﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,006 --> 00:00:12,006

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009

5
00:00:16,010 --> 00:00:20,010

6
00:00:20,012 --> 00:00:24,012

7
00:00:24,017 --> 00:00:28,017

8
00:00:28,019 --> 00:00:32,019

9
00:00:32,021 --> 00:00:36,021

10
00:00:36,022 --> 00:00:40,022

11
00:00:40,024 --> 00:00:44,024

12
00:00:44,026 --> 00:00:48,026
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ ได้ยินไหมคะ (ล่าม)

13
00:00:48,028 --> 00:00:52,028
ได้ยินไหมคะ

14
00:00:52,030 --> 00:00:56,030
ทดสอบไมค์ใหม่ค่ะ ไมค์เมื่อเช้าพังไปแล้ว

15
00:00:56,032 --> 00:01:00,032

16
00:01:00,032 --> 00:01:04,032
เดี๋ยวขอส่งสไลด์ให้ (ล่าม) แต่ว่าได้ยินเสียงเบานะคะ

17
00:01:04,033 --> 00:01:08,033
เหมือนอยู่ไกลค่ะ

18
00:01:08,033 --> 00:01:12,033
ไกลไปค่ะ (อาจารย์) เพิ่มเสียงไมค์

19
00:01:12,035 --> 00:01:16,035
สุดแล้วหรือ

20
00:01:16,036 --> 00:01:20,036
แม่ก็ติดปากแล้วนะนี่ (ล่าม) เดี๋ยวเร่งเสียง

21
00:01:20,038 --> 00:01:24,038

22
00:01:24,039 --> 00:01:28,039

23
00:01:28,041 --> 00:01:32,041
พูดอีกทีได้ไหมคะ

24
00:01:32,043 --> 00:01:36,043
(อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ

25
00:01:36,044 --> 00:01:40,044
(อาจารย์)

26
00:01:40,045 --> 00:01:44,045
มงคล เสือน้อยใช้

27
00:01:44,047 --> 00:01:48,047
ภาษาไทยหรือภาษาอะไร ภาษาอังกฤษ

28
00:01:48,047 --> 00:01:52,047
M O

29
00:01:52,050 --> 00:01:56,050
N G ใช่ไหม

30
00:01:56,051 --> 00:02:00,051

31
00:02:00,052 --> 00:02:04,052
มงคลอะไรลูก

32
00:02:04,053 --> 00:02:08,053
มงคล Kon หรือ Kol

33
00:02:08,054 --> 00:02:12,054
KON

34
00:02:12,055 --> 00:02:16,055
แล้วก็ B ใช่ไหมคะ

35
00:02:16,055 --> 00:02:20,055
B ใช่ไหมคะ

36
00:02:20,056 --> 00:02:24,056
Buasri

37
00:02:24,057 --> 00:02:28,057

38
00:02:28,059 --> 00:02:32,059

39
00:02:32,061 --> 00:02:36,061

40
00:02:36,062 --> 00:02:40,062

41
00:02:40,064 --> 00:02:44,064
โอ.เค. รับแ

42
00:02:44,065 --> 00:02:48,065
ด้วยนะ เราขอเพิ่มแล้วนะ เราส่ง

43
00:02:48,067 --> 00:02:52,067
คำขอไปแล้วนะ

44
00:02:52,068 --> 00:02:56,068
ของจั๊ดอะไรของจั๊ด

45
00:02:56,070 --> 00:03:00,070
อะไรนะ

46
00:03:00,071 --> 00:03:04,071
ส่งให้เสือน้อยก็ได้ใช่ไหม

47
00:03:04,072 --> 00:03:08,072
เสือน้อยรับยัง

48
00:03:08,074 --> 00:03:12,074

49
00:03:12,075 --> 00:03:16,075

50
00:03:16,077 --> 00:03:20,077

51
00:03:20,082 --> 00:03:24,082

52
00:03:24,083 --> 00:03:28,083
เจอหรือยัง

53
00:03:28,084 --> 00:03:32,084

54
00:03:32,085 --> 00:03:36,085

55
00:03:36,088 --> 00:03:40,088

56
00:03:40,092 --> 00:03:44,092

57
00:03:44,095 --> 00:03:48,095

58
00:03:48,097 --> 00:03:52,097

59
00:03:52,099 --> 00:03:56,099

60
00:03:56,101 --> 00:04:00,101

61
00:04:00,103 --> 00:04:04,103

62
00:04:04,105 --> 00:04:08,105

63
00:04:08,107 --> 00:04:12,107

64
00:04:12,109 --> 00:04:16,109

65
00:04:16,111 --> 00:04:20,111

66
00:04:20,113 --> 00:04:24,113

67
00:04:24,114 --> 00:04:28,114

68
00:04:28,117 --> 00:04:32,117

69
00:04:32,119 --> 00:04:36,119

70
00:04:36,119 --> 00:04:40,119
มี 2 สไลด์นะคะ

71
00:04:40,121 --> 00:04:44,121
วันนี้ให้ใช้สไลด์

72
00:04:44,123 --> 00:04:48,123
Week3_2 นะครับ

73
00:04:48,124 --> 00:04:52,124
PrinciplesProgramming_Week3_2 นะคะ

74
00:04:52,127 --> 00:04:56,127

75
00:04:56,129 --> 00:05:00,129

76
00:05:00,130 --> 00:05:04,130
ในสัปดาห์ที่แล้วการบ้านที่ให้ไป

77
00:05:04,133 --> 00:05:08,133
ก็คือหาอะไรครับ หาเลขคู่ กับเลขคี่

78
00:05:08,133 --> 00:05:12,133
แล้วให้ไปเขียนอะไร Phudo Code ใช่ไหม

79
00:05:12,134 --> 00:05:16,134
ทีนี้มัน

80
00:05:16,135 --> 00:05:20,135
ต้องเฉลยก่อน เพราะมันจะไปเขียนผังงานต่อไม่ได้

81
00:05:20,142 --> 00:05:24,142
ถ้าไม่เฉลยใช่ไหม หลักการเขียน Pseudo code

82
00:05:24,148 --> 00:05:28,148
บอกไว้แล้วว่า 1 บรรทัด ต่อ 1

83
00:05:28,148 --> 00:05:32,148
คำสั่งนะ

84
00:05:32,148 --> 00:05:36,148
ข้อแรก

85
00:05:36,149 --> 00:05:40,149
ที่ให้ไปเขียน ก็คือการหาค่า... การหา

86
00:05:40,151 --> 00:05:44,151
คู่หรือเลขคี่ใช่ไหมคะ

87
00:05:44,152 --> 00:05:48,152
ในข้อนี้นะคะ

88
00:05:48,153 --> 00:05:52,153
ตามหลักการเขียนโปรแกรมถูกไหม

89
00:05:52,155 --> 00:05:56,155
เราจะต้องมีมุมมองให้เห็น

90
00:05:56,167 --> 00:06:00,167
เป็นคอมพิวเตอร์ก็คือ เราต้องนึกไปด้วยว่า

91
00:06:00,169 --> 00:06:04,169
ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ สิ่งที่คอมพิวเตอร์

92
00:06:04,170 --> 00:06:08,170
จะต้องทำมีอยู่ 3 ส่วนถูกไหมคะ ก็คือ Input

93
00:06:08,178 --> 00:06:12,178
Process Output

94
00:06:12,180 --> 00:06:16,180
เพราะฉะนั้นขั้นตอนแรกก็คือ Input

95
00:06:16,180 --> 00:06:20,180
นะคะ Input ของเรา

96
00:06:20,181 --> 00:06:24,181
ในสัปดาห์นั้นก็คือบอกว่าการอะไรคะ

97
00:06:24,182 --> 00:06:28,182
รับค่าจำนวนเต็มใช่ไหมคะ

98
00:06:28,183 --> 00:06:32,183
1 จำนวน เพราะเราจะรู้

99
00:06:32,185 --> 00:06:36,185
ตัวเลขคู่เลขคี่ได้เราต้องป้อนเลขเข้าไปใน

100
00:06:36,185 --> 00:06:40,185
เครื่องก่อน ถูกไหมคะ นะคะ เพราะฉะนั้น

101
00:06:40,186 --> 00:06:44,186
Input ที่เราจะใส่นะคะ

102
00:06:44,187 --> 00:06:48,187
ก็คือตัวนี้

103
00:06:48,188 --> 00:06:52,188

104
00:06:52,189 --> 00:06:56,189
นะคะ

105
00:06:56,189 --> 00:07:00,189
ก็คือตัวเลขนั่นเอง ต้องตัวเลขกับเครื่อง 1 ตัว

106
00:07:00,190 --> 00:07:04,190
เพราะฉะนั้นถ้าให้คิด

107
00:07:04,191 --> 00:07:08,191
เขียนอัลกอออกมานี่ก็จะเป็น

108
00:07:08,191 --> 00:07:12,191
ฝั่งภาษาไทย ก็คือรับค่าจำนวนเต็มถูกไหมคะ

109
00:07:12,191 --> 00:07:16,191
ฝั่งเป็นตารางที่แสดงเป็นภาษาไทย

110
00:07:16,201 --> 00:07:20,201
เสร็จแล้วพอมาเขียนเป็น Pseudo Code ที่เป็นภาษาอังกฤษ

111
00:07:20,202 --> 00:07:24,202
คำสั่งในการรับค่า

112
00:07:24,203 --> 00:07:28,203
ก็ทับศัพท์ ก็คือคำว่า Get ใช้คำว่า Get

113
00:07:28,205 --> 00:07:32,205
นะคะ Get ส่วนตัวเลข

114
00:07:32,206 --> 00:07:36,206
ส่วนคำว่าตัวเลข หรือว่า

115
00:07:36,206 --> 00:07:40,206
จำนวนในภาษาอังกฤษ ก็คือ Number

116
00:07:40,208 --> 00:07:44,208
เพราะฉะนั้นเราก็เลยใช้คำว่า

117
00:07:44,208 --> 00:07:48,208
ให้มัน Get number

118
00:07:48,208 --> 00:07:52,208
ให้มันรับตัวเลขเข้าไป ทีนี้มาดูในส่วน

119
00:07:52,209 --> 00:07:56,209
ของ Process คืออะไร

120
00:07:56,209 --> 00:08:00,209
ถ้าพูดถึงการ Process Process ก็คือ

121
00:08:00,210 --> 00:08:04,210
การประมวลผล หรือคำนวณผลนั่นเองนะคะ

122
00:08:04,212 --> 00:08:08,212
ก็จะเป็นส่วนนี้เห็นไหมคะ ก็คือ

123
00:08:08,214 --> 00:08:12,214
สว่นที่ให้เครื่องมันคำนวณหา ่

124
00:08:12,215 --> 00:08:16,215
ว่าอะไรจะเป็นเลขคู่

125
00:08:16,215 --> 00:08:20,215
อะไรจะเป็นเลขคี่ ซึ่ง

126
00:08:20,216 --> 00:08:24,216
ในทางคณิตศาสตร์

127
00:08:24,216 --> 00:08:28,216
การหาเลขคู่เลขขี้ จะต้อง

128
00:08:28,217 --> 00:08:32,217
การที่นำเลขจำนวนที่เรา

129
00:08:32,217 --> 00:08:36,217
ต้องการหาไปหารด้วย 2

130
00:08:36,218 --> 00:08:40,218
ถ้าเลขที่เราหานี่

131
00:08:40,220 --> 00:08:44,220
นะคะ ที่เราป้อนลงไปนี่ เช่น สมมติ ๆ

132
00:08:44,221 --> 00:08:48,221
ถ้าเอา 10 ต้องการ

133
00:08:48,221 --> 00:08:52,221
อยากรู้ว่า 10 นี่เป็นเลขคู่ หรือเลขคี่

134
00:08:52,222 --> 00:08:56,222
แล้วหารด้วย 2 วิธีตั้งหารนี่

135
00:08:56,224 --> 00:09:00,224
ให้เราฝั่งนี้อลกอนี้นึกแบบคน

136
00:09:00,225 --> 00:09:04,225
นึกแบบคน นึกออกนะ 2

137
00:09:04,227 --> 00:09:08,227
หาร 10 ใช่ไหมคะ

138
00:09:08,228 --> 00:09:12,228
สูตรคูณแม่ 2 ก็คือ

139
00:09:12,228 --> 00:09:16,228
2X1 2

140
00:09:16,230 --> 00:09:20,230
2x4 8 แล้วก็ 5x5

141
00:09:20,230 --> 00:09:24,230
เป็น 10

142
00:09:24,238 --> 00:09:28,238
10 - 10 ได้เท่าไร

143
00:09:28,254 --> 00:09:32,254
0 เห็นไหมคะ

144
00:09:32,255 --> 00:09:36,255
ก็คือถ้าเอา 2 ไปหารแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมา

145
00:09:36,255 --> 00:09:40,255
เมื่อเราหาตามวิธีของคนน่ะ เห็นไหม

146
00:09:40,256 --> 00:09:44,256
ผลมันออกมาเป็น 0 นี่ แสดงว่า

147
00:09:44,256 --> 00:09:48,256
เลขนั้นเป็นเลขคู่ คือถ้าพูดใน

148
00:09:48,257 --> 00:09:52,257
ภาษาคณิตศาสตร์ก็คือเลขจำนวนใด

149
00:09:52,258 --> 00:09:56,258
ที่ 2 หารแล้วลงตัว ก็คือไม่มีเศษ

150
00:09:56,259 --> 00:10:00,259
ปุ๊บ ไม่มีเศษนั้นหมายถึง 0 ไง ถ้ามัน

151
00:10:00,260 --> 00:10:04,260
เป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นให้

152
00:10:04,261 --> 00:10:08,261
แสดงข้อความว่า

153
00:10:08,262 --> 00:10:12,262
เลขจำนวนนี้เป็นเลขคู่ ถ้าเป็นเลขค่ะ

154
00:10:12,264 --> 00:10:16,264
ที่เป็นเลขคี่ ให้นึกถึงหาร 10

155
00:10:16,278 --> 00:10:20,278
เพิ่มให้อีกตัวหนึ่ง ถ้าเป็น 2 หารด้วย 11

156
00:10:20,280 --> 00:10:24,280
ดูนะคะ 2 หารด้วย 11 เมาส์หายไปไหน

157
00:10:24,280 --> 00:10:28,280

158
00:10:28,281 --> 00:10:32,281
2 หาร 11

159
00:10:32,282 --> 00:10:36,282
11 ก็ได้ 5

160
00:10:36,284 --> 00:10:40,284
2 5 เท่ากับเท่าไรคะ 10

161
00:10:40,285 --> 00:10:44,285
เมื่อลบกัน 11 - 10 เหลือ

162
00:10:44,287 --> 00:10:48,287
1 เห็นไหมสังเกตมันจะมี

163
00:10:48,289 --> 00:10:52,289
มีอะไรคะ ถ้าเป็นเลขคู่เศษ

164
00:10:52,289 --> 00:10:56,289
มันจะเศษมันจะเป็น 0 เห็นไหมคะ

165
00:10:56,300 --> 00:11:00,300
เมื่อลบออกมาแล้ว มันจะมีเศษเหลือ 1

166
00:11:00,302 --> 00:11:04,302
เห็นไหมคะ

167
00:11:04,303 --> 00:11:08,303
แสองว่าเป็นเลขคี่ อันนี้

168
00:11:08,304 --> 00:11:12,304
ในมุมมองที่เป็นเรานะคะ ที่เป็นคน

169
00:11:12,305 --> 00:11:16,305
แต่เมื่อเราจะส่งให้คอมพิวเตอร์นี่

170
00:11:16,305 --> 00:11:20,305
บางครั้งตรงข้อความตรงนี้ไม่จำเป็นต้องเขียน

171
00:11:20,307 --> 00:11:24,307
ซ้ำนะคะ

172
00:11:24,309 --> 00:11:28,309
ให้มาดูที่ฝั่งนี้ เห็นไหมคะ

173
00:11:28,309 --> 00:11:32,309
การคำนวณหาเลขคู่ หรือเลขคี่ การใช้

174
00:11:32,310 --> 00:11:36,310
คำในภาษาอังกฤษนี่

175
00:11:36,311 --> 00:11:40,311
เราใช้เงื่อนไขมาช่วย เพราะมันมีทางเลือก

176
00:11:40,311 --> 00:11:44,311
เกิดขึ้น 2 ทาง ก็คือทางเลือกที่ 1 ก็คือ

177
00:11:44,316 --> 00:11:48,316
ถ้า เมื่อหารแล้ว เศษเป็น 0

178
00:11:48,316 --> 00:11:52,316
มันจะต้องไปแสดงข้อความว่า

179
00:11:52,317 --> 00:11:56,317
เลขคู่ แต่ถ้าไม่ใช่

180
00:11:56,319 --> 00:12:00,319
ให้มันแสดงเลขคี่นะคะ ก็คือ

181
00:12:00,320 --> 00:12:04,320
ถ้าเลขตัวใดก็แล้ว ถ้าหารแล้ว

182
00:12:04,321 --> 00:12:08,321
ไม่ได้ค่าเท่ากับ 0 นี่ ให้มันแสดงเลขคี่เลย

183
00:12:08,323 --> 00:12:12,323
เพราะฉะนั้นเราก็เลขใช้คำว่า

184
00:12:12,328 --> 00:12:16,328
ใช้ Number เพราะอะไร เพราะตอนแรก

185
00:12:16,329 --> 00:12:20,329
เห็นไหมคะ คำสั่งแรก ค่าที่เราให้รับ ก็คือ

186
00:12:20,339 --> 00:12:24,339
ชื่อว่า Get Number ใช่ไหมคะ

187
00:12:24,341 --> 00:12:28,341
เพราะฉะนั้นเงื่อนไขเราก็ต้องบอกว่า

188
00:12:28,341 --> 00:12:32,341
ก็คือถ้า Number หาร 2

189
00:12:32,351 --> 00:12:36,351
เท่ากับ 0 รูปแบบของ IF

190
00:12:36,351 --> 00:12:40,351
ในคอมพิวเตอร์มันก็จะประกอบด้วย

191
00:12:40,351 --> 00:12:44,351
มีคำว่า If ขึ้น

192
00:12:44,352 --> 00:12:48,352
แล้วก็มีคำว่าเด็น

193
00:12:48,354 --> 00:12:52,354
แล้วก็มี ELSE

194
00:12:52,354 --> 00:12:56,354
ถ้าเกิด

195
00:12:56,356 --> 00:13:00,356
ลักษณะนี้แล้ว Then ก็จะเป็นคำว่าแล้ว

196
00:13:00,357 --> 00:13:04,357
ถ้าเกิดแบบนี้แล้ว

197
00:13:04,358 --> 00:13:08,358
หรือ ก็จะเป็นอย่างนี้ นึกออกนะคะ If Then

198
00:13:08,359 --> 00:13:12,359
เงื่อนไขมันจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นจริง มันจะไป

199
00:13:12,359 --> 00:13:16,359
แสดงผลตัวที่ 1 นึกออกนะ

200
00:13:16,359 --> 00:13:20,359
ถ้ามันตรวจสอบออกมาแล้วว่า Number หารด้วย 2

201
00:13:20,360 --> 00:13:24,360
เท่ากับ 0 ปุ๊บนะคะ ถ้าตรวจสอบแล้ว

202
00:13:24,376 --> 00:13:28,376
จำนวนที่เราเอามาหาร แล้วค่าได้เท่ากับ 0 นี่

203
00:13:28,377 --> 00:13:32,377
มันจะแสดงคำว่าเลขคู่

204
00:13:32,377 --> 00:13:36,377
แต่ถ้ามันไม่จำเป็นจริง มันจะกระโดด

205
00:13:36,379 --> 00:13:40,379
มาหา ELSE

206
00:13:40,380 --> 00:13:44,380
มันจะมาแสดงเลขคี่นะคะ

207
00:13:44,380 --> 00:13:48,380
คี่นะคะ แก้ได้วย

208
00:13:48,381 --> 00:13:52,381
อันนี้ต้องเป็นเลขคี่นะ ไม่ใช่เลขคู่ แสดงแล้ว

209
00:13:52,383 --> 00:13:56,383
จะแสดงสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม ถ้าอันนี้

210
00:13:56,383 --> 00:14:00,383
True True ซึ่งแสดงเป็นจริงนี่

211
00:14:00,384 --> 00:14:04,384
จะแสดงดเลขคู่

212
00:14:04,386 --> 00:14:08,386
ไม่ใช่ ก็คือไม่ตรงเงื่อนไขข้างบนนี่

213
00:14:08,387 --> 00:14:12,387
นะคะ ถ้าไม่ตรงตามเงื่อนไขข้างบนนี่

214
00:14:12,387 --> 00:14:16,387
จะแสดงเลขคี่นะ

215
00:14:16,389 --> 00:14:20,389
เลขคี่นะไม่ใช่เลขคู่

216
00:14:20,389 --> 00:14:24,389
True or False นะคะ คอมพิวเตอร์

217
00:14:24,389 --> 00:14:28,389
มันเช็ก ถ้าตามเงื่อนไข มันจะเช็กที่ค่าที่เป็นจริง

218
00:14:28,390 --> 00:14:32,390
ก่อนนะคะ ถ้าเช็กแล้ว

219
00:14:32,391 --> 00:14:36,391
ไม่เจอแล้วมันถึงจะกระโดดมาทำค่าที่เป็นทิศ

220
00:14:36,407 --> 00:14:40,407

221
00:14:40,407 --> 00:14:44,407
อันนี้ในส่วนของการหาเลขคู่ เลขคี่

222
00:14:44,408 --> 00:14:48,408
มันก็จะตอบเราไม่ได้ใช่ไหม ว่าตัวนี้เป็น

223
00:14:48,409 --> 00:14:52,409
เลขคู่หรือเลขคี่

224
00:14:52,410 --> 00:14:56,410
ก็คือถ้าเราไม่มี ไม่รู้ว่า

225
00:14:56,411 --> 00:15:00,411
การหาเลขคู่ เลขคี่ หาอย่างไร ถูกไหมคะ

226
00:15:00,414 --> 00:15:04,414
เราก็จะตอบไม่ได้อีกเหมือนกันว่า ตัวไหนจะจัดเป็นเลขคู่ ตัวไหนจัดเป็น

227
00:15:04,415 --> 00:15:08,415
เลขคี่นะคะ โดยปกติ

228
00:15:08,416 --> 00:15:12,416
ลักษณะการทำงานของคอมพิวเตอร์นี่

229
00:15:12,422 --> 00:15:16,422
มันจะต้องประกอบด้วย 1. ส่วนของ Input

230
00:15:16,423 --> 00:15:20,423
ส่วนนี้ก็คือการคำนวนก็คือ Process

231
00:15:20,424 --> 00:15:24,424
นะคะ แล้วส่วนของแสดงผล

232
00:15:24,424 --> 00:15:28,424
ตัวนี้ ถ้ามี Display ปุ๊บ

233
00:15:28,425 --> 00:15:32,425
เพราะฉะนั้น ในส่วนของการแสดงผล จะอยู่ที่

234
00:15:32,428 --> 00:15:36,428
ช่องนี้นะคะ นี่ สังเกตได้จากอะไร

235
00:15:36,430 --> 00:15:40,430
อะไร Out put

236
00:15:40,443 --> 00:15:44,443
สังเกตที่ตัว

237
00:15:44,451 --> 00:15:48,451
คำสั่ง คำสั่งที่ใช้ ก็คือคำว่า

238
00:15:48,451 --> 00:15:52,451
Display เห็นไหมคะ Display ก็คือให้

239
00:15:52,451 --> 00:15:56,451
แสดงนะคะ

240
00:15:56,451 --> 00:16:00,451
ในส่วนของ Process ทีนี้

241
00:16:00,452 --> 00:16:04,452
ส่วนของ Process ก็คือส่วนนี้

242
00:16:04,454 --> 00:16:08,454
หลัก

243
00:16:08,460 --> 00:16:12,460
การง่าย ๆ ส่วนของการ Process ก็คือ หลัก

244
00:16:12,461 --> 00:16:16,461
ที่ใช้ในการคิดคำนวณนั่นเองนะคะ มันก็จะ

245
00:16:16,461 --> 00:16:20,461
ไปเกี่ยวข้องกับการหาค่าทางคณิตศาสตร์

246
00:16:20,463 --> 00:16:24,463
การหาตรรกะ หรือ

247
00:16:24,463 --> 00:16:28,463
จะเป็นส่วนในการ Process

248
00:16:28,464 --> 00:16:32,464
ก็คือส่วนนี้

249
00:16:32,465 --> 00:16:36,465

250
00:16:36,467 --> 00:16:40,467

251
00:16:40,468 --> 00:16:44,468
ก็คือถ้ามีการใช้บวก ลบ คูณ หาร

252
00:16:44,469 --> 00:16:48,469
เท่ากับนี่ โอ.เค. ไหม จะเป็น

253
00:16:48,469 --> 00:16:52,469
กระบวนการในการ Process แน่นอน

254
00:16:52,473 --> 00:16:56,473
มาดูในส่วนของข้อที่ 2

255
00:16:56,473 --> 00:17:00,473
2 แบบฝึกหัดข้อที่ 2

256
00:17:00,474 --> 00:17:04,474
ส่วนนี้บางคนอาจจะ

257
00:17:04,475 --> 00:17:08,475
ไม่ได้ใช้วิธีแบบที่เฉลยนี่นะคะ

258
00:17:08,476 --> 00:17:12,476
เดี๋ยวจะลองถามดูนะคะ

259
00:17:12,477 --> 00:17:16,477
เหมือน B นี่ลองไปทำมาแล้วยัง

260
00:17:16,478 --> 00:17:20,478
เดี๋ยวเราจะลองถามเจ้าบีดู

261
00:17:20,479 --> 00:17:24,479

262
00:17:24,479 --> 00:17:28,479

263
00:17:28,480 --> 00:17:32,480
บีดูข้อ

264
00:17:32,481 --> 00:17:36,481
ที่บอกว่าให้ไปหาผลบวก

265
00:17:36,481 --> 00:17:40,481
ของเลข 1-10 บีเขียนออกมา

266
00:17:40,482 --> 00:17:44,482
คล้ายแบบนี้ไหม

267
00:17:44,483 --> 00:17:48,483
การบ้านที่ให้ไปทำ บีเขียนอย่างไร

268
00:17:48,485 --> 00:17:52,485
ลองอธิบายสิ Input  คืออะไร Output

269
00:17:52,485 --> 00:17:56,485
คืออะไร

270
00:17:56,486 --> 00:18:00,486
ของคนอื่นก็เอาของตัวเอง

271
00:18:00,486 --> 00:18:04,486
ขึ้นมานะคะ เพราะข้อนี้

272
00:18:04,487 --> 00:18:08,487
วิธีการบวกนี่มันมี

273
00:18:08,488 --> 00:18:12,488
ได้หลายแบบใช่ไหม บางคนอาจจะใช้วิธีการบวกไปทีละตัว

274
00:18:12,488 --> 00:18:16,488
ใช่ไหมคะ เอามาบวกไปทีละตัว เหมือนที่สัปดาห์ก่อน

275
00:18:16,488 --> 00:18:20,488
เดินดู บางคนใช้วิธีเอามาบวกทีละตัว

276
00:18:20,489 --> 00:18:24,489
แต่อย่าลืมว่า

277
00:18:24,490 --> 00:18:28,490
ถ้าเราจะให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว

278
00:18:28,491 --> 00:18:32,491
คำสั่งมันจะต้องไม่ยาว นึกออกนะ

279
00:18:32,493 --> 00:18:36,493
เพราะฉะนั้นเวลาเขียน ให้นึกถึงตัวเราเอง

280
00:18:36,493 --> 00:18:40,493
จะต้องกลายมาเป็นคอมพิวเตอร์นี่ ไอ้คำสั่งยาว ๆ มันจะโดน

281
00:18:40,495 --> 00:18:44,495
แปลง หรือโดนทำอย่างไรก็ได้ ให้มันสั้นลง

282
00:18:44,495 --> 00:18:48,495
นะคะ มันมีวิธีการ

283
00:18:48,502 --> 00:18:52,502

284
00:18:52,504 --> 00:18:56,504

285
00:18:56,505 --> 00:19:00,505

286
00:19:00,506 --> 00:19:04,506
ไหนบี Input บีคืออะไรคะ

287
00:19:04,510 --> 00:19:08,510
ในข้อที่บอกว่าให้บวกเลข 1-10

288
00:19:08,511 --> 00:19:12,511
บียกไอ้ตัวการบ้านที่เขียนน่ะ

289
00:19:12,517 --> 00:19:16,517
ให้พี่เขาดู เพื่อนก็จะได้เห็นด้วย

290
00:19:16,519 --> 00:19:20,519
ยกขึ้นมาโชว์เลย ยกขึ้นมาเลย

291
00:19:20,520 --> 00:19:24,520

292
00:19:24,526 --> 00:19:28,526
เอาขึ้นมาโชว์

293
00:19:28,527 --> 00:19:32,527
ทำให้พี่เขาดู ทำใส่ตรงไหนไว้

294
00:19:32,528 --> 00:19:36,528

295
00:19:36,529 --> 00:19:40,529
อยู่ในคอมหรือ

296
00:19:40,529 --> 00:19:44,529
น้องเขาตอบว่าอย่างไรคะ

297
00:19:44,530 --> 00:19:48,530

298
00:19:48,532 --> 00:19:52,532
อาจารย์ไม่ได้ยินเสียงล่าม (ล่าม) ค่ะ

299
00:19:52,533 --> 00:19:56,533
อาจารย์สวัสดีค่ะ (อาจารย์) ได้ยินแล้ว

300
00:19:56,533 --> 00:20:00,533
(ล่าม) ค่ะ น้องแจ้งว่าเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ค่ะ (อาจารย์) อ๋อ ในคอมฯ

301
00:20:00,535 --> 00:20:04,535
อย่างนั้นจะเดินไปดู

302
00:20:04,535 --> 00:20:08,535

303
00:20:08,536 --> 00:20:12,536

304
00:20:12,537 --> 00:20:16,537

305
00:20:16,539 --> 00:20:20,539

306
00:20:20,544 --> 00:20:24,544

307
00:20:24,549 --> 00:20:28,549

308
00:20:28,552 --> 00:20:32,552

309
00:20:32,553 --> 00:20:36,553

310
00:20:36,556 --> 00:20:40,556

311
00:20:40,557 --> 00:20:44,557

312
00:20:44,558 --> 00:20:48,558
คราวหลังวิธีการ

313
00:20:48,559 --> 00:20:52,559
เด็ก ๆ ไฟล์ตัวเอง การบ้านใช่ไหมคะ

314
00:20:52,561 --> 00:20:56,561
ทุกคนมีเฟซ แน่นอนไหมคะ

315
00:20:56,562 --> 00:21:00,562
บีมีเฟซไหมคะ

316
00:21:00,572 --> 00:21:04,572
บีมีเฟซหรือเปล่า มีนะ

317
00:21:04,573 --> 00:21:08,573
อะตอม  ๆ มีเฟซหรือเปล่า

318
00:21:08,573 --> 00:21:12,573
ทุกคนมีเฟซบุ๊ก

319
00:21:12,574 --> 00:21:16,574
เพราะฉะนั้นเวลาทำการบ้านเสร็จ

320
00:21:16,576 --> 00:21:20,576
นะคะ ไม่ต้องใช้ flash drive

321
00:21:20,576 --> 00:21:24,576
ดูนะคะ เมื่อกี้ เหมือนที่แม่ทำน่ะ

322
00:21:24,577 --> 00:21:28,577
แม่ส่งงานใน Facebook นี่เห็นไหม

323
00:21:28,578 --> 00:21:32,578
ใน Messenger

324
00:21:32,581 --> 00:21:36,581
เราสามารถคลิกที่ตรงนี้ คลิกส่งไฟล์ได้

325
00:21:36,592 --> 00:21:40,592
เห็นไหม นี่

326
00:21:40,594 --> 00:21:44,594
เออ

327
00:21:44,594 --> 00:21:48,594
เห็นไหมคะ ไม่ต้องใช้ Flash Drive

328
00:21:48,595 --> 00:21:52,595
แล้วจะไม่มีปัญหาไวรัสด้วย นึกออกนะ

329
00:21:52,596 --> 00:21:56,596
สะดวกกว่านะคะ เพราะฉะนั้นพอมาถึงนี่

330
00:21:56,597 --> 00:22:00,597
เอาไว้ในเครื่องได้เลยนะคะ บอกว

331
00:22:00,597 --> 00:22:04,597
วิธีไว้ก็คลิกแล้วก็เปิดก็ส่งไฟล์

332
00:22:04,597 --> 00:22:08,597
ที่เราจะส่งเข้ามา

333
00:22:08,607 --> 00:22:12,607
นะคะ แล้วมันก็จะส่ง พอครั้งหน้ามาเปิด

334
00:22:12,608 --> 00:22:16,608
ส่ง ไม่ต้องส่งให้เพื่อนก็ได้ เราสามารถ

335
00:22:16,609 --> 00:22:20,609
ในเฟซบุ๊กนี่ เราส่งให้ตัวเราเองได้

336
00:22:20,609 --> 00:22:24,609
ดูนะคะ

337
00:22:24,620 --> 00:22:28,620
นี่ ไม่ต้องส่งให้คนอื่น ก็ส่งให้ตัวเองได้

338
00:22:28,621 --> 00:22:32,621
ส่งหาชื่อตัวเองนึกออกนะ

339
00:22:32,622 --> 00:22:36,622
ไม่ต้องไปส่งให้เพื่อนก็ได้

340
00:22:36,623 --> 00:22:40,623
มันก็จะอยู่ แล้วไม่ต้อง...

341
00:22:40,625 --> 00:22:44,625
เผื่อลืมเอา

342
00:22:44,625 --> 00:22:48,625
ย้อนขึ้น ย้อนลงดูได้ มันจะอยู่ในนี้เลย

343
00:22:48,627 --> 00:22:52,627
นะ นะคะ เพราะฉะนั้นใช้ให้เป็นประโยชน์

344
00:22:52,628 --> 00:22:56,628
มีเฟซบุ๊กกันทุกคน โอ.เค.

