(อาจารย์) ดูนะ เด็กหูพี่ล่้าม นะคะ ส่วนปกติฟังไปหัวข้อการศึกษาในวันนี้ของเรานะคะ ก็คือ... ได้ยินไหมคะ ได้ยินอาจารย์ไหมคะ (ล่าม) ได้ยินแล้วครับ มันเป็นเสียงกึก ๆ นะคะ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องการเขียนรหัสจำลงอแล้วก็การเขียนผังงาน อาจจะได้แค่รหัสจำลองตัวเดียว เพราะสัปปดาห์ที่แล้ว ที่เราพูดถึงอัลกอลิทึมเป็นอย่างไรนะคะ คือ เราจะต้องรู้เบื้องต้นของพวกนี้ก่อน มันถึงจะไปเขียนโปรแกรมได้นะคะ วิธีการเขียนรหัสจำลอง หรือ Sudo Code PSEUD อ่านว่า ซูโดโค้ดนะคะ แล้วก็การเขียนผังงานหรือ flowchart มีลักษณะอย่างไรเราจะมาดูกัน เรียกได้หลายอย่างนะคะ เรียกรหัสจำลอง รหัสเทียมนะคะ แต่โดยปกติถ้าทางคอมพิวเตอร์เรา เราจะใช้ทัพศัพท์ วิธีเขียนซูโดโค้ดนี่ มันจะเขียนเพื่อ ก็คือให้นึกถึงว่าอัลกอริทุ่นึกออกนะ เขียนเพื่อเป็นอธิบาย กระบวนการ แต่ซูโดโด้ดนี่บอกว่าอาจใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ก็คือจะเขียนเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ถ้าอาจารย์สอน ก็จะพยายามบังคับให้ฝึกเขียนด้วยภาษาอังกฤษ เพราะอะไร จะได้นึกคำศัพท์ตามไปด้วยเลย เพราะให้นึกถึงว่าคอมพิวเตอร์นะคะ คือสิ่งที่คอมพิวเตอร์รู้จักจริง ๆ มันจะรู้จักแค่ 0 กับ 1 แต่ภาษาอังกฤษนี่มันจะเป็น... ให้นึกถึงว่าคำสั่งภาษาอังกฤษในคอมพิวเตอรมันจะอ่านง่ายกว่า คำภาษาไทย นึกออกนะ เพราะภาษาไทยบางทีมันจะมี เพราะว่าคอมพิวเตอร์มันนับน่ะค่ะ มันนับข้อมูลก็คือพิมพ์ กด 1 1 อันก็นับแล้ว นึกออกไหม เพราะฉะนั้นให้นึกถึงเวลา คำภาษาอังกฤษ คำภาษาอังกฤษ สระกับพยัญชนะเขาจะอยู่บรรทัดเดียวกันหมดนะ ถ้ามีสระ กับพยัญชนะ บางทีสระ มีทั้งข้างบนข้างล่าง มี 2 ใช่ไหม มี 2 มีซ้อนน่ะ เหมือนคำว่า "ขั้น" ใช่ไหมคะ มีไม้หันอากาศยังต้องมีไม้โทอีก มันก็จะนับเป็น 3 แล้วนะคะ มันสืบเนื่องเป็นการทำโปรแกรมหรือเขียนโปรแกรมให้สั้น ๆ นะคะ พื้นที่เก็บข้อมูลก็มีส่วนสำคัญ เพราะว่ายิ่งเขียนโปรแกรมยาม การประมวฃผใช้เวลามากนึกออกนะ มันก็จะมีส่วนเราก็มักจะให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษนะคะ จะไม่นิยมให้เขียนภาษาไทย นี่ไง เขียนเพื่ออะไร เพื่ออธิบายรายละเอียดอัลกอลิทึ่ม Algorithm ซึ่งสืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว อัลกอริทึมที่เราเขียนไปนี่ มันเป็นลักษณะเหมือนเราอธิบายให้คนด้วยกันเอง ถูกต้องไหมคะ ให้คนด้วยกันเองเข้าใจว่า ต้มไข้ต้มไปทำไม ต้มแล้วได้อะไรอย่างนี้นะคะ แต่ทีนี้ถ้าไปอธิบายขั้นตอนที่ยุ่งยากกับคอมพิวเตอร์น่ะ นึกออกนะ คอมพิวเตอร์มันจะงง มันควรจะเป็นขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนมากธรรมดาง่าย ๆ ก่อนนะคะ มาดูหลักการเขียนนะคะ เรามีหลักในการเขียน ไม่ใช่นึกอยากเขียนอะไรก็เขียนไม่ใช่นะคะ ถ้าจะเขียนซูโดโค้ด อยู่ ก็คือ 1. ใช้คำภาษาอังกฤษที่เข้าใจง่าย เช่น ก็คือทับศัพท์น่ะ ให้นึกถึงง่าย ก็คือเขียนทับศัพท์ เช่น ถ้าพูดถึงการใส่ข้อมูลนะคะ หรือรับข้อมูลอย่างนี้ ภาษาGet ก็แปลว่ารับเหมือนกัน อย่างนี้ใช่ไหมคะ 1 บรรทัด 1 บรรดทัดใน 1 บรรทัดมีเพียง 1 ประดโยคคำสั่ง ก็คือเวลาเขียนคำสั่งบอกแล้วว่า จะเขียนไปทีละบรรทัดบรรทัดใช่ไหม คอมพิวเตอร์ประมวลผลมันก็จะไล่ไปทีละบรรทัด ให้นึกถึงเหมือนถ้าเราเรียนวิชาภาษาไทยแล้วเวลาอาจารย์ถามคำถาม ใน 1 บรรทัดนี่ ควรจะมีแค่ 1 คำถามนั้นเอง หลักการง่าย ๆ เพราะฉะนั้นการเขียนซูโดโค้ดใน 1 บรรทัดก็คือมี 1 คำสั่งพอ เข้าใจนะคะ ใช้ย่อหน้าให้เป็นประโยชน์หมายความว่าอย่างไร โค้ดไม่ใช่ว่าเขียนย่อหน้าตรงกันหมด นึกออกนะ เช่น เพราะอะไร บางทีมันมีคำสั่งหลัก คำสั่งย่อย เราควรใช้ย่อหน้าให้เป็นประโยชน์ ว่าถ้าอันนี้หมายถึงคำสั่ง ถ้าอยู่ย่อหน้าแรกจะเป็นคำสั่งหลักอย่างนี้นึกออกนะคะ ถ้ามีย่อหน้าที่ 2 หรือย่อหน้าที่ 3 แสดงเป็นคำสั่งที่ย่อยออกมาของคำสั่งนั้นอีกทีหนึ่งนะคะ เห็นไหมคะ แล้วก็แต่ละประโยคคำสั่งเขียนจากบนลงล่าง หลักการก็คือ เหมือนตอนให้เขียนอัลกอลิทึ่มเราต้องเขียนเป็นขั้นตอนใช่ไหมคะ ไม่ใช่นึกจะต้มไข่ทำอะไรก่อนก็ได้ คือถ้าเรา ถ้าเป็นคนมันจะทำอะไรก่อนก็ได้ แต่ถ้าสั่งคอมพิวเตอมันจะต้องสั่ง มันจะทำตามกระบวนการเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไปตามขั้นตอนที่เรากำหนดเท่านั้น มันจะไม่เอาขั้นที่ 1 มาไว้ขั้นที่ 2 ให้นึกถึงถ้าต้มไข่เราเอาไข่ใส่หม้อก่อน แล้วค่อยใส่น้ำ นึกออกนะคะ แต่ถ้าเราสั่งคอมพิวเตอร์มันจะทำตามStept ที่กำหนดไว้เลย เช่น เอาน้ำใส่หม้อก่อนทุกครั้งนะคะ เพราะฉะนั้นรูปแบบการเขียน ก็คือจากบนลงลลำดับขั้นตอนของเรา คือเรียงจากข้างบนลงไปข้างล่าง และมีทางออกทางเดียว คำสั่งในคอมพิวเตอร์มันจะต้องมีทาง คือเขียนไปแล้ว มันจะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เขียนแล้วไม่มีที่สิ้นสุด คอมพิวเตอร์มันก็จะเลิกงานไม่เป็นเลย กลายเป็นเลิกงานไม่เป็นอย่างนี้นะคะ เมื่อไหลจากบนลงมาข้างล่างแล้ว ทางออกก็จะมีแค่ทางเดียวนั้นก็คือด้านล่างนั้นเองนะคะ กลุ่มของประโยคคำสั่ง อาจรวมเป็นหมู่และเรียกใช้เป็นโมดูลอย่างอันนี้ นั่นหมายถึงว่า คำสั่งเริ่มมีเยอะขึ้น มีโมดูล ถ้าเขียนซูโดโค้ดเราจะไม่เขียนเยอะขนาดเป็นโมดูล