﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,005 --> 00:00:08,005
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ ฮัลโหล

3
00:00:08,009 --> 00:00:12,009
สวัสดีค่ะ (ล่าม) สวัสดีค่ะ

4
00:00:12,012 --> 00:00:16,012
อันดับแรก

5
00:00:16,013 --> 00:00:20,013
ยืนขึ้นทุกคน ยกเว้นเซฟ

6
00:00:20,014 --> 00:00:24,014
เซฟขยับออกมา แล้วออกมายืนที่นั่งข้าง

7
00:00:24,016 --> 00:00:28,016
ตัวเอง ออกยืนแล้วก็ออกมายืนข้าง

8
00:00:28,017 --> 00:00:32,017
ที่นั่งตัวเอง

9
00:00:32,019 --> 00:00:36,019
เดี๋ยวจะถามชื่อ

10
00:00:36,019 --> 00:00:40,019
บี

11
00:00:40,029 --> 00:00:44,029
บีเดี๋ยวแม่จะถามชื่อเพื่อน

12
00:00:44,031 --> 00:00:48,031
บอกชื่อเพื่อนแล้วบีทำภาษามือนะ เดี๋ยว

13
00:00:48,033 --> 00:00:52,033
แม่จะไล่ไป เพื่อนมาใหม่ชื่ออะไรคะ

14
00:00:52,033 --> 00:00:56,033
ชื่ออะไรนะ แป๋ม

15
00:00:56,034 --> 00:01:00,034
โอ.เค. เอาใหม่ ภาษามือ

16
00:01:00,036 --> 00:01:04,036
ช้า ๆ ให้ทำภาษามือให้ดู

17
00:01:04,038 --> 00:01:08,038

18
00:01:08,040 --> 00:01:12,040
โอ.เค. แป๋ม

19
00:01:12,041 --> 00:01:16,041
แล้วชื่อภาษามือล่ะ ชื่อภาษามือ

20
00:01:16,042 --> 00:01:20,042
แป๋ม

21
00:01:20,043 --> 00:01:24,043
โอ.เค. อันนี้แป๋มนะ

22
00:01:24,045 --> 00:01:28,045
ใบเตย ยืน ยืน ไม่ฟังแม่เลย

23
00:01:28,046 --> 00:01:32,046
ภาษา...

24
00:01:32,055 --> 00:01:36,055
ใบเตย ชื่อภาษามือ ใบเตย

25
00:01:36,056 --> 00:01:40,056
ของใบเตยนะ ของเสือน้อย

26
00:01:40,057 --> 00:01:44,057
เสือน้อย คนไหน

27
00:01:44,058 --> 00:01:48,058
เสือน้อย

28
00:01:48,058 --> 00:01:52,058
จั๊ดล่ะ

29
00:01:52,063 --> 00:01:56,063
ทีนี้เซฟ เซฟนี่ใส่แว่น

30
00:01:56,064 --> 00:02:00,064
เซฟ หูดี ชื่ออะไร

31
00:02:00,065 --> 00:02:04,065
ชื่ออะไร อะไรนะ

32
00:02:04,066 --> 00:02:08,066
กวางตุ้ง

33
00:02:08,067 --> 00:02:12,067
ไม่เพื่อนเขาตั้ง เอาแล้วตกลงอันไหน

34
00:02:12,067 --> 00:02:16,067
อันนี้ หรืออันนี้

35
00:02:16,069 --> 00:02:20,069
ตกลงกวางตุ้ง

36
00:02:20,069 --> 00:02:24,069
อันนี้นะ อันนี้เด้อ

37
00:02:24,080 --> 00:02:28,080
กวางตุ้ง

38
00:02:28,082 --> 00:02:32,082
ต่อไปอันนี้ชื่ออะไร

39
00:02:32,083 --> 00:02:36,083
เพื่อนชื่ออะไร

40
00:02:36,084 --> 00:02:40,084
ไม่ ๆ

41
00:02:40,085 --> 00:02:44,085
หมิว ตรงกลางใช่ไหมหมิว ถัดไป

42
00:02:44,086 --> 00:02:48,086
ข้างหลัง (นักศึกษา) จ็อบ ๆ

43
00:02:48,088 --> 00:02:52,088
(อาจารย์) จ๊อบ

44
00:02:52,104 --> 00:02:56,104
จ๊อบ

45
00:02:56,105 --> 00:03:00,105
ไอซ์ ไอซ์ หายไปไหน 1

46
00:03:00,107 --> 00:03:04,107
ไม่มา โอ.เค. เออ

47
00:03:04,108 --> 00:03:08,108
ยังไม่มา ดูนะคะ วันนี้

48
00:03:08,109 --> 00:03:12,109
ก่อนอื่นโดยปกติแล้วเรียนเขียนโปรแกรม

49
00:03:12,109 --> 00:03:16,109
จะง่วงหงาวหาวนอน

50
00:03:16,110 --> 00:03:20,110
จะให้เบิร์นสมองตัวเอง

51
00:03:20,111 --> 00:03:24,111
ดูนะคะ ทุกคนดู ทีนี้จั๊ด

52
00:03:24,114 --> 00:03:28,114
กับเสือน้อยจะมองไม่เห็น เดี๋ยวแม่จะบอกท่า

53
00:03:28,114 --> 00:03:32,114
เพลงนี้ชื่อ อะแลมแซมๆ

54
00:03:32,118 --> 00:03:36,118
ก็คือ ใครทำทัน มันจะถูก

55
00:03:36,119 --> 00:03:40,119
นึกออกไหม เบิร์นให้สมองไปตามจังหวะเพลง

56
00:03:40,121 --> 00:03:44,121
ฟังก่อน 1 รอบ เข้าใจไหมคะ ดูแล้วฟัง

57
00:03:44,122 --> 00:03:48,122
ท่ามันจะมี ดูทีช็อต

58
00:03:48,123 --> 00:03:52,123
อาแรม แซม (อาจารย์) ท่าแรกก่อนอื่น

59
00:03:52,135 --> 00:03:56,135
ให้ยื่นมือมาข้างหน้า

60
00:03:56,135 --> 00:04:00,135
เสือน้อยยื่นมือมาข้างหน้า เสือน้อยกับจั๊ด

61
00:04:00,143 --> 00:04:04,143
ก็คือยื่นมือมาข้างหน้า

62
00:04:04,143 --> 00:04:08,143
จังหวะแรกที่ ฟังให้จบก่อนนะ

63
00:04:08,144 --> 00:04:12,144

64
00:04:12,158 --> 00:04:16,158
ใช่ไหม

65
00:04:16,160 --> 00:04:20,160
อาแลมแซ่ม ๆ

66
00:04:20,161 --> 00:04:24,161
แล้วก็กุริกุริ

67
00:04:24,161 --> 00:04:28,161
ก็คือพอขึ้นอาแรมแซม ๆ

68
00:04:28,163 --> 00:04:32,163
ตรงแซม ๆ ก็คือจะตบหน้าขาตัวเองน่ะ

69
00:04:32,163 --> 00:04:36,163

70
00:04:36,165 --> 00:04:40,165
ก็คือตบขา เข้าใจนะ

71
00:04:40,165 --> 00:04:44,165
เสือน้อย ก็คือท่าเริ่มต้นมันจะ

72
00:04:44,166 --> 00:04:48,166
ยืนขึ้นแล้วก็ยื่นมือไปข้างหน้า พอ A Ram

73
00:04:48,167 --> 00:04:52,167
พอเริ่ม A Ram

74
00:04:52,168 --> 00:04:56,168
แล้วก็ อาแรแซม ๆ พอถึง กุริกุริ

75
00:04:56,169 --> 00:05:00,169
กูรีกู ก็คือหมุนมือ

76
00:05:00,170 --> 00:05:04,170
กำมือนะคะ เสือน้อยกำมือแล้วเอามาวางระหว่างหน้าอกตัวเอง

77
00:05:04,170 --> 00:05:08,170
แล้วเอามือวางในแนวนอน

78
00:05:08,182 --> 00:05:12,182
แล้วเอามือวางในแนวนอนเสือน้อย

79
00:05:12,184 --> 00:05:16,184
เอามือไขว้กันนะคะ ไม่ต้องไขว้สิ

80
00:05:16,184 --> 00:05:20,184
อย่างนั้นแล้วหมุน ให้จั๊ดด้วย ทำให้จั๊ดดู แล้วก็หมุนมือ

81
00:05:20,185 --> 00:05:24,185

82
00:05:24,186 --> 00:05:28,186
หมุนใช่ กุริกุ

83
00:05:28,187 --> 00:05:32,187
เพราะฉะนั้น เสือน้อยฟังพี่

84
00:05:32,189 --> 00:05:36,189
ว่า A Ram Sam Sam คืออะไร

85
00:05:36,190 --> 00:05:40,190
[เสียงดนตรี]

86
00:05:40,190 --> 00:05:44,190

87
00:05:44,191 --> 00:05:48,191
บอกว่า

88
00:05:48,192 --> 00:05:52,192
ก็คือเอามือประกบ มือซ้ายประกบมือขวา แล้วโยงตัวไปทางซ้าย

89
00:05:52,193 --> 00:05:56,193

90
00:05:56,194 --> 00:06:00,194
ไปทางซ้าย อีกอันก็ไปทางขวา

91
00:06:00,197 --> 00:06:04,197
โอ.เค. นะคะ

92
00:06:04,198 --> 00:06:08,198

93
00:06:08,199 --> 00:06:12,199
[เสียงดนตรี]

94
00:06:12,202 --> 00:06:16,202
ตบเข่า

95
00:06:16,208 --> 00:06:20,208

96
00:06:20,210 --> 00:06:24,210

97
00:06:24,211 --> 00:06:28,211
(อาจารย์) เห็นไหม

98
00:06:28,213 --> 00:06:32,213
ถ้าเด็ก ๆ ทำทัน

99
00:06:32,214 --> 00:06:36,214
จังหวะจะไม่ผิด นี่คือ

100
00:06:36,216 --> 00:06:40,216
การกระตุ้นสมองวิธีหนึ่ง เพราะต้องทำให้ทันใช่ไหมคะ เพราะ

101
00:06:40,217 --> 00:06:44,217
Step มันจะไป

102
00:06:44,217 --> 00:06:48,217
ลองก่อน ลองก่อน เออ

103
00:06:48,219 --> 00:06:52,219
เดี๋ยวเปิดเสียงเพิ่ม

104
00:06:52,228 --> 00:06:56,228
เดี๋ยวแม่เพิ่ม... เดี๋ยวก่อนลูก

105
00:06:56,229 --> 00:07:00,229

106
00:07:00,230 --> 00:07:04,230

107
00:07:04,231 --> 00:07:08,231
บอกล่ามเขาลด บอก

108
00:07:08,233 --> 00:07:12,233
ล่ามลดเสียงทางฟังตัวเองก่อนนะคะ อาจารย์

109
00:07:12,235 --> 00:07:16,235
ขอเบิร์นสมองเด็กนิดหนึ่ง

110
00:07:16,236 --> 00:07:20,236
ก็ได้นะคะ พาเด็ก ๆ ทำด้วยก็ได้นะคะ

111
00:07:20,244 --> 00:07:24,244
นะคะ เอาละนะ

112
00:07:24,245 --> 00:07:28,245
ดูนะ Step ความเร็วมันจะเพิ่มขึ้น พร้อมหรือยัง

113
00:07:28,246 --> 00:07:32,246
เดี๋ยวจะเริ่มใหม่

114
00:07:32,247 --> 00:07:36,247
พร้อมนะคะ อยู่ในท่าเตรียม เด็ก ๆ อยู่ในท่า

115
00:07:36,253 --> 00:07:40,253
เตรียม ยืนตรงแล้วยื่นมือมาข้างหน้า

116
00:07:40,254 --> 00:07:44,254
อยู่ในท่าเตรียมนะคะ ยื่นมือมาข้างหน้า เสือน้อย

117
00:07:44,255 --> 00:07:48,255

118
00:07:48,256 --> 00:07:52,256

119
00:07:52,257 --> 00:07:56,257
พร้อม

120
00:07:56,258 --> 00:08:00,246
ฟังนะคะ

121
00:08:00,261 --> 00:08:04,261
(อาจารย์) เริ่ม

122
00:08:04,263 --> 00:08:08,263

123
00:08:08,265 --> 00:08:12,265

124
00:08:12,267 --> 00:08:16,267

125
00:08:16,271 --> 00:08:20,271

126
00:08:20,276 --> 00:08:24,276

127
00:08:24,277 --> 00:08:28,277

128
00:08:28,279 --> 00:08:32,279

129
00:08:32,282 --> 00:08:36,282

130
00:08:36,283 --> 00:08:40,283

131
00:08:40,285 --> 00:08:44,285

132
00:08:44,287 --> 00:08:48,287

133
00:08:48,288 --> 00:08:52,288

134
00:08:52,290 --> 00:08:56,290

135
00:08:56,292 --> 00:09:00,292

136
00:09:00,294 --> 00:09:04,294

137
00:09:04,296 --> 00:09:08,296

138
00:09:08,297 --> 00:09:12,297

139
00:09:12,299 --> 00:09:16,299

140
00:09:16,300 --> 00:09:20,300

141
00:09:20,304 --> 00:09:24,304

142
00:09:24,305 --> 00:09:28,305
[เสียงดนตรี]

143
00:09:28,309 --> 00:09:32,309

144
00:09:32,310 --> 00:09:36,310

145
00:09:36,312 --> 00:09:40,312

146
00:09:40,317 --> 00:09:44,317

147
00:09:44,320 --> 00:09:48,320

148
00:09:48,322 --> 00:09:52,322

149
00:09:52,325 --> 00:09:56,325

150
00:09:56,328 --> 00:10:00,328

151
00:10:00,329 --> 00:10:04,329
(อาจารย์) โอ.เค.

