--- title: การแถลงข่าวศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ช่วง 11.30-12.30 (9 ก.ค. 63) subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.45 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ... Ր [เสียงดนตรี] (คุณปวีณา) สวัสดีค่ะ ต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่การแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จากทำเนียบรัฐบาลนะคะ ณ เดือนกรกฎาคมนี้เราจะมาเจอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงของการสรุปสถานการณ์ของไวรัส COVID-19 และมาตรการต่าง ๆ จากทำเนียบรัฐบาลนะคะ วันจันทร์และวันพฤหัสบดีค่ะ ลำดับแรกขอเรียนเชิญ นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. สรุปประเด็นการแถลงข่าวในวันนี้ เรียนเชิญค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) กราบสวัสดีครับ พี่น้องประชาชนครับ กระผม นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน มารายงานตัวในฐานะโฆษก ศบค. ครับ วันที่ 9 กรกฎาคม ยังต้องใช้หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย ในการดูแลสุขภาพของท่านนะครับ วันนี้ผมมีประเด็นที่จะได้รายงานนอกจากสถานการณ์รายวันแล้วนะครับ ก็ยังมีชุดข้อมูล ซึ่งเป็นการสำรวจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ในเรื่องของชุดพฤติกรรมสุขภาพที่เราเน้นย้ำกันทั้งหลายนี่ครับ ที่เราสรุปขึ้นมา เดี๋ยวรายละเอียดจะอย่างไร เดี๋ยวเรามาชมกัน เห็นคำถามคำตอบหลายเรื่องน่าสนใจมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Medical and Wellness Program หรือเรื่องของการนำคนป่วยมารักษา ที่ไม่ใช่โควิดนะครับ เน้นย้ำอีกทีหนึ่ง แล้วก็เรื่องต่าง ๆ อีกหลายเรื่องทีเดียวครับ มาสถานการณ์วันนี้ครับ 5 ราย อยู่ใน State Quanrantine ทั้งสิ้นครับ ทำให้ยอดรวมสะสมอยู่ที่ 3,202 รายนะครับ รวมของตัวเลขที่อยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้สะสมมาอยู่ที่ 265 รายแล้วนะครับ มีเพิ่มขึ้นของผู้ที่หายป่วยแล้ว 11 ราย ทำให้ตัวเลขรวมอยู่ที่ 3,085 ราย เสียชีวิตไม่มีเพิ่มขึ้น รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 59 ราย แล้วก็ทำให้เห็นภาพของกราฟนี้แล้ว ก็จะเห็นนะครับ ว่าสีฟ้านะครับ ประทานโทษครับ สีแดงที่เป็นผู้ป่วยใหม่ ก็ตัวเลขก็จะต่ำลงไปแทบแตะพื้นเลย แต่ถ้านับยอดของวันที่ไม่มีผู้ป่วยรายงานในประเทศ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม มาถึงวันนี้ ก็คือ 45 วันแล้ว ที่ตัวเลขไม่มีผู้ป่วยรายงานในประเทศ ใน 5 รายนี้ มาจากไหนบ้างครับ 4 ราย มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชาย 3 คน อายุ 38 ,40 และ 54 หญิง 1 คน อายุ 42 ปีนะครับ ทั้งหมดอาชีพรับจ้าง เดินทางมาถึงไทยวันที่ 2 กรกฎาคม เข้าพัก State Quarantine ที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี โดยตรวจหาเชื้อวันที่ 7 กรกฎาคม ผลตรวจพบเชื้อ แต่ทั้งหมดไม่มีอาการ อียิปต์ 1 ราย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 22 ปี เดินทางกลับมาถึงไทย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่ามีอาการได้กลิ่นและการได้กลิ่น และการรับรู้รสลดลงนะครับ ส่งตรวจหาเชื้อวันที่ 8 กรกฎาคม ก็พบว่ามีการติดเชื้อ แต่สังเกตนะครับ หลัง ๆ มา อาการน้อยมาก แทบจะไม่มีอาการ ที่จะมีก็แค่เรื่องกลิ่น เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ นี่คือสิ่งที่เป็นข้อสังเกต ณ ตอนนี้นะครับ เพราะว่าส่วนหนึ่ง เพราะเป็นวัยแรงงานกันทั้งสิ้น มาดูครับ สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์กลับมาแล้ว 1,324 คน ผลเชื้อ ยืนยันไปแล้ว 23 คน บวกเพิ่มวันนี้ 4 คน อียิปต์อยู่ในอันดับที่ 10 กลับมาแล้ว 800 คน ผลบวกยืนยัน ผลยืนยันนี่ 7 คนนะครับ บวกเพิ่มวันนี้ก็คือ 1 คนนะครับ ไปดูว่าภาพรวมของคนที่กลับมาจากต่างประเทศนี่ ส่วนใหญ่มีอาการ หรือไม่มีอาการ เราจะเห็นเป็นกราฟ ในช่วงของกราฟวงกลมซ้ายมือ สะสมนี่มีอาการมากกว่าไม่มีอาการนิดหน่อยนะครับ มีอาการนี่ คือ 51.2 ที่มามีอาการเยอะ ช่วงหลัง ๆ มาไม่ค่อยมีอาการ จะเห็นกราฟของวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง วันที่ 8 กรกฎาคม ในช่วงประมาณสัก 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ไม่มีอาการเกือบ ๆ 60 เปอร์เซ็นต์นะครับ เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงไปนะครับของโรคนี้ แล้วก็ทำให้กราฟแท่งทั้ง 2 แท่งนี้ ก็จะมีความแตกต่างกันนะครับ เรามาดูทางขวามือ เอา update ล่าสุดนี้เลยแล้วกัน 31 เปอร์เซ็นต์ คือกลุ่มที่ไม่มีอาการก่อนเดินทาง ก็ประมาณ 1 ใน 3 พูดง่าย ๆ 1 ใน 3 ไม่มีอาการ สีส้ม 36.67 ก็คือ ประมาณอีกสัก 1 ใน 3 เหมือนกันนะครับ ก็มีอาการก่อนเดินทาง แล้วก็ส่วนกลุ่มที่มีอาการ แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือ 1 ใน 4 เท่านั้นเอง สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ ซึ่งเราจะต้องมีสถิติเหล่านี้เอาไว้ ดูแลคนที่เดินทางเข้ามา ก็นับง่าย ๆ ก็คืออาจจะมีอาการ 1 ใน 4 แล้วก็ไม่มีอาการ ไม่มีอาการก่อนเดินทาง 1 ใน 3 เท่านั้นเองนะครับ ไปดูสถานการณ์ทั่วโลกครับ พบว่าตอนนี้แตะไปที่ 12 ล้านแล้วนะครับ 12,160,000 กว่าคน เพิ่มวันเดียวนี่ 214,892 คน ผมกำลังหาข้อมูลยืนยันนะว่า ภาษาหุ้นเขาบอก New Hight หรือเปล่า มี 2 แสนบ้างนิดหน่อย 2 แสนวันนี้กับเมื่อประมาณสักสัปดาห์ที่แล้วกับวันนี้ ยังตรวจหา เช็กข้อมูลตรงนี้อยู่ เรียกว่าถ้า 2 แสนนี้นานเจอที แต่ตอนนี้ยัง 200,000 อยู่ ทำให้เราต้องกังวลตรงนี้อยู่นะครับ ส่วนของการเสียชีวิตตอนนี้ 5,428 ศพ เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ทำให้ยอดรวมเสียชีวิตไปแล้ว 520,000 กว่าศพ นะครับ สหรัฐอเมริกายังเป็นอันดับที่ 1 new case ของเขา 60,000 กว่าใน 1 วันนี่นะครับ ทำให้ตัวเลขของเขาอยู่ที่ 3,100,000 กว่า บราซิลรองลงมาอยู่ 1.7 ล้าน เพิ่มขึ้นมาวันเดียว 41,000 อินเดียเป็นอันดับที่ 3 760,000 เพิ่มมาวันเดียว 25,000 และมีตัวเลขที่เสียชีวิต ระบายสีกรอบสีพื้นหลังสีแดงนี่นะครับ สหรัฐอเมริกา 130,000 ที่เสียชีวิตไปนะครับ บราซิล 68,000 แล้วก็เม็กซิโกอีก 32,000 ไทยเราอันดับก็ถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ นะครับ ถอยหลังนี่ดีนะครับ ตอนนี้ 99 ก็เท่ากับเมื่อวานนี้อยู่ที่ 3,202 นะครับ แล้วก็อันดับทั้งหลายอยู่ใน 21 - 50 ก็อยู่ในตารางที่ 2 สิ่งที่เราจะต้องดูเพื่อนบ้านเรา สิงคโปร์ยังเป็น 3 หลักอยู่เลยนะครับ 158 แล้วก็ฟิลิปปินส์ 4 หลักเลยครับ 2,400 กว่า นะครับ UAE สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นะครับ 44-45 นะครับ คนที่เดินทางกลับเข้ามาอยู่ อินโดนีเซียก็ยังเป็นพัน 1,800 กว่า นี่คือสิ่งที่เป็นสถานการ์ทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงว่า ไทยเราเป็น 0 สบายใจได้ไหมอีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือของทั้งโลกยังวิกฤติอยู่ ต้องเรียกอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่าเพิ่มขึ่้นวันเดียว 2 แสนกว่า จะบอกว่าปลอดภัยไม่ได้แน่นอนนะครับ เรามาดูครับ มีการสำรวจนะครับ โดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์การอนามัยโลกร่วมกับเอเชียใต้และตะวันออก และก็คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี สปสช. สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสำรวจนะครับ เรื่องของการป้องกันการแพร่ระบาด ของโรค COVID-19 ระหว่างมาตรการผ่อนปรน ซึ่งตรงนี้เขาเชิญชวน อสม. นะครับ มาร่วมในการดำเนินงานด้านนี้ 77 จังหวัด แล้วก็ให้ อสม. ไปทำแบบสอบถาม ใช้แบบสอบถามนี้ไปสอบถามภาคของประชาชน ใช้เวลา 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็เอามาคำนวณ มาดูว่าชุดพฤติกรรมของคนไทยเป็นอย่างไร จำนวนผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมดประมาณ 470,000 