โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขอนำท่านผู้ชมรับชมการถ่ายทอดสดการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม 2562 ซึ่งในการนี้เป็นพระราชพิธีสำคัญ ในส่วนของพระราชพิธีเบื้องปลายค่ะวันนี้ดิฉันสายสวรรค์ ขยันยิ่ง รับหน้าที่เป็นผู้บรรยายดิฉัน เกียรติยา ธรรมวิภัชน์ และนายแพทย ยงยุทธ มัยลาภ เป็นผู้บรรยายภาคภาษาอังกฤษรับฟังการบรรยายการถ่ายทอดสดในภาคภาษาอังกฤษได้ หากโทรทัศน์ของท่านมีระบบเสียง 2 ภาษาหรือรับชมได้ทางช่อง TTN หรือทาง Facebook ค่ะคุณผู้ชมคะ การเสด็จพระราชดำเนินพระบรมราชอิสริยยศ เป็นราชประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาค่ะ การเสด็จพระราชดำเนินทางบกเรียกว่า ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ คือ พยุหยาตราทางชลมารค เป็นการแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพของพรมหากษัตริย์ ทั้งการเสด็จไปในราชในการรบ การพระราชพิธี หรือเสด็จพระราชดำเนินไปในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และโดยส่วนพระองค์ด้วย นอกจากนี้ยังจัดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครเพื่อให้ประชาชนได้เฝ้าทูลละอองอุลีพระบาทชื่นชมพระบารมีค่ะ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งในวันที่ 5 พฤษภาคม ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีกันถ้วนหน้าด้วยความปลื้มปิติแล้วนั้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการเด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลายในวันนี้เส้นทางจากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ ระยะทาง๓.๔ กิโลเมตรค่ะ ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน (ผู้บรรยาย ๒) ใช่แล้วค่ะ ก่อนที่จะมีพิธีสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเช้ากองทัพเรือก็ได้จัดพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่จะมีการออกเรือด้วยนะคะ โดยพิธีบวงสรางแม่ย่านางเรือในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงวันนี้ค่ะ อีกสักครู่เราจะมีภาพให้คุณผู้ชมได้ติดตามกันนะคะ ที่คุณผู้ชมได้ชมอยู่ขณะนี้คือภาพของประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เดินทางมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอนะคะ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาในการเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาในการเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะนี่เป็นภาพบรรยากาศในช่วงเช้านี้ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีบรวงสรวงเรือแม่ย่านางโดย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ค่ะ โดยก่อนที่จะเดินทางไปในการพิธีบวงสรงแม่ย่านางเรือ จะไปที่โบสถ์ในพระอุโบสถ สักกาะพระวิษณุกรรม บรวงสรวงเรือแม่ย่านางในพิธีอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือค่ะ การบวงสรวงแม่ย่านางเรือเป็นพิธีสำคัญที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณ ว่าเรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือสิงสถิตอยู่ คอยคุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดแก่เรือดังนั้นก่อนจะออกเรือทุกครั้งหรือว่าการนำเรือไปใช้แล้ว จึงมักจะกระทำพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ หรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ ซึ่งถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องมาค่ะ หลังจากพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบวงสรวงแม่ย่านางเรือแล้ว เป็นขวัญกำลังใจของทุกคนแล้ว ในช่วงบ่ายก็จะมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช ๒๕๖๒ กองทัพเรือโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายจัดขบวนเรือ จัดขบวนพยุหยาตราทางชบมารคในครั้งนี้ได้จัดริ้วขบวนเรือ ทั้งสิ้น 52 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือพระที่นั่ง 4 ลำด้วย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9และเเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ถ้าสังเกตแผนผังจะอยู่ในริ้วกลางเรือพระที่นั่งจะอยู่ในริ้วกลาง ซึ่งเป็นริ้วสำคัญทั้งหมด ๕ ริ้ว ๓ สาย ก็จะเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เป็นไปตามรูปแบบตามโบราณราชประเพณีค่ะ ที่คุณผู้ชมเห็นอยู่ขณะนี้คือเรือพระที่นั่งที่สำคัญค่ะ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยลำปัจจุบันเป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ค่ะ โขนเรือปิดทอง ประดับกระจกเป็นรูปพญาอนันตนาคราช หรือพระยานาค ๗ เศียรประดิษฐานพระพุทธรูปหรือผ้ากฐิน ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ส่วนท้องเรือภายในทาสีแดง ตัวเรือมีความยาวประมาณ 44 เมตร ใช้กำลังพลรวมจำนวน 72 นายแยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๙ นาย ประกอบด้วย ด้วยนายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๕๔ นาย มีคนถือธงท้าย 1 นาย พลถือท้าย 1 นายคนถือฉัตร 7 นาย คนขานยาว 1 นาย แล้วก็เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอีก ๓ นายด้วยกันค่ะ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขณะนี้ได้เทียบที่ฉนวนประจำท่าวาสุกรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นที่เรียบร้อยแล้วสาเหตุที่ต้องเทียบเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นลำแรก ก็เพราะว่าจะใช้เป็นเรืออัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์พระที่นั่ง นั่นหมายความว่าจะเห็นเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชก่อนหน้าที่จะถึงพระราชพิธีนี้ ทางกองทัพเรือและทุกฝ่ายได้มีการตระเตรียมความพร้อมแล้วก็มีการซักซ้อมในเรื่องของการจัดริ้วขบวนได้อย่างสวยงาม ทั้ง ๕๒ ลำ โดยที่บอกว่าเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ต้องมีการควบคุมมีความพร้อมเพรียงเป็นอย่างมาก เดี๋ยวเราจะพาไปดูเบื้องหลัง บางช่วงบางตอนว่ากว่าที่จะมาถึงวันนี้มีการซ้อมโดยใช้ระบบเทคโนโลยีใช้ GPS เข้ามาทิศทางการจัดริ้วขบวนเรือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามอย่างไรค่ะ กระแสน้ำจะเปลี่ยนเป็นน้ำนิ่ง น้ำลงเล็กน้อยกระแสน้ำจะเปลี่ยนเป็นน้ำนิ่ง เล็กน้อยขอให้รายงานเวลาให้ชัดเจน เรือทุกลำจากจุลดิษฐ์ ปฏิบัติหน้าที่เตรียมออกเรือ เตรียมออกเรือเริ่มออกเดินทางขวานฟ้าบ้าบิ่นเต็มใบ พายหนัก ใช้ตาราง ๗ อยู่ตอนนี้ ขอให้ปรับระยะ ทราบ นี่คือเบื้องหลังการฝึกซ้อมก่อนที่จะมาถึงวันจริง ซึ่งมีความหมาย ความสำคัญ แล้วก็มีการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ริ้วขบวนนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และไม่ว่ากระแสน้ำจะเป็นอย่างไร คุณผู้ชมจะสังเกตว่าจากภาพผู้ควบคุม GPS จะเห็นแนวเรือต่าง ๆ ตรงตามเส้นของริ้วขบวน นี่คือความมหัศรรย์อยา่งหนึ่งของฝีพาย กำลังพล และผู้ควบคุมเรือทุกลำรวมไปถึงการฝึกซ้อมแล้วก็การออกแบบแล้วก็รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ จริง ๆ มีเบื้องหลังอีกมากมาย แต่เพียงเท่านี้ก่อน ซึ่งอีกสักครู่หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ก็ใกล้จะถึงเวลาเสด็จ ตามหมายกำหนดการก็คือเวลา 15.30 นาฬิกา นะคะ จุดที่ท่านผู้ชมเห็นอยู่นี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของริ้วขบวน ริ้วขบวนนี้เริ่มต้นตังแต่ท่าวาสุกรี ท่าวาสุกรีนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากยุโรปพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น เพื่อเป็นพระราชอุทยานที่ประทับแห่งใหม่นอกพระบรมมหาราชวัง