345
00:22:56,629 --> 00:23:00,629
เดี๋ยว ๆ จะไป

346
00:23:00,630 --> 00:23:04,630

347
00:23:04,631 --> 00:23:08,586

348
00:23:08,631 --> 00:23:12,631

349
00:23:12,632 --> 00:23:16,632

350
00:23:16,634 --> 00:23:20,634

351
00:23:20,639 --> 00:23:24,639

352
00:23:24,643 --> 00:23:28,643

353
00:23:28,644 --> 00:23:32,644

354
00:23:32,646 --> 00:23:36,646

355
00:23:36,648 --> 00:23:40,648

356
00:23:40,649 --> 00:23:44,649
ใช้คำว่า Start

357
00:23:44,650 --> 00:23:48,650
Start นี่ ถ้าใน Pseudo code

358
00:23:48,651 --> 00:23:52,651
จะยังไม่เริ่มใช้ตัวนั้น เพราะ Pseudo Code มันต้องดึงมาจากอัลกอก่อน

359
00:23:52,651 --> 00:23:56,651
ทางจอก่อนนะคะ

360
00:23:56,652 --> 00:24:00,652
มีครบ มีตัวแปร 2 ตัว ของบีใช้ตัวแปรที่ชื่อว่า Total

361
00:24:00,653 --> 00:24:04,653
Totol

362
00:24:04,654 --> 00:24:08,654
จะใช้คำว่า Sum ก็คือ

363
00:24:08,655 --> 00:24:12,655
คล้ายกันนะคะ แต่ทีนี้

364
00:24:12,655 --> 00:24:16,655
ข้อกำหนดตัวเลขของบี

365
00:24:16,656 --> 00:24:20,656
นะคะ

366
00:24:20,657 --> 00:24:24,657
ตรงของบีใช้อะไรนะ

367
00:24:24,659 --> 00:24:28,659

368
00:24:28,660 --> 00:24:32,660

369
00:24:32,661 --> 00:24:36,661

370
00:24:36,666 --> 00:24:40,666

371
00:24:40,671 --> 00:24:44,671

372
00:24:44,672 --> 00:24:48,672

373
00:24:48,673 --> 00:24:52,673

374
00:24:52,676 --> 00:24:56,676

375
00:24:56,678 --> 00:25:00,678

376
00:25:00,681 --> 00:25:04,681
บีก็ใช้คำว่า Number นะคะ แต่

377
00:25:04,682 --> 00:25:08,682
ปัญหาคือ ไม่ได้ระบุ ไม่ได้ระบุว่า

378
00:25:08,683 --> 00:25:12,683
number เริ่มที่เท่าไร

379
00:25:12,684 --> 00:25:16,684
ขาดระบุไปเห็นไหม เหมือนแม่จะบอก

380
00:25:16,686 --> 00:25:20,686
ตัวเลขนี่มันจะเท่ากับ 1-10

381
00:25:20,687 --> 00:25:24,687
เพราะฉะนั้น set num ให้เริ่มที่ 1

382
00:25:24,689 --> 00:25:28,689
นะคะ ส่วน

383
00:25:28,689 --> 00:25:32,689
เซ็ต Sum Sum นี่คือผลบวก

384
00:25:32,690 --> 00:25:36,690
ในอัลกอริทึมนี่บอกว่าผลบวก

385
00:25:36,692 --> 00:25:40,692
กำหนดให้ผลบวกนะคะ กำหนดค่าเลยนะคะ ก

386
00:25:40,693 --> 00:25:44,693
ก็คือ Fix มาเลยว่า

387
00:25:44,693 --> 00:25:48,693
ตัวเลขนี่จะเท่ากับ 1-10 เท่านั้น

388
00:25:48,694 --> 00:25:52,694
และผลบวกจะเท่ากับ 0 จะเริ่มต้น

389
00:25:52,695 --> 00:25:56,695
ที่ 0 เสร็จแล้วในการประมวล

390
00:25:56,695 --> 00:26:00,695
ผลนะคะ การบวกเลข 1-10

391
00:26:00,703 --> 00:26:04,703
1-10 มันก็คือ

392
00:26:04,705 --> 00:26:08,705
ไปบวก 3 ไปเรื่อย ๆ ถูกไหมคะ

393
00:26:08,705 --> 00:26:12,705
จนถึง 10 แต่อยู่ดี ๆ คอมพิวเตอร์

394
00:26:12,705 --> 00:26:16,705
มันจะไม่เริ่มที่เลข 1

395
00:26:16,706 --> 00:26:20,706
ไปบวกเลข 2 นึกออกนะ

396
00:26:20,706 --> 00:26:24,706
ที่จะบอกว่าผลบวกนี่

397
00:26:24,706 --> 00:26:28,706
นึกออกนะคะ ตัวช่วยในการคำนวณว่า

398
00:26:28,707 --> 00:26:32,707
มาสั่งว่า ไอ้ตัวนี้ ผลบวก

399
00:26:32,719 --> 00:26:36,719
นี่มันเกิดจากการนำ

400
00:26:36,720 --> 00:26:40,720
ผลบวกไปบวกตัวเลขที่เรากำหนดไว้นั่นเอง

401
00:26:40,722 --> 00:26:44,722
นะคะ แล้วเราต้องทำให้ตัวเลขนี่ ที่เรากำหนดนี่

402
00:26:44,732 --> 00:26:48,732
ตัวเลขนี้ ทำให้มันเพิ่มขึ้น

403
00:26:48,738 --> 00:26:52,738
ครั้งละ 1 จำนวน จนถึง

404
00:26:52,738 --> 00:26:56,738
จำนวนที่ 10 ก็คือเพิ่มไป

405
00:26:56,739 --> 00:27:00,739
จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 นึกออกนะคะ

406
00:27:00,740 --> 00:27:04,740
เพราะฉะนั้นมันจึงออกมาในรูป

407
00:27:04,742 --> 00:27:08,742
ที่ว่า Sum ก็คือผลบวก

408
00:27:08,742 --> 00:27:12,742
เท่ากับ Sum+Num

409
00:27:12,742 --> 00:27:16,742
ก็คือเอา 0 มาบวก

410
00:27:16,744 --> 00:27:20,744
ตัวแรกเริ่มที่ 1 ก่อน

411
00:27:20,745 --> 00:27:24,745
มันก็จะได้

412
00:27:24,745 --> 00:27:28,745
ค่า 1 มาก่อนแล้ว เสร็จแล้วต้องมา

413
00:27:28,748 --> 00:27:32,748
กำหนด เขาเรียกว่าอะไร

414
00:27:32,749 --> 00:27:36,749
คือถ้าเป็นแบบที่เราคิดปกติ

415
00:27:36,750 --> 00:27:40,750
เราก็พอบวกอันนี้เสร็จเราก็มาเขียนเพิ่ม

416
00:27:40,751 --> 00:27:44,751
ผลบวกตัวที่ 2 นึกออกไหม จะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ

417
00:27:44,752 --> 00:27:48,752
จนถึง 10 ใช่ไหม แต่ถ้าเราให้คอมพิวเตอร์ทำ

418
00:27:48,754 --> 00:27:52,754
เราจะมีระบบที่เรียกว่า

419
00:27:52,754 --> 00:27:56,754
การทำซ้ำ การสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำซ้ำ

420
00:27:56,755 --> 00:28:00,755
ซึ่งมีหลายตัวนะคะ แต่วันนี้ที่ยกตัวอย่างเป็น

421
00:28:00,756 --> 00:28:04,756
คำสั่ง Do While

422
00:28:04,756 --> 00:28:08,756
do while

423
00:28:08,757 --> 00:28:12,757
ทำเมื่อทำอะไรให้

424
00:28:12,759 --> 00:28:16,759
ให้ทำอะไร Do ก็คือมาจากคำว่าทำนั่นเอง

425
00:28:16,759 --> 00:28:20,759
ทำอะไร ก็คือให้ทำตัวเลขนี่

426
00:28:20,760 --> 00:28:24,760
บวก ๆ ในภาษาคอมพิวเตอร์หมายถึง

427
00:28:24,760 --> 00:28:28,760
ให้ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้น

428
00:28:28,761 --> 00:28:32,761
ทีละ 1 จำนวน ก็คือถ้า

429
00:28:32,762 --> 00:28:36,762
ในครั้งแรก ตัวเลขที่ตั้งเป็น 1 ถ้าไปบวกเพิ่ม

430
00:28:36,772 --> 00:28:40,772
ตัวเลขที่ตั้งจะกลายเป็น 2 และ While Num

431
00:28:40,772 --> 00:28:44,772
Y นำ

432
00:28:44,773 --> 00:28:48,773
น้อยกว่าหรือเท่ากับ 10

433
00:28:48,775 --> 00:28:52,775
<

434
00:28:52,775 --> 00:28:56,775
พอถึงจนกระทั่ง While

435
00:28:56,776 --> 00:29:00,776
ตัวเลขนั้นเท่ากับ 10 ปุ๊บ

436
00:29:00,777 --> 00:29:04,777
นะคะ ก็คือเครื่องมันจะคำนวณไปเรื่อย ๆ

437
00:29:04,779 --> 00:29:08,779
ก็คือเครื่องมันจะคำนวณไปเรื่อย ๆ

438
00:29:08,779 --> 00:29:12,779
แต่มันจะรู้โดยคำสั่งนี้ วิธีการเพิ่ม

439
00:29:12,789 --> 00:29:16,789
ตัวเลขของ Num นี่ใช้วิธีการ

440
00:29:16,789 --> 00:29:20,789
ทีละ 1 มันเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันถึง 10

441
00:29:20,790 --> 00:29:24,790
แล้วมันจะหยุดทำงานนะคะ เมื่อมันมาเจอเงื่อนไขอย่างนี้

442
00:29:24,791 --> 00:29:28,791
ปุ๊บ สิ่งที่เราต้องการให้มันแสดง เราต้องการให้มัน

443
00:29:28,792 --> 00:29:32,792
รู้ว่าการบวกเลข 1-10

444
00:29:32,792 --> 00:29:36,792
เพราะฉะนั้นตัวที่เราต้องให้โชว์ก็คือ

445
00:29:36,793 --> 00:29:40,793
ตัวของ sum นะคะ เพราะ sum มันเป็นผลบวก

446
00:29:40,794 --> 00:29:44,794
ใช่ไหมคะ ต้องโชว์ตัวนี้

447
00:29:44,794 --> 00:29:48,794
เราจะยังไม่เห็นรูป

448
00:29:48,807 --> 00:29:52,807
ผล ทำไม

449
00:29:52,810 --> 00:29:56,810
กล้องล่ามหาย

450
00:29:56,810 --> 00:30:00,810
หลุดหรอ ฝั่งล่ามหลุดหรอ

451
00:30:00,810 --> 00:30:04,810

452
00:30:04,812 --> 00:30:08,812
หลักการก็คือเครื่อง

453
00:30:08,814 --> 00:30:12,814
จะทำซ้ำไปจนกว่าจะ

454
00:30:12,815 --> 00:30:16,815
ถึงเงื่อนไขที่กำหนด

455
00:30:16,817 --> 00:30:20,817
เพราะฉะนั้นถ้าเราต้งอาการบวก

456
00:30:20,823 --> 00:30:24,823
เราก็มาเปลี่ยนค่าที่ตัวสุดท้าย

457
00:30:24,825 --> 00:30:28,825
เห็นไหมคะ แต่อย่าลืมว่า

458
00:30:28,825 --> 00:30:32,825
ได้นี่ ทุกครั้งมันจะต้องกำหนดค่า

459
00:30:32,827 --> 00:30:36,827
เริ่มต้นให้มันก่อนด้วย

460
00:30:36,828 --> 00:30:40,828
เราอยากให้มันบวกครั้งละ 5 ถ้า

461
00:30:40,834 --> 00:30:44,834
ต้องการให้บวกครั้งละ 5

462
00:30:44,839 --> 00:30:48,839
แล้วมาเปลี่ยนตรงค่าที่จะให้บวก

463
00:30:48,840 --> 00:30:52,840
จากบวก ๆ จะบวกทีละ 1

464
00:30:52,841 --> 00:30:56,841
ใช่ไหมคะ เราก็เปลี่ยนมาเป็นบวก 5 อย่างนี้

465
00:30:56,843 --> 00:31:00,843
แล้วบวกไปจนถึงเท่าไร เห็นไหม ตัวเลขจะสามารถเปลี่ยนได้

466
00:31:00,844 --> 00:31:04,844
แต่รูปแบบจะคงเดิม จะมีคำว่า Do

467
00:31:04,845 --> 00:31:08,845
มีคำว่า Y

468
00:31:08,847 --> 00:31:12,847
การสั่งให้เครื่องทำซ้ำ

469
00:31:12,849 --> 00:31:16,849
นะคะ การประมวลผลในส่วนนี้

470
00:31:16,850 --> 00:31:20,850
เมื่อเราเขียน Pseudo Code ได้แล้ว

471
00:31:20,850 --> 00:31:24,850
เข้าใจวิธีการเขียนซูโด้

472
00:31:24,850 --> 00:31:28,850
Input อะไรคือ Process

473
00:31:28,851 --> 00:31:32,851
และอะไรคือ Output แล้ว มันจะนำไปสู่

474
00:31:32,867 --> 00:31:36,867
การเขียน Flowchart หรือผังงาน

475
00:31:36,879 --> 00:31:40,879
ในหน้าต่อไปมาดู

476
00:31:40,879 --> 00:31:44,879

477
00:31:44,879 --> 00:31:48,879
นะคะ

478
00:31:48,880 --> 00:31:52,880
สิ่งที่เราจะเห็นต่อไปนี้

479
00:31:52,884 --> 00:31:56,884
นะคะ ก็คือสิ่งที่เป็น

480
00:31:56,886 --> 00:32:00,886
รูปภาพหรือเป็นสัญลักษณ์ที่

481
00:32:00,887 --> 00:32:04,887
ใช้แทน วิธีการเขียนขั้นตอนโปรแกรม

482
00:32:04,888 --> 00:32:08,888
ขั้นตอนโปรแกรมหรือ Pseudo Code เมื่อกี้นะคะ

483
00:32:08,888 --> 00:32:12,888
Flow Chart ด้วย จบด้วย ซูโดโค้ดไม่ได้ห

484
00:32:12,889 --> 00:32:16,889
ต้องอย่าลืมว่าในการทำ

485
00:32:16,905 --> 00:32:20,905
ระบบคอมพิวเตอร์จริง ๆ นี่ คนทำงานนี่ ไม่ได้มี

486
00:32:20,906 --> 00:32:24,906
คนเดียวมันจะต้องมีีคนอื่นด้วย เราจะต้องไปนำเสนอ

487
00:32:24,906 --> 00:32:28,906
เมื่อจะนำเสนอให้คนอื่นเข้าใจ

488
00:32:28,906 --> 00:32:32,906
บางทีเขียน Pseudo Code ต้องนึกว่า

489
00:32:32,906 --> 00:32:36,906
ถ้าเขาไม่ได้เป็น ไม่ได้เรียนทางคอมพิวเตอร์มา นึกออกนะ

490
00:32:36,919 --> 00:32:40,919
เขาก็จะไม่สามารถเข้าใจว่าอันนี้คืออะไร

491
00:32:40,921 --> 00:32:44,921
คำสั่งนี้คืออะไร แต่ถ้าเรามาเขียน

492
00:32:44,921 --> 00:32:48,921
แทนด้วยผังงานนะคะ มันก็จะมีสัญลักษณ์

493
00:32:48,927 --> 00:32:52,927
แทน เขาก็จะรู้ว่า ส่วนนี้คือตรงนี้นะ ส่วนไหนคือ

494
00:32:52,929 --> 00:32:56,929
Input นึกออกนะ เราจะมาดูกันว่า

495
00:32:56,930 --> 00:33:00,930

496
00:33:00,931 --> 00:33:04,931

497
00:33:04,933 --> 00:33:08,933
ทีนี้เด็ก ๆ จะต้องจำนะคะ สัญลักษณ์แต่ละอัน

498
00:33:08,935 --> 00:33:12,935
เออ อย่าจำศัพท์เพราะเมื่อเขียนผิด

499
00:33:12,948 --> 00:33:16,948
มันก็จะหมายความว่าเราเขียนสิ่งนั้นผิด

500
00:33:16,959 --> 00:33:20,959
เข้าใจนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่

501
00:33:20,963 --> 00:33:24,963
ต้องมีเลย ก็คือรูปลักษณะ

502
00:33:24,964 --> 00:33:28,964
เป็น ลักษณเป็นวงรีไม่ได้

503
00:33:28,965 --> 00:33:32,965
มันจะเป็นสี่เหลี่ยมมุมมมล

504
00:33:32,967 --> 00:33:36,967
รูปทรง...