เราจะเขียนเป็นคำสั่งเบื้องต้นเป็นศัพท์ย่อย อย่างมากก็ไม่เกิน 2-3 บรรทัดนะคะ อันดับแรก ก่อนอื่นเวลาจะเขียนซูโดโค้ดก็เหมือนการเขียนอัลกอริทึมนั่นล่ะ ต้องวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าคอมพิวเตอร์มันทำงานอย่างไร ก็คือคอมพิวเตอร์มันจะต้องรู้ก่อนว่า Input คืออะไร ก็คือสิ่งที่คอมพิวเตอร์จะรับเข้าไปคืออะไรนะคะ แล้วค่อยดีซิดชั่น ดิซิดชั่นคือการตัดสินใจหรือคำนวณ หรืออะไรพวกนี้ Process ก็คือการประมวลผลใช่ไหม แล้วก็ Output คือผลลัพธ์ที่ออกมานะคะ ก็เหมือนเดิม ก็คือเราต้องนึกให้... นึกว่าตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ด้วยตอนนี้ เข้าใจไหมเวลาเขียน จะสั่งคอมพิวเตอร์ได้ ต้องนึกถึงว่าถ้าเราจะทำอย่างไรนะคะ โดยที่พิจารณาจากอะไร 1. เริ่มจากการนำเข้าเห็นไหม ก็คือมันต้องเริ่มที่จุดเริ่มต้นว่ามันจะเป็นอะไรนะคะ เห็นไหม เห็นไหมคะ นำเข้าหรือการป้อนเข้าเห็นไหมคะในระบบ ซึ่งถ้าในทางคอมพิวเตอร์จะเรียกว่า Input นี่นะคะ แล้วส่วนต่อมาเป็นขั้นตอนของการกระทำ การกระทำอย่างเช่น เหมือนที่ให้แยกแยะนะว่า Input ต้มไข่ Input ก็คือเราต้องมีไข่ ก็คือเอามันไปทำอะไรคะ ก็คือ ไปต้มเท่านั้นใช่ไหม ถ้าเอาไปอะไรนะ ใส่ในน้ำมันทอดมันก็เป็นไข่ทอดใช่ไหมคะ แต่ถ้าจะเป็นไข่ต้ม ก็คือเอาไข่นั้นไปต้ม กระบวนการหรือการกระทำ หรือกิริยา ถือเป็น Process นะคะ ขั้นตอนที่ต้องเลือกกระทำ decision การตัดสินใจ นั่นก็คือ ตัดสินใจว่า ให้เครื่องมันตัดสินใจว่า ทำอะไรต่อไปนี่ เช่น การจะต้มไข่ได้มันจะต้องรู้ก่อนว่าระยะเวลาในการที่ไข่ 1 ใบจะเป็นไข่ต้ม ใช้ระยะเวลาเท่าไรด้วย ใช่ไหมคะ ให้นึกถึงเหมือน ถ้าใครเคยกินอาหารเซเว่นบ่อย นึกออกไหม อาหารแต่ละอย่างใช่ไหมคะ เหมือนเจ้าหน้าที่ เวลาเขาจะอุ่นเวฟอาหาร ใช่ไหม อาหารแต่ละอย่างใช้ระยะเวลามันจะต้องมีตัวตัดสินใจว่าเลือกมาม่าเวฟกี่นาทีแล้วก็กดเลือก มันก็เหมือนกัน ทางเลือก เราจะต้องมีทางเลืองให้ไอ้ตัวของคอมพิวเตอร์เลือกเลือก เพราะโดยปกตินะมันจะมีสุกเลยถูกไหมคะ สุกเลยนั่นก็คือว่าไข่แดงจะเป็นสีแข็ง ๆ แล้วก็ไม่มีเหลว ๆ แล้วก็ไม่มีไข่ต้มแบบอย่างมะตูม อย่างนี้นั่นก็คือ Decision ให้ด้วย ในครั้งก่อนไม่ได้พูดถึงตัวเลือกนี้ว่าไข่ต้ม แต่เราหมายถึง ไข่ต้มเลย นึกออกนะ พอเวลาปลอกเปลือกเปิดดูข้างใน เนื้อไข่มันจะต้องจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ๆ ไข่แดงน่ะมันจะเป็นก้อนแข็งใช่ไหมคะ คือ ไข่ต้ม แต่ถ้าต้มแบบยางมะตูม นั่นหมายความว่า จะใช้เวลาน้อยลงกว่าต้มไข่ ที่เป็นไข่สุกทั้งลูก นั่นก็คือเราจะต้องมีทางเลือกให้เขา และสุดท้าย Output ก็คือข้อมูลที่จะออกจากระบบ เห็นไหม นั่นก็คือมันเรียกว่า สิ่งที่จะออกมา มันจะต้องออกมาเป็นไข่ต้มแบบไหนนั้นเอง นึกออกไหม เพราะฉะนั้นถ้ากำหนดว่าระดับของความสุกของไข่ต้มมี 3 แบบ ถ้าเหมือนเวลาเราโปรแกรมเข้าไปว่า ให้ต้มให้เหมือนแบบที่ 3 นั้นก็คือ ใครเคยดูรายการ Master Chefe เวลาทำเนื้อให้นึกถึงเหมือนระดับของเนื้อใช่ไหมคะ มีอะไรคะ มีแร มีมิเ้ดียอย่างนั้นน่ะ 3 ระดับ อย่างนี้อะแรร์ ก็คือยังไม่สุกใช่ไหมคะ แล้วก็มี Medium คือปานกลาง อะไรนะ เวฟดัน ก็คือสุกเลย ก็คือจะไม่มีน้ำเลือดออกมา อย่างนั้นให้นึกถึง 3 ระดับอย่างนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกัน เพราะถ้ามีทางเลือกให้ เวลาป้อนข้อมูลลงไปหรือสั่งทางเลือกว่า ต้มไข่ ระดับที่ 1 นะคะ ระดับที่ 1 อาจจะ ถ้าบ้านเรามันน่าจะเป็นไข่ลวกนะ คือยังไม่สุก ทั้งไข่ขาวก็จะยังเหลว ๆ อยู่ แล้วก็ไข่แดงก็จะยังเป็นเนื้อ เนื้อเหลว ๆ อยู่ ในระดับ ที่ 1 มันก็จะเป็นไข่ลวกก็จะได้ Out put ของกระบวนการออกมา 3 ลักษณะ แต่ต้องเลือกให้เขาทำอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ ดูวิธีการ แล้วทีนี้ถ้าเราจะเขียนซูโดโค้ดให้ป้อนInput ป้อน Input นี่ รูปแบบก็คือ ถ้าใช้ภาษาไทย มันจะใช้ รับค่า รับค่าอะไร หรือป้อนข้อมูลอะไรนั้นเองป้อนข้อมูลอะไร เห็นไหมคะ อันนี้ให้ดูให้เปรียบเทียบนะคะ แต่ถ้าใช้เป็นภาษาอังกฤษนี่ จะใช้คำว่า Redeก็ได้เห็นไหมคะ ใช้คำว่า Get ก็ได้ ก็ได้ หรือใช้ Input เลยก็ได้ Input ก็แปลว่ารับ การ Read ในภาษาอังกฤษ อ่านหรือรับค่าก็ตัวเดียวกัน Get ก็แปลว่ารับเหมือนกันนะคะ คะแนนเห็นไหมคะ คำว่าคะแนนก็คือคำว่า Score ใช้ทับศัพท์เลย หรือตัวเลข ก็คือ Number เวลาเขียนบอกแล้วว่าต้องหัดเป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นGoogle มีใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยนึกออกนะ ถ้าเวลาจะเขียน เมื่อเขียน Pseudo Code เป็นก็จะเขียนโปรแกรมเป็น เพราะจะเริ่มนึกออก เพราะอะไรบางที เราจะต้องไปกำหนดค่าตัวแปร จะต้องเป็นภาษาอังกฤษเสมอนะคะ เพราะฉะนั้นมันจะได้ใช้ภาษาอังกฤษเยอะหน่อยนะคะ เพราะฉะนั้นก็ควรเปิด Google รูปแบบก็คือ มีคำว่ารับค่าหรือพิมพ์ Read, Get พวกนี้ได้หมด รับค่าอะไร รับค่าคะแนนก็ใช้คำว่า Reed ใช้ 3 ตัวนี้ได้หมด บางทีบางคนไม่คิดเยอะ Get อย่างเดียวเลยก็ได้ ได้เหมือนกันนะคะ แล้วถ้าเป็นเวลาเขียนซูโดโค้ดเพื่อการกำหนดค่านะคะ รูปแบบการเขียนจะต้องมีกำหนดค่าชื่อ วิธีการ คำสั่งกำหนดค่า วิธีการคำสั่งกำหนดค่าก็คือ Set นะคะ ในภาาษาอังกฤษ๋ Set Set Set