--- title: การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า subtitle: date: วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2563 เวลา 07.31 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) เสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิกՐ เสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก แล้วก็จะมีท่าน Dr. Srinivas Tata UNESCAP Social Development Divisionจะร่วมกล่าวต้อนรับทางออนไลน์ หลังจากนั้น ก็จะมีการปาฐกถาพิเศษ โดย Mr. James Thurston Vice President for Global Strategy and Development Vice President for Global Strategy and Developmentin clusive ลำดับต่อจากนั้นจะเป็น การบรรยาย เรื่อง "ทำไมต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า" เข้าถึงประโยชน์ โดยไอโกะซึ่งท่านอยู่ที่ Social Development Division หลังจากนั้นช่วงเวลา ๑๐.๓๐ น. ก็จะเป็นการเสวนา เรื่อง "การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า" ซึ่งเราได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนะคะ ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมที่อยู่ในห้องประชุมนี้ และผู้เข้าร่วมเสวนาผ่านออนไลน์ ซึ่งผู้เข้าร่วมที่อยู่ในห้องประชุมนี้ ก็จะประกอบด้วย คณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วเราก็จะมี ผู้เข้าร่วมผ่านเสวนาออนไลน์ก็จะมี Parliament of Malaysia Senator Ras Adiba RadziParliament of Malaysia and social Ms. San Yuenwah ESCAP Senior Advisor ผู้ดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ ก็จะเป็น ท่านมณเฑียร บุญตัน ร่วมกับทางอาจารย์วิริยะ นามศิริพงษ์พันธ์ อยู่ในห้องนี้ ส่วนท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจะทำหน้าที่ผ่านทางซูมนะคะ การเสวนาครั้งนี้เรามีการจัดทำคำบรรยายเสียงและภาพ แล้วก็จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีรัฐสภา แล้วก็ผ่าน Facebook Live ด้วย ซึ่งก็จะมีการแปลล่ามภาษามือ ผ่านทางเฟสบุ๊กไลฟ์ด้วย ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เรารอท่านประธาน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่พิธีเปิด จะขออนุญาตนำเรียนการเสวนาโต๊ะกลมวันนี้ แต่เพียงเบื้องต้นก่อน ขอบคุณค่ะ ขณะนี้ท่านประธานได้เข้ามาถึงห้องเสวนาแล้วนะคะ จะขออนุญาตนำเรียนเชิญ คณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ กราบเรียนท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ดิฉัน นางสาววันทนีย์ ในคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมวุฒิสภา ขอกราบขอบพระคุณ ท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาอย่างสูง ที่กรุณาให้เกียรติ มาเป็นประธานในพิธีเปิดการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา กิจการคนพิการ ได้พิจารณาศึกษาเสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะ ที่ทุกคนเข้าถึงเราเรียกว่า Accessibility for all การเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ถือเป็นหลัการสำคัญหนึ่ง ที่หน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึง ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการสาธารณะด้วย ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความให้ประเทศสมาชิกทั่วโลก ได้นำหลักการเข้าถึง โดยสะดวกถ้วนหน้า ไปบรรจุไว้ในกฎหมาย นโยบายการจัดซื้อจ้ดจ้างภาครัฐด้วยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคม อย่างสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรืือ ได้ศึกษาและจัดทำเอกสารทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนประเด็นความคุ้มค่า และประโยชน์ต่อการกำหนดหลักการ การเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ไว้ในกฎหมายนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเป็นหลักประกันการเข้าถึงของประชาชนทุกคน รวมถึงคนพิการ คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม วุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็นกลไกสำคัญ ที่จะช่วยสร้างให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม วุฒิสภา จึงได้ร่วมกับ UNSCAP จัดสัมมนา เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยสะดวกทั่วหน้า เพื่อเป็นเวทีสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กฎหมายและนโยบายของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะประกอบการจัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ เร่งรัด สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป การเสวนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสุดภาครัฐ ได้แก่ ๑. กรมบัญชีกลาง กระทรวงต่าง ๆ ๒. สำนักปลัดฯ 3. กระทรวงดิจิทัลฯ 4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 5. กรมส่งเสริมสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงมหาดไทย 6. สำนักงานอัยการสูงสุดและแผนรัฐวิสาหกิจ ๙. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ 10. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมอภิปรายในวันนี้ รวมทั้งได้รับเกียรติจากผู้แทนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมเสวนาในวันนี้ บัดนี้ ได้เวลาอันสมควร ดิฉัน ขออนุญาตกราบเรียนเชิญ ท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ได้กรุณาให้เกียรติกล่าวเปิด ขอกราบเรียนเชิญค่ะ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ วุฒิสภา ได้กล่าวรายงานแก่กระผมเมื่อสักครู่นี้ ท่าน Dr. Srinivas [ภาษาต่างประเทศ] Senator Ras Adiba Radzi Parliament of Malaysia Ms. Cai Cai Chief Gender Equality and Social Inclusion Section Social Development Division Ms. San Yuenwah ESCAP Senior Advisor ท่านสมาชิกวุฒิสภา Member of Senior ท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านผู้บริหารภาครัฐ ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกท่านครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ซึี่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก UNESCAP ท่านที่เคารพรักครับ เป็นทีี่ทราบกันดีว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็นกระบวนการในการงบประมาณรายจ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลได้เล็งเห็น ถึงความสำคัญในการป้องกันปัญหาการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยได้มีการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อบังคับใช้ขึ้นมาเพื่อให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามหลัก มีการส่งเสริมให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ภาครัฐทำให้แนวทางการจัดซื้อจัดจ้าง มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ ได้กำหนดหลักการหรือแนวทาง ในการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานรัฐ ต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่หน่วยงานของรัฐและต้องสอดคล้องกับ 4 หลักการ ได้แก่ ๑. คุ้มค่า ๒. โปร่งใส ๓. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4. ตรวจสอบได้ นอกจากนี้นำไปสู่ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบาย ในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่หน่วยงานของรัฐ ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็คือ ที่เราเรียกว่า Accesscibility for all รวมทั้งจะได้รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอเพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา ติดตามเสนอแนะ เร่งรัด สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐลบาล บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิด เสวนาโต๊ะกลม เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ขอบพระคุณครับ (พิธีกร) ลำดับต่อไปจะเป็การกล่าวต้อนรับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อที่จะเน้นว่า เขาทำตามนโยบายของรัฐ ดังนั้น แนวคิดที่จะทำนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การที่การคนพิการสามารถจะเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างได้ด้วย แนวทางนี้ UNESCAP นโยบายในลักษณะเดียวกัน เอกสารนโยบายนี้ กลายเป็นเพื่อที่จะได้เป็นเอกสารอ้างอิง แล้วก็ในระดับของอนุภูมิภาคจะมีแผนแม่บทอาเซียนเรื่องเศรษฐกิจของคนพิการเข้าได้ นอกเหนือจากภูมิภาคของเรามีมาตรฐานในการเมืองอัจฉริยะคนที่เป็น แล้วก็ดิฉันดีใจอย่างที่ทางวุฒิสภาและผู้ที่ให้มีการจัดซื้อจัดจ้างได้โดยสะดวก รัฐบาลไทยได้ทำงานทศวรรษแห่งคนพิการ มาเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลไทยและภาคประชาชนได้ทำงานอย่างใกล้ชิดสิทธิผู้พิการในประเทศไทยเรา ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ผลักดันและเป็นและเป็นผู้นำทางความคิดพยายามที่จะแล้วก็ได้ช่วยเกี่่่ยวกับเรื่องของการสิทธิคนพิการรัฐบาลไทยเยี่ยมเลยที่ทำงานร่วมกัน มีรายงานที่ออกมาขอซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นรายงานที่แกร่งมากเลย เดี๋ยวผมจะเปิด PowerPoint แล้วก็แชร์สกรีนนะครับ เป็นช่วงที่สำคัญนะคะ ต้องเปิดให้แชร์สกรีนให้ได้ สักครู่นะคะ เห็น PowerPoint ใช่ไหมครับ เห็นแล้วครับ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างของ ๓ ICT เดินทางไปทั่ว เพื่อทำงานกับภาคประชาสังคม แล้วก็ภาคเอกชนด้วย สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวข้อที่เราเน้น ตั้งแต่แรกเลย เกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราได้เห็นว่า การผลักดัน การเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในการที่เราจัดให้ทางภาครัฐเข้าถึงได้ โดยว่าทำไมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แล้วเรายินดีอย่างยิ่งที่คุณได้มากำหนดนโยบาย ในประเทศไทยเหตุผลที่เราเน้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างพบว่า ด้านหนึ่งคือว่า เรื่องของและแนวโน้มทั่วโลกมาตั้งแต่แรก ในตัวเลข มากว่า ๑๕ เปอร์เซ็น ของประชากรโลก เป็นผู้พิการ คือมากกว่า กรรมาธิการ ๑,๐๐๐ ล้านคนทั่วโลก เป็นเรื่องสำคัญที่คนดู ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มองไม่เห็นเหล่านี้ คือ คุณมองไปแล้ว คุณมองไปคุณจะไม่รู้เลยว่า จะไม่รู้ เพราะฉะนั้นแนวโน้มในแง่ของประชากร สะดวกเกี่ยวกับเรื่องอายุขึ้นมา ผู้อาวุโส เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ในส่วนนี้ได้อย่างไร แล้วคนที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงทางเทคโนโลยีมีจำนวนมากเลย อีกแนวโน้มหนึ่งคือ เรื่องของการทุกประเทศ ทุกภาคส่วน กำลังขยับขยายไปสู่เทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล สิ่งที่เราเห็นรัฐบาลที่เราทำงานด้วยก็ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสนับสนุนแนว การให้บริการต่าง ๆ ในประเทศไทยเอง รัฐบาลก็เสนอให้มีการการเข้าถึงโดยคนพิการต่าง ๆ ที่เดินทางมาในประเทศอยู่แล้ว ก็จะมีข้อมูลเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองทีี่ใช้เทคโนโลยี ปัจจุบันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นเราเข้านอน แม้กระทั่งตอนตื่นเราใช้เทคโนโลยีตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าเราเองมีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วใช้เทคโนโลยี ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น ออนไลน์ แล้วเข้าเทคโนโลยี แล้วจำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่มีสิ่งที่เรียกว่า ดิจิทัล คนที่โตมา ก็ใช้เทคโนโลยีตลอดเวลาเลย เพื่อสนับสนุนทุกอย่างที่เขาทำ ส่วนหนึ่งควรจะเป็นคนที่พิการเช่นกัน ถ้าเราคิดถึง แนวทางในลักษณะเช่นนี้ว่า เวลาคุณทำอะไร คุณจะต้องคิดถึง และให้คนเหล่านี้เข้าถึงได้ อีกด้านหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณา ก็คือดิจิทัลดีวาย ให้รู้ว่ามีช่องว่าง คนพิการอาจจะเข้าถึง บางคนอาจจะไม่เข้าถึง ในสหรัฐ ที่ผมอยู่ประมาณแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ ของคนอเมริกันไม่ใช่คนที่ หรือออนไลน์ แต่สำหรับคนที่เป็นคนพิการ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คุณจะเห็นว่า คล้ายคลึงกันทั่วโลก ตามที่บอกว่าในส่วนในส่วนนี้จะต้องเข้าใจ เพราะว่าความพิการเป็นปัญหาของสังคม ไม่ใช่เป็นปัญหาของคน ๆ นั้น แต่ว่าเป็นปัญหาที่สังคมนี้จะต้องดูแล และเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน แล้วก็สังคมถ้าสร้างราวกั้้นพวกนี้เอาไว้ หรือว่าสหรัฐฯ เองก็จะเป็น จะเป็นปัญหากับผู้พิการต่อไป สหรัฐฯ กำหนดนโยบายว่าต้องให้มีการกระจาย เทคโนโลยีเมื่อมีการให้เข้าถึงคนพิการ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เราจะเห็นได้เลยว่าผู้พิการที่อยู่ทั่วโลกได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด เป็นจริงสำหรับทุกประเทศ คนเองไม่ได้มีความไม่สามารถจะศึกษาได้ บางครั้งศึกษาไม่จบ แล้วหลายครั้งอาจจะต้องอยู่ด้วยความยากจน และอาจจะเข้าไม่ถึง ไม่ได้เข้าไปยุ่ง หรือว่าไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของ จะมีผลลัพธ์หลายเรื่องที่ส่งผลกระทบกับการเข้าถึง ถ้วนหน้า พอพูดถึง เรื่องของการครอบคลุมของทางด้านดิจิทัล ผมใช้คำนิยามของ Universal สำหรับคนพิการและคนไม่พิการ เข้าถึงไหม เช่น คนพิการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือไม่ เขาเชื่อมโยงได้ไหม จ่ายเงินได้ไหม เงินจ่ายพอไหม แล้วอีกด้านหนึ่ง คือเรื่องของการนำไปใช้คือ ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ อีกด้านหนึ่งก็คือการนำไปใช้งาน มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่ครอบคลุมมีประโยชน์หรือไม่ ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการทำงาน แล้วก็เวลาเราพูดถึงเรื่องของว่า ครอบคลุมทางด้านดิจิทัลทั้งหมด หรือว่าครอบคลุมถ้วนหน้า ทางด้านดิจิทัล ศัพท์ตัวหนึ่งที่เราคิดถึง คุณหมายถึงอะไร ที่ทุกคนเข้าถึงได้ทุกคน เราคิดว่าเป็นแค่เทคโนโลยีที่ทุกคนจะใช้ได้ใช่ไหมครับ ก็อาจจะมีคำนิยามอื่น ๆ รวมทั้งแนวคิดที่ว่าในไอซีทีตัวนั้น คนที่พิการเข้าถึงได้หรือไม่ หรือว่ามีใช้ได้หรือไม่ แล้วใช้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับคนที่ไม่พิการหรือไม่ สำหรับเราเองนะครับ มีหลายประเด็นมากเลยเกี่ยวกับการเข้าถึง อย่างแรกสุดเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนด้วยนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เวลาคุณคิดถึงเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การเข้าถึงคือมีมาตรฐานทางด้านเทคนิค มาตรฐานระดับโลกที่กำหนด ไว้ว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีคืออะไร แล้วการเป็นมาตรฐานที่ชัดเจนแข็งแกร่ง เพราะว่ามีการพัฒนามานานแล้ว เรามีเครื่องมือหลายตัวนะครับ ซึ่งสามารถจะวัดได้ว่า ๓ เรื่องที่สำคัญที่สุด ไอซีทีที่เป็นมาตรฐาน ไอซีที ที่รัฐบาบจะต้องใช้ มี ๓ หัวข้อใหญ่ เราจะต้องใช้อย่างไร เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างคุณจะต้องอ้างอิงมาตรฐานนี้ ตัวใดตัวหนึ่ง อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ คือคุณจะต้องมีการกำหนดนโยบาย โดยมาตรฐาน สหรัฐอเมริกาเองทำพลาด สหรัฐอเมริกามีนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ว่าทำพลาด เพราะสหรัฐบอกว่า เราจะซื้อเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ แต่เขาไม่เคยให้คำนิยามเทคโนโลยีเข้าถึงได้ แต่ไม่ได้ให้คำนิยาม ดังนั้น บริษัทเองไม่รู้ว่าเข้าถึงได้ เขาไม่รู้จริง ๆ แล้วก็คุณจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน เพื่อที่จะกำหนดนิยามลงไปให้ชัดเจน อีกเรื่องหนึ่ง ที่เราพูดถึงเรื่อของ การเข้าถึงจะต้องเป็นประโยชน์กับทุกคน มีเพื่อนผมคนหนึ่งที่ผมเคยทำงานด้วย ในงานเดิมบอกว่าเทคโนโลยี ที่เข้าถึงได้ คือ กระแสหลักของวันพรุ่งนี้ ก็คือถ้าสามารถจะเข้าได้ แต่คิดว่าผมเป็นคนพิการ แต่ผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นอาวุโส แล้วจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ดังนั้น ในวีดิโอคอลคุณจะเห็นว่าเวลาประชุม ผมใช้เสียงสั่งเท่านั้นเอง เวลาผมใช้เพราะว่าใช้เสียง เพราะว่าใช้เสียงสั่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นคนพิการ แต่เป็นเพราะว่าง่าย เป็นวิธีที่ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุณเห็นประโยชน์และการเข้าถึงต้องให้คนพิการเข้าถึงง่าย อย่างเข้าถึงให้คนพิการเข้าถึงได้อย่างง่าย ท้ายที่สุดเราพูดถึงการเข้าถึงเราก็ต้องรู้ว่า การเข้าถึงนี้รัฐบาลแปลว่าอะไร คนอื่นแปลว่าอะไร คุณคิดเรื่องของสาธารณะ บริการสาธารณะ เรื่องของสาธารณะ บริการสาธารณะ ทุกคนในระดับเมือง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบประกันสังคม เรื่องของการดูแลเรื่องของการดูแลสาธารณสุข เรื่องของบ้าน เรื่องของความปลอดภัยทางสาธารณะ สิ่งเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ ที่ดูหน้าตายอดเยี่ยมมากเลย เราเข้าไม่ถึง เดี๋ยวจะให้ตัวอย่างจากเมืองของผม ในวอชิงตัน ดี.ซี. ก็คือเป็นเมือง อัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีบอกทุกอย่างเลย ในช่วงโควิด เรายังอยู่ในช่วง lockdown อยู่ที่ในวอชิงตันในเมืองของผม เมืองของเราได้ออกข้อมูลทุกวันเลย ว่าโควิดเพิ่มขึ้นเท่าไร อัตราการตายเท่าไร แล้วโรงพยาบาลเต็มขนาดไหน เขา update ทุกวันเลยในเว็บไซต์ และสิ่งแรกที่ผมดูเลย ตอนเช้าที่ผมตื่นขึ้นมาว่า ในเมืองเป็นอย่างไร แต่ว่าข้อมูลที่มหัศจรรย์อันนี้ และเว็บไซต์คนอื่นเข้าไม่ได้ คนที่เป็นคนพิการที่ต้องการข้อมูลเหล่านี้ ไม่ได้เข้าถึงไม่ได้ หลายคนไม่มีคอมพิวเตอร์ หลายคนไม่สามารถที่จะเข้าถึงโทรศัพท์ เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้กำหนดว่า จะต้องเข้าถึงโดยผู้พิการได้ ดังนั้น ไม่ว่าคุณมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน หรือรัฐบาลจะสนับสนุนมากแค่ไหน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้แน่ใจว่า เข้าถึงได้โดยทุกคน โดยถ้วนหน้า และโดยผู้พิการด้วย ผมพูดว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก ที่ได้เน้นนโยบายอันนี้เป็น เป็นระดับชาติ ดังนั้น เราก็มีที่ดี แต่ว่าอะไร แต่ว่าโดยรวมแล้วสิ่งที่สำคัญ และผมอยากจะแชร์กับผู้รู้ ว่า นโยบายของการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมเลย ที่คิดถึงการจัดซื้อจัดจ้างตามที่ผมได้เอ่ยไปแล้วว่า โลกนี้ไม่ได้เน้น เรื่องเข้าถึงโดยหมด การวิจัยของเรานะครับ คุณจะเห็นได้ การใช้เทคโนโลยีอย่างมหัศจรรย์มาก แต่ว่าเขาไม่ได้คิดถึงว่า การเข้าถึงในการจัดซื้อจัดจ้าง เราไม่ได้ระบุเอาไว้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้น เมื่อรัฐบาลนำมาใช้นโยบาย เราก็เห็นประโยชน์ที่ดี แน่นอนคนสนใจในประเทศไทย ยกตัวอย่าง อย่างแรกสุดคือ ถ้าคุณซื้อเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ การบริการที่เข้าถึงได้ ดังนั้น เรื่องของการบริการสาธารณะ ก็จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้่น ขนส่ง รถยนต์ รถสาธารณะใช้ระบบดิจิทัลทุกอย่างในสหราชอาณาจักร เป็นแบบไร้กระดาษหมดแล้ว การจัดซื้อจัดจ้างไม่มีการใช้เอกสารอะไรเลย แต่ว่าในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังขยับเข้าไปสู่ดิจิทัล เข้าไม่ถึงสำหรับคนที่เป็นสำหรับคนที่เป็นคนพิการ ดังนั้นถ้าคุณเทคโนโลยี หรือว่าคนพิการใช้ได้ก็จะยาก สิ่งหนึ่งที่เรารู้ว่า Work ก็คือว่า รัฐบาลยินยอมพร้อมรับนโยบายนี้ ในสหรัฐฯ ซื้อ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเทคโนโลยีที่เป็น accessible ทั้งหมด ท้องถิ่น แล้วก็ภาคเอกชนต้องซื้อ มากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของเทคโนโลยี ทั้งหมด บริษัทเทคโนโลยีก็รู้ว่ารัฐบาล เป็นลูกค้าที่ยอดเยี่ยมมาก ดังนั้น ถ้าคุณระบุว่า การเข้าถึงคนพิการเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาล ไทย ก็จะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้น ต้องหายใจ เราเห็นเลยว่าสหรัฐฯ มีการกำหนดนโยบาย ตอนนั้นผมทำงานเทคโนโลยีทุกคนเริ่มแข่งขัน เพื่อดูว่าคนพิการจะเข้าถึง บริการได้อย่างไร เพื่อแข่งขันกัน แล้วก็หานวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้คนพิการเข้าถึงได้ ต่อสู้กันอย่างแรง เพื่อให้คนพิการลดการใช้เทคโนโลยีตัวเองได้ ดังนั้น จะเห็นเลยว่ารัฐบาลเป็นตัวผลักดันเทคโนโลยีและตลาดบริษัท อีกด้านหนึ่งที่เราเห็นนะครับ ก็คือว่า ถ้าคุณมองเรื่องของ ซึ่งตัวรัฐเองเป็นจุดซึ่งจ้างคนพิการมากที่สุด จ้างคนพิการมากที่สุด ประเทศต่าง ๆ จ้างคนพิการด้วยจำนวนสูง สหรัฐฯ เอง จ้างคนพิการจำนวนสูงมาก เพราะอะไร เพราะถ้าคุณเป็นคนพิการ คุณรู้เรื่องใช้ระบบ เพื่อที่จะหาว่าเขากำลังจ้างใครที่เป็นคนพิการ แล้วคุณจะทำงานกับรัฐบาลได้ เทคโนโลยีต่าง ๆ อันนี้เป็นเหตุผลว่า ที่ทำไมสหรัฐฯ เป็นผู้ที่จ้างงานผู้พิการได้ดีมาก เพราะว่าเขาซื้อ เทคโนโลยีเฉพาะที่คนพิการเข้าถึงได้ด้วย อันนี้เป็นนโยบาย ซึ่งถ้าคุณทำเช่นนี้ ไม่ใช่เฉพาะคนพิการ แต่กับคนของคุณเองด้วย อีกประโยชน์หนึ่ง ซึ่งเราเห็นในส่วนของนโยบาย คือ การใช้คนไทย และเอาเทคโนโลยีของคนไทยมาใช้ เรามีเทคโนโลยี คือ มีในสหรัฐฯ และในยุโรป เรามีนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างที่ดี ดังนั้น รัฐบาลใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหรัฐฯ และในยุโรป เพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยีในท้องถิ่นของตัวเองเด้วย ดังนั้น คุณจะต้องมีการพัฒนาคนของคุณในท้องถิ่น ในประเทศไทย เรามีองค์กรที่เป็นสากล มีสมาชิกมากมายและเน้น และฝึกผู้ที่ต้อง ต้องการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีได้โดยคนพิการ ประโยชน์ที่สำคัญที่สุด ที่รัฐบาลนำนโยบายนี้มาใช้ ก็คือว่าในระดับ อนุองค์กรหรือองค์กรเล็ก ๆ ก็จะนำนโยบายนี้มาใช้ด้วย รวมทั้งภาคเอกชนด้วย ดังนั้นในฐานะที่คุณเป็นรัฐบาลหลัก รัฐบาลของชาติ ถ้าคุณนำนโยบายนั้นมาใช้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้กระทั่งกับเอกชน เดี๋ยวผมจะจบ ด้วยขอแนะนำเครื่องมือพวกนี้ เป็นนโยบายต่าง ๆ เครื่องมือต่าง ๆ เป็นชุดนโยบาย เราผ่านทั้งร้อนหนาวมาเยอะ เครื่องมือเหล่านี้ที่ผมอยากจะให้คุณรับทราบ ก็คือนโยบายที่เป็นโมเดลของ G3ict แล้วก็ สามารถจะนำไปใช้ได้ โดยตรง เรามีชุดเครื่องมืออื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณ ได้รับทราบในการที่จะไปเสวนา ไปคุยกับบริษัทต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นคำถาม คนที่เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างควรจะต้องรู้เรื่องอะไร เกี่ยวกับเรื่องของ Accesscibility ดังนั้น ก็จะมีรายการของที่เราจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อให้องค์กร หรือคนในราชการสามารถจะมองหาได้ว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญ เราทำงานกับ UN แล้วก็ช่วยผลักดันให้สหประชาชาติมาใช้ แล้วมีเรื่องของ smart city เราทำงานกับรัฐบาลต่าง ๆ ในอินเดีย ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก เพื่อให้มีมาตรฐานระดับชาติเข้ามา เพื่อให้มีนโยบายด้วย แล้วเพื่อนของเราจาก UNESCAP ก็ได้เรียนไปแล้วว่า ในเรื่องของเมืองอัจริยะของ เรา ใช้โมเดลตัวนี้ออกมา แล้วก็พยายามผลักดันให้ทุกเมืองมาใช้เรื่องของการจัดซื้ดจัอจ้าง ที่เข้าถึผมก็จะจบตรงนี้ โดยขอเสนอแนะใน UNESCAP ว่าขอเสนอแนะ สิ่งแรกก็คือกรุณาแสดงความมุ่งมั่นของคุณเข้าใจว่ารัฐสภาเอง รวมทั้งวุฒิสภาก็มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ถ้าหลายฝ่าย รัฐบาลเองจากหลาย ๆ ประเทศกล่าวว่า เขายินดีรับนโยบาย แต่ว่าขอให้ลงนามในกฎบัตร G3ict แล้วก็นำ G3ICT แล้วก็นำ อีเอ็น 301549 เป็นมาตรฐาน ถ้าคุณนำ EN301549 มาในประเทศไทยก็จะดีมาก ในเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว ก็ ได้นำ EN ตัวนี้เข้ามาเป็นมาตรฐานระดับชาติ อันนี้เป็นข้อที่เรานำเสนอนะครับ แต่ว่าเป็นส่ิงที่ดีที่สุดเลย ขอแนะนำให้ไปดูโมเดล ดูนโยบาย policy ตัวนี้ Policy ตัวนี้เกี่ยวกับเรื่องของ การจัดซื้อจัดจ้างของ ITU ซึ่งเป็นองค์กรโทรคมนาคมระดับโลก เรากำลังจัดด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็คนที่เราเชิญเข้ามาก็คือ รัฐบาลแคนาดา ซึ่งเขากำลังรับมาตรฐานตรงนี้ไปใช้งานและเขาก็ได้เริ่มจัดทำเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ คุณจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ เดี๋ยวขอจบตรงนี้เลย อีกครั้งหนึ่ง ที่คุณกำลังทำงานอันสำคัญนี้แล้วก็ขอให้คุณประสบความสำเร็จ ขอบคุณมากครับ // ขอบคุณมากครับคุณเจมส์สำหรับการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมมาก // เป็นการบรรยายว่าทำไมต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงถ้วนหน้า โดย MS.Aiko (Ms. Aiko) สวัสดีค่ะ ทุกท่าน ดิฉันชืื่อ Aiko จาก UNESCAP ค่ะ ภาษาไทยดิฉันใช้ได้นะคะ สวัสดีตอนเช้าอีกครั้งหนึ่งทุกคน ดิฉันได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ กับผู้ที่ทำงานหลัก ๆ ในเรื่องของ ในเรื่องของประเทศไทยที่สนับสนุนเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครอบคลุม แล้วดิฉันก็เชื่อว่า เป็นก้าวใหญ่ก้าวแรกสำหรับพวกเราทุกคนตรงนี้เลยนะคะ เป็นก้าวที่ เป็นก้าวที่อาจจะมองไม่เห็น แต่ว่าเป็นก้าวที่สำคัญจริง ๆ การที่จะผนวกรวมเอาเรื่องของ ความเข้าถึง เข้าไป และก็เอามาปฏิบัติได้จริง ของประเทศไทยอันสวยงามแห่งนี้ของเราอยากจะนำเสนออันนี้ ขอสัญญาว่าอันนี้เป็น presentation สุดท้าย ดิฉันว่าทำไมถึงสำคัญ อันนี้คุณเจมส์ ก็กล่าวไปแล้ว ทำไม แล้วจะทำงานได้อย่างไร มีเรื่องข้อมูลในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างที่ ครอบคลุมถ้วนหน้า เดี๋ยวจะขอไปสไลด์ต่อไปเลยนะคะ อยากจะพูดถึงบริบทก่อน แล้วก็ เรื่ืองของว่ามีคุณค่าอย่างไรในการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง แบบครอบคลุม แล้วก็ดูว่าจะใช้วิธีการทำงานอย่างไร เอาไปทำอย่างไรบ้าง แล้วสุดท้ายจะเป็นประเด็นในการที่จะหารือกันต่อไป ซึ่งอันนี้เป็นเรืิ่องที่สำคัญที่สุดของการสัมมนาในวันนี้ ต่อมาอย่างที่ได้กล่าวไปเรียบร้อยแล้ว สหประชาชาติในประเทศใด ๆ ก็ตามในโลก อย่างน้อย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรนั้น เป็นกลุ่มประชากรที่มีความพิการ แล้วถ้าเราแปลงออกมาเป็นตัวเลขในเอเชียแปซิฟิก จะเป็นจำนวนถึง ๖๙๐ ล้านคน เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามอันนั้นเป็นตัวเรายงานของกลุ่มคนที่มีความพิการต่ำเกินกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่กล่าวไว้มาก อยากจะขอถามได้ไหมว่า ของประเทศไทยนั้นได้แจ้งจำนวนกลุ่มประชากรพิการ อยู่ที่จำนวนเท่าไร มีใครบอกได้ไหมว่าประเทศไทย แจ้งไว้เท่าไร ๑ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๒ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่ในระดับโลกอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ที่จะบอก คือว่ามีคนที่มีความพิการอย่างมาก ที่ต้องเผชิญในความยากลำบากในชีวิตประจำวันของเขาในการขยับขับเคลื่อนในร่างกาย แล้วก็รับมือกับเทคโนโลยี ไอซีทีต่าง ๆ ที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับความยาก แล้วนี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาและแก้ไข แล้วนอกจากนั้นอย่างที่ทุกคนก็ทราบว่าทั่วประเทศไทยด้วย เอเชียแปซิฟิกเป็นกลุ่มภูมิภาคที่มีประชากรที่จะแก่ขึ้นเรื่อย ๆ ไป ปี ๒๐๓๐ ในเอเซีย ๑๐.๓ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นคนผู้ชรา ผู้สูงวัย หมายความว่า จะมีคนอีกมากมายที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก หรือความพิการทางร่างกาย แล้วต่อมามีเรื่องของภัยพิบัติ โชคร้ายที่เอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่ประสบกับภัยพิบัติได้มากที่สุด ประเทศไทยเองก็อยู่ในส่วนนั้นด้วย เรื่องของภัยพิบัติก็จะทำให้เกิดความยากลำบาก ความไม่สามารถต่าง ๆ ขึ้นมาได้ หมายความว่า เราจะต้องมีบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งเข้าถึง Accesscible ได้ มาสไลด์ถัดไป อันนี้กล่าวไปแล้ว นะคะ เราพูดถึงเรื่องข้อแนะนำใน ของหลักการ mandate ต่าง ๆ อย่างที่คุณเจมได้กล่าวว่า ประเทศไทยเมื่อนานมาแล้ว ได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาสิทธิของผู้พิการในปี ๒๐๑๔ ส่วนที่เป็น general comment ในส่วนของการเข้าถึงอยู่ในอนุสัญญามาตรา ๙ ในตัว general comment ที่ได้มาจากคณะกรรมาธิการเรื่องของ ผู้พิการ ซึ่งอาจารย์มณเฑียรเป็นสมาชิกด้วย Comment ที่กล่าวไว้ว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เลย ในการที่จะใช้งบประมาณสาธารณะในการสร้างหรือเสริมส่งให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นผลอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดมาจากการเข้าไม่ถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อันนี้เป็นการแปลแบบเป็นทางการ แต่พูดง่าย ๆ คือว่า อย่างงบประมาณถ้าพูดง่าย ๆ อย่าใช้งบประมาณ ภาครัฐ หรืองบประมาณในการเสริมส่งให้มากขึ้น แล้วต่อมาก็เป็นปฎิญญาปักกิ่ง แล้วตัวแผนปฏิบัติการในการที่จะเร่งรัดในการที่จะนำเอายุทธศาสตร์อินชอนไปใช้นะคะ ซึ่งเป็น agenda ของเอเชียแปซิฟิกเลย แล้วรัฐบาลไทยเองก็เป็นผู้นำ ในการที่รับตัวข้อบัญญัติต่าง ๆ มาด้วย สำหรับเป้าหมายที่ 3 แต่อันนี้มี policy reccommendation ด้วย ในการที่จะบูรณาการมาตรการ มาตรฐาต่าง ๆ เรื่องของ Accesscibility การจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะทางอเมริกาทำความผิดพลาดขึ้นมา เพราะถึงจะเป็นกลุ่มประเทศแรก ๆ ในการที่จะทำเรื่องของ Accesscibility Inclusive ควบคุมต่าง ๆ แต่ว่ายังไม่มีมาตรฐานที่จะระบุเข้าไปในตัวกฎหมายนั้น เพราะฉะนั้นในปฏิญญาปักกิ่งของเรา ระบุไว้ว่า ทุกรัฐบาลในเอเชียแปซิฟิก จะต้องเอามาตรฐาน เรื่องของการเข้าถึงใส่เข้าไปด้วย บอกว่า IOO ก็กล่าวไว้เหมือนกัน แล้วระดับเดียวกันกับสากล เพราะตอนนี้เราไม่ได้ค้าขายในประเทศอย่างเดียว เราต้องส่งออก นำเข้า เพราะฉะนั้นถ้าคุณ มีมาตรฐานด้าน Accesscibility ให้บริการในระดับที่แบบเดียวกันกับสหประชาชาติได้ด้วยนะคะ แล้วก็จะเอื้อต่อการสังคม ต่อไป ต่อมาในเรื่องของ ASEAN master plan หรือว่าแผนแม่บทของอาเซียนในการที่จะเอื้อการปฏิบัติงานในการบูรณาการสิทธิของผู้พิการเข้าไปด้วย แล้วก็แนะนำว่าจะต้องมีการ มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเอื้อสิทธิ ซึ่งประเทศไทยมีแล้ว แล้วก็จะต้องมีการเพิ่มพูนความรู้ ที่ผู้พิการในเรื่องนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างด้วย ต่อมานะคะ เราพูดถึง หรือเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างแบบครอบคลุม เราพูดมาตั้งแต่ ๐๙.๓๐ น. เป็นต้นมา ดิฉันก็อยากจะ อธิบายให้ชัดเจนขึ้นมา ซึ่งดิฉันแค่อยากให้ชัดขึ้น คิดว่าทุกคนก็คงพอรู้อยู่แล้ว เวลาเราพูดคำ ๆ นี้ มี 2 อย่าง 2 ประเภท อันแรกก็คือ การให้สัญญาเเบบเอ้อ้สิทธิซึ่่งเราเห็นประเทศอื่นด้วย ก็คือทำสัญญาในเรื่องของ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างกับองค์กรต่าง ๆ หรือบริษัทต่าง ๆ ที่มีการจ้างงานกลุ่มผู้ที่เป็นชายขอบ หรือกลุ่มผู้เปราะบาง แล้วก็เป็นการสนับสนุนให้เขา มีส่วนร่วมเชิงเศรษฐกิจขึ้นมาในประเทศไทยเรามีกฎหมาย ในการที่จะให้มี preferencial contract ที่มีการจัดจ้างงานคนพิการ หรือว่าคนที่ เป็นแรงงานที่สร้างผลิตภัณฑ์ หรือบริการเหล่านั้ันเป็นผู้ที่มีความพิการ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะพูดถึง แล้วก็ ESCAP อยากจะทำงานในประเทศไทย แล้วเป็นก้าวใหญ่ และพวกคุณที่อยู่ตรงนี้ก็จะเป็นผู้นำ แปซิฟิกเลย นั่นคือ Procurement หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่จะสนับสนุนการเข้าถึง กับ supplier ที่ทำตามกฎเกณฑ์เรื่องของการเข้าถึง และการครอบคลุมหรือมีกฎการเข้าถึง Accessibility อยู่ในการเสนอ ขึ้นมา ต่อมาเป็น ๖ ก้าวสำคัญที่รัฐบาล ที่จะทำในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แบบครอบคลุมจะต้องระบุออกมาว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง อย่างเช่น อันแรกเลย จะต้องระบุว่าต้องการผลิตภัณฑ์ บริการสินค้าแบบไหนบ้าง แล้วก็คุณเจมส์ก็ได้กล่าวถึงแล้ว อย่างในอเมริกาสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นเอง ก็เริ่มจะทำจุดนี้ขึ้นมาด้วย เริ่มทำในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่เป็น ICT หรือเป็นทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ และต่อมามีบริการเยอะมากเลย แล้ว จะต้องระบุ scope ของสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าอยา่ง UN ของเราสนับสนุน ในเรื่องของความครอบคลุม ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทีเดียวค่ะ ไม่ว่าคุณจะต้องจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างห้องน้ำ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ คุณจะต้องคำนึงถึงความเข้าถึง ความครอบคลุมด้วยค่ะ ถ้าเป็นในเรื่องของความครอบคลุม จะต้องบูรณาการเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำสาธารณะที่สามาารถเคลื่อนที่ได้ และสามารถในที่ที่เกิดประสบภัยพิบัติ เป็นต้น จะต้องให้ทุกคนเข้าถึงได้ค่ะ ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ ไอซีที แต่ว่าในตอนนี้การเริ่มต้นในโลกเราก็ใช้เป็นไอซีทีอยู่ ผู้ที่จัดซื้อจัดจ้างจะเชิญ supplier ให้มาเปิดการเสนอการประมูลสินค้าและบริการต่าง ๆ และแน่นอนว่า พอบอกว่านี่คือการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ถ้าสมมุติอยากจะทำอาคารหรืออะไรขึ้นมาทำอาคารหรืออะไรขึั้นคุณจะต้องมี ตัว spec หรืออื่น ๆ ต่อมาผู้จัดซื้อก็ต้องประเมิน ผู้เสนอราคา ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่่อยู่ตรงนี้ ก็รู้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่ดิฉันจะบอกคือว่า