505
00:33:36,968 --> 00:33:40,968
จะบอกว่า วงรีไม่ ก็ไม่รี

506
00:33:40,969 --> 00:33:44,969
ตรงมุม 2 ข้างจะเป็น

507
00:33:44,970 --> 00:33:48,970
โค้ง ๆ นี่นะคะ

508
00:33:48,985 --> 00:33:52,985
สัญลักษณ์ตัวนี้

509
00:33:52,985 --> 00:33:56,985
ใช้เมื่อ เริ่ม กับ สิ้นสุด

510
00:33:56,987 --> 00:34:00,987
ก็คือเปิดกับปิด โปรแกรมปุ๊บจะใช้

511
00:34:01,000 --> 00:34:05,000
ตัวนี้คำสั่งที่ใช้ Start กับ Sto

512
00:34:05,002 --> 00:34:09,002
ใช้เขียนเข้าไปในนั้นก็คือ Start

513
00:34:09,003 --> 00:34:13,003
กับ Stop ก็คือเริ่มผังงาน

514
00:34:13,004 --> 00:34:17,004
แล้วก็จบผังงาน

515
00:34:17,006 --> 00:34:21,006

516
00:34:21,007 --> 00:34:25,007
ทีนี้บอกแล้วในเครื่อง

517
00:34:25,008 --> 00:34:29,008
มันจะมีส่วนของการประมวลผล การ

518
00:34:29,015 --> 00:34:33,015
Input แล้วก็ Output มาดูในส่วนของ

519
00:34:33,017 --> 00:34:37,017
Input เห็นไหมคะ จะมี 2 แบบ

520
00:34:37,018 --> 00:34:41,018
ถ้าเป็น

521
00:34:41,021 --> 00:34:45,021
รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน อันที่ 2 นี่

522
00:34:45,032 --> 00:34:49,032
มันจะใช้รับหรื

523
00:34:49,033 --> 00:34:53,033
หรือแสดงข้อมูลหรือไม่แสง

524
00:34:53,034 --> 00:34:57,034
ไม่ระบุชนิดของอุปกรณ์ ก็คือ

525
00:34:57,035 --> 00:35:01,035
ถ้าต้องการให้เขารู้ว่า เราต้องการจะรับค่าข้อมูลนี่

526
00:35:01,036 --> 00:35:05,036
เราใช้รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

527
00:35:05,037 --> 00:35:09,037
ก็คือรับค่าผ่านอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้

528
00:35:09,037 --> 00:35:13,037
ไม่ต้องระบุลงไป ใช้เป็นรูปนี้นะคะ แต่

529
00:35:13,038 --> 00:35:17,038
ถ้าเมื่อใดที่เจาะจงว่า ให้ป้อนข้อมูล

530
00:35:17,039 --> 00:35:21,039
ด้วยคีย์บอร์ด เราจะใช้รูปสี่เหลี่ยม

531
00:35:21,040 --> 00:35:25,040
ด้านไม่เท่านี่นะคะ ตัวนี้

532
00:35:25,041 --> 00:35:29,041
แทนเลยนะคะ

533
00:35:29,042 --> 00:35:33,042

534
00:35:33,042 --> 00:35:37,042

535
00:35:37,044 --> 00:35:41,044
ถ้าใช้ในส่วนของ Input

536
00:35:41,047 --> 00:35:45,047
มี 2 สัญลักษณ์นี้ สังเกตจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมกับ

537
00:35:45,047 --> 00:35:49,047
ขนมเปียกปูน กับสี่เหลี่ยม

538
00:35:49,048 --> 00:35:53,048
ข้อมูลที่ต้องการให้รับผล

539
00:35:53,048 --> 00:35:57,048
นี่จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่ท่า

540
00:35:57,050 --> 00:36:01,050
แต่ถ้าไม่ระบุ ให้ใช้กลาง ๆ

541
00:36:01,050 --> 00:36:05,050
จำไม่ จะให้เป็นรับทางไหน

542
00:36:05,065 --> 00:36:09,065
ก็ใช้รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนนะคะ

543
00:36:09,066 --> 00:36:13,066
มีส่วนของ Input แล้

544
00:36:13,067 --> 00:36:17,067
ก็ต้องมีส่วนของ Output

545
00:36:17,068 --> 00:36:21,068
ลักษณะของมันจะโค้งเหมือนกับตัวแรก

546
00:36:21,068 --> 00:36:25,068
แต่จะมีตรงส่วนทางด้าน

547
00:36:25,069 --> 00:36:29,069
มุมทางขวาซ้ายมือนี่

548
00:36:29,083 --> 00:36:33,083
สามเหลี่ยมนะ จะไม่เป็นโค้ง

549
00:36:33,083 --> 00:36:37,083
นะคะ อันนี้จะเป็นการแสดงผลทางจอภาพนะคะ เป็น

550
00:36:37,089 --> 00:36:41,089
สัญลักษณ์ ต้องจำสัญลักษณ์ด้วย

551
00:36:41,089 --> 00:36:45,089

552
00:36:45,090 --> 00:36:49,090
แต่ถ้าเป็นทางเครื่องพิมพ์

553
00:36:49,091 --> 00:36:53,091
ทาง Pritner

554
00:36:53,092 --> 00:36:57,092
ตัวที่ 2 ที่มันมีโค้งคว่ำ ๆ

555
00:36:57,093 --> 00:37:01,093
มีโค้ง ๆ อยู่ด้านล่างนี่

556
00:37:01,094 --> 00:37:05,094
ก็คือให้แสดงผลทางเครื่องพิมพ์ นั่นหมายถึงถ้าเราต้องการ

557
00:37:05,098 --> 00:37:09,098
สั่งให้เครื่องมัน Prtnt ออกมา

558
00:37:09,099 --> 00:37:13,099
นะคะ

559
00:37:13,100 --> 00:37:17,100

560
00:37:17,102 --> 00:37:21,102
ทีนี้ส่วนของ Process จะประกอบด้วย

561
00:37:21,103 --> 00:37:25,103
เห็นไหมคะ การคำนวณ จะใช้

562
00:37:25,104 --> 00:37:29,104
จะใช้สัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา

563
00:37:29,105 --> 00:37:33,105
แต่ถ้ามี

564
00:37:33,106 --> 00:37:37,106
การตัดสินใจหรือว่ามีเงื่อนไข เงื่อนไขนั่น

565
00:37:37,107 --> 00:37:41,107
หมายถึงว่า มีช่องทางให้เลือกหลายทางนี่

566
00:37:41,108 --> 00:37:45,108
จะใช้สี่เหลี่ยม

567
00:37:45,108 --> 00:37:49,108

568
00:37:49,109 --> 00:37:53,109
จะเรียกว่าอย่างไรดี สี่เหลี่ยมผืนผ้า

569
00:37:53,112 --> 00:37:57,112
เหมือนกัน แต่จะเป็นมุมมันจะกลับน่ะ

570
00:37:57,113 --> 00:38:01,113
มันจะเป็นอีกแนวหนึ่งก็คือ

571
00:38:01,115 --> 00:38:05,115
ปลายบนล่างนี่ จะแหลม ๆ

572
00:38:05,116 --> 00:38:09,116
นะคะ เพื่ออะไร ก็คือ

573
00:38:09,118 --> 00:38:13,118
ถ้ามันมีเงื่อนไขไปทางด้านซ้ายก็ได้

574
00:38:13,119 --> 00:38:17,119
จะได้ไปทางขวาก็ได้ หรือจะลงมา

575
00:38:17,120 --> 00:38:21,120
ด้านล่าก็ได้ มันจะมีทางเลือกให้เลื

576
00:38:21,120 --> 00:38:25,120
ไปทางไหนได้นะคะ

577
00:38:25,121 --> 00:38:29,121
แต่ถ้าให้คำนวณ

578
00:38:29,121 --> 00:38:33,121
แบบกำหนดค่า มีการกำหนดค่า

579
00:38:33,122 --> 00:38:37,122
เหมือนที่หาค่ของ

580
00:38:37,132 --> 00:38:41,132
1-10 เห็นไหมคะ ให้ใช้

581
00:38:41,134 --> 00:38:45,134
กำหนดค่า โดยมีการกำหนดไว้แล้วว่า โดย

582
00:38:45,135 --> 00:38:49,135
เริ่มจากเลข 1 ไปถึง 10 อย่างนี้

583
00:38:49,135 --> 00:38:53,135
นะคะ ลักษณะสัญลักษณ

584
00:38:53,136 --> 00:38:57,136
รูปทรงนี้นะคะ ตัวสุดท้ายนี่เห็นไหมคะ

585
00:38:57,138 --> 00:39:01,138

586
00:39:01,138 --> 00:39:05,138

587
00:39:05,140 --> 00:39:09,140

588
00:39:09,142 --> 00:39:13,142
ทีนี้เมื่อมีสัญลักษณ์

589
00:39:13,142 --> 00:39:17,142
ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมป้าน

590
00:39:17,144 --> 00:39:21,144
วงมุมป้าน มุม

591
00:39:21,145 --> 00:39:25,145
รี ๆ ทั้งหลายแหล่ เราจะเขียนโดย

592
00:39:25,145 --> 00:39:29,145
วาดแต่รูปเหลี่ยม ๆ เปล่า ๆ ไม่ได้ เราจะต้องมีสัญลักษณ์

593
00:39:29,162 --> 00:39:33,162
ที่แสดงเส้นทางนะคะ

594
00:39:33,162 --> 00:39:37,162
ก็คือเป็นลูกศรขึ้นลง

595
00:39:37,164 --> 00:39:41,164
ลูกศรซ้ายขวานะคะ

596
00:39:41,164 --> 00:39:45,164
คือสัญลักษณ์ทิศทางนี่ไม่ได้มีแค่ 2 อันที่เขียนให้ดูนะคะ

597
00:39:45,166 --> 00:39:49,166
ก็คือมันจะเป็นลูกศรไปได้ทั้งทางซ้าน

598
00:39:49,166 --> 00:39:53,166
ทางขวา บนล่าง

599
00:39:53,167 --> 00:39:57,167
ตามแต่ไอ้ตัวสัญัลักษณ์

600
00:39:57,169 --> 00:40:01,169
รูปสี่เหลี่ยมต่าง ๆ ที่มันจะไหลไปนั่นเองนะคะ แสดง

601
00:40:01,169 --> 00:40:05,169
การทำงานไปตาม ก็คือลูกศรบอกไปทางไหน

602
00:40:05,182 --> 00:40:09,182
ลำดับขั้นการทำงานจะไปตาม

603
00:40:09,183 --> 00:40:13,183
นะคะ และ

604
00:40:13,184 --> 00:40:17,184
ที่เป็นรูปวงกลมขนาดเล็ก

605
00:40:17,186 --> 00:40:21,186
เขาเรียกว่า เป็นจุดเชื่อม คือบางที

606
00:40:21,187 --> 00:40:25,187
การเขียนผังงาน โปรแกรม 1 โปรแกรมมันไม่จบ

607
00:40:25,188 --> 00:40:29,188
ใน 1 หน้า มันมีความยาวนะคะ

608
00:40:29,189 --> 00:40:33,189
ถ้าต้องการเชื่อมในหน้าเดียวกันนี่

609
00:40:33,189 --> 00:40:37,189
เราจะต้องใช้ไอ้จุดตัวนี้เป็นตัวเชื่อม แสดงว่า

610
00:40:37,190 --> 00:40:41,190
จากนี่ลงมา มันไปหน้าต่อไปได้

611
00:40:41,191 --> 00:40:45,191
จะมีจุดเชื่อมขึ้นให้เห็นก่อน

612
00:40:45,192 --> 00:40:49,192
ค่อยมาเป็นจุดเชื่อมต่อไปหน้าอื่น เห็นไหมคะ

613
00:40:49,192 --> 00:40:53,192
ใช้ลักษณะนี้ ถ้าอันนี้เชื่อมอยู่ในหน้าเดียวกัน

614
00:40:53,194 --> 00:40:57,194
มีเชื่อมบอกว่าไปหน้าต่อไปอย่างนี้นะคะ

615
00:40:57,194 --> 00:41:01,194

616
00:41:01,208 --> 00:41:05,208
ก็คือ...

617
00:41:05,209 --> 00:41:09,209
จะบอก... จะบอกว่า ก็คือไปทำอันนี้

618
00:41:09,211 --> 00:41:13,211
เมื่อเท่ากับ 3 แล้ว ให้ไปทำข้อที่ 1

619
00:41:13,213 --> 00:41:17,213
อาจจะเป็นเงื่อนไขก็ได้ แล้วแต่

620
00:41:17,213 --> 00:41:21,213
ที่เราจะเขียนลงไปใน Flowchart ด้วยนะคะ

621
00:41:21,214 --> 00:41:25,214

622
00:41:25,216 --> 00:41:29,216
ทีนี้

623
00:41:29,218 --> 00:41:33,218
รู้ตัวรูปแบบแล้ว ทีนี้ต้องมา

624
00:41:33,220 --> 00:41:37,220

625
00:41:37,221 --> 00:41:41,221
นะคะ ต้องใช้สัญลักษณ์ตามที่กำหนด

626
00:41:41,222 --> 00:41:45,222
นะคะ ไม่ใช่เข้าใจว่ามีรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม

627
00:41:45,223 --> 00:41:49,223
เอามาเขียนได้หมดไม่ใช่ นึกออกนะ

628
00:41:49,224 --> 00:41:53,224
ต้องเขียนตามที่ให้ดูว่ามีตัวอะไรบ้าง

629
00:41:53,239 --> 00:41:57,239
เห็นไหมคะ ใช้ลูกศร

630
00:41:57,242 --> 00:42:01,242
แสดงทิศทาง ต้องมีลูกศรแสดงทิศทางด้วย

631
00:42:01,243 --> 00:42:05,243
ว่าข้อมูลนั้นน่ะ

632
00:42:05,243 --> 00:42:09,243
มันเป็นจากข้างบนลงไปข้างล่าง หรือ

633
00:42:09,244 --> 00:42:13,244
หรือจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้าย

634
00:42:13,245 --> 00:42:17,245
มีลูกศรบอกทิศทางควบนะคะ

635
00:42:17,246 --> 00:42:21,246
และเห็นไหมคะ ข้อที่ 3

636
00:42:21,247 --> 00:42:25,247
ไม่ใช่เขียนแต่รูป

637
00:42:25,249 --> 00:42:29,249
ต้องมีคำอธิบายลงไปในไอ้ตัวสัญลักษณ์ของเราดก้วย

638
00:42:29,250 --> 00:42:33,250
1 ไม่ใช่เฉพาะเรารู้

639
00:42:33,251 --> 00:42:37,251
คนที่เขา

640
00:42:37,251 --> 00:42:41,251
หมายถึงอะไรด้วยนะคะ เวลาเขียนไม่ต้องเขียนยาวมาก

641
00:42:41,252 --> 00:42:45,252
เขียนสั้น ๆ อาจจะบอกว่า "รับค่า"

642
00:42:45,252 --> 00:42:49,252
ไม่ต้องไปใส่ว่า รับค่าข้อมูลจำนวนเต็ม

643
00:42:49,253 --> 00:42:53,253
เต็มนึกออกนะคะ ก็จะเขียนแบบสรุปสั้น ๆ

644
00:42:53,254 --> 00:42:57,254
ข้อที่ 4 กำหนดไว้ว่า

645
00:42:57,258 --> 00:43:01,258
ทุกแผนภาพ เห็นไมคะ ต้องมีลูกศร

646
00:43:01,258 --> 00:43:05,258
แสดงทิศทางเห็นไหม

647
00:43:05,259 --> 00:43:09,259
มันจะต้องมีลูกศรกำกับเสมอนะ

648
00:43:09,259 --> 00:43:13,259
เข้าออกของข้อมูลนั่นเอง

649
00:43:13,262 --> 00:43:17,262
สมมติ จากซ้ายไปขวา ก็คือลูกศร

650
00:43:17,262 --> 00:43:21,262
จากซ้ายแล้วออกไปทางด้านขวาอย่างนี้

651
00:43:21,262 --> 00:43:25,262
นะคะ ก็คือทิศทางเข้าออก

652
00:43:25,265 --> 00:43:29,265
สิ่งที่ไม่ควรทำ

653
00:43:29,267 --> 00:43:33,267
เขาบอกว่า ไม่ควรโยงเส้น

654
00:43:33,269 --> 00:43:37,269
ถ้าสมมติ ให้นึกถึงหน้ากว้าง ๆ อย่างนี้

655
00:43:37,271 --> 00:43:41,271
อย่างนี้ แล้ว

656
00:43:41,272 --> 00:43:45,272
ไอ้สัญลักษณ์นี้อยู่ตรงนี้ อีกตัวอยู่ตรงนี้ แล้ว

