที่จักรวาลขยายตัว ไม่ได้ขยายตัว แต่ว่าในช่วงแรกมันอาจจะขยายตัวในอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นมันค่อย ๆ ขยายตัวต่อไป ทีละเล็กทีละน้อย และการขยายตัวนี้ในช่วงแรกอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเกิดเราใช้ท่อ และเราขยายมัน เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดบิ๊กแบงสำหรับจักรวาลเรา การขยายตัวมันรวดเร็วกว่าความเร็วของแสงมาก เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะทราบว่าอะไรเกิดกับจักรวาลที่เกิด Big Bang ตอนที่จักรวาลเราเริ่มขยายตัว ทุกอย่างขยายตัวแล้วก็ขยายห่างออกไปจากเราอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เราได้กรอบความคิดใหม่ ว่า จักรวาลเราเป็นอย่างไร นั่นคือจักรวาลที่เราสามารถมองเห็นได้ ซึ่งเป็น volume เล็กนิดเดียว เป็นส่วนนิดเดียวของจักรวาล และมันก็จะต้องเป็นส่วนที่เล็กมาก ๆ เลยของจักรวาลใหญ่ ซึ่งจักรวาลใหญ่ซึ่งจะต้องมี universe ผู้สังเกตการณ์ที่สังเกตได้จากจุดอื่น แล้วเราจะไม่มีวันที่จะเช็กตรวจสอบได้ว่ามีจริงหรือเปล่า แล้วสถานการณ์มีแต่ที่จะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเผื่อเรานึกถึงกรณีเรื่องของจักรวาลที่ขยายตัว ต้องเกิดขึ้นตลอดกาล แล้วแปลกมากทำให้เราต้องสรุปว่า จักรวาลหรือโลกที่เราอยู่นั้น และส่วนประกอบนี่นะครับ ของฟ้าของเรานี่นะครับ เราสามารถคิดของมันได้เหมือนกับเป็น 2 เรื่องต่างกัน เพราะว่าโลกของเราชะลอการขยายตัว ของจักรวาลที่เรารู้จักนี่ มันชะลอตัวแล้ว แต่ว่าการขยายของจักรวาลใหญ่นี้จะขยายตัวต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และโลกของเรามันเป็นตัว Bubble เล็กของจักรวาลใหญ่ และถ้าเผื่อเรามองพิจารณา การขยายตัวของจักรวาลนี่นะครับ ไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี่นะครับ ของเราเหมือนเป็น Bubble จริง ๆ แล้วก็จะต้องมีเจ้า bubble universe ที่เป็น bubble ที่เกิดขึ้นนี่นะครับ สร้างในเรื่องอวกาศในลักษณะเดียวกัน จริง ๆ แล้วในบับเบิลต่าง ๆ เหล่านี้ในบับเบิลต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการขยายตัวของจักรวาลนี่ ก็จะต้องมีบับเบิลอื่นที่เหมือนจักรวาลของเราแล้วอาจจะต้องมีตัวเรานี่นะครับ ในจักรวาลอันนั้น แล้วก็ถ้าเผื่อความเข้าใจของเรา เกี่ยวกับเรื่องของคณิตศาสตร์ตั้งแต่เกิด Big Bang แต่ผมเห็นได้จากใบหน้าของทุกท่านในที่นี้ว่าแต่ละท่าน ดูจะไม่เชื่อ เพราะว่าผมเป็นนักทดสอบ นักคิด แล้วพวกคุณบอกว่าเราต้องการหลักฐาน อันนี้แน่นอนว่าไม่มีหลักฐาน แต่ว่ามันไม่ได้เป็นหลักฐานเดียว ที่เราอาจจะอยู่ในโลกที่มีความหลากหลาย จักรวาลของเราดูจะเต็มไปด้วยตัวเลขที่เขาเรียกว่า magic numbers ที่เขาเรียกว่า ตัวเลขมหาศาลโดยเราก็ไม่มีคำอธิบายว่าทำไม อย่างเช่นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล โดยไร้เหตุผล สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผม และเพื่อนของผม นั่นก็พิกโบซอลแมส