--- title: ห้องซ้อมสคริปเสียงตอนเช้า งานพระราชพิธีฯ subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 10.08 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) กการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทยนั้น เป็นโบราณราชประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาการเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า พยุหยาตราทางสถลมารคการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ คือ พยุหยาตราทางชลมารค เป็นการแสดงถึงพระของพระมหากษัตริย์ ทั้งการเสด็จพระราชดำเนินไปในการรบ การพระราชพิธีหรือเสด็จพระราชพิธีในการทรงบำเพ็ยพระราชกุศลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังจัดขึ้นในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระองค์ใหม่จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 ซึ่งในวันที่ 5 พฤษภาคม ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีกันถ้วนหน้าให้ประชาชนได้ชมด้วยความปลื้มปิติแล้วนั้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลายวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เส้นทางจากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบันค่ะ สำหรับขบวนพยุหยาตรานั้นที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปในโอกาสสำคัญต่าง ๆ อย่างเช่นเสด็จพระราชดำเนินในการทอดกระกฐินพระราชดำเนินเลียบพระนคร เพื่อให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี หากเสด็จพระราชดำเนินทางบกไปตามถนนสายสำคัญ เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคแต่หากเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ ก็คือริ้วขวบเรือสวยงาม และเรือพระที่เรือเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชไปตามลำน้ำเจ้าพระยาพร้อม ๆ กับที่มีฝีพายร้องอย่างไพเราะเรียกว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคซึ่งการจัดรูปขบวนพยุหตรากระทำเช่นเดียวกัน กับขบวนยุทธในสมัยโบราณ ประกอบด้วยขบวบแห่หน้าหลัง อัญเชิญธงเครื่องสูง ซึ่งเป็นเช่น ฉัตรพัดโบก บังสูรย์ และกรด ขยวนศาสตราวุธซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางบกหรือขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ส่วนขบวนพระยุหยาตราทางชลมารคหรือพระราชดำเนินทางน้ำนั้น จะประกอบด้วยริ้วขบวนเรือ ที่สวยงาม ตระการตาเป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัยทีเดียวค่ะ ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ริ้วขบวนจะเชื่อมผ่านจุดสำคัญของกรุงเทพมหานครจะเคลื่อนผ่านจุดสำคัญ ๆ ของกรุงเทพมหานครหลายจุดด้วยกันนะคะ แห่งประเทศไทยได้ระดมสรรพกำลังและความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในการถ่ายทอด แล้วก็ได้ตั้งกล้องตามจุดต่าง ๆ ตลอดแนว สองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ท่านผู้ชมได้รับชมความงามของการยาตราริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบันกันนี้อย่างเต็มอิ่มนะคะ ซึ่งถ้ามองไปไกล ๆ ท่านผู้ชมก็จะเห็นตั้งแต่สภาพภูมิทัศน์สะพานพระราม ๘ แล้วก็ไล่เรื่อยมา เป็นเส้นทางที่จะมีการยาตราริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากท่าวาสุกรีซึ่งในบริเวณนั้นหลายทา่นอาจจะคุ้นเคยถ้าเราเปรียบเทียบอยู่ใกล้กับหอสมุดแห่งชาตินะคะ อยู่ใกล้กับวัดเทวราชกุญชรและเคลื่อนริ้วขบวนมามาจนกระทั่งถึงจุดนี้ เป็นจุดที่อยู่ในช่วงปลายของเส้นทางริ้วขบวนในวันนี้ค่ะ ด้านซ้ายมือท่านผู้ชมก็จะเห็นวัดอรุณราชวรารามนะคะ ซึ่งก็เป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองคู่เมืองรัตนโกสินทร์ขอเดชะ ฝ่าละอองทุลีพระบาทตรงกันข้ามก็จะเป็นพระบรมมหาราชวัง ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า