แค่เสริมขึ้นมาอีกข้อหนึ่งนอกเหนือจากพวกของความครอบคลุม เข้าถึง คือเรื่องของ Accessibility เข้าไปค่ะ แล้วหลังจากนั้นนะคะ หลังจากที่ประเมินเรียบร้อยแล้ว คุณอาจจะต้องลงไปดูภาครัฐ คุณอาจจะต้องลงไปดู ภาครัฐจะต้องดูว่า ใครที่เสนอมาแล้วเหมาะสมกับโจทย์ที่สุด แล้วหลังจากนั้นมาทำตัวสัญญาเงินกู้กับผู้ประกอบการ หรือ vender ต่าง ๆ แล้วสุดท้าย ผู้จัดซื้อจัดจ้างต้องทำให้แน่ใจว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ที่ได้ทำสัญญาครอบคลุม แล้วก็เข้าถึงสำหรับกลุ่มผู้พิการได้จริง ๆ นั่นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่พูดถึงในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างแบบครอบคลุม ซึ่งรัฐบาลไทยก็ ไปทำงานในส่วนนี้มานานแล้ว แต่เราอยากจะเสริมส่งให้ก้าวเพิ่มขึ้นไปอีกขึั้นหนึ่ง แต่ส่ิงทีว่ามีความหมาย มีความสำคัญอย่างมาก ในเรื่องที่จะเอานโยบายเหล่านี้ มาใช้อย่างที่คุณเจมส์ได้กล่าวมาบ้างแล้ว รัฐบาลนั้นจะเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนของการเข้าถึง ครอบคลุม เข้าถึงครอบคลุมอย่างที่คุณเจมส์ และแสดงออกว่าเขาทำอย่างนั้นจริง ๆ ภาคส่วนอื่น ๆ ในชุมชน ไม่วาจะเป็นภาคการตลาด หรือเป็นองค์กรต่าง ๆ จะคิดว่า รัฐบาลเขาทำสิ่งที่พวกเขาพูดว่า จะทำจริง ๆ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นการสร้างแรงจูงใจ ต่อมาเรื่องของ อย่างที่ผู้อำนวยการของเรา พูดไปในการกล่าวต้อนรับว่า จริง ๆ แล้ว คุณไม่สามารถจะเพิกเฉยต่อความใหญ่ หรือขนาดของทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ในประเทศ OECD 12 เปอร์เซ็นต์ แล้วดิฉันอยากจะขอถามว่า ทางภาครัฐบาลของไทยใช้ไปกับการ จัดซื้อจัดจ้างเท่าไร อยากจะบอกว่าเยอะมาก ๆ อย่างที่คุณเจมส์พูด สมมุติว่าถ้ามีเรื่องของการครอบคลุม เข้าถึงเข้าไปในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะก็จะทำให้ ภาพการผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงได้มากขึ้น แล้วก็จะเป็นวงจร ที่ดี วงจรในแง่บวก คืออุตสาหกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงมากขึ้น supply ก็เพิ่มและทำให้ ผลิตภัณฑ์และบริการเหล่านี้ มีเพิ่มขึ้นในตลาดแล้วก็ราคาจะถูกลง แล้วคุณภาพจะดีขึ้น แล้วหมายความว่าทำให้ผู้บริโภคนั้นอาจจะเกิดความสนใจขึ้นมา เพิ่มขึ้นด้วย อาจจะอยากซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้าถึงได้ง่ายขึ้นนะคะ อย่างที่คุณเจมส์บรรยาย อย่างโทรศัพท์ที่เป็น speech to text ต่อมาเรื่องของ ความเข้าใจในเรื่องการเข้าใจ Accessibility หรือว่า AAA ของเรา เรามีหลักการนี้ใส่เข้าไปในหลักการของเรา เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าอยากจะให้เห็นภาพว่า คนพิการ อาจจะพิการแบบถาวรก็ได้ ในเรื่องของมองไม่เห็น หูหนวก พูดไม่ได้ แต่จะมีความพิการแบบชั่วคราว ก็มีความพิการแบบชั่วคราวก็มีค่ะ อย่างเช่น เป็นคนที่ไม่ได้อยู่ใน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ด้วย อาจจะเป็นคนที่เพิ่งถูก ได้รับบาดเจ็บมาหรือหูอักเสบข้างหนึ่งเลยไม่ได้ยินตั้งแต่ต้นเป็นต้นนะคะ หรือว่าคนอาจจะเป็นต้อกระจก ที่มองไม่เห็นชั่วคราว หรือว่าอาจจะมีคออักเสบ ก็เป็นเรื่องของความพิการแค่ชั่วคราว ซึ่งทำให้เราพูดไม่ได้ หรือว่าอาจจะเป็นความพิการเฉพาะสถานการณ์ อย่างเช่น อยู่ในบาร์หรือร้านที่เสียงดัง คุณก็มองว่าไม่ได้ยินใช่ไหมคะ หรือว่าคนขับรถที่มัวแต่มองมือถือ หรือเป็นสมาชิกในบ้านที่ต้องไปเข็นรถเข็นเด็ก หรือว่าต้องไปขึ้นรถสาธารณะ ก็แปลว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะขยับ ขยับเขยื้อน เคลื่อนที่ได้ตามต้องการ เขาต้องทั้งอุ้มลูก ต้องถือรถเข็น อาจจะเป็นได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ในครอบครัวเลยทีเดียวที่เผชิญกับแบบนี้ เพราะฉะนั้นลองคิดถึงสถานการณ์ในชีวิตของคุณ ที่คุณอาจจะประสบความยากลำบากเฉพาะสถานการณ์ แล้วถ้าคุณทำเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างที่ครอบคลุม ถ้าคุณทำในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งผู้พิการและทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย จะให้ประโยชน์มากกว่าคน ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ที่พิการทั้งประเทศ ด้วยค่ะ ยกตัวอย่างหนึ่งของ EU และอเมริกา ออสเตรเลียว่า อะไรบ้าง ที่ EU และอเมริกา และออสเตรเลียว่าอะไรบ้าง ที่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่จัดซื้อจัดจ้างแบบสาธารณะ แล้วก็รวมทั้งการครอบคลุม เข้าถึงและผู้พิการเข้าไปด้วย มีเรื่องของ electronic content เรื่องของการสื่อสารคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ software hardware หรือว่าการให้บริการข่าวสาร เครื่องเอทีเอ็ม เครื่องทำธุรกรรมต่าง ๆ วิดีโอและตู้ ATM เครื่องออกตั๋ว เครื่องเช็กอิน อุปกรณ์ทีวีหรือบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริการทางอากาศ ทางรถไฟ แล้วก็ทางราง เดี๋ยวดิฉัน จะสรุปอีกทีหนึ่ง นี่ค่ะ คุณคงจะมองภาพออกแล้วว่า ผลิตภัณฑ์ อะไรบ้างที่เริ่มจะเอาเรื่องของความครอบคลุมถึงกลุ่มผู้พิการและครอบคลุมถึงทุกคนเข้ามาผนวก ในเรื่องของสัมมนานี้ เราก็จัดเรื่องของล่ามฉับพลันให้ด้วยค่ะ แต่หลังจากนั้นเราจะมีการแปลภาษาในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้คุณทุกคนเห็นรายละเอียด กระบวนการทั้งหมดที่ดิฉันบรรยายเป็น ภาษาไทย ในตัวเอกสารจะมีการแปลเป็นชุดภาษาไทยออกมา ซึ่งดิฉันหวังว่าจะเป็น กระบวนการที่เราจัดทำให้เสร็จได้โดยรวดเร็ว แล้วในเรื่องของการหารือที่เราจะคุยกันที่ท่านมณเฑียร จะเป็น modilator ในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป ก็คือว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น แล้วประเทศไทยจะเป็นผู้นำในอาเซียน แล้วอย่างที่คุณเจมส์กล่าว แล้วอย่างที่คุณเจมส์กล่าว่า คุณจะ เป็นผู้นำ ในการที่จะเสริมส่งความเติบโตในอุตสาหกรรมด้วย ขึ้นอยู่กับว่า ขอบข่ายของผลิตภัณฑ์และบริการอะไร อาจจะเป็น ICT อาจจะเป็นการขนส่ง หรือจะเป็นอุตสาหกรรม กับทั้ง 2 เรื่องนั้น และเรื่องต่อมาคือเรื่องของการมีกลไก ทั้งระบบหรือว่าเรามีกฎหมาย 3A แล้วใช่ไหม เรามีข้อ เรามีข้อกำหนดหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เสริมส่งในเรื่องของการ จัดซื้อจัดจ้างอย่างครอบคลุม และเรื่องของการให้บริการ แล้วในเรื่องของมาตรฐาน ทางด้านการเข้าถึงในเชิงเทคนิค จะต้องให้เป็นแบบเดียวกันกับมาตรฐานระดับสากลค่ะ แล้วต่อมาเป็นแนวทางที่พิจารณาโดยอิงหลักของสิทธิก่อน อย่างที่พวกเราเอง ก็ตระหนักถึงความสำคัญนะคะ ดิฉันกล่าวไปแล้วว่า ไอซีทีเป็นจุดเริ่มต้น เราจะเริ่มตรงนั้นก็ได้ ในต่อมา เหมือนกับสัมมนานี้ ในการที่จะเสวนา ติดตาม และประเมินผลในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างแบบครอบคลุมก็จะต้องให้ผู้แทน ขององค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม และก็ เช่น คุณเจมส์ได้พูดถึงแล้ว ก็ไม่ใช่เฉพาะกับคุณ แต่อาจจะเป็นตัวหลักของประเทศไทย ดังนั้น การที่นำคนที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หลาย ๆ คนเข้ามามากที่สุด จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ก็คือขอบคุณที่รับฟังดิฉัน แล้วถ้ามีคำถาม ถามได้เลยนะคะ แต่ก็ขอจบการนำเสนอเท่านี้ โดยที่เดี๋ยวเราจะลองเช็กดูว่าจะทำเอกสารนี้ ออกมาเป็นภาษาไทยแล้วเดี๋ยวจะส่งให้ท่านได้ลองดูว่า จะเป็นประโยชน์กับคุณมากแค่ไหน ขณะนี้เราอาศัยอยู่ในชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ที่ใช้ชีวิต เจรจา พูดคุยกับคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป เช่น วิธีที่เราทำในวันนี้ ดังนั้น อันนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่คุณจะลองดู เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า เพื่อให้เป็นประโยชน์กับทุกคน ขอบคุณมากค่ะ // ขอบคุณ คุณ Aiko มากเลยค่ะ ที่ได้นำเสนอเป็นอย่างดี [ภาษาต่างประเทศ] ท่านวิริยะ รามสมภพ ด้านข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านภุชพงษ์ ท่านรองปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านโกมล จิรชัยสุทธิกุล กรรมการกฤษฎีกา ท่านหัวหน้าผู้ตรวจราชการ ท่านพิเชษฐ์ เนียมนัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุดทีี่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุด ท่านปิยวรรณ ล่ามกิจจา โยบายรัฐวิสาหกิจ รักษาการในตำแหน่ง ด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ ท่านธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ท่านมณเฑียร เจริญผล รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ท่านอณิรา ธินนท์ กรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ดำเนินรายงานดำเนินรายการ โดยท่านมณเฑียร บุญตัน ซึ่งท่านจะทำหน้าที่ดำเนินรายการทางออนไลน์ คือ ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ุ แล้วก็มีผู้เข้าร่วมเสวนาออนไลน์ตอนนี้ ท่าน Senator Ras Adiba Radzi Parliament of Malaysia Ms. Cai Cai Chief Gender Equality and Social Inclusion Section Social Development Division Ms. San Yuenwah ESCAP Senior Advisor ขออนุญาต ส่งไมค์ให้ท่านผู้ดำเนินรายการกราบเรียนเชิญค่ะ [ภาษาต่างประเทศ] ร่างที่ผมได้เสนอต่อสภาเป็นการเสนอขอแปรญัตติไม่ผ่านนะครับ ได้ ๒๕ เสียง จาก 250 เสียง อย่างไรก็ตามความไม่สำเร็จ ในคราวนั้น ก็เป็นแรงกำลังใจให้กับได้นำไปศึกษา เอกสารตามวิชาการ ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะแปลงเป็น ภาษาไทยให้พวกเราได้อ่าน ในส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะต้องมี การทำความเข้าใจอีกนิดหนึ่งว่า เราถึงจะเอาเป็นเอาตาย กับการจัดซื้อจัดจ้าง จริง ๆ ประเทศไทยเรา เราก็มีกฎหมายควบคุมอาคาร เราก็มีกฎหมายดิจิทัล เรามีกฎหมายหลายฉบับ เรื่องการเข้าถึง โดยสะดวกถ้วนหน้า อย่างไรก็ตาม เมืองไทยเราจะเขียนกฎหมาย ดีขนาดไหนก็ตาม มาตกตอนจัดซื้อจัดจ้าง เพราะว่าคนจัดซื้อจัดจ้างเอง อาจจะไม่ได้สนใจฉบับนี้ ก็ใช้ความคุ้นชิน ใช้สิ่งที่ตัวเองเห็นว่า เป็นเรื่องที่เคยทำมาในอดีต เราจึงเห็นว่าในโครงการขนาดใหญ่ หลายโครงการไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะก็ดี ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานก็ดี ไม่ว่าจะเป็นสร้างมหาวิทยาลัย สร้างโรงพยาบาลที่เรารู้จักกัน ก็ไม่มีหลักประกันว่า จะทำให้ทุกคนเข้าถึงได้โดยสะดวก เพราะเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้าง เหมือนจะอยู่ห่างไกลจากเรื่องนี้ ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทางเราได้จัดการเสวนาครั้งนี้ หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ ผมขอทบทวนนิดหนึ่งเวลาเราพูดถึงคนพิการ เมืองไทยเราค่อนข้างจะมีตัวเลขต่ำมาก เพราะว่าจำนวนคนที่จดทะเบียน ๑. ต้องมีความพิการ ความพิการถึงขั้นที่แพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ ความพิการพิการเชิงประจักษ์ ๒. ก็คือเขาต้องมีกึ๋นพอ ที่จะก้าวล่วงพ้นความอับอาย ความกลัวที่จะถูกเลือกปฏิบัติในสังคม เขาคิดว่าคุ้ม ที่เขาจะได้รับสิทธิประโยชน์ เพราะฉะนั้นเปอร์เซ็นต์ การจดทะเบียนของคนพิการ จะต้องสะท้อนไปถึงคนพิการอย่างแท้จริง ขณะนี้ เรามีคนจดทะเบียนคนพิการ เพียง ๒ ล้านคน แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพิ่งจะสำรวจไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แล้วก็พบว่าคนที่มีลักษณะไม่ต่างอะไรกับคนที่จดทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนมีอีกอย่างหนึ่ง 1 ล้าน 7 แสนคน บรรดาคนที่ไปจดทะเบียน และยังไม่ได้จดทะเบียน ยังไม่ได้จดทะเบียนรวมกัน 370,000 คน เป็นคนพิการรุนแรงถึงขึ้นเชิงประจักษณ์ หรือถึงขั้นแพทย์ออกใบรับรองแพทย์ให้ แต่ถ้าเราจะเอาตามหลักสากล ซึ่งเอาอุปสรรคในการดำรงชีวิต ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางสังคม สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยอาจจะมีคนพิการไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน และจำนวนคนพิการนับวันจะมากขึ้น เพราะเหตุว่าเราเข้าสู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากให้สังคมเราเป็นสังคม ที่เท่าเทียมเป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข หรือเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยเราก็เข้าร่วมนะครับ การเข้าถึงถ้วนหน้าในบริการสาธารณะทุกมิติ ทุกรูปแบบเป็นเรื่องสำคัญ และเราเห็นว่านโยบายหรือกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเป็นกุญแจดอกสำคัญ เพราะได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำอีก อเมริการ ยุโรป ออสเตรเลีย ว่าบริษัท เอกชน ผู้รับเหมาเขาฟังผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ก็คือรัฐบาล ถ้าไม่แข็งพอ ไม่มีข้อต่อรองที่ดีพอ เพียงพอเขาจะทำอย่างไรก็ได้ รักสบายกันทั้งนั้น จะมี ICT บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทที่โฆษณาว่าสินค้า ที่ตั้งอยู่มีการแข่งขันกัน โฆษณาว่าว่าสินค้าตัวเองเข้าถึงได้สะดวกถ้วนหน้า นโยบายจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ นั่นเอง ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นเช่นนั้นบ้าง เราก็คง อาจจะต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ ผมคงมีแค่นี้เพื่อเป็นการก้าวมาถึงไหน อย่างไรแล้ว เรามีกฎหมายคนพิการที่ดี เกี่ยวก้บเรื่องการขนส่ง เกี่ยวกับกฎหมาย โทรคมนาคม กฎหมายควบคุมอาคารที่ดีพอสมควร แต่พอมาถึงเรื่องจัดซื้อจัดจ้างเราเรื่องนี้ สิ่งที่ผมกำลังปวดหัวอยู่ขณะนี้ คือสัปปายะสภาสถาน ซึ่งก็ตกม้าตายตอนจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันครับ ผมก็จะขอใช้เวลาในการรับฟังทัศนะ จากแต่ละท่านว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ท่านอาจจะไม่ต้องลงลึก ถ้าท่านไม่สะดวกที่จะพูดเรื่องนี้ แต่ว่าท่านอาจจะฉายภาพ ถึงแนวคิด ความคิดเห็นของท่านว่าควรจัดซื้อจัดจ้างในมุมมองของท่านควรจะเป็นประโยชน์ อย่างไรต่อประเทศชาติและประชาชน แล้วก็หน่วยงานจะทำอย่างไร ให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่แต่เฉพาะต่อรัฐ แต่ต่อประเทศชาติด้วยนะครับ เข้าใจว่ามี 9 ท่าน ใช่ไหมครับ ท่านพิธีกรครับ ๑๐ ท่าน ถ้าอย่างนั้นผมอาจจะขอให้ แต่ละท่านได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น สักท่านละ ๕ นาที ก่อนนะครับ โดยเริ่มตามลำดับเลยก็ได้ ที่ได้มีการแนะนำชื่อนะครับ ท่านใดที่จะขอไปก่อน ก็ไม่ว่ากันเพราะว่าบางท่านอาจจะอยากฟังท่านอื่นก่อน ผมเข้าใจว่าท่านแรกที่มีการแนะนำชื่อ เมื่อสักครู่นี้ จากกรมบัญชีกลางใช่ไหมครับ // ใช่ค่ะ (คุณมณเฑียร) เพราะว่ากรมบัญชีกลาง ก็ถือเป็นหน่วยงานสำคัญ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนทั้งกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งก็อยากจะทราบ ว่าท่านมองว่าการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากท่านมองมาก่อนแล้ว จากที่ท่านได้ฟังการบรรยายจากท่านอื่น รับทราบจากที่อื่น ท่านคิดว่า โดยหน่วยงานของท่านคิดว่า เราจะสามารถนำเอาหลักการ การจัดซื้อจัดจ้างมาทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชน บริการสาธารณะได้หรือไม่อย่างไร เชิญครับ 5 นาทีครับ (คุณสมศักดิ์) ผม สมศักดิ์ ภู่สกุล นะครับ เราพูดถึง พ.ร.