ค้นพบนะครับ โดยในปี 2012 บางท่านอาจจะเคยได้ฟังแล้วว่า เขาเรียกว่าเป็นกรอบพาติเคิล เป็ย Particle ที่ประหลาดมาก ก็คือเป็นพาเนิลนะครับ เป็นอุโมงค์ ระหว่างฝรั่งเศษับประเทศสวิตฯ ซึ่งเป็นอุโมงค์กว้าง 20 เมตร และในอุโมงค์นี่เราใช้วิธีการที่จะส่งโปรตอนเพื่อให้โปรตอนเคลื่อนไหวในอุโมงค์นี้ด้วยความเร็วของแสง และเราก็ให้ชนกัน แล้วเราก็เก็บเกี่ยวชิ้นส่วนเศษของสิ่งที่โปรตอนที่ชนกัน เพื่อที่จะพยายามใช้สิ่งเหล่านี้นะครับ เพื่อที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต แล้วในที่สุดสิ่งที่เราค้นพบ แล้วเราก็ค้นพบจากการทดสอบสิ่งที่เราทดสอบ มันยาว 27.6 กิโลเมตร แล้วผมอยากจะเชิญทุกท่านไปที่ประเทศสวิต เพื่อที่จะไปชมอุโมงค์นี้ ผู้ชายคนนี้เขายืนอยู่ตรงนั้น ถ้าไปดู เราคงไม่อยากยืนตรงนั้น แต่ ฮิกโพซอลติเคิล ทำให้เราได้ค้นพบ แล้วก็ได้มีการฉลอง แล้วมีรางวัลโนเบล แต่ว่านอกเหนือจากนั้นก็ยังมีการให้เราเกาหัวกัน เราไม่ควรจะค้นพบสิ่งนี้เลย มีหลายอย่างที่เรายังหาอยู่ ที่เราไม่ได้หา practical อันนี้ เราไม่ได้หาพาติเคิลอันนี้ อย่างเช่นวัสดุมืด ทุกท่านในที่นี้ ทุกวินาทีของทุกวัน คุณมีพาติเคิลของวัตถุมืด ที่อยู่ในร่างกายของเรา ไม่ได้สิ่งที่ทำให้เราปวดศีรษะ หรือจิตตก แต่เราทราบว่ามี เพราะเราเห็นอยู่ในคอสโมส อยู่ใน Galaxy มีคำถามที่เรายังไม่สามารถตอบได้ เราก็เลยอยากจะหาคำตอบด้วยเอ็กคาไลเดอร์ อันนี้ตอนที่เราค้นพบ พาติเคิลอันนี้ ทำให้เราเฉลิมฉลอง เราต้องถามตัวเราเอง ทำไมเราเจอ Particle นี้เหตุผลก็คือความใหญ่ของขนาด ของการทดสอบ ทำไมมันถึงได้ใหญ่ เพราะว่าเครื่องยิ่งใหญ่เท่าไร พลังงานก็ยิ่งสูงมากขึ้น เรื่องของคีเนติก อีเนอจี ถ้าเผื่อเราทำให้มันไปเร็วขึ้น มันก็คือมากขึ้นของไอสไตน์ E ก็คือพลังงาน M คือเป็นมาร์ส ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ และ March ไม่เหมือนกัน สำหรับพาร์ติเคิล เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ เราสามารถวัดมันได้เท่านั้น และเราสร้างที่มีพลังงาน เราไม่สามารถที่จะเจอเจ้าตัว M เพราะฉะนั้้นเราจึงต้องใช้เครื่องใหญ่ ๆ คอไลเดอร์ถึงได้มีขนาดใหญ่ ถ้าเราพิจารณาทางด้านหลักคณิตศาสตร ไม่มีอะไรที่ทำให้ฮิกโมวอล มาร์ช ที่สามารถที่จะขยายและมีขนาดใหญ่ ใหญ่มากขึ้นกว่า แต่เรื่องของการพบพาร์ติเคิลทางด้านฝั่งนี้ค่ะ ซึ่งแปลกมากเลย ทำให้ฮิกโบซอลมาร์กเหมือนมีในเรื่องของเป็นชั้นอยู่ตรงนั้น ซึ่งทำให้ฮิกโบซอลพาร์ติเคิลไปอยู่ตรงนั้น แล้วมันอาจจะมีอีกหลายพาติเคิล อาจจะมีพาติเคิลอยู่แถวนั้น ซึ่งจะสามารถอธิบายอะไรได้เยอะมาก แต่ว่าเราไม่พบ particle อื่น ตรงนั้นเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประหลาดมาก อะไรทำให้ทำให้ Higgs boson ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราพบ Higgs masses นี้ เพราะถ้าไอ้ตัว Higgs boson มีการ March ต่างจากที่เราวัด จักรวาลของเราก็อาจจะเป็นสัตว์ ลักษณะต่างจากที่เรารู้จักมัน Higgs masses