แล้วก็วัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ท่านผู้ชมจะสังเกตเห็นว่ามีเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราชฉนวนหรือท่าที่ยื่นล้ำลงมา๒๕๖๒ ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะเป็นฉนวนท่าราชวรดิฐ ทรงทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท จุดที่ริ้วขบวนยาตรามาถึง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอรับ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีจะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นยังท่าราชวรดิฐก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยขบวนราบต่อไปค่ะ (ผู้บรรยาย ๒) สำหรับการจัดในครั้งนี้ กองทัพเรือเป็นคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมในพระราชพิธีซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้มีการฝึกซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพระยุหมาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2562 มีกำลังพลประจำเรือเข้าซ้อมตามริ้วขบวนจำนวน 2,311 นาย ใช้เรือพระราชพิธีทั้งสิ้น จำนวน ๕๒ ลำค่ะ รวมถึงเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ซึ่งประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ซึ่งในการจัดริ้วขบวนนั้นก็เป็นรูปแบบตามแบบราชประเพณีทุกประการค่ะ อีกสักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นความงดงามของขบวนเรือแต่ว่าคิดว่าช่วงที่ผ่านมา หลาย ๆ ท่านคงจะมีโอกาสได้ไปชม (ผู้บรรยาย ๑) การซ้อมกันอยู่แล้วนะคะ ได้เห็นถึงความงดงามท่านผู้ชมค่ะ บัดนี้ตระการตาของขบวนเรือแต่ละลำ ริ้วขบวนเสด็จพระราชดำเนินแต่ก็มีความงดงามที่ไม่เหมือนใคร เป็นหนึ่งเดียวตราทางชลมารค ได้ยาตราจากท่าวาสุกรีในโลกค่ะ [เสียงดนตรี] ต้องนิยามคำว่า ถึงยังท่าราชวรดิฐเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ นาวาอารยสถาปัตย์แห่งราชอาณาจักรสยาม ที่งดงามแล้วก็เป็นหนึ่งเดียวในโลกจริง ๆ ซึ่งวันนี้ท่านก็จะได้ชมขบวนเรืออย่างใกล้ชิดนะคะ เรือพระราชพิธีซึ่งรวมทั้งสิ้น ที่ท่านผู้ชมเห็นก็คืเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ๕๒ ลำ ในที่นี้หมายรวมถึงเรือพระที่นั่ง เข้าเทียบสะพานฉนวน4 ลำด้วยนั้น มีอายุไม่ต่ำกว่า 90 ปีขึ้นไป และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเสด็จบางลำคือ 100 กว่าปี พร้อมด้วยสมเด็จพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นมรดกแห่งศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ทำให้ลูกหลานได้เห็นขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ จนถึงวันนี้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราที่จะต้องส่งต่อผู้บัญชาการทหารเรือมรดกศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ต่อไปให้ชนรุ่นหลังเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกนานเท่านานค่ะ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงาน อันนี้ก็เป็นริ้วขบวนแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังพลับพลาที่ประทับรับรองพยุหยาตราทางชลมารค จากนั้นเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เข้าเทียบเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งเรียกว่าเป็นขขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ที่สะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐใช้เรือทั้งสิ้นที่เรามี นับตั้งแต่รัชกาลที่ 9 เป็นต้นมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดีก็คือเรามีเรือพระราชพิธีทั้งสิ้น 52 ลำด้วยกันค่ะก็จะแบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย สายในที่ท่านผู้ชมและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญาเห็นนะคะ จะมีเรือพระที่นั่ง