บ. จัดซืิ้อจัดจ้างก่อนว่า ที่ไปที่มาเดิมกฎหมายนี้ออกมา ดูจากประเด็นใหญ่ ๆ ความเป็นมาตรฐาน เมื่อก่อนในอดีตหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ของตัวเองทั้งสิ้น อย่างรัฐวิสาหกิจก็มีระเบียบของตัวเอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็มีระเบียบของตัวเอง ประเด็นที่ 2 ที่มุ่งเน้นการเปิดเผย โปร่งใส รายการได้เน้นกฎหมายนี้ ออกมาตรงนั้นนะครับ เรื่องที่ ๓ ก็คือวัตถุประสงค์ ของจัดซื้อจัดจ้าง แต่เราชี้โจทย์ว่า เราต้องการคนดี เอาหลักคิดของ price performance มาใช้ เราเน้นถึงการวางแผนประสิทธิภาพ แต่เน้นเรื่องของการก่อหนี้ การจัดซื้อของ แล้วก็ตัวส่งเสริมในภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มุ่งเน้นความโปร่งใส ตัวระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นตัวที่สำคัญ ทีนี้เราก็เขียนกฎกระทรวงขึ้นมา อย่างที่ท่านผู้ดำเนินการวิธีพิเศษ ปัจจุบันใช้วิธีเฉพาะเจาะจง กรณีซื้อของจากกลุ่มคนพิการ ก็สามารถใช้ ของวิธีเฉพาะเจาะจงได้ แต่บนหลักการที่ท่านนำเสนอว่า มาตรา 8 ซึ่งขาดหลักการที่สำคัญ คือการเข้าถึง สะดวกถ้วนหน้า ในมุมมองส่วนตัวผมนั้น เห็นด้วยว่าการได้ของผลิตภัณฑ์ ควรจะให้บริการอย่างถ้วนหน้า แต่การให้บริการอย่างถ้วนหน้าสัมพันธ์กับอีกตัวหนึ่ง คือ งบประมาณ รัฐต้องที่ชัดเจน เพราะว่าการที่เราซื้อของที่คนใช้บริการหลากหลาย ตรงนี้สำนักงบประมาณก็เป็น ปัจจัยสำคัญ ถ้านโยบายชัดเจนอย่างนี้ ในมุมมองของกรมผม ซึ่งดูแลในเรื่องของกฎหมาย เรากำลังพิจารณาทบทวนกฎหมาย ตรงนี้ก็ต้องเขียนไปในหลักการของกฎหมาย ว่าเป็นหลักการตัวที่ ๕ เวลารัฐจะซื้อของที่ให้บริการ สาธารณะ รัฐนั้นต้องมีบริการที่พึงได้ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกเข้าถึงได้ ในความเห็น ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณมากครับ รู้สึกว่างบประมาณ จะเป็นเรื่ืองที่กลับมาอยู่ในใจเราอยู่เรื่อย ๆ ก็ขอบคุณมากครับ ท่านที่ ๒ ครับ (พิธีกร) ท่านวิริยะ รามสมภพ ค่ะ (คุณวิริยะ) สวัสดีครับ ผม วิริยะ ในเรื่องของเกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งท่านสมศักดิ์ได้กล่าวไปแล้ว ในเรื่องของกรมบัญชีกลาง วิธีการดำเนินงาน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเห็นด้วยกับท่านสมศักดิ์ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดตั้งงบประมาณ ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงถ้วนหน้าได้ ก็อยู่ที่การจัดตั้งงบประมาณของแต่ละหน่วยงานนะครับ ในเรื่องของการขั้นตอน วิธีการให้เป็นไปตามระเบียบ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง แต่ที่สำคัญ ก็คือต้องอยู่ที่หน่วยงาน ที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาพัสดุในแต่ละเรื่อง เพื่อที่จะทำให้ได้อย่างเต็มที่นะครับ ทีนี้ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างที่ทุกท่านทราบว่า การจัดซื้อจัดจ้าง หรือ e-Bidding โดยเฉพาะการประกาศเชิญชวนทั่วไป ประชาชนหรือผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ ข้อมูลในการจัดซื้อจัดจ้างในข้อมูลของการเสนอราคา หรืออะไรต่าง ๆ แต่ก็มีความคิดเห็น บางงานที่ส่วนราชการได้ดำเนินการ บางกรณี อย่างเช่น ที่กำหนดในกฎกระทรวง วงเงินไม่เกิน ๕ แสนบาท บางครั้งประชาชนหรือผู้ประกอบการ ไม่สามารถเข้าถึงได้ คือเฉพาะเจาะจงเพื่ออำนวยความสะดวก กับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีราคาไม่สูงมากนัก แต่ว่าวิธีการ ในเรื่องของเฉพาะเจาะจง ก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ส่วนราชการรั่วไหลได้ง่าย จริง ๆ ง่ายกว่าวิธี เพราะว่าเป็นเรืิ่องที่ส่วนราชการ สามารถที่ไปเจรจาติดต่อผู้ประกอบการได้เลย แล้วก็จะทำให้หลาย ๆ หน่วยงาน สามารถจะใช้วิธีตรงนี้ ไปจัดหาของ ซึ่งบางครั้ง หรือหลาย ๆ ครั้ง ไม่มีของส่งมอบ คือซื้อแบบที่ไม่ได้ของมา แล้วก็มีการสอดรับกันไป และท้องถิ่น ปัญหาตรงนี้ควรที่จะต้องได้มีการแก้ไข โดยเฉพาะการซื้อของที่เป็นว้สดุที่เสื่อมสลายได้ง่าย การจัดซื้อพวกวัตถุดิบมาผลิต เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นพวกนี้มีการใช้วิธีการตรงนี้ใช้วิธีการไปจัดทำให้กับ ประชาชนหรือพวกเกษตรกรซึ่งปกติ แทบจะไม่มีของ หรือมีของที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้ครบตามที่กำหนดไว้ อันนี้ก็จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เฉพาะในภูมิภาคหลายหน่วยงานด้วยกัน ก็เป็นปัญหาในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ประโยชน์อย่างมากในเรื่องนี้ เพราะว่าเราเน้นในวิธี e-bidding ควบคุมในเรื่องของวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งหลาย ๆ แห่งที่กล่าวมา ก็ขออนุญาต ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณท่านวิริยะนะครับ วันนี้เราพยายามไม่พูดถึงเรื่องวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง เฉพาะเจาะจงแล้วกัน ต้องขอโทษที่ผมหยิบยกเรื่องนั้นมา เพื่อจริง ๆ ก็เป็นไปเพื่อให้เครดิตกฎหมายฉบับนี้ แต่ว่าเราจะโฟกัสไปที่จุดอ่อนของกฎหมาย ฉบับนี้ดีกว่า ส่ิงที่ฟัง ๒ ท่านมา แล้วท่านบอกว่าขึ้นอยู่กับการตั้งงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน ผมดูเหมือนจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องไก่กับไข่หรือเปล่า ว่าถ้าเรากำหนดหลักการไว้ ในมาตรา ๘ ว่าการจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ จะต้องคำนึงถึง หรือจะต้องให้หลักประกัน ว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ถ้ามีหลักการเช่นนี้ หน่วยงานตั้งงบประมาณ ไม่ว่าจะใช้งบประมาณมากหรือน้อยก็ตาม ก็จะต้องทำตามหลักการนี้หรือไม่ หลักการนี้ควรจะมีกรอบหรือจำนวนงบประมาณ ที่หน่วยงานต่าง ๆ ตั้งอยู่ควรจะเกิดก่อน ผมดูแล้วเหมือนเป็นไก่กับไข่ แต่ว่าถ้าในทำนองของการที่จะใช้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือ ในการบังคับแก่ภาคเอกชนหรืออุตสาหกรรม อย่างสหรัฐฯ ก็ดี ยุโรปก็ดี หรือญีปุ่นกำลังจะทำก็ดี เพราะถือว่าภาครัฐมีอำนาจเต็มที่ที่จะกำหนดเงื่อนไข เอกชนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ส่วนผลว่าจะมีผลทำให้งบประมาณแพงขึ้น หรือไม่ อันนี้ยังต้องถกเถียงกันอยู่ เพราะว่า สินค้าบริการที่เข้าถึงสินค้าที่ไม่เป็นมิตร เข้าถึงยาก ไม่เสมอไป เดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ เชิญท่านต่อไปเลยนะครับ ท่านต่อไปเป็นท่านใดครับ (พิธีกร) เรียนท่านภุชพงค์ โนดไธสง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (คุณภุชพงค์) สวัสดีผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ขอบคุณท่านอาจารย์มณเฑียร ได้พูดถึงตัวเลขคนพิการ เพราะตอนนั้นผมเป็นผู้แถลงเอง ผมเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ แล้วก็เข้าใจว่า ESCAP ก็ไปช่วยในการนำตรวจ เนื่องจากคนพิการกับกฎหมาย อย่างที่อาจารย์พูดชัดเจน ผมเข้าใจว่ากระทรวงดิจิทัลเอง มีหน้าที่ในการสนับสนุน เข้าถึงแล้วก็สะดวกโดยถ้วนหน้า โดยใช้เทคโนโลยี ผมเข้าใจแบบที่อาจารย์พูดแล้วว่า กฎหมายที่ออกมา ค่อนข้างจะรองรับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็น อันนี้สำคัญนะครับ ภาครัฐที่จะบริการประชาชนให้เข้าถึงโดยสะดวกและถ้วนหน้าจะต้องทำข้อมูลก่อน ซึ่งกฎหมายต่าง ๆ ก็ได้รองรับแล้ว ดูจากนี้ แล้วมาตรฐานของประเทศไทย เราก็ได้มีการกำหนดมาตรฐาน การเข้าถึงในเรื่องของเว็บไซต์ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ที่เราเรียกว่า 2.0 guideline อันนี้ก็ได้มีเกณฑ์ออกมาตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ ก็คือประมาณ 2553 มาแล้ว ก็คิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเว็บไซต์ที่จะให้ทุกภาคส่วน ผู้พิการหรือผู้สูงอายุได้มีการทั่วถึง แล้วปัจจุบัน ทางประเทศไทยเราก็มีอนุสัญญาว่าด้วยการบริหารงานและการผ่านระบบดิจิทัล ๒๕๖๒ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการกำหนดให้ภาครัฐ ของเราจะต้อง จัดทำมาตรฐานและหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เปิดภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลต่อสาธารณะ ซึ่งในหลักการขออนุญาตนำเรียนสั้น ๆ ว่า จะต้องมีการจัดทำธรรมาภิบาลภาครัฐ ๒. จะต้องกำหนดให้มีการเข้าถึงอย่างเสรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ต้องจัดทำระบบชุดข้อมูล จำแนกหมวดชั้นความลับ ให้มีแพลตฟอร์มกลางที่มีความมั่นคงต่อไป และก็สะดวก แล้วสำคัญในการช่องทางรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ผมกราบเรียนว่า ใน พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเรา ทำอย่างไร ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและสะดวกถ้วนหน้า การเชื่อมโยงอย่างที่กราบเรียนนะครับ การเชื่อมโยงข้อมูล ปัญหาอุปสรรค แม้ปัจจุบัน เราก็มีกฎหมายหลายตัวที่จะเอื้ออำนวยความสะดวก ด้วยซ้ำ อย่างเช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จริง ๆ ไม่ได้ห้าม ในเรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐ ด้วยกัน เราคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อจำกัดในการที่จะทำให้ยากในการที่จะบูรณาการภาครัฐเข้าด้วยกัน ผมในส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วย แล้วก็สนับสนุนในเรื่องนี้ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณท่านมากนะครับ เผอิญผมมีบทบาทในการร่วมยกร่างกฎหมายดิจิทัลหลายฉบับ แล้วเราก็พยายามใส่ เรื่องมาตรฐานก็ดี เรื่องการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า คือเราเข็ดหลาบเข็ดหลาบกับการเขียนว่า คนพิการสามารถเข้าถึงได้หรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ ในเมืองไทยเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว พอเราไปเขียนว่า อำนวยความสะดวกคนพิการ ไม่คุ้มค่ากับการการลงทุน โชคดีที่กระแสโลก ไปในทางเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า หรือ Accessibility for all เราอยากมีกฎหมาย เราก็เลยเติม แอด เข้าไปอีกตัวหนึ่ง กลายเป็น หลักการเข้าถึง มันจุติในหลายประเทศ เพราะว่าทำให้ทุกคนใช้ได้กันทั้งหมด เราก็ใส่ไว้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงดิจิทัลก็เป็นพยานได้ หลายปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ ของภาครัฐในประเทศไทย ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อาศัยหลักการ การเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า เพราะไม่มีใครไปตามลงโทษเขา หน่วยงานของรัฐ จะจัดซื้อจัดจ้างบริษัทมาจัดทำเว็บไซต์ให้เขา เราไม่มีบทบังคับว่า คุณต้องเอาหลักการเข้าถึงโดยสะดวก ถ้วนหน้าไปใช้ เขาอยากจะออกแบบเว็บไซต์อย่างไรก็ได้ จะเอาตู้เอทีเอ็มไปวางที่ไหน ตู้เอทีเอ็มนั้นจะเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคนหรือไม่ ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะถือว่าจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีที่ถูกต้องแล้ว โปร่งใสแล้ว ตรวจสอบได้แล้ว ส่วนประชาชนจะเข้าถึงได้สะดวกหรือไม่ กี่คน คิดเป็นสัดส่วนได้หรือไม่ ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ อันนี้ก็คิดว่าคงจะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณท่านมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถิติผมคิดว่เราอาจจะได้เห็นสถิติที่น่าสนใจมากขึ้น ถ้าเราขยายความพิการให้ครอบคลุมคนที่มีความยากลำบาก ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ปานกลางลำบากมาก ซึ่งหลายประเทศนำหลักการนี้ไปใช้แล้ว ของเรายังคงจดทะเบียนให้เฉพาะคนที่มีความ ยากลำบากสูงสุดเท่านั้นเอง ขอเชิญท่านต่อไปครับ // ท่านต่อไปค่ะ คุณ โกมล จิรชัยสุทธิกุล จะขออนุญาตนำเรียนนิดหนึ่ง คือว่า เพราะฉะนั้น ตอนอภิปรายรบกวนเปิดหน้ากากพูด เพราะ ต้องใช้ความชัดเจน ขอบพระคุณค่ะ (คุณโกมล) เรียนท่านประธาน ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านครับ ผม โกมล จิรชัยสุทธิกุล ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่เป็นหน่วยงาน ที่เป็นที่ปรึกษาในการร่างกฎหมายของ รัฐบาล กับท่านผู้อภิปรายท่านแรก ที่มาจากกรมบัญชีกลางว่า การเขียนกฎหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของนโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีนโยบายแล้ว นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ว่าจะนำเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องบรรจุในเรื่องหลักการ การเข้าถึงโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะของราชการ ก็จะทำให้การเขียนกฎหมายประสบความสำเร็จได้โดยง่าย พอดีผมมีส่วนที่เป็นผู้ยกร่างกฎหมายในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารภาครัฐในปัจจุบันนี้ ก็เรียนว่าหลักการ ที่เสนอมาในเรื่องของการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่า ตอนที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นไปเน้น ใน ๓ เรื่องด้วยกัน แต่ไม่ได้เน้นในเรื่องของ การเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ทีนี้หลักการ 3 เรื่อง ที่รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบาย ที่เป็นหลักการของร่าง คือ เรื่องแรกเลย เรื่องที่ 2 ก็คือ เรื่องการส่งเสริมการแข่งขัน อย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักสากล ซึ่งจะมีข้อตกลงพิเศษ ในเรื่องของ government agreement กำลังจะเข้าเป็นภาคี แต่ยังไม่เป็นภาคีนะครับ แล้วก็หลักการที่ ๓ ก็คือจะใช้กับ หน่วยงานของรัฐทุกประเภท ทุกชนิด ซึ่งรวมไปถึง รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเท่าที่เคยศึกษาของต่างประเทศมา รวมถึงองค์กอิสระตามรัฐธรรมนูญด้วย เท่าที่ศึกษาของต่างประเทศ ปกติแล้วกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง จะแยกการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจออกไป การที่เรารวมเอารัฐวิสาหกิจเข้ามา ทำให้เกิด บทบัญญัติบางประการต้องคำนึงถึงหน่วยงานพวกนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ก็เรียนตามตรงว่า รัฐวิสาหกิจที่กฎหมายจัดตั้ง เช่น การประปา การไฟฟ้า แต่ว่ารัฐวิสาหกิจบางอย่าง เขาแข่งขันเชิงพาณิชย์โดยตรงเลย อันนี้เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมมาตรา ๗ ของพระราชบัญญัติ ถึงได้เขียนบังคับแก่การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็เป็นที่มาของหลักการตามมาตรา 8 ด้วย ว่า มาตรา ๘ เป็นหลักการของวิธีการ จัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่ใช่เป็นหลักการของตัวพัสดุ ที่เราจะจัดซื้อจัดจ้าง ว่าวิธีการจะต้องคุ้มค่าโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและตรวจสอบได้ นี่เป็นหลักการ ๔ ประการ แต่ไม่ใช่เป็นหลักการของตัวพัสดุ ถ้าพัสดุเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า คือเห็นด้วยกับหลักการที่ว่า กฎหมายฉบับนี้ควรจะ เขียนให้เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า เฉพาะ ผมเรียนว่าน่าจะจำกัดเฉพาะ พัสดุที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะ ไม่ใช่พัสดุโดยทั่วไป คือหลักการตามมาตรา ๘ ใช้กับวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง วัสดุทั้งหมดทุกประเภททั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะซื้อดินสอ ซื้ออะไรก็ตาม ซื้อกระดาษอะไรต่าง ๆ ธรรมดาต้องใช้หลักการ วรรคสองเขาเขียนไว้เลยว่า ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ใช้หลักการตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีผลอย่างมีนัยสำคัญ การจัดซื้อจัดจ้างนั้น ๆ ก็จะเสียไป คือการจัดซื้อจัดจ้าง จะใช้ไม่ได้ไปเลย เสียไปเลยถ้ามีคนโต้แย้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักการในมาตรา ๘ เป็นหลักการสำคัญ ผมเห็นด้วยก็จริง แต่ว่าถ้าจะเขียน ถ้ารัฐบาลมีนโยบายว่ากฎหมายฉบับนี้ จะเข้าถึงให้พัสดุที่มีการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า น่าจะแยกออกมาเป็นมาตราเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวพัสดุ ที่ให้บริการสาธารณะต้องจัดให้มีออกแบบอะไรให้มีการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น หรือแม้แต่ตัวอาคารที่ทำงานของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ประชาชาจะต้องเข้าถึง อันนี้ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าแยกมาตราพวกนี้ออกมาแล้วเอาหลักการอันนี้ไปใส่ เพราะจะแยกให้เห็น แล้วไม่ไปปะปนกับพัสดุอะไรที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ เขาจะซื้อเพื่ิอไปทำกิจการของเขา ที่จะแข่งขันกับเอกชน ทีนี้ ถ้าพูดถึงจริง ๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้ อาจจะไม่ได้พูดถึงสะดวกถ้วนหน้าโดยตรง แต่ถามว่า กฎหมายฉบับนี้ มีบทบัญญัติใด ที่เอาไป apply ใช้ได้หรือไม่ เรียนว่ามี อย่างมาตรา ๖๕ วรรคสอง เขียนเลยว่า พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน จะมี (๔) ว่า คือ 65 เป็นเรื่องการกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาพัสดุ แล้วก็มี (4) บอกเป็นเกณฑ์หนึ่งด้วยว่า พัสดุที่รัฐส่งเสริมหรือสนับสนุน วรรคสองบอกว่าพัสดุ ตาม (4) ที่รัฐส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือสนับสนุนพัสดุที่สร้างนวัตกรรมหรือพัสดุ ที่อนุรักษ์พลังงานหรือสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นข้อกำหนดเพียงกว้าง ๆ เท่านั้นเอง แต่จริง ๆ ลงรายละเอียดได้มากกว่านั้น ถ้าลงมาที่กฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวงปัจจุบันออกมา ก็มีการส่งเสริมพัสดุ ที่จัดทำโดยองค์กรของโครงการ แต่ถ้าเราจะกำหนดตัวเนื้อพัสดุเลย ว่า ถ้าพัสดุนั้นเป็นบริการ สาธารณะแล้วส่งเสริมการเข้าถึงโดยถ้วนหน้า ก็สามารถที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนก็ได้ ถ้ารัฐมีนโยบายเราก็ออก กำหนดมาได้ ทีนี้อาจจะมีจุดอ่อนตรงที่ว่าไปกำหนด ได้แต่ตัวพัสดุที่เราจัดซื้อจัดจ้าง แต่บริการสาธารณะบางอย่างเกิดขึ้นจากการออกแบบมาจากหน่วยงานของรัฐเลย หรือตั้งแต่การเริ่มยกร่าง TOR เลย การยกร่าง TOR ของหน่วยงาน จะไม่มีบทบังคับอะไรว่าเขาจะต้องยกร่างหรือออกแบบ สมมุติแล้วกันว่า ออกแบบสนามบิน ออกแบบที่ทำการ ของชานชาลาสนามบิน เขาจะต้องออกแบบโดยคำนึงถึง การเข้าถึง ไม่มีบทบังคับพวกนี้ จุดอ่อนของกฎหมายฉบับนี้ น่าจะอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าเราใส่มาตราเฉพาะลงไปว่า ถ้าเป็นบริการสาธารณะอย่างที่ผมเอ่ยเบื้องต้น ว่า ถ้าเราเป็นแยกมาตรา 1 ออกมาเป็นเรื่องตัวรับพัสดุที่เป็นบริการสาธารณะ เราเอาหลักการเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้ามาใส่ ก็จะเป็นบทบังคับ แต่ทั้งนี้ เรียนตามความเป็นจริงจากประสบการณ์ในการร่างกฎหมาย ว่านโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้ารัฐบาลมีนโยบาย อย่างเข้มแข็งที่จะบรรจุ เอาเรื่องนี้เข้ามาในร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็สามารถที่จะทำได้ เพราะจากกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นจุดอ่อนที่ปัจจุบัน ทำไมบริการสาธารณะ หรืออาคารที่ทำการ หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ทำไมยังไม่มีการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าอย่างกฎหมายควบคุมอาคารก็ดีก็เขียนอยู่มาตราหนึ่ง ว่าให้ออกกฎกระทรวงกำหนดอาคารจะต้องจัด ให้มีการเข้าถึงโดยสะดวกของคนพิการอย่างนี้ แต่ก็มีอีกมาตราหนึ่ง เขียนว่า รัฐมนตรีก็สามารถออกหน่วยงานของรัฐได้อีก พอยกเว้นผ่อนผันปุ๊บ หน่วยงานของรัฐก็ไม่ถูกบังคับใช้ ฉะนั้น อาคารที่ทำการของรัฐ ก็เลยไม่ถูกบังคับใช้ไปด้วย ยกเว้น ว่าผู้บริหารหรือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ เขาคำนึงถึงเอง แล้วเขาออกแบบตัวอาคารของเขาที่จะให้มีการเอื้อต่อคนพิการหรือเข้าถึงสะดวก หรือกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเองก็ดี ก็กำหนดในลักษณะของมาตรการจูงใจ ไม่ใช่บังคับ ถ้าอาคาร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ กำหนดการเข้าถึง เขาจะได้มาตรฐานเดียวกั นถ้าภาษีแล้วถามว่ามาตรการทางด้านภาษี หน่วยงานของรัฐเพราะฉะนั้น บังคับหน่วยงานของรัฐไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้ยกตัวอย่าง พอสังเขป ขออนุญาตเท่านี้ก่อนครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณท่านโกมลมากครับ เราก็มีความหวังเห็นเเสงสว่างทีี่ปลายอุโมงค์ แม้ว่ามาตรา ๘ อาจจะยังดูไม่ชัด ผมฝันเห็นมาตรา ๘ ขึ้นมาเลย ฟังท่านโกมลพูด เราอาจจะเขียนในทำนองว่า กรณีเป็นพัสดุ สาธารณะ จะต้องมีหลักประกันในการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ก็คงจะต้องขอถือโอกาสปรึกษาท่านโกมลว่า ถ้าหน่วยงานต่าง ๆ พร้อม รัฐบาลพร้อม ที่จะผลักดันนโยบายนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าหลังโควิด รัฐบาลน่าจะพร้อมมากขึ้นในเรื่องนี้ เพราะว่าเราอยากเป็นศูนย์กลางหลายเรื่องเหลือเกิน อยากเป็น Hub เรื่องสุขภาพ อยากเป็น Hub ด้านการท่องเที่ยว เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ ทางอาหาร เราอยากจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคม เราอยากจะเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แต่เราไม่มีหลักค้ำประกัน เราเป็นไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องเข้าใจ ของการที่จะเป็น hub ด้านนั้นด้านนี้ เป็นศูนย์กลาง ด้านนั้น ท่านจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกให้กับคนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการทำความดี แต่เป็นเรื่องของการลงทุน และหวังผลกำไรต่อประเทศชาติ ขอบคุณท่านโกมลมากครับ ท่านต่อไปเชิญครับ (พิธีกร) ต่อไปขอเรียนเชิญท่านธวัชชัย เลี้ยงประเสริฐ ค่ะ หัวหน้ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กราบเรียนเชิญค่ะ (คุณมณเฑียร) ท่านใกล้ชิดประชาชนมาก เชิญครับ (คุณธวัชชัย) เรียนท่านประธาน แล้วก็ผู้ร่วมเสวนาทุกท่านผม ธวัชชัย เลี้ยงประเสริฐ ในส่วนของกรมก็คงจะเป็นเรื่อง บทบาทภารกิจของกรม ในเรื่องของการทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครอง กำหนดให้องค์กรมีตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมี ๗,๘๕๑ แห่ง ไม่รวม กทม. และเมืองพัทยา 7,000 กว่าแห่ง ซึ่งในภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็มีวิสัยทัศน์ ที่จะทำให้ท้องถิ่นบริการสาธารณะให้กับประชาชน อย่างมีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นคงจะตรงกับที่เรากำลังพูดคุยกันในปัจจุบันสิ่งที่ท้องถิ่น จะเป็นตามกฎหมายจัดตั้งของตัวเอง แล้วก็ตามภารกิจที่ถ่ายโอน มีจำนวนมาก แล้วในแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละประเภทก็จะมีไม่เหมือนกันที่รับผิดชอบอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ในบริบทของสภาพพื้นที่ ของตัวเอง สิ่งที่ทางท้องถิ่นผมอยากจะพูด ในข้อเท็จจริงให้ฟังว่า ท้องถิ่นต่าง ๆ ถ้าไม่คุยเรื่องงบประมาณก็จะไม่ได้ เพราะว่าทางท้องถิิ่น ความต่างเรื่องงบประมาณจะมีความต่างกันมาก มีตั้งแต่ ๒๐ ล้าน จนถึง 1,000 ล้านขึ้นไป ความต่างของท้องถิ่น อันนี้ก็คือเรื่ืองงบประมาณ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางท้องถิ่นมีหลายร้อย บางท้องถิ่นมีหลักสิบ นี่คือเรื่องของคนในพื้นที่ อันท่ี่ ๓ ก็คือในเรื่องของพื้นที่ สภาพพื้นที่ของท้องถิ่นก็ไม่เหมือนกัน เป็นชุมชนที่เจริญ บางท้องที่เป็นเรื่องของ ชนบท เพราะฉะนั้นส่ิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ การที่จะออกกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะสร้างการเข้าถึงทุกภาคส่วน คนทุกเพศทุกวัย หรือคนผู้ด้อยโอกาสอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควร มีความยืดหยุ่นพอสมควร ข้อกฎหมาย อาจจะเกินไป ผลเสียหรือท้องถิ่นหลายแห่งอาจจะทำไม่ได้ บางแห่งอาจจะทำไม่ได้ ในส่วนของนโยบายกับกฎหมายเหมือนอย่างที่ทางท่านก่อน ๆ ได้พูดไปแล้วก็เห็นด้วยว่านโยบาย ของรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนอันดับแรก อันที่ ๒ คือเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะองค์กร ประเภทหนึ่ง ซึ่งเขาใช้ระเบียบของการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็คงจะเห็นด้วยกับเรื่องของท่านที่พูดไปแล้ว เรื่องของนโยบายกับเรื่องข้อกฎหมายแต่จะให้คำนึงถึง การที่จะเขียนทำอย่างไรไม่ให้เป็นการผูกมัดหรือเป็นการบังคับว่าท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องทำเหมือนกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ด้วยบริบทของคน เรื่องของพื้นที่แล้วก็เรื่องของคน ของพื้นที่ และของงบประมาณ รวมทั้งภารกิจทีี่ท้องถิ่นรับไปทุกทบวง กรมที่เราคุยกันอยู่นี้ ส่งภารกิจที่ท้องถิ่นทำเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาคารสถานที่ตามที่ท่านได้พูดไปนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการบริการสาธารณะ การขนส่ง การศึกษา ท้องถิ่นก็ทำเพราะฉะนั้นในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หากจะมีการเขียนข้อกฎหมายก็คงจะมีการฝากความยืดหยุ่นให้กับทางท้องถิ่นด้วย ขอบคุณครับ ขอบคุณมากนะครับ อันที่จริงที่เราคุยกันมา ก็คือถ้าเราบรรจุหลักการนี้ไว้ในกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างก็คงจะต้องผันแปรไปตามการจัดสรรงบประมาณ ถ้ารัฐพร้อมที่จะสู้เรื่องนี้ เพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ให้เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าจริง รัฐบาลก็ต้องใจถึงนะครับ ถ้าจะกำหนดให้ท้องถิ่นซึ่งมีความแตกต่างกัน ใช้มาตรการเดียวกัน รัฐบาลก็คงต้องจัดสรรทรัพยากรให้อย่างเป็นธรรม ความยืดหยุ่นน่าจะเป็นความยืดหยุ่นในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรก็ดี หรือระยะเวลาในการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก็ดี ซึ่งความพร้อมแต่ละแห่งอาจจะไม่เหมือนกัน แต่บางเรื่องไม่เกี่ยวกับความห่างไกล ไม่เกี่ยวกับความยากง่าย เป็นเรื่องของทัศนคติ เป็นเรื่องของความเชื่อ เป็นเรื่องว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับอยางที่ผมพูดบ่อย ๆ การออกแบบ เว็บไซต์ ไม่เกี่ยวกับงบประมาณเท่าไร เกี่ยวกับฝีมือของผู้ออกแบบ เกี่ยวกับทัศนคติ ของผู้จัดซื้อจัดจ้างด้วยว่าท่านต้องการ ให้เว็บไซด์ใครใช้ได้บ้าง แม้กระทั่งห้องน้ำจริง ๆ แล้ว มีเพื่อนผมหลายคน มาบอกว่า ถ้าเราออกแบบห้องน้ำ โดยคำนึงความสะดวกถ้วนหน้า ตั้งแต่แรก เราจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิม ไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราทำแบบเข้าถึงไม่ได้ไว้ก่อนแล้ว มาทุบต่อเติมใหม่ อาจจะจ่ายเพิ่มอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ต่างกันนะครับ อยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไรตั้งแต่แรก ถ้าเราออกแบบตั้งแต่แรก แล้วหลักการ universal disign ตั้งแต่แรกออกแบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ อาจจะแตกต่างกับห้องน้ำทั่วไปไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ มาทุบแล้วต่อเติมใหม่ ทำใหม่ อาจจะ 30 เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านต่อไปเลยครับ // ขอเชิญท่านพิเชษฐ์ เนียมนัด จากสำนักงานอัยการสูงสุด กราบเรียนเชิญครับ (คุณพิเชษฐ์) กราบเรียนท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด ผมเป็นผู้แทน ชื่อ พิเชษฐ์ เนียมนัด อยากเรียนอย่างนี้ ว่า จากประวัติศาสตร์ผมปูพื้นฐานนิดหนึ่งในอดีตการจัดซื้อจัดจ้าง เราจะใช้ระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เป็นหลักหรือบางกรณีหน่วยงานจะมีระเบียบ พัสดุของตัวเอง ซึ่งระเบียบนั้นใช้มาจนกระทั่งถึง ปี ๒๕๖๐ ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง ฉบับใหม่ แต่ขณะนี้ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ. ก็ยังเขียนไว้ว่า การดำเนินการที่ยังต่อเนื่อง การดำเนินการที่ดำเนินการมาจากการจัดซื้อจัดจ้างในสมัยอดีตก็ยังคงให้ใช้อยู่ต่อไป จนกว่าจะมีการตรวจรับงาน สิ้นสุดงาน ถึงจะเร่ิมใช้ พ.ร.บ. ปี 2560 ดังนั้น พ.ร.บ. ปี 2560 โดยหลักแล้วจะเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อมีการจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับปี 2560 ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ คือการเข้าถึง โดยเฉพาะของกลุ่มคนพิการ ผมแยกเป็น ๒ อย่างแล้วกัน คือ ในส่วนของพัสดุ การเข้าถึงโดยดูประเด็นเรื่องพัสดุ ผมว่าตอนนี้เกี่ยวกับเรื่องการบริการสาธารณะ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ดูพิจารณาตรวจร่างสัญญาให้ จะเห็นว่าตอนนี้มีบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น กรณีจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์ ขสมก. เราก็พยายามให้จัดทำโดยมี ทางลาดชันก่อนขึ้นรถ ใช้รถแบบยก และลดลงมาเพื่อจะรับคนพิการขึ้นไป หรืออย่างกรณีทำถนน ที่จะต้องมีฟุตบาทและมีทางลาด รวมทั้งอาคารด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ท่านทั้งหลายได้พูดไว้แล้ว ในเรื่องงบประมาณ เรื่องต้นทุน เรื่องต่าง ๆ อันนั้นส่วนพัสดุ ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว ส่วนพัสดุซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้วตามปี 2560 ผมเรียนอย่างนี้ แต่ว่าทำได้หรือไม่ได้ ก็มีประเด็นเรื่องเม็ดเงิน เรื่องงบประมาณ ส่วนอีกหัวข้อหนึ่ง คือเป็นเรื่องของผู้ประกอบการ จริง ๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่จะกำหนด TOR ไว้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหน่วยงานไปกำหนด TOR ว่าผู้เข้ามาร่วมแข่งขันประมูลราคา อาจจะต้องมีพนักงานผู้พิการอย่างน้อยเท่าไร เป็นจำนวนกี่คน กี่เปอร์เซ็นต์ ตรงนั้นก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้เข้ามาร่วมแข่งขัน แต่อาจจะมีประเด็นเรื่องมาตรา ๘ อย่างที่ท่านว่า ซึ่งผมเห็นว่าตอนนี้ ขณะนี้ ในเมื่อยังไม่มีมาตรา ๘/๑ ตามที่ท่านผู้อำนวยการ อยากจะได้ ผมเห็นว่า ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง ปี ๒๕๖๐ ชุดแรก คือ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ชุดนี้มีอำนาจกว้าง ๆ คือตรวจสอบ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และเสนอนโยบายให้กับคณะรัฐมนตรี เพื่อจะออกกฎ ระเบียบ กติกาขึ้นมา ออกเป็นมติ ครม. มาตามมาตรา ๒๔ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะใช้ช่องทาง ทางคณะกรรมการนโยบายมาช่วยดำเนินการ ในการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัสดุ ผมว่ายังพอไปได้ ขณะที่ยังไม่มีมาตรา ๘/๑ หรืออาจจะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง คือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐ ซึ่งมีอำนาจในการวินิจฉัยตีความข้อกฎหมาย ในการตีความระเบียบ ในการตีความกฎกระทรวง ที่ออกมาตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ. ปี 2560 เพราะฉะนั้น คณะกรรมการของคณะนี้ ผมว่าขณะที่ยังไม่มีมาตรา 8/1 เอามาช่วยดูแลในประเด็นที่เราหารือวันนี้ พอจะได้ ทีนี้ในส่วนของ พ.ร.บ. เอง ขณะนี้ผมมองว่า โดยหลักตาม พ.ร.บ. นี้ เราจะเน้นเรื่องราคาจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐ ซึ่งมีข้อยกเว้นไว้ เปิดช่องไว้นิดหนึ่ง บอกว่าจะใช้หลักเกณฑ์ราคาเป็นหลัก หรืออาจจะใช้อีกข้อหนึ่ง เป็นข้อยกเว้น ใช้หลักเกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น หรือว่า ประกอบคุณภาพ price performance ก็ยังพอได้นะครับ มาให้คะแนนกันตรงนี้ แต่มีปัญหาอีกนิดหนึ่งว่า ในการใช้เกณฑ์ราคาประกอบคุณภาพนี้ ใน พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับบอกว่า ต้องใช้กรณีที่พัสดุ ที่จัดหานั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ก็จะสะดุดตรงนี้อีก ว่าถ้าซับซ้อน ก็ถูกบังคับว่าไม่ได้ทุกชนิด เพราะฉะนั้น การเข้าถึงในเรืื่องของทุกกลุ่ม หรือทุกคนพิการอาจจะเข้าได้ถึง กรณีที่ไม่ซับซ้อน หรือเทคโนโลยีไม่ได้มากนัก มาใช้หลักเกณฑ์นี้ไม่ได้ อาจจะมีปัญหาตรงนี้ หันกลับไปอย่างที่ท่านผู้อำนวยการบอกว่า ไม่อยากจะใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ตรงนี้ก็พอทำได้อยู่ แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องตัวเงิน ในเรื่องวิธีการ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเสนอว่า ขณะนี้ ถ้าหากรัฐบาลมีนโยบายว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐ ถ้าไม่มีประเด็นเรื่อง ค่าใช้จ่ายก็สามารถที่จะออกเป็นนโยบายได้ ถึงแม้ขณะนีี้ยังไม่ได้แก้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างปี ๒๕๖๐ ก็ตาม แต่ยังพอทำได้ แต่ขอให้ออกเป็นนโยบายออกมา แล้วหลังจากนั้น กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ไปออก ประกาศ ไปออกระเบียบมารองรับ แล้วจะมีการตีความ โดยคณะกรรมการชุดดัังกล่าว ผมคิดว่ายังทำได้อยู่ แต่ถ้าให้ดีที่สุดไปแก้กฎหมาย ไปเพิ่มมาตรา ๘/๑ หรืออะไรก็ตามให้ชัดเจน ก็จะจบปัญหาไป ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด คงไม่มีปัญหาอะไรกับการจัดซื้อจัดจ้าง ที่จะให้เข้าถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะว่าเวลาเราตรวจสอบ ตัวสัญญาที่จะลงนามกัน เรายึดหลักของ TOR ของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก หรือหลักความประสงค์ ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ตรงนี้ถ้ามีเรายินดีที่จะให้ ส่วนประเด็นเรื่องจำนวนต้นทุน หรืองบประมาณเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องปรึกษาหารือกับหน่วยงาน ภาครัฐ ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ดูเหมือนว่าเราพยายาม จะช่วยกันคิดว่า ตราบใดที่เรายังไม่มีการแก้ไข ก็อาจจะยังค้างคาอยู่ แล้วที่ฟังแล้วใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง คือกรรมการทั้ง 2 ชุด คือ กรรมการนโยบายวินิจฉัย ถ้ารัฐบาลทำนโยบาย จริง ๆ ให้เกิดวันดีคืนดี อีกไม่กี่วัน ท่านนายกฯ เกิดปิ๊งเรื่องนี้ขึ้นมา เสนอมติ ครม. ขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้บริการสาธารณะเป็นพัสดุที่จะสร้างหลักประกัน ให้ประชาชนเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า การจัดซื้อจัดจ้าง เราคงได้เฮกัน อย่างไรก็ตามผมมองเห็นว่า ข้อเสนอของท่าน น่าที่จะได้เอามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนะครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านตัวแทน จากกฤษฎีกาพูดถึงมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (4) อันนั้นก็น่าสนใจ แต่อยู่ในระดับ แล้วเอาไปไว้กับนวัตกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังเปิดกว้างตีความ ไปไกลกว่าแค่นวัตกรรม ทีนี้ผมลองปรึกษาดูว่า ถ้าเอาเฉพาะลำพัง มาตรา 8 ขอใช้คำว่า "แถ" ถ้าเราจะตีความแถต่อไปว่า คำว่า "คุ้มค่า" มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะไปถึงการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าของประชาชน ได้ด้วยหรือไม่ ถ้าในขณะนี้ถ้าเรามีใจให้ สมมุติว่าเรามีใจให้ เดี๋ยวก่อนจะไปที่ท่านต่อไป ก่อนจะไปที่ท่านต่อไปจะขอขัดจังหวะ เรื่องนี้ดู เก็บไว้ตอบทีีหลังก็ได้ เป็นคำถามที่มีในใจว่าถ้าเราเอา 65 วรรคหนึ่ง (๔) ก็ดี เอาอำนาจกรรมการนโยบาย ก็ดี กรรมการวินิจฉัยก็ดี หรือมติ ครม. เข้ามาช่วยแล้วตีความมาตรา ๘ เท่าที่มีอยู่นี้ เช่น คุ้มค่าก็ดี มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลก็ดี คุ้มค่ามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ถ้าคน 30 คนเข้าถึงได้ กับคน 50 คนเข้าถึงได้ อันไหนจะมีความคุ้มค่ามากกว่า อันไหนจะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากกว่า contify ได้ไหม เอาตัวเลขมาเป็นบ่งบอกความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลได้ไหม ถ้าเรารวม 3.7 ล้านเข้าไป จาก ๓.