แล้วตามด้วยสิ่งที่เราต้องการจะกำหนดค่า ชื่อในภาษาอังกฤษก็คือ Name Get Name นะคะ ที่มีเครื่องหมายลูกศรหมายถึงว่า เห็นไหมคะ มีลูกศรกับเท่ากับน่ะ หมายถึงค่าที่เราจะกำหนดให้นี่เป็นค่า... ถ้ามีลูกศรก็คือ เหมือนอธิบาย ไอ้ค่านี้ ชื่อนี้จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูดนึกออกนะ แต่ถ้าพวกตัวเลขนี่กำหนดค่าแล้วก็บอกว่า คือแทนเท่ากับได้ หมายถึง 0 เริ่มเป็น 0 นะคะ หรือค่าระยะทาง ใช้เท่ากับก็ได้ =100 กับเครื่องหมายเท่ากับมีความหมายเดียวกัน นึกออกนะคะ แล้วถ้าการเขียนซูโดโค้ดโดยเลือกจากเงื่อนไข ก็คือรูปแบบก็คือคำว่าอะไรเอ่ย if นะคะ if ถ้าอะไร เห็นไหม ถ้าค่าอายุ ตอนนั้น รูปแบบในการทำเงื่อนไขนี่ ก็คือทำเครื่องหมายน้อยกว่าได้เลย น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป ไปขั้นตอนที่ เห็นไหมคะ จะบอกเงื่อนไขว่าค่าเท่านี้แล้วไปไหนนะคะ เดี๋ยวจะมาแปลงเป็นภาษาอังกฤษไปเป็นทีละอย่าง มันจะมีรูปแบบให้ดูอยู่เป็นตัวอย่างนะคะ ดูตัวอย่างการคำนวณของตัวนี้ คำนวณภาษี ทับศัพท์เลย คำนวณภาษีในภาษาอังกฤษก็คือ TEX เครื่องหมายลูกศรหรือเครื่องหมายก็ได้ วิธีเขียนรูปแบบก็จะเหมือนการคำนวณทางคณิตศาสตร์นั่นเอง แต่เครื่องในคอมฯ เช่น เครื่องหมาย คูณ นี่ ในคอมพิวเตอร์มันจะเป็นดอกจันนะคะ แล้วเครื่องหมายหารในคอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องหมาย / นะคะ เราจะไม่ใช้เครื่องหมายที่เป็นเครื่องทาง โดยตรงนะคะ แต่เครื่องจะรู้คูณจะหมายถึงดอกจัน / หมายถึงหารถ้าเขียนคำสั่งเพื่อคำนวณค่านี่ ก็คือใช้ใช้ชื่อคำที่จะคำนวณแล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ เช่น คำนวณจากอะไร คำนวณภาษีก็คือการคำนวณค่าของเงินเดือน คูณด้วย 10 หารด้วย 100 อาจจะเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์นั้นเอง ตัวหลังเครื่องหมายเท่ากับ เช่น ถ้าให้หารัศมีวงกลมให้นึกถึงนะ คำนวณค่ารัศมีวงกลม วงกลมเท่ากับพายอาร์กำลัง 2 รูปแบบของการคำนวณโดยมากแล้วก็จะมาจากสูตรหรือสมการทางคณิตศาสตร์นั่นเองนะคะ แต่ถ้าเป็นเวลาเขียนแสดงข้อมูลล่ะ รูปแบบการแสดงข้อมูลหรือ Out Put ในคำภาษาอังกฤษของคำแสดงข้อมูลมันก็จะมี Display หรือใช้โชว์ก็ได้ถ้าพูดถึงโชว์ น่ะ มันหมายถึง การแสดงโชว์ เช่น การแสดงละคร แต่ถ้าเป็น Display น่ะ มันหมายถึงการแสดงข้อมูล ข้อมูลประเภทตัวอักษรข้อความ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นเองนะคะ แต่ถ้าเป็น Print นี่หมายถึงการปริ้นออกผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ ก็ให้นึกถึงศัพท์คำศัพท์ที่มันเกี่ยวข้องนะคะ ทีนี้เมื่อเราเขียน Pseudo Code ได้ มันจะทำให้เราเขียน แต่ก่อนอื่น เดี๋ยวจะให้ลองเขียนซูโดโค้ดจากตัวอย่างจากสัปดาห์ที่แล้วนะคะ เรามีแบบฝึกหัดของสัปดาห์ที่แล้ว ที่ยังไม่ได้ทำ นะ ลองดูนะคะ จะให้เขียนข้อ 2 ข้อ เลขคู่กับ เลขคี่ จะให้เขียน Pseudo Codeซูโดโค้ดเลขคู่กับเลขคี่ ก่อนอื่นเด็ก ๆ ต้องจดก่อน ข้อที่ 2 ดูที่ข้อที่ 2 ทำเป็น 3 ช่องก่อน ทำเป็น 3 ช่อง Input คืออะไรนะคะ แล้วก็ Process รอบนี้ต้องเป็น 4 เพราะเขียนเป็น Pseudo Code ช่องนะคะ มีกระดาษหรือเปล่าทุกคน หยิบกระดาษของตัวเองขึ้นมา อันดับแรกเอากระดาษขึ้นมา แล้วขีดเป็น 4 ช่องนะคะ ขีดเป็น 4 ช่อง จั๊ดกับเสือน้อยทำลงใน Word นะคะ นึกออกไหม ทำในกระดาษ A4 หน้ากระดาษ A4 แบ่งเป็นแบ่งตารางเป็น 4 ช่อง 4 ตาราง ตารางที่ 1 คือ Input นะคะ ดู ๆ ไล่ไปตามตัวนี้นะคะ ต้องมีต้องดูไล่ตามตัวที่ 2 มีช่อง Input นะคะ ในบรรทัดที่ 2 นะ มีช่อง Input มีช่อง Decision มีช่อง Process และช่องสุดท้าย Output ออกเป็น 4 ช่อง ข้อที่ 2 ดูข้อที่ 2 ดี ๆ ที่บอกว่าเลขคู่เลขคี่ ใช่ไหม เลขคู่ เลขคี่ เพราะฉะนั้น Input ที่จะรับเข้าไปเป็นอะไร นึกออกนะ เราจะใส่อะไรเข้าไป เห็นไหมคะ ตัดสินใจ ตัวนี้ใช้อะไรในการตัดสินใจ ใช้การคำนวณไงลูก ถูกไหมคะ เราจะแยก เลขคู่ เลขคี่ ได้จากคำนวณด้วยอะไร ใช้ตัวเลขตัวไหนคำนวณ ไม่ยากเลยนะคะ ลองนึกดี ๆ นะ เสร็จแล้ว Process นั่นก็คือกระบวนการใช่ไหมคะ กระบวนการในการคำนวณน่ะใช้อย่างไร เอาอะไรมาคำนวณ นั่นคือกระบวนการ และสุดท้าย Output ผลลัพธ์ที่ได้ออกมา มันจะต้องเป็นอะไร นั่นคือข้อที่ 2 ที่บอกว่าหาเลขคู่ เลขคี่ จะหาได้ก็ต่อเมื่อ 1 Input ที่จะป้อนเข้าไปคืออะไร 2. กระบวนการที่มันใช้ในการ Decision น่ะ คืออะไร และ 3. Process คืออะไร และ Output ที่จะออกมาคืออะไร ทีนี้ส่วนตัวอย่างอีกข้อหนึ่งคืออะไร ทำอะไรคะ ให้ทำอะไร มี 2 ข้อใช่ไหม มีทั้งหมด 2 ข้อ อีกข้อหนึ่ง บวกเลข บวกเลข 1-10ถึง 10 เพราะฉะนั้น เมื่อได้ Input Process ของข้อที่นี้ แล้วค่อยมาทำข้อที่ 2 ก่อนอื่นต้องหา Input มันให้เจอก่อน หา Process หา Decision นะคะ ต้องได้ตัวนี้ออกมา แล้วเราจะพาไปต่อว่าเมื่อจะเขียนซูโดโค้ดเขียนอย่างไร แต่ถ้าใคร Get แล้ว เมื่อเวลาจะเขียน Pseudo Code นะคะ เด็ก ๆ ก็มาดูที่หน้านี้ ก็คือเมื่อต้องการให้ทำ Input รับข้อมูลนี่ คำสั่งที่จะใช้มีอะไรนะคะ ลองให้เวลา เอากี่นาทีดี สักกี่นาที เลขง่าย ๆ เอง ไม่ยาก เดี๋ยวจะลองถามดูว่าไอ้นั่นไปไหนหว่า Tablet ใบเตยชอบคณิตศาสตร์ไหมคะ แล้วใบเตยรู้ไหมว่าเลขคู่คืออะไร เลขคี่คืออะไร