152
00:10:04,331 --> 00:10:08,331
ทันไหม [เสียงหัวเราะ] ทันไหม

153
00:10:08,332 --> 00:10:12,332
สมองวิ่งไหมคะ ตามทจังหวะ

154
00:10:12,333 --> 00:10:16,333
ทันไหมนะคะ

155
00:10:16,334 --> 00:10:20,334
พร้อมจะเรียนนะคะ วันนี้

156
00:10:20,338 --> 00:10:24,338
เซิฟ ๆ ก่อน 1 รอบ สิ่งที่เราจะเรียนกัน

157
00:10:24,340 --> 00:10:28,340
ในวันนี้ เมื่อกี้ปิดสไลด์

158
00:10:28,341 --> 00:10:32,341
ไปแล้วหรอ นะคะ

159
00:10:32,341 --> 00:10:36,341
ก็คือการเขียนโปรแกรมด้วย

160
00:10:36,343 --> 00:10:40,343
ภาษา python

161
00:10:40,344 --> 00:10:44,344
ออกเสียงตัว P

162
00:10:44,345 --> 00:10:48,345
คือ Phyton

163
00:10:48,346 --> 00:10:52,346
ก่อนอื่น

164
00:10:52,347 --> 00:10:56,347
จะเขียนได้เราจะต้องรู้ก่อนว่ามันใช้เครื่องมืออะไรบ้าง

165
00:10:56,348 --> 00:11:00,348
ในปีที่แล้ว ที่สอนนี่มีอยู่แค่ 2 ตัว

166
00:11:00,350 --> 00:11:04,350
ปีนี้มีเพิ่มมาอีก 2 ตัว

167
00:11:04,351 --> 00:11:08,351
แต่คงไม่สอนหมดทุกตัวนะคะ

168
00:11:08,352 --> 00:11:12,352
เดี๋ยวเปิดให้ดูว่าเครื่องมือที่เราจะใช้ในการเขียนภาษา Python นี่

169
00:11:12,353 --> 00:11:16,353

170
00:11:16,355 --> 00:11:20,355
ตัวแรก ตัวแรกชื่อ Phyton

171
00:11:20,356 --> 00:11:24,356
Shell โปรแกรมตัวแรก

172
00:11:24,358 --> 00:11:28,358
น่าจะอยู่ในเครื่องแล้ว มีอยู่ในเครื่องแล้ว

173
00:11:28,359 --> 00:11:32,359
ไม่ต้องติดตั้งใหม่ ชื่อ

174
00:11:32,361 --> 00:11:36,361
ดูอย่างไร ดูว่ามี Phyton Shell หรือยัง

175
00:11:36,362 --> 00:11:40,362
เด็ก ๆ ดูที่ใช้เครื่องมือค้นหาตรง

176
00:11:40,371 --> 00:11:44,371
แถบเครื่องมือด้านล่าง เห็นไหมคะ

177
00:11:44,373 --> 00:11:48,373
หน้า Dotop

178
00:11:48,375 --> 00:11:52,375
หน้า Desktop เราใช่ไหม

179
00:11:52,375 --> 00:11:56,375
หน้าต่าง Desktop

180
00:11:56,377 --> 00:12:00,377
แล้วพิมพ์คำว่า Python ลงไป

181
00:12:00,381 --> 00:12:04,381
ถ้ามีโปรแกรมตรงช่องค้นหานี่ พิมพ์

182
00:12:04,383 --> 00:12:08,383
Py เห็นไหมคะ จะมีตัวนี้

183
00:12:08,383 --> 00:12:12,383
ตัวนี้ เห็นไหม แสดงว่า

184
00:12:12,384 --> 00:12:16,384
เครื่องของใครไม่มี

185
00:12:16,390 --> 00:12:20,390

186
00:12:20,390 --> 00:12:24,390
ของใครไม่มี มีทุกคนนะคะ

187
00:12:24,392 --> 00:12:28,392
นี่มันจะมีตัวนี้ตัวหนึ่ง

188
00:12:28,393 --> 00:12:32,393

189
00:12:32,403 --> 00:12:36,403

190
00:12:36,403 --> 00:12:40,403
อ๋อ ถ้าอย่างนั้นไม่มี

191
00:12:40,405 --> 00:12:44,405

192
00:12:44,406 --> 00:12:48,406

193
00:12:48,407 --> 00:12:52,407

194
00:12:52,409 --> 00:12:56,409

195
00:12:56,410 --> 00:13:00,410

196
00:13:00,415 --> 00:13:04,415

197
00:13:04,416 --> 00:13:08,416

198
00:13:08,417 --> 00:13:12,417

199
00:13:12,419 --> 00:13:16,419

200
00:13:16,420 --> 00:13:20,420

201
00:13:20,422 --> 00:13:24,422

202
00:13:24,423 --> 00:13:28,423
Seach รอ

203
00:13:28,424 --> 00:13:32,424

204
00:13:32,425 --> 00:13:36,425
ถ้าเครื่องใครไม่มีนะคะ

205
00:13:36,427 --> 00:13:40,427
เข้า Google เข้า Google

206
00:13:40,427 --> 00:13:44,427
หาโปรแกรม Python

207
00:13:44,429 --> 00:13:48,429
Python ในเครื่องนี้จะมี

208
00:13:48,430 --> 00:13:52,430
ก่อนอื่น ๆ เช็กสเปกเครื่องตัวเองด้วย

209
00:13:52,431 --> 00:13:56,431
ว่ากี่ Bit บางเครื่องมันมี 64 Bit

210
00:13:56,432 --> 00:14:00,432
32 bit เปิด

211
00:14:00,433 --> 00:14:04,433
ตรงไอ้นั่นน่ะ Control Panel

212
00:14:04,434 --> 00:14:08,434
เช็กสถานะเครื่องน่ะ นึกออกนะคะ เพราะฉะนั้นเช็กด้วยว่าเครื่อง

213
00:14:08,436 --> 00:14:12,436
ของตัวเองเป็น 32 Bit

214
00:14:12,436 --> 00:14:16,436
ก่อนจะติดตั้ง อย่างเครื่องแม่เป็น 32

215
00:14:16,437 --> 00:14:20,437
แม่ก็ลง 32 แต่ถ้าเครื่องตัวเองที่นั่งน่ะ มันเป็น

216
00:14:20,438 --> 00:14:24,438
64 ต้องเลือกเวอร์ชันสำหรับ 64

217
00:14:24,440 --> 00:14:28,440
นึกออกไหม เลือกให้ถูกเวอร์ชันด้วย

218
00:14:28,442 --> 00:14:32,442
ในห้องนี้ มี 64 bit กับ 32 bit

219
00:14:32,457 --> 00:14:36,457
บิต นี่ ๆ นะคะ ไม่เหมือนกัน

220
00:14:36,458 --> 00:14:40,458
นั่นคือตัวที่ 1 ที่เราจะใช้นะคะ

221
00:14:40,459 --> 00:14:44,459

222
00:14:44,459 --> 00:14:48,459
เช็กด้วยว่า Window ตัวเองด้วยว่า

223
00:14:48,461 --> 00:14:52,461
เวอร์ชันไร นึกออกนะ เช็ก

224
00:14:52,462 --> 00:14:56,462
Windows ให้มันรองรับกัน บางทีอาจจะไม่ต้องใช้

225
00:14:56,463 --> 00:15:00,463
3.8 เหมือนของแม่ก็ได้ เช็ก Window

226
00:15:00,464 --> 00:15:04,464
ว่าเป็นกี่ bit ดูตาม Window

227
00:15:04,464 --> 00:15:08,464
ด้วย

228
00:15:08,466 --> 00:15:12,466

229
00:15:12,478 --> 00:15:16,478

230
00:15:16,480 --> 00:15:20,480
ถ้าใช้ Python Shell

231
00:15:20,483 --> 00:15:24,483
เหมือนเราเขียนโค้ดใน

232
00:15:24,484 --> 00:15:28,484
เขาเรียกว่าอะไร command prompt

233
00:15:28,484 --> 00:15:32,484
เขียนคำสั่งใน Comma

234
00:15:32,484 --> 00:15:36,484
จะมีสัญลักษณ์เป็นอย่างนี้นะ

235
00:15:36,484 --> 00:15:40,484

236
00:15:40,485 --> 00:15:44,485

237
00:15:44,486 --> 00:15:48,486

238
00:15:48,488 --> 00:15:52,488

239
00:15:52,493 --> 00:15:56,493

240
00:15:56,495 --> 00:16:00,495

241
00:16:00,497 --> 00:16:04,497

242
00:16:04,499 --> 00:16:08,499
ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะพา

243
00:16:08,501 --> 00:16:12,501
ติดตั้งนะคะ ดูแล้วว่าน่าจะยังไม่มี

244
00:16:12,502 --> 00:16:16,502
ดูตัวต่อไปก่อน ดูก่อนว่าเครื่องมือมีอะไร อีก

245
00:16:16,505 --> 00:16:20,505
1 อัน ตัวที่ 2

246
00:16:20,506 --> 00:16:24,506
ก็ Python เหมือนกัน แต่เป็น

247
00:16:24,507 --> 00:16:28,507
Python Commandline

248
00:16:28,508 --> 00:16:32,508
ตัวนี้นะคะ จะต้องผ่านระบบปฏิบัติการ Dos

249
00:16:32,508 --> 00:16:36,508
บอกไว้ แต่ไม่ได้ให้ใช้ตัวนี้ บอกไว้

250
00:16:36,522 --> 00:16:40,522
และสลับไป Dos เดี๋ยวจะงง

251
00:16:40,523 --> 00:16:44,523

252
00:16:44,523 --> 00:16:48,523
ลักษณะการเขียนนี่ คนเขียน

253
00:16:48,525 --> 00:16:52,525
จะต้องเคยเรียนการเขียนโปรแกรมระบบปฎิบัต

254
00:16:52,526 --> 00:16:56,526
มาก่อนนะคะ ระบบปฏิบัติการ ก็คือ Dos

255
00:16:56,527 --> 00:17:00,527
นั่นเอง ก็คือจะเขียนในหน้าจอ

256
00:17:00,528 --> 00:17:04,528
ดำ ๆ นี่ล่ะ แล้วก็มีคำสั่งเขียนไป

257
00:17:04,530 --> 00:17:08,530
ทีละบรรทัด ๆ แล้วก็กดคำสั่งให้มัน

258
00:17:08,531 --> 00:17:12,531
ทำให้เด็ก ๆ จะไม่เห็นคำสั่ง

259
00:17:12,538 --> 00:17:16,538
เดิม ๆ ที่มันอยู่ต้น ๆ เราก็เลยจะไม่ใช้ตัวนี้

260
00:17:16,539 --> 00:17:20,539
แต่บอกให้ฟังว่ามันมีตัวนี้ด้วยนะคะ อีกตัวหนึ่ง

261
00:17:20,540 --> 00:17:24,540
มาดูตัวที่ 3 มีหลายตัว

262
00:17:24,541 --> 00:17:28,541
เพราะ Python นี่มีคน

263
00:17:28,542 --> 00:17:32,542
เขียนเยอะ แล้วเป็นตัวใหม่ และเขียนง่าย เขา

264
00:17:32,542 --> 00:17:36,542
ก็เลยเลือกใช้ สำหรับตัวที่ 3 ชื่อว่า

265
00:17:36,543 --> 00:17:40,543
Pychom

266
00:17:40,543 --> 00:17:44,543
เพื่อจะใช้ทำ

267
00:17:44,545 --> 00:17:48,545

268
00:17:48,546 --> 00:17:52,546
เขียนโปรแกรมเกม

269
00:17:52,548 --> 00:17:56,548
กับทำ Robot

270
00:17:56,549 --> 00:18:00,549
เดี๋ยวจะลอง

271
00:18:00,550 --> 00:18:04,550
พาทำไอ้โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์น่ะ

272
00:18:04,553 --> 00:18:08,553
นะคะ เดี๋ยวจะไปเอาเครื่องมือจาก

273
00:18:08,560 --> 00:18:12,560
ตึก 7 นี่ล่ะ ใช้งานฟรี

274
00:18:12,561 --> 00:18:16,561
ก็คือโหลด ให้ดาวน์โหลดฟรี

275
00:18:16,563 --> 00:18:20,563
ใช้ได้ทั้ง Windows, Linux, Mac

276
00:18:20,565 --> 00:18:24,565
ใช้ได้ทุกระบบปฏิบัติการสำหรับ Pycharm ตัวนี้นะคะ

277
00:18:24,566 --> 00:18:28,566
อันนี้จะใช้เรียนตอนท้าย ๆ ต้องเรียนตัวเบสิกก่อน

278
00:18:28,566 --> 00:18:32,566
ไฟชามนะคะ ส่วน

279
00:18:32,566 --> 00:18:36,566
ส่วนอีกตัวหนึ่ง ตัวที่ 4

280
00:18:36,567 --> 00:18:40,567
google colab

281
00:18:40,567 --> 00:18:44,567
ตัวนี้ ก็คือเรียน Python

282
00:18:44,569 --> 00:18:48,569
จนแอนวานส์แล้ว ค่อยใช้ตัวนี้ เพราะ

283
00:18:48,570 --> 00:18:52,570
เขียนพวก AI ได้

284
00:18:52,571 --> 00:18:56,571
ทำ AI ได้นะคะ

285
00:18:56,571 --> 00:19:00,571
ก็คือจะต้องมีตรรกะระดับแอดเวร

286
00:19:00,572 --> 00:19:04,572
มีฐานข้อมูลระดับสูงเพราะทำ AI ไม่ใช่

287
00:19:04,574 --> 00:19:08,574
จิ๊ก ๆ จ๊อก ๆ แล้วมาทำ AI ได้

288
00:19:08,576 --> 00:19:12,576
เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คือในอนาคตตัวเอง

289
00:19:12,579 --> 00:19:16,579
อาจจะได้ใช้ ก็ให้ดูไว้

290
00:19:16,580 --> 00:19:20,580
อยู่ใน Google นะคะ ใช้ Google เพราะ Google เป็นคน

291
00:19:20,580 --> 00:19:24,580
พัฒนา เพราะอะไรสาเหตุ ส่วนใหญ่

292
00:19:24,591 --> 00:19:28,591
Google พัฒนาจะเป็น open source ก็คือให้

293
00:19:28,592 --> 00:19:32,592
คนอื่นเข้าไปแก้โปรแกรมได้ด้วยได้

294
00:19:32,592 --> 00:19:36,592
พัฒนาโปรแกรมที่มีอยู่ได้

295
00:19:36,594 --> 00:19:40,594
Google เขาพยายามสร้างโปรแกรมเป็นแบบ Open Source

296
00:19:40,594 --> 00:19:44,594
เสียส่วนใหญ่นะคะ เพราะฉะนั้น

297
00:19:44,595 --> 00:19:48,595
เนื่องจากทุกคนยังไม่มีตัวนี้

298
00:19:48,597 --> 00:19:52,597
Python Shell เราจะไปโหลดกัน

299
00:19:52,598 --> 00:19:56,598
นะคะ วิธีการ

300
00:19:56,606 --> 00:20:00,606
เข้าไปที่ Google ครับ เพราะบางเครื่องยังไม่มีเลย

301
00:20:00,608 --> 00:20:04,608
ให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมา

302
00:20:04,608 --> 00:20:08,608
เปิดเว็บเบาร์เซอร์ขึ้นมา

303
00:20:08,610 --> 00:20:12,610
แล้วค้น

304
00:20:12,610 --> 00:20:16,610
ค้นชื่อโปรแกรม

305
00:20:16,612 --> 00:20:20,612

306
00:20:20,613 --> 00:20:24,613

307
00:20:24,614 --> 00:20:28,614

308
00:20:28,619 --> 00:20:32,619

309
00:20:32,620 --> 00:20:36,620

310
00:20:36,623 --> 00:20:40,623

311
00:20:40,623 --> 00:20:44,623

312
00:20:44,624 --> 00:20:48,624
ใส่เฉย ๆ ก็ได้ แต่ลืมว่าใส่

313
00:20:48,626 --> 00:20:52,626
ฟรีดาวน์โหลดเข้าไปด้วยนะ

314
00:20:52,628 --> 00:20:56,628
ที่เขาให้โหลดฟรีนะ

315
00:20:56,629 --> 00:21:00,629
ใส่คำว่า "ฟรี"

316
00:21:00,630 --> 00:21:04,630
Free Download เข้าไปด้วย

317
00:21:04,631 --> 00:21:08,631

318
00:21:08,631 --> 00:21:12,631

319
00:21:12,632 --> 00:21:16,632

320
00:21:16,634 --> 00:21:20,634
ของ Python org น่าจะได้

321
00:21:20,638 --> 00:21:24,638
ตัวเดียวเลย เข้ามาหน้าเว็บฯ นี้เลย

322
00:21:24,639 --> 00:21:28,639
เว็บไซต์ Python.