กว่าคนนะครับ เยอะเหมือนกันนะครับ 4 แสนกว่า แต่ อสม. เรา มีประมาณล้านเศษ ๆ นิด ๆ นี่นะครับ เราก็ให้เขามาช่วยกัน ก็ช่วยกันได้ขนาดนี้นะครับ ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มากทีเดียว ก็จะเห็นว่าหญิงมากกว่าชาย เยอะเลย หญิงเกือบ ๆ 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มัธยม ปวช. ปวส. ก็เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็กระจายตามภาคต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า ทำธุรกิจส่วนตัวเสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ เกษตรรองลงมา คำถามที่เกี่ยวข้อง ก็จะถามเรื่องของพฤติกรรมป้องกันตนเองนี่แหละครับว่า เขาเป็นอย่างไร การ์ดตกไหม ใส่หน้ากากอยู่ไหม กินร้อนช้อนกลางเป็นอย่างไร ล้างมือเป็นอย่างไรบ้าง อยู่ใกล้คนอื่นหรือเปล่านะครับ เอามือไปแตะหน้าจมูกอะไรไหมนี่นะครับ ซ้ายมือก่อนนะครับ ที่สีเขียวทั้งประเทศ ก็บอกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ 0.84 ถือว่าดีนะครับ 0.84 ถือว่าดี เต็มก็คือ 1 นั่นละครับ ทุกพฤติกรรมมาดู ๆ กันนี่นะครับ แต่ถ้าดูแยกเฉพาะเรื่องของหน้ากากอนามัย อันนี้ดีเลยครับ 0.92 ถ้าดูเฉพาะเรื่องของการกินร้อน ช้อนกลางของตนเอง 0.90 ก็ดีครบ ล้างมือล่ะ ดีไหม 0.88 ก็ถือว่าดี และระวังไม่อยู่ใกล้คนอื่นในระยะน้อยกว่า 2 เมตร อันนี้ลงมาเรื่อย ๆ 0.79 แล้วก็เรื่องของเอามือไปแตะหน้า ไปแตะจมูก อันนี้ลงมาเลยครับ เหลืออยู่ 0.73 ก็จะเห็นการกระจายตามภาคต่าง ๆ ชุดข้อมูลเหล่านี้ก็ฝากผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ แล้วก็เห็นทั้งเป็นฝ่ายสาธารณสุข แล้วก็ฝ่ายของด้านการควบคุมโรค ฝ่ายมั่นคง ป้องกันทั้งหลาย ก็นำเอาชุดข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์นะครับ แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่า ฉันทำได้ดีกว่านี้ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวรอบหน้าท่านอาจจะทำได้ดีกว่านี้ เราจะมีการสำรวจทั้งหมดประมาณ 5-6 รอบ ก็จะทำเป็นระยะ ๆ ไปนะครับ ก็อาจจะช่วยทำให้ท่านได้ใช้เวลานี้ในการปรับปรุงตัวเลขของจังหวัดท่าน ของพื้นที่ของท่านให้ดีขึ้น มาดูช่วงเวลาครับ พฤติกรรมการป้องกันตนเอง ระหว่าง 17 พฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 มาถึง 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระยะที่ 5 นะครับ จะเห็นนะครับ กราฟแต่ละพฤติกรรม มันเตี้ยลง ๆ มันถอย ความร่วมมือในแต่ละด้าน ๆ ลดลง ถ้าเรียกว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ลดลงทั้งนั้นเลยนะครับ ทุกพฤติกรรมเลย ไม่ว่าจะเป็นใส่หน้ากาก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ อะไรทั้งหลายนี้ลดลงมา ภาพรวมจากเดิมที่เราเอาเส้นสีดำนี่นะครับ ภาพรวม 85.3 เปอร์เซ็นต์ พอมาถึงกรกฎาคม คือ 1 กรกฎาคม เหลืออยู่ 1.87 เปอร์เซ็นต์นำเรียนนะครับ ว่าถ้าท่านตั้งคำถาม ว่าการ์ดตกหรือไม่ อันนี้เห็นภาพชัดเลยครับ การ์ดตกลงมาแน่นอน แต่ก็อีกนั่นล่ะครับ ชุดพฤติกรรมของเราก็ปรับไปตามมาตรการ แต่มาตรการระยะหลังมีความเสี่ยงสูง ท่านก็ต้องพึงระวังตรงนี้เอาไว้ด้วย มาดูเรื่องของการใช้เว็บหรือ Application Thai Chana มีการใช้มากน้อยแค่ไหน อันนี้สำรวจมาเมื่อเดือนที่แล้ว 5-11 มิถุนายน ก็พบว่ามีการใช้ แต่ว่าไม่ค่อยได้มากเท่าไหร่นะครับ อันแรกก่อน สถานที่ใดที่ไม่มีเว็บ หรือ ApplicationThai Chana หรือสมุดลงชื่อไว้ให้ ชัดเจนเลยครับ ตลาดสด ร้านค้าในตลาด อันนี้ไม่มีนะครับ 46.9 เปอร์เซ็นต์ ห้างสรรพสินค้า ไม่มีถึง 17.1 เปอร์เซ็นต์ ร้านขายของที่อยู่นอกห้าง ร้านอาหารที่อยู่นอกห้าง 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นก็ลดหลั่นลงมา แล้วเคยไป แต่ไม่เช็กอินหรือไม่ทำ หรือไม่ทำไมนะครับ ก็พบว่า 18 เปอร์เซ็นต อันดับแรกบอกลืม อันดับ 2 บอกว่าไม่มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว อันดับ 3 บอกว่า ร้านค้าไม่มี QR Code ให้ scan นะครับ ไปถามถึงนโยบายรับคนไทยกลับจากต่างประเทศนะครับ ว่าท่านสนับสนุนนโยบายรับคนไทยมีแสดงความจำนงต้องการการกลับจากต่างประเทศ แล้วก็มีมาตรการที่จำเป็นกักตัว 14 วันทุกคนนี่นะครับ มากน้อยเพียงใด เขาบอกว่าสนับสนุนอย่างยิ่ง 44.5 เปอร์เซ็นต์ แล้วสนับสนุน 44.1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่สนับสนุนครับ นี่เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ก็คนไทยต่างช่วยกัน และถ้าบอกเอาคนไทย นักท่องเที่ยวมาจากต่างประเทศล่ะสนับสนุนไหม ก็คือ Travel Bubble ครับ ปรากฏว่าไม่สนับสนุน แล้วก็ไม่แสดงความคิดเห็นเป็นส่วนใหญ่กว่าครับ เรียกว่าแดงเถือกเลยนะครับ 45.2 เปอร์เซ็นต์นะครับ ในกลุ่ม travel bubble เพราะฉะนั้น นั้นคือสิ่งที่ท่านได้ให้ชุดข้อมูลนี้ เราก็จะได้เอามาวางแผนในการทำงานต่อ ถามว่ามั่นใจว่ารัฐบาลจะควบคุมการแพร่ระบาดในระลอก 2 หรือไม่นะครับ ส่วนใหญ่มั่นใจมาก และมั่นใจถึง 55.3 เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็ต้องขอบคุณ ถ้าท่านมั่นใจกับเรา ท่านก็ต้องมั่นใจกับตัวเองด้วยนะครับ ที่จะช่วยกันในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการนะครับ ชุดพฤติกรรมส่วนตัว เพราะว่าเราประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่กับภาครัฐบาลอย่างเดียว ภาคของประชาชนนี่ล่ะครับ มีความสำคัญ ทางทีมนี้มีการสำรวจเพิ่มเติมต่อนะครับ เอามาเปรียบเทียบกันอีก มี online Platform ขึ้นมานะครับ มีออฟไลน์ คือ เดินไปสำรวจต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ผ่านโทรศัพท์ด้วยอีกต่างหาก อีกหลายแบบฟอร์ม ก็ปรากฏว่า มาดูนะครับ อสม. ตอบนี่ เปรียบเทียบกัน 3 แพลตฟอร์ม ก็พูดง่าย ๆ อสม. ก็คือแทนประชากรของคนต่างจังหวัดนะครับ ส่วนออนไลน์หรือโทรศัพท์ทั้งหลายแทนตัวแทนของคนในกรุงเทพฯ จะเห็นนะครับ กราฟสีแดงของ อสม. ที่ไปถาม ช่วยถามให้ แทนทางเรานี่ คะแนนสูงกว่า อันนี้ต้องขอบคุณคนต่างจังหวัดนะครับ ที่ยังมีชุดพฤติกรรมต่าง ๆ นะครับ ถึงแม้จะการ์ดตกบ้าง แต่ก็ยังสูงกว่าคนกรุงเทพฯ คนอยู่ในเมืองทั้งหลาย ซึ่งคะแนนต่ำลงมากว่ามาก 80 กับ 70 นี่นะครับ ห่างกันเป็น 10 เกือบ ๆ 10 คะแนนนี่นะครับ ก็ต้องขอบคุณ เอาล่ะครับ เดี๋ยวจะมีการนำเสนอชุดต่าง ๆ เหล่านี้มาให้ท่านทราบในกาปรับชุดพฤติกรรมต่าง ๆ มีชุดข้อมูลของคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศนะครับ แล้วก็ชุดของคนที่เดินทางกลับเข้ามาผ่านจุดผ่านแดนต่าง ๆ ผมจะขออนุญาตนำเสนอไปเร็ว ๆ ผ่านสไลด์นี้ โดยที่ไม่ได้ลงในรายละเอียดนะครับ ท่านสามารถที่จะเข้าไปดูได้ในเฟซบุ๊กของทางศูนย์ข้อมูลโควิด-1 9 และก็ของทางด้านของไทยคู่ฟ้า ซึ่งเราจะขึ้นที่นั่น เพื่อที่จะให้ทางสื่อมวลชนที่มีญาติทั้งหลายนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาในการรายงานใน ณ วันนี้ เช่นเดียกวันกับเรื่องของแพลตฟอร์มไทยชนะมีการใช้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็การตรวจ ศปม. ต่าง ๆ นะครับ ที่เราช่วยกันตรงนี้ครับ ไปที่คำถามเลยครับ (คุณปวีณา) วันนี้มีประเด็นคำถาม โดยเฉพาะข้อห่วงใยจากประชาชนและสื่อมวลชนนะคะ ประเด็นแรกค่ะ เป็นการสอบถามเรื่องของการเดินทางมาของแขกพิเศษของรัฐบาล กับกลุ่มของคนที่เดินทางมาด้วยข้อตกลงพิเศษ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ มีข้อสงสัยค่ะ ว่าผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศมายังประเทศไทยแล้ว คณะที่ดูแลกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วันด้วยหรือเปล่าคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ครับ ก็เป็นข้อห่วงใยที่เกิดขึ้นจากภาคของทางสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ถามกันมามากมายเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็นำเรียนเลยนะครับว่า ทางท่านประธานในที่ประชุม เมื่อเช้านี้ก็ยังคุยกันอยู่นะครับ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ในฐานะประธานของ ศบค. ชุดเล็กนี่นะครับ เอาแต่ละเรื่องเข้ามานั่งคุยกันเลย แล้วก็เห็นวิธีการแจกแจงในเรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ ผมมีข้อมูลชุดเป็นปึกเลยนะครับ มากมายก่ายกอง แต่ว่าตัดมาเฉพาะของคณะผู้ติดตามก่อนนะครับ ก่อนจะพูดคณะผู้ติดตาม ผมขอเกริ่นนิดหนึ่งนะครับ คณะชุดของทางท่าน ผบ.