๗ ล้านคน เข้าถึงได้โดยไม่สะดวก พอบวก 3 ล้าน 7 แสนคน เข้าถึงได้โดยสะดวก จะถือว่ามีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นความคิดเล็ก ๆ ที่พยายามคิดเร็ว ๆ ภายใต้ข้อจำกัด ทางกฎหมายที่เราพิจารณาอยู่ เดี๋ยวพอครบทุกท่าน หรือใครจะขัดจังหวะตอนนี้เลยก็ได้ มีไหมว่า ขอประทานโทษที่ใช้คำว่า "แถ" จริง ๆ คำว่า "แถ" ก็ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไร โดยใช้อำนาจของคณะกรรมการก็ดีวินิจฉัยไม่ทราบท่านใด (คุณพิเชษฐ์) ขอเรียนท่านผู้ดำเนินรายการอย่างนี้ คือมาตรา ๘ โดยเฉพาะ (๑) เขียนบอกว่า ต้องคุ้มค่า คำว่า "คุ้มค่า" เขาขยายไปถึงว่า ๑. คือต้องมีราคาที่เหมาะสม มีแผนการบริหารพัสดุท่ี่ชัดเจน มีแผนการบริหารพัสดุที่ชัดเจน แต่ถ้อยคำที่สำคัญบอกว่า ต้องมีคุณภาพหรือลักษระที่ตอบสนอง วัตถุประสงค์ของหน่วยงานได้ ทีนี้เวลาหน่วยงานจะทำการประกวดราคาอะไรก็ตาม ต้องมีการเสนอหน่วยงานพิจารณา ตรงนี้สามารถระบุไปได้เลยว่า สาเหตุทีี่อยากจะให้เข้าถึงผู้พิการเพราะอะไร วัตถุประสงค์อะไร หรือแม้กระทั่งเราจะมีหนังสือหารือไปที่กรรมการวินิจฉัย ว่าคำว่า "คุ้มค่า" กว้างขนาดไหน เขาก็สามารถจะวินิจฉัยได้ ถ้าหากเป็นนโยบายของรัฐ ตรงนี้เป็นมาตรฐาน เป็นฐานให้หน่วยงานของรัฐว่า คำว่า "คุ้มค่า" สามารถตีความได้กว้างอย่างที่ท่าน อยากจะเห็น ผมว่าตรงนี้ได้ ้ ผมว่า ๒ ชุด พอทำได้ ถ้าให้ไปทำเองจะไม่กล้า เพราะมีปัญหาว่า ถ้าหากว่า ไม่เข้าเงื่อนไข ๔ ข้อ คุ้มค่า โปร่งใส หรือตรวจสอบได้ จะมีปัญหาว่าทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง ตรงนั้นจะเสียไป แต่ถ้ามีคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง ตรงนี้เขาก็จะได้เอาเป็นที่อ้างอิงได้ว่า เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ การดำเนินการก็จะสะดวก ก็จะติดปัญหาเฉพาะประเด็น เรื่องงบประมาณอย่างเดียว ซึ่งหน่วยงานก็ต้องไปก่อนทีี่จะเสนอลักษณนี้ขึ้นมา ขอบคุณครับ (พิธีกร) ท่านสมศักดิ์ค่ะ (คุณสมศักดิ์) ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ถ้าเราพลิกกฎหมาย ดูจะมี 4 มิติ มิติแรกเรื่องของคุณภาพ การซื้อของต้องได้ของที่มีคุณภาพ มิติที่ ๒ ต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ TOR อย่างไร พอเราจัดซื้อจัดจ้างเสร็จ เราต้องตอบสนองตรงนี้ให้ได้ มิติที่ ๓ เรื่องราคาที่เหมาะสม ถ้าหากว่าราคาเหมาะสม รับได้ อันนี้คือราคาเหมาะสม ตัวที่ 4 คือ ต้องมีแผนบริหารพัสดุที่เหมาะสม อันนี้คือว่า คุ้มค่า ทีนี้ท่านผู้ดำเนินรายการ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ถ้าเราไปดูคำว่า "ประสิทธิภาพของแผน" กับ "ผลสัมฤทธิ์ของแผน" ผมก็ไม่แน่ใจว่าแถไปได้หรือเปล่า (คุณมณเฑียร) ขอบคุณครับ ความคุ้มค่าอาจจะแถได้มากกว่า (พิธีกร) ท่านโกมลค่ะ (คุณโกมล) คือมาตรา 8 (1) จุดอ่อนอยู่คำว่า "วัตถุประสงค์ในการใช้งานของหน่วยงานของรัฐ" เพราะฉะนั้นต้องขึ้นต้น คนที่ต้องเริ่มต้นโดยหน่วยงานของรัฐ เพราะหน่วยงานของรัฐ ถ้าเกิดไม่ได้เขียน TOR ว่าฉันจะเอาไปใช้ โดยพัสดุของฉันต้องให้เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ก็จะไม่บังคับหน่วยงานของรัฐ ทีนี้ผมว่าสิ่งที่สามารถจะทำได้เลย ค่อนข้างเห็นด้วย กับท่านว่าใช้อำนาจของคณะกรรมการนโยบาย ว่าคณะกรรมการนโยบายมีอำนาจที่จะเสนอแนะนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้างต่อรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๔ (๑) ถ้าเสนอนโยบาย ครม. ว่า ถ้าการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุเกี่ยวกับบริการสาธารณะต้องจัดให้มีการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า แล้ว ครม. อนุมัติหลักการนโยบายอันนี้ปุ๊บ ผมว่าใช้กับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง หน่วยงานของรัฐก็ต้องมาเขียน TOR ตอบสนองนโยบายอันนี้ ผมว่าอันนี้ทำได้ทันทีครับ (คุณมณเฑียร) ขอบพระคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ต้องแถแล้วครับ ๒๔ (๑) ฝ่ายเลขานุการ ฝ่ายเลขานุการบันทึกไว้เลย ขอบคุณมากครับ ถือว่าความเห็นของแต่ละท่าน ช่วยเราได้มากเลย แม้ว่าเรายังไม่ได้แก้กฎหมาย แต่เราก็จะ ที่จะดำเนินการให้เกิดนโยบายของรัฐ ซึ่งการใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เชิญท่านต่อไปครับ ความเห็นของทุกท่านครับ (พิธีกร) ขอเรียนเชิญท่านปิยวรรณ ล่ามกิจจา ท่านรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ขอกราบเรียนเชิญค่ะ (คุณปิยวรรณ) กราบเรียนท่านประธานและท่านผู้ร่วมเสวนา ปิยวรรณ ล่ามกิจจา จากกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องขอ background นิดหนึ่งว่า จริง ๆ วันนี้ที่ สคร. ดูโดยตรง ก็คือประมาณ ๑๕ แห่ง แต่ต้องบอกว่า พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง ครอบคลุมไปมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ดี ตัวเองในการที่ดำเนินการ เมื่อมาเข้าสู่มาตรการ กับหน่วยงานต้องบอกว่า ในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ อย่างที่ท่านเลขาธิการกฤษฎีกาบอก มีทั้งบริษัทจำกัดเรื่องของพาณิชย์ แล้วเรื่องงบประมาณตัวเองเลี้ยงตัวเองได้ มีทั้งต้องยังพึ่งพิงงบประมาณ มีทั้งรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริม นั่นคือ background ของรัฐวิสาหกิจ วันนี้ถ้าพูดถึงการเข้าบริการสาธารณะ ที่เข้าถึงสะดวกถ้วนหน้า เมื่อสักครู่นี้ท่านอัยการยก ขสมก. ก็จะยกตัวอย่างว่าปัจจุบันรัฐวิสาหกิจ โดยทางปฏิบัติก็มีหลายแห่ง ที่มีการให้บริการสาธารณะ ที่เข้าถึง เป็นเรื่องของการออก TOR ว่าคุณต้องการของประเภทไหน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือแม้กระทั่งอันไหนที่เป็นเรื่องของ infra หรือแม้กระทั่งการาบริกรรถไฟฟ้า ก็ยังมีการให้บริการที่เข้าถึงถ้วนหน้า เพราะฉะนั้น วันนี้เชิงปฏิบัติรัฐวิสาหกิจก็มีความพร้อม แม้กระทั่งตามปั๊มน้ำมัน ถ้าท่านเห็นใหม่ ๆ ขึ้นมา ท่านก็จะมีเรื่องของการบริการสาธารณะถ้วนหน้า จะเห็นได้เลยว่า ในทางปฏิบัติสามารถที่จะดำเนินการไปได้ โดยบรรจุใน TOR เพราะอันนี้ก็คงคำนวณ คงจะคำนวณหลาย ๆ อย่าง ก็จะก้าวล่วงที่ท่านถามว่าเวลาคุ้มค่า เวลาคิดด้านการเงินจริง ๆ มีอยู่ ๒ ตัว ตัวหนึ่งคือ FIRR ตรง ๆ เลยว่า ทำโครงการนี้ได้ประโยชน์อย่างไร กับอีกอันหนึ่ง EIRR อันนี้รวบรวมทั้งที่เป็นการเงินและตัวที่ไม่ใช่การเงิน คงไม่ใช่เรื่องแถ ว่าสิ่งที่ท่านจะทำในแผนของการที่ท่านจะออกไป ท่านต้องการครอบคลุมอะไร มีด้วย ซึ่งถ้าท่านมองทั้ง ๒ มุม แล้วผลลัพธที่ได้ออกมาไปอยู่กับประชาชนที่มากขึ้น การแสดงออก IRR ในการแสดงออก ในการที่ทำแผนบริหารเงิน อันนั้นก็เป็นการช่วย เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติต้องเรียนว่า ของรัฐวิสาหกิจมีบางส่วนพยายามให้บริการสาธารณะ ที่เข้าถึงสะดวกถ้วนหน้า แต่อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจดำเนินการได้ เป็นนโยบายของรัฐบาลจริง ๆ ด้วย เพราะยังต้องมีการสนับสนุนหลาย ๆ ด้าน เห็นด้วยกับที่ท่านอัยการ ว่าคณะกรรมการนโยบายที่สามารถเสนอแนะ ที่สามารถเสนอแนะในเรื่องนี้ เป็นนโยบายหลักก็น่าจะครอบคลุม ไปได้ถึงรัฐวิสาหกิจด้วย สำหรับความคุ้มค่า เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะได้ในทุกแง่มุมค่ะ (คุณมณเฑียร) ขอบพระคุณครับ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลายแห่งก็มีความก้าวหน้านะครับ ที่ตั้งขึ้นมาในช่วงหลัก ๆ ก็ตอบสนองผู้บริโภคมากขึ้น พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องนโยบายของรัฐ ผมลองคิดดูว่าปกตินโยบายจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขการเขียน TOR เพราะว่าหน่วยงานของรัฐคงไม่สามารถเขียน TOR ตามใจได้ใช่ไหม ตอนที่ผมเข้าไปเป็น กรรมการเริ่มคิดโครงการสัปปายะสภาสถาน ผมก็คิดว่าคราวนี้เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า สะดวกถ้วนหน้าอย่างแน่นอน ไปพูดถึงฟังก์ชันของอาคารอย่างเต็มที่เลย แต่พอหลุดมือไปถึงขั้นเขียน TOR ผมตามไปไม่ได้แล้ว สุดวิสัยจริง ๆ แล้วย่ิงพอไปถึง จัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการทั้งหมด ตรวจรับอะไรต่าง ๆ ไปไม่ถึงเลย ตอนนั้นเป็น ส.ว. แล้วด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเกิด TOR จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างด้วย อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะผมฟังอเมริกาดูเหมือนกันว่า ยุโรปดูเหมือนว่า กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างคลุม ตั้งแต่ขั้นออกแบบไปจนถึง TOR เลย ต้องสะท้อนนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยนะครับ เชิญท่านต่อไปเลยครับ (พิธีกร) เรียนเชิญท่านธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้วก็จะขออนุญาตเสิร์ฟอาหารกลางวันในห้องประชุมด้วยนะคะ (คุณธรรมนูญ) เรียนประธาน ผู้ดำเนินรายการและผู้เข้าร่วมเสวนา ทุกท่านครับผมคงไม่ต้องพูดถึงว่าการจัดซื้อจัดจ้าง สินค้าบริการหรือว่าผลิตภัณฑ์หรือพัสดุ ที่สามารถใช้โดยการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า เพราะว่าหลายท่านพูดคงจะเคลียร์แล้ว สามารถเดินไปได้ด้วยอะไร เพราะว่าสินค้าบริการอย่างที่ว่านั้น อยู่ที่รูปแบบรายการ หรือ TOR หรือตามนโยบายของรัฐบาล หรือตามนโยบายของผู้จัดหาที่จะต้องการสินค้าอย่างไร ทีนี้ผมขอเรียนว่า ผมมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในการจัดซื้อจัดจ้างเหมือนกัน ฉบับนี้ได้ปรับปรุง เมื่อสักครู่นี้ผู้แทนจาก สนง. คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ บอกแล้วว่าวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ก็คือ การต่อต้านการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ถ้าการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมพูดว่าสามารถเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าได้ไหมครับ เพราะว่าการปร้บปรุงกฎหมายฉบับนี้ ผู้ซื้อผู้ขายไม่ต้องไปเจอตัวกันแล้ว ในขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ต้องไปซื้อซอง ยื่นซองอะไรอยู่ในระบบทั้ังหมด เพราะฉะนั้น ทุกฝ่ายสามารถจะเข้าถึง โดยสะดวกถ้วนหน้าได้ เป็นการป้องกันการทุจริตได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนนี้ต้องไปพบเจอกันแล้ว ก็มีปัญหาเรื่องกีดกันราคา อะไรต่าง ๆ ซึ่งติดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ เรื่องฮั้วกัน อะไรกัน แก้ปัญหา ได้ว่า ต่อไปเข้าไปเสนอราคาได้แล้ว เสนอทุกอย่าง อยู่ในระบบทั้งหมด อันนั้นก็เป็นการสามารถป้องกันได้ในระดับที่ดีมาก เรื่องการกล่าวหาเกี่ยวกับการกีดกัน การเสนอราคาก็ลดน้อยลง ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ที่ผู้ดำเนินรายการได้หยิบขึ้นมาว่า ที่รูปแบบของการตกลงราคา หรือชื่อใหม่ การจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะเจาะจงนั้น ก็ยังเป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานที่ต้องการจัดซื้อจัดจ้างนั้นอยู่ เป็นช่องทางหนึ่ง ยังเป็นระบบคล้าย ๆ แบบเก่าอยู่ที่ว่าวงเงินไม่เกิน ๕ แสนบาท สามารถจัดซืื้อจัอจ้าง โดยวิธีตกลงราคาได้ อันนี้อาจจะเป็นช่องว่าง อยู่นิดหนึ่ง ว่าการกำหนดราคาถึง ๕ แสนบาท ยกตัวอย่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เวลาออกข้อบัญญัติ เกี่ยวกับงบประมาณออกมาจะกำหนดว่า ไม่เกิน ๕ แสนบาท แต่ละโครงการไม่เกิน ๕ แสนบาท เป็นส่วนใหญ่ ที่เกิน 5 แสนบาทก็มี จะทำไม่เกิน ๕ แสนบาท สามารถใช้วิธีตกลงราคาได้ อันนี้คือช่องทางหนึ่ง เป็นจุดอ่อนอันหนึ่ง ของพระราชบัญญัตินะครับ จุดอ่อนอีกจุดหนึ่งของพระราชบัญญัตินี้ อีกอย่างหนึ่งคือทุกอย่างอยู่ในระบบ ทุกอย่างป้องกันได้ ไม่ให้ล่วงรู้ความลับในระบบก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ ณ เวลานี้ ยังได้ยินการกล่าวกันว่า ระบบนั้นสามารถเปิดได้ เข้าถึงข้อมูลได้ ในช่วงระหว่างเวลาที่มีการเคาะราคา เสนอราคากัน สามารถเข้าไปรู้ได้ว่า มีการเสนอราคากันเท่าไร อย่างไร แล้วคนที่ สามารถล่วงรู้ได้ ก็จะเคาะเวลาในช่วงเวลาสุดท้าย แล้วรู้ราคาว่าคนอื่นมีราคาเท่าไร แล้วมีราคาเท่าไรแล้ว แล้วตัวเองก็เคาะ ก็มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก็ไม่ทราบว่าที่คุมระบบสามารถจะรักษาความสำเร็จของระบบได้แค่ไหน อย่างไร มีการพูดกัน ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ว่าถ้าไม่มีได้เป็นดี และไม่แน่ใจว่าระบบของ กรมบัญชีกลาง ที่มีอยู่นั้น ดำเนินการคุมระบบโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หรือว่า outsource ให้เอกชน จะลดเรื่องการฮั๊วกัน เรื่องที่ว่าไม่สามารถเข้าถึงโดยถ้วนหน้าได้ ผมขอเรียนในมุมของการป้องกัน ขออนุญาตท่านประธานครับ (คุณมณเฑียร) ผมกำลังคิดว่ากรอบผม ว่าถ้าเรานำหลักการการ เข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ในการใช้พัสดุเพื่อให้บริการสาธารณะ จะเป็นการลดการทุจริตได้ด้วยนะครับ เพราะยิ่งประชาชนเข้าถึงบริการได้มากเท่าไร ประชาชนก็จะช่วยตรวจสอบ คุณภาพของบริการได้มากขึ้น และอาจจะสาวไปหาปมของการทุจริตในระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างได้ อาจจะไม่มีผลได้ตรง แต่ผมเชื่อว่ายิิ่งคนเข้าถึง บริการสาธารณะได้มากเท่าไร เข้าถึงพัสดุอันเกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างการทุจริตจะลดลง ท่านพูดถึงการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องทางอ้อมกับเรื่องนี้ แต่ว่าในที่สุดแล้ว เมื่อพัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างมา มีหลักประกันหรือมีเงื่อนไข ว่าจะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า น่าจะช่วยเป็นอีกแรงในการลดการทุจริต อันนี้นี่เป็นความเห็นส่วนตัว เผื่อจะลองคิดตอบกัน (พิธีกร) พอดีทางผู้แทนกรมบัญชีกลาง จะขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงค่ะ (คุณมณเฑียร) เชิญครับ // ขอบพระคุณท่านผู้ดำเนินรายนการครับ โครงการนี้คือ วัตถุประสงค์ผลิตภัณฑ์แต่ท่านก็ไปพูดถึงเรื่อง เรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้ ๒ - ๓ ปี สมัยนั้นถ้าท่านจำได้ เรื่อง DSI ตรวจสอบไป ๒ ปีกว่าแล้ว ผลก็หายไป คราวนี้กรมบัญชีกลางเราก็จ้างคนมาตรวจสอบช่องโหว่ อันนี้อันที่หนึ่ง อันที่ ๒ เราลงทุน ไม่ใช่ลงทุนเล็กน้อยด้วยเรื่อง IT ก็ลงทุนอะไรเยอะแยะ อันที่ ๓ ในช่วงเวลา policy ห้องกระจกใครเข้าออกไม่ได้หรอก ดังนั้น ในช่วงเวลา 4 โมงกว่า ๆ ประมาณ 3 โมงกว่า ใครก็เข้าไม่ได้ อันนี้คือแนวทางป้องกันสิ่งที่เราเจอทุก ๆ เวที ไม่ใช่เวทีนี้เวทีเดียว ไปเวที ส.ส. งบประมาณก็พูดเรื่องนี้ เขาถาม เราก็มีหน้าที่ชี้แจง พอเราชี้แจงประมาณนี้ ก็ยังมีข่าวอยู่เนือง ๆ อันนี้เรียนเบื้องต้นว่า กรมบัญชีกลางไม่มี ทีนี้ประเด็นปัญหาว่า เวลาคุณกล่าวหาก็อยากเห็นหลักฐาน ถ้าอย่างนั้นก็กล่าวหาลอย ๆ อย่างนี้ ไม่เห็นสักที อันนี้ก็ว่าผมอยู่ตรงนั้นมา แล้วบังเอิญผมก็ออกมา อธิบดีกรมบัญชีกลางคนปัจจุบัน เขาก็พยายามปิดช่องโหว่ ขอบพระคุณครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณครับ เผอิญมีเรื่องที่ไปด้วยกันได้ ผมว่าจะช่วยทั้ง ๒ หน่วยงานที่สนใจเรื่องนี้ มีหลักฐานชัดเจนว่า ข้อมูลที่เข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้าโดยผ่านระบบ กับข้อมูลที่คำนึงถึงความปลอดภัย ยิ่งเราต้องการให้ปลอดภัยเท่าไร เราก็จะต้องเอาหลักการ เราก็จะต้องเอาหลักการ ทั้งเรื่องของการเข้าถึงได้โดยสะดวก กับหลักของความปลอดภัยมาใช้ด้วยกัน อันไหนที่รัฐต้องการเปิดเผย ทุกคนต้องเข้าถึงได้ อันไหนที่ไม่ต้องการเปิดเผยเราก็ต้องสามารถที่จะปิด ไม่ให้คนเข้าถึงได้ security กับไม่ให้คนเข้าถึงได้ security กับ Accessibility ชิดเชื้อกันเลย ในขณะที่บริการสาธารณะเข้าถึงได้ยาก มักจะล่วงได้ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องกรมบัญชีกลาง กับ ป.ป.