ไม่ทราบหรือ อย่างนั้นเดี๋ยวจะถาม ใครทราบบ้างว่า คืออะไร นั่นคือ เราจะต้องรู้ก่อน อะไรคือเลขคู่ อะไรคือเลขคี่ ใครทราบแล้วบอกเพื่อนได้ ใครที่ยังไทแล้วเดี๋ยวรอฟังเพื่อน เข้าใจว่าเลขคู่หมายถึงเลขลักษณะอย่างไร เลขคู่คือเลขอย่างไรนะคะ ไม่ได้เปิดหรอ เดี๋ยวรอเด็ก ๆ เปิดเครื่องแป๊บหนึ่งนะคะ บางคงยังไม่ได้เปิดเครื่อง บี บีนะคะ ดูพี่ ดูพี่เขา ดูพี่เขา บีรู้ไหมว่าอะไรคือเลขคู่ 1-10 เลขคู่มีเลขอะไรบ้าง ถ้าสมมติ 1-10 เลขคู่ คือเลขอะไรบ้าง รู้ไหมคะ รู้หรือเปล่าลูก ตอบเลย ตอบผ่านไอ้นี้ (ล่าม) ไม่รู้ค่ะ (อาจารย์) อย่างนั้นอันดับแรกนับเลขกันเสียก่อน 1 นะคะ 2, 3, 4 5 6 7, 8, 9 แล้วก็ 10 เออ ใน 1-10 นี่ เลขคู่จะเป็นเลขที่บอกเลยนะคะ เมื่อเอา 2 ไปหาร แล้วมันจะลงตัวพอดี มันจะไม่มีเศษ หารเป็นไหม เคยหารเลขไหม ลองหารดูสิทุกคน เออ หารออกมาดู ทั้งบีทั้งคามทั้งอะตอมนะคะ เลข 1-10 หารออกมาแล้วบอกสิว่าอันไหนคือเลขคู่ อันไหนคือเลขคี่ เช่น 2 หาร 1 ได้ไหมคะ ไม่ได้ 2 หาร 2 ได้ไหม นั้นแสดงว่า อ่าว ต่อไป ถ้า 2 ไปหาร 3 มีเศษเมื่อใดที่เศษนะคะ 2 หารไม่ลงตัว เลขใดก็แล้วแต่ที่ 2 หารไม่ลงตัว เลขนั้นจะเป็นเลขคี่ เพราะฉะนั้นInput ของเรานะคะ คืออะไรคะ เราต้องให้อะไรลงไป ต้องมีตัวเลขใช่ไหมคะ Input จะต้องมีตัวเลขแน่นอน เอาอะไรไปหาร เออ บอกแล้วนะ บอกแล้วนะ เฉลยแล้วนะ ผลลัพธ์ที่ได้มันก็ต้องบอกออกมาว่าถ้ามันหารลงตัว มันจะเป็นเลขอะไรลูก ถ้าหารไม่ลงตัวเป็น Distiption ที่มันหารลงตัวมันจะต้องเป็นเลขคู่ ต้องแสดงคำว่าเลขคู่ก็ได้ นึกออกนะ แต่ถ้ามันหารไม่ลงตัวใช่ไหมคะ มันก็จะแสดงคำว่าเลขคี่ ข้อที่ 1 หรือยัง มองภาพออกหรือยัง ทีนี้ใส่เข้าไปก่อน ใส่เข้าไปก่อน Input ต้องใส่อะไรลงไปคะ ต้องมีอะไร ต้องมีตัวเลข ต้องใส่ตัวเลข ต้องมีตัวเลข ค่าที่ต้องรับก็คือ Get Number ใช่ไหมคะ ลองเขียนดู 1 ข้อก่อน 1 ข้อ ก้อยอยากใช้ไอ้นี่ ๆ ๆ เดี๋ยวใช้ Word ก็ได้ ใช้ Word ก็ได้ เสือน้อยกับ จะได้นึกออก ดูนะคะ แล้วก็บวกเลข 1-10 ตอนนี้ข้อมูลที่เราจะ Input เข้้าไปเกี่ยวกับอะไรเอ่ย เห็นไหม ข้อที่ 2 ก็บอกว่าเลขคู่เลขคี่ ก็บอกว่าบวกเลข 1-10 ใช่ไหมคะ โจทย์ของเรามี 2 ข้อนะคะ ก็คือเลขคู่เลขคี่ แล้วก็บวกเลข 1-10 บอกว่าให้ทำตารางขนาด 1 2 3 4 ช่องใช่ไหมคะ โดยตารางแรกก็คือ Input ช่องที่ 1 ก็คือ Input ช่องที่ 2 เด็ก ๆ ทำตารางเหมือนที่ทำให้ดูนี่นะ Decision นี่คือโจทย์ของเรานะคะ Input Input อันแรกนะคะ Decision นั่นก็คือเงื่อนไข เงื่อนไขที่จะมีก็คือ ถ้าใช้คำว่า "ถ้า" Process ก็คือ ถูกไหมคะ Process ก็คือ Number หารด้วย 2 ใช่ไหม Input ของเราก็คือตัวเลข เราจะต้องใส่ตัวเลขลงไปเสียก่อนใช่ไหม ต้องมีตัวเลขก่อน เลขอะไรก็แล้วแต่ เมื่อป้อนตัวเลขเข้าไปปุ๊บ กระบวนการก็คือตัวเลขนั้นก็จะถูกหารด้วย 2 พาหารด้วย 2 แล้ว สงสัยขอสลับ เอา ดีซิฟชั่นมาไว้ มาไว้หลัง Process นะ จะได้ไม่งง เพราะเมื่อกี้บอกแล้วว่า การที่เราจะรู้ว่ามันเป็นเลขคู่เลขคี่ก็ต่อเมื่ออะไรคะ เลขตัวนั้นหารด้วย 2 แล้วเป็นอย่างไรคะ เห็นไหม Output ก็คือให้มันแสดงอะไรคะ ดิสเพลย์ แสดงอะไร แสดงเครื่องหมายคำพูด เครื่องหมายคำพูด นี่คือของข้อ 2 นะ ทีนี้ข้อ 4 บวกเลข 1-10 ให้นึกถึงจะบวกเลข 1-10 นี่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นค่าเริ่มต้มเริ่มที่อะไรคะ ใช่ไหม แล้วบวก บวกอย่างไร 1-10 Input ควรจะเป็นอะไร กระบวนการในการบวกควรจะเป็นอย่างไร Decision มีไหม นึกออกนะ บางอย่างมันอาจจะมี Ditistion เพราะอย่างเหมือนกรณีเลขคู่เลขคี่นี่ต้องมีอยู่แล้ว เพราะจะแยกได้ว่าอันไหนเป็นเลขคู่ อันไหนเป็นเลขคี่ แต่บวกเลข 1-10 มีดิทิสชั่นไหม นะคะ ต้องดูต้องดู Input แล้วก็ดู Output นึกออกนะ เหมือนที่ตอนบอกทำอัลกอลิทึ่ีมฃสั่งให้ต้มไข่นี้ Output ออกมาได้อะไร หรือมันจะได้อะไรออกมา คือ มันต้องมองไปที่ตัว Input ด้วย ก็คือถ้ามองจาก Input ไม่ออก ให้มองย้อนกลับคืนมา ไล่จาก Output กลับคืนมาหาข้างหน้านะคะ วิธีคิดนะคะ โอ.เค. ภาษาไทย เป็นภาษาไทย ขอโทษ Input, Process, Decision, แล้วก็ Output บอกแล้วว่า ถ้านึกไม่ ถ้าเริ่มจาก Input ต้องให้มองย้อนไปที่ Output ก่อน สิ่งที่บวกเลข 1-10 สิ่งที่มันควรจะได้ออกมามันควรเป็นอะไร ในทำนองเดียวกันเหมือนบอก เลขคี่ สิ่งที่จะออกมาเป็นเลขคู่เลขคี่ได้ เกิดจากอะไร เห็นไหม มันก็จะย้อนกลับไปหาต้นกำเนิดได้ ให้เวลา 10 นาที ในการหา Input, Process, Decision แล้วก็ Output นะคะ เดี๋ยวถามอะตอม อะตอมถ้าให้บวกเลข 1-10 อะตอมลองบวกสิ เลข 1 จนถึงเลข 10 บวก ลองบวกดู เอ้าบวกเดี่ยวนี้เลย ให้บวก บวกไปนะคะ บวกเลข 1 ไปจนถึงเลข 10 นี่ เข้าใจวิธีการบวกไหม เป็น 1+2+3 อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ (อาจารย์) เอ้าลองสิ ลองก่อน ให้ลอง ให้ลองตามความเข้าใจของอะตอมก่อน อะตอมเข้าใจแบบไหน อะตอมลองบวกออกมาก่อน บวกอย่างเดียวใช่ไหมครับ ไม่ใช่คูนใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่อันนี้บวกอย่างเดียวลูก บวกเลข 1-10 โจทย์ข้อ 4 ครับ โจทย์ข้อที่ 4 โอ.