657
00:43:45,273 --> 00:43:49,273
ต้องการเชื่อมกันนี่ มันไกลมาก ๆ

658
00:43:49,277 --> 00:43:53,277
เห็นไหมคะ เขาบอกว่าไม่ควรใช้

659
00:43:53,278 --> 00:43:57,278
วิธีการวาดเส้น สมมติวาดให้ดูเ

660
00:43:57,279 --> 00:44:01,279
ไม่สมมติแล้ว

661
00:44:01,279 --> 00:44:05,279
สมมติว่า ทำไมไม่ขึ้น

662
00:44:05,280 --> 00:44:09,280
สมมติ

663
00:44:09,282 --> 00:44:13,282
มี

664
00:44:13,282 --> 00:44:17,282
รับข้อมูลตรงนี้ แล้วปรากฏว่า

665
00:44:17,284 --> 00:44:21,284
Display มันมาอยู่ทางนี้นะ

666
00:44:21,284 --> 00:44:25,284

667
00:44:25,291 --> 00:44:29,291
ล้นขอบไป

668
00:44:29,292 --> 00:44:33,292
สมมติว่าไอ้ตัวแสดงผลนี่

669
00:44:33,295 --> 00:44:37,295
มันอยู่ข้างท้ายนี่ เขาจะไม่โยงข้ามมายาว ๆ

670
00:44:37,295 --> 00:44:41,295
เพราะบางทีมันจะมีตัวขั้นมาตรงนี้

671
00:44:41,297 --> 00:44:45,297
ให้ใช้จุดกลม ๆ ที่บอกอะค่ะ

672
00:44:45,297 --> 00:44:49,297
มาใส่ตรงนี้ก็ได้

673
00:44:49,298 --> 00:44:53,298
แล้วใส่หมายเลขเข้าไปว่า เชื่อมไป 1

674
00:44:53,299 --> 00:44:57,299
เราค่อยใส่เลข 1 เข้าไป นึกออกไหม

675
00:44:57,300 --> 00:45:01,300
ให้รู้ว่ามันเชื่อมมาหา

676
00:45:01,300 --> 00:45:05,300
เลข 1 ตัวนี้ นึกออกนะคะ ไม่ต้องมาขีดเส้น

677
00:45:05,301 --> 00:45:09,301
ข้ามยาวมาอย่างนี้ นั่นคือ

678
00:45:09,301 --> 00:45:13,301
ไม่ควรโยง เชื่อมผังงานที่อยู่ไกล ๆ

679
00:45:13,302 --> 00:45:17,302
ด้วยวิธีนี้นะคะ ให้ใช้จุดเชื่อม

680
00:45:17,303 --> 00:45:21,303

681
00:45:21,303 --> 00:45:25,303

682
00:45:25,304 --> 00:45:29,304

683
00:45:29,307 --> 00:45:33,307
เขียนเสร็จ

684
00:45:33,308 --> 00:45:37,308
เขาบอกว่าข้อสุดท้าย ข้อที่ 6 บอกว่าผังงาน

685
00:45:37,310 --> 00:45:41,310
จะต้องมีการทดสอบความถูกต้องของการทำงาน

686
00:45:41,311 --> 00:45:45,311
ก่อนไปเขียนโปรแกรมจริง ทดสอบอย่างไรล่ะ ทดสอบ

687
00:45:45,311 --> 00:45:49,311
โดยเราก็ค่อย ๆ ไล่ไป สมมติ

688
00:45:49,312 --> 00:45:53,312
Start ลงมาแล้วมันจะไปไหนนะคะ เราจะ

689
00:45:53,314 --> 00:45:57,314
ต้องไล่เองด้วย เช่น บอกว่าลงมารับค่า

690
00:45:57,314 --> 00:46:01,314
แล้วไปทางไหนต่อ เราก็ไล่ตามลูกศร

691
00:46:01,314 --> 00:46:05,314
ถ้าบอกลูกศรผิดทาง

692
00:46:05,315 --> 00:46:09,315
เราก็ต้องแก้ก่อนนะคะ มันถึงจะเอาไปเขียนโปรแกรมจริงได้

693
00:46:09,316 --> 00:46:13,316
ต้องเช็กด้วยนะคะ โดยส่วนใหญ่คนที่เช็กจริง ๆ ก็จะเป็นอาส

694
00:46:13,316 --> 00:46:17,316
ก็คือจะเป็นอาจารย์นั้นล่ะ ตรวจให้ พอให้

695
00:46:17,331 --> 00:46:21,331
เด็ก ๆ เขียนโปรแกรมทีไรก็ต้องเขียน Flow Chart

696
00:46:21,331 --> 00:46:25,331
ก็เขียนมาเสร็จแล้วก็เอามาให้อาจารย์ตรวจ

697
00:46:25,334 --> 00:46:29,334
ว่าเขียนถูกไหม

698
00:46:29,343 --> 00:46:33,343
ทีนี้ลักษณะของผังงานนี่

699
00:46:33,344 --> 00:46:37,344
มันมีหลายรูปแบบนะคะ แบบแรก

700
00:46:37,345 --> 00:46:41,345
เขาเรียกว่าแบบ

701
00:46:41,345 --> 00:46:45,345
นั่นก็คือทำงานแบบเรียงจากบนลงมาบ่า

702
00:46:45,347 --> 00:46:49,347
ลงมาล่างอย่างเดียวเลย คือค่อย ๆ

703
00:46:49,348 --> 00:46:53,348
ไล่ลงมาจากข้างบนลงมาข้างล่าง

704
00:46:53,349 --> 00:46:57,349
จนถึงจุด Stop ก็คือเริ่มจาก Start ก็คือ

705
00:46:57,351 --> 00:47:01,351
มีคำสั่งที่ 1 คำสั่งที่ 2

706
00:47:01,351 --> 00:47:05,351
โดยวิธีการทำงาน โดยเริ่มจาก

707
00:47:05,352 --> 00:47:09,352
บนลงล่างเท่านั้น ก็คือเรียงลำดับลงมา

708
00:47:09,353 --> 00:47:13,353
กับอีกแบบ

709
00:47:13,354 --> 00:47:17,354
นะคะ

710
00:47:17,354 --> 00:47:21,354
ถ้าแบบนี้นะคะ

711
00:47:21,355 --> 00:47:25,355
มันจะทำงานจากบนลงล่าง

712
00:47:25,355 --> 00:47:29,355
เริ่มต้นก็แค่จุดเดียว จุดสิ้นสุดก็แค่จุดเดียว

713
00:47:29,356 --> 00:47:33,356
เพราะไล่ลงมาเรื่อย ๆ มาทางเดียว ก็คือมีเส้นทางเดียว

714
00:47:33,356 --> 00:47:37,356
ไม่เลี้ยวซ้าย ไม่เลี้ยวขวา มีแค่จากบน

715
00:47:37,357 --> 00:47:41,357
มาหาข้างล่างเท่านั้นนะคะ

716
00:47:41,358 --> 00:47:45,358
แต่ถ้าเป็นผังงาน

717
00:47:45,367 --> 00:47:49,367
แบบทางเลือกนะคะ ดูนะคะ แบบ Selection

718
00:47:49,367 --> 00:47:53,367
ถ้าผังงานแบบนี้นะคะ

719
00:47:53,368 --> 00:47:57,368
จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

720
00:47:57,370 --> 00:48:01,370
มีเงื่อนไข เหมือนมีเงื่อนไขในข้อที่ 1

721
00:48:01,371 --> 00:48:05,371
ที่บอกว่า หาเลขคู่ เลขคี่ ถ้า แล้ว หรือ

722
00:48:05,378 --> 00:48:09,378
มี if then elf

723
00:48:09,379 --> 00:48:13,379
แล้วผลลัพธ์เห็นไหมคะ

724
00:48:13,380 --> 00:48:17,380
ผลลัพธ์ของเงื่อนไขก็จะมีแค่จริงหรือเท็จ

725
00:48:17,381 --> 00:48:21,381
มี TRUE หรือ FALSE

726
00:48:21,382 --> 00:48:25,382
ผังงานแบบทางเลือก

727
00:48:25,383 --> 00:48:29,383
มีทั้งหมดด้วยกัน 3 แบบ มีทั้งหมดด้วยกัน 3 แบบ

728
00:48:29,383 --> 00:48:33,383
1.

729
00:48:33,383 --> 00:48:37,383
ทางเลือกเป็นใช้โครงสร้าง IF... THEN

730
00:48:37,384 --> 00:48:41,384
แล้วนะคะ

731
00:48:41,384 --> 00:48:45,384
แบบที่ 2 If Then แล้วมี Else

732
00:48:45,386 --> 00:48:49,386
เห็นไหมคะ ถ้ามี 1 ทางเลือก

733
00:48:49,388 --> 00:48:53,388
จะใช้โครงสร้างแค่คำสั่ง IF... THEN

734
00:48:53,388 --> 00:48:57,388
จะใช้คำสั่งที่มี If

735
00:48:57,389 --> 00:49:01,389
Then แล้วก็ Else

736
00:49:01,390 --> 00:49:05,390
และถ้ามี 3 ทางเลือก

737
00:49:05,390 --> 00:49:09,390
ก็คือมากกว่า 2 ทางเลือกขึ้นไปนี่

738
00:49:09,391 --> 00:49:13,391
คำสั่งที่ใช้ จะใช้คำว่า Case นะคะ

739
00:49:13,391 --> 00:49:17,391
เคสนะคะ เคส

740
00:49:17,392 --> 00:49:21,392
มาดู

741
00:49:21,393 --> 00:49:25,393
แบบใช้ IF กับ THEN

742
00:49:25,393 --> 00:49:29,393
ก็คือทางเลือกก็คือจะมีแค่ 2 ทาง

743
00:49:29,395 --> 00:49:33,395
พอมีเงื่อนไขปุ๊บนะคะ

744
00:49:33,396 --> 00:49:37,396
มันจะ

745
00:49:37,397 --> 00:49:41,397
ทำงานเมื่อคำสั่งเป็นจริงเท่านั้น

746
00:49:41,399 --> 00:49:45,399
วิธีการตรวจสอบ

747
00:49:45,400 --> 00:49:49,400
เขาบอกว่าการตรวจสอบเงื่อนไขแบบ

748
00:49:49,400 --> 00:49:53,400
มีทางเลือกนี่ มันจะตรวจสอบว่า

749
00:49:53,400 --> 00:49:57,400
จะทำหรือไม่ก่อนที่จะไปทำงาน

750
00:49:57,401 --> 00:50:01,401
อื่นต่อ คือมันต้องเข้ามาเช็กก่อน เงื่อนไข

751
00:50:01,401 --> 00:50:05,401
อย่างไร นึกออกนะคะ เช็กเงื่อนไขก่อน

752
00:50:05,402 --> 00:50:09,402
แล้วก็ค่อยมาเช็กว่า

753
00:50:09,404 --> 00:50:13,404
ถ้าเป็นจริง มันถึงจะมาทำคำสั่งนี้

754
00:50:13,404 --> 00:50:17,404
แต่ถ้าไม่เป็นจริง ดูนะคะ มันจะมาที่

755
00:50:17,405 --> 00:50:21,405
จุดนี้แล้วออก

756
00:50:21,407 --> 00:50:25,407
เห็นไหม คือมันต้องเข้ามาที่ตรงนี้ก่อนนะคะ

757
00:50:25,409 --> 00:50:29,409
มันต้องเข้ามาที่ตัวตรวจสอบเงื่อนไขก่อน

758
00:50:29,411 --> 00:50:33,411
แล้วถึงจะไปตามสัญลักษณ์ทางซ้ายหรือขวาได้

759
00:50:33,423 --> 00:50:37,423
เพราะฉะนั้นทางเลือกกันก็คื

760
00:50:37,428 --> 00:50:41,428
มาทางนี้ ถ้าเป็นเท็จมาทางนี้ นึกออกนะคะ

761
00:50:41,429 --> 00:50:45,429

762
00:50:45,429 --> 00:50:49,429

763
00:50:49,430 --> 00:50:53,430
แต่ถ้าเป็นแบบ 2 ทางเลือก

764
00:50:53,430 --> 00:50:57,430
นั่นหมายความว่า

765
00:50:57,434 --> 00:51:01,434
คือเงื่อนไขเป็นอย่างนี้ ถ้าจริงให้มาทำคำสี่า

766
00:51:01,434 --> 00:51:05,434
ถ้า Test ให้ไปทำคำสั่งที่ 2

767
00:51:05,435 --> 00:51:09,435
มันจะเช็กเงื่อนไขก่อน

768
00:51:09,435 --> 00:51:13,435
ตรงตามเงื่อนไขอันไหน มันจะมาทำ

769
00:51:13,436 --> 00:51:17,436
ตามคำสั่งนั้นนะคะ แต่สุดท้ายก็คือ มาที่จุดสุดท้าย

770
00:51:17,438 --> 00:51:21,438
เหมือนกันก็คือ Stop เหมือนกัน

771
00:51:21,439 --> 00:51:25,439
2 ทาง ถ้าอย่างนี้มีทางเลือกให้ 2 ทาง

772
00:51:25,439 --> 00:51:29,439

773
00:51:29,440 --> 00:51:33,440
และแบบที่มีมากกว่า 2 ทางเลือก

774
00:51:33,441 --> 00:51:37,441
ที่เรียกว่าเป็น Case จะมี

775
00:51:37,443 --> 00:51:41,443
เงื่อนไขก่อน ถ้าเงื่อนไขนี้

776
00:51:41,453 --> 00:51:45,453
ตรงกับเงื่อนไขที่ 1 มาทำคำสั่งที่ 1

777
00:51:45,453 --> 00:51:49,453
แต่ถ้าไปตรงกับคำสั่งที่ 2

778
00:51:49,454 --> 00:51:53,454
นะคะ ตรงกำเงื่อนไขที่ 3

779
00:51:53,454 --> 00:51:57,454
มันจะเช็กเงือนไขก่อน

780
00:51:57,455 --> 00:52:01,455
เคสนี้คือมีให้เลือก

781
00:52:01,456 --> 00:52:05,456
หลายทาง มีให้เลือกหลายตัวเลย แต่เพียงแต่ว่า

782
00:52:05,456 --> 00:52:09,456
มันจะเช็กก่อนว่า มันจะไปตามคำสั่งที่ 1 ได้

783
00:52:09,456 --> 00:52:13,456
เงื่อนไขมันตรงกับข้อที่ 1 นะ

784
00:52:13,456 --> 00:52:17,456
เช่น ในตัวอย่างนี้

785
00:52:17,456 --> 00:52:21,456
นึกถึงอะไร ให้นึกถึงเมนู ถ้าทำเป็น Cwse

786
00:52:21,458 --> 00:52:25,458
นึกออกนะ เวลาเราเลือก

787
00:52:25,471 --> 00:52:29,471
ใช้งานเมนูนะคะ ถ้าเลือกเมนูไฟล์

788
00:52:29,472 --> 00:52:33,472
ไฟล์ มันก็จะไปทำคำสั่ง

789
00:52:33,473 --> 00:52:37,473
ที่เกี่ยวกับไฟล์ทั้งหมดเลย

790
00:52:37,475 --> 00:52:41,475
มันจะมาคำสั่งที่ 1 แต่ถ้าเลือกเมนู

791
00:52:41,475 --> 00:52:45,475
แทรกให้นึกถึงใน Word

792
00:52:45,475 --> 00:52:49,475
ใน Word มีแทรกอะไรบ้าง แทรกรูปภาพ แทรกตาราง

793
00:52:49,483 --> 00:52:53,483
มันก็จะไปเช็กเงื่อนไข

794
00:52:53,483 --> 00:52:57,483
ให้นึกถึงตัวนี้ มันจะเหมือนเราเลือก

795
00:52:57,484 --> 00:53:01,484
กดเมนูที่ 1 กดเมนูที่ 2 ก็เมนูที่ 3 กดเมนูที่ 4

796
00:53:01,485 --> 00:53:05,485
แล้วไปไหนนั่นเองนะคะ

797
00:53:05,485 --> 00:53:09,485

798
00:53:09,486 --> 00:53:13,486

799
00:53:13,486 --> 00:53:17,486
ผังงานแบบโครงสร้าง

800
00:53:17,488 --> 00:53:21,488
แล้ว มีแบบเป็นทางเลือกแล้ว

801
00:53:21,489 --> 00:53:25,489
ผังงานแบบวนซ้ำก็มีนะคะ

802
00:53:25,489 --> 00:53:29,489
ทำซ้ำเหมือนในข้อที่ 1+10

803
00:53:29,490 --> 00:53:33,490
นั่นเองนะคะ มันจะมี 2 แบบก็คือใช้คำสั่ง Do Why

804
00:53:33,491 --> 00:53:37,491
Do Why

805
00:53:37,492 --> 00:53:41,492
กับ Do... Uhtil ต่างกันอย่างไร ถ้าใช้

806
00:53:41,493 --> 00:53:45,493
Do While กับ Do Untill

807
00:53:45,494 --> 00:53:49,494

808
00:53:49,494 --> 00:53:53,494

809
00:53:53,495 --> 00:53:57,495
ถ้าใช้ DO... While นะคะ ดูด้วย

810
00:53:57,496 --> 00:54:01,496
เครื่องมันจะวนซ้ำจนกว่า

811
00:54:01,497 --> 00:54:05,497
จนกว่าตรวจสอบเงื่อนไขแล้วเป็นจริง

812
00:54:05,500 --> 00:54:09,500
แล้วเป็นจริง ก็คือมันจะต้องไปเช็กคำสั่งก่อน

813
00:54:09,501 --> 00:54:13,501
ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง มันถึงจะทำการวน

814
00:54:13,501 --> 00:54:17,501
นึกออกนะคะ ถ้าใช้ Do while

815
00:54:17,501 --> 00:54:21,501
ก็คือพอเข้ามาดู

816
00:54:21,503 --> 00:54:25,503
เช็กเงื่อนไขก่อน ถ้าจริงถึงจะมาทำงานซ้ำ

817
00:54:25,504 --> 00:54:29,504
ตามคำสั่งนะคะ แล้วก็วนกลับไป

818
00:54:29,506 --> 00:54:33,506
วนกลับไปจนกว่าจะเป็นเท็จถึงจะออก

819
00:54:33,506 --> 00:54:37,506
นึกออกนะคะ นี่คือ Do Why

820
00:54:37,507 --> 00:54:41,507
แต่

821
00:54:41,509 --> 00:54:45,509
ถ้าใช้ Do... Uhtil

822
00:54:45,510 --> 00:54:49,510

823
00:54:49,511 --> 00:54:53,511

824
00:54:53,515 --> 00:54:57,515

825
00:54:57,516 --> 00:55:01,516

826
00:55:01,517 --> 00:55:05,517

827
00:55:05,519 --> 00:55:09,519

828
00:55:09,520 --> 00:55:13,520

829
00:55:13,521 --> 00:55:17,521

830
00:55:17,526 --> 00:55:21,526

831
00:55:21,527 --> 00:55:25,527

832
00:55:25,529 --> 00:55:29,529

833
00:55:29,531 --> 00:55:33,531

834
00:55:33,535 --> 00:55:37,535

835
00:55:37,536 --> 00:55:41,536

836
00:55:41,537 --> 00:55:45,537
(อาจารย์) เมื่อกี้บอกว่า Do While นี่ จะทำก็ต่อเมื่อ

837
00:55:45,539 --> 00:55:49,539
เงื่อนไขเป็นจริง มันถึงจะไปวน ทำจนเสร็จนะคะ

838
00:55:49,540 --> 00:55:53,540
นะคะ แต่ถ้าเป็น Do Untill

839
00:55:53,541 --> 00:55:57,541
ฝั่งนู้นหลุดอีกแล้ว

840
00:55:57,542 --> 00:56:01,542

841
00:56:01,542 --> 00:56:05,542
แต่ถ้าเป็น Do... Uhtil นี่

842
00:56:05,544 --> 00:56:09,544
มันจะทำเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ

843
00:56:09,545 --> 00:56:13,545
มันจะวนทำทุกครั้งที่เงื่อนไขเป็นเท็์จ

844
00:56:13,556 --> 00:56:17,556

845
00:56:17,557 --> 00:56:21,557
จำง่าย ๆ วิธีจำ ถ้าเป็น While

846
00:56:21,559 --> 00:56:25,559
ก็คือจริงถึงจะทำ นึกออกนะ Do

847
00:56:25,559 --> 00:56:29,559
Until เท็จถึงจะทำ

848
00:56:29,560 --> 00:56:33,560
จำง่าย ๆ นะคะ

849
00:56:33,561 --> 00:56:37,561

850
00:56:37,562 --> 00:56:41,562
ทีนี้เราจะไม่เอาโจทย์ของตัวใหม่ จะให้เอา

851
00:56:41,564 --> 00:56:45,564
โจทย์จากที่ทำเลขบวก เลขคู่กับบวก 1-10 ่

852
00:56:45,565 --> 00:56:49,565
บวกเลขคู่กับบวก 1-10 น่ะ

853
00:56:49,566 --> 00:56:53,566
ให้เลือกทำข้อใดข้อหนึ่ง

854
00:56:53,567 --> 00:56:57,567
เขียน Flowchart ส่ง

855
00:56:57,568 --> 00:57:01,568
ใครจะเลือกเอา จะเขียนผังงานของ

856
00:57:01,569 --> 00:57:05,569
เลขคู่หรือเลขคี่ นึกออกนะคะ

857
00:57:05,570 --> 00:57:09,570
หรือใครจะเขียนผังงานการบวกเลข 1 ถึง เลข 10

858
00:57:09,572 --> 00:57:13,572
เลข 1-10 ให้เลือกทำข้อใดข้อหนึ่ง

859
00:57:13,572 --> 00:57:17,572
เป็นการบ้าน

860
00:57:17,572 --> 00:57:21,572
สงสัยการเขียน

861
00:57:21,572 --> 00:57:25,572
ผังงานตัวไหน ถามได้นะคะ

862
00:57:25,575 --> 00:57:29,575
ยังสงสัยตัวไหน คำสั่ง For

863
00:57:29,576 --> 00:57:33,576
For นี่ไง้เป็นแบบ

864
00:57:33,577 --> 00:57:37,577
น่าจะอยู่แค่เรียงลำดับลงมา

865
00:57:37,577 --> 00:57:41,577
นึกออกนะ ไม่มีเงื่อนไข

866
00:57:41,579 --> 00:57:45,579
แต่ถ้ามีเงื่อนไข มันจะมีแบบ

867
00:57:45,579 --> 00:57:49,579
เรียงลำดับใช่ไหมคะ แบบเรียงลำดับ

868
00:57:49,580 --> 00:57:53,580
แบบทางเลือกใช่ไหม นี่ไง

869
00:57:53,582 --> 00:57:57,582
นะคะ นี่อาจจะเป็นแบบนี้

870
00:57:57,583 --> 00:58:01,583
ก็ได้ ก็คือตรงนี้ก็คือใส่ For

871
00:58:01,587 --> 00:58:05,587
เข้าไป For

872
00:58:05,589 --> 00:58:09,589
จากอันไหน ให้ดูที่ตัวตารางนี่เห็นไหม

873
00:58:09,589 --> 00:58:13,589
เห็นไหมคะ

874
00:58:13,593 --> 00:58:17,593
ตรงนี้พวกแสดงผล

875
00:58:17,593 --> 00:58:21,593
เห็นไหมมีตัวอย่ง ถ้าใช้ตัวนี้

876
00:58:21,594 --> 00:58:25,594
จะเขียนตัวนี้นะคะ จะใช้ตัวนี้

877
00:58:25,594 --> 00:58:29,594
นั่นคือกำหนดว่า เริ่มตั้งแต่อะไรคะ 1 ถึงเท่าไร

878
00:58:29,595 --> 00:58:33,595
ถ้าใช้ For ใช้สัญลักษณ์ตัวนี้

879
00:58:33,602 --> 00:58:37,602
ตัวนี้นะคะ กำหนดค่าล่วงหน้าจตะมีสัญลักขงมันอยู่

880
00:58:37,603 --> 00:58:41,603
จะมีสัญลักษณ์ของมันอยู่ ต้องเปิดย้อนมาดู

881
00:58:41,604 --> 00:58:45,604
อันนี้ด้วย เวลาเขียนก็ไม่จำเหมือนกัน

882
00:58:45,604 --> 00:58:49,604
เพราะมันเยอะ มันเยอะกว่านี้อีก ต้องไปเปิดดู

883
00:58:49,605 --> 00:58:53,605
ในเน็ตเพิ่มด้วยมีเยอะกว่านี้ด้วย

884
00:58:53,606 --> 00:58:57,606
แต่ส่วนมาก

885
00:58:57,608 --> 00:59:01,608
นึกออกนะ กลาง ๆ ก็จะมีไอ้ตัวนี้แน่นอน

886
00:59:01,611 --> 00:59:05,611
หรือพอมีเงื่อนไข ก็จะมีตัวนี้

887
00:59:05,612 --> 00:59:09,612
นะคะ แต่พอมี For ก็ใช้พวกนี้

888
00:59:09,627 --> 00:59:13,627
ก็ใช้ตัวนี้นะคะ พวกนี้มันจะอยู่ในหมวดของ

889
00:59:13,627 --> 00:59:17,627
กระบวนการ Process นะคะ

890
00:59:17,628 --> 00:59:21,628

891
00:59:21,628 --> 00:59:25,628
ทิศททางนี่ตัวกำหนด

892
00:59:25,629 --> 00:59:29,629
ตัวเชื่อมจะมีอยู่แค่ 3 ตัวนี้ล่ะที่เป็นหลัก ๆ

893
00:59:29,629 --> 00:59:33,629
จำได้นะ เชื่อมในหน้าเดียวกัน ก็คือพอใส่ตัวนี้

894
00:59:33,629 --> 00:59:37,629
ว่าเชื่อมไปจุดที่ 1 ไอ้ตัวนี้เราก็บอกก็

895
00:59:37,630 --> 00:59:41,630
คือ 1 เพื่อให้รู่ว่ามันเป็นจุดที่เราจะเชื่อม

896
00:59:41,631 --> 00:59:45,631
ถ้าเราเขียน A เท่ากับ 5 แต่ไม่รู้ว่าเป็นตัวไหน

897
00:59:45,633 --> 00:59:49,633
ตัวเชื่อมมันจะไปต่อไม่ได้นะคะ

898
00:59:49,635 --> 00:59:53,635

899
00:59:53,636 --> 00:59:57,636
มีใครสงสัยตรงไหนอีกไหม

900
00:59:57,637 --> 01:00:01,637

901
01:00:01,637 --> 01:00:05,637
โปรแกรมที่จะใช้ในการเขียนผังงาน

902
01:00:05,638 --> 01:00:09,638
ที่ดีที่สุดนะคะ ง่ายที่สุด แล้วไม่

903
01:00:09,639 --> 01:00:13,639
ต้องถ้าไม่มี Visio

904
01:00:13,639 --> 01:00:17,639
Visio ไม่มีอะไรนี่ ใช้

905
01:00:17,640 --> 01:00:21,640
Word หรือไม่ก็

906
01:00:21,641 --> 01:00:25,641
แต่เขาบอกว่าทำใน Power Point สะดวกกว่า

907
01:00:25,641 --> 01:00:29,641
เดี๋ยวลองเปิดให้ดูก็ได้

908
01:00:29,643 --> 01:00:33,643
ถ้าเราใช้ Word

909
01:00:33,644 --> 01:00:37,644

910
01:00:37,645 --> 01:00:41,645
มันจะอยู่ที่เครื่องมือ

911
01:00:41,646 --> 01:00:45,646
ตัวนี้นะคะ ถ้าใช้ word เขียนผังงาน

912
01:00:45,647 --> 01:00:49,647
ดูนะคะ

913
01:00:49,648 --> 01:00:53,648

914
01:00:53,650 --> 01:00:57,650
นี่เห็นไหม เห็นไหมคะ มัน

915
01:00:57,651 --> 01:01:01,651
จะมีอยู่นี่เห็นหรือเปล่าสัญลักษณ์

916
01:01:01,653 --> 01:01:05,653
ที่ให้ดูในตารางนี่ ไอ้ Word จะอยู่แถวนี้นะคะ

917
01:01:05,654 --> 01:01:09,654
นี่ เพราะบางคนบอก

918
01:01:09,656 --> 01:01:13,656
หนูวาดสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนไม่เท่ากัน ไม่ต้อง

919
01:01:13,657 --> 01:01:17,657
ไปวาดนึกออกนะ ใน Worde

920
01:01:17,664 --> 01:01:21,664
ผังนะคะ สัญลักษณ์

921
01:01:21,665 --> 01:01:25,665
แสดงผังงานนี่ หรือแผนภาพนี่ อยู่ในหมวดตัวนี้

922
01:01:25,666 --> 01:01:29,666
นะคะ อยู่นี่ ตรงนี้

923
01:01:29,668 --> 01:01:33,668
ก็คือคลิกตัวนี้

924
01:01:33,668 --> 01:01:37,668
ที่ตัวนี้ แล้วก็วางลงใน Word เราได้เลย

925
01:01:37,669 --> 01:01:41,669
ไม่ต้องไปวาดเองนะคะ จะสะดวกกว่า

926
01:01:41,676 --> 01:01:45,676
เพียงแต่จะต้องเติมข้อความลงไปข้างใน

927
01:01:45,676 --> 01:01:49,676
เหมือนตัวอย่างนึกออกนะคะ เช่น

928
01:01:49,676 --> 01:01:53,676
Start ก็ต้องบอกว่า

929
01:01:53,677 --> 01:01:57,677
ตัวนี้เริ่ม Start Stop นะ

930
01:01:57,679 --> 01:02:01,679
วิธีรับค่า จะใช้ตัวไหนใช้ได้

931
01:02:01,679 --> 01:02:05,679
ทั้ง 2 ก็คือถ้าเป็นกลางก็ใช้ตัวแรก

932
01:02:05,681 --> 01:02:09,681
ใช้ได้หมด ตัวแรกใช้ได้หมด

933
01:02:09,681 --> 01:02:13,681
ในการรับค่า นึกออกนะ นึกออกนะคะ

934
01:02:13,682 --> 01:02:17,682
แต่ถ้าต้องระบุ

935
01:02:17,684 --> 01:02:21,684
ตัวที่ 2 ตัวนี้ นะคะ

936
01:02:21,685 --> 01:02:25,685

937
01:02:25,685 --> 01:02:29,685
มีข้อสงสัยอะไร ถามได้นะครับ

938
01:02:29,688 --> 01:02:33,688
บอกเครื่องมือที่ใช้ทำ บอกแล้วใช้ตัวนี้

939
01:02:33,689 --> 01:02:37,689
นะคะ อยู๋ที่เมนูแทรก

940
01:02:37,691 --> 01:02:41,691
จุดเชื่อมลูกศรเขาก็อยู่นี่ล่ะ

941
01:02:41,692 --> 01:02:45,692
อยู่ด้วยกันนี่ล่ะ นะคะ มันจะอยู่ตรงนี้หมด

942
01:02:45,692 --> 01:02:49,692

943
01:02:49,692 --> 01:02:53,692
นี่เห็นไหม

944
01:02:53,694 --> 01:02:57,694
เราไม่ต้องวาดเอง เห็นหรือเปล่าคะ เราก็

945
01:02:57,695 --> 01:03:01,695
ใส่สี ใส่อะไรให้สวยงามเท่านั้นเอง เราก็

946
01:03:01,697 --> 01:03:05,697
เลือกรูปที่มันตรงกับสัญลักษณืในตัวนี้

947
01:03:05,698 --> 01:03:09,698
ของเราน่ะนะคะ นี่ เห็นหรือเปล่า

948
01:03:09,699 --> 01:03:13,699
เลือกให้มันตรงแค่นั้นเอง

949
01:03:13,701 --> 01:03:17,701
เช่น ๆ เริ่ม Start

950
01:03:17,702 --> 01:03:21,702

951
01:03:21,712 --> 01:03:25,712

952
01:03:25,712 --> 01:03:29,712

953
01:03:29,716 --> 01:03:33,716

954
01:03:33,717 --> 01:03:37,717

955
01:03:37,718 --> 01:03:41,718

956
01:03:41,718 --> 01:03:45,718

957
01:03:45,722 --> 01:03:49,722
เห็นไหมคะ Start กับ Stop

958
01:03:49,725 --> 01:03:53,725
มันจะเป็นเหมือนตัวนี้เลย นี่

959
01:03:53,726 --> 01:03:57,726
นี่เห็นหรือเปล่าคะ

960
01:03:57,727 --> 01:04:01,727
ตัวเดียวกันตัวนี้ เห็นไหม

961
01:04:01,728 --> 01:04:05,728
สลับให้

962
01:04:05,728 --> 01:04:09,728
ว่าไงครับ คราม

963
01:04:09,729 --> 01:04:13,729
สงสัยอะไร

964
01:04:13,729 --> 01:04:17,729
(ล่าม) ตรงตารางน่ะครับ ก็คือ

965
01:04:17,731 --> 01:04:21,731
จะต้องใส่ภาษามาด้วยอย่างไร หรือว่าอย่างไรหรือเปล่าครับ

966
01:04:21,732 --> 01:04:25,732
ต้องพิมพ์ตัวอักษร

967
01:04:25,732 --> 01:04:29,732
ใช่ไหม ต้องใส่เข้าไปด้วยนะ พอเวลาเราเขียนน่ะ

968
01:04:29,737 --> 01:04:33,737
เราก็... นะ

969
01:04:33,738 --> 01:04:37,738
นี่ อย่างนี้ปุ๊บ ใน Word คลิกขวานะคะ

970
01:04:37,739 --> 01:04:41,739
แล้วเลือกเพิ่มข้อความเห็นไหมลูก

971
01:04:41,739 --> 01:04:45,739
เราก็จะสามารถพิมพ์ข้อความลงไปได้

972
01:04:45,740 --> 01:04:49,740

973
01:04:49,741 --> 01:04:53,741
โอ.เค. ไหม (ล่าม) อันนี้ก็คือเป็นการบ้าน

974
01:04:53,742 --> 01:04:57,742
ให้เลือกทำจาก 2 ข้อที่

975
01:04:57,744 --> 01:05:01,744
ที่ทำในสัปดาห์ก่อน ที่จะเล่อก

976
01:05:01,744 --> 01:05:05,744
เลขคี่ หรือจะเลือกบวกเลข

977
01:05:05,745 --> 01:05:09,745
1-10 เลือกเอา ข้อใดข้อหนึ่ง

978
01:05:09,745 --> 01:05:13,745
ไม่ต้องทำทั้ง 2 ข้อ เลือกทำข้อใดข้อหนึ่ง

979
01:05:13,746 --> 01:05:17,746
นะคะ

980
01:05:17,747 --> 01:05:21,747
โอ.เค.