แล้วก็โปรดให้สร้างท่าเทียบเรือประจำพระราชวังดุสิต อยู่ระหว่างวัดเทวราชกุนชรและวัดราชาธิวาส โดยสร้างขึ้นเป็นพระตำหนักแพรโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ สร้างท่าเทียบเรือนี้จนแล้วเสร็จ เป็นผู้ดูแลกำกับการสร้างท่าเทียบเรือในปีพุทธศักราช ๒๔๕๒ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สืบทอดกันมาตามโบราณราชประเพณี เพราะว่าพระราชวังหลวงจะต้องอยู่ติดกับแม่น้ำ เพื่อเอื้ออำนวยกับการเดินทางทางชลมารค ตลอดจนการศึกสงคราม การใช้แม่น้ำเป็นแนวป้องกันข้าศึกก็ดี สืบเนื่องมาจนกรุงรัตนโกสินทร์ พระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นพระราชวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ม่าท่าเทียบเรือพระที่นั่ง ก็คือท่าราชวรดิฐริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคก็จะยาตราไปจบที่ท่าราชวรดิฐส่วนท่าวาสุกรีนี้ชื่อที่มาก็สืบเนื่องมาจากคติโบราณว่าพระเจ้าแผ่นดินเปรียบเสมือนพระนารายณ์ ครุฑเป็นพาหนะ แต่ต้องอาศัยน้ำ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งน้ำในการเสด็จ ดังปรากฏนามของพญานาค ที่มีชื่อว่าวาสุกรี ก็เลยมีประวัติว่าได้รับพระราชทานชื่อน้ำนี้ว่าท่าวาสุกรี เป็นต้นมา ปัจจุบันท่าว่าสุกรีเป็นส่วนหนึ่งแล้วก็เป็นท่าเรือหลวงที่ใช้เป็นท่าเทียบเรือพระที่นั่งเสมอมาและยับางองค์ด้วยนะคะ นอกจากนี้ทา่นผู้ชมคงจะคุ้นเคยกับข่าวในพระราชสำนักเวลาที่วันสำคัญ ดังเช่นวันคล้ายวันประสูตของพระบรมวงศานุวงศ์คล้ายวันพระราชสมภพก็จะใช้เป็นที่ทรงลอยพระประทีป ทรงปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยโคในวันสำคัญดังกล่าวด้วยค่ะ แล้วก็เมื่อสสักครู่นี้ที่ได้กล่าวถึงเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชจะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ 9 รับชมพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระพุทธที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นค่ะ ในปีพุทธศักราช 2506 ครบ 3 รอบ โดยทรงประกอบพิธีสมโภชณ์ วันที่ 2506 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นับเป็นการจัดสร้างประจำรัชกาลตรงตามตำรับและพิธีที่มีมาแต่โบราณกาลทุกประการ พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 9เป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดหน้าตักกว้าง 17.5 เซนติเมตรสูงเฉพาะองค์พระ ๒๒.๕ เซนติเมตร พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง แบบวัชราสนะประทับนั่งขัดสมาธิที่เพชร ในกริยาทรงถือตาลปัตรและพระหัตถ์ชี้ลงพระธรณีในลักษณะนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน ตรงตามคำภีร์มหาปรุสะ ละม้ายศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่า หน้านาง พระขนงโก่งมองลงยังเบื้องล่าง และพระกรรณยาวจนเกือบพระอังสา พระเศรียรประกอบเม็ดกระศก เป็นตุ่มขนาดเล็ก มีเกตะมาลาและจัตุรัศมีรูปเปลวเพลิง ห่มเฉียงปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ อันเป็นลักษณะของศิลปะสุโขทัยที่สื่อถึงความสุข ความเจริญ โดยปรากฏขอบที่ข้อพระบาททั้ง 2 ข้าง นอกจากนี้ยังมีตาลปัตรที่ทรงถือมีลักษณะเรียวแหลมคล้ายรูปใบโพธิ์ หล่อด้วยจำหลักลายพระพุทธรูปนั้นประทับนั่ง กลีบบัวหงายซ้อนกัน 3 ชั้นสื่อถึงฐานของเขาพระสุเมร และฐานเขียงจำลักคำจารึกภาษาบาลีเบื้องหน้าฐานมีผ้าทิพย์ขนาดใหญ่ จำหลักลายฐานสีห้อยปกคลุมฐานปัทม์ และฐานขาสิง ซึ่งพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 9 จะนำออกในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล และวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงนับเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ช่วยอภิบาลพิทักษ์รักษา ให้กับองค์พระมหากษัตริย์ และพสกนิกรของพระองค์เสมอมาค่ะ ทรงหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ และทรงพระกรุณาโปรเกล้าฯ ร่วมกับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ทุกงานร่วมกับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์เมื่อมีงานพระราชพิธีจึงอัญเชิญแล้ววันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญพระพุทธประดิษฐานในบุษบกเป็นเรือพระที่นั่งลำแรกในริ้วขบวนสายกลาง ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งลำทรงโดยจะมีเจ้าพนักงานภูษามาลาถวายพัดโบก เครื่องสูง ถวายบังสูรย์ประจำด้านหลังบุษบกด้วยค่ะนี่คือบริเวณสวนสันติไชยปราการ นะคะ ซึ่งก็จะเป็น ๑ ในแนวชลวิถีที่ริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจะยาตราผ่านในวันนี้ ทุก ๆ จุดที่มีพื้นที่ และประชาชนสามารถเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จได้ก็จะมีคนเดินทางหลั่งไหลเข้ามาจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า แล้วจุดคัดกรองจะเริ่มเปิด ให้ประชาชนเข้าจุดคัดกรองผ่านเข้าพื้นที่ได้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นมาค่ะ ประชาชนพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง บ้างก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ บ้างก็มีธงประจำพระองค์ มีธงพระปรมาภิไธย ติดไม้ติดมือเชิญมาเพื่อจะเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ในระหว่างที่ริ้วขบวนขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนผ่านนะคะ จากการไปสอบถามประชาชนที่มารอเฝ้าพระบาทรับเสด็จนั้น หลายคนก็บอกว่าอยากจะมาเห็นบรรยากาศจริง ๆ ในสถานที่จริง ๆ เลย ชมผ่านโทรทัศน์ ไม่เหมือนจริงจะได้เห็นบรรยากาศ ได้ยินเสียงแจวเรือ ได้ยินเสียงเห่เรือรู้สึกว่าประทับใจมากกว่าเป็นการสอบถามประชาชนมา ว่าขอมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มาชื่นชมพระบารมีและเห็นพระราชพิธีสำคัญนี้ด้วยค่ะมีวัด 6 วัด ที่อยู่ในแนวลำน้ำเจ้าพระยาประชาชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ด้วยนะคะ ในช่วงที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านก็จะมี ๖ วัด ที่จะมีการเจริญพระพุทธมนเคลื่อนผ่าน พอผ่านพ้นไปแล้ว ประชาชนก็ดูริ้วขบวนในริ้วหลัง ๆ ตอนหลัง ๆ กันต่อค่ะ ซึ่งจุดที่ประชาชนสามารถเข้าชมพระราชพิธีนี้ก็มีทั้ง ๒ ฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยา มี 5 จุดหลัก ๆ ด้วยกันได้แก่ สวนหลวงพระราม 8 คือเชิงสะพานพระราม 8 สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ สถานีรถไฟธนบุรีเดิม สวนนคราภิรมณ์ท่าเตียน แล้วก็ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์นะคะ ก็เป็นสถานที่ที่มีอัฒจรรย์ให้ประชาชนได้ไปเฝ้า เต็มแน่นทีเดียวค่ะ นอกจากเจ้าหน้าที่ที่คอยอำนวยความสะดวกตามจุดต่าง ๆ แล้วนะคะ ก็จะมีเหล่าจิตอาสาพระราชทานกระจายกันอยู่ เพื่อที่จะดูแลประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย จะมีอยู่ทุกจุด สามารถที่จะดูแลประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในวันนี้ได้อย่างทั่วถึงค่ะวันนี้อากาศดีนะคะ บรรยากาศดีมาก ก็เป็นวันอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่งแล้วก็ภาพที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็จะเป็นอีก๑ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จะติดตาตรึงใจพวกเราไปตลอดนานแสนนาน มีจิตอาสาที่เป็นชาวต่างชาติด้วย มาลงทะเบียน แล้วก็อาสาที่จะมาช่วย ช่วยได้เยอะทีเดียว เพราะว่ามาช่วยสื่อสารภาษาต่างประเทศกับนักท่องเที่ยวที่มาอยู่ ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มาชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารควันนี้ด้วยชาวต่างชาติ สวมเครื่องแบบ มีหมวกฟ้า ผ้าพันคอเหลืองอยู่ตามจุดต่าง