เค. ลองบวกดิสิ ตามความเข้าใจของอะตอมบวกอย่างไร เอาเลขบวกอย่างไร เขียนลงก็ได้ นับมือจะจำได้ไหม เขียนไปสิ บวกไปทีละตัวสิลูก จะเห็นภาพแล้วจะได้รู้ด้วย ว่าเราบวกครบไหม ตั้งแต่ตัวเลขตัวที่ 1 ไปจนถึงตัวที่ 10 ใช่ไหม ถ้ามันนับนี่อาจจะงง บวกไปถึงเลขไหนแล้วนี่ แต่ถ้าเขียนจะเห็น แต่ถ้าเราเขียนลงไปหรือพิมพ์ลงไปเราก็จะรู้นะ เราใส่เลข 1 ไปแล้ว เราใส่เลข 2 ไปหรือยัง เราใส่เลข 3 ไปหรือยังใช่ไหมคะ โหลดเสร็จหรือยัง (ล่าม) ครับ รวมกันได้ 40 ครับ ไหนขอดูสิ เขียนใส่ในไหนไว้ เขียนใส่ในกระดาษ(ล่าม) ถูกหรือผิดครับ (อาจารย์) พี่ ๆ เขาเขียน ให้อะตอมหันให้พี่เขาดู พี่เขาดู หันที่อะตอมเขียนน่ะ พี่เห็นชัดไหม พี่ล่ามเห็นชัดไหม พี่เห็นชัดไหม พี่ล่ามเห็นไหม(อาจารย์) 1 แล้วข้าง ๆ คืออะไร เขาบวกลงไปอย่างนี้หรือเขาบวกมาข้าง ๆ อาจารย์ก็งงเหมือนกัน หนูบวกไปข้าง ๆ ทำไมมันมีเลขข้าง ๆ ด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเลข 1 เป็นตัวเลขผลลัพธ์แล้วอาจจะมาบวกกับเลขต่อไป แล้วมาบวกกับเลขผลลัพธ์แล้วก็บวกเลขต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ครับ (อาจารย์) ไม่ใช่ ดูนะคะ อะตอมเขียนเลข 1 อะตอมเขียนเลข 1 แล้วก็ตามด้วย ด้วยเครื่องหมายบวก (ล่าม) ครับ (อาจารย์) 1 บวกอะไรคะ เลขที่ต่อจากเลขที่คือเลข 2 ใช่ไหม(ล่าม) ไม่ใช่ 1 บวก 1 ใช่ไหมครับ เป็น 1 บวก 2 ใช่ไหมคะ (อาจารย์) บวกเลข 1-10 เลขตัวแรกเลขที่ 1 ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นตัวที่จะบวกถัดไป ก็คือเลข 2 ถูกไหมคะ เพราะเราบอกว่า บวกเลข 1 เริ่มที่เลข 1 เพราะฉะนั้น 1 จะไม่ไปบวกเลข 1 ซ้ำนึกออกนะ เลขมันจะไหลไปเรื่อย 1 + 2 เหมือนที่ถามตอนแรก ลองบวกใหม่ซิลองบวกใหม่ ๆ (ล่าม) โอ.เค. ครับเข้าใจแล้วครับ (อาจารย์) ต้องให้ลองก่อน รู้ว่าอ๋อมันควรจะเป็นอย่างนี้ คนอื่นก็ลองบวกดู ลองบวกดูนะคะ เพราะฉะนั้นน่าจะรู้แล้วใช่ไหม ข้อที่ 4 น่ะ Input จะต้องเป็นอะไรเท่านั้น 1 ใช่ไหม เพราะเราบอกว่าเราจะบวกเลขเริ่มจาก 1 ใช่ไหมคะ ค่าที่จะรับเข้าไปจะต้องเป็น 1 เท่านั้น มันจะไม่เหมือน มันจะไม่เหมือนกับข้อที่ 2 ข้อที่ 2 คือเราต้องการหาเลขคู่ กับเลขคี่ แม่เลยใช้ Number เฉย ๆ ลงไปเพราะไม่จำเป็นต้องระบุเลขใช่ไหมคะ ใช่ไหม ก็คือ Input ก็คือเป็นการรับค่าตัวเลขเฉย ๆ แต่เขาจะป้อนตัวเลขอรนึกออกนะคะ สมมติ สมมติเราใส่เลข 50 ลงไปงี้ ถูกไหม แล้วเมื่อเอา 2 ไปหาร แล้วถ้ามันหารแล้วลงตัวใช่ไหมคะ มันต้องแสดงผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นเลขอะไร แต่ถ้าเมื่อใดที่เลขที่เราป้อนลงไป แล้วหารด้วย 2 ไม่ลงตัว มันจะแสดงผลลัพธ์ว่าเลขคี่ เพราะฉะนั้นเมื่อป้อนผลลัพธ์ 1 ไปถึง 10 Out put ออกมามันจะต้องเป็นอะไร อะตอมรวมเสร็จหรือยัง บวกเสร็จหรือยัง ได้เท่าไหร่ ๆ (ล่าม) จากที่ 1+10 นะครับ 55 ครับ ใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่ ๆ ถูกต้อง (อาจารย์) ทีนี้ แต่อันนั้นน่ะคือ ว่าค่ามันจะต้องออกมา 55 ทีนี้ อะตอมต้องมาดูที่ Process ใช่ไหมคะ วิธีการบวก มันบวกอย่างไร นึกออกนะ ก็คือ Process ใช้อะไร ช่อง Process ช่อง Input Input เริ่มจากที่อะไรนึกออกนะ เมื่อกี้ก็คือถ้ามันจะเป็น 55 ได้ กรณีนั้นคือ เลขที่เรา Input มันจะต้องเป็นเลข 1 เริ่มที่ 1 แล้วสังเกตว่าวิธีการบวกไม่ใช่ว่า 1 ไปบวก 1 ถูกไหมคะ เพราะบวกเลข 1 ไปถึงเลข 10 เพราะฉะนั้นมันจะกลายเป็น 1 ไปบวก 2 บวกเสร็จแล้วก็ไปบวก 3 ต่อ บวก 4 บวก 5 ไปเรื่อย ๆ มันจะไม่ใช่เป็น 1 + 1 แล้วมาบวก 2 แล้วมา 1+3 อย่างนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่นะคะ นั่นก็คือกระบวนการจะกำหนดให้มัน Process ไปอย่างไรนะคะ โอ.เค. ใส่ลงไปในตารางให้ดูสิ ว่าจะได้อะไรออกมา เดี๋ยวจะให้ทุกคนโชว์โดยการดูนะคะ แต่ละเครื่องมันจะมีหน้าจอที่พี่ล่ามเขาคุยกับเราได้ เราจะหันงานที่เขียนใส่เข้าไปใส่เข้าไป (ล่าม) อาจารย์ครับ น้องอะตอมมีเรื่องสงสัยครับ (อาจารย์) ถามได้เลย สงสัยข้อไหนเอ่ย ก็คือว่าหัวข้อที่ 4 บวกเลข 1-10 ก็คือทำเป็นตารางใส่เลขมาใช่ไหมครับ (อาจารย์) ไม่ได้ใส่เลข เห็นไหมคะ ในตารางเห็นไหมคะ มันจะมีช่องบอกว่าเออ เออ อะตอมต้องบอกให้ได้ว่า Input ของเราคืออะไร Process ของเราคืออะไร Output กที่อะตอมรวมแล้วได้เลขเท่าไหร่ใช่ไหม 55 มันก็คือผลบอกของตัวเลข 1-10 นั่นใช่ไหม ครับ ใช่ครับ (อาจารย์) เพราะ ๆ ดูนะคะ เดี๋ยวอธิบายตัวอย่างในตารางที่อยู่ในสไลด์นี่มันมาจากข้อที่ 2 ข้อที่ 2 ให้หาเลขคู่เลขคี่ เพราะฉะนั้นเลยกำหนด Input ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นตัวเลขอะไร เพราะฉะนั้น Input ที่เครื่องจะรับเข้าไปเป็นตัวเลขนี่นะคะ Process ของมัน ก็คือ เมื่อกี้อธิบายไปแล้วว่า รู้ว่าเลขใดเป็นเลขคู่ เลขใดเป็นเลขคี่ ก็ต่อเมื่อเลขตัวนั้นมันโดนหารด้วย 2 ใช่ไหมคะ 2 แล้วถ้าหารด้วย ถ้าหารด้วย 2 แล้วไม่มีเศษนะคะ มันจะแสดงผลลัพธ์ว่าเลขคู่นั่นก็แสดงว่าเลขนั้นเป็นเลขคู่ แต่ถ้าเมื่อใด ขอโทษตรง Detistion ยังเขียนไม่หมด ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ ตัวเองก็ต้องมาดูว่าถ้าเลขหารด้วย 2 แล้ว มันต้องมีแล้วต่อ นึกออกนะ แล้วไม่มีเศษก็แสดงเงื่อนไข เงื่อนไข ก็คือให้ไปแสดงเลขคู่ แต่ถ้าหารแล้วมีเศษมันก็จะแสดงเลขคี่นะคะ เพราะฉะนั้น Process ของข้อที่ 4 Input ของข้อที่ 4 ก็คือ่เราให้บวกเลข 1 ใช่ไหม ถึง 10 เพราะฉะนั้น Input มันหนีตัวอื่นไม่พ้น นอกจาก 1 เท่านั้น ใช่ไหมคะ เพราะเริ่มที่ 1 ทีนี้ Process คือทำอะไรใส่ลงไป จะใส่เป็นเครื่องหมาย หรือเขียนก็ได้ ว่า นึกออกนะคะ นั้นคือกระบวนการ Process แล้วก็ Out put ออกมาเป็นอะไรนะคะ โอ.