ถือว่าเสด็จขึ้นสะพานฉนวนริ้วสายในเป็นริ้วสำคัญ เรียงลำดับกันอยู่ ประจำท่าราชวรดิฐ และตามเสด็จไปฝ้าโดยมีตั้งแต่เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ณ พลับพลาที่ประทับรับรองค่ะ ซึ่งก็จะเป็นเรือพระที่นั่งที่ (ผู้บรรยาย ๒) ก็ถือว่าเป็นการเสด็จอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ จากนั้นก็จะเป็นเรือพระที่นั่งทรงพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็คือเรือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พุทธศักราช 2562 ก็เสร็จสิ้นลงอย่างเรียบร้อยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ต่อด้วยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ งดงาม เป็นไปด้วยความงดงาม ซึ่งเรือพระที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9คุณผู้ชมคงจะได้เห็นถึงความงดงามของกระบวนเรือเป็นเรือที่มีอายุน้อยที่สุดทั้ง 52 ลำ ซึ่งใช้เวลาในการในบรรดาเรือพระพี่นั่งทั้งหมด เพราะจัดสร้างขึ้นเห่จากบริเวณจุดเริ่มต้นนะคะ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกในสมัยจนถึงขณะนี้ก็ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ ค่ะรัชกาลที่ 9 ค่ะ (ผู้บรรยาย ๒) ที่คุณผู้ชมเห็นอยู่ตอนนี้ ก็จะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร คือเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนะคะ โดยจะมีการริ้วขบวนราบเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช นั้นเป็นยาตราออกจากท่าราชวรดิฐ โดยจะเลี้ยวซ้ายพระที่นั่งกิ่ง ซึ่งมีโขนเรือเป็นรูปพญานาค ๗ เศียรค่ะ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาถนนหน้าพระลานนะคะ ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า รัชกาลที่ ๓ และเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังทางทรงพระราชดำริว่าเรือพระที่นั่งครุฑของเดิมมีอยู่แล้ว ประตูพิมานไชยศรี แต่เรือพระที่นั่งนาคยังหามีไม่จะประทับพระราชยานพุดตานทองจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงยังพระบรมมหาราชวังนั้นกรมขุนราชสีหวิกรม เอามาดเส้นนะคะ ก็จะเทียบพระราชยานพุดตานทองที่เกยก็คือมาจากคำว่า มาดเหลา พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท และก็จะเสด็จพระราชดำเนินเกลาแต่งผิวให้เรียบ มาทำเป็นเรือพระที่นั่งนาค 7 เศียร พร้อมกันโดยประทับรถยนต์พระที่นั่งและพระราชทานนามว่า เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชข้างประตูกำแพงแก้วพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทซึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถานเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ นะคะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชวังดุสิตนะคะ เป็นหมายกำหนดการให้เรือพระที่นั่งอนัตนาคราชที่จะเกิดขึ้นอีกสักครู่หนึ่งนะคะ ซึ่งจะตั้งบุษบก ผูกม่านด้วยผ้าตาด ทั้งด้านหน้าแล้วก็ด้านหลังที่หัวเรือนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ตั้งปืนจ่าโรง ที่เครื่องสูง ด้านหน้าจะมีฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมฉัตร ๕ ชั้น ๓ องค์ ให้ฟื้นฟูขบวนพระยุหมาตรา1 องค์ ฉัตร 5 ชั้น 2 องค์ แล้วก็มีทางชลมารคขึ้นมาในสมัยของพระองค์ท่านพัดโบก บังพระสูรย์ บังแทรกและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวพระแท่นมีอาวุธผูกติดก็คือรักษา และต่อยอดพระราชพิธีนากถมเงิน ด้านท้ายของพระแท่นมีทวน ๑ คู่ ที่งดงามในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราขุนนางที่อยู่ประจำเรือมีจมื่นทางชลมารค ตามโบราณราชประเพณี สำหรับเชิญพระแสงรายตีนตอง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดริ้วอยู่หน้าพระที่ พวกพลขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ด้วยเรือพระราชพิธีพลพายใช้พายทองเช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ค่ะทั้งสิ้น 52 ลำ ให้ปวงชนชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมี และได้ร่วมกันภาคภูมิใจสำหรับเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชในพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ๋ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2475 เป็นเรือพื้นสีเขียว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประจำปี 2562 ค่ะ ก็มีขนาดกว้าง 2.59 เมตร ในรัชสมัยของยาว 42 เมตร 95 เมตร ฝีพาย ๕๔ นาย นายท้าย ๒ นาย ในปี ๒๕๑๐ นั้น มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีการจัดขบวนพยุหยาตราก็มีการซ่อมแซมเพื่อใช้ชั่วคราว ส่วนในปี ๒๕๒๔ ทางชลมารครรวม 17 ครั้งด้วยกัน เป็นการเสด็จมีการซ่อมใหญ่ค่ะ พระราชดำเนิน 14 ครั้ง และเป็นการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 1 ครั้ง ส่วนอีก 2 ครั้งตรงกลางลำเรือพระที่นั่งอนันนาคราชจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธีมิได้มีการเสด็จพระราชดำเนินนะคะก็จะมีการทอดบุษบกไว้อย่างที่ท่านผู้ชมเห็นนี้นะคะ โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคบุษบกใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปครั้งก่อนหน้านี้ หลังสุดเมื่อปี 2535 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระวชิรเกล้าเจ้อายู่อย่างที่เราเคยเห็นในหลายครั้งที่ผ่านมาเมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในสมัยรัชกาลที่ 9 บุษบกก็จะใช้ประดิษฐานผ้าพระกฐินค่ะ ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน สำหรับวันนี้การเส็ดจพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตราทางชลมารคณ วันอรุณราชวราราม เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช อัญเชิญ7 รอบ 84 พรรษา และครั้งนี้เป็นพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานบนครั้แรกในรัชกาลปัจจุบันบกบุษบกกลางลำเรือนี้ ซึ่งอันนี้ก็คือหลังจากที่มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระพุทธรูปสำคัญี่อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคพระองค์ที่ 10 ขอบพระบรมราชจักรีวงศ์ ประดิษฐานบนบุษบกเรือค่ะ และทรงโปรดให้มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ประจำรัชกาล ในครั้งนี้ค่ะ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสำหรับขบวนเรือพระราชพิธีแบบวัชราสนะ แสดงภูมิปรรศมุทรา ก็ยังคงอยู่กับที่ภายในลำน้ำเจ้าพระยานะคะ สมุทรา โดยพระหัตถ์ซ้ายวางเหนือเป็นการจัดริ้วขบวนแล้วก็ยังคงทรงถือตัลปัตรประจำที่อยู่จนกระทั่งโดยมีนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน ขบวนราบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี มีพระพักตร์เป็นวงรี เคลื่อนออกจากพระที่นั่งพระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง ราชกิจวินิจฉัย ที่ท่าราชวรดิฐ เข้าสู่พระบรมมหาราชวังพระโอษฐ์เรียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจะกลับยังที่ตั้งประกอบด้วยเม็ดพระศกเป็นตุ่มเล็ก ซึ่งก็ถือว่าจะเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีอยู่เบื้องบนองค์พระพุทธรูปในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครในครั้งนี้ห่มเฉียง มีอุตราสงฆ์พาดอย่างสมบูรณ์ค่ะ สำหรับขบวนเรือซ้าย ห้อยยาวลงมาจระพระนาภี กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนะคะ นอกจากจะมีความสำคัญ ปลายเป็นรายเคี่ยวตะขาบเป็ฯการฝึดซ็อมระดมพลในช่วงว่างศึกแล้ว ก็ยังเป็นการเช่นเดียวกับอุตราสงค์ ของการแสดงแสนยานุภาพ บุญญาบารมีสูงส่งทั้ง 2 ขัาง ตาลปัตรที่ทรงถือแห่งองค์พระมหากษัตริย์จึงได้มีการเพิ่มคล้ายรูปใบโพธิ์หล่อด้วยเงินจำลายลักษณ์เครื่องสูง