สุวรรณหงส์ลอยรั้งการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์ NBTได้จัดทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ชุด ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคสำหรับในวันนี้เสนอตอนเรือพระที่นั่งมีกขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2562 มีการจัดริ้วขบวนออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ประกอบด้วยสายกลาง ๒ ริ้ว สายใน ๒ ริ้ว และสายนอก 2 ริ้ว โดยริ้วสายกลางประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งลำปัจจุบันได้สร้างขึ้นใหม่ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และแล้วเสร็จในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อพุทธศักราช 2554โบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ คือเรือศรีสุพรรณหงส์หรือเรือพระที่นั่งชัยสพรรณหงส์โดยในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ปรากฏชื่อสุวรรณหงส์ และในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ หัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นี้รูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงลักปิดทอง ประดับกระจก มีภู่ห้อย ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับ เรียกว่าบัลลังก์กัลยาสำหรับพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูงเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชในรัชสมัย รัชกาลที่ 3 แต่เริ่มใช้ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในรัชกาลที่ 4 ปรากฏชื่อว่าเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชอนันตนาคราช ส่วนเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลำปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ลักษณะโขนเรือด้านหัวเรือ จำหลักรูปพญานาค 7 เศียรประดับกระจก ท้องเรือภายในทาสีแดง ภายนอกทาสีเขียว กลางลำเรือเป็นบุศบกเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหรือผ้าพระกฐินชื่อเรือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช นี้อนันตนาคราชะ มาจากคำ 3 คำ คือ อนันตะ แปลว่า ไม่สิ้นสุดหรือความเป็นนิรันดร นาค แปลว่า นาค หรืองูแปลว่า เจ้านาย หรือพระราชา ดังนั้นอนันตนาคราชจึงหมายถึง ราชาแห่งนาคหรืองูทั้งหลาย เรือพระที่นั่งอเนกภุชงค์ รัชกาลที่ ๕ มีชื่อเรียกมาจากคำภาษาสันษกฤติว่า อนิกชาตะภุชงคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิดซึ่งสอดคล้องกับหัวเรือที่ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็ก ๆ จำนวนมาก ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทางสีแดง หัวเรือลงรักปิดลงรักปิดทองลายรดน้ำ ตอนกลางลำเรือมีบัลลังก์กันยาซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ชื่อมีความหมายเดียวกันกับพระวิษณุทรงครุฑ ซึ่งนารายณ์เป็นพระนามหนึ่งของพระวิษณุ ส่วนสุบรรณ เป็นชื่อเรียกครุฑโขนเรือด้านหัวเรือพระที่นั่ง จำลักรูปพระวิษณุบ่งบอกอิทธิพลศาสนาฮินดู อินเดียที่่มีแต่ประเพณีนิยมต่อแผ่นดินไทย เบื้องใต้ครุฑยังมีช่องสำหรับปืนใหญ่และกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัลยาในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก2562 การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 มีเรือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง และเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ โดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 44.90 เมตร กว้าง 3.01 เมตร ลึก 0.94 เมตร ใช้กำลังพลรวม 71 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย ผู้ถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย ผู้ขานยาว 1 นาย ผู้ถือฉัตร7 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง 7 นาย ด้วยความงดงามในศิลปกรรมเป็นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และเป็นเรือที่เป็นประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความมีอัจฉริยะในการต่อเรือของช่างไทยโบราณและแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติอย่างดียิ่งสหราชอาณาจักรจึงพิจารณาเรือโลกแก่พระที่นั่งสุพรรณหงส์สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย NBT ได้จัดทำสารคดีชุดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพิธีพพุทธศักราช 2562 ซึ่งการพระราชพิธีเบื้องปลายจะเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 สารคดีวันนี้เสนอเรือรูปสัตว์เรืออสูรวายุภักดิ์ และเรือกระบี่เรือรูปสัตว์ประเภทเรือแสนยากร เรือรูปสัตว์ ประเภทเรือ เหล่าแสนยากร ด้านหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์จริงและสัตว์ในเทพนิยายเป็นเรือที่ใช้ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ความเป็นมาของเรือรูปสัตว์ของไทย สันนิษฐานว่าได้รับมาจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้น มีการใช้รูปสัตว์ เช่น ราชสีห์ คชสีห์ ครุฑนาค เป็นตราประจำตำแหน่งของเสนาบดี ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายศักดินา ซึ่งตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ พุทธศักราช 2198 จะเห็นได้ว่าเรือเสนาบดีและเรือประตูทั้งสิ้น ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรือรูปสัตว์อยู่ในริ้วสายในมีจำนวน 8 ลำ ขนาดริ้วสายกลางเป็นคู่ จำนวน ๔ คู่ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์คู่เรือกระบี่รานรอนราบ เรือพาลีรั้งทวีป คู่เรือสุครีพครองเมืองและเรือครุฑเหินเห็จคู่เรือครุฑเตร็ดไตรจักร โดยเรือคู่แรก คือเรืออสุรวายุภักษ์ อสรุปักษีเรือ 2 ลำนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เรืออสุรปักษีได้ใช้ชื่อว่าเรืออสุรปักษีสมุทรหรืออสูรปักษา ชื่อเรือมาจากคำภาษาสันสกฤต อสุรยุภักษ์คืออสูรผู้มีลมเป็นอาหาร อสุรปักษี แปลว่า อสูรผู้เป็นนกของเรือทั้ง 2 ลำมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือมีกายเป็นนก มีหัวเป็นนาคหรือยักษ์ ลงรักปิดทองประดับกระจกหน้า มือ และเท้า เป็นสีคราม ส่วนอสุรปักษี หน้ามือและเท้าเป็นสีเขียว แต่ละลำมีความยาว 31 เมตร กว้าง ๒.๐๓ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๒ เมตร มีกำลังพลลำละ 57 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 40 นาย ผู้ถือธงท้าย พลสัญญาณ ๑ นาย ผู้กระทุ้งเส้า ให้จังหวะ ๒ นาย และผู้ตีกลองชนะ ๑๐ นาย เรือคู่ที่ 2 คือเรือกระบี่ปราบเมืองมารและเรือกระบี่รานรอนราพณ์ โดยสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ๒ ลำนี้สะท้อนความรับรู้วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ โขนเรือด้านหนึ่งของเรือกระบี่ปราบเมืองมาร เป็นรูปวานรลิง มีกายสีขาว ไม่สวมเครื่องประดับหัว ส่วนเครื่องประดับกายและผ้านุ่งลงรักปิดทองประดับกระจก ชื่อเรือทำให้ทราบว่าเป็นลูกของหนุมาน ทหารเอกของพระราม ผู้นำกองทัพวานรโขนเรือด้านหัวเรือของเรือกระบี่รานรอนราพณ์ เป็นรูปวานรลิง มีกายสีดำไม่ทรงเครื่องประดับหัว และผ้านุ่งลงลักปิดทองประดับกระจก ชื่อเรือทำให้ทราบว่าเป็นรูปของนิลภัทร ขุนกระบี่ผู้นำกองทัพวานร ต่อสู้กองทัพของราพณ์ ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของทศกัณฑ์ในมหากาพย์รามายณเรือทั้ง ๒ ลำ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งนี้จากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ สร้างความเสียหายให้กับเรือพระราชพิธีทั้ง ๒ ลำ กรมศิลปากรจึงดำเนินการตัดโขนเรือ ทั้งหัวเรือ และท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ ต่อมาในปี ๒๕๐๘ กรมศิลปากรจึงร่วมกันต่อเรือ ๒ ลำนี้ใหม่ โดยใช้โขนเรือ หัวเรือเดิมมาประกอบ โดยแต่ละลำมีความยา 26.80 เมตร กว้าง 2.01 เมตร ความลึกถึงท้องเรือ 0.51 เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือลำละ ๕๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีมือ ๓๖ นาย ผู้ถือธงท้าย 1 นายผู้กระทุ้งเส้าให้จังหวะ 1 นาย และผู้ตีกลองให้จังหวะ 10 นาย สำหรับเรือรูปสัตว์ อีก ๔ ลำ คือเรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเตร็ตไตรจักร จะนำเสนอในวันต่อไปพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ในการพระราชพิธีเบื้องปลาย การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เฉลิมพระเกียรติ ชุดพยุหยาตราทางชลมารค ในวันนี้เสนอตอนเรือคู่ชัก เรือเอกชัยเหินหาว และเรือเอกชัยการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ประกอบด้วยเรือพระราชพิธีทั้งหมด ๕๒ ลำ จัดรูปขบวนเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาม ประกอบด้วยสายกลาง 1 ริ้ว สายใน และสายนอก 2 ริ้ว โดยริ้วสายใน มีจำนวน 14 ลำ ขนาบข้างริ้วกลางซึ่งเป็นริ้วเรือพระที่นั่ง ประกอบด้วยเรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชน และเรือเสือคำรณสิงเป็นเรื่องพิฆาตเป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ปิดท้ายสายในด้วยเรือคู่ชักเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง สำหรับเรือคู่ชัดมีหน้าที่ลากเรือพระที่นั่งทรง