323
00:21:28,640 --> 00:21:32,640
org นะคะ พิมพ์

324
00:21:32,641 --> 00:21:36,641
www.Python

325
00:21:36,648 --> 00:21:40,648
Python.

326
00:21:40,650 --> 00:21:44,650
org ลงไป มันจะเข้ามาหน้านี้ ใช้ของตัวนี้

327
00:21:44,651 --> 00:21:48,651
ใช้ของตัวนี้

328
00:21:48,652 --> 00:21:52,652
รองรับ Windows Linux mac

329
00:21:52,663 --> 00:21:56,663

330
00:21:56,665 --> 00:22:00,665

331
00:22:00,666 --> 00:22:04,666

332
00:22:04,667 --> 00:22:08,667

333
00:22:08,668 --> 00:22:12,668

334
00:22:12,669 --> 00:22:16,669

335
00:22:16,672 --> 00:22:20,672

336
00:22:20,673 --> 00:22:24,673

337
00:22:24,675 --> 00:22:28,675

338
00:22:28,676 --> 00:22:32,676

339
00:22:32,678 --> 00:22:36,678

340
00:22:36,679 --> 00:22:40,679

341
00:22:40,681 --> 00:22:44,681

342
00:22:44,684 --> 00:22:48,684

343
00:22:48,687 --> 00:22:52,687

344
00:22:52,688 --> 00:22:56,688
บีพิมพ์ Python พอ

345
00:22:56,691 --> 00:23:00,691

346
00:23:00,693 --> 00:23:04,693

347
00:23:04,694 --> 00:23:08,694

348
00:23:08,701 --> 00:23:12,701

349
00:23:12,702 --> 00:23:16,702

350
00:23:16,705 --> 00:23:20,705

351
00:23:20,708 --> 00:23:24,708

352
00:23:24,709 --> 00:23:28,709

353
00:23:28,712 --> 00:23:32,712

354
00:23:32,713 --> 00:23:36,713

355
00:23:36,716 --> 00:23:40,716

356
00:23:40,717 --> 00:23:44,717
คลิกตัวนี้นะคะ ดาวน์โหลด

357
00:23:44,718 --> 00:23:48,718
ของเราโหลดแล้ว...

358
00:23:48,720 --> 00:23:52,720

359
00:23:52,720 --> 00:23:56,720

360
00:23:56,721 --> 00:24:00,721

361
00:24:00,721 --> 00:24:04,721

362
00:24:04,722 --> 00:24:08,722

363
00:24:08,725 --> 00:24:12,725

364
00:24:12,727 --> 00:24:16,727

365
00:24:16,727 --> 00:24:20,727

366
00:24:20,730 --> 00:24:24,730

367
00:24:24,731 --> 00:24:28,731

368
00:24:28,736 --> 00:24:32,736

369
00:24:32,738 --> 00:24:36,738

370
00:24:36,740 --> 00:24:40,740

371
00:24:40,742 --> 00:24:44,742

372
00:24:44,743 --> 00:24:48,743
มันจะไปโหลดไฟล์มาไว้ที่...

373
00:24:48,745 --> 00:24:52,745

374
00:24:52,746 --> 00:24:56,746

375
00:24:56,750 --> 00:25:00,750

376
00:25:00,754 --> 00:25:04,754
แล้วคลิกเปิดที่

377
00:25:04,757 --> 00:25:08,757
มุมล่างซ้ายมันจะมีไฟล์ที่เรา

378
00:25:08,758 --> 00:25:12,758
ชื่อ Python.exe

379
00:25:12,758 --> 00:25:16,758
โอ.เค. ไหมคะ แล้วมันขึ้นอะไร

380
00:25:16,765 --> 00:25:20,765
คลิกปุ่มว่า ถัดไปหรือ Install อะไรสักอย่าง

381
00:25:20,765 --> 00:25:24,765
ได้แล้ว

382
00:25:24,766 --> 00:25:28,766

383
00:25:28,766 --> 00:25:32,766

384
00:25:32,768 --> 00:25:36,768

385
00:25:36,768 --> 00:25:40,768

386
00:25:40,770 --> 00:25:44,770

387
00:25:44,771 --> 00:25:48,771

388
00:25:48,772 --> 00:25:52,772

389
00:25:52,774 --> 00:25:56,774

390
00:25:56,775 --> 00:26:00,775

391
00:26:00,776 --> 00:26:04,776

392
00:26:04,778 --> 00:26:08,778

393
00:26:08,780 --> 00:26:12,780

394
00:26:12,782 --> 00:26:16,782

395
00:26:16,784 --> 00:26:20,784

396
00:26:20,786 --> 00:26:24,786
มันจะมีคำว่า "Install now" กับ

397
00:26:24,788 --> 00:26:28,788

398
00:26:28,791 --> 00:26:32,791
กับ Custom เลือก Install Now

399
00:26:32,791 --> 00:26:36,791
ไม่ต้องเลือก Custom นะคะ คลิกที่ Install Now

400
00:26:36,792 --> 00:26:40,792
คลิกที่ตัวที่ 1

401
00:26:40,795 --> 00:26:44,795
คลิกเลย

402
00:26:44,795 --> 00:26:48,795

403
00:26:48,797 --> 00:26:52,797

404
00:26:52,797 --> 00:26:56,797
บางเครื่องจะขึ้นว่าให้อนุญาต

405
00:26:56,801 --> 00:27:00,801
ทีนี้รอนะคะ

406
00:27:00,802 --> 00:27:04,802
มันจะขึ้นหน้าต่าง Pop-Up แล้วจะมีแถบ

407
00:27:04,803 --> 00:27:08,803
สีว่ากำลัง Install ขึ้น รอจนกว่ามันจะเต็ม

408
00:27:08,805 --> 00:27:12,805
ถึงจะ Install เสร็จนะคะ รอแป๊บ ของใครเสร็จก็...

409
00:27:12,806 --> 00:27:16,806

410
00:27:16,806 --> 00:27:20,806

411
00:27:20,806 --> 00:27:24,806

412
00:27:24,808 --> 00:27:28,808

413
00:27:28,809 --> 00:27:32,809

414
00:27:32,814 --> 00:27:36,814

415
00:27:36,815 --> 00:27:40,815

416
00:27:40,816 --> 00:27:44,816

417
00:27:44,819 --> 00:27:48,819

418
00:27:48,821 --> 00:27:52,821

419
00:27:52,822 --> 00:27:56,822

420
00:27:56,822 --> 00:28:00,822

421
00:28:00,827 --> 00:28:04,827

422
00:28:04,829 --> 00:28:08,829

423
00:28:08,832 --> 00:28:12,832

424
00:28:12,833 --> 00:28:16,833

425
00:28:16,835 --> 00:28:20,835

426
00:28:20,836 --> 00:28:24,836

427
00:28:24,838 --> 00:28:28,838

428
00:28:28,840 --> 00:28:32,840

429
00:28:32,842 --> 00:28:36,842

430
00:28:36,844 --> 00:28:40,844

431
00:28:40,845 --> 00:28:44,845
เมื่อใคร

432
00:28:44,846 --> 00:28:48,846
ที่โหลดเสร็จ มันจะมี Pop-up ขึ้นมาว่า

433
00:28:48,848 --> 00:28:52,848
ให้คลิกปุ่ม Code

434
00:28:52,858 --> 00:28:56,858
นึกออกไหม คลิกปุ่ม Close

435
00:28:56,859 --> 00:29:00,859
C

436
00:29:00,860 --> 00:29:04,860
โอ.เค. ทีนี้

437
00:29:04,861 --> 00:29:08,861
แล้วทำอย่างไร ไปที่แถบเครื่องมือ

438
00:29:08,861 --> 00:29:12,861
หน้า Desktop คลิกค้นหาด้วย

439
00:29:12,862 --> 00:29:16,862
Python Py

440
00:29:16,863 --> 00:29:20,863
ถ้าใครยังไม่ขึ้นก็ TH เข้าไปด้วย

441
00:29:20,863 --> 00:29:24,863
เมื่อใครขึ้นลักษณะโปรแกรม

442
00:29:24,864 --> 00:29:28,864
คลิก Open ได้เลย คลิก Open เพื่อเปิด

443
00:29:28,865 --> 00:29:32,865
ได้เลย

444
00:29:32,867 --> 00:29:36,867
ขึ้นหรือยัง ขึ้นตัวนี้มาหรือยัง

445
00:29:36,867 --> 00:29:40,867
ขึ้น Logo Python อย่างนี

446
00:29:40,874 --> 00:29:44,874
คลิกที่แถบเครื่องมือว่า Open

447
00:29:44,874 --> 00:29:48,874
ได้เลย

448
00:29:48,876 --> 00:29:52,876

449
00:29:52,877 --> 00:29:56,877

450
00:29:56,879 --> 00:30:00,879
ลืม เครื่องตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ เครื่องเด็ก ๆ เป็นภาษาไทย

451
00:30:00,883 --> 00:30:04,883
Open เปิด ๆ คลิกเปิด

452
00:30:04,884 --> 00:30:08,884
ของใครเป็นภาษาไทยมันคือเปิดนะคะ ของแม่

453
00:30:08,885 --> 00:30:12,885
เป็นภาษาอังกฤษ

454
00:30:12,886 --> 00:30:16,886
Open หรือปุ่มเปิดนะคะ ตามเครื่อง

455
00:30:16,887 --> 00:30:20,887
ของตัวเอง โอ.เค.

456
00:30:20,902 --> 00:30:24,902

457
00:30:24,903 --> 00:30:28,903
จะมีหน้าต่างตัวนี้ขึ้นมา

458
00:30:28,905 --> 00:30:32,905
ถูกต้องไหมคะ ที่เป็นพื้นสีดำ ๆ

459
00:30:32,905 --> 00:30:36,905
ไว้สำหรับ

460
00:30:36,906 --> 00:30:40,906
เขียนโปรแกรมนี่คือหน้าต่างนี้นะคะ

461
00:30:40,909 --> 00:30:44,909
นี่คือ Python Shell ที่เราจะใช้

462
00:30:44,910 --> 00:30:48,910
จะมีหน้าต่างของมันขึ้นมาอย่างนี้

463
00:30:48,910 --> 00:30:52,910

464
00:30:52,911 --> 00:30:56,911

465
00:30:56,912 --> 00:31:00,912
มาดูบทเรียนของเรากันต่อนะคะ

466
00:31:00,914 --> 00:31:04,914
ต่อเมื่อกี้เราเปิด Python Shell แล้ว

467
00:31:04,915 --> 00:31:08,915
สิ่งที่จะต้อง

468
00:31:08,916 --> 00:31:12,916
มาทำความรู้จักก่อนจะเขียน

469
00:31:12,918 --> 00:31:16,918
โปรแกรมได้ ต้องรู้ก่อนว่า

470
00:31:16,919 --> 00:31:20,919
นี่ มันประกอบด้วยอะไรบ้างนะคะ

471
00:31:20,919 --> 00:31:24,919

472
00:31:24,921 --> 00:31:28,921
ทุกครั้งที่ขาดไม่ได้

473
00:31:28,922 --> 00:31:32,922
จะต้องใส่เครื่องหมาย

474
00:31:32,923 --> 00:31:36,923
อะไรนะ ภาษาไวรุ่น Hastag

475
00:31:36,925 --> 00:31:40,925
หรือ Comment นั่นเองนะคะ

476
00:31:40,926 --> 00:31:44,926
ทุกครั้งเลย แฮชแท็กหายไม่ได้

477
00:31:44,928 --> 00:31:48,928
ในส่วนบนนี่ ถ้าตัวใดใส่ Hastet

478
00:31:48,929 --> 00:31:52,929
นั่นหมายถึง จำเป็นต้องใช้ หรือโดน

479
00:31:52,929 --> 00:31:56,929
เรียกใช้งานถ้าจำง่าย ๆ ต้องติด Hastag

480
00:31:56,931 --> 00:32:00,931
นึกออกนะ เหมือนเวลาเราไปติด Hashtag

481
00:32:00,941 --> 00:32:04,941
หมายถึงเราพูดถค

482
00:32:04,942 --> 00:32:08,942
อยู่ติดในการ

483
00:32:08,943 --> 00:32:12,943
ในการในข้อมูลในหน่วยความจำว่าอย่างนั้นเถอะ

484
00:32:12,945 --> 00:32:16,945
ขาดตัวนี้ไม่ได้ เครื่องหมาย Comment นี่

485
00:32:16,945 --> 00:32:20,945
ขาดไม่ได้เลยนะคะ มาดูอันต่อมา

486
00:32:20,957 --> 00:32:24,957
ใส่ Hastag

487
00:32:24,958 --> 00:32:28,958
ต้องใส่ Hashtag

488
00:32:28,959 --> 00:32:32,959
Comment นี่จะหมายถึงตัวแปรภาษา

489
00:32:32,959 --> 00:32:36,959
จะข้ามบรรทัดดังกล่าว

490
00:32:36,960 --> 00:32:40,960
ที่ติดไว้ ที่ให้ติดไว้ คอมเมนท์จะมี

491
00:32:40,961 --> 00:32:44,961
บอกว่าตรงนี้เราใช้ทำอะไร

492
00:32:44,962 --> 00:32:48,962
อธิบายมันคือตัวที่จะอธิบายว่าโปรแกรม

493
00:32:48,975 --> 00:32:52,975
ของเราตรงส่วนนี้นะคะ

494
00:32:52,976 --> 00:32:56,976
จะใช้ทำอะไร ติดไว้ Hastag ไว้จะได้ไม่ลืม

495
00:32:56,978 --> 00:33:00,978
นะคะ เวลามาค้นดู

496
00:33:00,980 --> 00:33:04,980
จะได้รู้ว่า อ๋อถ้าคอมเมนต์นี้ไว้ใช้

497
00:33:04,980 --> 00:33:08,980
ทำอะไรนะ เช่น บอกว่า ให้รับค่า

498
00:33:08,981 --> 00:33:12,981
ก็ต้องแท็กว่ารับค่านะคะ

499
00:33:12,982 --> 00:33:16,982
อธิบาย อธิบายโปรแกรมนั่นเองนะคะ

500
00:33:16,982 --> 00:33:20,982
ใช้สำหรับอธิบายโปรแกรม

501
00:33:20,983 --> 00:33:24,983
ส่วนต่อมา

502
00:33:24,984 --> 00:33:28,984
ถ้ามีต่อท้ายว่า

503
00:33:28,986 --> 00:33:32,986
Sys sys.sys

504
00:33:32,987 --> 00:33:36,987
ไม่มี . นะคะ Sys ที่มาจาก System

505
00:33:36,987 --> 00:33:40,987

506
00:33:40,989 --> 00:33:44,989
ตัวนี้ก็คือ เป็นการไปเรียกใช้

507
00:33:44,989 --> 00:33:48,989
คำสั่งที่อยู่ใน Libary

508
00:33:48,989 --> 00:33:52,989
หรืออยู่ในห้องสมุดของ Python เอามาใช้งานนะคะ

509
00:33:52,991 --> 00:33:56,991
ซึ่งจะมีนามสกุลเป็น sys

510
00:33:56,991 --> 00:34:00,991
ซึ่งมาจากคำว่า Systems นั้นเองนะคะ

511
00:34:00,992 --> 00:34:04,992
จะเป็น Libary ที่ ก็คือ

512
00:34:04,994 --> 00:34:08,994
มีคำสั่งที่เกี่ยวกับการจัดการระบบ มันจะอยู่ที่คำสั่งนี้