ที่เป็นการพิสูจน์มันเป็นเจลลี่ และ Hack Fell เรามองไม่เห็นเราไม่รู้สึก แต่ Particle ในตัวเรานี้ ทราบว่าเจลลี่อันนี้อยู่ตรงนี้ เพราะเอนิจี่ของเรา เราวัดเจลลี่นี่ ว่าเป็นมาร์ช ซึ่งอิเล็กตรอนในร่างกายเรา ถ้าอิเล็กตรอนในร่างกายเรา ไม่ได้รู้สึกถึง Higgs ฟีลของอิเล็กตรอน ก็จะมี March 0 ซึ่งก็จะแย่มากเพราะถ้าอิเล็กตรอนเป็นศูนย์มี masses ที่เป็นศูนย์ในขณะที่เกิดบิ๊กแบง อาดามก็จะไม่เกิด และคุณ และผมก็จะไม่ได้คุย ก็จะไม่เกิดที่นี่ เพราะฉะนั้นดีที่ Higgs boson มีอยู่ ทำไม Higgs boson มี แต่ว่าทำไม masses ถึงอยู่ตรงนั้น ต่อคำถาม ว่าทำไมเราอาจจะโชคดี แต่ว่าโชคที่ผมพูดถึงนี้เป็นโชคพิเศษ ธรรมชาติชอบการกระจายนี่นะ ในเรื่องธรรมชาติ อัตราการเต้นของหัวใจของพวกเรา ทุกคนนี่นะครับ มันเต้นตามจังหวะ ณ ขณะเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นตัว ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และสถิตินี้มันเป็นส่วนหนึ่งของ ของจักรวาลของเรา และถ้าเผื่อ Boson มาร์ช และมาร์ชของเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคุณค่าต่าง ๆ ที่มาร์ชอื่น ๆ ที่มีอยู่นี่นะครับ สามารถที่จะมีได้ ค่าของ Higgs boson มาร์ชอาจจะต่างจากนั้น แล้วมันก็อาจจะน่าเบื่อและเราไม่มีวันอยากจัดการประชุมที่นั่น แต่ว่าเราต้องเลือกว่าข้อพิจารณาอันไหน หรือข้อคิดไหนที่ถูกต้อง แต่ว่าเป็นแค่หลักฐานหนึ่งว่าเราควรที่จะพิจารณาประเด็นนี้อย่างจริงจัง หรือหลักการนี้อย่างจริงจัง แต่ผมก็เห็นว่าใบหน้าของทุกท่านนี้งงมาก อันนี้ไม่ใช่หลักฐาน แล้วคุณจะไปทดสอบหลักการของคุณได้อย่างไร ผมชอบวิธีคิดของคุณ และเรามีความคิด 2 - 3 อย่าง ว่าเราจะทดสอบความคิดนี้ว่าเราอยู่ในจักรวาลที่มีความหลากหลายหรือเปล่าแต่จริง ๆ แล้วนี่ก็มีนะ มีความท้าทาย ในการที่จะพิสูจน์ ก่อนอื่นก็คือเราสามารถที่จะหามั้มในจักรวาลของเรา จำได้ไหมครับว่า อาจจะมีจักรวาลอีกนับไม่ถ้วน แล้วลองคิดดูว่าถ้าเกิดมี 2 จักรวาลที่เติบโตขึ้นมาข้าง ๆ กัน แล้วก็มา Bump กัน จุดสีฟ้าเข้มนี้หรือเปล่า ว่าตอนที่จักรวาลเราเริ่มขยาย ก็มีอีกจักรวาลหนึ่งที่ขยายตัวเหมือนกัน และมันก็ชนกัน จริง ๆ ก็ไม่มีใครทราบนะครับ ว่าอันนี้มีความเป็นไปได้ไหม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะต้องพยายามหาพาติเคิลนี้ต่อไป และเพราะฉะนั้นนี่มันก็จะดี ที่เจอ Particle ที่เราพบในเรื่องของพาติเคิล มันอาจจะทำให้เราพอใจ และอย่างน้อยเราจะได้ข้อคิดว่าจริง ๆ เราอาจจะไม่ได้อยู่ในจักรวาลที่มีความหลากหลาย และตอนนี้เราก็มีแผน ที่เราจะสร้างคอลไลเดอร์ ที่มีขนาดเป็น 100 กิโลเมตร ที่จะช่วยให้เราเข้าใจจักรวาลเราดีขึ้น แล้วจะเพียงพอไหม ถ้าเผื่อในอีก 20-30 ปี สร้างอุโมงค์ใหญ่ขึ้นนั้น เพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้ค้นพบอะไร เพราะฉะนั้นเราทุกคนอยู่ในโลกจักรวาลที่มีความหลากหลาย มันไม่เพียงพอ เราจะต้องพิจารณา ทำไมเราไม่สร้าง Particle ที่จะวนรอบ ๆ พระจันทร์ แล้วถ้าเผื่อ particle