--- title: แถลงการนายก วันที่ 10 เมษายน 2563 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 เวลา 17.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ... Ր (พลเอก ประยุทธ์) สวัสดีพี่น้องประชาชนที่เคารพรักยิ่งนะครับ วันนี้ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ขอรายงานความคืบหน้าของมาตรการต่าง ๆ ที่ได้สั่งการ และรัฐบาลได้มีมติในแต่ละด้านดังนี้นะครับ ประกอบด้วยด้านการแพทย์และสาธารณสุขประกอบด้วยมาตรการลดการแพร่กระจายของไวรัส Covid-19 ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์เพื่อการเพิ่มระยะห่างทางสังคม Social Distancing นะครับ และส่งเสริมการทำงานที่บ้าน Work from home รวมถึงกลไกการทำงานที่ขันแข็งของสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อสม. กว่า 1,000,000 คนทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เหมือนมดงาน ในการทำ delivery หยิบยื่นสุขภาพที่ดีไปถึงหน้าบ้านทุกครัวเรือน มุ่งเน้นผู้ที่กักตัว และระวังเชื้อ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นับเป็นระบบสาธารณสุขพื้นฐานที่จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ต้องขอขอบคุณ อสม. นะครับ ที่เข้มแข็งทุกคน สำหรับมาตรการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของพวกเรานั้น โดยรักษาผู้ติดเชื้อโดยรัฐบาลได้จัดหาหน้ากากอนามัย N95 เพิ่มอีก 200,000 กว่าชิ้นนะครับ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถอบความร้อนจากรังสี UV-C นะครับ เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำได้ถึง 4 ครั้ง ปัจจุบันโควตาหน้ากากอนามัยสำหรับหมอและพยาบาลทั่วประเทศ อยู่ที่ 1.5 ล้านชิ้นต่อวัน ส่วนหน้ากากผ้าสำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ที่ไม่มีอาการป่วยได้ให้แต่ละชุมชน ผลิตเพื่อแจกจ่ายกันเอง คนตามเป้าหมายแล้ว กว่า 50 ล้านชิ้น ซึ่งถือว่าเพียงพอ สำหรับหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า N95 และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เหล่านี้ ศบค. จะมีข้อมูลตั้งแต่โรงงานผลิต การจัดส่งโดยบริษัทไปรษณีย์ไทย ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ไปจนถึงขั้นกระจายในพื้นที่ ประชาชนสามารถตรวจสอบขั้นตอนได้นะครับ ส่วนการนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศจีนและญี่ปุ่นที่ผ่านมา ดำเนินการไปแล้ว 5 ครั้ง รวม 187,000 เม็ดนะครับ และอยู่ระหว่างการจัดหาเพิ่มเติมอีก 200,000 เม็ด นอกจากนี้การจัดเตรียมเตียงเพิ่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับดูแลผู้ป่วยจำนวน 98 แห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการหาห้อง ICU เพิ่มอีก 80 เตียง เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต รวมทั้งความพร้อมในการเฝ้าระวังของรัฐ ทั้งในกรุงเทพฯ และในส่วนภูมิภาค ซึ่งจะสามารถรองรับได้ประมาณ 20,000 คน ที่ผมให้ความสำคัญอย่างมาก ก็คือการป้องกันไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องติดเชื้อเพิ่มเติมขึ้นอีก ในด้านการป้องกัน และการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการรักษาความมั่นคง ประกอบด้วยการจำกัดการเดินทางระหว่างจังหวัด และการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี4 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ ศบค. ได้จัดกำลังพลกว่า 20,000 นาย ตั้งจุดตรวจต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากพี่น้อง ประชาชน ดีขึ้น เพิ่มขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ฝ่าฝืน มั่วสุม ชุมนุมกัน กว่า 6,500 ราย ในช่วงวันที่ 3 ถึงวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งไม่เป็นที่น่าพอใจนัก นะครับ เนื่องจากถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ในแง่การจำกัดการแพร่ระบาดของโรค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ใช้กฎหมายเพิ่ม หรือประกาศเวลาเคอร์ฟิวให้มากขึ้น บุคคลที่ขาดจิตสำนึกเหล่านี้ รวมทั้งขาดความรับผิดชอบด้วยนะครับ ก็จะเป็นผู้ที่ทำให้พ่อแม่พี่น้อง ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ และคนส่วนใหญ่ต้องลำบากในช่วงเวลานี้ ผมขอเตือนนะครับให้แก้ไขพฤติกรรมตัวเอง ศบค. นั้นยังไม่มีแนวความคิดที่จะขยายเวลาเพิ่มเติม หรือเพิ่มการห้ามออกนอกเขตเคหะสถานในเวลานี้นะครับ ด้านการควบคุมสินค้า มีสถิติการร้องเรียน การกักตุนสินค้า การร้องเรียนการขายสินค้าราคาแพง การกักตุนสินค้า และการปฏิเสธการขายสินค้าโดยไม่มีเหตุผล มีจำนวนมากนะครับ 4 เดือนที่ผ่านมานั้น เราสามารถจับกุมและดำเนินคดีการขายสินค้าเกินราคาได้ 20 ราย การไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้า 36 ราย การจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำ หรือสูงเกินสมควร จนทำให้เกิดความปั่นปวน จำนวน 75 รายเป็นต้น นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ที่มีการประกาศให้หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือแอลกอฮอล์เป็นสินค้าควบคุม มีสถิติการจับกุมเกี่ยวกับหน้ากากอนามัย และเวชภัณฑ์ ถึง 334 คดี ยึดของกลางเป็นหน้ากากถึง 3,300,000 ชิ้น แอลกอฮอลล์มากกว่า 300,000 ลิตร COVID-19 60,000 ชุด และเครื่องวัดอุณหภูมิกว่า 4,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 177 ล้านบาทนะครับ ด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ หลักการสำคัญก็คือวันนี้เราต้องรอด วันข้างหน้าเราก็ต้องกลับมาเข้มแข็ง รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการและเยียวยาทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 1 และ 2 ซึ่งถือเป็นระยะเร่งด่วน สำหรับประชาชนทุกกลุ่มไปแล้ว รัฐบาลได้ออกมาตรการเพิ่มเติมในระยะที่ 3 อีก และเตรียมความพร้อมของประเทศในทุกมิติ 1,900,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของ GDP ประกอบด้วย 1. การออกพระราชกำหนด ให้กระทรวงการคลัง กู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยครอบคลุม 3 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนงานด้านสาธารณสุข เพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค และสนับสนุนการทำงานและงานวิจัย แผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ครอบคลุมประชาชน และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดย 2 แผนงานนี้จะใช้งบประมาณรวม 2 แสนล้านบาท แผนงานต่อไปคือแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ การสร้างงานใหม่ การกระตุ้นการบริโภค การส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้กลับมาสู่ภาวะปกติยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อรองรับในระยะยาว โดยแผนงานนี้ใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาท 2. การออกพระราชกำหนดแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นรากฐานของประเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง ใช้วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทย จะร่วมกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน มีการออกสินเชื่อ เพื่อสภาพคล่องมิให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ยังมีการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นระยะเวลา 6 เดือน และการปรับโครงสร้างหนี้ ได้ตามกำหนด ซึ่งมีผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการนี้ 1,700,000 ราย และยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้ 3. การออกพระราชกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนสภาพคล่อง เพื่อดูแลเสถียรภาพ ตลาดตราสารหนี้ ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพคล่องต่อเศรษฐกิจที่อาจจะลุกลามส่งผลร้ายอย่างรุนแรง ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้ 4. การเตรียมยกร่างปรับงบประมาณ โดยให้หน่วยงานปรับลดงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ขอวงเงินคงเหลือที่ไม่มีข้อผูกพันธ์ เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด ปัญหาภัยแล้ง และปัญหาภัยพิบัติอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีงบประมาณนี้นะครับ โดยคณะรัฐมนตรีจะเร่งเสนอคาดว่าจะทูลเกล้าทวายได้ไม่เกิน 2563 5. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ และข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงการศึกษา อัตราทั้งในส่วนของอัตราข้าราชการตั้งใหม่ จำนวน 38,000 อัตรา และอัตราข้าราชการตั้งใหม่สำหรับนักเรียนแพทย์ ปี 2563 จำนวน 7,000 อัตรา โดยมอบหมายให้กำหนดนโยบายกำลังพลภาครัฐ อปพร. นะครับ รายละเอียดให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแพทย์แผนไทย โดยให้มีการพิจารณาในการดูแล ในการปรับเกลี่ย จากอัตราที่ว่างอยู่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะต้องชี้แจงให้ทราบในโอกาสต่อไป และ 6. การเพิ่มจำนวนหน่วยที่ใช้ไฟฟ้าฟรีจาก 50 หน่วยต่อเดือน เป็น 90 หน่วยต่อเดือน สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อจะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ซึ่งคาดว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์ 6,400,000 ราย นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้พิจารณา กรณีประโยชน์ทดแทน กรณีการว่างงานของผู้ประกันตน โดยให้อนุมัติหลักการให้กระทรวงแรงงานร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์อัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนจากการว่างงาน ก็คือกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และเกิดเหตุสุดวิสัย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงาน ที่ครอบคลุมการว่างงาน จากเหตุการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19 ในครั้งนี้ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมด้วย เช่น การว่างงานโดยการให้ปิดเมือง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการประกาศเคอร์ฟิว