ชักรากเรือพระนี่นั่งทรงเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นหรือขึ้น โดยลำที่อยู่ทางเบื้องขวา เฉียงไปทางท้ายของเรือพระที่นั่งทรงคือเรือเอกไชยเหินหาวและลำที่อยู่ทางเบื้องซ้ายเฉียงไปทางท้ายของเรือพระที่นั่งทรง คือเรือเอกไชยหลาวทอง เรือเอกชัยเหินหาวและเรือเอกชัยราวทองตามรูปลักษณ์ปัจจุบัน สร้างขึ้นครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดความเสียหายกับเรือพระราชพิธีทั้ง ๒ ลำนี้เป็นอย่างมาก กรมศิลปากรจึงได้ตัดโขนเรือดด้านหัวเรือและท้ายเรือเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ กระทั่งปี 2508 กองทัพเรือและกรมศิลปากรได้ร่วมกันต่อเรือ ๒ ลำนี้ขึ้น โดยใช้โขนเรือ หัวเรือเดิมมาประกอบ มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก เชิดสูงงอนขึ้นไป ลงรักปิดทอง เขียนลายรดน้ำรูปเหรา ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนาน ลักษณะคล้ายมังกรแต่มีหัวเป็นงูหรือนาค ที่ต่างกันเป็นที่สังเกตได้ คือสีดวงตาของเหรา เรือเอกชนเหินหาวดวงตาสีทองส่วนเรือเอกไชยหลาวทอง ดวงตาสีดำ โดยชื่อเรือเอกไชยเหินหาว มีความหมายว่าชัยชนะสูงสุดทยานสู่ท้องฟ้า หลาวทองมีความหมายว่า เรือทองที่บรรจงสร้าง โดยการหลาวหรือเหลาอาวุธทองคำที่นำชัยชนะ มีความยาว 27.50 เมตร กว้าง ๑.๙๗ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๐ เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือลำละ ๔๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 38 นาย ผู้ถือธงท้าย 1 นาย และพลสัญญาณ 1 นาย สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทสไทย ได้จัดทำสารคดีชุดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งการพระราชพิธีช่วงปลายโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ สารคดีในวันนี้เสนอตอนเรือพระราชพิธีอื่น เรือดั้ง เรือแซงและเรือตำรวจค่ะ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งกองทัพเรือได้มีการฝึกซ้อม เพื่อให้เป็นไปอย่างพร้อมเพรียงสง่างาม และพร้อมเพรียงที่สุด โดยจัดรูปขบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สายได้แก่ สายกลาง 1 ริ้ว สายใน 1 ริ้ว สายนอก๒ ริ้ว ประกอบด้วยเรือพระราชพิธีทั้งหมด๕๒ ลำ แบ่งประเภทของเรือออกเป็นประตูหน้า 4 ลำ เรือกลอง 2 ลำ เรือรูปสัตว์ 2 ลำ เรือพระที่นั่ง 4 ลำ เรือคู่ชัก 4 ลำ และเรือพระราชพิธีอื่น ๓๒ ลำ สำหรับเรือพระราชพิธีอื่นประกอบด้วย เรือดั้ง เรือแซง และเรือตำรวจ ทำหน้าที่ในการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เรือดั่งทำหน้าที่เป็นเรือป้องกันขบวนเรืออเรือดั้งจึงหมายถึงเรือหน้า มีจำนวน 22 ลำ มีพระตำรวจหลวงนั่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีเรือประตูหน้าและเรือพิฆาตเลียบพระนครก็จะเป็นประธานเรือในพิธีบวงสรวงแม่ย่านาง ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพิธีบรมราชภิเษกตอนนี้ผมอยู่ที่กรมทหารเรือ โดยช่วงเช้าวันนี้ทางกองทัพเรือก็ได้มีการจัดพิธีไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลวันนี้พลเรือเอก รือชัย รุดดิษฐ์เดินทางมาเป็นประธานในพิธีบรวงสรวงในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่อู่หมายเลข 1 อู่ทหารธนบุรีโดยการบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ เป็นพิธีที่สืบทอดต่อกันมาเป็นพิธีกรรมในการยอมรับนับถือและให้การคารวะบูชาต่อพระภูมิเจ้าที่ที่ปกปักรักษาดูแล คุ้มครอง ป้องกันสถานที่นั้น ๆ พิธีเป็นการสวดอาราธนาและเทพพรหมเทวา ผู้เป็นใหญ่ในทิศทั่วทั้ง ๔ สถานประกอบพิธีนั้น ๆ โดยพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณแล้ว ว่าเรือแต่ละลำมีแม่ย่านางเรือสิงสถิตอยู่ คุ้มครองป้องกันหรือปกปักรักษาที่จะเกิดแก่เรือ ก่อนออกเรือทุกครั้ง ไปใช้งานจึงมักจะทำพิธีเซ้นไหว้หรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อนเพื่อเป็นสิริมงคล และเป็น ขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือต่อเนื่องกันมา โดยช่วงบ่ายเป็นการจัดพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 กองทัพเรือได้จัดเรือพระราชพิธีทั้งสิ้น๕๒ ลำ รวมถึงเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง สุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ รัชกาลที่ 9 เรืออเนกภชงโดยเรือพระราชพิธี 52 ลำ จะมีเริ่มตั้งขบวนเรือในเวลา 15.00 นาฬิกาโดยหัวขบวนเรือพระราชพิธีจะอยู่ที่บริเวณส่วนท้ายขบวนเรือนั้นจะอยู่ที่บริเวณโรงแรมริเวอร์ไซส์ครับ พอครบขั้นตอนในวันนี้