ๆ ตลอดแนวลำน้ำค่ะ สะพานพระราม ๘ เป็นอีกจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่สวยงาม ที่เราจะได้เห็นการถ่ายทอดสดตลอดงานริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันนี้ ในขณะนี้เรือพระราชพิธีทั้งสิ้น ๕๒ ลำ รวมทั้งเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ได้ตั้งขบวนเรือ โดยหัวขบวนของเรือพระราชพิธีอยู่ที่บริเวณธนาคารแห่งประเทศไทยค่ะ และท้ายขบวนอยู่ก่อนถึงสะพานกรุงธน จากนั้นเมื่อได้เวลาเสด็จพระราชดำเนินขบวนเรือก็จะเคลื่อนจากจุดตั้งขบวนมุ่งหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตรค่ะ ใช้เวลาในการเคลื่อนขบวนจากจุดเริ่มต้นถึงที่หมายประมาณ 40 นาที การจัดรูปขบวนเรือก็แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ดังที่ท่านผู้ชมได้เห็นจากแผนผังกราฟิคเมื่อสักครู่นี้นะคะ ก็จะได้ชมริ้วขบวนจริง ๆ ที่ยิ่งใหญ่งดงาม ตระกาลตาค่ะ สำหรับเรือพระราชพิธีที่คุณผู้ชมจะได้เห็นนะคะสำหรับเรือพระราชพิธี ที่คุณผู้ชมจะได้เห็นอีกสักครู่หลายลำทีเดียวก็ได้มีการชำรุดเสียหายจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ค่ะ โดยอู่เรือพระราชพิธีถูกระเบิดได้รับความเสียหาย สำนักพระราชวังตรวจสอบเมื่อปี 2490พบเรือประเภทลายทองคงสภาพดี จำนวน ๑๒ ลำ แต่บางส่วนตัวเรือชำรุดโขนเรืออยู่ในสภาพดีจำนวน ๘ ลำ ก็เลยมีการมอบหมายให้กรมศิลปากรนั้นเป็นผู้ดูแลรักษา จัดการซ่อมโรงเรือและเรือพระราชพิธีเรือพระราชพิธี เมื่อปี 2517 เพื่อเก็บรักษาเรือพระราชพิธีจำนวน ๙ ลำ แล้วก็มีการซ่อมบำรุงดูแลตลอดเวลาให้มีความงดงาม เมื่อนำมาใช้ในพระราชพิธีจะทำให้เกิดความสง่างาม อย่างที่อีกสักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นประจักษ์แก่สายตานะคะหากจะกล่าวถึงขบวนเรือของพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีมาตั้งแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้นกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีก็ปรากฏว่าพระร่วงทรงใช้เรือออกไปลอยกระทงหรือว่าพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ ในยามคืนเพ็ญเดือน 12 ครั้นซึ่งอยุธยานั้นเป็นเมืองเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำลำคลองมากมายหลายสาย ริมน้ำของชาวกรุงเก่าจึงต้องอาศัยเรือสัญจรไปมา เวลารบทัพจับศึก ก็ใช้เรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏมีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก เป็นเวลาที่ราษฎรว่างเว้นจากการทำนา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมขบวนทัพเรือกอบกับเป็นฤดูกาลทอดพระกฐิน เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน แห่แหนให้ไพร่พลอยู่ตลอดเวลาด้วย มีการค้นพบหลักฐาน เรื่องเรือพระราชพิธีที่ชัดเจน ตั้งแต่สมัยอยุธยา จากกฎมณเฑียรบาล กฎหมายตราสามดวง ซึ่งสันนิษฐานว่าตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระไตรโลกนาศ มีการกล่าวถึงเรือประกอบยศ มีกฎหมายเกี่ยวกับขบวนเรือหลวและการใช้เรือพระที่นั่งในการพระราชพิธีต่าง ๆ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยอยุธยานั้น สันนิษฐานว่ามีการจัดรูปขบวนเป็น ๒ แบบ คือขบวนทางชลมารคอย่างใหญ่ และขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างน้อย จากหลักฐานในประวัติศาสตร์ขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยอยุธยา ได้แก่ ขบวนพยุหยาตราเพ็ชรพวง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบันทึกไว้ว่าเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างใหญ่ มีขบวนเรือ 113 ลำ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายพระเจ้าแผ่นดินมักเสด็จโดยขบวนเรือในการพระราชกุศลต่าง ๆ เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินฉลองพระอาราม เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท และใช้เพื่อการแห่รับช้างเผือก เป็นต้น ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศปรากฏวรรณกรรม กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เป็นหลักฐานแสดงถึงเรือพระราชพิธีตอนปลายไว้ด้วยนะคะ แล้วถือว่ากราบเห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศเป็นต้นแบบในการประพันธ์กาพย์เห่เรือในยุคต่อ ๆ มาด้วย พอถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดให้ต่อเรือรบใช้ในราชการสงคราม และคงให้สร้างเรือสำหรับเกียรติยศของแผ่นดินด้วย ดังปรากฏในการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น แห่อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางจากท่าเจ้าสนุกมาสู่กรุงธนบุรี เป็นต้น มีหลักฐานบันทึกว่ามีเรือขบวนถึง 115 ลำค่ะ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการสร้างเรือพระที่นั่งขึ้นเนื่องด้วยการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นตำรา ภายหลังจากสร้างพระนครแล้วเสร็จ เมื่อพุทธศักราช 2328 ตามธรรมเนียมกรุงศรีอยุธยาและต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดให้สร้างเรือพระที่นั่งและเรืออื่น ๆ เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากค่ ะในรัชกาลที่ ๔ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชาภิเษกแล้ว ได้โปรดให้จัดเลียบพระนครทางชลมารค ทางชลมารค เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อย่างใหญ่ เรือในขบวนครั้งนั้นมีจำนวน ๒๖๙ ลำ คนฝีพายถึง ๑๐,๐๐๐ นาย จึงอาจกล่าวได้กว่าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนครของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ค่ะ สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดกระหม่อมให้จัดพยุหยาตราการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2 เมื่อปี และใช้ในการพระราชพิธีอื่น ๆ ขบวนเรือในช่วงต้นรัชกาลก็ยังคงบริบูรณ์ จากหลักฐานปรากฏในโครง แล้วก็มีการสร้างเรือพระที่นั่งเพ่ิมเติมขึ้นอีกเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น ในช่วงนี้ก็มีการพัฒนาในเรื่องของการเดินทางต่าง ๆ มีถนนหนทาง การคมนาคมทางบกเพิ่มมากขึ้นนะคะ การเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ก็ทั้งทางบก ทางน้ำ มีความเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นความสำคัญของการใช้เรือพระที่นั่งก็ลดน้อยลงในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ นะคะ แต่ว่าในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ นั้น ก็ยังมีการเสด็จทางชลมารคเลียบพระนคร เพียงแต่ว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับยุคสมัยค่ะ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายพลเรือ สวรรค์วรพินิจ วางระเบียบริ้วขบวนเรือสำหรับเสด็จพระราชดำเนินโดยพยุยาตราเป็น 5 แบบ มีขบวนพยุหยาตราใหญ่ ใช้เรือ ๔๘ ลำ ใช้เรือ ๓๙ ลำ แล้วก็มีขบวนราบใหญ่ ขบวนราบน้อย ขบวนราบย่อยสุดแท้แต่ลักษณะของการเสด็จพระราชดำเนินและการประกอบริ้วขบวนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มิได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร พิธีบรมราชาภิเษก แต่ว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูขบวนพยุหยาตรทางชลมารคขึ้น2500 เนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษค่ะ ครั้งนั้นอัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฎกและพระสงฆ์ จัดเป็นขบวนพยุหยาตราน้อย จำนวนไม่มากพอที่จะจัดเรือพยุหยาตราขนาดใหญ่ต่อมาจึงมีการบูรณะซ่อมแซมเรือพระราชพิธีจากการถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒และมีการซ่อมสร้างเรือพระราชพิธีเพิ่ม ต่อเรือดั้งครบ ๑๑ คู่ ต่อเรือรูปสัตว์ครบ ๔ คู่ สามารถจัดขบวนพยุหยาตราใหญ่ได้พุทธศักราช 2525 และมีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ทำให้มีเรือพระราชพิธีทั้งสิ้น ๕๒ ลำ นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา พร้อมกันนี้ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าวลัยลักษณ์ฯ พระอิสสริยยศในขณะนั้นทรงปรับริ้วขบวนใหม่ มีลักษณะเหมือนดาวล้อมเดือนใช้เป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลที่ ๙ มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค 17 ครั้ง เสด็จพระราชดำเนิน14 ครั้ง อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 1 ครั้ง และจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ๒ ครั้ง โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระวชิราเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเป็นพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฏพระราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗ รอบ 84 พรรษา นับเป็นพระมหากรุณธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้ปวงชนชาวไทยได้ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่เป็นเอกลักษณ์งดงามยิ่งใหญ่เพียงชาติเดียวในโลก และบัดนี้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรักษา และต่อยอด มาจนถึงรัชสมัยของพระองค์ ค่ะ เมื่อสักครู่ผู้ชมจะได้เห็นพลับพลาที่ประทับของสมเด็จพระกนิษฐราชเจ้า สยามบรมราชกุมารี บริเวณสวนสันติไชยปราการพระราชพิธีสำคัญนี้ด้วย ซึ่งอย่างที่คุณสายสวรรค์ได้กล่าวไว้ด้วย ในขบวนเรือนั้นมีจำนวนเรือ ๕๒ ลำ เรือที่สำคัญและโดดเด่นคงหนีไม่พ้นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งชื่อเรือพระที่นั่งก็ได้กล่าวถึงตั้งแต่สมเด็จพระกนิษฐาธราชเจ้าฯเสด็จพระราชดำเนินมาประทับพลับพลาสวนสันติไชยปราการ พร้อมด้วยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซ่น และท่านผู้หญิง เพื่อทอดพระเนตรการเสด็จพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตราทางชลมารคโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะบริเวณสวนสันติไชยปราการ อีกจุดหนึ่งที่จะได้เห็นขบวนเรือที่มีความสวยงามนะคะ นนอกจากอีกหลาย ๆ จุด ที่มีการกำหนดสถานที่เอาไว้ให้กับประชาชนได้เข้าชมพิธีอันสำคัญนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าทุกพื้นที่นั้นเต็มแน่นไปหมดทีเดียว ประชาชนพร้อมใจกันที่จะมารอชม หลายท่านบอกว่ามาชมการซ้อมแล้ว แต่ว่าวันจริงก็อยากจะมาชมอีก เพราะว่าไม่เหมือนกันคนละบรรยากาศนะคะอย่างที่เห็นก็จะมีจิตอาสาพระราชทานก็เดินทางมาเข้าร่วมดูความเรียบร้อยนี่เป็นช่างภาพสื่อมวลชน ก็ประจำตามจุดต่าง ๆ นะคะ เฝ้ารอบันทึกภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญ และวันพรุ่งนี้ทุกท่านได้จะได้รับชมผ่านสื่อต่าง ๆ สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ จะได้ชมภาพความงามนี้ เผยแพร่ไปทั้งประเทศไทยแล้วก็ทั่วโลกด้วยความงดงามหนึ่งเดียวของพระราชพิธีครั้งนี้นะคะ สำหรับกำลังพล ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนี้จะมีทั้งสิ้น ๒,๔๓๑ นาย ในจำนวนนี้เป็นกำลังพลที่เป็นฝีพาย แล้วก็เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่อยู่ประจำเรือ 2200 นาย กว่าจะมาถึงวันนี้คัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นฝีพาย และประจำอยู่ในเรือแต่ละลำอย่างเหมาะสม กองทัพเรือนั้นได้คัดเลือกบุคลากรในหน่วยงานในสังกัด ซึ่งก็กระจายกันอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศนะคะ ก็มีการคัดเลือกเสร็จแล้ว มีการฝึกซ้อมของหน่วยนั้น ๆ ก่อน เมื่อได้เวลาอันเหมาะสมแล้วก็มีการมาฝึกซ้อมรวมกันที่กรุงเทพมหานคร กว่าที่จะลงน้ำได้ก็ผ่านขั้นตอนในการฝึกซ้อมหลายขั้นตอนมาก เพื่อให้ท้วงท่าลีลาในการพาย แม้แต่กระทั่งองศาในการพาย แม้แต่กระทั่งองศาในการยกพายขึ้นมาเป็นองศาที่เท่าเทียมกันแล้วก็ดูมองจากทิศไหนก็ให้สวยงามเหมือนกันเท่ากันหมดนะคะ ดังนั้นการคัดเลือกกำลังพลตั้งแต่ต้นทางก็มีความสำคัญทั้งเรื่องของรูปร่าง นอกนั้นก็มาฝึกกระบวนในการพาย แล้วก็ลีลาท่าทางในการพายต้องสง่างาม เข้มแข็ง แล้วก็การพายเป็นจังหวะจะโคน แล้วก็มีการฝึกการเห่เพื่อที่จะต้องเห่รับด้วยนะคะ การฝึกก็กว่าจะลงนำ มีการฝึกตั้งแต่บนเขียง ก็คือทำเหมือนกับเป็นโครงเรือสำรองขึ้นมา คือจำลองขึ้นมาแล้วก็สามารถให้นั่งอยู่บนนั้นก่อนยังไม่ลงน้ำ แต่พอช่วงต้น ๆ ที่มีการฝึกลง ทุกคนก็ต้องปรับสภาพ ปรับร่างกายและท่าทางใหม่ เพราะว่าการฝึกอยู่บนบกก็จะไม่มีเรื่องของกระแสน้ำก็จะไม่มีเรื่องของกระแสน้ำเข้ามาเป็นปัจจัย พอลงน้ำก็ต้องฝึกว่าจะทรงตัวอย่างไร จะทำอย่างไรให้ควบคุมเรืออยู่ได้ในขณะที่ท่วงท่าลีลาก็จะต้องมั่นคง แข็งแรง แล้วก็สง่างามด้วย ดังนัันกว่าที่ท่านผู้ชมจะได้เห็นวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่ว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รับผิดชอบในการฝึกกำลังพลฝีพายก็ได้ฝึกซ้อมมาร่วมปี ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งซ้อมย่อยหลายครั้ง ซ้อมใหญ่หลายครั้ง แล้วก็มีการซ้อมใหญ่แบบที่แต่งกายเสมือนจริงมาแล้วเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาด้วย หลายคนบอกว่าไปดูแล้วตั้งแต่วันที่ ๗ เพราะว่าอยากเห็นว่าวันจริงแต่งกายจะสวยงามขนาดไหนนะคะ แล้ววันนี้ก็มาดูอีก ใช่แล้วค่ะต้องมาซ้ำ ครั้งเดียวไม่พอนะคะ เขาบอกว่าในการฝึกเรืออย่างที่คุณสายสวรรค์ได้กล่าวไว้ ผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญก็คงหนีไม่พ้นนายเรือ เป็นควบคุมดูแลความเรียบร้อยของเรือ โดยเป็นเรือพระที่นั่งจะมีนายเรือ ๒ คนด้วยกัน หน้าที่นายเรือก็คือนำเรือให้ปลอดภัย ดูแลกำลังในเรือ ดูแลความปลอดภัยนายเรือทั้งหมด เรื่องสำคัญก็คือนายเรือต้องควบคุมดูแลเรื่องเกี่ยวกับฝีพายฝีพาย ต้องพายให้พร้อมกัน ควบคุมให้เรืออยู่ในทิศทางที่กำหนดให้อยู่ในตำแหน่ง สถานีที่กำหนด ต้องควบคุมเรื่องเวลาที่คณะกรรมการกำหนดไว้ด้วยว่าจะต้องไปถึงจุดนั้นจุดนี้กี่โมง ถ้าหากเห็นว่าเรือของตัวเองไปไม่ทันนายเรือก็มีหน้าที่ที่จะสังเกต สั่งฝีพายให้พายเร็วขึ้น หรือช้าลง นอกจากนี้แล้วโดยเฉพาะในเรือพระที่นั่งนั้นจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษนะคะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพลสัญญาณ ก็มีหน้าที่สำคัญเช่นกัน จะนั่งอยู่ที่หัวเรือ หันหน้าเข้ามาด้านในเรือรอดูคำสั่งจากสัญญาณมือของนายเรือที่จะส่งมาว่า จะให้ฝีพายทำอย่างไร คำสั่งส่วนมากก็อย่างเช่น ฝีพายให้พายท่านกบิน พายผสม หรือว่าให้พายทางซ้าย ทางขวานะคะ แล้วที่สำคัญหนีไม่ได้คือเรื่องฝีพายเป็นกำลังพลสำคัญอย่างยิ่ง เป็นตำแหน่งสำคัญมากที่สุดในเรือ แต่ละลำก็จะมีฝีพายที่มีพละกำลังมากทีเดียว สักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นแต่ละคนมีความแข็งแรงแค่ไหนในการพายเรือแต่ละลำออกไปนะคะ ต้องมีการฝึกซ้อมอย่างที่คุณสายสวรรค์บอกว่าต้องมีการฝึกซ้อม ทั้งซ้อมย่อยซ่อมใหญ่ กว่าจะมาถึงวันนี้จะได้ปรากฏต่อสายตาต่อคุณผู้ชมว่ามีความสง่างาม แข็งแรงมากน้อยแค่ไหนนะคะ ในระหว่างการยาตราริ้วขบวน คุณผู้ชมจะสังเกตเห็นท่าพายเรือของฝีพายได้นะคะ คือจะมีหลายท่าน ๑. ก็คือท่านกบิน เป็นท่าพายที่จะยกพายขึ้นพ้นน้ำ ทำมุม 45 องศา ประดุจนกบินซึ่งถ้านกบินนี้ท่านผู้ชมจะเห็นว่าจะใช้กับเรือพระที่นั่งเท่านั้น ๒. คือท่าพลราบ จะเป็นท่าการพายโดยไม่ยกไม้พายให้พ้นขอบเรือ ซึ่งจะใช้กับเรือทุกลำในขบวนเป็นท่าพายที่ผสมกันระหว่างท่าพายนกบินกับพลราพณ์ ก็จะใช้ตอนเสด็จซึ่งเป็นการพายทวนน้ำที่ผ่าน ๆ มาก็มักจะฝึกเอาไว้เวลาที่เสด็จกลับทางชลมารคก็จะเป็นการพายทวนน้ำก็จะเป็นท่าผสม ส่วนท่าพายธรรมดาก็เป็นท่าเรือพายธรรมดาทั่วไปจะมีท่าทางที่พิเศษที่สุด และในวันนี้จะมีการใช้ท่านี้ตลอดริ้วขบวนตลอดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นไปจนถึงท่าราชวรดิฐ ก็คือท่านกบินของเรือพระที่นั่ง ซึ่งวันนี้คุณผู้ชมจับตาดูให้ดีกว่าจะฝึกซ้อมกันมาได้ร่วมปี แล้วท่านกบินวันนี้จะสวยงาม สมพระเกียรติขนาดไหนค่ะเรื่องของการเห่เรือก็สำคัญค่ะ การเห่เรือ การร้องหรือว่าออกเสียงประกอบให้จังหวะแก่ฝีพาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพายเรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกสักครู่คุณผู้ชมก็จะได้ฟังการเห่เรือที่ไพเพราะเช่นกันนะคะในช่วงของการยาตราริ้วขบวนจะไม่มีการบรรยายนะคะ จะให้คุณผู้ชมได้รับอรรถรสในการฟังกาพเห่เรือซึ่งมีทั้งหมด 3 บทด้วยกัน บทสรรเสริญพระบารมี บทที่ ๒ เป็นบทชมเรือขบวน และบทที่ ๓ คือบทชมเมือง ประพันธ์โดยค่ะ ส่วนผู้ที่เห่คือนาวาโท ณฐวัฒน์ อร่ามเกื้ออีกสักครู่เสียงจะดังกึกก้องทั่วท้องน้ำ เจ้าพระยาหลายคนถามว่าพนักงานเห่อยู่ตรงไหนก็คือจะประจำอยู่ในเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะฉลองพระองค์ด้วยทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูสิตาภรณ์ สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเสด็จเลียบพระนครพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เดิมฉลองพระองค์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยอยุทธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เครื่องต้น อย่างบรมราชาภิเษก จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสำรับนี้เป็นครั้งแรกว่า เครื่องพระราชภูษิตาภรณ์ เมื่อเสด็จเลียบพระนครจะเปลี่ยนไปใช้ว่าเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อฉสำรับนี้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีการออกพระนามฉลองพระองค์บรมขันติยนอกจากนี้จะทรงสายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ สวมใส่สร้อยจุลจอมเกล้านะคะ ส่วนผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพระราชพิธีวันนี้จะแต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายสูงสุดตามที่มีหมายกำหนดการโปรดเกล้าออกมานะคะ นี่คือจุดเริ่มต้นของริ้วขบวน ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันนี้ซึ่งคือบริเวณท่าวาสุกรีค่ะ ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัติยราชดุสิตาภรณ์ สวมใส่สร้อยจุลจอมเกล้าเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ถึงท่าวาสุกรีโดยมีรถยนต์พระประเทียบอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำรถยนตร์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังท่าวาสุกรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และพระเจ้าลูกยาเธอเข้ารับรองบริเวณท่าวาสุกรี แล้ว อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ จากรถยนต์พระประเทียบ แล้วอัญเชิญประดิษฐานในบุษบกประจำพเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเมื่ออัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ประดิษฐานแล้ว เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชก็จะเคลื่อนเพื่อเข้าริ้วขบวนจากนั้นเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ฉนวนประจำท่าวาสุกรี และเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เทียบเรือพระที่นั่งอเนกชาตุภิชงตามลำดับค่ะในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชภิเษกพุทธศํกราช 2562 นี้นี้ เรือพระที่นั่ง ๔ ลำ จะมีการใช้ที่แตกต่างกันนะคะ โดยเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนั้น ใช้เป็นเรืออัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ ๙ นำเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ส่วนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จะเป็นเรือพระที่นั่งลำทรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ยาตราไปทางพระยุหยาตราทางชลมารส่วนเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ในวันนี้จะใช้เป็นเรือพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญาประทับตามเสด็จไปในริ้วขบวนค่ะ ส่วนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ในวันนี้อัญเชิญมาเป็นเรือพระที่นั่งรอง โดยตามโบราณราชประเพณีแล้ว ในขณะที่มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จะต้องมีการจัดเรือพระที่นั่งรอไว้ในริ้วขบวนเสมอพระที่นั่งก็สามารถจะมีการใช้งาน เวลาที่จะต้องเปลี่ยนเรือพระที่นั่งด้วยปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดก็สามารถที่จะใช้เรือพระที่นั่งรองได้อย่างทันขณะนี้เรือเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ก็กำลังจะเข้าเทียบฝั่งแล้ว ซึ่งเรือพระที่นั่งเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นั้นเป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จรัชกาลที่ 5พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2512 ได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่จึงงดเข้าร่วมขบวนพระยุหยาตราทางชลมารค และปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ เนื่องจากอยู่ในสภาพทรุดโทรมมากแล้วก็แล้วเสร็จเมื่อปีพุทธศักราช 2515 หัวเรือลงรักปิดทองลายรดน้ำจำนวนมาก ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา ซึ่งเป็นที่ประทับเปลื้องเครื่อง หรือเปลื้องพระชฎากฐิน พระเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จขึ้นอีกลำลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดงค่ะ ที่เห็นภาพโดยลำดับนั้นก็เป็นเรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น ก็จะออกมาคู่กัน เตรียมเข้าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคค่ะ ถ้าจะจำแนกประเภทของเรือทั้งหมด๕๒ ลำ ก็จะแบ่งเป็นเรือประตูหน้า เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ้น เรือเสือทยานชล สวนเรือกลอง เรืออีเหลือง เรือแตงโมเรือรูปสัตว์จะมีเรือครุฑเตร็จไตรจักรก็เป็นหนึ่งในขบวนเรือรูปสัตว์มีตั้งแต่เรืออสุรวายุภักษ์เรืออสุรปักษีกระบี่ราญรานราพณ์ พาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมืองชื่อก็จะคล้องจองกัน สามารถที่จะท่องได้ มีความไพเราะมากทีเดียว นอกจากเรือพระที่นั่ง ๔ ลำที่ได้กล่าวไปแล้วก็จะมีเรือคู่ชักด้วย เรือคู่ชักก็คือเรือเอกไชยเหินหาว เรือเอกไชยหลาวทอง เรือพระราชพิธีอื่น ๆ เข้าริ้วขบวน เรือดั้ง เรือแซงเรือตำรวจด้วยค่ะ ที่เห็นนี้เป็นเรือเสือคำรณสินธุ์ซึ่งก็จะเป็นเรือพิฆาต ใช้สำหรับทำการรบโดยเฉพาะ ไม่พบหลักฐานในการสร้าง แล้วก็จำนวนที่สร้างที่ชัดเจนค่ะขณะนี้มีการเทียบเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ติดกับฉนวนท่าวาสุกรีเรียบร้อยแล้ว และเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ก็เข้าเทียบด้านข้างของเรือเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เมื่อเวลาเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จะเส็ดจพระราชดำเนินลงผ่านเรือเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ก่อนแล้วจึงจะไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ค่ะซึ่งเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์มีความงดวามกับสายตาว่ามีความงดงามเพียงใด ซึ่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักรจึงพิจารณามอบรางวัลเรือโลก