513
00:34:08,999 --> 00:34:12,999
เมื่อใช้คำสั่งใดที่จัดการระบบ มันจะมี sys

514
00:34:13,000 --> 00:34:17,000
ต่อท้ายนะคะ

515
00:34:17,001 --> 00:34:21,001
เป็นการเรียกใช้งาน Class ที่ชื่อว่า

516
00:34:21,002 --> 00:34:25,002
Sys นั่นเองนะคะ

517
00:34:25,002 --> 00:34:29,002
ซึ่ง Class นี่

518
00:34:29,003 --> 00:34:33,003
จะเริ่มตั้งแต่ส่วนที่ เห็นไหมคะ ตั้งแต่

519
00:34:33,013 --> 00:34:37,013
Sys ลงไป จนไปถึง

520
00:34:37,014 --> 00:34:41,014
ปิดคลาสนะคะ จะอยู่ในช่วง

521
00:34:41,014 --> 00:34:45,014
ที่กำหนดนี่ เห็นไหม

522
00:34:45,015 --> 00:34:49,015
ส่วนในช่วงที่อยู่ด้านในนี้เราจะเรียกว่า Statment

523
00:34:49,016 --> 00:34:53,016
ในช่วงนี้นะคะ ในประโยคที่อยู่

524
00:34:53,017 --> 00:34:57,017
ในคลาสนี่เราจะเรียกมันว่า "statement"

525
00:34:57,018 --> 00:35:01,018
แล้ว

526
00:35:01,024 --> 00:35:05,024
คือรวมนี่ 1 อัน

527
00:35:05,039 --> 00:35:09,039
จะเรียกมันว่า Module นะคะ

528
00:35:09,039 --> 00:35:13,039
ก็คือในหนึ่ง 1 หน้า

529
00:35:13,040 --> 00:35:17,040
ใน 1 หน้า 1 โปรแกรมนี่ คือ 1 โมดูล

530
00:35:17,041 --> 00:35:21,041
สิ่งที่จะต้องรู้ต่อมา

531
00:35:21,043 --> 00:35:25,043
โครงสร้างแล้ว รู้ Module

532
00:35:25,043 --> 00:35:29,043
ต้องมารู้จักตัวแปร variable เรียกง่าย ๆ

533
00:35:29,044 --> 00:35:33,044
va

534
00:35:33,045 --> 00:35:37,045
ต้องรู้จักตัวแปรก่อน

535
00:35:37,046 --> 00:35:41,046
เขียนเลยไม่ได้ ต้องมีการสร้างตัวแปร

536
00:35:41,048 --> 00:35:45,048
มารับค่าหรือให้มาแสดงผล หรืออะไรก็แล้วแต่

537
00:35:45,048 --> 00:35:49,048
ตั้งชื่อเล่น ตั้งชื่อให้มันก่อน

538
00:35:49,049 --> 00:35:53,049
นะคะ

539
00:35:53,051 --> 00:35:57,051
ใส่ชื่อแล้วต้องกำหนดค่า

540
00:35:57,051 --> 00:36:01,051
ให้ด้วย ก็คือจะมี identify

541
00:36:01,059 --> 00:36:05,059
ใช้ในการอ้างอิงข้อมูลนะคะ มาดู

542
00:36:05,060 --> 00:36:09,060
เวลาตั้งชื่อตัวแปรทำอย่างไร

543
00:36:09,061 --> 00:36:13,061
มันมีหลักการอยู่ 1, 2, 3

544
00:36:13,062 --> 00:36:17,062
ดู 3 ข้อในหน้านี้ก่อนนะคะ

545
00:36:17,064 --> 00:36:21,064
การตั้งชื่อตัวแปร ลำดับแรก

546
00:36:21,064 --> 00:36:25,064
บอกแล้วว่า ตัวแปลใช้ เนื่องจาก

547
00:36:25,069 --> 00:36:29,069
เป็นคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์

548
00:36:29,070 --> 00:36:33,070
เพื่อเขียนโปรแกรมจะรู้จักภาษาไทยน้อยมาก

549
00:36:33,070 --> 00:36:37,070
ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

550
00:36:37,070 --> 00:36:41,070
เพราะฉะนั้นให้จำไว้เลยว่า ต้องเป็น

551
00:36:41,074 --> 00:36:45,074
ภาษาอังกฤษ ชื่อตัวแปรจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ

552
00:36:45,089 --> 00:36:49,089
ตามด้วย

553
00:36:49,090 --> 00:36:53,090
ตัวเลข มีตัวอักษร มีตัวเลขได้นะคะ

554
00:36:53,092 --> 00:36:57,092
แต่แต่ชื่อตัวแปร

555
00:36:57,092 --> 00:37:01,092
ตัวแปรห้ามมีข้อห้ามว่า

556
00:37:01,094 --> 00:37:05,094
ห้ามมีช่องว่าง เว้นวรรไม่ได้นั่นเอง

557
00:37:05,095 --> 00:37:09,095
ห้ามไปกดเว้นวรรคชื่อนะ

558
00:37:09,096 --> 00:37:13,096
ใช้จุดทศนิยมก็ไม่ได้

559
00:37:13,096 --> 00:37:17,096
เพราะถ้าเป็นจุด

560
00:37:17,098 --> 00:37:21,098
ในภาษาคอมพิวเตอร์น่ะ ถ้ามีจุดปุ๊บ

561
00:37:21,099 --> 00:37:25,099
มันจะหมายถึง นามสกุล บางทีมันจะหมายถึงนามสกุล

562
00:37:25,101 --> 00:37:29,101
นะคะ สัญลักษณ์

563
00:37:29,101 --> 00:37:33,101
พิเศษที่ใช้ได้มีแค่

564
00:37:33,102 --> 00:37:37,102
ตัวเดียวเท่านั้น

565
00:37:37,117 --> 00:37:41,117
เช่น เปอร์เซ็นต์อะไรพวกนี้ไม่ได้

566
00:37:41,118 --> 00:37:45,118
ใช้สัญลักษณ์พิเศษได้อันเดียวอันเดอร์สกอร์เท่านั้น

567
00:37:45,118 --> 00:37:49,118
นะคะ เพราะฉะนั้น ช่องว่าง จุด

568
00:37:49,119 --> 00:37:53,119
อะไรใช้ไม่ได้เลยนะคะ ใช้ได้ตัวเดียว

569
00:37:53,119 --> 00:37:57,119
ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าจะใช้สัญลักษณ์พิเศษ

570
00:37:57,122 --> 00:38:01,122
นะคะ มันมีข้อแตกต่างนะ มันมีขีด

571
00:38:01,123 --> 00:38:05,123
ตรงกลางใช่ไหม กับขีดล่าง

572
00:38:05,124 --> 00:38:09,124
ต้องเป็นขีดล่างนะ ไม่ใช่ขีดที่อยู่ตรงกลาง underscore

573
00:38:09,125 --> 00:38:13,125
คือขีดล่างนะคะ

574
00:38:13,125 --> 00:38:17,125
ทีนี้ปัญหาที่เจอ ทำตัว

575
00:38:17,127 --> 00:38:21,127
ตัวแปร ตอนต้น ๆ ก็ตั้งชื่อ

576
00:38:21,135 --> 00:38:25,135
ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ เสร็จแล้วพอเริ่มเขียนไปเยอะ ๆ

577
00:38:25,135 --> 00:38:29,135
ตั้งตัวแปรเป็นตัวอักษร

578
00:38:29,136 --> 00:38:33,136
เช่น ตั้ง Apple ตัวแรก

579
00:38:33,137 --> 00:38:37,137
apple ตัวที่ 2

580
00:38:37,139 --> 00:38:41,139
นะคะ เพราะฉะนั้นแล้วเกิดจะไปเรียกใช้

581
00:38:41,139 --> 00:38:45,139
อยากเรียกใช้ Apple ตัวใหญ่

582
00:38:45,140 --> 00:38:49,140
หมายถึงคุณไปเรียก Apple เล็กนะ ไม่ใช่ apple ใหญ่

583
00:38:49,141 --> 00:38:53,141
มันจะเป็นคนละชื่อเลยนะคะ

584
00:38:53,142 --> 00:38:57,142
แค่พิมพ์ตัวอักษรเป็นตัวเลขกับตัวใหญ่

585
00:38:57,143 --> 00:39:01,143
ถึงแม้จะชื่อเดียวกัน ที่ผิดแล้ว

586
00:39:01,143 --> 00:39:05,143
โดนประจำก็คือตัวนี่ล่ะ ตั้งต้น

587
00:39:05,143 --> 00:39:09,143
ชื่อด้วยตัวใหญ่ แต่พอไปเรียกใช้ดันเรียกใช้ด้วยตัวเล็ก

588
00:39:09,144 --> 00:39:13,144
บางครั้งมันก็จะขึ้นว่า Unknow

589
00:39:13,145 --> 00:39:17,145
ไม่รู้จัก ๆ ๆ

590
00:39:17,145 --> 00:39:21,145
แต่ตัวเองก็จะบอกว่า หนูตั้งชื่อว่า

591
00:39:21,146 --> 00:39:25,146
apple แต่สาเหตุก็คือ

592
00:39:25,148 --> 00:39:29,148
ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นมา คือ Apple ใหญ่ ไม่ใช่ Apple ลเ

593
00:39:29,149 --> 00:39:33,149
เพราะฉะนั้น สิ่งนี้จะต้องจำด้วยนะคะว่า

594
00:39:33,151 --> 00:39:37,151
มันสร้างความแตกต่างให้โปรแกรม

595
00:39:37,151 --> 00:39:41,151
นะคะ ถึงแม้ชื่อมันจะเป็นชื่อเดียวกันก็เถอะ

596
00:39:41,152 --> 00:39:45,152
นะคะ

597
00:39:45,153 --> 00:39:49,153
ข้อห้ามต่อมา หลักการต่อมา ต้องจำให้ได้นะ

598
00:39:49,154 --> 00:39:53,154
เพราะส่วนใหญ่ที่เขียนโปรแกรมผิด หรือ Error นี่

599
00:39:53,155 --> 00:39:57,155
ที่ตั้งแต่ตัวแปรเลย ตั้งชื่อตัวแปรไม่ถูกต้อง

600
00:39:57,158 --> 00:40:01,158
รูปแบบตัวแปรไม่ถูกปุ๊บ เมื่อเรียกใช้ตัวแปรไม่ได้

601
00:40:01,159 --> 00:40:05,159
ข้อผิดพลาดอื่น ๆ มันก็จะตามมา พอจำ

602
00:40:05,163 --> 00:40:09,163
ไม่ได้จำ ว่าตัวแปรมันตั้งอย่างไร หาจุด

603
00:40:09,164 --> 00:40:13,164
ผิดไม่เจออีก ก็จะไล่ยากนึกออกนะ เพราะฉะนั้น

604
00:40:13,164 --> 00:40:17,164
ต้องจำกฎของมันให้ได้ด้วยนะคะ

605
00:40:17,164 --> 00:40:21,164
ทีนี้ คำสงวน ห้ามใช้คำสงวน

606
00:40:21,173 --> 00:40:25,173
คือเนื่องจากตั้งเป็นภาษาอังกฤษ

607
00:40:25,173 --> 00:40:29,173
เราจะน้อย ความรู้ด้านภาษาอังกฤษเราจะน้อย วิธี

608
00:40:29,174 --> 00:40:33,174
ป้องกัน ที่จำได้ไหมที่เคยให้

609
00:40:33,175 --> 00:40:37,175
ตั้งแต่ต้น ๆ สัปดาห์ว่า ให้ไปค้นคำสั่

610
00:40:37,183 --> 00:40:41,183
เพราะฉะนั้น เราควรจะมี ฤทธิ์ของคำสงวน

611
00:40:41,184 --> 00:40:45,184
ไว้ด้วย เพื่อจะเอาไว้ดูว่า เมื่อเราตั้งตัวแปรนี่

612
00:40:45,185 --> 00:40:49,185
เราไปตั้งซ้ำกับคำสงวนที่

613
00:40:49,198 --> 00:40:53,198
สร้างไว้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ามีปุ๊บ

614
00:40:53,198 --> 00:40:57,198
คำสงวนที่มี อย่าเอามาตั้ง

615
00:40:57,206 --> 00:41:01,206
แปรน่ะ มันจะตั้งไม่ได้ เดี๋ยวมันจะขึ้นเตือนอยู่