อยู่ข้างบนนั้น แล้วเราต้องอะไรใหญ่ ๆ ถึงนั้น และถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ที่จะไปที่โลกพระจันทร์ มีพวกมหาเศรษฐีที่อยากจะไปทำอะไรหลายอย่างในโลกพระจันทร์ ผมอาจจะไปสร้างนะครับ ในเรื่องของห้องแล็บทางด้านวิทยาศาสตร์ที่โลกพระจันทร์ และนี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ถ้าเผื่อมีใครในห้องนี้ที่จะช่วยได้ ผมอยากจะได้แม่เหล็ก ต้องมีใครที่จะช่วย แล้วจะต้องมีระบบการขนส่งในอวกาศ และจะต้องใหญ่มาก เพื่อจะ่งคนและอุปกรณ์ แล้วถ้าเผื่อเราจะไปสร้างอุโมงค์ เราจะต้องไปใช้ทรัพยากรเยอะมาก เราอาจจะใช้ หุ่นยนต์นะ เพื่อที่จะทำงานนี้ เพื่อเราหรือเราไม่จำเป็นจะต้องขุดอุโมงค์ เราจำเป็นที่จะต้องใช้ในเรื่อง AI และเทคนิคในการ เราจำเป็นที่จะมีระบบการสื่อสารนะครับ ที่ดีระหว่างพระจันทร์กับโลกเรา อาจจะเป็นนิวเคลียร์หรือเป็นพลังแสงอาทิตย์ หรือพลังอื่นที่เรายังไม่ได้คิดเลย แล้วมันจะเพียงพอไหม ถ้าเราสร้าง Co rider ที่โลกพระจันทร์ แล้วผมจะพอใจไหม ไม่ เพื่อทำให้ดี เพื่อตอบคำถามนี้ เราจะต้องของ Energy สูงจนเขาเรียกว่าพลัง Scale ซึ่งเป็น scale ที่เราจะได้คำตอบสำหรับทุกอย่าง เราจะเข้าใจในควอนตัม แรงดึงดูด Higgs boson เกี่ยวกับเรื่องยูเทนอล แล้วเราก็จะเข้าใจว่าเราอยู่ในจักรวาลหลากหลายไหม สิ่งที่เราต้องสร้างคอลไลเดอร์ Particle ในระบบสุริยะจักรวาล แล้วเราจะต้องมีนวัตกรรมที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ขณะนี้ เราอยู่ที่ Digital Big bang โดยทุกคนกำลังมีความฝันที่จะเป็นนักนวัตกรรม แต่ว่าถ้าสร้างถ้าเราจะสามารถเคตอนคอไลน์ที่สุดกับคำตอบที่เราจะได้ ถึงแม้ว่าเราจะพบหลักฐานว่าเราอยู่ในโลก ในจักรวาลที่หลากหลาย มันจะไม่มีทางที่ผมจะสามารถติดต่อกับจักรวาลอื่นได้ เพราะฉะนั้นหมายความว่า เพราะฉะนั้นคำถามนี้เป็นคำถามที่ไร้ความหมายหรือเปล่า คุณอาจจะบอกว่าใช่ หลายคนก็อาจจะเห็นด้วยกับคุณ นักวิทยาศาสตร์บางคนก็สงสัย หรือโจมตีความพยายามของเราที่จะสร้าง โคไลเนอร์ เพื่อสร้างคำตอบ โดยบอกว่าคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ไม่เป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ เราเริ่มจากการพิจารณาในจักรวาลองเรา ในมุมมองทางด้านวิทยาศาสตร์ และเราจะได้ข้อสรุปว่าเราอยู่ในโลกที่มีความหลากหลาย จักรวาลที่มีความหลากหลาย แต่การที่เราไม่สามารถตอบคำถามนั้น ในขณะนี้เราไม่มีวันตอบคำถามได้ การที่จะมีมูล เมื่อหลายปีมาแล้วเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดูเหมือนกับการที่จะสร้าง moon collider มันก็จะเป็นไปได้ ไอ้สิ่งที่เป็นไม่ได้ ทำให้เป็นไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมีคนที่ไม่เห็นด้วย ทำไมกับการถามคำถามแบบนี้ เขากลัวคำตอบหรือเปล่า และนี่คือความกลัวเดียวกัน ซึ่งทำให้คนในอดีตขัดข้านคำถาม เหมือนอย่างกับโลก โลกอยู่ตรงกลางของระบบสุริยจักรวาล หรือดาวนี้นะครับ วาดขึ้นไปในเพดาน ในเพดานที่อยู่เหนือเราไปนิดหน่อย