เค. นั่นคือที่เขียนในตาราง อีก คือตอนนี้ยังต้องดึงให้ได้อีกว่ามันจะเป็น Input อะไรจะเป็น Output อะไรจะเป็น Process นะคะ ต้องดึงออกมาให้ได้ก่อน (ล่าม) เพื่อนไม่เข้าใจครับ ขอถามได้ไหมครับ เขาชี้ไปข้าง ๆ น่ะครับ เปลี่ยนกล้องได้ไหมครับ ขั้นตอนมี 4 อย่างนะครับผม (อาจารย์) จะถามข้อไหนครับ ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 (อาจารย์) ไม่โจทย์ข้อไหนครับ มันมีโจทย์ 2 ข้อน่ะลูก ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 นี่ ๆ โจทย์ที่อยู่ข้างบนน่ะ ที่อยู่บนสไลด์ ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 4 โจทย์ข้อที่ 2 ใช่ไหม โจทย์ข้อที่ 2 ใช่ไหม (ล่าม) ใช่ครับ (อาจารย์) นะคะ ที่เมื่อกี้ถามว่า ตอนแรกที่แม่ถามบีว่ารู้จักเลขคู่หรือเลขคี่ไหม คามรู้จักไหมครับ อะไรคือเลขคู่ เลข 1 เลข 1 เป็นแรกอะไรลูก เลข 1 เป็นเลขคู่หรือเลขคี่ (ล่าม) เลขคี่ครับ (อาจารย์) ใช่ไหมคะ เลข 2 เป็นเลข (ล่าม) เลขคู่ครับ (อาจารย์) นั่นก็คือเมื่อเราต้องการจะหาเลขคู่หรือเลขคี่นี่สิ่งแรก Input ที่จะใส่ลงไป เห็นไหมคะ Input จะต้องเป็นอะไรเท่านั้น เลขเท่านั้น เลขใช้คำว่า Number เข้าใจหรือยัง เพราะใส่ Name ลงไปจะหาเลขคู่เลขคี่ได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะใส่ลงไปก็คือ Number เท่านั้นนะคะ โอ.เค. ทีนี้มาดูช่องที่ 2 Process Process นั่นก็คือ อะไรที่จะทำให้เรารู้ว่าเลขที่เราใส่ลงไปนี่มันเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่ นะคะ ก็คือในหลักการทางคณิตศาสตร์ ได้ว่าเลขใดเป็นเลขคู่ก็คือ เมื่อจำนวนใด ๆ หรือตัวเลขใด ๆ หารด้วยเลข 2 หารด้วย 2 ใช่ไหมคะ หารด้วย 2 ลงตัว ก็คือไมมีเศษ นึกออกนะ จำนวนนั้นจะหมายถึงเลขคู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เราจะเอามาเช็กว่าเลขใดเป็นเลขคู่ หรือเลขใดเป็นเลขคี่ ก็คือเอา Input ที่เราใส่เข้าไปน่ะ ให้มันไปหาร 2 มันถึงมีข้อความว่า Number แล้วหารด้วย 2 เห็นไหมคะ ถ้าในทางภาษาคอมพิวเตอร์ เครื่องหมายหาร เครื่องหมายหารในภาษาคอมพิวเตอร์คือเครื่องหมาย / ค่ะ เครื่องหมายคอมพิวเตอร์จะใช้เครื่องหมาย / แล้วมีจุดข้างบน 2 จุด เราจะไม่ใช้อันนั้น อันนั้นเป็นเครื่องหมายคณิตศาสตร์ แต่ถ้าเป็นคอมพ์ นี่ เครื่องหมายคอมนี่ เครื่องหมายหารจะเป็นตัวนี้ เครื่องหมาย / อย่างนี้ จะใช้ตัวนี้ คอมฯ รู้จักตัวนี้ คอมรู้จักตัวนี้ รู้จักว่าตัวนี้คือเครื่องหมายหาร โอ.เค. ส่วนในช่องที่ 3 ช่อง Decision คือแค่หารแล้ว มันจะต้องมากำหนดทางเลือกไง ว่า ถ้า 2 หาร ประโยคนี้อ่านให้หมดไปเขียนต่อ ช่อง Decision น่ะ ก็คือถ้าตัวเลขนั้นที่เราป้อนลงไปนี่มาหารด้วย 2 ถ้าหารแล้วนะคะ ไม่มีเศษ ตรง Output ก็ต้องมี Display ต้องให้ ดิสเพลย์ If Number หาร 2 เท่ากับ อะไรก็แล้วแต่ระบุลงไป แล้วก็มีประโยคต่อมาว่า Display ดิสเพลย์ ดิสเพลย์คือการแสดงผล แสดงคำว่าเลขคู่ หรือแสดงคำว่าเลขคี่นั่นเองนะคะ มันก็จะมาเป็น Output ที่จะให้ Display เข้าใจยัง (ล่าม) ในช่องที่ 3 นะครับผม (อาจารย์) ช่องที่ 3 นี่ (ล่าม) คู่ หาร 2 นะครับ เท่ากับให้กับให้หาที่มันตรงกับเลขคู่ 2 4 6 8 อะไรอย่างนี้ใช่ไหมคะ มันไม่ใช่ว่าให้หาเลขที่มันตรง เป็นเหมือนว่าเมื่อหารแล้ว หารด้วย 2 แล้ว นึกออกนะ ถ้าเลขขี่เวลาหารมันจะได้เศษ 0.5 เสมอเลย มันจะเหลือเศษ 1 เสมอ แต่ถ้าหารด้วย 2 มันจะไม่มีเศษ มันจะเป็น 0 เสมอนี่ เราก็ให้มันแสดงข้อความว่าเลขคู่ ตรงนี้กำหนดทางเลือกค่ะ การตัดสินใจให้มัน ก็คือเมื่อเลขนี่หารด้วย เออ มันจะต้องแสดง มันจะต้องแสดงค่า ถ้าหารด้วย 2 แล้วเท่ากับ 0 ไม่ใช่เท่ากับ 0 ถ้าหารด้วย 2 แล้วเท่ากับ เดี๋ยวนะใช้ตัวช่วย เลขเยอะ ในภาษาคอมพิวเตอร์ เศษ ๆ กับ Event ถ้า น่าจะใช้ว่า If Number หาร 2 นั่นคือ คู่ odd นั่นคือคี่ ก็คือถ้าเป็น Even นี่ให้แสดงเลขคู่ แต่ถ้าเป็น ออด เขียนไม่จบ ให้ไปเขียนต่อ ทำอย่างไรมันจะแสดงเลขคุ่ กระบวนการที่หารด้วย 2 แล้ว ผลลัพธ์ของมันนี่ แล้วออกมาเป็นคำว่าเลขคู่หรือเลขคี่ นะคะ ตัวนี้ไปเติมเพิ่ม ไปเติมเพิ่มเปิดดูใน Google ช่วยก็ได้ ไทม์เข้าใจไหม เข้าใจหรือยัง พอนึกภาพออกหรือยังคะนะ ดูเฉลยนะคะ เดี๋ยวจะเฉลย คือทุกอย่างบอกแล้วว่า คอมพิวเตอร์อยู่ดี ๆ ประมวลผลเองไม่ได้ อยู่ดี ๆ ทำงานเองไม่ได้ ต้องมีการป้อนข้อมูลหรือรับข้อมูลเข้าไปเสียก่อน ซึ่งก็คือ Input นั้นเองข้อที่ 2 ในตัวอย่างบนนี้นะคะ ในตารางนี่โจทย์ข้อที่ 2 เราบอกว่า เลขคู่เลขคี่ ก็คือต้องการให้หาว่า อะไรคือเลขคู่ อะไรคือเลขคี่ แต่มันจะหาได้ก็ต่อเมื่อ ก็ต่อเมื่ออะไรคะ เราก็ต้องมีการ Input ลงไปก่อน นึกออกนะคะ ต้องมีการป้อนข้อมูลให้มันเสียก่อนทีนี้ข้อมูลที่จะป้อนลงไปนี่นะคะ ที่ใช้คำว่า Number เพราะว่าอะไร เพราะ 1. คือไม่ได้ระบบว่าเป็นเลขอะไรเพราะฉะนั้นถ้าใช้ Number สามารถใส่ตัวเลขใด ๆ ลงไปก็ได้ นึกออกนะ ก็คือใส่จำนวนอะไรไปก็ได้นะคะ เสร็จแล้วให้มาดูที่ช่องที่ มาดูช่องที่ 2 