616
00:41:01,208 --> 00:41:05,208
แต่ทีนี้มันก็จะทำให้เราเสียเวลา นึกออกนะคะ

617
00:41:05,208 --> 00:41:09,208

618
00:41:09,209 --> 00:41:13,209
ทีนี้มาดูส่วนต่อมา

619
00:41:13,211 --> 00:41:17,211
เวลาตั้ง คือส่วนใหญ่เขียนโปรแกรม

620
00:41:17,213 --> 00:41:21,213
ตั้งกันง่ายเลย ตั้งตัวแปรง่าย ๆ เลย a

621
00:41:21,224 --> 00:41:25,224
a1 a2 ไม่รู้มันใช้อะไร

622
00:41:25,224 --> 00:41:29,224
ความจริงแล้วเวลาตั้งชื่อตัวแปรเช่น

623
00:41:29,224 --> 00:41:33,224
จะให้มันเป็นตัวแปรสำหรับ

624
00:41:33,224 --> 00:41:37,224
เก็บเงินเดือน

625
00:41:37,225 --> 00:41:41,225
อย่างนี้ อะไรที่หมายถึงเงินเดือน ก็คำว่า

626
00:41:41,225 --> 00:41:45,225
นะคะ ไม่ควรจะตั้งเป็น A1 B1

627
00:41:45,226 --> 00:41:49,226
T1 อะไรอย่างนี้ และตัวเองก็ต้องมาเขียน

628
00:41:49,227 --> 00:41:53,227
คอมเมนต์ทุกครั้งหรือว่า a1 คืออะไร

629
00:41:53,229 --> 00:41:57,229
ควรเขียนชื่อให้มันสื่อ ให้มันสื่อว่า

630
00:41:57,229 --> 00:42:01,229
ว่า ไอ้ตัวแปรนี้มัน

631
00:42:01,230 --> 00:42:05,230
ใช้ทำอะไรในภาษาไทยไปเลย

632
00:42:05,231 --> 00:42:09,231
ให้สื่อถึงไปเลยนะคะ เพราะอะไร ตั้งยาวก็ได้

633
00:42:09,231 --> 00:42:13,231
แล้วใช้ _ คั่น

634
00:42:13,232 --> 00:42:17,232
นะคะ ห้ามใช้เครื่องหมาย

635
00:42:17,234 --> 00:42:21,234
เครื่องหมายที่บอกไปเมื่อกี้นี้ ยกเว้น Underscore

636
00:42:21,234 --> 00:42:25,234
เครื่องหมายอักขระพิเศษใช้ไม่ได้

637
00:42:25,234 --> 00:42:29,234
ขนาดความยาวของตัวแปร ไม่เกิน 255

638
00:42:29,236 --> 00:42:33,236
ตัวนี้ไม่มีใครตั้งชื่อตัวแปรเกิน 255 ตัวหรอก

639
00:42:33,236 --> 00:42:37,236
ใช่ไหมคะ อย่างมากน่าจะประมาณนี้

640
00:42:37,236 --> 00:42:41,236
3 ประโยค คือ ถ้าในภาษาไทยนึกออกนะ

641
00:42:41,238 --> 00:42:45,238
1 คำ มารวมกัน 2 คำ ก็เป็นประโยคใ่ช่ไหม

642
00:42:45,238 --> 00:42:49,238
ก็คืออย่างมากก็ 1 ประโยค

643
00:42:49,240 --> 00:42:53,240
เอาคำ 1 คำ 2 คำ 3 คำ ไม่เกิน 3 ประโยค

644
00:42:53,250 --> 00:42:57,250
ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ คือคงไม่มีใครขยัน

645
00:42:57,252 --> 00:43:01,252
ใส่

646
00:43:01,259 --> 00:43:05,259
255 ตัว จำก็จะยากด้วยนะ

647
00:43:05,259 --> 00:43:09,259

648
00:43:09,259 --> 00:43:13,259
ทีนี้สิ่งที่จะต้องดูก็คือ

649
00:43:13,262 --> 00:43:17,262
เวลาจะใช้ เมื่อตั้งไปแล้ว ต้องรู้วิธี

650
00:43:17,262 --> 00:43:21,262
ใช้งานมันด้วย ซึ่งเขาเรียกว่า

651
00:43:21,263 --> 00:43:25,263
วิธีการนี้นะคะ เรียกว่า

652
00:43:25,264 --> 00:43:29,264

653
00:43:29,265 --> 00:43:33,265
การประกาศตัวแปร ไมค์มันก้อง

654
00:43:33,266 --> 00:43:37,266
หามุมไม่ได้

655
00:43:37,266 --> 00:43:41,266
โอ.เค. ยังก้องอยู่

656
00:43:41,268 --> 00:43:45,268
การประกาศตัวแปรนะคะ หรือ variable

657
00:43:45,268 --> 00:43:49,268
ทำไมจะต้องประกาศ

658
00:43:49,270 --> 00:43:53,270
สาเหตุก็คือ เพื่อให้รู้ว่า

659
00:43:53,271 --> 00:43:57,271
ตัวแปรนี้มันใช้ทำอะไร

660
00:43:57,272 --> 00:44:01,272
บอกคอมพายเลอร์ คอมพายเลอร์ก็คือตัวแปรภาษานะคะ

661
00:44:01,283 --> 00:44:05,283

662
00:44:05,283 --> 00:44:09,283
วิธี วิธีประกาศ

663
00:44:09,284 --> 00:44:13,284
มีอยู่แค่บอกว่าตัวแปร

664
00:44:13,285 --> 00:44:17,285
ชื่ออะไรนะคะ แล้ว

665
00:44:17,287 --> 00:44:21,287
มีเครื่องหมายเท่ากับมา

666
00:44:21,301 --> 00:44:25,301
นี่นะคะ เช่นตัวอย่าง ในตัวอย่าง

667
00:44:25,303 --> 00:44:29,303
ที่อยู่ด้านล่าง

668
00:44:29,304 --> 00:44:33,304
ตัวแปรชื่อว่า Price

669
00:44:33,304 --> 00:44:37,304
=120

670
00:44:37,305 --> 00:44:41,305
มีค่าเท่ากับ 120 นะคะ

671
00:44:41,306 --> 00:44:45,306
นะคะ บอกค่ามันด้วย

672
00:44:45,307 --> 00:44:49,307
หรืออีกวิธีหนึ่ง

673
00:44:49,307 --> 00:44:53,307
ถ้าเป็นข้อความ ดูที่คำว่า Display

674
00:44:53,308 --> 00:44:57,308
ถ้าบอกให้รู้ว่าตัวแปรนี้เป็นข้อความ

675
00:44:57,309 --> 00:45:01,309
นี่มันจะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด

676
00:45:01,311 --> 00:45:05,311
เห็นไหมคะ จะใส่เครื่องหมายคำพูดไว้

677
00:45:05,311 --> 00:45:09,311
นะคะ

678
00:45:09,313 --> 00:45:13,313
กับอีกแบบหนึ่ง

679
00:45:13,314 --> 00:45:17,314
ถ้าตัวแปรใช้ในการคำนวณค่า

680
00:45:17,314 --> 00:45:21,314
มันจะมีชื่อตัวแปรและมีตัวแปรอยู่ข้างใน

681
00:45:21,322 --> 00:45:25,322
1 2 3 อันซ้อนกัน เพื่อคำนวณหา

682
00:45:25,323 --> 00:45:29,323
ค่านั้น เห็นไหมคะ ตัวแปรใช้ได้หลายแบบ

683
00:45:29,325 --> 00:45:33,325
นะคะ การประกาศตัวแปรก็ใช้ได้หลายรูปแบบ

684
00:45:33,330 --> 00:45:37,330

685
00:45:37,330 --> 00:45:41,330
มาดูวิธีกำหนดค่า

686
00:45:41,331 --> 00:45:45,331
เราจะต้องรู้ก่อนว่า เราจะกำหนดตัวแปร

687
00:45:45,332 --> 00:45:49,332
นี่ ต้องกำหนดอย่างไร รูปแบบไม่มีอะไรพิศดารเลย

688
00:45:49,348 --> 00:45:53,348
รูปแบบไม่มีอะไรพิศดารเลย 1.

689
00:45:53,350 --> 00:45:57,350
มันจะต้องเริ่มโดยสร้างชื่อตัวป

690
00:45:57,350 --> 00:46:01,350
แล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

691
00:46:01,351 --> 00:46:05,351

692
00:46:05,351 --> 00:46:09,351
แล้วก็ตามด้วยค่าของข้อมูล

693
00:46:09,353 --> 00:46:13,353
ค่าของข้อมูลในทีนี้

694
00:46:13,354 --> 00:46:17,354
ที่เราจะประกาศนะ ยกตัวอย่างเช่น

695
00:46:17,354 --> 00:46:21,354

696
00:46:21,355 --> 00:46:25,355
ตัวแปรที่ชื่อว่า

697
00:46:25,356 --> 00:46:29,356
ตั้งชื่อตัวแปรว่า Name

698
00:46:29,358 --> 00:46:33,358
เวลากำหนดค่า จะมีเครื่องหมายเท่ากับ

699
00:46:33,359 --> 00:46:37,359
แล้วตามด้วย ถ้าเป็นข้อความ

700
00:46:37,360 --> 00:46:41,360
นะคะ บอกว่า Name นี่หมายถึงบอกว่าชื่อสุชาตินี่

701
00:46:41,360 --> 00:46:45,360
เห็นไหม เราก็จะใส่เครื่องหมายคำพูด (""

702
00:46:45,361 --> 00:46:49,361
สุชาติอยู่ข้างใน นั่นหมายความว่า ตัวแปร

703
00:46:49,362 --> 00:46:53,362
ที่ชื่อว่า Name มีค่า

704
00:46:53,367 --> 00:46:57,367
เป็นสุชาตินะคะ

705
00:46:57,377 --> 00:47:01,377
หรือ

706
00:47:01,378 --> 00:47:05,378
ค่าของตัวแปรเป็นตัวเลข เช่น ตัวอย่างเช่น

707
00:47:05,379 --> 00:47:09,379
ตัวแปร Tax

708
00:47:09,380 --> 00:47:13,380
ให้ค่าของ Tax เท่ากับ Tax คือ ภาษี

709
00:47:13,381 --> 00:47:17,381
ภาษีบ้านเราเท่าไร 0.07

710
00:47:17,382 --> 00:47:21,382
0.75 ก็คือค่าของ

711
00:47:21,383 --> 00:47:25,383
ตัวแปรนี้ ค่าของตัวแปร Tax มีค่า

712
00:47:25,384 --> 00:47:29,384
0.075 นะคะ

713
00:47:29,385 --> 00:47:33,385
เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับ

714
00:47:33,386 --> 00:47:37,386
เวลาประกาศตัวแปรออกมา หรือกำหนดค่าให้ตัวแปร

715
00:47:37,387 --> 00:47:41,387
นะค ต้องมีชื่อของตัวแปรแล้วมี

716
00:47:41,389 --> 00:47:45,389
เครื่องหมายเท่ากับ (=) เสมอนะคะ

717
00:47:45,389 --> 00:47:49,389

718
00:47:49,391 --> 00:47:53,391

719
00:47:53,391 --> 00:47:57,391
เขาบอกว่าเวลาจะใช้งานตัวแปรนี่

720
00:47:57,392 --> 00:48:01,392
นะคะ ตัวแปรบางตัวมันจะมี

721
00:48:01,400 --> 00:48:05,400
ค่าตายตัว ให้นึกถึงสููตรคณิตศาสตร์

722
00:48:05,409 --> 00:48:09,409
นึกออกใช่ไหมคะ เช่น

723
00:48:09,410 --> 00:48:13,410
สูตรของการหาพื้นที่

724
00:48:13,425 --> 00:48:17,425
สามเหลี่ยมมีค่าตายตัวก็คือเศษ 1 ส่วน 2

725
00:48:17,427 --> 00:48:21,427
x ฐาน x สูง อย่างนี้นะคะ

726
00:48:21,427 --> 00:48:25,427
หรือ หรือในตัวอย่างนี้เขาบอกว่า ภาษี

727
00:48:25,428 --> 00:48:29,428
มูลค่าเพิ่ม ของเราตอนนี้ภาษี

728
00:48:29,428 --> 00:48:33,428
มูลค่าเพิ่มเรายังอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ให้นึกถึงนะ

729
00:48:33,429 --> 00:48:37,429
เมื่อใดที่มันเปลี่ยนเป็น 10 การภาษี

730
00:48:37,429 --> 00:48:41,429
ค่าตัวแปรที่เกี่ยวกับตัว

731
00:48:41,430 --> 00:48:45,430
ค่าความเป็นจริงด้วยในการคำนวณด้วย

732
00:48:45,431 --> 00:48:49,431
นะคะ ไม่ใช่เราตั้งเอาเองนะคะ บางอย่างมัน

733
00:48:49,446 --> 00:48:53,446
ต้องคำนึงถึงหลักการ หรือตัวสูตร

734
00:48:53,446 --> 00:48:57,446
หรือข้อมูลที่เขากำหนดไว้อยู่แล้วนะคะ

735
00:48:57,446 --> 00:49:01,446
เหมือนการหาคอมมิสชัน

736
00:49:01,449 --> 00:49:05,449
แต่ละบริษัทเขาก็ให้เปอร์เซ็นต์ไม่เหมือนกันนะ

737
00:49:05,450 --> 00:49:09,450
เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับข้