แล้วเราอาจจะไม่ได้พิเศษมากอย่างที่เราคิดว่าเราเป็นคำกลัวนั้น พวกคุณกลัวไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเผื่อคุณเลิกทำงานซึ่งคุณรู้สึกปลอดภัย และมั่นคง และคุณจะเริ่มก่อตั้งองค์การที่จะช่วยคน ที่จะย้ายถิ่น เนื่องจากความขัดแย้ง หรือถ้าคุณอยากจะมาร่วมงานกับผมที่เซิร์น สำหรับการสร้างทางด้าน ฟิสิกส์ สร้าง Moon collider หรือโซลาซิสเตมโคไลเดอร์นั่นก็คือการใช้เทคโนโลยีปัจจุบัน ขยายมันแต่เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้มีอายุหลายสิบปีแล้ว แต่ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของการ แต่ผมไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมสามารถโฆษณานี้ได้ ถ้าเกิดขึ้นพยายามที่จะไปร่วมงานกับคนที่สมองใสมากที่สุดในโลก เพื่อที่จะเข้าใจความเร้นลับของธรรมชาติ หรือคุณแทนที่จะทำเรื่อง ับเรื่องของ App เกี่ยวกับ Smart phone หาวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือทำให้ปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคน มีเกียรติ แต่จริง ๆ เราก็ไม่ทราบ แล้วก็ไม่มีวันทราบว่าผลจะเป็นอย่างไรถ้าเผื่อเรากระโดดไป สำหรับผม ความปลอดภัยของความไม่รู้ เมื่อเทียบกับความสุข ขอไม่รู้นี่นะครับ เมื่อเทียบกับความสุขนะครับ เมื่อเทียบกับความรู้ ถามตัวเอง คำถามยาก ๆ ของการก้าวออกไป ที่เราพูดเป็นความไม่รู้จริง เพราะว่าสิ่งที่เราไม่รู้จริง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นนี้ทำให้เรามีอะไรหลายอย่างที่เรามองไม่เห็น จริง ๆ แล้วพวกเราไม่จำเป็นจะต้องกลัวคำถามที่ใหญ่โต ความหลากหลายของจักรวาล เพราะว่ามีเรื่องหนึ่งที่เราทราบได้ด้วยความมั่นใจว่าอย่างน้อยมีจักรวาลหนึ่ง และพวกเรา ถ้าพวกเราถามเกี่ยวกับจักรวาลรอบตัวเรา เราเป็นวิธีการที่จักรวาลนี้ถามคำถาที่จักรวาลนี้ถามคำถามต่อตัวเอง และผมเห็นทั้งโลก คนที่โทษ เวลาเห็นปัญหาก็โทษว่าเป็นปัญหาที่ก่อโดยคนอื่น ทั้งคนรวย และคนยากจน ถ้าเราเห็นนะครับ การที่เราพยายามเพื่อทำลายทรัพยากรที่เรามีอยู่ในจักรวาล และเวลาผมคิดเกี่ยวกับเมโลดี้เพื่อนผม และเพื่อนคนอื่นที่มักจะล้อเมโลดี และทำให้เมโลดีไปเรียนได้ยาก และทำไมเมโลดี้ไม่เคยไปเรียนโรงเรียนระดับมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกโกรธ ไม่เชิงโกรธแบบปกติ แต่ในฐานะของนักฟิสิกส์ ผมมีอีกชั้นหนึ่งของความโกรธ เพราะผมคิดว่าในเมื่อเราปล่อยให้เกิดปัญหาเหล่านี้ เรากำลังไม่ปฏิบัติตามความจริงของจักรวาลนี้ คุณและผมเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้เราอยู่ร่วมกันในจักรวาล และเมื่อกลับไปไปที่ก้อนหินสีแดง สีแดงที่ UTha ผมบอกเมโลดี้ว่าทุกอย่างรอบตัวผมดูน่ากลัวมาก และเมโลดี้บอกว่าใช่น่ากลัว แต่ว่ามันจะยิ่งน่ากลัวกว่านี้อีกถ้าเราอยู่ตรงนี้คนเดียว และผมมองดูเมโลดี้ แล้วบอกว่าใช่ และเรา และเรา 2 คนก็มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นดาวเห็นกาแลคซี่ จากไกลโพ้น ขอบคุณมากครับ [ภาษาต่างประเทศ]