และเครื่องอิสริยราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสว่นหนึ่งของขบวนพยุหยาตราด้วยนะคะ ส่วนอื่น ๆ นั้นก็ฌป็นไปตามระเบียบว ิธีการของกระบวนพยุหยาตราขณะนี้รถยนต์พระที่นั่งของขบวนพยุหยาตราทุกประการค่ะ เคลื่อนเข้าสู่บริเวณท่าวาสุกรี ทั้งนี้ก็เป็นการเสด็จซึ่งเป็นพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีพระราชกรณียกิจหมายกำหนดการที่จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ต่าง ๆ ทั้งด้านพระศาสนา การทูต การเฉลิมฉลองวาระสำคัญโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคพิธีบรมราชภิเษกของบ้านเมืองเป็นต้น นอกจากนั้นแล้วเรานำเรือพุทธศักราช 2562 ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในภารกิจในวันนี้ค่ะ ของพระมหากษัตริย์แล้ว พิธีสำคัญของบ้านเมืองในบางกรณ๊พระองค์ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำเรือหลวงไปใช้เช่นกันนะคะ อย่างเช่น พิธีรับพระราชสาส์นและราชทูต ซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็๗พระนารายณ์มหาราชดังที่ได้มีการบันทึกไว้ของชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้นมิได้ใช้เฉพาะในเรื่องของพระมหากษัตริย์เ่านั้น แต่ว่ายังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้ในการพิธีสำคัญของบ้านเมืองอีกด้วยค่ะ การจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาจนกระทั่งถึงขณะนี้เจ้าพนักงานราชูปโภคอัญเชิญพระปฏิมารัชกาลปัจจุบันนี้มีการปรับรูปแบบริ้วขบวน รัชกาลที่ ๙ ไปประดิษฐานมีการใช้จำนวนเรือที่แตกต่างกันไปแต่ละยุคแต่ละสมัยนะคะ ที่บุษบกเรือเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชในบางรัชสมัยก็จะมีจำนวนเรือเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ได้เทียบอยู่ที่ตารางฉนวนเช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นประจำท่าวาสุกรี ช่วงต้น ๆ ของการบูรณะหรือว่าฟื้นฟูขบวนเรือหรือพระราชพิธีเรียบร้อยแล้วนะคะ ขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งก็คือสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในดุริยางค์ครั้งนั้นก็มีขบวนเรือพระราชพิธีที่ใช้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจำนวนมาก ที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียวค่ะ หลังจากที่มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ว่าหลังจากรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ซึ่งการใช้เรือเป็นพารหนรวมไปถึงการใช้เรือเริ่มลดความจำเป็นลงตามยุคสมัย ซึ่งมีการพัฒนาเส้นทางการเดินทางทั้งทางรถ ทางรถไฟขึ้นมา ก็เลยทำให้เรื่องของกรใช้เรือในลำน้ำนั้นลดลงไป ขณะที่หลังจากยุคนั้นขึ้นมาก็เกิดสงครามโลกสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้เรือถูกระเบิดโจมตีทางอากาศเสียหายเป็นจำนวนมากดังนั้นก็จะมีจำนวนเรือไม่มากนั่งจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงโปรดให้ฟื้นฟูขึ้นมา และใช้มาจนปัจจุบันนี้ เมื่อเจ้าพนักงานราชูปโภคอัญเชิญมีจำนวนเรือทั้งสิ้น 52 ลำ ที่ผู้ชมเห็นอยู่ขณะนี้ประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช แล้ว ก็คือบริเวณถนนที่อยู่เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชติดกันกับพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยเคลื่อนออกจากชนวนประจำท่าวาสุกรีตรงท่าราชวรดิฐเรียกว่าถนนมหาราชก็มีการก่อนที่เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์จะเข้าจัดริ้วขบวนเตรียมพร้อมที่จะยาตราที่สะพานฉนวนประจำท่าวาสุกรีต่อไปค่ะริ้วขบวนราบในการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าสู่พระบรมมหาราชวังค่ะ (ผู้บรรยาย ๒) ริ้วขบวนราบพระราชยานพุดตานทอง ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดี จะทรงเป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทองในริ้วขบวนนั้นจะประกอบไปด้วยนายทหาร [เสียงแตรเดี่ยว] มีขบวนหน้า ซึ่งจะมีตำรวจม้านำ ดุริยางค์วงนำ กองพันทหารเกียรติยศนำ ต่อจากนั้นจะเป็นขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ก็จะประกอบไปด้วยเจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว มีประตูหน้าธงขวาง สารพัดกลอง มโหรทึก พลหาม กลองชนะทอง กลองชนะเงิน จ่าปี่ จ่ากลอง สารวัตรแตร แตรงอน สังข์ พนักงานพระราชพิธีกำกับเครื่องสูงหน้า บังแทรก จะมีพระราชญาณถมบังพระสูรย์ กระกลด พัดโบก คู่เคียงพระราชยานถมริ้วขบวนราบนะคะ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ตอนด้วยกัน ณ จุดนี้ก็จะเป็นในช่วงของตอนต้นที่มีสูง ประกอบพระบรมราชอิสริยยศค่ะ ค่ะ ได้ค่ะริ้วขบวนราบนี้นะคะ ประกอบด้วย ขบวนหน้าเป็นขบวนนำ ขบวนพระบรมราชอิสรยิยศหรือขบวนเสด็จจะเป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตามค่ะ ขบวนหน้าหรือส่วนที่ 1 จะประกอบด้วยตำรวจม้านำ วงศ์ดุริยางค์นำกองบังคับการกองผสม และกองบังคับการเกียรติยศนำนะคะ ส่วนที่ ๒ เป็นขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือขบวนเสด็จ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ก็คือส่วนนำริ้วขบวนด้วยกันก็คือส่วนนำริ้วกับส่วนพระราชยานค่ะ ส่วนนำริ้วแบ่งเป็น 3 ตอนธงสามชาย สามารถไล่ไปส่วนนำริ้วเสร็จแล้วก็จะมีตอนพระนำ ซึ่งพอหลังจากตอนพระนำแล้วจะเป็นส่วนพระราชยานมีพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ รักษาพระองค์นำเสด็จจำนวน 16 นาย ขณะนี้พระตำรวจหลวงก็เข้าประจำริ้วทางด้านซ้ายก็จะเป็นป้อมมหาสที่รายรอบพระบรมมหาราชวัง ประตูตรงกันข้ามกับประตู้ท่าราชวรดิฐ ก็เป็นพระตูอุดมสุดารักซึ่งก็เป็นอีก 1 ประตูพระบรมมหาราชวังประทับพระราชยานแล้วก็จะเคลื่อนริ้วขบวนโดยเลี้ยวไปทางซ้าย ก่อนที่จะเข้าสู่พระบรมมหาราชวังต่อไปในสำหรับเส้นทางการยาตราริ้วขบวนราบขบวนพยุหยาตราทางชลมารคประกอบด้วยเรือพระราชพิธีทั้งหมด ก็ออกจากท่าราชวรดิฐ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนมหาราช 52 ลำ มีเรือประเภทหนึ่งเรียกว่าเรือกู้ชักเลี้ยวขวาถนนหน้าพระลาน ทำหน้าที่ลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งทางประตูวิเศษไชยศรี พระตูพิมานไชยศรี เมื่อน้ำเฉี่ยวเพื่อให้เรือแล่นเร็วขึ้นก่อนที่จะเทียบพระราชยานพุดตานทองเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทองอยู่ในริ้วสายใน เอกชัยเหินหาว แปลว่าทยานสู่ท้องฟ้า เอกไชยหลาวทองแปลว่า เรือทองที่บรรจุสร้างโดยการหลาวหรือเลาหรือแปลว่า หลาวทองคำที่นำชัยชนะ ทั้ง ๒ ลำสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมศิลปากรจึงได้ตัดเรือและท้ายเรือ เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในปี 2508 กองทัพเรือและกรมศิลปากรได้ร่วมกันบูรณะเรือทั้ง ๒ ลำขึ้นใหม่ โดยใช้หัวเรือเดิม เรือทั้ง 2 ลำ มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือหัวเรือเป็นรูปดั้ง เชิดหัวขึ้น งอนขึ้นลงรักปิดทองสัตว์ในตำนานลักษณะคล้ายมังกรหัวเป็นงูหรือนาค ทั้ง ๒ ลำมีลักษณะที่แตกต่างเป็นที่สังเกตุได้บริเวณหัวเรือ ได้แก่สีดวงตาของเหราเรือเอกชัยเหินหาว แท่นรองฉัตร 7 ต้น ส่วนเรือเรือเอกไชยหลาวทอง มีดวงตาสีดำ ทั้ง ๒ ลำมีกำลังพลลำละ ๔๔ นาย เรือพระราชพิธีในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ยังมีเรือพระราชพิธีอื่นประกอบด้วย เรือนั่ง เรือแซง และเรือตำรวจเรือดั้ง คำว่า ดั้ง แปลว่าหน้า เรือหน้า ทำหน้าที่เป็นเรือป้องกันขบวนเรืออยู่ในริ้วสายนอก ขนาบริ้วสายในด้านซ้ายและขวา22 ลำ ไม่พบประวัติการสร้าง แต่พบครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เรือดั้งไม่มีลวดลาย เรือดั้งลำที่ 1 - 20 ทาสีน้ำมันเป็นสีดำ ส่วนเรือดั้งลำที่ 21 