738
00:49:09,450 --> 00:49:13,450
ทำไมมันก้องจัง เอามาหานะคะ

739
00:49:13,451 --> 00:49:17,451
การใช้งานก็จะขึ้นอยู่กับตัวนี้

740
00:49:17,464 --> 00:49:21,464
ทีนี้เราจะต้องมารู้จักชนิด

741
00:49:21,464 --> 00:49:25,464
ของข้อมูลกันเสียก่อน

742
00:49:25,465 --> 00:49:29,465
มันแบ่งออกเป็น 2 แบบนะคะ

743
00:49:29,466 --> 00:49:33,466
Data Type หรือ ข้อมูลพื้นฐาน กับ

744
00:49:33,475 --> 00:49:37,475
Composit data

745
00:49:37,476 --> 00:49:41,476
ก็เชิงประกอบ ต่างกันอย่างไร มาดู

746
00:49:41,477 --> 00:49:45,477
ถ้าประเภทเบสิกนะคะ

747
00:49:45,478 --> 00:49:49,478
ก็จะประกอบด้วยข้อมูลที่เป็นตัวเลข

748
00:49:49,479 --> 00:49:53,479
แล้วก็ตัวอักษร ก็คือ

749
00:49:53,480 --> 00:49:57,480
ข้อมูลพื้นฐานเลย ก็คือเกี่ยวกับตัวเลข

750
00:49:57,482 --> 00:50:01,482
ซึ่งตัวเลขนี้มี 4 ชนิด มี

751
00:50:01,483 --> 00:50:05,483
จำนวนเต็ม Integer

752
00:50:05,484 --> 00:50:09,484
มีทศนิยม หรือ

753
00:50:09,486 --> 00:50:13,486
ในภาษาคอมพิวเตอร์จะเรียกว่าเป็นจำนวนจริง

754
00:50:13,486 --> 00:50:17,486
นะคะ แล้วก็จำนวนตรรกะ

755
00:50:17,487 --> 00:50:21,487
Boolean ก็คือ Boolean

756
00:50:21,488 --> 00:50:25,488
จำนวนเชิงซ้อน คอมเพรคนัมเบอร์

757
00:50:25,496 --> 00:50:29,496
True กับ False จริง

758
00:50:29,498 --> 00:50:33,498
นั่นคือเบสิก 1 ก

759
00:50:33,499 --> 00:50:37,499
ก็คือข้อมูลตัวเลขนี่

760
00:50:37,517 --> 00:50:41,517

761
00:50:41,517 --> 00:50:45,517
นะคะ นี่ อันนี้ Boolen

762
00:50:45,519 --> 00:50:49,519
ที่เป็น Boolen true or fou

763
00:50:49,520 --> 00:50:53,520
จะหาแค่จริง

764
00:50:53,520 --> 00:50:57,520
หรือเท็จ True ก็เป็นจริง

765
00:50:57,522 --> 00:51:01,522
ถ้าเป็นเท็จ หา 2 ค่ะ

766
00:51:01,526 --> 00:51:05,526

767
00:51:05,536 --> 00:51:09,536
อันนี้ที่บอกว่าเป็น

768
00:51:09,537 --> 00:51:13,537
คอมเพรคนะคะ ก็คือ

769
00:51:13,538 --> 00:51:17,538
มีทั้งตัวเลข แล้วก็มีทั้

770
00:51:17,539 --> 00:51:21,539
การใช้สมการหรือตัว

771
00:51:21,539 --> 00:51:25,539
ตัวดำเนินการในคณิตศาสตร์มาร่วม Complex

772
00:51:25,540 --> 00:51:29,540
รวมผสมหลาย ๆ แบบเข้ามาด้วยกันนะคะ

773
00:51:29,540 --> 00:51:33,540

774
00:51:33,541 --> 00:51:37,541
ทีนี้เมื่อกี้เบสิกแล้ว ต่อไป

775
00:51:37,544 --> 00:51:41,544
ข้อมูลเชิงประกอบ

776
00:51:41,544 --> 00:51:45,544
ถ้าเป็นแบบ Composite นะคะ

777
00:51:45,545 --> 00:51:49,545
มันจะเกิดจาก

778
00:51:49,546 --> 00:51:53,546
ข้อมูลที่เป็นลักษณะที่

779
00:51:53,547 --> 00:51:57,547
ประกอบด้วยข้อมูลที่ต่างกันน่ะ แต่เอามาใช้

780
00:51:57,547 --> 00:52:01,547
ในตัวแปรนี้ เห็นไหมคะ เช่น ตัวอย่าง

781
00:52:01,548 --> 00:52:05,548
บอก Dtda นี้่

782
00:52:05,549 --> 00:52:09,549
หรือตัวเลขก็ได้ หรือค่าที่

783
00:52:09,551 --> 00:52:13,551
เป็นตั้งแต่ค่า -3 ถึง 6

784
00:52:13,551 --> 00:52:17,551
ก็คือตัวแปรที่ประกอบด้วย

785
00:52:17,553 --> 00:52:21,553
ข้อมูลที่มีได้หลายอัน

786
00:52:21,555 --> 00:52:25,555
นะคะ ลักษณะเช่น เป็นแบบลิสต์

787
00:52:25,555 --> 00:52:29,555
List ตัวนี้จะพูดถึงฐานข้อมูล ถ้าเป็น Composite

788
00:52:29,556 --> 00:52:33,556
ถ้าเป็น Composite

789
00:52:33,557 --> 00:52:37,557
หรือ set จะเป็นฐานข้อมูล

790
00:52:37,559 --> 00:52:41,559
ข้อมูลจะเป็นในรูปฐานข้อมูลหลาย ๆ ตัว

791
00:52:41,559 --> 00:52:45,559
ตัวแต่อยู่ในตัวแปร 1 ตัวอย่างนี้นะคะ

792
00:52:45,559 --> 00:52:49,559

793
00:52:49,560 --> 00:52:53,560
ทีนี้เราจะมาลอง

794
00:52:53,561 --> 00:52:57,561
เริ่มที่โปรแกรมของเราก่อน

795
00:52:57,563 --> 00:53:01,563

796
00:53:01,563 --> 00:53:05,563
อยาก Test อะไรก่อน ดำมืดขนาดนี้

797
00:53:05,565 --> 00:53:09,565
เห็นไหม มองเห็นไหมคะ

798
00:53:09,567 --> 00:53:13,567
14 47 คำสั่งแรกเลยที่

799
00:53:13,567 --> 00:53:17,567
เราจะ Test กันนะคะ

800
00:53:17,568 --> 00:53:21,568
ในสัปดาห์ที่ให้ไปหามา ลองเปิด

801
00:53:21,569 --> 00:53:25,569
เปิดดูสิว่าคำสั่งในภาษา Python

802
00:53:25,569 --> 00:53:29,569

803
00:53:29,569 --> 00:53:33,569

804
00:53:33,572 --> 00:53:37,572

805
00:53:37,573 --> 00:53:41,573

806
00:53:41,575 --> 00:53:45,575

807
00:53:45,578 --> 00:53:49,578

808
00:53:49,581 --> 00:53:53,581
คำสั่งพื้นฐาน

809
00:53:53,583 --> 00:53:57,583
เราจะพูดถึงคำสั่งพื้นฐานก่อน

810
00:53:57,583 --> 00:54:01,583
ไมค์มันก้องมาก เกิดอะไรขึ้น

811
00:54:01,584 --> 00:54:05,584
ไอ้ไมค์ใหม่

812
00:54:05,584 --> 00:54:09,584
ไม่ค่อยเวิร์คนะ ไม่เวิร์ค ๆ มัน

813
00:54:09,585 --> 00:54:13,585
เป็นก้อง ๆ อื้อ ๆ

814
00:54:13,585 --> 00:54:17,585
มี 1print คำสั่งแรก คำสั่ง Print

815
00:54:17,585 --> 00:54:21,585
คำสั่งที่ 2

816
00:54:21,586 --> 00:54:25,586
Input

817
00:54:25,587 --> 00:54:29,587
คำสั่งที่ 3 Sum

818
00:54:29,589 --> 00:54:33,589
และ คำสั่งที่ 4 Type

819
00:54:33,589 --> 00:54:37,589
Print คำสั่งแรก ก็บอกอยู่แล้ว

820
00:54:37,590 --> 00:54:41,590
นั่นคือพิมพ์ พิมพ์ในที่นี้

821
00:54:41,604 --> 00:54:45,604
เราไม่มีเครื่องพิมพ์ มันหมายถึงพิมพ์บนหน้า

822
00:54:45,604 --> 00:54:49,604
เรานั่นเองนะคะ

823
00:54:49,604 --> 00:54:53,604
ก่อนอื่นเราจะต้องมาดูรูป

824
00:54:53,605 --> 00:54:57,605
มาดูรูปแบบของคำสั่ง Print ก่อน

825
00:54:57,606 --> 00:55:01,545

826
00:55:01,607 --> 00:55:05,607
เขาบอกว่า คำสั่ง Print ใช้

827
00:55:05,608 --> 00:55:09,608
สำหรับใช้สำหรับแสดงผล

828
00:55:09,608 --> 00:55:13,608
นะคะ

829
00:55:13,609 --> 00:55:17,609
โดยวิธีพิมพ์รูปแบบก็คือ ต้องพิมพ์ว่า Pa

830
00:55:17,612 --> 00:55:21,612
แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

831
00:55:21,612 --> 00:55:25,612
แล้วก็ตามในเครื่องหมายวงเล็บใส่ชื่อ

832
00:55:25,614 --> 00:55:29,614
ตัวแปรหรือใส่ชื่อข้อมูลที่เราจะ Print นะคะ

833
00:55:29,615 --> 00:55:33,615

834
00:55:33,616 --> 00:55:37,616
อยู่ดี ๆ เราจะสั่ง Print 1 2 3 เลย

835
00:55:37,617 --> 00:55:41,617
ได้หรือไม่ ทดสอบ

836
00:55:41,617 --> 00:55:45,617
เปิดโปรแกรมพร้อม

837
00:55:45,618 --> 00:55:49,618
โปรแกรมก็เปิดแล้ว

838
00:55:49,618 --> 00:55:53,618
บรรทัดแรก ลองพิมพ์ลงไปสิ

839
00:55:53,619 --> 00:55:57,619
พิมพ์คำว่า Print นี่ พิมพ์ประโยคนี้นะคะ

840
00:55:57,632 --> 00:56:01,632
ไหนเอ่ย แล้ว

841
00:56:01,632 --> 00:56:05,632
ดูสิมันจะออกไหม ให้ Test

842
00:56:05,633 --> 00:56:09,633

843
00:56:09,634 --> 00:56:13,634

844
00:56:13,637 --> 00:56:17,637
กดผิด ๆ

845
00:56:17,640 --> 00:56:21,640
เดี๋ยวนะ เพิ่มหน้าให้ก่อน

846
00:56:21,644 --> 00:56:25,644
สร้างสไลด์ใหม่ ได้มีพื้นที่ในการเขียน

847
00:56:25,645 --> 00:56:29,645

848
00:56:29,646 --> 00:56:33,646

849
00:56:33,647 --> 00:56:37,647

850
00:56:37,649 --> 00:56:41,649

851
00:56:41,652 --> 00:56:45,652
เห็นไหมคะ

852
00:56:45,653 --> 00:56:49,653
ในหน้าโปรแกรมสีดำ ๆ นี่ ในหน้าต่างโปรแกรมเรานี่

853
00:56:49,653 --> 00:56:53,653
ให้เด็ก ๆ เดี๋ยวทำเป็น 2 หน้าให้ก่อน

854
00:56:53,654 --> 00:56:57,654

855
00:56:57,655 --> 00:57:01,655
แล้วก็อีกหน้าหนึ่ง

856
00:57:01,655 --> 00:57:05,655
ให้ดู 2 อัน

857
00:57:05,656 --> 00:57:09,656
เห็นไหม

858
00:57:09,657 --> 00:57:13,657
เห็นไหมคะ

859
00:57:13,657 --> 00:57:17,657
ให้พิมพ์คำว่า Print นี่ 1, 2, 3 นี่

860
00:57:17,661 --> 00:57:21,661
ในวงเล็บ 1, 2, 3 ลงที่โปรแกรม

861
00:57:21,663 --> 00:57:25,663
ในหน้าต่างสีดำ ๆ ของเรานี่ ลองดูสิ

862
00:57:25,663 --> 00:57:29,663
มันขึ้นอะไรขึ้นมา ลอง Test ด้วยตัวเอง

863
00:57:29,664 --> 00:57:33,664
สังเกตสถานะมันจะอยู่ที่ Command Promt

864
00:57:33,666 --> 00:57:37,666
ที่ prompt เสมอ

865
00:57:37,667 --> 00:57:41,667
พิมพ์สิ ได้อะไรบอกแม่

866
00:57:41,668 --> 00:57:45,668
ใบเตยลองพิมพ์ บีลองพิมพ์

867
00:57:45,671 --> 00:57:49,671
ทางสไลด์นะคะ แต่ให้พิมพ์ใน

868
00:57:49,673 --> 00:57:53,673
หน้าต่าง Python Shell ของเรา พิมพ์เสร็จแล้ว

869
00:57:53,674 --> 00:57:57,674
กด Enter ขึ้นอะไรมา

870
00:57:57,674 --> 00:58:01,674

871
00:58:01,674 --> 00:58:05,674

872
00:58:05,675 --> 00:58:09,675

873
00:58:09,678 --> 00:58:13,678

874
00:58:13,680 --> 00:58:17,680
เมื่อพิมพ์เสร็จสิ้น

875
00:58:17,683 --> 00:58:21,683
1 ประโยคคำสั่งจะต้องกด Enter

876
00:58:21,694 --> 00:58:25,694
นะคะ ก็คือพิมพ์ Print

877
00:58:25,694 --> 00:58:29,694
จนถึงวงเล็บปิด 3 แล้วก็

878
00:58:29,696 --> 00:58:33,696
นั่นคือพิมพ์เสร็จ แล้วกดปุ่ม Enter

879
00:58:33,697 --> 00:58:37,697
นะคะ เพื่อสั่งให้โปรแกรม

880
00:58:37,698 --> 00:58:41,698
มันทำงาน ก็คือต้องกดปุ่ม Enter ทุกครั้ง

881
00:58:41,699 --> 00:58:45,699
ถ้าใครพิมพ์แล้วมันขึ้นอะไร

882
00:58:45,708 --> 00:58:49,708
ขึ้นเลข 1

883
00:58:49,709 --> 00:58:53,709
2, 3 ถูกต้องไหม

884
00:58:53,716 --> 00:58:57,716
นั่นเพราะมันบอกแล้วว่าคำสั่งนี้คือคำสั่ง

885
00:58:57,717 --> 00:59:01,717
ให้ Print ใช่ไหมคt

886
00:59:01,724 --> 00:59:05,724
ให้ Print อะไรนะ ให้ Print

887
00:59:05,725 --> 00:59:09,725
แปรหรือ

888
00:59:09,726 --> 00:59:13,726
ข้อมูลใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นไอ้ 1, 2, 3 นั่นคือข้อมูล

889
00:59:13,728 --> 00:59:17,728
ถูกไหม ไม่ได้เป็นตัวแปร ถ้าเป็นตัวแปร

890
00:59:17,728 --> 00:59:21,728
ให้มาดูผลในข้อนี้

891
00:59:21,728 --> 00:59:25,728
ลองทำก่อนอื่น

892
00:59:25,729 --> 00:59:29,729
ประกาศตัวแปร 1 ตัว ตัวแปรนี้

893
00:59:29,735 --> 00:59:33,735
ให้แสดงคำว่า "Hole

894
00:59:33,741 --> 00:59:37,741
ประกาศตัวแปร ตั้งค่าตัวแปร

895
00:59:37,743 --> 00:59:41,743
ในตัวอย่าง ดูในตัวอย่าง

896
00:59:41,743 --> 00:59:45,743
ตัวไหนเอ่ยใช้ประกาศตัวแปรได้

897
00:59:45,755 --> 00:59:49,755
ตั้งชื่อตัวแปร 1

898
00:59:49,756 --> 00:59:53,756
แล้วให้ตัวแปรนั้น ให้แสดงผลใช้ข้อความสวัสดี

899
00:59:53,758 --> 00:59:57,758
หรือ Hello

900
00:59:57,758 --> 01:00:01,758
ก่อน เดี๋ยวจะเปลี่ยนไทยเปลี่ยนอังกฤษจะยาก แล้วให้ตัวแปรนั้นแสดงคำว่า Hello

901
01:00:01,759 --> 01:00:05,759

902
01:00:05,759 --> 01:00:09,759
อย่าลืมนะคะ ให้

903
01:00:09,761 --> 01:00:13,761
ย้อนกลับไปดูที่อะไร ดูวิธีการ

904
01:00:13,762 --> 01:00:17,762
ประกาศตัวแปรเราด้วยใช่ไหม

905
01:00:17,763 --> 01:00:21,763

906
01:00:21,765 --> 01:00:25,765

907
01:00:25,767 --> 01:00:29,767

908
01:00:29,772 --> 01:00:33,772

909
01:00:33,774 --> 01:00:37,774
นี่

910
01:00:37,775 --> 01:00:41,775
มันจะต้องใส่ชื่อตัวแปร

911
01:00:41,776 --> 01:00:45,776
แล้วก็ค่าของข้อมูล เสร็จแล้ว

912
01:00:45,777 --> 01:00:49,777
ให้มันทำการ Print ตัวแปรนะคะ

913
01:00:49,778 --> 01:00:53,778
ต้องระบุตัวแปร คำสั่ง

914
01:00:53,779 --> 01:00:57,779
1 ประกาศตัวแปร 1 ตัว โดยมี

915
01:00:57,780 --> 01:01:01,780
ค่าข้อมูล

916
01:01:01,781 --> 01:01:05,781
เป็นรูปแบบตัวอักษรหรือข้อความว่า

917
01:01:05,782 --> 01:01:09,782
Hello เสร็จแล้วคำสั่งที่ 2

918
01:01:09,783 --> 01:01:13,783
บรรทัดที่ 2 ให้มัน

919
01:01:13,784 --> 01:01:17,784
Print ตัวแปรที่เราสร้างน่ะ

920
01:01:17,787 --> 01:01:21,787
แล้วมันจะแสดงอะไรออกมา เดี๋ยวเราจะซ่อนของเรานะ

921
01:01:21,788 --> 01:01:25,788
แล้วเราจะเฉลยให้ดู

922
01:01:25,790 --> 01:01:29,790

923
01:01:29,790 --> 01:01:33,790

924
01:01:33,791 --> 01:01:37,791

925
01:01:37,792 --> 01:01:41,792

926
01:01:41,797 --> 01:01:45,797

927
01:01:45,800 --> 01:01:49,800

928
01:01:49,802 --> 01:01:53,802
หน้านี้ก่อนสิ

929
01:01:53,803 --> 01:01:57,803

930
01:01:57,817 --> 01:02:01,817

931
01:02:01,820 --> 01:02:05,820

932
01:02:05,821 --> 01:02:09,821
เขียน...