981
01:05:21,747 --> 01:05:25,747
มีใครสงสัยอีกไป ถามได้นะคะ (ล่าม)

982
01:05:25,750 --> 01:05:29,750
สักครู่นะครับอาจารย์ ไอ้ตรงที่

983
01:05:29,751 --> 01:05:33,751
เป็นภาพสัญลักษณ์เมื่อสักครู่นี่

984
01:05:33,751 --> 01:05:37,751
(อาจารย์) ใช่ครับ ก็คือเราต้องไป

985
01:05:37,753 --> 01:05:41,753
เปิดดู Pseudo code ที่เราเขียนนะ ว่ามีขั้นตอน

986
01:05:41,754 --> 01:05:45,754
มันมี

987
01:05:45,755 --> 01:05:49,755
ขั้นตอนมันจะเขียนผังงานจะไหลไปทงไหน

988
01:05:49,757 --> 01:05:53,757
นึกออกนะคะ จะเป็นแบบ...

989
01:05:53,757 --> 01:05:57,757
(ล่าม) อาจารย์คะ

990
01:05:57,759 --> 01:06:01,759
อาจารย์พูดถึงตัวไหน ให้เปิดด้วยได้ไหมคะ

991
01:06:01,769 --> 01:06:05,769
ได้ไหมคะ (อาจารย์) ได้ค่ะ (ล่าม) กลัวล่าม

992
01:06:05,769 --> 01:06:09,769
จะไม่เข้าใจแล้วทำการบ้านไม่ถูกน่ะค่ะ (อาจารย์) ให้ดู

993
01:06:09,771 --> 01:06:13,771
ตามรูปแบบผังงาน มันแบบเรียงลำดับ

994
01:06:13,772 --> 01:06:17,772
ให้มาย้อนดูนะคะ หรือ

995
01:06:17,772 --> 01:06:21,772
หรือแบบทางเลือกนะคะ มีตัวอย่าง

996
01:06:21,773 --> 01:06:25,773
ที่เขียนเป็นตัวอย่าง ก็คือเราต้องไปดู

997
01:06:25,774 --> 01:06:29,774
การบ้านที่เราทำไว้ด้วย ว่างานของเราน่ะ

998
01:06:29,776 --> 01:06:33,776
มันเป็นแบบ มันจะเขียนเป็นผังงานแบบไหน

999
01:06:33,776 --> 01:06:37,776
นะคะ

1000
01:06:37,777 --> 01:06:41,777

1001
01:06:41,778 --> 01:06:45,778
นี่นะคะ เริ่มที่แบบเรียงลำดับ

1002
01:06:45,782 --> 01:06:49,782
แบบธรรมดาที่สุดแล้ว เริ่ม

1003
01:06:49,783 --> 01:06:53,783
จากบนลงล่างเ

1004
01:06:53,784 --> 01:06:57,784
การบ้านเรามันมีเงื่อนไข เราก็ต้องมาดูว่า

1005
01:06:57,784 --> 01:07:01,784
มันเป็นเงื่อนไขแบบ 1 ทางเลือก

1006
01:07:01,785 --> 01:07:05,785
ให้ดูที่การบ้าน การบ้านของเรา

1007
01:07:05,787 --> 01:07:09,787
ที่เขียนไว้

1008
01:07:09,787 --> 01:07:13,787
การบ้านของเขานี่ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือทำผิดอะไรอย่างนี้ค่ะ

1009
01:07:13,789 --> 01:07:17,789
อาจารย์ลองยกตัวอย่างจากการบ้านเขาได้ไหมคะ (อาจารย์)

1010
01:07:17,790 --> 01:07:21,790
นะคะ ที่เฉลย

1011
01:07:21,791 --> 01:07:25,791
ถ้าใครที่มีข้อ

1012
01:07:25,792 --> 01:07:29,792
เลขคู่ เลขคี่

1013
01:07:29,793 --> 01:07:33,793
Input ของเราจะต้องมีการรับจำนวนเข้าไป

1014
01:07:33,793 --> 01:07:37,793
ถ้ามีตัวนี้ถูกนะคะ แล้วต่อมา

1015
01:07:37,795 --> 01:07:41,795
ในขั้น Process ของเรา

1016
01:07:41,797 --> 01:07:45,797
นะคะ จะต้องมีเงื่อนไข เพราะอะไร เพราะเรา

1017
01:07:45,798 --> 01:07:49,798
ต้องการให้รู้ว่ามันเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่

1018
01:07:49,809 --> 01:07:53,809
ใช่เปล่า มันจะต้องมีเงื่อนไขแสดงทางเลือก

1019
01:07:53,811 --> 01:07:57,811
2 ทาง เข้าใจนะข้อนี้

1020
01:07:57,811 --> 01:08:01,811
โอ.เค. นะคะ

1021
01:08:01,813 --> 01:08:05,813
ข้อนี้เข้าใจ อย่างนั้นดูอีกข้อหนึ่ง เฉลยอีกข้อหนึ่ง

1022
01:08:05,814 --> 01:08:09,814
แต่ถ้าบวกเลข เห็นไหม

1023
01:08:09,817 --> 01:08:13,817
เห็นไหม ในผังงานก็มี Do While

1024
01:08:13,823 --> 01:08:17,823
ในผังงานก็มี Do While ที่บอกใช่ไหมคะ มี

1025
01:08:17,826 --> 01:08:21,826
คำสั่ง DO... While เห็นไหมคะ ก็คือการบวกเลขนี่

1026
01:08:21,826 --> 01:08:25,826
เราจะต้องกำหนดค่าให้เรา 2 ตัว

1027
01:08:25,826 --> 01:08:29,826

1028
01:08:29,827 --> 01:08:33,827
ถ้าข้อนี้

1029
01:08:33,828 --> 01:08:37,828
มีการกำหนดค่าให้ตัวเลขของเรา 2 ตัว (ล่าม)

1030
01:08:37,830 --> 01:08:41,830
กำหนดค่า ตรงนี้คือหมายถึง set อีกฝั่ง

1031
01:08:41,830 --> 01:08:45,830
ใช่ไหมคะ (อาจารย์) ใช่ค่ะ

1032
01:08:45,832 --> 01:08:49,832

1033
01:08:49,833 --> 01:08:53,833

1034
01:08:53,834 --> 01:08:57,834
ใน

1035
01:08:57,834 --> 01:09:01,834
ส่วนของการ Process นะคะ

1036
01:09:01,836 --> 01:09:05,836
เรามีเงื่อนไขในการทำซ้ำ

1037
01:09:05,837 --> 01:09:09,837
มีการวนรอบ เห็นไหม ในของข้อที่บวกเลข

1038
01:09:09,838 --> 01:09:13,838
ระบุให้วนโดย

1039
01:09:13,838 --> 01:09:17,838
โดยเพิ่มตัวเลขขึ้นจนกว่า

1040
01:09:17,839 --> 01:09:21,839
มันจะถึง 10 เห็นไหมคะ

1041
01:09:21,840 --> 01:09:25,840
ผังงานแบบ DO... While เรามีตัวอย่างให้ดูอยู่

1042
01:09:25,841 --> 01:09:29,841

1043
01:09:29,843 --> 01:09:33,843
ข้อนี้ ถ้าทำข้อเลข 1-10 จะทำ

1044
01:09:33,843 --> 01:09:37,843
ลักษณะผังงานแบบ Do While นะคะ

1045
01:09:37,844 --> 01:09:41,844
เห็นไหม

1046
01:09:41,844 --> 01:09:45,844
ก็คือตัวนี้นะคะ เดี๋ยวเปิดตัวอย่างให้ดู

1047
01:09:45,845 --> 01:09:49,845
นี่

1048
01:09:49,847 --> 01:09:53,847

1049
01:09:53,848 --> 01:09:57,848
แต่มันจะมีส่วนหัวขึ้นก่อนนะคะ แต่อันนี้ตัด

1050
01:09:57,850 --> 01:10:01,850
มาให้ดู คือเวลาเขียนเต็ม ๆ เราต้องมี Start Stop

1051
01:10:01,851 --> 01:10:05,851
ใช่ไหมคะ นะคะ ต้องมีจุดเริ่มต้นแล้วก็มจุดสิ้นสุด

1052
01:10:05,861 --> 01:10:09,861
แล้วก็มีจุดสิ้นสุด ก็คือสั่งให้โปรแกรมมัน

1053
01:10:09,862 --> 01:10:13,862
เริ่มทำงาน แล้วก็จบการทำงานด้วย เพราะคอมพิวเตอร์

1054
01:10:13,862 --> 01:10:17,862
ถ้าไม่สั่งเริ่ม มันก็ไม่ทำ

1055
01:10:17,873 --> 01:10:21,873
นึกออกนะคะ เพราะฉะนั้นต้องมีคำสั่ง

1056
01:10:21,874 --> 01:10:25,874
Start แล้วก็ Stop ก็คือบอกให้มันทำ

1057
01:10:25,884 --> 01:10:29,884
แล้วก็บอกให้มันหยุด อันนี้คืออันนี้น่ะตัดมา มันจะยาว

1058
01:10:29,884 --> 01:10:33,884
นึกออกนะ ไอ้ยาว ๆ มันก็

1059
01:10:33,885 --> 01:10:37,885
มาจากข้างหน้านั่นละ รูปแบบข้างหน้า ง

1060
01:10:37,892 --> 01:10:41,892
แบบธรรมดา มันอาจจะใช้ 2 แบบ

1061
01:10:41,893 --> 01:10:45,893
มาใส่ด้วยกันก็ได้ นึกออกนะคะ

1062
01:10:45,895 --> 01:10:49,895
ก็คือทำแบบเรียงลำดับลงมาก่อน เพราะอย่าลืมว่า

1063
01:10:49,895 --> 01:10:53,895
คำสั่งที่เราเขียนมันไม่ได้มีแค่คำสั่งเดียว

1064
01:10:53,896 --> 01:10:57,896
นะคะ เพราะฉะนั้น

1065
01:10:57,897 --> 01:11:01,897
เมื่อมันมีหลายคำสั่ง ลักษณะผังงาน มันก็สามารถแตกออกไ

1066
01:11:01,900 --> 01:11:05,900
หลายแบบเหมือนกันนะคะ เหมือนอย่างนี้ Start มาเช็กเงื่อนไข

1067
01:11:05,901 --> 01:11:09,901
ก่อนหรือ บางที่ก็ไม่ใช่

1068
01:11:09,901 --> 01:11:13,901
นึกออกนะ พอบางที Start เข้ามาต้อง

1069
01:11:13,902 --> 01:11:17,902
รับค่าก่อนใช่ไหมคะ ค่อยมาตรวจเงื่อนไข

1070
01:11:17,902 --> 01:11:21,902
คือเป็นตัวอย่างว่า ถ้ามันมีเงื่อนไข

1071
01:11:21,903 --> 01:11:25,903
มันจะเป็นอย่างนี้ รูปแบบการวน

1072
01:11:25,904 --> 01:11:29,904
(ล่าม)

1073
01:11:29,905 --> 01:11:33,905
น้องไม่เข้าใจว่า เงื่อนไขค่ะอาจารย์ ว่าเอาตัวนี้มาจากไหน

1074
01:11:33,906 --> 01:11:37,906
อ๋อ เงื่อนไข แล้วเขาจะทำต่ออย่างไรได้

1075
01:11:37,907 --> 01:11:41,907
เงื่อนไขในข้อไหน สงสัยข้อไหน การบ้าน

1076
01:11:41,908 --> 01:11:45,908
ของตัวเองน่ะ ที่คิดจะทำ (ล่าม) เขาไม่เข้าใจว่าเงื่อนไข

1077
01:11:45,915 --> 01:11:49,915
นี่ค่ะ ว่าจะเอาที่เป็นโจทย์ค่ะ

1078
01:11:49,916 --> 01:11:53,916
ที่จะตอบออกมาเป็นเงื่อนไขได้

1079
01:11:53,925 --> 01:11:57,925
นะคะ โดยปกติแล้วเงื่อนไข

1080
01:11:57,926 --> 01:12:01,926
เหมือนข้อนี้ ข้อเลขคู่ เลขคี่นี่

1081
01:12:01,927 --> 01:12:05,927
เงื่อนไขมันมาจากวิธีการหาเลขคู่กับเลขคี่

1082
01:12:05,929 --> 01:12:09,929
ในทางคณิตศาสตร์น่ะค่ะ

1083
01:12:09,930 --> 01:12:13,930
น่ะค่ะ ส่วนใหญ่มันจะ

1084
01:12:13,934 --> 01:12:17,934
อยู่ในทางคณิตศาสตร์ มันจะเป็นสูตรบ้างนะคะ

1085
01:12:17,934 --> 01:12:21,934
เป็นวิธีการหาค่า

1086
01:12:21,935 --> 01:12:25,935
เป็นวิธีการหาค่า

1087
01:12:25,937 --> 01:12:29,937
หาค่าในโจทย์คณิตศาสตร์พื้นฐาน

1088
01:12:29,937 --> 01:12:33,937
ทั้งนั้นนะคะ

1089
01:12:33,949 --> 01:12:37,949
สงสัยถามได้

1090
01:12:37,950 --> 01:12:41,950
ให้เขาถามเลยค่ะ

1091
01:12:41,951 --> 01:12:45,951
สงสัยข้อไหนอีก

1092
01:12:45,953 --> 01:12:49,953

1093
01:12:49,953 --> 01:12:53,953
(ล่าม) ตอนนี้เขา

1094
01:12:53,954 --> 01:12:57,954
เขากำลังคุยกับเพื่อนค่ะ ว่าเพื่อนเข้าใจหรือยัง

1095
01:12:57,959 --> 01:13:01,959
คำว่าเงื่อนไขนี่ ทางเพื่อนก็บอก

1096
01:13:01,965 --> 01:13:05,965
ไม่เข้าใจในส่วนของตรงนี้เหมือนกันค่ะอาจารย์

1097
01:13:05,965 --> 01:13:09,965
(อาจารย์) ข้อนี้นะคะ

1098
01:13:09,966 --> 01:13:13,966
จากตัวเลขคู่ กับเลขคี่นี่

1099
01:13:13,967 --> 01:13:17,967
ที่บอกว่า

1100
01:13:17,967 --> 01:13:21,967
เวลาเราจะเช็ก

1101
01:13:21,968 --> 01:13:25,968
เลขคู่ กับเลขคี่ได้นี่ เงื่อนไขตัวมาั

1102
01:13:25,969 --> 01:13:29,969
จากที่ตอนเนียนคณิตศาสตร์ เลข

1103
01:13:29,970 --> 01:13:33,970
คู่นะคะ หมายถึง

1104
01:13:33,970 --> 01:13:37,970

1105
01:13:37,972 --> 01:13:41,972
จำนวนที่เมื่อ

1106
01:13:41,973 --> 01:13:45,973
หารด้วย 2

1107
01:13:45,974 --> 01:13:49,974
หารด้วย 2

1108
01:13:49,975 --> 01:13:53,975
แล้ว คือที่เท่ากับ 0 นี่ มันหมายความว่า

1109
01:13:53,977 --> 01:13:57,977
เมื่อจำนวนนั้นนี่มาหารด้วย 2

1110
01:13:57,978 --> 01:14:01,978
ที่เขียนให้ดูอย่างนี้นะคะ เช่น

1111
01:14:01,979 --> 01:14:05,979
ลองเขียนให้ดูนะคะ

1112
01:14:05,979 --> 01:14:09,979

1113
01:14:09,980 --> 01:14:13,980
(ล่าม) ตรงเรื่องการทำเลขคู่

1114
01:14:13,980 --> 01:14:17,980
เขาเข้าใจค่ะ แต่ทีนี้เขาไม่เข้าใจที่ว่า

1115
01:14:17,981 --> 01:14:21,981
เมื่อระบุเงื่อนไขปุ๊บแล้วเขาจะทำอย่างไรต่อ

1116
01:14:21,992 --> 01:14:25,992
เขาเขียนเป็นประโยคที่จะทำเป็นเงื่อนไข

1117
01:14:25,992 --> 01:14:29,992
ไม่ได้ค่ะอาจารย์ เช่น If 2 หาร 2

1118
01:14:29,993 --> 01:14:33,993
แล้วเท่ากับ 0 ตรงนี้เขาจะไม่ได้ แต่วิธีการ

1119
01:14:33,993 --> 01:14:37,993
หาเลขคู่เลขคี่น่ะค่ะเขาหารได้ค่ะ

1120
01:14:37,995 --> 01:14:41,995
(อาจารย์) ก็คือตัวนี้ ไอ้ตัว if

1121
01:14:41,996 --> 01:14:45,996
อะไรพวกนี้นะคะ มันมาจาก

1122
01:14:45,997 --> 01:14:49,997
เดี๋ยวตัวนี้ มันจะไปมี

1123
01:14:49,998 --> 01:14:53,998
ตอนที่ถ้าเขียนเป็นซูโดโค้ด

1124
01:14:53,999 --> 01:14:57,999
มันมาจากที่เมื่อเราแปลงจากอัลกอริทึม

1125
01:14:58,000 --> 01:15:02,000

1126
01:15:02,015 --> 01:15:06,015

1127
01:15:06,015 --> 01:15:10,015

1128
01:15:10,018 --> 01:15:14,018
ก็คือ

1129
01:15:14,019 --> 01:15:18,019
ตอนเขียนอัลกอริทึ่มนี่

1130
01:15:18,020 --> 01:15:22,020
แต่เรา

1131
01:15:22,022 --> 01:15:26,022
เราจะต้องเขียนมันเป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษไง

1132
01:15:26,022 --> 01:15:30,022
นึกออกนะคะ เหมือนคำว่า If

1133
01:15:30,023 --> 01:15:34,023
มันก็จะมาจากค่า เห็นไหมคะ ก็คือตัวนี้

1134
01:15:34,035 --> 01:15:38,035

1135
01:15:38,036 --> 01:15:42,036
นี่ if นี่ if ตัวนี้ มาจากภาษาไทย

1136
01:15:42,048 --> 01:15:46,048
คำว่า "ถ้า"

1137
01:15:46,050 --> 01:15:50,050

1138
01:15:50,051 --> 01:15:54,051
เหมือนจำนวนเต็มตัวเลขนี่

1139
01:15:54,051 --> 01:15:58,051
ภาษาอังกฤษมันก็คือคำว่า Number นั่นเอง

1140
01:15:58,052 --> 01:16:02,052
นึกออกนะ พอเข้าใจไหมคะ

1141
01:16:02,054 --> 01:16:06,054
วิธีการจะเขียน มันก็คือเราจะต้อง

1142
01:16:06,054 --> 01:16:10,054
เอาคำภาษาไทยไปแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเขียน

1143
01:16:10,055 --> 01:16:14,055

1144
01:16:14,056 --> 01:16:18,056

1145
01:16:18,056 --> 01:16:22,056
(ล่าม) เมื่อกี้ล่ามลองถามว่าเขาทำได้

1146
01:16:22,058 --> 01:16:26,058
ล่ามลองถามได้ไหม เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม เขาจะลองทำ

1147
01:16:26,059 --> 01:16:30,059
ดูค่ะอาจารย์ แต่ว่าวิธีการ

1148
01:16:30,065 --> 01:16:34,065
คือที่จะให้เข้าใจชัดเจนอาจจะต้องลองดูก่อนน่ะค่ะ (อาจารย์)

1149
01:16:34,065 --> 01:16:38,065
มันต้องเห็นตัวอย่างเยอะ ๆ อันนี้ตัวอย่างมันก็ยัง

1150
01:16:38,065 --> 01:16:42,065
ไม่เยอะ เออ

1151
01:16:42,066 --> 01:16:46,066
(ล่าม) ใช่ ๆ ค่ะ (อาจารย์) ใช่

1152
01:16:46,066 --> 01:16:50,066
คือ 1. ก็คือต้องไปดูเพิ่ม

1153
01:16:50,068 --> 01:16:54,068
ค้นในเน็ตเพิ่มอย่างนี้ เพื่อให้เห็นตัวอย่างเพิ่ม

1154
01:16:54,069 --> 01:16:58,069
มันก็จะเห็นที่เขาเขียน

1155
01:16:58,070 --> 01:17:02,070
เขียนนะคะ

1156
01:17:02,072 --> 01:17:06,072
เพราะ 1. คือ

1157
01:17:06,072 --> 01:17:10,072
เราก็ยังไม่เคยเขียนด้วย มันก็จะเข้าใจยากหน่อย

1158
01:17:10,073 --> 01:17:14,073
นะครับ เดี๋ยวพอเริ่มเขียนบ่อย ๆ

1159
01:17:14,074 --> 01:17:18,074
มันจะรู้ไปโดยอัตโนมัติ

1160
01:17:18,074 --> 01:17:22,074
อันนี้เพิ่งเริ่มเขียนครั้งแรก ก็อาจจะ

1161
01:17:22,075 --> 01:17:26,075
ยังงง ๆ บ้าง (ล่าม) ค

1162
01:17:26,088 --> 01:17:30,088
ครับ ๆ ครับ ครั้งแรกก็เลยงงครับ

1163
01:17:30,089 --> 01:17:34,089
ถึงต้องให้ทำเป็นแบบฝึกหัดทุกครั้ง

1164
01:17:34,091 --> 01:17:38,091
พอไม่เข้าใจจะได้ถาม

1165
01:17:38,092 --> 01:17:42,092
(อาจารย์) เห็นไหม ถึงต้องมีแบบ

1166
01:17:42,093 --> 01:17:46,093
ก็ทำได้แค่ข้อ 2 ข้อ เพราะสัปดาห์นี้

1167
01:17:46,093 --> 01:17:50,093
เพราะสัปดาห์นี้เวลาเรียนเราก็...

1168
01:17:50,094 --> 01:17:54,094
ไม่ใช่เฉพาะสัปดาห์นี้แล้ว เทอมนี้เราโดนจำกัด

1169
01:17:54,095 --> 01:17:58,095
เวลาเรียน เขาให้ลดคาบ

1170
01:17:58,096 --> 01:18:02,096
ความจริงคาบเรา 4 คาบ

1171
01:18:02,098 --> 01:18:06,098
แต่มันโดนข้อจำัดของ

1172
01:18:06,098 --> 01:18:10,098
ของมหาลัยว่าถ้าเคยสอน 4 ก็จะ

1173
01:18:10,099 --> 01:18:14,099
โดนหารไปครึ่งหนึ่ง ก็จะเหลือ 2

1174
01:18:14,106 --> 01:18:18,106
ก็คือไม่ได้สอนเต็ม 4 คาบเหมือนเดิม แต่สอนแค่ครึ่งเดียว

1175
01:18:18,106 --> 01:18:22,106
ครึ่งเดียว ที่เหลือ ก็คือเด็ก ๆ ให้เป็น

1176
01:18:22,107 --> 01:18:26,107
เป็นการบ้านไปทบทวนอะไรลักษณะนี้

1177
01:18:26,109 --> 01:18:30,109
นะคะ (ล่าม) เขาบอกเข้าใจค่ะ (อาจารย์))

1178
01:18:30,110 --> 01:18:34,110
ก็แต่เรามีระบบล่าม

1179
01:18:34,111 --> 01:18:38,111
เด็ก ๆ สามารถขอ Video

1180
01:18:38,111 --> 01:18:42,111
จากพี่ปอยน่ะ ไปดูย้อนหลังได้

1181
01:18:42,111 --> 01:18:46,111
นะคะ

1182
01:18:46,111 --> 01:18:50,111
เพราะอันนี้ปี 1 เขายังไม่เคยใช้ระบบล่าม

1183
01:18:50,112 --> 01:18:54,112

1184
01:18:54,124 --> 01:18:58,124
นะคะ เพราะตัวนี้เราจะอัดวิดีโอไว้

1185
01:18:58,125 --> 01:19:02,125
เราจะมีวิดีโอไว้ให้

1186
01:19:02,126 --> 01:19:06,126
ทุกครั้งที่สอนนี่จะมีการบันทึกวิดีโอไว้อยู่

1187
01:19:06,126 --> 01:19:10,126
จะมีการบันทึก Video ไว้อยู่

1188
01:19:10,127 --> 01:19:14,127
ไปดูทบทวนได้นะคะ โอ.เค. ไหม

1189
01:19:14,129 --> 01:19:18,129
สงสัยอะไรอีกไหมครับ ถามได้ โอ.เค. ไหมครับ

1190
01:19:18,129 --> 01:19:22,129
โอ.เค.

1191
01:19:22,130 --> 01:19:26,130
(ล่าม) ค่ะไม่มีคำถามแล้วค่ะ

1192
01:19:26,132 --> 01:19:30,132
(อาจารย์) คนอื่นล่ะครับ ถ้าไม่มีแล้ว

1193
01:19:30,134 --> 01:19:34,134
เราจะปล่อยแล้วนะคะ เพราะน่าจะได้เวลาแล้ว

1194
01:19:34,134 --> 01:19:38,134
ใช่ไหม ได้เวลากลับบ้านของเด็ก ๆ แล้ว

1195
01:19:38,136 --> 01:19:42,136
ลองทำดูนะคะ ลอง

1196
01:19:42,136 --> 01:19:46,136
ไปทำเป็นการบ้าน ก็คือสร้างผังงาน

1197
01:19:46,138 --> 01:19:50,138
จากการบ้านข้อเดิม ข้อใดข้อหนึ่ง เลือกไปทำ (ล่าม)

1198
01:19:50,145 --> 01:19:54,145
ถ้าถูกหรือผิดไม่เป็นไรใช่ไหมครับ แล้วเราค่อย

1199
01:19:54,159 --> 01:19:58,159
มาแก้กันในห้องได้

1200
01:19:58,159 --> 01:20:02,159
เดี๋ยวจะมีเฉลย (ล่าม) คือ เหมือนเพื่อนเขาบอกว่า

1201
01:20:02,160 --> 01:20:06,160
เหมือนกับ อย่างแรกเลย ต้องทำอะไรก่

1202
01:20:06,161 --> 01:20:10,161
อย่างแรกเลยต้องมีตัวนี้ค่ะ

1203
01:20:10,162 --> 01:20:14,162
จุดของการ

1204
01:20:14,170 --> 01:20:18,170
Start ก่อน สั่ง Start ก่อน

1205
01:20:18,170 --> 01:20:22,170
ใช่

1206
01:20:22,171 --> 01:20:26,171
เสร็จแล้วพอมี Start ปุ๊บ

1207
01:20:26,172 --> 01:20:30,172
ที่ซูโดโค้ดที่เราเขียน

1208
01:20:30,175 --> 01:20:34,175
คือคำสั่งอะไร นึกออกนะ

1209
01:20:34,176 --> 01:20:38,176
คำสั่งที่ 2 ของเราคือคำสั่งอะไร (ล่าม)

1210
01:20:38,178 --> 01:20:42,178
ไม่รู้ค่ะ

1211
01:20:42,180 --> 01:20:46,180
ให้มาดูที่ (ล่าม) หมายถึง

1212
01:20:46,180 --> 01:20:50,180
ของน้องน่ะค่ะ ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน

1213
01:20:50,182 --> 01:20:54,182
(อาจารย์) นี่ไง ๆ นึกออกนะ

1214
01:20:54,183 --> 01:20:58,183
เรานี่ นี่คือคำสั่งที่ 1

1215
01:20:58,185 --> 01:21:02,185
บรรทัดแรกคือคำสั่งที่ 1

1216
01:21:02,185 --> 01:21:06,185
บรรทัดที่ 2 คือ คำสั่งที่ 2

1217
01:21:06,186 --> 01:21:10,186
อย่างนี้ เข้าใจแล้วนะ เสร็จแล้ว

1218
01:21:10,187 --> 01:21:14,187
อย่าลืมว่าเมื่อมี Start

1219
01:21:14,189 --> 01:21:18,189
จะต้องมีปิดสั่งให้เครื่องมันหยุดทุกครั้งด้วย

1220
01:21:18,189 --> 01:21:22,189
มันหยุดทุกครั้งด้วยนะคะ ถ้ามี Start

1221
01:21:22,190 --> 01:21:26,190
ไม่มี Stop ผิด ก็คือ

1222
01:21:26,201 --> 01:21:30,201
เมื่อหมดคำสั่ง Pseudo Code เราต้องปิด

1223
01:21:30,202 --> 01:21:34,202
ด้วย Stop ใช่ตัวสุดท้ายจะ

1224
01:21:34,202 --> 01:21:38,202
จะต้องปิดด้วย Stop

1225
01:21:38,203 --> 01:21:42,203

1226
01:21:42,203 --> 01:21:46,203

1227
01:21:46,204 --> 01:21:50,204

1228
01:21:50,206 --> 01:21:54,206
ก็คือมันจะต้องมีจุดเริ่มต้นใช่ไหมคะ

1229
01:21:54,208 --> 01:21:58,208
แล้วก็จะต้องมีจุดสิ้นสุดปิดหัวท้าย

1230
01:21:58,210 --> 01:22:02,210
เสมอนะคะ เออ เพราะถ้า

1231
01:22:02,211 --> 01:22:06,211
ถ้าไม่ใส่เข้าไปนี่ ให้นึกถึง

1232
01:22:06,212 --> 01:22:10,212
เครื่องมันก็จะทำงานไม่หยุดน่ะ

1233
01:22:10,213 --> 01:22:14,213
โอ.เค. ไหม

1234
01:22:14,214 --> 01:22:18,214
สงสัยอะไรอีกไหมครับ

1235
01:22:18,215 --> 01:22:22,215

1236
01:22:22,224 --> 01:22:26,224
(ล่าม) โอ.เค. ค่ะ น้อง

1237
01:22:26,233 --> 01:22:30,233
ไม่มีคำถามแล้วค่ะ (อาจารย์) ถ้าอย่างนั้น สัปดา

1238
01:22:30,236 --> 01:22:34,236
สัปดาห์นี้เราก็จะ

1239
01:22:34,236 --> 01:22:38,236
เสร็จในเรื่องของการ

1240
01:22:38,236 --> 01:22:42,236
หลักการเขียนนะคะ คือต้องรู้...

1241
01:22:42,237 --> 01:22:46,237
ต้องเขียนอัลกอริทึมให้เป็็น

1242
01:22:46,238 --> 01:22:50,238
Pseudo Code พอเขียน Pseudo Code ได้ มันจะเขียน

1243
01:22:50,238 --> 01:22:54,238
ผังงานได้ เพราะฉะนั้น 3 ขั้นตอนนี้

1244
01:22:54,239 --> 01:22:58,239
ต้องส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ อย่างนี้

1245
01:22:58,240 --> 01:23:02,240
มันจะไปกระโดดมาเขียนผังงานก่อน แล้วไปสอน ออ

1246
01:23:02,240 --> 01:23:06,240
ไม่ใช่นะคะ ต้องมี

1247
01:23:06,242 --> 01:23:10,242
จุด... มันก็เหมือนคอมพิวเตอร์นั่นละ

1248
01:23:10,243 --> 01:23:14,243
แล้วค่อยมีจุดสิ้นสุดเหมือนกันนะคะ แล้ว

1249
01:23:14,249 --> 01:23:18,249
ในสัปดาห์หน้าที่เราจะเรียน

1250
01:23:18,255 --> 01:23:22,255
นะคะ หัวข้อที่เราจะเรียน

1251
01:23:22,255 --> 01:23:26,255
ไปไหนแล้ว

1252
01:23:26,256 --> 01:23:30,256
ที่ให้ไปหาคำสั่งภาษา python

1253
01:23:30,256 --> 01:23:34,256
จำได้ไหม ภาษาที่เราจะใช้

1254
01:23:34,256 --> 01:23:38,256
อย่าลืมคำสั่งภาษาใน Phyton

1255
01:23:38,257 --> 01:23:42,257
นะคะ ไปค้นมาด้วย

1256
01:23:42,259 --> 01:23:46,259
เราจะได้มาเรียนต่อ ก็คือไปค้นมาแล้วจะได้รู้ว่า

1257
01:23:46,259 --> 01:23:50,259
คำสั่งนี้มันเป็นของภาษานี้นะ จะได้ผ่านหูผ่านต

1258
01:23:50,271 --> 01:23:54,271
แล้วสงสัยมาถามในห้องได้

1259
01:23:54,272 --> 01:23:58,272
นะคะ นั่นคือสัปดาห์หน้า

1260
01:23:58,273 --> 01:24:02,273
สำหรับสัปดาห์นี้พอแค่นี้ พี่ไอซ์

1261
01:24:02,274 --> 01:24:06,274
บอกทำความเคารพครับ

1262
01:24:06,275 --> 01:24:10,275
ขอบคุณค่ะ

1263
01:24:10,276 --> 01:24:14,276

1264
01:24:14,278 --> 01:24:18,278
ผมอยากได้สไลด์ครับ ได้ อยู่ในเครื่องเลย

1265
01:24:18,281 --> 01:24:22,281
มารับ นี่เสือน้อยก็แล้ว

1266
01:24:22,282 --> 01:24:26,282
เสือน้อยส่งต่อให้เพื่อนได้ไหมครับ

1267
01:24:26,282 --> 01:24:30,282
มาเอาจากนี่ได้เลย มา

1268
01:24:30,283 --> 01:24:34,283

1269
01:24:34,284 --> 01:24:38,284
นี่ ๆ ตัวนี้ลูก เสียบเลยครับ

1270
01:24:38,287 --> 01:24:42,287

1271
01:24:42,288 --> 01:24:46,288
อยู่ฝั่ง

1272
01:24:46,290 --> 01:24:50,290

1273
01:24:50,291 --> 01:24:54,291
[สิ้นสุดการถอดความ]

1274
01:24:54,291 --> 01:24:58,291

1275
01:24:58,293 --> 01:25:02,293

1276
01:25:02,294 --> 01:25:06,294

1277
01:25:06,294 --> 01:25:10,294

1278
01:25:10,297 --> 01:25:14,297

1279
01:25:14,298 --> 01:25:18,298

1280
01:25:18,299 --> 01:25:21,303

1281
01:25:22,301 --> 01:25:25,304

1282
01:25:26,303 --> 01:25:29,306

1283
01:25:30,304 --> 01:25:33,307

1284
01:25:34,305 --> 01:25:37,308

1285
01:25:38,307 --> 01:25:41,308

1286
01:25:42,309 --> 01:25:45,310

1287
01:25:46,311 --> 01:25:46,312

1288
01:25:50,312 --> 01:25:50,314