แก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยคณะกรรมการองค์การ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัลเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเหรียญรางวัลประจำปี ๒๕๓๕ จากนั้นแล้วพระบาทสมเด็จชนกาธิเบตฯ ได้พระราชทานเหรียญรางวัลนี้ให้กับอธิบดีกรมศิลปากรในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลรักษาเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ค่ะเรือพาลีลั้งทวีปที่เห็นกัน จะคู่กันกับเรือเรือสุครีพครองเมืองเรือพาลีรั้งทวีปจะเป็นเรือรูปวานร แต่ถ้าเป็นเรือสุครีพครองเมืองจะเป็นรูปวานรกายสีแดง สวมมกุฎสีแดง เวลาที่ชื่อเรือคู่กัน แล้วก็สามารถที่จะอ่านแบบคล้องจองกันได้ข้อสังเกตก็คือว่าขบวนเรือนี้จะออกจากทิศเหนือมุ่งไปทิศใต้ ก็คือจากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ ถ้าเกิดว่าอยู่ฝั่งธนบุรีมักจะเป็นเรือที่ออกชื่อเป็นชื่อแรก เช่น เรือเสือทยานชลก็อยู่ทางด้านฝั่งธนบุรี พอเรือเสือคำรณสินธุ์ก็จะอยู่ทางด้านฝั่งพระนครก็จะเป็นคู่ ๆ กันไปแบบนี้ จำไม่ยากนะคะ แล้วก็จะมีชื่อเขียนไว้ด้วยในเรือแต่ละลำ ถ้ามองเห็นนะคะ อย่างบางลำจะมีความแตกต่างกันมากหน่อย ก็จะสังเกตได้ชัดเจน ในระยะไกล แต่ว่าบางลำแตกต่างกันนิดเดียว อย่างเช่น เรือเอกไชยเหินหาวกับเรือเอกไชยหลาวทองเป็นต้น คู่นี้ถ้ามองระยะไกลแล้วแยกแทบไม่ออกทีเดียวค่ะ เพราะว่าจะต่างกันเฉพาะดวงตาของตัวเหราในเรือเท่านั้นเอง ซึ่งจุดหนึ่งก็จะเป็นลำหนึ่งคือมีดวงตาสีดำ อีกลำหนึ่งก็จะเป็นดวงตาสีทองอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าวันนี้คุณผู้ชมที่รับชมการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยก็จะมีเห็นรายละเอียดแบบนี้ที่บางทีเห็นได้ยากจากระยะไกลนะคะกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ขอพระราชกราบทูลจำนวนเรือและพลดังนี้พุทธศักราช 2562 ขอประทานกราบทูล จำนวนเรือกำลังพลดังนี้ มีเรือ ๕๒ ลำ เป็นเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ กขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในโอกาสพระราชพิธีบรมราชภิเษก กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว บัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จลงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นายเรือตรีกราบฝีพายถวายบังคมขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลเรือเอก สมชาย ณ บางช้างผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ขอพระราชทานกราบบังคมทูลบัญชีพลประจำเรือ พระที่นั่งสุพรรณหงส์ดังต่อไปนี้นายทหาร ๘ พันจ่า ๓ จ่า 18 พลทหาร 37 รวม 66 นาย ข้าพระพุทธเจ้า(ผู้บรรยาย ๑) ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ นาทีที่ผ่านมาแล้วนะคะว่าริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นั้น มีความงดงามยิ่งใหญ่เพียงใด บัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จถึงยังท่าราชวรดิฐเรียบร้อยแล้ว แต่ในลำน้ำเจ้าพระยา ริ้งขบวนพระยุหยาตรยังคงนิ่งอยู่กับที่ในลำน้ำ จวบจนกระทั่งเสร็จการพระราชพิธีในวันนี้เนื่องจากในลำดับต่อไปก็จะเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกช่วงหนึ่งนะคะ การเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยขบวนราบ ซึ่งขบวบราบจะออกจากยาตราขบวนออกจาท่าราชวรดิฐ ตรงมาส่วนหน้า เลี้ยวขวาเข้าถนนหน้าพระลาน พระบรมมหาราชวัง ระยะทางประมาณ ๘๒๐ เมตรนะคะ ความยาวริ้วขบวน ๔๐๐ เมตร จะใช้เวลา 30 นาที ค่ะ ริ้วขบวนเริ่มเคลื่อนออกมาแล้วนะคะริ้วขบวนราบอาจจะถือว่าได้ว่าย่อมาจากการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ภายหลังเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการยาตราขบวนในการเสด็จไปยังวัดบวรนิเวศวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาศรีมารามและวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ครั้งนั้นรวมระยะทางทั้งสิ้น ๗.๑๕ กิโลเมตร แต่ว่าในครั้งนี้เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินจากท่าราชวรดิฐเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เรียกว่าขบวนราพณ์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที การยาตราขบวน รวมระยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร ความยาวของริ้วขบวนประมาณ ๔๐๐ เมตร คนกำลังประมาณ 800 นาย ประกอบด้วยข้าราชบริพานในพระองค์จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ สำนักพระราชวังและกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหารจะเดินในท่าเดินกึ่งสวนสนาม ประกอบจังหวัดเพลงมาร์ช ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ประกอบด้วยเพลง[เสียงบรรเลงเพลงมาร์ชราชวัลลภ][เสียงบรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล]ยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่าและเพลงสรรเสริญพระนารายณ์ โดยริ้วขบวนราบมีพลอากาศเอก สถิตเป็นผู้อำนวยการริ้วขบวนค่ะ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะประทับโดยพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปเข้าสู่ยังพระบรมมหาราชวัง บริเวณประตูวิเศษไชยศรี เข้าสู่พระที่นั่งอาภรพิโมกในพระบรมมหาราชวังโดยจะมีพระราชยานถม อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ นำริ้วขบวนราบการนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะทรงเข้าดำเนินริ้วขบวนในฐานะราชองครักษ์ประจำพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทองก็ประกอบด้วย ๓ ขบวนหลัก คือทหารเกียรติยศนำ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ แล้วก็ขบวนทหารเกียรติยศตาม ในตอนหน้า ซึ่งท่านผู้ชมเห็นอยู่ในจอในเวลานี้เป็นขบวนหน้าก็คือขบวนนำประกอบด้วยตำรวจม้านำ วงดุริยางศ์วงนำ แล้วตามด้วยกองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศนำ นะคะ ส่วนหน้าเมื่อเข้าที่แล้ว อีกสักครู่ก็จะกลับหลังหัน เพื่อรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จก่อนที่จะยาตราริ้วขบวน หลังจากที่มีการตระเตรียมเรียบร้อยแล้ว แล้วขอพระบรมราชานุญาต ในการยาตราริ้วขบวน ซึ่งบัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ยังประทับอยู่ที่พลับพลาที่ประทับรับรองของท่าราชวรดิฐนะคะ ตอนนี้เป็นส่วนนำริ้ว ส่วนนำริ้วค่ะ ส่วนนำริ้วแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนนำริ้ว ตอนเครื่องประโคมและตอนพระนำค่ะท่านผู้ชมเห็นอยู่นี้เป็น ตอนพระนำนะคะ ซึ่งเป็นริ้วพระบรมราชอิสริยยศ อันเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประดิษฐานบนพระราชยานถม ประกอบเข้าในริ้วขบวน โดยมีทหารราชองครักษ์เชิญธงมหาราชเดินนำหมู่พระราชยานพระนำนี้ค่ะ ด้านหน้าตอนพระนำก็จะมีนำริ้วแก่เจ้าพนักงานนำริ้วประตูหน้า และธงสามชาย ตามด้วยเครื่องประคองก็จะมีหมู่กลองมโหรทึกริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ บรรเลงให้จังหวะและสัญญาณนะคะ สำหรับพระราชยานถมนั้น มีแบบเช่นเดียวกับพระยานมาตร แต่หุ้มด้วยทองถม มีกระจังปฏิญาณทองคำ ลงยาราชาประดับพระราชยานองค์นี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ค่ะ บริเวณ ๒ ฝั่งของถนนมหาราช ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง ก็จะมีประชาชนมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จโดยทยอยเดินทางการเข้าพื้นที่มาเหมือนกับที่รอชมริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพราะว่ามากันตั้งแต่เช้าเหมือนกัน จุดที่อยู่ในสายตาของเรากลางภาพนี้นะคะเป็นขบวนพระบรมราชอิสริยยศหรือขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นขบวนกลาง ถ้าดูภาพตรงนี้จะเห็นที่สมบูรณ์ขึ้น โดยจะเห็นตั้งแต่ขบวนหน้า