933
01:02:09,823 --> 01:02:13,823

934
01:02:13,825 --> 01:02:17,825

935
01:02:17,827 --> 01:02:21,827

936
01:02:21,828 --> 01:02:25,828

937
01:02:25,830 --> 01:02:29,830

938
01:02:29,832 --> 01:02:33,832

939
01:02:33,834 --> 01:02:37,834

940
01:02:37,836 --> 01:02:41,836
ดูรูปแบบการประกาศตัวแปรนะคะ กับรูปแบบการ...

941
01:02:41,837 --> 01:02:45,837

942
01:02:45,837 --> 01:02:49,837

943
01:02:49,838 --> 01:02:53,838

944
01:02:53,839 --> 01:02:57,839

945
01:02:57,842 --> 01:03:01,842

946
01:03:01,843 --> 01:03:05,843

947
01:03:05,845 --> 01:03:09,845

948
01:03:09,847 --> 01:03:13,847

949
01:03:13,849 --> 01:03:17,849

950
01:03:17,851 --> 01:03:21,851

951
01:03:21,854 --> 01:03:25,854

952
01:03:25,856 --> 01:03:29,856

953
01:03:29,856 --> 01:03:33,856

954
01:03:33,858 --> 01:03:37,858

955
01:03:37,860 --> 01:03:41,860

956
01:03:41,862 --> 01:03:45,862

957
01:03:45,864 --> 01:03:49,864

958
01:03:49,866 --> 01:03:53,866

959
01:03:53,867 --> 01:03:57,867

960
01:03:57,869 --> 01:04:01,869

961
01:04:01,871 --> 01:04:05,871

962
01:04:05,873 --> 01:04:09,873

963
01:04:09,875 --> 01:04:13,875

964
01:04:13,876 --> 01:04:17,876

965
01:04:17,878 --> 01:04:21,878

966
01:04:21,880 --> 01:04:25,880

967
01:04:25,881 --> 01:04:29,881

968
01:04:29,882 --> 01:04:33,882

969
01:04:33,884 --> 01:04:37,884

970
01:04:37,886 --> 01:04:41,886

971
01:04:41,889 --> 01:04:45,889

972
01:04:45,891 --> 01:04:49,891

973
01:04:49,891 --> 01:04:53,891

974
01:04:53,893 --> 01:04:57,893

975
01:04:57,895 --> 01:05:01,895

976
01:05:01,897 --> 01:05:05,897

977
01:05:05,899 --> 01:05:09,899

978
01:05:09,900 --> 01:05:13,900

979
01:05:13,902 --> 01:05:17,902

980
01:05:17,903 --> 01:05:21,903

981
01:05:21,904 --> 01:05:25,904

982
01:05:25,906 --> 01:05:29,906

983
01:05:29,908 --> 01:05:33,908

984
01:05:33,910 --> 01:05:37,910

985
01:05:37,911 --> 01:05:41,911

986
01:05:41,914 --> 01:05:45,914

987
01:05:45,916 --> 01:05:49,916

988
01:05:49,918 --> 01:05:53,918

989
01:05:53,920 --> 01:05:57,920

990
01:05:57,922 --> 01:06:01,922

991
01:06:01,924 --> 01:06:05,924

992
01:06:05,925 --> 01:06:09,925

993
01:06:09,927 --> 01:06:13,927

994
01:06:13,928 --> 01:06:17,928

995
01:06:17,929 --> 01:06:21,929

996
01:06:21,931 --> 01:06:25,931

997
01:06:25,932 --> 01:06:29,932

998
01:06:29,934 --> 01:06:33,934

999
01:06:33,935 --> 01:06:37,935

1000
01:06:37,936 --> 01:06:41,936
สิ่งที่เด็ก ๆ

1001
01:06:41,938 --> 01:06:45,938
จะต้องทำ ก็คือจะต้องทำคำสั่ง

1002
01:06:45,939 --> 01:06:49,939
อยู่แค่ 2 บรรทัด บรรทัดแรกก็คือ บรรทัด

1003
01:06:49,940 --> 01:06:53,940
ที่ประกาศตัวแปรนะคะ

1004
01:06:53,955 --> 01:06:57,955
บรรทัดที่ 2 ก็คือคำสั่ง Print ให้มัน print

1005
01:06:57,959 --> 01:07:01,959
ตัวแปรที่เราประกาศเมื่อกี้

1006
01:07:01,960 --> 01:07:05,960
มันจะต้องเป็นข้อความ เป็นค่า

1007
01:07:05,960 --> 01:07:09,960
ของข้อมูลที่เรากำหนดให้ตัวแปร

1008
01:07:09,961 --> 01:07:13,961
ที่เราประกาศ เมื่อกี้บอกว่า

1009
01:07:13,962 --> 01:07:17,962
ให้ประกาศตัวแปร 1 ตัว

1010
01:07:17,963 --> 01:07:21,963
โดยกำหนดค่าข้อมูล เป็นข้อความ

1011
01:07:21,964 --> 01:07:25,964
ที่แสดงคำว่า Hello

1012
01:07:25,964 --> 01:07:29,964
ถูกต้องไหมคะ นั่นคือ

1013
01:07:29,965 --> 01:07:33,965
1 คำสั่งแล้ว และคำสั่งต่อมา ก็คือให้ประกมา

1014
01:07:33,966 --> 01:07:37,966
ตัวแปรที่เราประกาศเมื่อกี้ เพราะฉะนั้นตัวแปรเมื่อกี้

1015
01:07:37,967 --> 01:07:41,967
ตั้งชื่อว่าอะไร ก็ต้องใช้คำสั่ง Print

1016
01:07:41,969 --> 01:07:45,969
แล้วก็ตามด้วยรูปแบบก็คือ Print ด้วยวงเล็บ

1017
01:07:45,970 --> 01:07:49,970
ตัวแปร หรือข้อมูล อย่าลืมวงเล็ บ

1018
01:07:49,971 --> 01:07:53,971
มีเปิดแล้วก็มีปิด มีปิดวงเล็บด้วย

1019
01:07:53,971 --> 01:07:57,971

1020
01:07:57,972 --> 01:08:01,972

1021
01:08:01,974 --> 01:08:05,974

1022
01:08:05,976 --> 01:08:09,976

1023
01:08:09,980 --> 01:08:13,980

1024
01:08:13,984 --> 01:08:17,984

1025
01:08:17,984 --> 01:08:21,984

1026
01:08:21,988 --> 01:08:25,988

1027
01:08:25,990 --> 01:08:29,990

1028
01:08:29,991 --> 01:08:33,991

1029
01:08:33,992 --> 01:08:37,992

1030
01:08:37,993 --> 01:08:41,993

1031
01:08:41,994 --> 01:08:45,994

1032
01:08:45,995 --> 01:08:49,995

1033
01:08:49,997 --> 01:08:53,997

1034
01:08:53,999 --> 01:08:57,999

1035
01:08:58,002 --> 01:09:02,002

1036
01:09:02,005 --> 01:09:06,005

1037
01:09:06,006 --> 01:09:10,006

1038
01:09:10,007 --> 01:09:14,007

1039
01:09:14,009 --> 01:09:18,009

1040
01:09:18,011 --> 01:09:22,011

1041
01:09:22,012 --> 01:09:26,012

1042
01:09:26,015 --> 01:09:30,015

1043
01:09:30,016 --> 01:09:34,016

1044
01:09:34,018 --> 01:09:38,018

1045
01:09:38,020 --> 01:09:42,020

1046
01:09:42,022 --> 01:09:46,022

1047
01:09:46,024 --> 01:09:50,024

1048
01:09:50,025 --> 01:09:54,025

1049
01:09:54,029 --> 01:09:58,029

1050
01:09:58,029 --> 01:10:02,029

1051
01:10:02,031 --> 01:10:06,031

1052
01:10:06,033 --> 01:10:10,033

1053
01:10:10,033 --> 01:10:14,033

1054
01:10:14,034 --> 01:10:18,034

1055
01:10:18,036 --> 01:10:22,036

1056
01:10:22,038 --> 01:10:26,038

1057
01:10:26,040 --> 01:10:30,040

1058
01:10:30,041 --> 01:10:34,041

1059
01:10:34,043 --> 01:10:38,043

1060
01:10:38,045 --> 01:10:42,045

1061
01:10:42,047 --> 01:10:46,047

1062
01:10:46,048 --> 01:10:50,048

1063
01:10:50,050 --> 01:10:54,050

1064
01:10:54,051 --> 01:10:58,051

1065
01:10:58,053 --> 01:11:02,053

1066
01:11:02,055 --> 01:11:06,055

1067
01:11:06,056 --> 01:11:10,056

1068
01:11:10,058 --> 01:11:14,058

1069
01:11:14,059 --> 01:11:18,059

1070
01:11:18,061 --> 01:11:22,061

1071
01:11:22,063 --> 01:11:26,063

1072
01:11:26,064 --> 01:11:30,064

1073
01:11:30,064 --> 01:11:34,064

1074
01:11:34,066 --> 01:11:38,066

1075
01:11:38,066 --> 01:11:42,066

1076
01:11:42,068 --> 01:11:46,068

1077
01:11:46,070 --> 01:11:50,070

1078
01:11:50,071 --> 01:11:54,071

1079
01:11:54,073 --> 01:11:58,073

1080
01:11:58,076 --> 01:12:02,076

1081
01:12:02,078 --> 01:12:06,078

1082
01:12:06,079 --> 01:12:10,079

1083
01:12:10,080 --> 01:12:14,080

1084
01:12:14,082 --> 01:12:18,082

1085
01:12:18,084 --> 01:12:22,084

1086
01:12:22,086 --> 01:12:26,086

1087
01:12:26,087 --> 01:12:30,087

1088
01:12:30,089 --> 01:12:34,089

1089
01:12:34,091 --> 01:12:38,091

1090
01:12:38,094 --> 01:12:42,094

1091
01:12:42,094 --> 01:12:46,094
โอ

1092
01:12:46,096 --> 01:12:50,096
ทำได้หรือเปล่า

1093
01:12:50,097 --> 01:12:54,097

1094
01:12:54,098 --> 01:12:58,098

1095
01:12:58,101 --> 01:13:02,101
ตอนแรก

1096
01:13:02,102 --> 01:13:06,102
ที่ให้ทำ Print 1, 2, 3, 4 นั่นหมายถึงว่า prin

1097
01:13:06,114 --> 01:13:10,114
ข้อมูล ก็คือตัวเลข 1 2 3 4 แต่ตอนนี้

1098
01:13:10,114 --> 01:13:14,114
สิ่งที่จะให้ทำ ที่ 2 ก็คือ กำหนดค่า

1099
01:13:14,115 --> 01:13:18,115
ค่าให้ตัวแปร 1 ตัว โดบ

1100
01:13:18,118 --> 01:13:22,118
ค่าของตัวแปรนั้นเป็นข้อความที่แสดง

1101
01:13:22,126 --> 01:13:26,126
คำว่า "Hello" ลงไป ฉะนั้น

1102
01:13:26,135 --> 01:13:30,135
นั่นคือ 1 บรรทัด

1103
01:13:30,136 --> 01:13:34,136
พิมพ์ชื่อตัวแปร 1 ตัวก่อน แล้วตามด้วย

1104
01:13:34,136 --> 01:13:38,136
เครื่องหมายเท่ากับ (=)

1105
01:13:38,136 --> 01:13:42,136

1106
01:13:42,137 --> 01:13:46,137
ชื่อ

1107
01:13:46,138 --> 01:13:50,138
ตัวแปรเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น จำได้นะ

1108
01:13:50,140 --> 01:13:54,140
การตั้งชื่อตัวแปร กฎการตั้งชื่อตัวแปร ตัวใหญ่ตัวเล็ก

1109
01:13:54,141 --> 01:13:58,141
แตกต่างกัน

1110
01:13:58,142 --> 01:14:02,142
อันดับแรกให้

1111
01:14:02,143 --> 01:14:06,143
พิมพ์ชื่อตัวแปร ตามด้วยรูปแบบ

1112
01:14:06,147 --> 01:14:10,147
นะคะ ดูรูปแบบการกำหนดค่าให้ตัวแปร ดูรูปแบบ

1113
01:14:10,147 --> 01:14:14,147
ตอนให้ดูรูปแบบนี่เป็นภาษาไทย แต่พอ

1114
01:14:14,149 --> 01:14:18,149
เวลาสั่งคอมพิวเตอร์ทำงาน เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษเสีย

1115
01:14:18,154 --> 01:14:22,154
หลักการง่าย ๆ นั่นคือ

1116
01:14:22,154 --> 01:14:26,154
บรรทัดที่ 1 บรรทัดที่ 2 ก็คือตัวนี้

1117
01:14:26,154 --> 01:14:30,154
เมื่อบอกบรรทัดที่ 1 เสร็จมาบอกบรรทัดที่ 2

1118
01:14:30,155 --> 01:14:34,155
Print รูปแบบก็คือคำสั่ง Print

1119
01:14:34,155 --> 01:14:38,155
ตามด้วยวงเล็บ แล้วตามด้วยตัวแปรที่

1120
01:14:38,156 --> 01:14:42,156
อยู่ข้างในหรือข้อมูลที่อยู่ข้างในวงเล็บ แล้วมันจะ print