ทบ. สหรัฐฯ มานี่ ถือเป็นเรียกว่า กิจการอันแรกหรือเปล่าครับที่เราได้ทำ จริง ๆ เรียกอย่างนั้นก็ได้ครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วกำหนดอยู่ในพระราชกำหนด ขออภัย ข้อกำหนดนะครับ ที่เราได้ออกมาในมาตรการระยะที่ 5 นี้ จะมี 2 กลุ่มที่ออกมาและสามารถที่จะเดินทางเข้ามาได้ ก็คือ 1. แขกรัฐบาล และ 2. คือกลุ่มที่เป็นข้อตกลงพิเศษ เป็นนักธุรกิจที่เข้ามาในระยะสั้น ภาษาอังกฤษ ก็คือ special arrangement ตรงนี้ เพราะเป็นความแตกต่างระหว่างระยะที่ 4 กับระยะที่ 5 คือตรงนี้ครับ ถ้าเป็นเดิมนี่ มาทุกคน ต้องเข้า State Quanrantine 14 วันทุกคน แต่ครั้งนี้เราผ่อนคลายขึ้นมาเพราะว่าเราสามารคควบคุมกิจการ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วลงในรายละเอียดคนที่จะมากำกับติดตามกำหนดไว้เลย 1. ก็คือเป็นคนที่เชิญมา ต้องจัดทีมชุดประกบกับ 2 กลุ่มนี้ 2 กลุ่มเป้าหมายนี้นะครับ แล้วก็ต้องเป็นคณะเล็กอย่างที่ว่า อีกกลุ่มหนึ่งเป็นทางด้านสาธารณสุขและมั่นคงจะต้องประกอบทีมกัน คอยติดตามตลอด 2 กลุ่มนี้ก่อนที่เขาจะมาติดตามนี่ เขาต้องทำหน้าที่ ต้องไปอบรม ต้องไปรู้จักวิธีการที่ป้องกันตัวเองอะไรต่าง ๆ มาพอสมควรแล้ว แล้วกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เจอกันในระยะสั้น ๆ และมีระยะห่างทุกครั้ง เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกักตัวต่ออีก 14 วัน ซึ่งถ้าจะถามว่าแล้วเรามั่นใจได้อย่างไร จริง ๆ เราเคยทำมาก่อนแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เดินทางเข้ามาอยู่ที่สุวรรณภูมิที่กลับมาจากต่างประเทศ มีเจ้าหน้าที่ของเราบางกลุ่มที่ต้องไปตรวจเช็กอะไรทั้งหลาย กลุ่มพวกนี้ทำงานกันมาตลอดไม่เคยต้องไป Quarantine ตัวเอง 14 วันเลยครับ เพราะยังต้องหมุนเวียนเข้าไปอยู่เวร ทุกคนก็ไม่ได้ต้อง State Quanrantine เช่นเดียวกันกับคนที่อยู่ State Quarantine แล้วต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปประกบไปคอยดูแลเขา กลุ่มคนกลุ่มเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกกักตัว 14 วัน แต่ในระหว่างนั้นก็จะต้องมีทักษะในการที่จะดูแลตัวเองให้ได้อย่างดี เพราะฉะนั้นตอบคำถามได้แล้วครับว่า ไม่จำเป็น แต่ว่าเขาจะต้องมีการสังเกตอาการตัวเอง แล้วก็จัดการในเรื่องของ หลังจากเดินทางเสร็จก็จะต้องไป เขาเรียกว่า ต้องแจ้งกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดเวลา มีระบบในเรื่องของการ checkup ของทั้งทุกกลุ่มที่ว่าพอกลับไปแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ของเราต้องถูกเช็กตลอดเหมือนกัน นี่คือความมั่นใจในระบบสาธารณสุขไทยครับ (คุณปวีณา) อีก 1 ประเด็นคำถาม เรื่องของการเปิดให้กลุ่มของ Medical wellness เข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเราจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ของโรงพยาบาลเอกชนก่อน ก็เลยมีคำถามว่า เราเปิดให้โรงพยาบาลเอกชนนี่รับกลุ่มนี้เพื่อเอื้อให้กับภาคเอกชนหรือเปล่าคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ก็ถ้าจะถามว่า เอื้อให้ภาคเอกชนไหม ก็ต้องตอบว่าเอื้อครับ แต่ถามว่าเป็นอะไรที่ทำเป็นพิเศษไหม ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนะครับ นำเรียนนะครับ ว่าเรื่องของการดูแลผู้ป่วยต่างชาตินี่ เราทำมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว หมายความว่า ก่อนมีโควิด โรงพยาบาลเอกชนทั้งหลายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรืออยู่ในกรุงเทพมหานครหรือว่าในต่างจังหวัด ก็ล้วนแล้วแต่ดูแลกลุ่มของผู้ป่วยต่างชาติที่เขามีความศรัทธา มีอะไรก็แล้วแต่ บินมาอยู่แล้ว แต่ช่วงพอมีโควิดเขาไม่สามารถเข้ามาได้ บางคนเข้ามา Admit โน่นนี่นั่น แล้วอยู่กับเราเข้ามาไม่ได้แล้ว บางคนต้องมา follow up เข้ามาติดตามมารักษาก็ไม่ได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามแต่นะครับ วันนี้ได้มีการพูดคุยกันว่า การที่ให้เขาเข้ามานี่ นอกจากจะเพื่อที่จะ Followup ดู ตามงานภาระเดิมที่มีอยู่แล้ว ต้องมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องมาแล้วอยู่กับเราได้ 14 วัน และต้องปลอดภัย กิจการ กิจกรรมอะไรบ้างล่ะครับ ที่จะเข้ามาแล้วทำให้เกิดความปลอดภัย ถ้าบอกว่าโรงพยาบาลเป็นธุรกิจ ธุรกิจหนึ่งนะครับ ซึ่งดูแลเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะฉะนั้นน่าจะมีความสุ่มเสี่ยงน้อยที่สุดและสามารถที่จะควบคุมกำกับนะครับ และขณะเดียวกันการยืดระยะเวลาไป 14 วัน ทำคล้าย ๆ เป็น State Quarantine ยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกคุยกันขึ้นมา แล้วก็โรงพยาบาลที่จะเข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็มีรายงานขึ้นมาว่าตอนนี้ถึงประมาณสักตอนนี้ 70 กว่าแห่ง 70-85 แห่งนะครับตรงนี้เข้ามาจำนวนมากทีเดียว พวกเขามีศักยภาพในการที่จะดูแลนะครับ แล้วก็ตอนนี้สิ่งที่ลงไปในรายละเอียดมากกว่าที่จะบอกว่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้วนี่นะครับ ยังต้องด้าหนึ่ง ก็คือว่าต้องไม่กินทรัพยากร สมมุติว่าเราจะต้องมีการที่จะต้องใช้เตียงของโรงพยาบาลเอกชน case ต่าง ๆ ที่จะต้องมานอนนี่ ต้องไม่ทำให้เกิดภาระมาก ๆ เช่น เอากลุ่มที่หนัก ๆ มา เอากลุ่มที่ผ่าตัดหัวใจ ไต ตับอะไรทั้งหลายเยอะแยะนี่ เมื่อเช้าทางท่านพลเอก ณัฐพล ได้มาพูดคุยในฐานะประธานว่า ขอเอามาดูครับ ตอนนี้ก็เลยมีการเลือกเอาเฉพาะกลุ่มของคนที่ผ่าตัดไม่ใหญ่นะครับ ยกตัวอย่าง อย่างที่ผมเคยนำเรียน ทำตา ทำจมูก ทำลูก ทำฟันอะไรนี่ อะไรทั้งหลายนี่นะครับ เอาขึ้นมาก่อน เขาไล่เลียงขึ้นมาเลยครับว่า รายการไหนมีความสำคัญก็มีหลายอย่าง เรื่องของตา เรื่องของโรคทางกระดูกและข้อ เรื่องของการทำลูกอย่างที่ว่า IVF เรื่องของการผ่าตัดแปลงเพศอะไรทั้งหลาย บางเรื่องก็สามารถทำได้นะครับ เรื่องพลาสติกเซอร์เจลรี เรื่องของการรักษา เรื่องของเขาเรียก แอนตี เอจจิง ก็คือกลุ่มของคนที่ เรื่องของความเยาว์วัยอะไรทั้งหลายนี้นะครับ เป็นเรื่องที่มีผู้ป่วยอยู่แล้ว ที่มีตัวเลขรายงานที่มีการลงทะเบียนนี่ รวม ๆ แล้ว 1,385 รายชื่อของผู้ป่วยที่จะเข้ามา นะครับ แล้วแถมมีผู้ติดตามเข้ามาอีกสัก 1,000 คน รวม ๆ แล้วทั้งผู้ติดตาม รวมทั้งผู้ป่วยนี่ประมาณสัก 2,000 นะครับ ที่จะเข้ามาในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายนนี่นะครับ ถ้าเป็นญาติที่เข้ามาก็นอนอยู่เฉย ๆ อยู่ในโรงพยาบาลกับเขาด้วย 14 วัน แต่หลังจากนั้นถ้าสมมติว่า มาผ่าตัด อาจจะต้องมีบ้างครับ ที่จะอยู่รอเพื่อที่จะ followup อีกรอบหนึ่ง ตรงนี้ละที่เมื่อเช้านี้ก็พูดคุยกันว่า ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาจจะเข้ามาเชื่อมโยงกับทางกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนำโดยทีมของภาคเอกชนนี่ เชื่อมกันว่าถ้าอยู่ต่อ ในเมื่อเขาอยู่ครบ 14 วันแล้วปลอดเชื้อแน่นอนครับกลุ่มนี้ ร่างกายเขาแข็งแรงดี ไปเที่ยวต่อเลยไหม จัดแพ็คเกจทัวร์ให้ต่อเลยไหม ซึ่งอันนี้แน่นอนเขาก็รู้สึกสบาย เขาก็รู้สึกสบาย คนที่เข้ามาไม่มีเชื้อแน่ ๆ เหมือนกับที่เราพยายามที่จะให้คนไทยของเราเที่ยวกันเอง เพราะว่าเรามั่นใจว่า เราก็ State Quarantine กันมา ถ้าวันนี้บอกปลอดเชื้อมา 45 วันนี้ ถ้าเราเชื่อทฤษฎีของ 14 วัน ก็ปลอดภัยแล้ว นี่ 45 วันถ้าปลอดเชื้อ เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะไปไหนมาไหนได้โดยเต็มที่ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนกลุ่มนี้ก็จะมีความมั่นใจ จับจ่ายใช้สอย เที่ยวเมืองนู้นเมืองนี้ จะอยู่ที่กรุงเทพฯ อาจจะไปเที่ยวพัทยา ไปลงที่ภูเก็ต เราเปิดให้เขาไปได้ทั้งหมด แพคเก็จทัวร์ทั้งหลาย กลุ่มพวกนี้ก็จะกระจายรายได้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วยนะครับ (คุณปวีณา) และอีก 1 ประเด็นคำถาม เมื่อสักครู่ท่านโฆษกบอกไปแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ 45 แต่ยังสบายใจไม่ได้ 1 ประเด็นที่ท่านโฆษกพูดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาท่านบอกว่า 1 ประเด็น ที่ต้องระวังก็คือกลุ่มแรงงาน ที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หลายคนอาจจะตกใจ 3,000 กว่าคน แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร จะไปดูแลได้หรือเปล่า หรือว่าประชาชนต้องระวังตัวเองเท่านั้นคะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) เมื่อเช้านี้ทางท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขนะครับ ท่านนายแพทย์ปิยะสกล นะครับ ท่านอาจารย์อุดม มีการประชุมกันในที่ประชุมของทางกระทรวงสาธารณสุข มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ให้ความสำคัญนะครับว่า เรามั่นใจกับตัวเลข 0 ตรงนี้ได้แค่ไหนนะครับ ท่านอธิบดีกรมควบคุมโรคนะครับ ท่านนายแพทย์สุวรรณชัย ก็พูดออกมาว่าไม่น่าจะมั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าอย่างที่บอก ข้อที่ 1 คือ มีแรงงานต่างด้าว ซึ่งเข้าเมืองมาผิดกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงนี้นะครับ ก็มีมาตลอด แต่ช่วงนี้มีขึ้นมาเพราะว่าเราอยู่ในระยะผ่อนคลายระยะที่ 5 กิจการกิจกรรมทั้งหลายถูกผ่อนคลายขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็มีความต้องการที่จะใช้แรงงานอย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมนี่ก็เข้ามากันอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้เป็นเรื่องของโควิด ก็ต้องมีความเข้มกันมากขึ้น เรื่องนี้ก็เลยจะต้องมีการคุยกันว่า แล้วจะต้องทำกันอย่างไรนะครับ อันนีี้ คือ อันที่ 2 ที่เราจะช่วยกันจัดการ อันที่ 2 ก็คือในกลุ่มของคนไทยกันเองนี้ครับ มีเชื้อบ้างไหม ไม่มีใครกล้าบอกว่า มีหรือไม่มี ตอนนี้จะต้องมีการผ่อนคลาย เขาเรียกเกณฑ์ PUI จำได้ไหมครับ เกณฑ์ที่จะต้องมีการตรวจมากขึ้น กลับมาจากต่างประเทศไม่ค่อยมีใครกลับมาจากต่างประเทศ คนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศแทบไม่ค่อยมี ต้องเดินไปที่ชุมชนเราก็ชุมชนกันอยู่แล้ว ต้องคลายกฏต่าง ๆ ให้คนตรวจกันมากขึ้น อาจจะมีอาการน้อย ๆ อย่างจมูกไม่ได้กลิ่น มีไข้ จะผ่อนคลายเกณฑ์นี้เข้าไปอีก เพื่อหาคนเข้ามาตรวจให้มากขึ้น ตอนนี้ตรวจกันได้ไป 6 แสนกว่าคน ยังไม่พอนะครับยังจะต้องตรวจไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น 2 อย่างนี้ต้องทำไปให้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อันนี้ก็คือทำให้เป็นชุดข้อมูลที่เราบอกว่า ไม่มั่นใจว่าจะเป็น 0 แต่ขณะเดียวกันอีกชุดข้อมูลหนึ่ง เราจะต้องมีการป้องกันอย่างไรดีนะครับ คนที่มาจากแรงงานผิดกฏหมาย เมื่อเช้านี้เราก็คุยกันนะครับว่า เราจะต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา ฝ่ายมั่นคงบอกว่า ไปตรวจตามแนวขอบชายแดน โอ้โห เป็น 1,000 กิโลเมตร ตรวจไม่ไหวครับ บางที่เป็นด่านทางบก ก็คือเป็นแดนธรรมชาติ 2 ฝั่งนี้เขาเป็นญาติกัน ก็ไปมาหาสู่ญาติกันตรงนี้อยู่แล้ว จะเอาทหาร เอาฝ่ายตำรวจตระเวนชายแดนทั้งหลายไปคุมทั้งหลาย ก็คงจะได้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมดแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะเข้ามาเป็นแรงงาน เขาจะต้องผ่านจากตรงนั้นแล้วมาเข้ามาสู่ในเมือง เพื่อรับจ้างเป็นแรงงาน เมื่อเช้าท่านพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ขอให้กองกำลังชุดที่เป็นฝ่ายมั่นคงนะครับ มาเพิ่มจุดตรวจ สนธิกำลังกัน ในเส้น Main หลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามาในกลางเมือง ให้ไปสำรวจดูพื้นที่เส้นทางทั้งหลาย แล้วตั้งด่านจุดตรวจให้เข้มขึ้นให้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นการที่จะป้องปราม หรือกักกันได้ในระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งอันนี้ มาตรการนี้จะเกิดขึ้น แล้วเมื่อเช้านี้ทาง EOC ทางกระทรวงที่ว่า ก็ยังคุยกันว่า อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญประมาณ 1 ล้านกว่าคน คงจะรู้จักหน้าตาของคนที่อยู่ในชุมชนเกือบทุกคนได้อย่างดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีใครแปลกหน้าเข้ามา มีใครที่ไม่คุ้นเคยทั้งหลาย อสม. ต้องทำหน้าที่ในการเฝ้าระวังให้กับพื้นที่ของประเทศไทยได้ด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ 2-3 แรงนี้นะครับต้องช่วยกัน ที่ผมนำเรียนว่า ชุดข้อมูลตัวเลขนี้จากทาง ศบค. นำเรียนขึ้นมาให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ส่วนหนึ่งก็คือให้ประชาชนได้มีความตระหนักไว้ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดต้องตระหนกอะไรทั้งหลาย เพราะอย่างที่บอกก็เป็นความต้องการการใช้แรงงาน แต่ทุกอย่างทำให้ถูกกฎหมายได้ ทุกอย่างทำให้ดีได้ไหม เหล่านี้ ไวรัสเขาบอกว่ามาเปลี่ยนโลกของเรา นี่แหละครับจริง ๆ แล้ว ถ้าเราจะใช้แรงงานแบบผิดกฎหมายอยู่ ก็ไม่ควรแล้วนะครับ ก็ฝากพี่น้องประชาชนที่ประกอบกิจการร้านค้าอะไรเล็ก ๆ ทั้งหลาย ทำให้ถูกกฏหมายเสีย และเราจะได้คุมได้ และท่านจะได้สบายใจ และเราก็สบายใจ ทุกคนก็สบายใจ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ (คุณปวีณา) สุดท้ายค่ะ ให้ท่านโฆษกฝากประเด็นถึงประชาชนที่ติดตามการแถลงข่าวในวันนี้ค่ะ (นายแพทย์ ทวีศิลป์) ทั้งหมด ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันภัยนอกประเทศ ภัยในประเทศนะครับ ทุก ๆ อย่าง ศบค. นะครับ โดยท่าน ผอ. ศบค. ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ให้ความสำคัญ แล้วก็ให้มอบมาเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติต่าง ๆ ของภาครัฐ ของกระทรวงต่าง ๆ ทำกันอย่างเต็มที่ครับ แต่ที่สำคัญที่สุดที่ผมจะต้องขอ ประชาชนพี่น้องทุกท่าน ปราการที่สำคัญที่สุดที่จะป้องกันโรคได้ไม่ได้อยู่ที่ขอบรั้วชายแดน ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของภาครัฐ ไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่อยู่ที่หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย อยู่ที่ร่างกายของท่านที่ปลอดภัย อยู่ที่การล้างมือบ่อย ๆ อยู่ที่การป้องกันส่วนบุคคลนี่ล่ะครับ ต้องฝากทุกท่านดูแลตัวของท่าน ทรัพย์สมบัติของท่าน ครอบครัวของท่านด้วย เราก็จะได้ปลอดเชื้อปลอดภัยได้ไปตลอดนะครับ กราบขอบพระคุณนะครับ (คุณปวีณา) กราบขอบพระคุณนายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. นั่นก็เป็นเรื่องของการสรุปการวิเคราะห์สถานการณ์ในต่างประเทศ และมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนนั้น มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ว่าการปฏิบัติตัวของเรานั้น เป็นไปในทิศทางใดนะคะ เพื่อที่จะให้เรานะคะ สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์กันได้ในระยะยาว สำหรับคุณผู้ชมที่ต้องการติดตามข้อมูลต่าง ๆ นะคะ เข้าไปที่เพจเฟซบุ๊กข้อมูล COVID-19 รวมถึงเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้านะคะ เพื่อจะติดตามข้อมูลในแต่ละวัน ลำดับต่อไปขออนุญาตเรียนเชิญทางท่านคุณณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สรุปประเด็นการแถลงข่าววันนี้ในภาคภาษาอังกฤษ เรียนเชิญค่ะ (คุณณัฐภาณุ) [ภาษาต่างประเทศ] Ր (คุณณัฐภาณุ) [ภาษาต่างประเทศ] สวัสดีครับ (คุณปวีณา) กราบขอบพระคุณค่ะท่านณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และทั้งหมดนี้คือการแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 ที่ทำเนียบรัฐบาล ดิฉัน ปวีณา ฟักทอง พร้อมทีมงานลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ] Ր