ช. นะครับ อันนี้เป็นหลักการทั่วไป เรื่อง security นะครับ ในหลักการสากลทั่วไปเป็นเพื่อนซี้กันเลย เชิญท่านต่อไปครับ (พิธีกร) ขอเรียนเชิญค่ะ ท่านมณเฑียร ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คุณมณเฑียร เจริญผล) ขอบคุณครับ สวัสดีครับ ท่านมณเฑียร บุญตัน เรื่องที่ ๒ คือ ครั้งนี้ตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ ผมมีเรื่องที่จะพูดหลัก ๆ อยู่ 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 ที่อยากจะพูด ก็คือเรื่องของการกำหนดความต้องการ ซึ่งนำไปสเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง ไปถึง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดความต้องการของหน่วยงานผูกพันกับเรื่องการจัดทำงบประมาณและนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐทั่วไป ในการที่จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ หน่วยงานต้องกำหนดความต้องการก่อนล่วงหน้าเป็นปี เพื่อนำไปสู่การของบประมาณ เพราะฉะนั้น ถ้าการกำหนดความต้องการของหน่วยงานภาครัฐไม่ชัดเจน เดี๋ยวจะมีผลไปสู่ มาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง นี่คือความผูกพันต่อเนื่อง ที่จะให้เห็นภาพ เพราะฉะนั้นในส่วนการที่จะกำหนดความต้องการล่วงหน้า ไม่ใช่ขั้นตอนในการทำจัดซื้อจัดจ้างในปีนั้นเกิดขึ้นก่อนล่วงหน้า 1 ปี นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณ ถ้ารัฐมีความชัดเจน ในเรื่องของนโยบายของรัฐ ในเรื่องของวิธีการจัดสรรงบประมาณ จะช่วยในการดำเนินการเรื่องนี้ได้ในขั้นต้น นี่คือหน่วยงานรัฐทั่วไป เรื่องที่ ๒ ท้องถิ่น ท้องถิ่นเริ่มจะของบประมาณจากรัฐแล้ว ท้องถิ่นยังมีรายได้ของตนเอง นการดำเนินการท้องถิ่นผูกพันกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ๒ - ๓ ระเบียบ เช่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งมีคณะกรรมการอยู่ เรียกว่า คณะกรรมการท้องถิ่น ตามข้อ ๑๐ ที่เรียกว่า คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจ (1) กำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยพิจารณาจาก (1.1) หน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีผลกระทบของประชาชน นี่คือการจัดทำแผนท้องถิ่น แล้วแผนนำไปสู่กรอบในการจัดทำงบประมาณของท้องถิ่น ทีนี้สัมพันธ์กับเรื่องนี้ คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ มีอยู่ 2 มาตรา มาตรา 16 กับมาตรา 17 มาตรา ๑๖ กำหนดหน้าที่ของเทศบาล และ อบต. ว่าในการดำเนินการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชนในท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องทำอะไรบ้าง ในส่วนของมาตรา ๑๖ (๑๐) บัญญัติว่า การอบรมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส นี่คือส่วนของเทศบาลพัทยา และ อบต. ต่อไปคือ มาตรา ๑๗ ที่กำหนด อบจ. อยู่ใน (๒๗) การสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตและผู้ด้อยโอกาส นี่คือส่วนที่เมื่อสักครู่นี้เป็นนโยบายรัฐบาล อันนี้เป็นเรื่องท้องถิ่นอยู่ที่การอภิปรายของกระทรวง ถ้ากระทรวงมหาดไทย กำหนดว่ายังไม่ต้องแก้อะไร กำหนดว่าในการกำหนดวิธีการงบประมาณของท้องถิ่น นี่แค่ออกหนังสือเวียน ๑ ฉบับ ความสำคัญกับเรื่องผู้ด้อยโอกาส นี่ก็จะทำให้ท้องถิ่นเวลาทำงบประมาณ ด้วยงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างน้อยนิด ก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ นี่คือส่วนที่ ๒ ที่จะให้เห็นภาพว่า ในการดำเนินการกรรมาธิการ ไม่ได้เกิดขึ้นในการจัดซื้อจัดจ้างทันที เกิดขึ้นจากการทำงบประมาณซึ่งมีส่วนสำคัญ ๒ ส่วน คือ นโยบายรัฐบาล กับนโยบายมหาดไทย ส่วนที่ 3 ที่กำลังจะพูดถึง เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าภาครัฐ เมื่อสักครู่นี้เราพูดกันอยู่มาตราหนึ่ง คือมาตรา ๘ ที่ผมจะเชื่อมโยงให้เห็นว่า เมื่อกี้ที่เราพูดกันว่า ในมาตรา ๘ บัญญัติว่า การจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐและต้องสอดคล้องกับหลักการดังต่อไปนี้ (๑) คุ้มค่า คำว่า "คุ้มค่า" ที่พูดกันอยู่เมื่อสักครู่นี้ โดยพัสดุที่จะจัดซื้อจัดจ้างต้องมีคุณภาพ และหรือคุณลักษณะเฉพาะ ในการใช้งานของหน่วยงานของรัฐ คำว่า "คุ้มค่า" มาจากไหน มาตั้งแต่เรื่องของการจัดทำงบประมาณ การจัดทำความต้องการ เพื่อนำไปสู่วิธีการงบประมาณ ซึ่งเราจะตรวจได้ว่าเขาจัดซื้อจัดจ้างคุ้มหรือไม่ เป็นเรื่องของวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ผมย้ำอีกที ความคุ้มค่า คือ วัตถุประสงค์ในการใช้งาน ไม่ใช่เรื่องทั่ว ๆ ไป สิ่งของบางอย่างห้องน้ำคนพิการ วัตถุประสงค์ในการใช้งาน ต่างจากห้องน้ำทั่วไป นี่คือให้เห็นภาพนะครับ ถ้าเป็นห้องน้ำคนพิการนำไปสู่การจัดทำงบประมาณ และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ให้สอดคล้องกับว้ตถุประสงค์ ผู้ตรวจสอบ แต่ผมพูดกันแล้ว ผมพูดนิดเดียวฝากทางกรมบัญชีกลาง นิดเดียวครับ วรรคสองบัญญัติว่า ผมอ่านให้ฟังช้า ๆ เผื่อจะมีคนมาถกแถลงกันต่อ วรรคสอง ให้หน่วยงานของรัฐ ใช้หลักการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความคุ้มครอง โปร่งใส มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ตรวจสอบได้ ของรัฐ เพื่อเป็นแนวทาง ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ เป็นแค่แนวทาง เห็นไหมครับ และยังมีอีก แต่ไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างมีนัยสำคัญ หรือกรณีเร่งด่วน หรือมีเหตุผล หรือมีความจำเป็นอื่น ๆ เห็นไหมครับ มีข้อยกเว้นซ้อนข้อยกเว้น แค่เป็นแนวทาง และยังยกเว้นอีก ไม่รวมถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างมีนัยสำคัญ เร่งด่วน หรือมีความจำเป็นอื่น ซึ่งบอกว่าเรื่องพวกนี้การจัดซื้อจัดจ้างย่อมไม่แม้จะขัดแนวทางนี้ นี่ผมพูดให้เห็นประเด็น ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เห็นว่ามาตรา 8 เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแก้ไข แต่ตัวของมันไม่สามารถบังคับหน่วยงานของรัฐได้ว่า ต้องซื้อ ต้องทำอย่างนั้น เพราะมีตั้งแต่เรื่องของงบประมาณ ให้เห็นภาพอย่างนี้ เรื่องพวกนี้ก็จะไม่แก้ไขปัญหาได้หรอกครับ มาตรา ๘/๑ มาตรา ๘/๒ มาตรา ๘/๓ ต่อไปเรามีมาตรา ๘ แล้ว ผมอยากให้เห็นภาพในการเชื่อมโยงงบประมาณ คือระเบียบกระทรวงการคลัง ข้อ ๑๑ ทำไมผมถึงเกริ่นให้เห็นภาพอย่างนั้น จะได้เข้าใจตรงกัน ข้อ ๑๑ บอกว่า เมื่อหน่วยงานของรัฐ ได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง อยู่ดี ๆ เริ่มไม่ได้ เริ่มจากข้อ ๑๑ ที่บอกว่าเมื่อหน่วยงานของรัฐ ที่จะใช้ในการทุกด้าน จากหน่วยงานรับผิดชอบ หรือผู้มีอำนาจพิจารณางบประมาณ แล้วให้ดำเนินการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง เห็นไหมครับ ตัวมันไม่ได้คิดขึ้นเอง มาจากงบประมาณ ถ่ายภาพให้เห็น เพราะฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ต้องแก้ไขให้เป็นระบบ แก้จาก พ.ร.บ. อย่างเดียว ไม่มีประสบความสำเร็จแน่นอน เราว่า TOR ไม่เห็นกำหนดที่สอดคล้อง กับเรื่องของผู้ด้อยโอกาส เรื่องของผู้สูงอายุเลย นี่คือสิ่งที่ผมจะเรียนให้เห็นภาพ ต่อไปผมพูดในมุมมองที่ตัวแทนอัยการพูดไปแล้ว เรื่องต่อไปคือ แม้ไม่มีข้อแก้ไขตามกฎหมาย แต่สามารถกำหนดได้ว่า ในการพิจารณากรรมาธิการ คัดเลือกข้อเสนอราคา ราคาไม่ว่าประกาศเชิญชวน หรือการคัดเลือกอันนี้ ใช้กับ ข้อ 83 ของระเบียบ ถ้าจะใช้ performance แต่ผมก็ยังมีข้อเสนออยู่ว่า ถึงแม้จะมี ๒ วิธีก็ตาม แต่มีบอกว่านอกจากพิจารณาราคาแล้ว เรามีหลักเกณฑ์กำหนดเป็นกฎกระทรวงได้ อันนี้ไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เห็นไหมครับ มีวิธีการทำได้อยู่ แต่ต้องผ่านการกลั่นกรองว่า หลักเกณฑ์ที่จะกำหนดในกฎกระทรวง เป็นการปิดกั้นการเสนอราคาหรือเปล่า เป็นการกำหนดขอบเขตเงื่อนไขที่เป็นการปิดกั้นหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องระวังให้ดี แต่ทำได้ นี่ผมให้เห็นภาพที่ ๑ ในการพิจารณา ผมไม่ได้พูดวิธีการ แล้วสุดท้ายก่อนที่ผมจะจบ มีอีกอันหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะกำหนด ในเรื่องของการจ้างที่ปรึกษา การจ้างที่ปรึกษาจริง ๆ แล้ว มีช่องทางที่จะกำหนดได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการจัดหา หรือเปิดโอกาส ถ้าส่วนนี้เราทำ ในส่วนจ้างที่ปรึกษา ให้เปิดโอกาสในการเข้าถึงเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส ได้ใช้โอกาสในการดำเนินการ ซึ่งสามารถกำหนดได้ในขั้นตอนรายละเอียด อันนี้จะแก้ไข ผมพูดมาให้เห็นภาพเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วในการดำเนินการเรื่องอย่างนี้มีขั้นตอนรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อย่างที่บอกว่า งบประมาณไม่ได้มีแค่ส่วนเดียว เพราะงบประมาณส่วนการจัดซื้อจัดจ้าง ของหน่วงานของรัฐ จริง ๆ ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ก็จะบอกให้ทราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ (คุณมณเฑียร) ขอบพระคุณครับ ผมคิดว่าสอดคล้องกับหลายท่าน ที่พยายามกลับไปหาความต้องการ วัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐที่เสนองบประมาณ แล้วก็มีเงื่อนไขทั้งในตัว พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างเอง แม้ว่ามาตรา ๘ จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าท่านก็บอกภาคบังคับ อันนี้ก็จริง เป็นแนวทางอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นแนวทาง แต่ค่อนข้างมีน้ำหนัก แล้วก็ถูกสังคมคาดหวังสูงมาก ขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งว่า การกำหนดการเข้าถึงได้สะดวกได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ทำให้บริิษัทที่เข้ามาเสนอตัว หรือเสนอราคาแข่งขันกัน ในระหว่างผู้ประมูล หรือผู้เข้ามาเสนอราคาของเขา ในราคาเท่ากัน หรืออาจจะน้อยกว่า หรือมากกว่าคู่ต่อสู้ คู่แข่งขันเล็กน้อย ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวกมากกว่า คือกลายเป็นว่าเงื่อนไขการเข้าถึงได้โดยสะดวกกลายเป็นเงื่อนไขการแข่งขันของผู้เสนอราคาหรือผู้ประมูล ซึ่งเมืองไทยยังไม่เกิดเพราะเงื่อนไขนี้ ไม่มีในกฎหมายไทย กฎหมายไทยกำหนดให้รัฐต้องทำโน่นทำนี่หลายเรื่อง เรื่องการเข้าถึงโดยสะดวกก็กำหนด แต่ไม่ได้ไปกำหนดในชั้นเขียน TOR ในขั้นจัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นก็เลยไม่เป็นตัวกระตุ้น หรือต้านแรงจูงใจให้ผู้เสนอราคา หรือผู้เข้ามาประมูล นำเอาประเด็นเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า มาเป็นประเด็นในการแข่งขัน แต่ในอเมริกาเป็นประเด็นแข่งขันสูงมาก จริง ๆ ไม่อยากพาดพิงบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีทางด้านไอซีทีที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงที่สุดในขณะนี้ 1.44 ล้านเหรียญสหรัฐ โฆษณาเรื่องสินค้าตัวเอง เข้าถึงได้โดยสะดวกมาหลายปีแล้ว เอาเรื่องการเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการมาเป็นประเด็น ข้อได้เปรียบทางธุรกิจ ซึ่งเมืองไทยยังไม่เอาเรื่องนี้มาโฆษณา ทางธุรกิจ แล้วเราก็เชื่อว่า ถ้ากฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง หรือนโยบายจัดซื้อจัดจ้างในขณะนี้ ถึงแม้ยังไม่แก้กฎหมาย นำเอาเงื่อนไขทั่วหน้า คนพิการเป็นเพียง benchmark เท่านั้น เราต้องการถึงขั้นถ้วนหน้า จะมีภาคธุรกิจหลายคนเริ่มเอาเรื่องนี้ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์อวดอ้างสรรพคุณสินค้าของตัวเองว่า สินค้าของตัวเองเข้า ได้โดยสะดวกมากกว่าสินค้าของผู้อื่นขณะนี้เมืองไทยยังไม่โฆษณา แต่ในอเมริกา ในยุโรปโฆษณาแล้ว ขอบคุณมากครับ เข้าใจว่าเหลืออีกท่านหนึ่งใช่ไหมครับ (พิธีกร) เหลือท่านรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (คุณมณเฑียร) เนื่องจากว่ากรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นองค์กรประสานงาน เชิงนโยบายด้านคนพิการ แม้ว่าวันนี้เราพยายามนำเสนอกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้หลักการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า แต่ว่าเราเองก็ไม่ปฏิเสธว่าคนพิการเป็น benchmark ที่สำคัญ เพราะความยากลำบาก ของการเข้าถึงของถ้าคนพิการเข้าถึงได้ คนอื่นเกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ ก็จะต้องเข้าถึงได้ ก็อยากจะฟังมองจากทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในฐานะที่ท่าน เป็นองค์กรขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ท่านก็เป็นเลขากรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ท่านมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร หรือกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เชิญครับ (คุณอณิรา) ดิฉัน อณิรา ธินนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นำเรียนท่านประธานและทุกท่าน แล้วก็ทุกท่านที่เข้าร่วมสนทนาในวันนี้ โครงการตาม พ.ร.บ. การส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็จะมีภารกิจมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13 เของ พ.ร.บ. ตามมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ในข้อ ๔ (๑) การตรวจสอบการเข้าถึง ของคนพิการ ซึ่งเรื่องนี้กับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกแล้วก็ถ้วนหน้า คิดว่าการเข้าถึงง่าย แต่ว่าความสะดวกยังไม่แน่ใจว่า จะสะดวกหรือไม่ ก็อยากจะย้อนไปถึงว่า การได้ร่วมการประชุมครั้งหนึ่งว่า เรามีการพูดถึง พ.ร.บ. และกฎกระทรวงเหมือนกับ พ.ร.บ. นี้ ว่าเรามี องค์กรคนพิการ ที่มีชื่อระบุอยู่ในกฎกระทรวงนี้ประมาณ 4 - 5 องค์กร ที่ระบุไว้ว่าเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐได้ ทีนี้มองว่าจริง ๆ แล้ว ที่มี ๕ ไม่ได้หมายความว่าในกลุ่ม ในสมาคมคนพิการจะมีแค่ 5 องค์กรที่จะเข้าได้แต่จริง ๆ แล้ว พอไปสอบถาม เราไปสำรวจแล้ว ก็ไม่ทราบมากกว่า เพราะ พ.ร.บ. ปี 60 ก็เลยคิดว่า น่าจะมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีองค์กรใดบ้าง หรือมีกลุ่มคนพิการ สมาคมคนพิการ ที่ีมีความพร้อม ในเรื่องของสินค้า แล้วก็บริการของคนพิการที่จะเข้ามาสู่การจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐได้ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีองค์กรคนพิการ และสมาคมต่าง ๆ องค์กรที่มีความพร้อม ที่จะเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้าง ในระบบจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐ แล้วก็ในส่วนของสถานคุ้มครองที่อยู่ในความดูแลของกรม พก. อีก 23 แห่ง อยู่ในความดูแลของกรม อีก ๑๓ แห่ง แล้วก็ศูนย์พัฒนาศักยภาพ ในอาชีพอีก 8 แห่ง และโรงงานอีกปี 1 แห่ง ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบนี้ได้เหมือนกัน ผลิตน้ำดื่ม ซึ่งน้ำดื่มก็ไม่สามารถที่จะไปแจกคุณภาพกับพวกนั้นได้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกระเป๋าเอกสาร ที่เป็นอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นของคนพิการ อันนี้จะยังไม่ได้เข้าสู่ระบบนี้ได้ ซึ่งคิดว่าการที่เราจะต้องมาดู มีหลายท่านได้กล่าวถึงเรื่องของนโยบายกฎหมาย อันนี้สำคัญมาก ถ้าเขียนไว้อย่างไร ก็ต้องไปตามนั้น เพราะว่าไม่มีใครจะไปทำนอกเหนือระเบียบได้ อันนี้เป็นเรื่องของการป้องกันและปราบปรามป้องกันการทุจริตในองค์กรในหน่วยงานด้วย ตรงนี้ถ้ามีการปรับแก้แล้ว คงไม่มีปัญหาในเรื่องของ กระบวนการทำงาน เพราะว่าแต่ละองค์กร แต่ละหน่วยงาน คงจะดำเนินไปได้ ซึ่งในฐานะของ พก. เองเราจะเปิดช่องทางให้กับผู้พิการเข้าถึงได้ ไม่ได้ช่วยแค่คนพิการอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยแค่คุณภาพชีวิตคนพิการ แต่ไปช่วยในเรื่องของการยกระดับฝีมือแรงงาน ยกระดับ มี skill มีการ up skill อันนี้จะเป็นจุดประกายให้กับคนพิการได้เห็นความสำคัญว่า มีอีกช่องทางหนึ่งที่คนพิการจะเข้าถึงได้ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตรงนี้จะเป็นบริการ แล้วก็สินค้า จริง ๆ แล้วจะเป็นสินค้าที่เกือบจะเรียกว่าระดับรากหญ้า เขาไม่มีแรงที่จะผลิตเหมือนกับสถานประกอบการโรงงานต่าง ๆ จะไปกำหนดในเรื่อง วัน เวลา ส่งเท่านั้น เท่านี้ อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของพวกนี้ ที่จะเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งต้องไปเชื่อมกับ TOR ที่อาจารย์มณเฑียรพูดถึงเวลานั้น แล้วไม่มีใครได้ไปรับรู้ รับทราบอะไรเลย เกี่ยวกับ TOR แต่ในฐานะที่กรม พก. ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต เรามองว่า การเปิดช่องทางตรงนี้ทำให้คนพิการยกระดับฝีมือขึ้นได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นได้ แล้วก็ส่งผลถึงเศรษฐกิจ ความมั่นคง ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ของรัฐบาลว่าตั้งแต่ฐานรากขึ้นมา ตรงนี้คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี อาจารย์ ถ้าเราสามารถปรับปรุงตรงนี้ได้คนพิการเข้าถึงได้ จะทำให้คนพิการเกิดความตื่นตัว แล้วก็มีความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระในสังคมโดยรวมได้ พก. เองก็ไม่นิ่งนอนใจในเรื่องของการที่จะให้องค์กรหรือว่าสมาคมต่าง ๆ เข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า กราบเรียนค่ะ (คุณมณเฑียร) เผอิญท่านไปพูดเรื่องมาตรา ๕๕ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมพูดในช่วงต้นของการเสวนา ถ้าจะมองคงเป็นเรื่องของการที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างคนพิการ Empower ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งอาจจะเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง อย่างไรก็ตามขอบคุณที่ พก. ได้เข้ามาสนใจเรื่องนี้และเข้าใจว่าน่าจะมีการแก้ไขกฎกระทรวง เท่าที่ได้ยินจากกรมบัญชีกลางเอง มีการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เราถกเถียงกันอยู่ขณะนี้เป็นประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของตัวพัสดุที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการให้บริการ สาธารณะ จะต้องเป็นพัสดุที่เข้าถึงได้โดยสะดวกทั่วหน้า อันนี้จะเป็นการมองจากข้างนอก เป็นการมองเรื่องสาธารณะ สภาพแวดล้อม ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไปส่งเสริมอาชีพคนพิการอันนั้นก็จะเป็นการ Empower ไปที่ตัวคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส เป็นผู้ด้อยโอกาสโดยวิธีเจาะจง ซึ่งหลายท่านก็ได้พูดว่าวิธีเจาะจงแม้จะมีข้อดี แต่ก็อาจจะเกิดช่องว่างทำให้เกิดการฮั้วกันได้ หรืออาจจะมีการไม่เหมาะสมด้วยเช่นกัน อันนี้คงต้องระมัดระวังกันต่อไป ได้ฟังจากทุกท่านได้นำเสนอ ผมก็พอจะสรุปได้ว่า แม้ว่า พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐจะไม่ได้เจาะจง ไม่ได้กำหนดเรื่องของเงื่อนไขว่าพัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างมาเพื่อให้บริการสาธารณะจะต้องมีหลักประกันการเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ก็น่าจะมีกลไกอื่น ที่พอที่จะทำได้ กลไกสำคัญที่คิดว่าน่าจะเป็นกลไกที่หยิบขึ้นมาทำได้ ทันทีก็คือกลไกของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และคณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง อีกอันหนึ่งก็คืออาจจะไปดูบทบัญญัติในมาตราบางมาตราพอจะใช้ได้ เช่น มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง (๔) ในเรื่องของพัสดุที่รัฐจะต้องส่งเสริม ซึ่งอาจจะไปออกให้ครอบคลุมถึงเงื่อนไขว่ากรณีที่เป็นพัสดุที่สร้างหลักประกันการเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า รัฐก็พึงจะส่งเสริมได้ก็อาจจะใช้ควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามแล้ว หลายท่านก็ยังมองว่า ในท้ายที่สุดน่าจะมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อสะท้อนนโยบายของรัฐที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นกระบวนการหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องของวัตถุประสงค์ของหน่วยงานก็ดี การจัดตั้งงบประมาณก็ดี นโยบายของรัฐมีส่วนทั้งสิ้นอยา่งไรก็ตาม ผมก็เห็นว่า กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นตัวชู้ตลูกบอลเข้าโกล แม้ว่าเราจะมีกฎหมายนโยบายดี ๆ อะไรก็ตาม เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สร้าง incentive ให้ผู้ที่จะเข้ามาประมูล เข้ามาเสนอราคา เข้ามาแข่งขันจะต้องยกระดับสินค้าและบริการ หรือพัสดุของตัวเองที่จะว่าจะต้องมีหลักประกันการใช้ประโยชน์ การเข้าถึงบรรยากาศของเราที่จะใช้การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างสังคมไทยที่ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขได้ ก็น่าจะไม่ง่ายเท่าไร หลายประเทศก็เลยหันมาใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือ เรามีเวลาเหลืออยู่ไม่มากก็อยากจะฟังความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม ว่าท่านมีความเห็นเพิ่มเติมเป็นประการใด แล้วเดี๋ยวเราก็จะฟังจากผู้ร่วมอภิปรายช่วงท้าย สรุปกันสักคนละ ๑ นาที เชิญผู้เข้าร่วมประชุม ท่านใดมีความเห็น (Ms. Aiko) คุณมณเฑียร นี่ Aiko นะคะ จะขอถามคำถามนิดหนึ่งแล้วกัน ว่าสิ่งที่ดิฉันพูดไม่ใช่คำถามเป็นเหมือนกับ คล้าย ๆ กับขยายความ อย่างแรกคือ ไม่มีใครไม่เห็นด้วยใช่ไหมคะ เกี่ยวกับเรื่องความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ของการเข้าถึงอย่างถ้วนหน้า แต่ว่ามีรายละเอียดว่าจะเข้าอย่างไร หรือว่าแนวทางเป็นอย่างไร ช่องว่างอย่างไร แล้วก็การผลิตจะทำอย่างไร องค์กรต่าง ๆ รวมทั้ง อบต. อบจ. จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อเทียบกับทางของรัฐบาล เรื่องของพลวัติต่าง ๆ มีความสำคัญ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่ได้เข้าใจแบบถี่ถ้วนนักว่าในกรณีนี้จะทำอย่างไร ในเมื่อมีความซับซ้อนต่าง ๆ การกำหนดงบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นวิธีที่คุณสามารถที่จะเสนองบประมาณล่วงหน้า ก็อาจจะเป็นด้านหนึ่งในการที่จะเป็นตัวกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างใช่ไหมคะ ดิฉันสงสัยนิดหนึ่งว่าในกรณีที่ได้รับฟังสิ่งที่คนอื่นเล่ามา แล้วก็บางทีมีการแปลความ แล้วดิฉันเองก็ยังคิดว่าควรจะมีการระบุให้ชัดเจนเลยใช่ไหมในกฎหมายว่า ควรจะต้องมีนโยบาย การเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าทั้งหมด แต่อาจจะต้องมีการระบุในระดับ TOR หรือในระดับของส่วนต่าง ๆ อย่างที่ดิฉันได้ฟังมาที่ระบุ TOR มา บางทีเขาไม่ได้เข้าใจ แนวคิดของการเข้าถึงโดยสะดวกทั่วหน้าแล้วก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นความต้องการของการจัดหาผลิตภัณฑ์ ดังนั้นก็เลยไม่ได้มีการเขียนหรือ หรือระบุไว้ชัดเจน แต่ถ้าในกฎหมายมีข้อกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องระบุเรื่องของความสะดวกในการเข้าถึงถ้วนหน้าก็จะเป็นส่ิงที่ดี ดิฉันคิดว่าการที่เหมือนกับมีบทบาทตัวนี้เข้าไประบุ เช่น เรื่องของการเข้าถึงเว็บไซต์ลักษณะเช่นนี้ใช่ไหมคะ สิ่งนี้อาจจะไม่ได้สร้างความแตกต่างให้ชัดเจนเท่ากับที่รัฐบาลระบุไว้แต่แรกเลยว่าเว็บไซต์นี้ทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ ก็อยากจะรับฟังว่า องค์กรต่าง ๆ อย่าง ESCAP จะช่วยได้อย่างไร ข้อมูลที่ท่านต้องการ ในเรื่องของการพัฒนาประสิทธิภาพ หรือว่าประเทศอื่น ๆ กำลังทำอะไรอยู่ เขาเผชิญหน้ากับความท้าทายลักษณะที่คุณกำลังอธิบายมาอย่างไร อันนี้ช่องว่าง ดิฉันก็อยากจะรับฟังจากคุณว่า ESCAP จะช่วยได้อย่างไร ขอบคุณค่ะ (คุณมณเฑียร) และคณะกรรมการวินิจฉัย ภายใต้การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ มีหน้าที่ และอำนาจในการทีีจะเสนอนโยบายต่อรัฐบาลได้ แม้ว่าเราจะไม่มีเงื่อนไข ได้โดยสะดวกถ้วนหน้าในมาตรา 8 ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องของประโยชน์ของประชาชน เป็นประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าหน่วยงานภาครัฐ ก็มีหน้าที่ที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้เขียนไว้โดยตรง แต่ถ้าเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบาย ที่กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ แล้วถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมือง มีเจตจำนงทางการเมือง ก็อาจจะมีมติ ครม. ออกมาหรือมีประกาศนโยบายออกมาที่จะช่วยทำให้นำมา ประกอบกับกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างได้ แม้ว่าในระยะอันสั้น เรายังไม่สามารถที่จะเขียนบังคับลงไปได้เอง เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๘ อย่างไรก็ตาม TOR ผมเองก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าผมเข้าใจว่าประเทศอื่น เขาจะเขียน TOR ในการจัดซื้อจัดจ้างได้ เขาก็ต้องดูเงื่อนไขตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง แต่บ้านเราไม่ทราบว่าหน่วยงานภาครัฐ เขียน TOR เขาจะต้องชำเลืองดูกฎหมายจัดซื้อจััดจ้างหรือเปล่า ไม่ทราบท่านใดจะตอบเรื่องนี้บ้างไหมครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ (คุณพิเชษฐ์) คือ TOR เป็นการกำหนดความต้องการเบื้องต้นของหน่วยงาน ที่จะจัดหาวัสดุ ว่าต้องการพัสดุประเภทไหน แล้วคุณสมบัติที่จะเข้ามาผู้ที่จะเข้ามาแข่งขันในการประกวดราคามีลักษณะไหน แล้วก็จะมีการแนบข้อมูลที่อาจจะต้องระบุไว้ในร่างสัญญาที่จะต้องลงนามกัน ยกตัวอย่างเช่นจะต้องมีหลักประกันอะไรกันเท่าไร อย่างไร ซึ่งการกำหนดส่วนอื่นที่ว่านี้ บางกรณีก็เอาตัว พ.ร.บ. ชำเลืองไปที่ พ.ร.บ. ก็เอามาใส่แต่ไม่ได้ใส่ทั้งหมดในกฎหมาย พ.ร.บ. แต่จะเลือกเฉพาะเป็นสาระสำคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใส่ทั้งหมด TOR จะมีรายละเอียดมากเพราะฉะนั้น TOR โดยหลักจะเป็นกรอบของความต้องการ ของหน่วยงานภาครัฐว่าจะมีอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ส่วนหลังจากนั้น เมื่อมีการประกวดราคาการประกวดราคาจนกระทั่งได้ผู้ประกอบการ ผู้ดำเนินการแล้วจะมาร่างจัดทำเป็นสัญญา ซึ่งก็จะนำ TOR ที่ว่านี้มาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ที่ถือว่าคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกัน ตอบคำถามสั้น ๆ คือว่า ถามว่าเหลื่อมไปไหม ก็เหลื่อม แต่ไม่ได้ยกไปทั้งหมด เช่น มาตรา ๘ แต่ไม่ได้ไปเขียนชัดว่ามาตรา ๘ เขียนว่าอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า มาตรา 8 ก็มี หัวข้อหนึ่งเรื่องความคุ้มค่า เพราะฉะนั้นเรื่องประมูลเขาก็จะไปเขียนในหลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ ในการจัดทำอย่างไร ซึ่งอาจจะไปโผล่อยู่ในช่วงต้นของ TOR ได้ ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ครับก็แสดงว่ามีอิทธิพล แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตามถือว่ากฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมีอิทธิพลต่อการจัดทำ TOR ไม่มากก็น้อยนะครับ เชิญท่านต่อไปเลยครับ ผมตอบแทนทุกท่านเลยก็ได้ว่า paper ที่ ESCAP จัดทำขึ้นแล้วทำเป็นภาษาไทยมีประโยชน์มาก และผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับการที่เราจะเอาไปปรับปรุง นโยบาย กฎหมาย ผมเองในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ กิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม ยินดีจะเดินทางไปให้ข้อมูล และก็ไปเรียนกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ท่านกรุณาพิจารณาเรื่องนี้้ว่าถ้าจะมีหนทางใดที่จะเสนอนโยบายบรรจุเรื่องเงื่อนไขการเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้าไว้ในการจัดตั้ง ตามหน้าที่และอำนาจในมาตรา ๒๔ (๑) ตามที่ท่านได้เสนอมานี้ ผมยินดี ถ้าอยู่ในวิสัยที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำได้ ถ้าไม่เป็นการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร แต่เป็นการโดยสุจริต ไม่ได้เป็นการไปแทรกแซง ผมคิดว่าทางเราก็ยินดี แล้วก็ยินดีที่จะเป็นสะพาน แล้วก็ถ้า ESCAP มีข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีกรณีศึกษาจากรัฐบาลประเทศใด ที่ประสบความสำเร็จในการใช้กฎหมายหรือนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง ในการผลักดันให้สังคมเรา เป็นสังคมที่ประชาชนเข้าถึงบริการโดยสะดวกถ้วนหน้าได้ เราก็ยินดีรับนั้นมาพิจารณาศึกษานอกจากเปเปอร์ เชิญท่านอื่นต่อ ท่านใดจะแสดงความเห็น หรือว่าสอบถามไหมครับ เชิญครับ ท่านอาจารย์วิริยะมีไหมครับ ในฐานะท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักให้เรามาตลอดตั้งแต่เช้า (คุณวิริยะ) ถ้าให้ผมเสนอก็เหมือนที่ท่านประธานพูด เรื่องนโยบายจริง ๆ อก. ในฐานะ เลขาบอร์ดชาติ สามารถเอาเรื่องนี้เสนอบอร์ดชาติที่ท่านนายกฯ เป็นเรื่องนี้เสนอบอร์ดที่ท่านนายกฯ เป็นประธานอยู่แล้ว เมื่อบอร์ดชาติเห็นชอบกับนโยบายนี้สามารถส่งต่อ ไปให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กรรมการนโยบาย ก็สามารถส่งผ่านไปให้กรรมการนโยบายพิจารณา รับเป็นหลักการได้ คือแทนที่กรรมการนโยบายไปถึง เราก็ใช้บอร์ดชาติก็คือ กรรมการเรื่องนโยบายด้านคนพิการที่ท่านนายกฯ เป็นประธานรับไป ผมว่าอันนี้เร็ว ก็อยากจะฝากท่านรองอธิบดีไปพิจารณา เพราะท่านเป็นฝ่ายเลขานุการ แล้วก็สามารถทำงานร่วมกันเอาเรื่องนี้ส่งผ่าน แล้วก็ให้ส่งผ่านบอร์ดชาติ ที่เราจะต้องพูดคุยและเอาเรื่องนี้ใส่เข้าไปด้วย ผมว่าอันนี้อยากจะฝากไว้ครับ // ยินดีค่ะ ถ้ารายงานการประชุมนี้ทันการประชุม กพช. น่าจะเร็ว ๆ นี้ ก็น่าจะเอาเข้ารอบนี้ได้ ขึ้นอยู่กับขอข้อสรุปจากเวทีนี้ค่ะ (คุณมณเฑียร) เดี๋ยวเราจะรีบทำสรุปการเสวนาวันนี้ส่งให้ทาง พก. นะครับ อยากจะเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ที่คำนึงถึงเรื่องการเข้าถึ ได้โดยสะดวกถ้วนหน้า อาจจะมีหรือไม่มี ในเชิงงบประมาณก็ได้ หลายท่านดูเหมือนจะกังวลเรื่องนี้ ผมก็เห็นใจว่าเราถูกทำ ให้เข้าใจว่าถ้าเราจะทำให้บร้ิการสาธารณะ เข้าถึงได้โดยสะดวก โดยเฉพาะสะดวกถ้วนหน้า อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งท่านนายกฯ เองตอนผมได้มีโอกาสคุยกับท่านในตอนปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ตอนที่ผมได้รับเลือกเป็นกรรมการสมัยที่ ๒ คุยกับท่านเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่า accessibility ก็แพง ตอนนั้นผมพยายามอธิบายท่านว่าบางอย่างก็แพง บางส่วนใหญ่ไม่แพง อยู่ที่การออกแบบ อยู่ที่การตัดสินใจทางการเมือง ก็เลยไม่มีโอกาสอธิบายให้ได้รับทราบ ผมคิดว่าถ้าเขียนชี้แจงท่านไป เช่น ตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อสักครู่นี้ที่บอก ว่าถ้า built in futuire เกี่ยวกับเรื่องการเข้าถึงได้โดยสะดวกตั้งแต่แรก หลักการการออกแบบ การออกแบบเพื่อคนทั้งมวลหรือการออกแบบที่เป็นสากล จะช่วยทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่าย อาจจะมีค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นแต่ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าสร้างไปแล้ว ผิดไปแล้วเหมือนสุวรรณภูมิ แล้วก็ต่อเติม สร้างใหม่เพิ่มเติม อันนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มแน่ เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องดิจิทัลเป็นเรื่อง information เป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร อันนี้เป็นเรื่องว่าเราจะซื้อสินค้ายี่ห้อใด ซื้อสินค้าสเปกใด ไม่ต่างกันเท่าไร อาจจะต่างกันเล็กน้อย ถ้าเป็นเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ อันนี้ก็ต่างกันไม่มาก เมืองไทยอาจจะต่างที่ว่ามีบริษัทที่รับทำน้อยราย บริษัทเหล่านั้นอาจจะเรียกค่าตัวสูง แต่ถ้ามีการแข่งขันมากขึ้น ผมก็เชื่อว่าการแข่งขันจะทำให้ราคาลดลงมาอยู่แล้ว เหตุที่ราคาสูง ที่รับทำน้อยเกินไป ส่วนสินค้าและบริการอื่น ๆ ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไม่มีนัยสำคัญในเชิงงบประมาณ การที่จะใส่หลักการการเข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการตัดสินใจทางการเมือง เรื่องการมีทัศนคติทางบวกเกี่ยวกับเรื่องของการให้บริการ สาธารณะแก่ประชาชนเข้าถึงถ้วนหน้า เป็นสำคัญ เชิญท่านอื่นครับ ท่านวิริยะ มีคนรอใช้ห้องอยู่ เหลืออีก ๕ นาที ถ้าเหลืออีก ๕ นาที คงต้องให้ผู้เข้าร่วมอภิปราย ท่านใดมีประเด็นที่จะทิ้งไว้ ขอประทานโทษคนละไม่เกิน 1 นาที ถ้าท่านใดใช้ครึ่งนาทีีได้ จะขอบพระคุณยิ่งครับ มีท่านใดมีประเด็นสุดท้ายอยากจะฝากไว้ไหมครับ // ครึ่งนาทีนะคะ ESCAP เรายังคงที่จะสนับสนุน ในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ที่ได้กล่าวถึงกันไว้ เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ครอบคลุมอย่างถ้วนหน้านะคะ อย่างที่ท่านมณเฑียรได้กล่าวว่า ถ้าต้องการความช่วยเหลือ หรือข้อมูลใดก็ตาม เรายินดีีที่จะทำงานใกล้ชิดกับทุกท่าน เราสามารถหารือกับท่านมณเฑียรจากนี้ต่อได้ แต่หวังว่าในการสร้างเครือข่ายในวันนี้ จะสามารถทำความร่วมมือกันต่อไปได้ รู้ว่าทุกคนยุ่งมาก ต้องขอขอบคุณมากที่มาร่วมวันนี้ [ภาษาต่างประเทศ] // ท่านประธานปิดการสัมมานาได้เลยใช่ไหมครับ (คุณมณเฑียร) ถ้าอย่างนั้น ผมต้องขอบคุณทุกท่าน ทุกหน่วยงานที่ได้มา ในการจัดเสวนาโต๊ะกลมในวันนี้ ขอบคุณวุฒิสภานะครับ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้อำนวยความสะดวก ในการจัดการเสวนา แบบ 4.0 มีทั้งคนเข้าเสวนาผ่าน zoom มีทั้งเฟสบุ๊กไลฟ์ มีทั้งล่ามไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทย มีทั้งแคปชั่น ผมเข้าใจว่ามีล่ามภาษามือด้วยนะครับ แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างระดับบิ๊ก ๆ ทั้งนั้นเลย ที่มาให้ทัศนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการเสวนาในวันนี้ ผมเชื่อแน่ว่า เป็นการเปิดศักราชใหม่ ที่จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐในการบริหารพัสดุภาครัฐในบ้านเรา นอกจากจะทำอย่างคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตรวจสอบได้ แล้วยังจะต้อง เป็นการสร้างโดยได้สะดวกถ้วนหน้า เป็นหนึ่งในการเข้าถึงได้ โดยสะดวกถ้วนหน้า เป็นหนึ่งเป็นการพัฒนาที่่ยั่งยืน และจะเป็นการนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไปในอนาคต ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ต้อขอกราบขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง และหวังว่าเราจะได้มีโอกาสพูดคุย ได้มีโอกาส ทำงานร่วมกับทุกท่าน ผมยินดีที่จะไปพูดคุย แลกเปลี่ยน และมีการรับฟังความเห็นจากท่านต่อเนื่อง เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงในทางบวกมาสู่สังคมไทยอันเป็นที่รักยิ่งต่อไป วันนี้ขอปิดการเสวนาแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ // สุดท้ายอยากจะขอกราบขอบพระคุณทีมสนับสนุน สวทช. เนคเทค ที่มาช่วยเราทำแคปชั่น ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยอนุกรรมาธิการคนพิการ สำนักงานเทคโนโลยี สำนักงานประชาสัมพันธ์ เอสแคปสำหรับล่ามภาษามือนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาสนับสนุนการประชุมในครั้งนี้ ขอบพระคุณค่ะ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ [สิ้นสุดการถอดความ] Ր