กระบวนการหรือ Process สิ่งที่จะทำให้เรารู้ว่าอะไร เลขใดเป็นเลขคู่ เลขใดเป็นเลขคี่ ในทางคณิตศา มันบอกไว้ว่า เอา 2 จำนวนจำนวนทุกจำนวน จำนวนใดก็แล้วแต่ไปหารด้วย 2 แล้วไม่มีเศษนะคะ ถ้าไม่มีเศษ เลขนั้นจะเป็นเลขคู่ หรือบางทีเขาบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ ลงตัว ให้นึกง่าย ๆ เมื่อเราท่องสูตรคูณ สูตรคูณแม่ 2 2 x 2 = 4 เลข 2 หารลงตัว ให้ดูที่เลข 2 เป็นหลัก นะคะ เห็นไหมคะ 2 x 1 เป็น 2 2 x 2 เป็น 2 ไปคูณ 1 เป็น 2 มันจะไล่จากท่องสูตรคูณนั้นเอง เพราะฉะนั้นมันจึงมาเป็นช่องที่ 3 ที่บอกว่า Decision Decision ก็คือทางเลือก อะไรคือเลขคู่ อะไรคือเลขคี่ ยังใส่ไม่หมด เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนเป็นคำสัง มันก็จะต้องบอกว่าถ้าจำนวนนั้นไปหารด้วย 2 แล้ว ต้องมีแล้วต่อ if number หาร 2 ใช้ว่าแล้วหรือเท่ากับเลยก็ได้ เราจะใช้เท่ากับเลยก็ได้ ถ้าเลขคี่หารด้วย 2 มันจะมีเศษคือเท่าไรคะ .5 ใช่ไหม เราใช้ตัวนั้นเป็นหลักก็ได้ ถ้าเท่ากับ .5 เท่าไรปุ๊บมันคือเลขคี่ แต่ถ้ามันไม่เท่ากับ .5 จะเป็นเลขอะไรลูก เลขคู่ใช่ไหมคะ นั่นคือทางเลือกของมัน ของมัน มี 2 วิธีการที่บอก หรือแต่ถ้าไปกดตัวแปร แต่มันจะมีอีกไม่แน่ใจตัวนี้ มันจะมี Odd กับ Even Even ก็คือเลขคี่ ใช้ได้ 2 รูปแบบนะคะ นะคะ ทีนี้มาดูข้อที่ 4 บวกเลข 1-10 วิธีการบวกเลข 1-10 แถว แถวเราหายไปไหน แทรก แทรกแถว ข้อที่ 4 นะคะ บวกเลข คำสั่งหรือผลลัพธ์ หรือผลลัพธ์ก็คือหาผลบวกของเลข 1-10 เพราะฉะนั้น Input ความเริ่มจากอะไรเท่านั้น นึกออกนะ เพราะระบุไว้แล้วระบุไว้แล้วว่าบวกเลขเริ่มต้นที่เลข 1 เพราะฉะนั้น Input จะมาใส่ Number เหมือนข้อแรกได้ไหม แต่ไม่ได้เพราะอะไร เพราะตรงโจทย์บวกเลขเริ่มที่เลข 1 ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น Input ของเราจะเป้นของเรามันจะกลายเป็น จะใช้ 1 เลยไม่ได้ คอมพิวเตอร์จะต้องรู้จักสิ่งนี้ก่อนมันจะเป็นแค่ใช้ Number เหมือนกันก็ได้ การระบุค่า Number Number เท่ากับ ใส่เครื่องหมาย = แล้วก็ 1 ระบุเลยว่า พิมพ์ผิดอีกลืมดูNumber ก็คือระบุเลยว่าเลขนี้เท่านั้น =1 เท่านั้น แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ Number เฉย ๆ เลขอะไรก็ได้มันจะเห็นความต่างเลยขว่านั่นก็คือเป็นการกำหนดค่าให้จำนวนนั้น ๆ เท่ากับ 1 เสมอ ทีนี้สิ่งที่จะทำต่อมา Process 1 แล้วทำอะไร เอาไปบวกนะคะ เอาไปบวก เพราะฉะนั้นจากข้อที่ 2 Number หาร 2 นี้ จะเป็นอะไร บวกอะไร ทีนี้มาดูการบวกบวกอย่างไรใช่ไหม ถ้าบอกว่า บวก 2 ตอนแรกจะถูก บวก 2 มันจะบวก 2 ซ้ำอีกนะ มันต้องบวกทีละเท่าไร มันคือการบวกเพิ่มแค่ 1 เท่านั้น เข้าใจนะคะ Number ++ ถ้า Number ++ เราจะไม่ใช่ Number บวก 1 นะ ในทางคอมพิวเตอร์ Number ++ ก็คือหมายถึงว่า บวกแล้วบวกเพิ่มทีละ 1 1 นึกออกนะ มันจะบวกเพิ่ม มันจะ... เขาเรียกว่าอะไร มันจะบวกเพิ่มของมันอัตโนมัติน่ะ นึกออกนะคะ ไม่ต้องระบุตัวเลขลงไป มันจะเป็น Number ++ ตรง Decision จะไม่มี เพราะตรงนี้วิธีการมันมีแค่บวกอย่างเดียว เงื่อนไขไม่ได้มีว่า ไปบวกอะไรพิศดารเลย เพราะผลลัพธ์มันได้แค่ค่าเดียวเท่านั้น มันจะไม่เหมือนในกรณีแค่ 2 ผลลัพธ์มันสามารถเป็นได้ 2 อย่าง ถูกไหมคะ ไม่เป็นเลขคู่ ก็จะเป็นเลขคี่ ให้สังเกตที่อะไรด้วย เวลาจะมี Decision ก็คือถ้าผลลัพธ์มี 2 ทาง นะคะ มีค่าออกมามันจะมี แต่ถ้าผลลัพธ์ มีค่าได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น มันจะไม่มี Decision เพราะฉะนั้นในช่อง Decision ในช่องที่ 4 มันจะไม่มีนะคะ ในข้อนี้จะไม่มี แล้วในช่องสุดท้ายก็คือ ตัวผลลัพธ์ที่ได้ก็คือบวกจาก 1-10 นั่นเอง นั่นคือผลลัพธ์ ให้แสดง Display อะไร นะคะ ทีนี้ลองลองจับสิ่งที่เขียนในตารางมาเขียนเป็น Pseudo Code นะคะ ให้ดูที่ตาราง ให้ดู Pseudo Code ตัวแรก Input การรับข้อมูลก็คือ Input รูปแบบเวลาเขียนก็คือ เราจะบอกว่า รับค่าอะไร อันนี้อธิบายเป็นภาษาไทยก่อน แต่เวลาเขียนให้ดูฝั่งภาษาอังกฤษนะคะ ใช้ Leave ก็ได้ ใช้ Get ก็ได้ หรือใช้ Input ก็ได้เห็นไหมคะ เออ เอาให้เข้าใจเหมือนกันทุกคนตอนนี้ ก็คือถ้าใช้รับค่าตัวเลขให้ใช้คำว่า Get แล้วกัน นะคะ ใช้ Get ตัวเลขในภาษาอังกฤษ อังกฤษ ก็คือคำว่า Number คำสั่งในข้อที่ 2 คำสั่งแรกก็คือ Get Number เวลาเขียน Pseudo Code กฎของการเขียน Pseudo Code 1 บรรทัด เวลาเขียนนะคะ 1 บรรทัด ต่อ 1 คำสั่ง นะคะ 1 บรรทัดมีเพียง 1 ประโยคคำสั่ง เพราะแะนะเ้Input นะคะ ก็คือการรับค่านี่ เพราะฉะนั้นคำสั่งบรรทัดแรก ก็คือให้รับค่าตัวเลข ใช้ Get Number เขียนแค่บรรทัดเดียวนะคะ มีกำหนดค่าไหมในข้อที่ 2 เรา ข้อที่ 2 มีกำหนดค่า แต่ ข้อที่ 4 ใช่ไหมคะ ที่กำหนดค่าตัวเลขเป็นเริ่มที่อะไร เริ่มที่ 1 โอ.