ถึง 22 ทาสีน้ำมันเป็นสีทอง เรือดั้งมีกำลังพลประจำเรือแตกต่างกัน แบ่งเป็นเรือดั้ง ๑ มีกำลังพล 43 นาย เรือดั้ง 2 42 มีกำลัง 41 นาย41 นาย เรือดั้ง 5 ถึง 11 มีกำลังพล และเรือดั้ง 12 ถึง 22 มีกำลังพล 37 นาย เรือแซง ทำหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์ ได้อยู่ในริ้วสายนอก ขนาบริ้วสายในด้านซ้ายและขวา มีทั้งหมด 7 ลำ ไม่พบหลักฐานการสร้างแต่มีบันทึกว่ารัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดเรือแซง 4 ลำ ท้ายขบวน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดเรือแซง 4 ลำ สำหรับทหาร เรียกว่า เรือแซงทหารและเพิ่มอีก 2 ลำ สำหรับพระตำรวจเรียกว่าเรือแซง ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัดเรือแซงของพระตำรวจคงเหลือเรือแซงทหารและเรียกว่าเรือแซงจนถึงปัจจุบัน เรือแซงแต่ละลำหัวเรือเชิดขึ้นเหนือแนวน้ำ ตัวเรือทาสีดำ เรือแซง 1 ถึง 6มีกำลังพลประจำเรือ 28 นาย ส่วนเรือแซง มีจำนวน ๓๔ นาย เรือตำรวจหรือเรือของพระตำรวจ ที่มีหน้าที่เป็นองครักษ์ อยู่ในริ้วสายกลางมีทั้งหมด 3 ลำ ไม่พบประวัติการสร้าง แต่ละลำทาสีน้ำมัน7 รอบ 84 พรรษา และครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน เรือตำรวจ ๑ และ ๒ มีกำลังพลประจำเรือ ๒๘ นาย ส่วนเรือตำรวจ 3 มีจำนวน 38 นาย กำลังพลประจำเรือแต่ละลำ ล้วนแต่งกายเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ตามตำแหน่งหน้าที่ในเรือ เช่น 10 ของพระบรมราชจักรีวงศ์นายเรือ นายท้าย คนท้าย นายสัญญาณ และทรงโปรดให้มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่และฝีพาย ทุกนายผ่านการในครั้งนี้ค่ะ ฝึกซ้อมเคี่ยวกรำมาหลายสำหรับขบวนเรือพระราชพิธีก็ยังคงเรือดั้ง เรือแซง และเรือตำรวจ ต่างฝึกในท่าพายผลราบ อยู่กับที่ภายในลำน้ำเจ้าพระยา เป็นการจัดริ้วขบวนแล้วก็ยังคงณ วันนี้กำลังพลทุกคนทั้ง 52 ลำ ประจำที่อยู่จนกระทั่งขบวนราบด้วยการเตรียมงานของผู้อยู่เบื้องหลังพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าที่จะถ่ายทอดความงดงามตระการตา ทั้งความพร้อมเพียงของการพายพระบรมราชินี เคลื่อนออกจากพระที่นั่งความวิจิตรบรรจงของการประดับตกแต่งเรือ ราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐเป็นและของลวดลายสีสันของเครื่องแต่งกายกำลังพล จึงจะกลับยังที่ตั้งก้องกังวาลของถ้อยคำ และห้วงทำนองซึ่งก็ถือว่าจะเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ค่ะ ใช่แล้วค่ะ สำหรับขบวนเรือพระราชพิธีในพระยุหยาตราทางชลมารคขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นอกจากจะเป็นระดมพลในช่วงว่างศึกแล้วของการแสดงแสนยานุภาพ บุญญาบารมี สูงส่งแห่งองค์พระมหากษัตริย์ค่ะ จึงได้มีการเพิ่มเครื่องสูงอิสริยราชูปโภคอย่างหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัวเป็นส่วนหนึ่งของขบวนพยุหยาตราด้วย ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นไปตามระเบียบ พิธีการของขบวนพยุหยาตราเป็นการเสด็จไปในโอกาสต่าง ๆ ทุกคราที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธี พระราชกรณียกิจต่าง ๆ ทั้งด้านพระศาสนา การทูต การเฉลิมฉลองวาระสำคัญของบ้านเมืองเป็นต้น นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมมาใช้พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แล้ว พิธีสำคัญของบ้านเมืองในบารกรณีค่ะ พระองค์ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเช่นกัน อย่างเช่น พิธีรับพระราชสาสน์ และราชทูต ซึ่งเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีการบันทึกไว้ของชาวต่างชาติที่เข้ามาในสมัยนั้นนะคะเพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้น มิได้ใช้เฉพาะในเรื่องของพระมหากษัตริย์เท่านัั้นแต่ว่ายังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ในการพิธีสำคัญของบ้านเมืองอีกด้วย การจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาจนกระทั่งถึงรัชกาลจนปัจจุบันนี้ มีการปรับรูปแบบรูปขบวนแต่ละยุคแต่ละสมัยมีการใช้จำนวนเรือที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคแต่ละสมัยในบางรัชสมัยก็จะมีจำนวนเรือเป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงต้น ๆ ของการบูรณะ หรือว่าฟื้นฟูขบวนเรือพระราชพิธีขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งสมัยรัชกาลที่ ๔ ในครั้งนั้นก็มีขบวนเรือพระราชพิธีที่ที่ใช้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จำนวนมากยิ่งใหญ่ทีเดียวค่ะ หลังจากที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่ว่าหลังจากรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา การใช้เรือเป็นพาหนะเป็นต้นมา ซึ่งการใช้เรือเป็นพาหนะ รวมไปถึงใช้เรือในการพระราชพิธีต่าง ๆ เริ่มลดความจำเป็นลงตามยุคสมัย ซึ่งมีการพัฒนาเส้นทางการเดินทาง ทั้งทางรถ ทางรถไฟก็เลยทำให้เรื่องของการใช้เรือในลำน้ำนั้นลดลงไป ขณะที่หลังจากยุคนั้นขึ้นมาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้เรือถูกระเบิดโจมตีทางอากาศ เรือเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นก็จะมีจำนวนเรือไม่มากนัก จนกระทั่งรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงโปรดให้ฟื้นฟูขึ้นมา และใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มีจำนวน 52 ลำค่ะ ที่ท่านผู้ชมเห็นอยู่นี้ก็คือบริเวณถนนที่อยู่ติดกันกับพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยตรงท่านราชวรดิฐเรียกว่าถนนมหาราช มีการจัดเตรียมริ้วขบวนเตรียมพร้อมที่จะยาตราริ้วขบวนราบในการเสด็จพระราชดำเนินริ้วขบวนราบในการเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าสู่พระบรมมหาราชวังริ้วขบวนราบนะคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับพระราชยานพุตตาลทอง ส่วนพระสมเด็จพระราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดีฑจะทรงเป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์นะคะคู่เคียงพระราชยานพุดตานทองค่ะ ในริ้วขบวนจะประกอบด้วยมีขบวนหน้า ซึ่งจะมีตำรวจม้านำ ดุริยางค์วงนำ กองพันทหารเกียรติยศนำ จากนั้นจะเป็นขบวนพระบรมราชอิสริยยศนะคะ ก็จะประกอบด้วย เจ้าพนักงานพิธีนำริ้ว สารวัตรกลอง มโหระทึก มโหระทึกคนหาม สารวัตรกอง กองชนะทอง กลองชนะเงิน จ่าปี่ จ่ากลอง แตรงอน สังข์ นะคะ พนักงานพระราชพิธีกำกับ เครื่องสูงหน้า บังแทรก จะมีพระราชจะมีพระราชยานถม บังพระสูรย์ พัดโบก คู่เคียงพระราชยานถม ริ้วขบวนราบซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอนด้วยกัน ณ ตอนนี้ก็จะเป็นในช่วงของตอนต้นที่มีเครื่องสูง ประกอบพระบรมราชอิสริยยศค่ะ ริ้วขบวนราบประกอบด้วยขบวนหน้าเป็นขบวนนำขบวนราชอิสริยยศ หรือขบวนเสด็จจะเป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม ขบวนหน้า จะประกอบด้วย ตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองทหารเกียรติยศนำส่วนที่ 2 เป็นขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือขบวนเสด็จซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันก็คือส่วนนำริ้วกับส่วนพระราชยานค่ะส่วนนำริ้วแบ่งเป็น ๓ ตอนเราไล่ภาพเป็นส่วนตอนที่เขายืนนิ่ง ๆ ขอพระราชทานกราบบังคมทูล (นาวาเอก เกษม) ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นาวาเอก เกษม เอี่ยมสุพรรณ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ขอพระราชทานกราบบังคมทูล บัดนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อยู่ในฐานะพร้อมแล้ว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกเรือ พร้อมกับนำเรือเข้าเทียบท่าราชวรดิฐ พระพุทธเจ้าข้าขอรับ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ"