--- title: การแถลงข่าวศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ช่วง 11.30-12.30 (23 พ.ค. 63) subtitle: date: วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.45 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ...Ր [เสียงดนตรี] (นพ.วรตม์) สวัสดีพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านนะครับ ท่านกำลังรับชมการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 หรือ ศบค. ประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 นะครับ ถ่ายทอดสดจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขครับ ผมนายแพทย์ ดอกเตอร์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิตรับหน้าที่พิธีกรการแถลงข่าว พี่น้องประชาชนครับ โดยทาง ศบค. ครับ ในช่วงวันหยุดแบบนี้นะครับ วันเสาร์อาทิตย์จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อยครับ จะย้ายการแถลงข่าวมาที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขครับ จะแบ่งช่วงออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกการรายงานสถานการณ์ประจำวัน COVID-19 โดยทาง ศบค. และช่วงที่ 2 จะเป็นการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขครับ โดยจะเป็นอย่างนี้ต่อไปในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ครับ วันนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชนครับ ที่ต้องรับทราบข้อมูลประจำวันโดยท่านโฆษก ศบค. นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และท่านที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวานครับ ท่านผู้ช่วยโฆษก ศบค. แพทย์หญิง พรรณประภา ยงค์ตระกูล ครับ นั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ครับ ของการไปใช้บริการที่แผนกฉุกเฉินหรือแผนก ER ตามโรงพยาบาล โดยท่านนายแพทย์ณรงค์ กรมการแพทย์ และนายแพทย์เฉลิมพล ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ ที่ 10 ก่อนอื่นเลยครับเข้าไปสู่การแถลงข่าวประจำวัน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ครับ เรียนเชิญครับ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนครับ ผม นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษก ศบค. ขออนุญาตมารายงานตัวพี่น้องประชาชน วันเสาร์นะครับที่ 23 พฤษภาคม 2563 วันนี้อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขครับ เหมือนกลับมาที่บ้านเลยนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่จำเป็นนะครับ เรื่องของหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยยังต้องใช้อยู่เสมอ ก็เน้นย้ำตรงนี้นะครับ ครับท่านผูู้มชมครับ ในเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการรายงานสถานการณ์ประจำวันทั้งหลายที่เคยรายงานมาโดยผมเอง วันนี้จะขอมอบให้ทางผู้ช่วยโฆษกแพทย์หญิง พรรณประภา ยงค์ตระกูล หรือหมอบุ๋มนะครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่ครับ ขออนุญาตเกริ่นนำสักนิดหนึ่ง มีประเด็นที่ทางกระทรวงสาธารณสุขและทาง ศบค. รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายนะครับ วันนี้นำเรียนว่ายังมีตัวเลขผู้ที่ต้องได้รับการดูแลในฐานะผู้ป่วยโรค COVID-19 อยู่ ส่วนสำคัญก็ยังมีจากที่เราเรียกว่า ในส่วนของสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้หรือ 2 ราย ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรนั้น โดยทางผู้ช่วยโฆษกต่อไป ที่ผมต้องนำเรียนอย่างนี้นะครับ ก็คือมีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ นะครับ ที่ไม่ทราบว่ามาจากส่วนงานไหน ที่ปรากฏอยู่ในข่าวนะครับ บอกว่าได้เข้าไปเรียกรับเงินในการที่จะเสนอตัวให้เป็นโรงแรม ที่จะใช้เป็นสถานที่กักตัวคนไทย ที่กลับมาจากต่างแดน หรือที่เรียกว่า State Quarantine นะครับ พูดง่าย ๆ คือ จะไปขอหักหัวคิวนี่ล่ะครับ ซึ่งนำเรียนนะครับว่า ในเรื่องนี้ ทาง ศบค. นะครับ โดยชุดย่อยี่ได้รับผิดชอบ หรือ ศปม. ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบด้านนี้ ทั้งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการทรวงการต่างประเทศ เรายืนยันว่าไม่เคยมีหน่วยงานที่ออกไปทำหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ในการที่จะต้องไปมีส่วนต่างอย่างไรทั้งสิ้น ท่านที่เข้ามาต้องขอขอบพระคุณที่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ดูแลพี่น้องประชาชนคนไทย เราก็ซึ่งใจอย่างมากอยู่แล้วนะครับ เราจะไม่มีการไปเอารัดเอาเปรียบใด ๆ ทั้งสิ้นถ้าโรงแรม หรือหน่วยงานใด ๆ นะครับ รับทราบ แล้วก็เห็นพฤติการณ์ พฤติกรรม ที่เกิดขึ้นจากบุคคลดังกล่าวนี้ แจ้งความดำเนินคดีได้ทันทีนะครับ สิ่งเหล่านี้ ศบค. โดยผู้อำนวยการศูนย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง แล้วก็มีไม่กี่แห่งที่ตอนนี้เราก็ได้เปิด เพื่อที่จะเพิ่มให้มีความเป็นหลากหลาย อย่างที่เคยนำเรียน ก็คือความเป็น Alternative Quarantine หรือโรงแรมที่มีคุณภาพที่สูงขึ้น สำหรับผู้ที่มีศักยภาพ แต่ต้องได้รับการจ่ายนะครับ ค่าใช้จ่ายของตัวเอง นั่นคือเรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 ต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงนะครับ มีการประกาศนำเสนอจาก ศบค. มา ว่าเราจะมีการต่ออายุของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน สิ่งที่ได้รับการตอบสนองกลับต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงพี่น้องประชาชนก็เข้าใจ แล้วก็รู้ในเรื่องของสถานการณ์นี้ ที่จะต้องต่อเนื่องออกไป ซึ่งตรงนี้นี่เองครับ ในเรื่องของข้อกฎหมายมีความสำคัญอยู่ระดับหนึ่ง ไม่ได้เรื่องกฏหมายครับ เป็นเรื่องความร่วมมือของประชาชนที่จะมีต่องานด้านนี้ กฎหมายไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ความร่วมมือที่จะทำให้เกิดการยับยั้งหรือป้องกันควบคุมโรคต่างหากที่มีความสำคัญ ซึ่งวันนี้ก็ขออนุญาตเกริ่นนำสักนิดหนึ่ง ในเรื่องของการแถลงข่าวนะครับ สำหรับวันหยุดนี้ ก็อยากจะให้เป็นการผ่อนคลาย จะไม่มีเรื่องอื่น ๆ นอกจากเรื่องของสุขภาพเสียอย่างเดียว ซึ่งคำถามคำตอบ ถ้าจะมีเกิดขึ้นมา ในเมื่อเราจะตั้งอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ก็จะมีทีมงานที่จะมาตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสุขภาพของท่านอย่างเต็มที่ ก็ขอเน้นย้ำข้อคำถามที่จะเข้ามา เราก็ยินดีที่จะตอบก็ต่อไป ก็จะเป็นช่วงเวลาที่จะให้ทางผู้ช่วยโฆษกคนใหม่ ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้ ขอให้คุณหมอ แพทย์หญิง พรรณประภา ยงค์ตระกูล ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ต่อขอบคุณครับ (แพทย์หญิง พรรณประภา) สวัสดีพี่น้องประชาชนนะคะ ดิฉัน แพทย์หญิง พรรณประภา ยงค์ตระกูล รายงานตัวในฐานะผู้ช่วยโฆษก ศบค. และในวันนี้ วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2563 6 วันหลังจากมีมาตรการการผ่อนคลายในระยะที่ 2 นะคะ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของเรามีจำนวนทั้งสิ้น 3 รายนะคะ ทำให้มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 3,040 ราย เป็นผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น 6 รายนะครับ รวมเป็น 2,916 รายนะคะ และยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 68 ราย และวันนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตนะคะ จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ค่ะ สำหรับผู้ป่วยรายใหม่นะคะ ที่พบเพิ่มขึ้นพบเป็นผู้ป่วยคนไทยที่กลับจากต่างประเทศใน State Quarantine นะคะ 2 ราย และเป็นผู้ป่วยที่ไปสถานที่ชุมชน 1 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่นะคะ ที่ไปสถานที่ชุมชนเป็นผู้ป่วยชายนะคะ สัญชาติอิตาลี อายุ 49 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ และเข้าการตรวจหาเชื้อในวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการ สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมากจากต่างประเทศและเข้า State Quarantine นะคะ มี 2 ราย รายแรกนะคะ เป็นชายไทย อายุ 24 ปีนะคะ อาชีพนักศึกษา เดินทางกลับจากประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม และเข้าพักที่ State Quarantine ที่จังหวัดชลบุรีค่ะ ในวันที่ 9 พฤษภาคม มีอาการไข้ ไอ และท้องเสีย และเขารับการตรวจหาเชื้อ และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 นะคะ แล้วพบเชื้อใน พฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ ผู้ป่วยรายที่ 2 ที่พบใน State Quarantine นะคะ ที่ผมติดเชื้อในวันนี้ เป็นผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 43 อาชีพ พนักงานสปา เดินทางกลับมาจากประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม และเข้าพัก State Quarantine ที่จังหวัดชลบุรีค่ะ ไข้ ไอ และปวดศรีษะ และไม่ได้กลิ่น หาเชื้อและพบเชื้อในวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับตัวนี้นะคะ จะเป็นกราฟที่แสดงถึงมาตรการการผ่อนคลาย จะเห็นได้ว่าหลังจากที่มีการประกาศเคอร์ฟิวนะคะ และการผ่อนคลายในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของเรายังเป็นตัวเลขตัวเดียวซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ แต่อย่างไรก็ตามต้องขอในการให้ความร่วมมือ ในการป้องกันการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing นะคะ การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำนะคะ การมีมาตรการการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และ 4 ต่อไปได้ค่ะ สำหรับสถานการณ์ของการติดเชื้อ CORONA VIRUS 2019 ที่ส่วนกลางและในจังหวัดนะคะ การเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นะคะ ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 พบผู้ป่วยในที่สถานกักกัน จำนวนทั้งสิ้น 104 ราย เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง แล้วก็มีอัตราป่วยในกลุ่มกักกันโรค 0.43 เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่มีผู้ป่วยติดเชื้อนะคะ มากที่สุดจากประเทศต้นทาง คือประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน คาซัคสถาน โดยในวันนี้ที่บอกว่ามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นนะคะ ก็คือประเทศอียีปต์ ที่เดินทางมาจากอียิปต์ ก็คือเพิ่มขึ้น 1 ราย และอินเดีย 1 คน ต่อไปเป็นผู้ป่วยยืนยันจำแนกตามปัจจัยเสี่ยงนะคะ จำนวนผู้ป่วยที่ยืนยันล่าสุดหรือ 14 วัน ที่ผ่านมาตามปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศนะคะ แล้วก็เข้าใน State Quarantine ของไทย มีจำนวนทั้งสิ้น ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้า 5 ราย อาชีพเสี่ยง 3 ราย แล้วก็มีการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก 1 ราย ต่อไปเป็นสถานการณ์ของ COVID-19 ทั่วโลก ในวันนี้มีผู้ป่วยยืนยันสะสมนะคะ ทั้งสิ้น 5,303,992 รายนะคะ เพิ่มขึ้น 109,000 ราย เป็นผู้ป่วยหาย 2,157,968 และเสียชีวิต 304,200 ราย หรือเพิ่มขึ้น 5,832 ราย ค่ะ ประเทศที่พบผู้ป่วยพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มมากที่สุดนะคะ ยังคงเป็นประเทศสหรัฐอเมริกานะคะ 24192 รายค่ะ รองลงมาคือประเทศบราซิล แล้วก็รัสเชียนะคะ ก็คือเพิ่มขึ้น 21,461 ราย และประเทศรัสเซีย 8,884 รายค่ะ สำหรับสถานการณ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน และก็เอเชียนะคะ ประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรา มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดตอนนี้ นำมาเลยก็คือประเทศอินเดียนะคะ พบผู้ป่วยรายใหม่ถึง 6,568 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยัน รองลงมาคือปากีสถาน และบังกลาเทศพบผู้ป่วยรายใหม่ คือ 1,694 ราย ส่วนประเทศไทยยังอยู่อันดับที่ 73 นะคะ อันนี้เป็นกราฟแสดงว่า ผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็คือ ผู้ป่วยปากีสถาน อินเดีย แล้วก็บังกลาเทศค่ะ สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศนะคะ มีรายงานผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในบราซิลนะคะ เพิ่มเกินถึง 2 ราย กระทรวงสาธารณสุขออกแถลงการณ์รายงานสถานการณ์รายวันเกี่ยวกับ COVID-19 ว่ามีการยืนยันผู้เสียชีวิต 1,184 ราย เป็นสถิติรายวันสูงสุดครั้งใหม่ ผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศเพิ่มขึ้น 2,082 ราย ครั้งนี้ผู้ว่าการรัฐออกแถลงการณ์ว่า ประชาชนจะไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติได้อีก เพราะต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อลดโอกาสเสี่ยงติดโรคค่ะ และเพิ่มแนวทางในการปฏิบัติให้กับกิจการทุกประเภทประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งนะคะ ก็คือของอินเดียค่ะ ผู้ป่วย COVID-19 ค่ะ กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียออกแถลงการ เป็นรายงานสถานการณ์ ประจำวันของอินเดีย พบว่ามีผู้ป่วยยืนยันในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 6,568 ราย เป็นสถิติรายวันสูงที่สุดในครั้งใหม่ค่ะ 124,794 ราย อันดับ 11 ของโลกค่ะ นายกรัฐมนตรีของอินเดียค่ะ ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ครอบคลุมทั่วประเทศที่ผ่านมาค่ะ และมีการต่อเวลาเป็นระยะ หากไม่มีการต่อเวลาอีก กำหนดการปัจจุบันจะสิ้นสุดลง 31 พฤษภาคมนี้ค่ะ สำหรับวันนี้ก็ขอจบการแถลงการณ์นะคะ จากศูนย์บริหารแถลงการณ์นะคะ จากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 แต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ (นายแพทย์ วรตม์) ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านโฆษก ศบค. นะครับ และท่านผู้ช่วย โฆษก ศบค. ครับ อาจารย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ครับ อาจารย์พรรณประภา ยงค์ตระกูลนะครับ พี่น้องประชาชนครับ วันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่นะครับ 3 ราย รวม 3,040 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวจำนวน 68 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิตเท่าเดิมครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขอเน้นย้ำครับ การแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานกาณ์โควิด-19 ในวันหยุดอย่างนี้ จะเป็นการแถลงข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขครับ จะเน้นสุขภาพเป็นหลักครับ พี่น้องที่ติดตามทาง social media สามารถส่งคำถามมาได้ตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แล้วก็จะพบกับท่านผู้ช่วยโฆษก ศบค. ได้ในวันเสาร์ - อาทิตย์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงถัดไปนะครับ จะเป็นคลิปเรื่องเกี่ยวกับว่าใครควรจะตรวจเข้ารับบริการ เป็นการอยู่บ้านครับ ขณะนี้ถ้าเกิดเรามีเหตุจำเป็นนะครับ อาจจะออกไปนอกบ้านได้ แต่ถ้าหากไม่มีเหตุจำเป็น เรื่องการอยู่บ้านนะครับ อยู่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัยจาก COVID-19 เชิญรับชมครับ [เสียงดนตรี] การตรวจหาเชื้อโควิด - 19 มาดูกันว่าใครบ้าง ที่ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 กำลังระบาดอย่างนี้ ถ้าคุณมีไข้ หรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ มีน้ำมูก หอบเหนื่อย ก็คงกังวล และอยากไปหาหมอ ใช่หรือไม่ครับ แต่รู้ไหมว่า ไม่ใช่ทุกคนนะครับ ที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 คนที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ คุณจะต้องเป็นผู้ป่วย ที่เข้าเกณฑ์เท่านั้น คือเป็นคนที่มีอาการเหล่านี้ คือมีไข้ หรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ มีน้ำมูก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก บวกกับมีประวัติเสี่ยงในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ ต่อไปนี้ครับ 1. เดินทางกลับมาหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ เกิดโรค 2. ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก 3. ไปสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคน เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาลหรือขนส่งสาธารณะ และ 4. สัมผัสกับผู้ป่วย COVID-19 ครับ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ สามารถขอรับการตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิรักษาได้เลยครับ ซึ่งถ้าผลตรวจออกมาเป็นบวก ก็หมายความว่า พบเชื้อ โควิด-19 ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และเมื่ออกมาจากโรงพยาบาล และเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่องนะครับ ส่วนคนที่ผลตรวจเป็นลบก็หมายถึง ตรวจไม่พบเชื้อ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามอาการ และต้องแยกกักตัวเองอยู่กับบ้าน อย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วยเช่นกันครับ และฝากไว้นิดหนึ่งนะครับ ถ้าคุณเป็นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วย แต่ยังไม่มีอาการ ก็ยังไม่ต้องไปตรวจหาเชื้อ COVID-19 แต่ให้สังเกตอาการตัวเองที่บ้านให้ครบ 14 วันนะครับ ยกเว้นถ้าคุณเป็นผู้สัมผัสความเสี่ยงสูง เช่น เป็นสมาชิกที่อาศัยภายในบ้านเดียวกับผู้ป่วย เป็นผู้คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยอย่างชัดเจน โดยไม่สวมหน้ากาก หรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกัน ี่รับการตรวจหาเชื้อ นับจากสัมผัสผู้ป่วย 5 วันขึ้นไป แต่ถ้าระหว่างสังเกตอาการและคุณมีอาการเข้าข่าย ควรรีบไปหาหมอทันทีนะครับ ดูคลิปนี้แล้วช่วยกันแชร์ และบอกต่อ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม แล้วเราจะก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 นี้ไปด้วยกันนะครับ ด้วยความห่วงใยจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 [เสียงดนตรี] (นายแพทย์ วรตม์) กลับเข้ามาสู่ช่วงที่ 2 นะครับ ของการแถลงข่าวศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 นะครับ จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประจำวันที่ 23 พฤษภาคม ครับ ในช่วงที่ 2 นี้ จะเป็นเรื่องการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข ในหัวข้อที่น่าสนใจเป็นอย่างมากครับ จากนี้เป็นต้นไป เราพูดถึงเรื่องความปกติใหม่นะครับ หรือชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งพี่น้องหลายท่านอาจจะมีโอกาสใช้บริการ 1 ในสถานที่โรงพยาบาล มีให้พี่น้องประชาชน นั่นคือ หน่วยฉุกเฉินครับ ซึ่งการบริการของห้อง ER ในปกติใหม่นั้น วันนี้เราได้รับเกียรติจากท่านรองอธิบดีกรมการแพทย์ และนายแพทย์เฉลิมพล เขตสุขภาพที่ 10 โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีครับ กราบเรียนเชิญ ท่านรองอธิบดีกรมการแพทย์ครับ (นพ.ณรงค์) เรียนพี่น้องสื่อมวลชนแล้วก็พี่น้องประชาชน วันนี้ทางกรมการแพทย์ ในนามของกระทรวงสาธารณสุข จะขออนุญาตได้นำเรียนเรื่องความปกติใหม่ หรือเราเรียกว่าฐานวิถีชีวิตใหม่นะครับ ในระบบฉุกเฉินนะครับ ที่เราเรียกว่า New Normal ขออนุญาตแนะนำพวกเราเข้าไปดูว่าในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เรามีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ในภาพถัดไปครับ ผมขออนุญาตนำพี่น้องประชาชนนะครับ และผู้ชมนะครับ ในสถานการณ์ของการรับบริการในห้องฉุกเฉินนะครับ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินนะครับ ที่เข้ามาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะห้องฉุกเฉินของแต่ละโรงพยาบาล สมรรถนะหรือการดูแลผู้ป่วย เกิดความปลอดภัยนี่ลดลง เพราะผู้ป่วยห้องฉุกเฉินมีมากมาย ซึ่งเกิดความแออัดในห้องฉุกเฉิน ตรงนั้นผู้ป่วยก็ไม่ปลอดภัย ที่สำคัญบุคลากรก็จะไม่ปลอดภัยไปด้วย ขอนำเรียนช่วงถัดไปนิดหนึ่งครับ ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพห้องฉุกเฉินหรือ ER ที่พวกเราเรียกกันนะครับ เรามีระบบของการคัดกรอง เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉินมารับบริการตามนัดนะครับ แล้วให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน เข้าไปสู่กลไกของโรงพยาบาล หรือห้องฉุกเฉินในการรับบริการ ตามแต่ความรุนแรงของผู้ป่วยนะครับ เพื่อรักษาได้ทันท่วงทีและก็เหมาะสมครับ ในข้อสำคัญเมื่อมีโควิด - 19 หรือโคโรนา 2019 เข้ามาในประเทศ ส่วนที่สำคัญเลยที่จะต้องนำมาพิจารณา ก็คือในการป้องกันการแพร่ระบาดครับ ถ้ามีการแพร่ระบาดนะครับ ถ้าเข้าไปในห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลเอกชน ก็ทำให้เกิดการแพร่ไปสู่ทั้งในตัวของผู้ป่วยกับผู้ป่วย หรือผู้ป่วยไปยังบุคลากร เพราะฉะนั้นนอกจากการคัดกรองตามความรุนแรงของผู้ป่วยแล้วนะครับ เรายังต้องมาพิจารณาการป้องกันการติดเชื้อ ที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยที่เข้ามา แม้กระทั่งญาตินะครับ ที่สำคัญครับ เราจะต้องมาพิจารณาในเรื่องของหัตถการ ที่เราเรียกว่า เป็นการฟุ้งฝุ่นหรือการฟุ้งละออง ของเชื้อโคโรนา 2019 โดยมีเป้าหมายครับว่า ในส่วนนั้นครับ ที่เป็นสิ่งที่เป็นความทุกข์ของพี่น้องประชาชนทั้งความแออัดและความปลอดภัย สิ่งที่จะนำพวกเราเข้าไป นอกจากการคัดกรอง การป้องกันการติดเชื้อแล้ว ถ้าเรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการดูแลพี่น้องประชาชน การจัดระบบบริการ ก็จะทำให้สิ่งนี้นะครับเป็น New Normal หรือปกติใหม่ของห้องฉุกเฉินครับ ในส่วนของผู้ป่วยฉุกเฉิน เราก็ยังดำเนินการในการคัดกรอง หรือเราเรียกว่า ER คัดกรองโดยการดูความรุนแรงของผู้ป่วย ซึ่งต้องเรียนว่า ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องทำตรงนี้ โดยเร็วและทันท่วงที ประเด็นที่สำคัญ คือเรื่องของประวัติความเสี่ยงของผู้ป่วยในการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการไปสัมผัส ในสถานที่ที่เคยระบาดมาก่อน หรือมีบุคลากร หรือมีบุคคลที่มีการติดเชื้อนะครับ หรือมาเสี่ยงหรือคนที่มาจากประเทศที่เสี่ยงหรือกลุ่มที่เสี่ยง และหัตถการจำเป็นจะต้องได้รับ แล้วที่สำคัญครับ นอกจากเราดำเนินการในเรื่องของการคัดกรอง ตัวระบบของห้องฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำห้องแยกโรคความดันลบ หรือการจัดในเรื่องพื้นที่ที่เหมาะสมนะครับ หรือจัดเตรียมความพร้อมของบุคลากร ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัย และขั้นตอนการปรับเปลี่ยนเป็นความปลอดภัยของทั้งผู้ป่วยและของบุคลากรแล้วก็เป็นต้องเรียนว่า เป็นความปกติใหม่ของทางห้องฉุกเฉิน ผมขออนุญาตนำมาดูตัวอย่าง การปฏิบัติจริงนิดเดียวครับ สั้น ๆ นะครับ อันนี้จะเป็นในเรื่องของกระบวนการที่จัดนะครับ รอการคัดกรองนะครับ อันนี้จะเป็นการคัดกรองและการเว้นระยะ ถ้าผู้ป่วยเข้ามาไม่ฉุกเฉิน หรือว่าแม้กระทั่งญาติ ก็การเว้นระยะ หรือจัดระบบครับ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า distancing นะครับ ซึ่งต้องเรียนว่าห้องความดันลบจะมีผลต่อการดูแล โดยเฉพาะลดการแพร่กระจาย ฟุ้งกระจายของเชื้อหรือเป็นฝุ่นละอองไปยังคนอื่น ๆ นะครับ แล้วอันนี้ก็จะเป็นในเตียงนะครับ ที่สำหรับการส่งผู้ป่วย จะเป็นการขนย้ายภายในรถพยาบาล หรือการขนย้ายระหว่างหอผู้ป่วยครับ ส่วนอันนี้ก็จะเป็นเต็นท์นะครับ ที่สำหรับการพ่น ในห้องฉุกเฉิน มีการพ่นการให้ พ่นออกซิเจนหรือการพ่นออกซิเจนบางอย่างให้กับผู้ป่วย และสุดท้ายก็จะเป็นชุดบริการต่าง ๆ ผมนำเรียนครับว่า สิ่งนี้เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของโครงสร้าง ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งครับ ในการนำเทคโนโลยีที่จะ เราเรียกว่าสกรีนนิง ในการแยกกลุ่มของผู้ป่วย นะครับ เพื่อจะแยกกลุ่มผู้ป่วยที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสู่โรงพยาบาล และลดจำนวนกลุ่มผู้ป่วยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล โดยการ Conference บ้าง นะครับ แล้วทำให้กลุ่มผู้ป่วยที่มีความจำเป็นครับ เข้าสู่โรงพยาบาลอย่างความจำเป็นลดความแออัด ลดการสัมผัส และโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ ตรงนี้ก็จะเป็นภาพรวมนะครับ ของกลไกที่เราดำเนินการนะครับ ในการที่จะปรับเปลี่ยนนะครับ ให้เกิดความปกติใหม่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีทั้งระบบของการคัดกรองนะครับ ระบบของการบริการเข้ามา แล้วก็การปรับระบบภายในทั้งในส่วนของการปรับระบบโครงสร้างพื้นฐาน กับโครงสร้างของห้องความดันลบนะครับ ที่สำคัญครับ การเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ และสร้างความร่วมมือของพี่น้องประชาชน จะทำให้เกิดระบบของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต่อไปครับ ผมขออนุญาตนำเรียนว่า ขออนุญาตให้ทางท่านผู้อำนวยการนะครับ สำนักการแพทย์ เขตที่ 10 อาจารย์เฉลิมพล ครับ และรูปธรรมของการปฏิบัติ ขอนำเรียนเชิญอาจารย์เฉลิมพล (นพ. เฉลิมพล) กราบสวัสดีพี่น้องประชาชน ขอต้อนรับเข้าสู่ ห้องฉุกเฉินนะครับ ประเด็นของห้องฉุกเฉินนี่เป็นประเด็นที่ท้าทาย ในเรื่องของระบบสุขภาพว่าเราจะขับเคลื่อน ไปข้างหน้าอย่างไรนะครับ หลายท่านจะเคยมีประสบการณ์เราส่งญาติเข้าไป มีขั้นตอนอะไร ทำไมนานจัง นะครับ กว่าจะออกมา 3-4 ชั่วโมง อาจจะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจเกิดขึ้นนะครับ ผมขอนำเรียนในส่วนของขั้นตอน ในห้องฉุกเฉินเราทำอะไร ตั้งแต่รับมาจากบ้าน ในผู้ป่วยที่ฉุกเฉินหนัก มาถึงจุดคัดกรองที่ห้องฉุกเฉินนะครับ เข้าห้องฉุกเฉินทำการรักษา พอผู้ป่วยอาการดีขึ้น อาการคงที่ เราก็ส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทาง หรือเขาเรียกว่าเดฟินิสแคร์เช่น ต้องผ่าตัด เข้า ICU ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เราทำงานเป็นทีม เรียกว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน คราวนี้ในประเด็นนี้นะครับ หลังจากมีโควิดมานะครับ ก่อนที่โควิดมาผมอยากให้ดูในสไลด์ จุดคัดกรองเป็นจุดที่สำคัญที่สุด สำหรับห้องฉุกเฉินนะครับ จุดคัดกรอง หลัก ๆ concept คือ เราต้องการจะแยกผู้ป่วยว่า คนนี้นะครับฉุกเฉินต้องได้รับการช่วยทันนี้ คนนี้ไม่ฉุกเฉินสามารถรอได้นะครับ ถ้าดูจากภาพฉาย ก็จะเห็นว่าบริเวณที่เป็นจุดคัดกรองนี่ ปกติก็จะมีโต๊ะมาตั้ง มีพยาบาลมาคัดกรอง ถ้าเราดูจากภาพแล้วเป็นอย่างไรครับ ประชาชนออกันเต็มไปหมดเลย ไม่มี Social Distancing นะครับ เจ้าหน้าที่ก็อาจจะมีในส่วนเรื่องของการป้องกันที่อาจจะไม่ได้ครบถ้วน มีแต่แมสอย่างเดียว ไม่ได้ใส่ถุงมือ อันนี้ก็เป็นอดีตซึ่งผ่านมา พอมีช่วงโควิดเกิดขึ้น ห้องฉุกเฉินทุกที่ปรับตัวทันที ในการที่เราจะรับสถานการณ์โควิด นะครับ ถ้าเราดูจากภาพฉายนะครับ ทางมุมซ้ายนะครับ เราก็จะเห็นว่าจุดคัดกรองเราก็จะมีแบริเออร์เกิดขึ้น สัมผัสหรือต้องเนื้อต้องตัว พูดง่าย ๆ ก็คือเรา Keep Social Distancing นะครับ ใส่ชุดอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพราะคัดกรองจะเป็นผู้เจอผู้ป่วยคนแรกที่เข้าห้องฉุกเฉินนะครับ กระบวนการถัดไปก็คือเราคงไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยมาออกที่ห้องฉุกเฉิน ว่า 1 เมตร 1.5 เมตร แล้วก็ 2 เมตร มีรูปรอยเท้า เพื่อให้คนไข้ได้รอคิวเพื่อที่จะคัดกรอง ถัดไปเราจะดูที่เราจะเจอบ่อย ๆ ตามท้องถนนนะครับ ที่มีรถแอมบูแลนซ์นะครับ วิ่งไปวิ่งมาเราพบว่าเราได้รับการสั่งการ มีประชาชน โทร. มาที่ 1669 เราส่งรถออกไปรับในผู้ป่วยฉุกเฉิน ภาพที่เราเห็นประจำก่อนหน้านี้นะครับ เราก็ส่งเจ้าหน้าที่ออกไป อาจจะมีในส่วนของ 1. ความปลอดภัยของรถแอมบูแลนซ์ส่วนหนึ่งที่เราจะต้องมาปรับ 2. ก็คือในเรื่องของการใส่ชุดที่เราก็ไม่แน่ใจว่า เราจะไปเจอผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำ แต่ในปัจจุบันในช่วงที่มีโควิด เราจะต้องบริหารจัดการรถ Ambulance แล้วก็ปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยมากที่สุด การออกไปแต่ละครั้งจะเห็นในภาพทางฝั่งซ้าย เราจะเห็นว่าเรามีการแต่งกายก็ป้องกันอย่างมิดชิด เรียกว่า แอร์บรอนด์ คอนแทรก ซีลเวอ ทั้งประโยชน์ทั้งแก่ผู้ป่วยนะครับ และเจ้าหน้าที่ที่ออกไปนะครับ อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่เราคิดว่า เป็นจุดสำคัญซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่เรามอง ในฐานะที่เราเป็นหมอหรือพยาบาลห้องฉุกเฉินว่าเราไม่รู้ว่า เราจะออกไปรับผู้ป่วยหรือรับผู้ป่วยสถานการณ์แบบไหน อาจจะ 1. หัวใจหยุดเต้น 2. อาจจะพูดคุยไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญที่เรามอง แล้วก็พยายามที่จะปฏิรูปนะครับ ให้มันเกิดเป็นรูปธรรม เขาเรียกว่า EMS ของประเทศไทย ถัดไปครับ ในห้องฉุกเฉินนะครับผม ถ้าผูป่วยหมดสติต้องช่วยชีวิตทันที เราจะพบว่าหัตถการที่สำคัญก็คือ 1. การปั๊มหัวใจหรือการใส่ท่อช่วยหายใจ เดิมนะครับ ภาพทางขวามือ ก็คือเราจะมีการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปมะรุมมะตุ้มช่วยกัน นะครับ อุปกรณ์ในการป้องกันก็ไม่ค่อยเยอะนะครับ ตรงนี้เองเรามองเห็นว่าหัตถการนี้เป็นความเสี่ยง ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อแล้วก็ฟุ้งกระจาย ญาติผู้ป่วย ผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไร เพื่อที่จะกำจัดจุดเสี่ยงนี้ ในปัจจุบันนี้ทีมห้องฉุกเฉินเองนะครับ ก็มีการซ้อมทีมเพื่อที่จะมีการทำหัตการบางอย่าง ให้การทำหัตถการบางอย่าง เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจในห้องความดันลบ โดยใช้ทีมแพทย์ที่ฝึกซ้อมอย่างดี ตั้งแต่การใส่ชุด ใส่ท่อช่วยหายใจ โดยหลักปกติใส่ท่อช่วยหายใจอาจจะใช้ 4 - 5 คน แต่ปัจจุบันเราพยายามจะใช้คนให้น้อยที่สุด อย่างภาพฉายก็คือสัก 3 คน อันนี้สามารถทำได้ ถ้าเราฝึกทีม ฝึกซ้อมเป็นอย่างดี สไลด์ถัดไปครับผม อันนี้ก็จะเป็นอีกภาพหนึ่งที่เราเห็นกันประจำ สำหรับเวลาที่เราอยู่ในโรงพยาบาล เราจะเห็นมีการเข็นคนไข้จากห้องฉุกเฉินไปห้องผ่าตัด เข็นคนไข้จากห้องฉุกเฉินไป ICU นะครับ ภาพทางขวาเราก็จะใส่ชุด เพียงแต่ว่าเราไม่ได้มี negative เข้ามา เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่ แล้วก็ Environment หรือสิ่งแวดล้อมข้าง ๆ ปลอดภัย ในปัจจุบันเรามีการเปลี่ยนนะครับ ความปกติใหม่นะครับ เราอาจจะต้องขนย้ายผู้ป่วยที่มีอาการหนัก โดยการใส่แชมเบอร์ที่เป็นเนกาทีฟแชมเบอร์ขนย้ายผู้ป่วยไป OR หรือ ICU ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่เอง และห้องผู้ป่วยนะครับ อันนี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญที่เรามองว่า เป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญของห้องฉุกเฉินที่เราดึงประเด็นขึ้น เพื่อที่จะพัฒนาร่วมกันแล้วกระจายไปยังทุกโรงพยาบาล ทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้จุดประสงค์ เป้าหมายสูงสุดก็คือความปลอดภัยของทั้งผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่และที่สำคัญ คือห้องฉุกเฉินต้องไม่แออัด ห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ก็ขอจบประเด็นในส่วนของห้องฉุกเฉิน เดี๋ยวต่อที่ท่านณรงค์ครับผม (นายแพทย์ณรงค์) ที่ต้องเรียนเพิ่มเติมกับพี่น้องสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนครับ ในส่วนเหล่านี้เป็นเรื่องของการปรับระบบการแพทย์นะครับ ฉุกเฉินหรือว่าห้องฉุกเฉินเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชนนะครับ ทั้งในส่วนที่เป็นการลดความแออัด ลดการแพร่กระจายของเชื้อ ถ้าจะดูมีการปรับทั้งระบบเลยครับ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบในการปฏิบัติงาน ความพร้อมของบุคลากร และต้องนำเรียนครับเกิดจากความร่วมมือของทั้งสมาคมวิชาชีพ ราชวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัย แล้วก็เครือข่ายอื่น ๆ สำหรับกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้มีการสื่อสารลงไปยังโรงพยาบาลทุกระดับ แล้วก็จะมีการปรับเปลี่ยน ปรับบริบท นะครับหรือว่าปรับในแนวทางนี้ เพื่อปรับให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่นะครับ ทั้งพี่น้องประชาชนแล้วก็ผู้ป่วยแล้วก็ทั้งบุคลากรในสถานที่เป็นความปกติใหม่ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ตรงนี้ผมมีประเด็นเพิ่มเติม นอกจากในเรื่องของการที่เราจะดูแลในห้องฉุกเฉินหรือระบบการแพทย์นะครับ จะดูแลในเรื่องของห้องฉุกเฉิน หรือจะมีประเด็นเรื่องเกี่ยวข้องกับญาตินะครับ หรือผู้ที่จะมาเยี่ยมผู้ป่วยด้วย ซึ่งจะเป็นประเด็นต่อเนื่องกัน นำเรียนอย่างนี้ครับว่า ยังมี COVID-19 วนอยู่ในรอบของเรา แล้วก็เรานี่ก็ยังมีการแพร่กระจายค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นที่เป็นความปกติใหม่ ก็นำเรียนครับว่าเรื่องของการสวมหน้ากาก ยังมีความจำเป็น เมื่อจะมาเยี่ยมผู้ป่วยนะครับ ทางโรงพยาบาล หรือทางแต่ละสถาบันก็จะประเมินความเสี่ยงของแต่ละท่านในการคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติการสัมผัสนะครับ หรือนะครับอาจจะมีอาการที่เข้าได้กับโควิด - 19 อันนี้ก็จะมีการประเมินความเสี่ยง เพื่อลดการที่เราจะเข้าไปสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นผู้ป่วยเป็นกลุ่มเปราะบาง และจะมีข้อกำหนดต่าง ๆ ในการปฏิบัตินะครับ เช่น ในบางโรงพยาบาลเองให้เยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน 1 คน อาจจะครั้งหนึ่งไม่เกิน 30 หรือ 45 นาที ก็แล้วแต่แต่ละโรงพยาบาล บางโรงพยาบาลนะครับ ก็อาจจะให้เยี่ยมได้เฉพาะบุคคลที่ลงทะเบียนไว้ และบุคคลที่คัดกรองแล้วว่ามีความเสี่ยงน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงครับ คือกลไกที่เราได้แนะนำในส่วนของพี่น้องประชาชนไปในการปฏิบัติตัวว่าด้วยเรื่องของการล้างมือบ่อย ๆ เพราะการเข้าไปสัมผัสผู้ป่วยจากเตียงไปเตียงนะครับ ก็จะสามารถนำเชื้อจากเตียงหนึ่งไปสู่เตียงหนึ่ง หรือจากเราไปสู่ผู้ป่วยได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเยี่ยมผู้ป่วยของญาติที่จะมาเยี่ยมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเมินความเสี่ยง สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง แล้วก็ปฏิบัติตามข้อแนะนำ ของโรงพยาบาลแต่ละสถาบัน ถ้าวันนี้เราจะดูในส่วนของความปกติใหม่ มีระบบความปกติใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะห้องฉุกเฉินนะครับ และระบบที่เราเตรียมไว้ สำหรับการที่ให้เกิดความปลอดภัย ทั้งในส่วนการมาเยี่ยมผู้ป่วยของญาติด้วยครับ ก็ขออนุญาตนำเรียนพี่น้องสื่อมวลชน ครับ (นายแพทย์ วรตม์) ครับ กราบขอบพระคุณท่านนายแพทย์ณรงค์ ท่านรองอธิบดีกรมการแพทย์ และท่านนายแพทย์เฉลิมพล ท่านผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เขตที่ 10 ครับ จากโรงพยาบาลวันนี้มีคำถามเพียงคำถามเดียว จากมติชนครับ ตอนนี้ผู้ป่วย COVID-19 มีจำนวนอยู่ในโรงพยาบาลจำนวนค่อนข้างน้อยลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นในโรงพยาบาลเราจะมีการเปิดปกติหรือไม่ และเปิการดำเนินการอย่างไรครับ (นายแพทย์ ณรงค์) ต้องเรียนว่าแม้ว่าพี่น้องประชาชนจะป่วยโดยโรค COVID-19 น้อยลงนะครับ ผมอยากให้ความมั่นใจเป็น 2 ส่วนนะครับ ต้องเรียนท่านพิธีกรกับพี่น้องสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนอย่างนี้ครับ ในส่วนของการเตรียมเตียงผู้ป่วยนะครับ อุปกรณ์นะครับความพร้อมต่าง ๆ ที่จะรองรับการแพร่กระจายที่เราเรียกว่าการแพร่ระบาดในรอบที่ 2 เรายังเตรียมอย่างเต็มที่ ส่วนที่ 2 ครับ ที่เราเรียนในเรื่องของการปกติใหม่ เราได้ให้บริการในการให้บริการในกลุ่มผู้ป่วยที่รองลงมานะครับ ที่เราเรียกว่าเออร์เจนซี่ ผ่าตัดหรือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเข้ารับบริการ ขณะนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เริ่มกลับเข้ามาในโรงพยาบาล ผมเรียนครับว่า ในส่วนเหล่านี้มีการปรับ อย่างที่ได้นำเรียนในภาพฉายหรือในสไลด์ที่นำโชว์พวกเราครับ ในเรื่องของการจัดกลุ่มผู้ป่วย ถ้าในกลุ่มผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองได้ในกลุ่มผู้ป่วยนอกดูแลตนเองได้ และดูแลได้ดี เราอาจจะส่งยาไปทางไปรษณีย์ หรือการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อย่างเช่น Tele นะครับ teleconsultation อันนี้ผมนำเรียนว่าเป็นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วย ทั้งในส่วนของญาติในการที่จะลด ในการที่จะเข้ามาสัมผัสเชื้อในโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยที่มีความจำเป็น ที่จะเข้ามารับบริการในโรงพยาบาลต่าง ๆ ขณะนี้เราก็รับเข้ามาในส่วนของการผ่าตัด นอกจากอย่างห้องฉุกเฉินที่พิธีกรได้มีการรับทราบวันนี้ ไปด้วยกลไกของหอผู้ป่วยในก็มีการปรับเปลี่ยนไปนะครับ สำคัญที่สุด คือมาตรการในการคัดกรองความเสี่ยง แล้วเราก็ดูแลตรงนี้ไปครับว่า ถ้าความเสี่ยงเหล่านั้นลดลง เราก็ทำหัตถการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงของตัวเองลงไปในแต่ละกลุ่ม ก็ต้องนำเรียนครับว่า ในขณะนี้ในส่วนของ COVID-19 นะครับ ทำให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการดูแล ซึ่งก็จะต้องให้ความมั่นใจครับว่า ขณะนี้เราค่อย ๆ กลับมาดูแลในผู้ป่วยทุกกลุ่มนะครับ ทางด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มครับ (นายแพทย์ วรตม์) ครับ กราบขอบพระคุณท่านรองอธิบดีกรมการแพทย์ เขตสุขภาพที่ 10 โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีครับ พี่น้องประชาชนครับ ห้องฉุกเฉินนั้นถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขนะครับ และเป็นความท้าทายมากในการเข้าสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ครับ โดยปกตินั้นต้องมีการปรับหลายอย่าง ต้องมีการสกรีนนิ่งลดการสัมผัส การติดเชื้อ และการแพร่กระจายเชื้อนะครับ รวมถึงการปรับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่โครงสร้างห้องฉุกเฉินเอง โครงสร้างรถฉุกเฉิน ที่ไปรับผู้ป่วยนะครับ รวมถึงการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย ต่าง ๆ นะครับ รวมถึงการเยี่ยมผู้ป่วยด้วยต้องมีการปรับมากมายครับ ซึ่งตรงนี้เองต้องฝากถึงพี่น้องประชาชนครับ การดูแลตัวเองยังเป็นเรื่องที่สำคัญครับ แม้สถานการณ์ COVID-19 ปัจจุบันตัวเลขผู้ป่วยใหม่จะเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียวก็ตาม แต่การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อย่าลืมให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ ใครที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน พูดจากันดี ๆ ครับ อย่าหมดศรัทธาในคนไทยด้วยกันเองครับ และทางกระทรวงสาธารณสุขนั้นก็ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนคนไทย วันนี้ขออนุญาตจบการแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 นะครับ หรือ ศบค. ไว้เพียงเท่านี้ครับ และพบกันใหม่วันพรุ่งนี้ ขอบคุณครับ และสวัสดีครับ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ] Ր