เค. ไหมคะ ถ้าใช้กำหนดค่า มันจะใช้ Set เราจะใช้คำว่า Set เห็นไหมคะ Set อะไรเมื่อกี้เราจะ Set Number เท่ากับเท่าไรคะ 1 นะคะ กำหนด ถ้าเมื่อใดที่กำหนดค่า ให้ใช้คำสั่ง Set แต่ข้อที่ 2 เราไม่มีการกำหนดค่าถูกไหมนะคะ แต่ถ้าเป็น Decision การเลือกจากเงื่อนไข เงื่อนไขในข้อที่ 2 ของเราก็คือ ว่าถ้าตัวเลขของเรานั้นหารด้วย 2 แล้วนะคะ ไม่มีเศษ หรือได้เท่ากับ เท่าไหร่นะ 5 ใช่ไหม ถ้าไม่เท่ากับ 0.5 ให้แสดงคำว่าเลขคู่ แต่ถ้าเท่ากับ 0.5 จะต้องแสดงเลขคี่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้แต่เมื่อมีการคำนวณนี่ อยู่ดี ๆ นี่ Text มันจะไม่ขึ้นมานะคะ Tax นั้นหมายถึง ภาษีใช่ไหม ภาษีมันมีตัวคำนวณ คูณ 10 หารด้วย 100 ก็คือเราจะเอาตัวเลขนั้นไปหาร 2 นะคะ แต่มันจะต้องมีเขาเรียกว่าอะไรล่ะ พอหารนี่เอาเลขนั้นไปหารนี่ มันจะต้องมีตัวแปรที่จะใช้เก็บนึกออกนะ เก็บค่าตัวเลขนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น Odd Odd ใช้ตัวแปรอยู่ 2 ตัว ที่จะแยก ให้ค้น Google สิ คำว่าเลขคู่ในภาษาอังกฤษว่าอะไร เลขคี่ในภาษาอังกฤษว่าอะไร ใช้ชื่อนั้นเป็นตัวแปร ลองเสิร์ชใน Google Search ใน Google พิมพ์เลขคู่แล้วให้แปลเป็นภาษาอังกฤษนะคะ Odd หรือ Even ให้เสร็จข้อนี้ ให้เสร็จข้อนี้แล้วข้ออื่นไปทำต่อมันจะไม่โชว์ผลออกมาได้เลยนะ ต้องระบุด้วย มันจะต้องมีตัวแปรมาคั้นก่อน เหมือน Tax เราจะไม่รู้เลยว่าไอ้ค่าของ Tex เกิดจากอะไร Salary มาจากไหน Salary ว่ามาจากคำว่าเงินเดือนใช่ไหมคะ มันลักษณะเดียวกัน เมื่อเราจะหา Oddใช่ไหมออสคือเลขอะไร เลขคี่ คือ Odd เพราะฉะนั้น Odd คำนวณค่า อย่างนี้ก็ได้ หรือเป็นเงื่อนไขก็ได้ ก็คือเกิดจาก Number หารด้วย 2 แล้วเท่ากับเท่าไร Number นั้นหารด้วย 2 ถ้ามีเศษค่ามันออกมาจะต้อง จะเป็น Odd ก็ต่อเมื่อเป็นคู่หรือเป็นคี่ ตัวนั้นด้วยนะคะ วิธีเขียน อันนี้เดี๋ยวให้ พี่ปอยบอกหมดเวลาแล้ว เราจะให้ไปทำเป็นการบ้านก็คือให้ลองเขียน Pseudo Code นะคะ เอ้าอธิบายตัวสุดท้ายก่อนถ้าใช้คำสั่งสำหรับแสดงข้อมูล ถ้าไม่ได้ Print ออกทาง Printer ก็คือแสดงในหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ใช้ Display อย่างเดียวเท่านั้นเลย โอ.เค. เท่านั้นเลย แต่ถ้าให้ Print ให้ Print ทาง ปรินเตอร์ นะคะ คำสั่งแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ใช้ Display แต่ถ้าแสดงผลผ่านทางเครื่องพิมพ์ให้ใช้ Print ใช้ 2 ตัวนี้เท่านั้นพอ เพราะฉะนั้นค่าสุดท้ายที่แสดงก็คือค่าของ Odd กับ Even นั่นเองที่ให้หา นึกออกนะคะ แต่ทีนี้ตอนคำนวณหา Odd Even ไปเขียนเอา ไปกำหนดเงื่อนไขเอา เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้าการบ้านที่จะต้องไปทำนะคะ เด็ก ๆ จะต้องเขียน Pseudo Code ของ 2 ข้อนี้ออกมาของการหาเลขคู่ เลขคู่ เลขคี่ แล้วก็หาการบวกเลขจำนวน 1-10 นะคะ ลองเขียนเป็น Pseudo Code ออกมาให้ดู หลักการง่าย ๆ 1 คำสั่ง ต่อ 1 บรรทัดเท่านั้น ในคำสั่งมีไม่เกิน มีไม่เกินตามรูปแบบในสไลด์นี่ค่ะ เห็นไหมคะ มีคำสั่งกำหนดค่า มีคำสั่งรับค่า ต้องมีแน่นอน ต้องมี Input แน่นอน ถึงให้ไล่ Input Output ออกมาเสียก่อน เงื่อนไขถ้ามี ถ้าไม่มี นะคะ คำนวณนะคะ บางข้ออาจจะไม่มีคำสั่งนี้ก็ได้ดูด้วยนะคะ บางตัวอาจจะไม่มี แต่ที่มีก็คือ Output ต้องมีอยู่แล้ว แสดง Out put อยู่แล้ว แล้วก็ Input น่ะมีแน่นอนอยู่แล้วนะคะ แต่ Decision อาจจะไม่มีก็ได้ เห็นไหม บางข้ออาจจะมี แต่บางข้อจะมีไอ้การบ้าน 2 ตัวนั้นน่ะ ขอบอกเลยว่าคำสั่งไม่เกิน 10 บรรทัดแน่นอนนะคะ มีคำสั่งไม่เกิน 10 บรรทัดแน่นอน ทั้ง 2 ข้อเลย ลองทำเป็นการบ้านแล้วกัน แล้วกันนะคะ โดยการดึงจากข้อมูลที่เราวิเคราะห์ออกมาเป็นตารางนั่นล่ะ มาเขียนเป็นคำสั่ง มีใครสงสัยให้ถาม เพราะจะปล่อยแล้วนะคะ สงสัยรูปแบบอะไรไหม รูปแบบการเขียนไหมนะคะ คำสั่งจะต้องคำสั่งในรูปภาษาอังกฤษเท่านั้นถ้ากลัวนึกไม่ออก ภาษาอังกฤษนึกไม่ออก เขียนเป็นภาษาไทยเหมือนตัวอย่างอย่างนี้ก็ได้ นึกออกไหม แล้วค่อยไปค้น Google ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ คำสั่งที่เป็นภาษาอังกฤษนึกออกนะคะ คือถ้า... คิดยาก งง ๆ ๆ ลองเขียนคำสั่งนี้เป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยมาแปลงเป็นภาษาอังกฤา ไล่ไป ใช่ ๆ ไม่ใช่เขียนใส่กระดาษมาส่ง พิมพ์สิเดี๋ยวอ่านไม่ออก อะไร Set Get ตะหวัดไปอีก Set มันจะกลายเป็น Get ไปอีก เพราะฉะนั้นพิมพ์ส่งนะคะ พิมพ์ส่ง ให้พิมพ์ส่ง เดี๋ยวเขียนตัว Set กับตัว Get ไม่ถูก เดียวกัน ซึ่งจะเป็นไม่ถูกต้อง คือ แทนที่จะบอกรับค่า เขียนหวัด ๆ มา แม่อ่านเป็น Set ตัวเองเขียนผิด หนูก็เขียน มันเป็น Set ไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นพิมพ์นะคะ จะได้ไม่เกิดปัญหาว่า set กับ get เป็นตัวเดียวกัน แล้วถ้าพิมพ์ปุ๊บ ภาษาอังกฤษนะ ถ้ามันผิด ตัวนี้ก็จะขึ้น Error ขึ้น Error ใช่ไหมถ้าพิมพ์ในคอมมันก็จะ... เราก็จะได้แก้คำให้ถูกต้องได้ ถ้าไม่มีข้อสงสัยสัปดาห์นี้พอแค่นี้นะคะ ก็คือ ถ้าเราเขียน Pseudo code ได้ เราก็จะไปเขียนโค้ดต่อได้นะคะ เสียงโทรศัพท์ใครดัง ใช่ ๆ ๆ อย่างนี้ เขียนอย่างนี้ เขียนอย่างนี้ จะก่อนก็คือถ้ายังนึกภาษาอังกฤษไม่ออกน่ะ ลองเขียนไล่ออกมาเป็นภาษาไทยก่อนก็ได้ แต่เวลาส่งต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ใครเป็นหัวหน้าห้อง ห้องเราใครเป็นหัวหน้าห้อง ไอซ์หรอ (อาจารย์) ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]เป็นภาษาไทยก่อนก็ได้ แต่เวลาส่งต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ใครเป็นหัวหน้าห้อง ห้องเราใครเป็นหัวหน้าห้อง ไอซ์หรอ (อาจารย์) ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]