ซึ่งเป็นขบวนนำ แต่ว่าบัดนี้หันไปทางทิศใต้นะคะ เพื่อที่จะรอเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาทรับเสด็จ ก็นับเป็นความโชคดีของพวกเราชาวไทย ที่จะได้เห็นริ้วขบวนกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ชื่นชมความงดงามอย่างที่สุดแล้วในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเดือนพฤษภาคม เป็นริ้วขบวนอิสรยยศที่งดงามมากทีเดียวค่ะ แต่วันนี้จะเป็นส่วนย่อลงมา ใช่ค่ะ แม้ว่าจะมีริ้วขบวนที่ย่นย่อลงมา แต่ก็มีองค์ประกอบที่งดงาม เป็นไปตามระเบียบแบบแผนตามโบราณราชประเพณีหรือว่าขบวนนำกับขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือว่าขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นขบวนกลางตอนนี้เคลื่อนมาบริเวณถนนมหาราชแล้วนะคะ ส่วนทางด้านในอาณาบริเวณท่าราชวรดิฐด้านหน้าของพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยนั้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับขบวนส่วนพระราชยานค่ะ ในริ้วขบวนก็จะมีเครื่องสูงสำหรับประกอบพระราชอิสริยยศไม่ว่าจะเป็นฉัตร ๗ ชั้น ฉัตร ๕ ชั้นหรือว่าฉัตร ๓ ชั้น มีบังแทรก จามร และพัดโบก ซึ่งเครื่องสูงเหล่านี้เชิญไปในกระบวนแห่ตอนหน้าพระราชยานจะเรียกว่าเครื่องสูงหน้าค่ะ แต่ถ้าหากว่าเชิญไปในขบวนตอนหลังจะเรียกว่าเครื่องสูงหลังนะคะ จุดนี้ก็จะทำให้เป็นเส้นทางของริ้วขบวนราบได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าตรงจุดขวาสุดเป็นท่าราชวรดิฐค่ะเมื่อยาตราริ้วขบวนราบออกมาคือด้านซ้ายของจอ ก่อนที่จะเข้าสู่พระบรมมหาราชวังค่ะ ประชาชน ๒ ข้างทาง ก็ได้ชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีแล้วก็พระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิดทีเดียวในวันนี้ แล้วก็อากาศดีเป็นใจด้วย ไม่ร้อนนะคะวันนี้ ใช่ค่ะ สำหรับท่าราชวรดิฐนั้นก็เป็นท่าน้ำที่สำคัญ เป็นท่าน้ำริมพระบรมหาราชวังเป็นท่าสำหรับเทียบเรือพระที่นั่ง เดิมเป็นตำหนักน้ำค่ะ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้รื้อพระตำหนักน้ำแล้วปรับพื้นที่สร้างหมู่พระที่นั่งขึ้น ๔ องค์ พระราชทานนามคล้องจอกันว่า พระที่นั่งคลังชพิมาน พระที่นั่งทิพสถานเทพสถิตก็คือองค์นี้ และพระที่นั่งอนงค์ในสราญรมย์ แล้วพระราชทานนามพื้นที่ทั้งหมดนี้ว่า ราชวรดิฐ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ทรุดโทรมตามกาลเวลา จึงทรงโปรดให้รื้อออก พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ซึ่งเป็นท้องพระโรงฝ่ายหน้าลักษณะเป็นพระที่นั่งโถง มุงกระเบื้องสี ประดับใบระกา หางหงส์ค่ะ ในการเสด็จพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้นพระมหากษัตริย์มักเสด็จพระราชดำเนินมาลงประทับเรือพระที่นั่ง ส่วนการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางชลมารคในรัชกาลปัจจุบัน ก็เสด็จราชดำเนินจากท่าวาสุกรี มาเสด็จขึ้นที่ ท่าราชวรดิฐดังที่ท่านได้ชมอยู่ตามช่วงเวลาตามลำดับมานี้ค่ะ ที่คุณผู้ชมได้เห็นอยู่ไกล ๆ นั้น ก็คือเกยนั้นเอง เสด็จขึ้นหรือว่าลงจากพระราชพาหนะ เช่น ช้าง ม้า พระราชยาน คานหามต่าง ๆ ของเกยขึ้นอยู่กับพระราชพาหนะ บางครั้งเกยจะสร้างเป็นถาวรวัตถุเชื่อมต่อชาลาพระที่นั่ง หรือว่าฐานไพรธีพระอุโบสถ ถ้าหากว่าเป็นเกยสำหรับทรงข้างพระที่นั่ง จะมีเสาสำหรับยืนช้างด้วย เรียกว่า เกยพระคชาทาน หรือว่าเกยที่ตั้งอยู่โดด ๆ เรียกว่า ส่วนเกยลาก็เป็นเกยขนาดเล็กที่ยกไปไหนมาไหนได้ค่ะ พระราชยานที่เชิญมาเทียบไว้ บริเวณเกยของท่าราชวรดิฐนี้ก็จะเป็นพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานองค์สำคัญ เป็นพระราชยานทรงมีเจ้าพนักงานแบกห้าม 16 นาย มีผู้กำกับพระราชยาน และเจ้าพนักงานกำกับพลแบกหาม เป็นผู้กำกับดูแล และจัดเจ้าพนักงานแบกหามสำรองสำหรับพลัดเปลี่ยน๑ ชุด รวมทั้งเจ้าพนักงานถือม้ารองประจำพระราชยาน ๘ นาย ขนาบข้างพระราชยานพุดตานทอง มีข้าราชบริการในพระองค์ปฏิบัติหน้าที่เป็นคู่เคียงทั้ง 2 ฝั่งนะคะ ส่วนพระราชยานถ้าองค์ประกอบโดยรวมจะแบ่งเป็น ๓ ตอนการเดินด้วยกัน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหัตทองขวางหน้า ต่อด้วยตอนพระราชยาน และตอนเครื่องสูงหักทองขวางหน้า เป็นริ้วเชิญฉัตรเครื่องสูงหักทองขวาง ซึ่งจะเชิญอยู่พระหน้าพระราชยานทรง๒ สายทั้งซ้ายและขวาเชิญพระแสงสำคัญ ๖ องค์ เดินเป็นสายกลาง เชิญอยู่ระหว่างเครื่องสูงด้วย เรียกว่าริ้วพระแสงหว่างเครื่องหน้าเชิญพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานทรง มีฉัตรกันพิลมซึ่งเป็นฉัตร๓ ฉัตร ที่ลงอักขระเลขยนต์เป็นสิริมงคลในริ้วขบวน ต่อด้วยกลับสัญญาณ ให้สัญญาณควบคุมการปฏิบัติในริ้วขบวน จากนั้นเป็นผู้บริขบวนและพราหมณ์เป่าสังข์ลำดับถัดไปจะเป็นริ้วพระตำรวจ จ่าพระองค์นำเสด็จ จำนวน ๑๖ นาย ตามด้วยนายทหารราชองครักษ์ เชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ และธงชัยพระครุฑพ่าห์ แล้วจึงจะเป็นหมู่พระราชยานพุดตานทอง นี่ก็เป็นการเข้าประจำริ้วขบวนในส่วนของพระราชยานนะคะ เตรียมยาตราริ้วขบวนหลังจากเสด็จพระราชดำเนินพลับพลาที่ประทับรับรอง ประทับพระราชยานพุดตานทองและขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับจะทรงพระแสงขรรค์ชัยศรีด้วยนะคะ ซึ่งพระแสงขันชัยศรี โบรารณที่จมอยู่ในทะเลสาบที่เมืองเสียมราฐได้พระขรรนี้มา ผู้สำเร็จราชการเมืองเขมรสมัยนั้นซึ่งเห็นเป็นสิ่งสำคัญจึงให้กรรมการเมืองเชิญเข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และโปรดให้ทำด้ามและฝัก พระราชทานชื่อว่า พระแสงขรรค์ไชยศรีนี้ ใบพระขรรค์กลางใบยกเป็นสันยาว ตั้งแต่โคนไปจรดปลายนะคะ ส่วนโคนใบค่อเล็กน้อย แล้วก็ปลายแหลม มีคมที่ใบพระขรรค์ทั้ง ๒ ข้าง พระขรรจำหลัก อยู่ในเรือนแก้ว ส่วนกั่นพระขรรค์ ลวดลายลงยาราชาวดี มีฝักไม้ทำด้วยไม้หุ้มทองคำจำหลักด้วยลวดลาย ประดับอัญมณีต่างสี อีกสักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นนะคะ ในหมู่พระราชยานจะมีการเชิญพระกลด บัดโบก บังพระสูรย์ และพระทวย เคียงข้างพระราชยานและเชิญพระแสงซึ่งเป็นพระแสงสำคัญคู่เคียงพระราชยาน ของพระราชยานด้วยนะคะ ได้แก่ พระแสงดาบคาบค่าย ด้านหน้าฝั่งขวาส่วนคู่หลังเป็นพระแสงดาบอัศดาภานร ลายมงคล ๘ ในช่วงของการยาตราริ้วขบวนจะมีองค์ประกอบ ซึ่งเป็นริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ในรายละเอียดมากมายที่ผู้ชมจะถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งตลอดที่จะได้ชมการถ่ายทอดตลอดการยาตราริ้วขบวน และที่สำคัญก็คือในวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี จะเสด็จริ้วขบวนราบ ตำแหน่งราชองครักษ์ในพระองค์ เคียงพระราชยานพุดตานทองฝั่งซ้าย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาเสด็จในริ้วขบวนราบตำแหน่งราชองครักษ์ในพระองค์คู๋เคียงพระองค์ในฝั่งขวาค่ะ เมื่อสักครู่เราได้เห็นภาพที่เป็นริ้วขบวนเชิญเครื่องราชูปโภคตามด้วยนะคะ ซึ่งเครืองราชูปโภควันนี้เชิญเข้าจำนวน ๑๖ รายการค่ะ ได้แก่ พาน พระขันธ์หมากทองคำ ลงยาองค์ใหญ่เครื่องพร้อม พระมณฑป พร้อมพานรอง มีพระจอก พระสุพรรณศรีลงยาบัวแฉก พระสุพรรณราช พระมณดกลงยาไม้ ๑๒ ทองคำลงยาไม้ ๑๒ พระสุพรรณราช พระเต้าทักษิโนทกลงยาองค์ใหญ่ พานเครื่องพร้อม หีบพระร่วงจงโก ประดับเพชรเครื่องพร้อม หีบพระร่วงทองคำลงยา โถพระกระยาเสวยขันธ์พระสุธารสเย็น พร้อมพระจอก กาพระสุธารสเย็นพระสุวรรณพิงค์พาน พร้อมพานทองคำลงยา ไปยังพระบรมมหาราชวัง เจ้าพนักงานจะรัวกรับครั้งที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยาตราริ้วขบวนหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยโดยมีพระราชยานถม พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ นำริ้วขบวนราบค่ะในการยาตราริ้วขบวนราบนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จะเสด็จประทับรถยนต์พระที่นั่งเลี้ยวขวาถนนมหาราช เลี้ยวซ้ายถนนท้ายวัง เลี้ยวซ้ายถนนสนามไชย ไปยังถนนพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูศักดิ์ชัยสิทธิ์ ประตูเหล็กเพประตูเหล็กกล้าประทับพักพระอิริยาบทพระที่นั่งยาตราเข้าสู่พระบรมมหาราชวังแล้ว ทั้ง ๒ พระองค์ก็จะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ซึ่งจะทรงในการเสด็จขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคคุณผู้ชมคงจะได้เห็นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้วนะคะ ด้านข้างมีสายทอง รัดไว้ให้คงรูปทรงทำด้วยสักราด หรือว่านกหรือว่านกในอดีตแถบทวีปยุโรปมาประดับอย่างแพร่หลาย แล้วก็มีความเชื่อปรากฏในป่าพิมพาน ยังมีชื่ออีกหนึ่งว่านกการวิกซึ่งล้อมรอบเขาพระสุเมรุชั้นที่ ๓ เหนือเมฆ แล้วก็มีเสียงร้องที่ไพเราะอย่างยิ่ง หากนกเสียงได้ยินได้ฟังไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือว่าสัตว์จะหยุดนิ่งพระพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ได้ดำเนินมาจนถึงพระราชพิธีเบื้องปลายนะคะ หากวันนี้การพระราชพิธีเสร็จสิ้นเรียบร้อยจึงจะนับได้ว่าการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสร็จสิ้น สมบสมพระเกียรติและเป็นไปตามโบราณราชประเพณีทุกประการซึ่งพิธีเหล่านี้ก็ได้ถ่ายทอดสู่สายตาของประชาชนชาวไทยรวมทั้งถ่ายทอดไปยังทั่วโลก ซึ่งเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างยิ่ง ได้เห็นพระราชประเพณีโบราณทีงดงาม แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกก็ว่าได้นะคะ โดยเฉพาะเรื่องของการเห่เรือในวันนี้ซึ่งนับได้ว่าเรื่องของเรือหรือว่าโขนเรือนั้นก็เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นนาวาสถาปัตย์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งศิลปะศิลปะนาวาสถาปัตยกรรมนั้น ก็ประกอบไปด้วยศิลปะหลากหลายแขนง ได้แก่ศิลปะนาวาอารยธรรม รูปทรงลำเรือที่สง่างาม ภูมิฐาน ได้ใช้อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งเรือสุพรรณหงส์ได้รับเหรียญรางวัลมรดกทางทะเล ซึ่งพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่งดงามสมบูรณ์แบบต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่คนไทยควรจะภาคภูมิใจแล้วก็หวงแหน มรดกวัฒนธรรมนี้ด้วยการอนุรักษ์และสืบทอดชั่วกาลนานค่ะ บริเวณภายในพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยก็จะประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี และภริยา ท่านประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งท่านพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอยู่นะคะนะคะ ภาพประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เชื่อว่าจะคงอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทย แล้วก็เป็นที่บอกเล่า สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ ที่ใช้เรือพระราชพิธีจำนวน ๕๒ ลำ ๕๒ ลำ ลอยล่องอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรี จนถึงท่าราชวรดิฐบางช่วงบางตอนที่ชมจากจอยังนึกว่าเป็นภาพวาดหรือว่าจิตรกรรมด้วยซ้ำไป วันนี้อากาศดี บรรยากาศดี แล้วก็มีประชาชนมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จทุกคนสวมใส่เสื้อสีเหลืองมาพร้อมกันเหมือนแต่งแต้มให้ภาพวาดนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เรือพระที่นั่งรวมทั้งเรือพระราชพิธีทุก ๆ ลำ มีอายุเก่าแก่ยาวนาน เฉพาะเรือพระที่นั่ง ๔ ลำนี้มีเฉพาะเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณสร้างขึ้นหลังสุด มีอายุ ๒๓ ปี ส่วนอีก ๓ ลำนั้น มีอายุระหว่าง 95-108 ปี เพราะฉะนั้นการที่จะบูรณะ ซ่อมแซม ดูแลรักษา ให้สามารถที่จะถวายงานได้อย่างยิ่งใหญ่ สมบูรณ์เรียบร้อยราบรื่นแบบนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายพร้อมอกพร้อมใจกัน เพื่อที่จะสืบสานวัฒนธรรมนี้ไว้ หรืออื่น ๆ ในขบวนก็เช่นเดียวกัน หรือเรือรูปสัตว์ก็สร้างมานานนับ 100 ปี เช่นเดียวกันค่ะ เป็นมรดกภูมิปัญญาและศิลปะวัฒนธรรมของชาติที่ไม่อาจประเมินค่าได้เลยค่ะ เป็นภาพบรรยากาศแห่งความงดงามตระการตาของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยศิลปกรรม ปติมากรรม ที่วิจิตรบรรจงในการสลักเสลาจนเป็นลำเรือที่อ่อนช้อย งดงาม เมื่อนำมาผนวกกับการเห่เรือที่ถูกร้อยเรียงถ้อยคำอันสละสลวย ประกอบกับการพริ้วไหว ความพร้อมเพียงของฝีพายทำให้ความงดงามเป็นอย่างยิ่งค่ะ [เอ้าวยูในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการยาตราริ้วขบวนราบออกจากท่าราชวรดิฐเลี้ยวซ้ายไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวัง เลี้ยวขวาถนนอมรวิถีเลี้ยวซ้ายเทียบพระราชยานพุดตานทอง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารออกจากพระที่นั่ง ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งกำแพงแก้วไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ประทับพักพระราชอริยะตามพระราชอัธยาศัยก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับค่ะ ท่านผู้ชมจะเห็นว่าขบวนเรือยังคงประจำอยู่กับที่นับตั้งแต่ยาตราจากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐจนกว่าจะเสร็จสิ้นการพระราชพิธีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทุกพระองค์เสด็จกลับแล้ว ขบวนจึงจะกลับยังที่ตั้ง ซึ่งวันนี้เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับทุก ๆ คน ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ฝึกซ้อม แล้วก็มีความมุ่มมั่นอดทนอย่างสูงยิ่ง เพื่อที่จะถวายงานในครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรตินะคะ และนับจนถึงนาทีนี้ซึ่งเป็นช่วงท้ายของการถ่ายทอดสดแล้วเราก็ยังคงเห็นทุกคนนั้นยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ด้วยสมาธิและด้วยความจงรักภักดีค่ะวันนี้เราได้เห็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช ๒๕๖๒ ประกอบไปด้วยริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่จากท่าราชวรดิฐและริ้วขบวนราบในการเสด็จพระราชดำเนินจากท่าราชวรดิฐเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เราได้เห็นความประณีตงดงาม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมไทยที่ผ่านการสืบทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ และควรค่าที่ชาวไทยจะได้เรียนรู้ และรำลึกถึงประวัติศาสตร์ ตลอดจนคุณงามความดีของบรรพชน และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ที่ทรงปกปักษ์รักษาอาณาประชาราษฎร์และทรงทนุบำรุงแห่งศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไว้ด้วยพระบารมีให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศถึงความเข้มแข็งและงดงามในความเป็นไทยค่ะ และทั้งหมดนี้ก็คือพระราชพิธีเบื้องปลายแห่งพระราชพิธีในการเสด็จเถลิงถวัยล์ราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณ์อดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหากษริตย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ค่ะค่ะ ก่อนจบการถ่ายทอดสดในวันนี้ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขอนำคุณผู้นำติดตามชมของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคและขบวนราบในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะ วันนี้คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง ร้อยเอก นายแพทย์ ยงยุทธ พร้อมทีมถ่ายทอดสดต้องขอลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ ----------------------