รวมทั้งการให้หยุดการประกอบกิจการดังกล่าว ที่มิได้เป็นผลจากคำสั่งข้าราชการโดยตรง นอกจากนี้ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอีกด้วย กรณีการใช้จ่ายงบประมาณ เงินกู้ หรืองบประมาณใดก็ตามที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา Covid-19 ในการสาธารณสุขเยียวยา ดูแล ฟื้นฟูประชาชนทุกภาคส่วน เราจะมีคณะกรรมการพิจารณา ติดตาม กำกับ ดูแล คัดแยก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้นายกรัฐมนตรีผู้อำนวยการ ศบค. นะครับ ได้นำเข้า ครม. เพื่ออนุมัติก่อน เรื่องใดก็ตามที่หลุดออกมาเป็นข่าวตามสื่อโซเซียล ครม. อนุมัติ ก็ถือว่าเป็นข่าวปลอม เชื่อถือไม่ได้ ทั้งนี้ผมไม่ต้องการให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน ด้านการต่างประเทศ ที่ผ่านมาเน้นการกักกันผู้เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ 14 วัน ปัจจุบันได้มีมาตรการชะลอการเดินทางกลับชาวไทยในต่างประเทศออกไปจนถึงวันที่ 18 เมษายน เนื่องจาก ข้อเท็จจริงตามสถิติชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อจะลดผลกระทบในระหว่างที่ต้องอาศัยอยู่ในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบเงินช่วยเหลือ เพื่อจะลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น ด้านการสื่อสารในสภาวะวิกฤต ปัจจุบันยังคงมีข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน เฉพาะเมื่อวานนี้มีคดีทั้งสิ้น 26 คดี แจ้งข้อหาจำนวน 10 คดี มีผู้ต้องหา 13 ราย และออกหมายเรียกผู้ต้องหาอีก 2 คดี จึงขอร้องทุกท่านอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ พี่น้องประชาชนครับ นับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม จนถึงปัจจุบัน 100 วันแล้ว ที่เราได้ร่วมต่อสู้กันมา ในสงคราม Covid-19 ในครั้งนี้ด้วยกัน การเตรียมความพร้อมและการเฝ้าระวังที่เข้มงวดตั้งแต่ต้น และความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้เรามียอดผู้ป่วยอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ มีอัตราการเสียชีวิตกับหลายประเทศชั้นนำและมีความพร้อมรับมือในทุก ๆ ด้าน เป็นข้อพิสูจน์ว่าการดำเนินการของเรานั้นมีประสิทธิภาพ ประเทศต่าง ๆ ยกให้เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำร็จ ในการรับมือกับ Covid-19 ผมขอให้พวกเราทุกคนได้ภูมิใจได้เชื่อมั่นในมาตรการของรัฐ และมีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดในการปฏิบัติตามนะครับ ผมขอสัญญาว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หน้าที่ของผมก็คือดูแลคนไทยทุกคนทั้งประเทศ ขอให้ทุกคนสู้ไปด้วยกัน พวกเราคือทีมประเทศไทย หากเราเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เราจะเอาชนะไม่ได้ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล และสถานีอนามัยต่าง ๆ พร้อมทั้งสมาชิก อสม. นับล้านคนทั่วประเทศ ที่ทำงานอยู่ในด่านหน้าของพวกเรา รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครและจิตอาสาทุกท่าน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือดูแล และให้บริการประชาชนในวิกฤตนี้ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อสุขภาพของท่านเอง ผมขอย้ำว่าทุกท่าน คือ ความหวัง คือ ฮีโร่ที่อยู่ในหัวใจของผม และอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้ง 73 ล้านคน ผมขอขอบคุณในการเสียสละของทุกท่าน สัปดาห์หน้าเป็นช่วงเทศการประเพณีสงกรานต์ แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลจะได้ประกาศเลื่อนวันหยุดสงกรานต์แล้ว ให้ทำงานตามปกติ แล้วจะมีการชดเชยให้ภายหลัง แต่ก็ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ Covid รัฐบาลจึงมีแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 1. งดเว้นการจัดงานสงกรานต์ในทุกระดับ 2. งดเว้นการเดินทางกลับภูมิลำเนา 3. งดเว้นการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ทุกกรณี 4. งดการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันของคนหมู่มาก หรือเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม และมีคุณค่าทางจิตใจก็ขอให้ปฏิบัติดังนี้นะครับ 1. สรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน แสดงความกตัญญู ขอพรต่อพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านเดียวกัน โดยเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และให้ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยด้วย 3. ส่งเสริมให้แสดงความรักและความกตัญญูต่อบุพการี ผู้มีพระคุณ ที่อยู่ไกลกันผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือสื่อออนไลน์ และเนื่องโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยที่จะมาถึงในเร็ววันนี้นะครับ ผมในนามของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ขออวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจ ร่วมกันต่อสู้วิกฤตนี้ไปด้วยกัน และขอให้สงกรานต์นี้ "อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อครอบครัว" กันให้มากที่สุด เราจะร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติในครั้งนี้ให้จงได้ ประเทศไทยจะต้องชนะอย่างแน่นอนครับ (บรรยาย) ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารสถานการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548 ฉบับที่ 3 ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2563 แล้วนั้น เพื่อเป็นการกำหนดข้อยกเว้นในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ฉบับที่ 2 ให้ชัดเจนขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548 นายกรัฐมนตรี จึงออกข้อกำหนดเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ในการบังคับใช้ข้อ 1 แห่งข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563 ให้ยกเลิกความในส่วนที่เป็นข้อยกเว้น การออกนอกเคหสถานตามเวลาดังกล่าว และให้ใช้ข้อยกเว้นดังต่อไปนี้แทน (1) การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งต่าง ๆ ของทางราชการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือพลเรือน ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอื่น (2) การสาธารณสุข ได้แก่ ผู้ป่วยผู้มีความจำเป็นต้องพบแพทย์ และผู้ดูแลบุคคลดังกล่าว หรือแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติงาน (3) การขนส่งสินค้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ได้แก่ ผู้ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ สินค้าอุปโภค บริโภค ผลผลิตการเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง ไปรษณีย์ภัณฑ์ พัสดุภัณฑ์ หนังสือพิมพ์ หรือสินค้าเพื่อการนำเข้า หรือส่งออก (4) การขนส่ง หรือขนย้ายประชาชน ได้แก่ ผู้ขนส่ง หรือขนย้ายประชาชน ไปสู่ที่เอกเทศของทางราชการหรือของตนเอง เพื่อการเฝ้าระวังหรือกักกันตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ หรือผู้เดินทางมาจาก หรือไปยังท่าอากาศยาน หรือสถานที่ขนส่ง ตามที่ทางราชการอนุญาต และให้เปิดทำการได้ (5) การบริการหรือการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ได้แก่ ผู้บริการคนไร้ที่พึ่ง ผู้บริการเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ในสถานีน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้บริการส่งสินค้าหรืออาหารตามสั่ง ผู้บริการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงไฟฟ้า ประปา ระบบระบายน้ำ ระบบท่อส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ผู้บริการจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ผู้บริการซ่อมแซม และปรับปรุงโครงข่าย และอุปกรณ์ในการสื่อสารโทรคมนาคม ผู้บริการด้านธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย การกู้ภัย การป้องกัน และบรรเทาภัยพิบัติ ผู้จำเป็นต้องดำเนินการในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือจำเป็นต้องติดต่อราชการกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือพนักงานสอบสวน (6) การประกอบอาชีพ ซึ่งต้องกระทำภายในช่วงเวลาพิเศษ ได้แก่ ผู้เข้าออกเวรยาม กะ หรือการทำงานตามผลัดเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติของทางราชการ เอกชน โรงงานหรือการดูแลรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบอาชีพประมง การกรีดยาง การตรวจรักษาสัตว์ (7) เหตุจำเป็นอื่น ๆ โดยได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีตาม (1) ถึง (6) ให้บุคคลที่มีความจำเป็นดังกล่าว ให้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรแสดงตนอย่างอื่น และเอกสารรับรองความจำเป็น เอกสารเกี่ยวกับสินค้า บริการ การเดินทาง หรือหลักฐานอื่น ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดรวมถึงการยอมรับ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายสำหรับกรณีตาม (7) แสดงเหตุจำเป็นพร้อมทั้งหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุญาต ข้อ 2 ในกรณีมีความจำเป็นสมควรยกเว้นความในข้อ 1 เป็นการทั่วไป ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี อาจมีคำสั่งยกเว้นผู้ประกอบกิจการอื่น อันมีลักษณะทำนองเดียวกันภายในกรอบของกิจการตามข้อ 1 (1) ถึง (6) เพิ่มเติม โดยอาจกำหนดสถานที่ เงื่อนไข และเงื่อนเวลาด้วยก็ได้ ข้อ 3 ในกรณีมีการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดต่อทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดทางกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดกฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายว่าด้วยการโรคติดต่อ และเป็นความผิดเป็นข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ด้วย ให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดทุกฐานความผิดนั้นโดยเร็ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน พุทธศักราช 2563 เป็นต้นไป พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี [สิ้นสุดการถอดความ] Ր