1121
01:14:42,158 --> 01:14:46,158
ตัวนั้นออกมา เพราะฉะนั้น

1122
01:14:46,159 --> 01:14:50,159

1123
01:14:50,159 --> 01:14:54,159

1124
01:14:54,160 --> 01:14:58,160

1125
01:14:58,162 --> 01:15:02,162

1126
01:15:02,164 --> 01:15:06,148

1127
01:15:06,166 --> 01:15:10,166

1128
01:15:10,166 --> 01:15:14,166

1129
01:15:14,169 --> 01:15:18,169

1130
01:15:18,172 --> 01:15:22,172

1131
01:15:22,175 --> 01:15:26,175

1132
01:15:26,177 --> 01:15:30,177

1133
01:15:30,179 --> 01:15:34,179

1134
01:15:34,184 --> 01:15:38,184

1135
01:15:38,186 --> 01:15:42,186

1136
01:15:42,188 --> 01:15:46,188
ให้ดูจากตัวอย่างแรกก่อน

1137
01:15:46,189 --> 01:15:50,189
คำสั่ง Print ในตัวอย่างแรก นั่นก็คือ

1138
01:15:50,190 --> 01:15:54,190
แล้วก็ตามด้วยข้อมูลที่เราระบุ

1139
01:15:54,191 --> 01:15:58,191
แบบที่ 2 ที่จะให้ทำ มันจะ Print

1140
01:15:58,191 --> 01:16:02,191
ตัวแปร เพราะฉะนั้นก่อนมันจะ print ตัวแปรได้ เรา

1141
01:16:02,191 --> 01:16:06,191
จะต้องไปกำหนดค่าให้ตัวแปรก่อน เห็นไหมคะ

1142
01:16:06,193 --> 01:16:10,193
คำสั่งนี้จะต้องทำ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1

1143
01:16:10,194 --> 01:16:14,194
ที่ 1 จะต้องสั่ง

1144
01:16:14,195 --> 01:16:18,195
กำหนดค่าให้ตัวแปร

1145
01:16:18,196 --> 01:16:22,196
เมื่อกำหนดเสร็จเรียบร้อย ค่อยมา print

1146
01:16:22,197 --> 01:16:26,197
ค่าให้ออกมา โอ.เค. ไหม

1147
01:16:26,213 --> 01:16:30,213

1148
01:16:30,214 --> 01:16:34,214

1149
01:16:34,216 --> 01:16:38,216

1150
01:16:38,217 --> 01:16:42,217

1151
01:16:42,222 --> 01:16:46,222

1152
01:16:46,224 --> 01:16:50,224

1153
01:16:50,225 --> 01:16:54,225

1154
01:16:54,228 --> 01:16:58,228

1155
01:16:58,230 --> 01:17:02,230

1156
01:17:02,231 --> 01:17:06,231

1157
01:17:06,233 --> 01:17:10,233

1158
01:17:10,234 --> 01:17:14,234

1159
01:17:14,236 --> 01:17:18,236

1160
01:17:18,239 --> 01:17:22,239
เด็ก ๆ ต้องเข้าใจรูปแบบของ

1161
01:17:22,240 --> 01:17:26,240
ตัวโปรแกรมด้วย อันดับแรก อย่างที่บอก

1162
01:17:26,240 --> 01:17:30,240
Print นี่ รูปแบบของมันนี่ มีคำสั่ง Print

1163
01:17:30,242 --> 01:17:34,242
แล้วจะต้องมีวงเล็บเปิด วงเล็บปิด

1164
01:17:34,242 --> 01:17:38,242
ข้อมูลในวงเล็บเปิดกับวงเล็บปิดนี่ มีอยู่ได้

1165
01:17:38,243 --> 01:17:42,243
เป็น 2 อย่าง ก็คือตัวแปร

1166
01:17:42,245 --> 01:17:46,245
หรือ ต้องการให้ข้อมูล

1167
01:17:46,246 --> 01:17:50,246
ให้ Print ตัวแปร

1168
01:17:50,246 --> 01:17:54,246
สั่งให้ print ข้อมู

1169
01:17:54,247 --> 01:17:58,247
มันจะเหมือนตัวอย่างแรก มันจะเหมือน

1170
01:17:58,247 --> 01:18:02,247
เพราะอะไร เพราะ 1 2 3 เป็นข้อมูล

1171
01:18:02,249 --> 01:18:06,249
แต่ถ้าเมื่อใดที่ต้องการให้ Print ตัวแปร

1172
01:18:06,249 --> 01:18:10,249
เราจะ print ตัวแปรได้ก็ต่อเมื่อเรามี

1173
01:18:10,259 --> 01:18:14,259
ตัวแปรก่อนแล้ว นึกออกนะคะ เราต้องสร้างตัวแปรก่อน ไม่ใช่ว่า

1174
01:18:14,260 --> 01:18:18,260
อยู่ดี ๆ ไปบอกมัน Print P มันจะ

1175
01:18:18,266 --> 01:18:22,266
เข้าใจเปล่า P สมมติตัวแปร

1176
01:18:22,266 --> 01:18:26,266
ชื่อว่า P นี่ มันต้องมีที่มาที่ไป เพราะฉะนั้น

1177
01:18:26,267 --> 01:18:30,267
การจะสั่งตัวแปร ชื่อ p ได้ มันต้องรุ้

1178
01:18:30,267 --> 01:18:34,267
เท่ากับอะไร เห็นไหมคะ ต้องมีการประกาศ

1179
01:18:34,269 --> 01:18:38,269
หรือกำหนดชื่อ กำหนดค่าให้

1180
01:18:38,284 --> 01:18:42,284
ตัวแปรออกมาเสียก่อน มี 2 บรรทัด

1181
01:18:42,291 --> 01:18:46,291

1182
01:18:46,293 --> 01:18:50,293

1183
01:18:50,296 --> 01:18:54,296

1184
01:18:54,298 --> 01:18:58,298

1185
01:18:58,300 --> 01:19:02,300

1186
01:19:02,304 --> 01:19:06,304
บี บี

1187
01:19:06,305 --> 01:19:10,305
ดู บีฟังนะคะ

1188
01:19:10,306 --> 01:19:14,306
ตอนนี้บีจะต้องเขียนโปรแกรม 2 บรรทัด

1189
01:19:14,306 --> 01:19:18,306
โดยบรรทัดแรก ก็คือให้บีประกาศตัวแปร

1190
01:19:18,307 --> 01:19:22,307
ให้บีดูที่รูปแบบ

1191
01:19:22,307 --> 01:19:26,307
รูปแบบของ

1192
01:19:26,307 --> 01:19:30,307
การประกาศตัวแปร

1193
01:19:30,307 --> 01:19:34,307

1194
01:19:34,308 --> 01:19:38,308

1195
01:19:38,308 --> 01:19:42,308

1196
01:19:42,313 --> 01:19:46,313
ในหน้าโปรแกรมให้บี

1197
01:19:46,315 --> 01:19:50,315

1198
01:19:50,315 --> 01:19:54,315

1199
01:19:54,317 --> 01:19:58,317

1200
01:19:58,318 --> 01:20:02,318

1201
01:20:02,323 --> 01:20:06,323

1202
01:20:06,325 --> 01:20:10,325
ตรง

1203
01:20:10,326 --> 01:20:14,326
กำหนดเห็นไหมคะ จากองค์ประกอบ

1204
01:20:14,328 --> 01:20:18,328
ของคำสั่งจะต้องมีชื่อตัวแปร อันดับแรก

1205
01:20:18,329 --> 01:20:22,329
พิมพ์ชื่อตัวแปร อันนี้จะต้องตั้งเอง

1206
01:20:22,344 --> 01:20:26,344
ตั้งขึ้นมา ตั้งว่าอะไร

1207
01:20:26,344 --> 01:20:30,344
ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ลงไปค่ะ

1208
01:20:30,345 --> 01:20:34,345
จะตั้งอะไรก็ได้แล้วแต่ตัวเอง

1209
01:20:34,346 --> 01:20:38,346

1210
01:20:38,359 --> 01:20:42,359

1211
01:20:42,360 --> 01:20:46,360
(ล่าม) ต้องใส่วงเล็บไหมคะ หรือไม่ต้องใส่ (อาจารย์) ไม่ใช่น

1212
01:20:46,362 --> 01:20:50,362
คือรูปแบบของตัวบน ดู ๆ คนละตัวกับ print นะคะ

1213
01:20:50,364 --> 01:20:54,364
ดูอันบน อันนี้

1214
01:20:54,365 --> 01:20:58,365
สร้างตัวแปรนี่

1215
01:20:58,367 --> 01:21:02,367
ดูรูปแบบของตัวแปรจะต้อง

1216
01:21:02,368 --> 01:21:06,368
อันที่ 1 คือ ตัวนี้

1217
01:21:06,370 --> 01:21:10,370
ต้องมีส่วนที่ 1

1218
01:21:10,371 --> 01:21:14,371
ส่วนที่ 1

1219
01:21:14,372 --> 01:21:18,372

1220
01:21:18,373 --> 01:21:22,373
(ล่าม) อาจารย์คะ คือ ใส่ชื่อแล้วก็เท่ากับ

1221
01:21:22,376 --> 01:21:26,376
เป็นคำว่า "ค่าของข้อมูล" ใช่ไหมค

1222
01:21:26,377 --> 01:21:30,377
ของการกำหนดค่าตัวแปร

1223
01:21:30,378 --> 01:21:34,378

1224
01:21:34,381 --> 01:21:38,381
ทุกครั้งที่จะ

1225
01:21:38,382 --> 01:21:42,382
กำหนดค่าตัวแปร ใช้รูปแบบนี้เสมอนะคะ

1226
01:21:42,383 --> 01:21:46,383
ก็คือ 1 สร้างชื่อตัวแปรของเรามา 1 ตัว

1227
01:21:46,387 --> 01:21:50,387
เสร็จแล้วใส่เครื่องหมาย =

1228
01:21:50,388 --> 01:21:54,388
ต้องมีเครื่องหมายเท่ากับ แล้วก็ตามด้วยค่าของข้อมูล

1229
01:21:54,388 --> 01:21:58,388
ซึ่งเมื่อกี้บอกแล้วว่า เราต้องการให้ข้อมูลนี้

1230
01:21:58,388 --> 01:22:02,388
แสดงข้อความคำว่า

1231
01:22:02,400 --> 01:22:06,400
Hello เพราะฉะนั้น

1232
01:22:06,400 --> 01:22:10,400
ค่าของข้อมูลที่เป็นข้อความก็คือ

1233
01:22:10,401 --> 01:22:14,401
ต้องอยู่ในเครื่องหมายอะไรคะ เครื่องหมาย

1234
01:22:14,402 --> 01:22:18,402
คำพูดเสมอ ดูรูปแบบด้วย ให้ดู

1235
01:22:18,402 --> 01:22:22,402
รูปแบบด้วย

1236
01:22:22,403 --> 01:22:26,403

1237
01:22:26,404 --> 01:22:30,404

1238
01:22:30,407 --> 01:22:34,407

1239
01:22:34,410 --> 01:22:38,410

1240
01:22:38,414 --> 01:22:42,414

1241
01:22:42,416 --> 01:22:46,416
นี่

1242
01:22:46,418 --> 01:22:50,418
เครื่องหมายคำพูด

1243
01:22:50,418 --> 01:22:54,418
คำพูดหรือว่าขีดเดียวกับ 2 ขีด

1244
01:22:54,420 --> 01:22:58,420
เหมือนกันใน Python นี่ใช้ได้เหมือนกัน

1245
01:22:58,421 --> 01:23:02,421

1246
01:23:02,429 --> 01:23:06,429
เมื่อเสร็จ

1247
01:23:06,431 --> 01:23:10,431
บรรทัดนี้ นั่นคือ 1 คำสั่ง

1248
01:23:10,432 --> 01:23:14,432
คำสั่งต่อมาก็คือสั่งให้มัน print

1249
01:23:14,433 --> 01:23:18,433
ตัวแปรที่เราประกาศไปในบรรทัด

1250
01:23:18,435 --> 01:23:22,435

1251
01:23:22,436 --> 01:23:26,436
คำสั่งที่ 1 ทำเสร็จหรือยัง

1252
01:23:26,438 --> 01:23:30,438

1253
01:23:30,439 --> 01:23:34,439

1254
01:23:34,440 --> 01:23:38,440

1255
01:23:38,444 --> 01:23:42,444

1256
01:23:42,446 --> 01:23:46,446

1257
01:23:46,448 --> 01:23:50,448

1258
01:23:50,453 --> 01:23:54,453

1259
01:23:54,458 --> 01:23:58,458

1260
01:23:58,460 --> 01:24:02,460

1261
01:24:02,462 --> 01:24:06,462

1262
01:24:06,463 --> 01:24:10,463

1263
01:24:10,465 --> 01:24:14,465

1264
01:24:14,468 --> 01:24:18,468

1265
01:24:18,469 --> 01:24:22,469

1266
01:24:22,471 --> 01:24:26,471

1267
01:24:26,472 --> 01:24:30,472

1268
01:24:30,474 --> 01:24:34,474

1269
01:24:34,476 --> 01:24:38,476

1270
01:24:38,480 --> 01:24:42,480

1271
01:24:42,481 --> 01:24:46,481

1272
01:24:46,482 --> 01:24:50,482

1273
01:24:50,483 --> 01:24:54,483

1274
01:24:54,488 --> 01:24:58,488

1275
01:24:58,488 --> 01:25:02,488

1276
01:25:02,490 --> 01:25:06,490

1277
01:25:06,493 --> 01:25:10,493

1278
01:25:10,493 --> 01:25:14,493

1279
01:25:14,496 --> 01:25:18,496

1280
01:25:18,499 --> 01:25:22,499

1281
01:25:22,503 --> 01:25:26,503

1282
01:25:26,504 --> 01:25:30,504

1283
01:25:30,507 --> 01:25:34,507

1284
01:25:34,508 --> 01:25:38,508

1285
01:25:38,510 --> 01:25:42,510

1286
01:25:42,513 --> 01:25:46,513

1287
01:25:46,514 --> 01:25:50,514

1288
01:25:50,515 --> 01:25:54,515

1289
01:25:54,517 --> 01:25:58,517

1290
01:25:58,519 --> 01:26:02,519

1291
01:26:02,520 --> 01:26:06,520

1292
01:26:06,522 --> 01:26:10,522

1293
01:26:10,524 --> 01:26:14,524

1294
01:26:14,525 --> 01:26:18,525

1295
01:26:18,527 --> 01:26:22,527

1296
01:26:22,528 --> 01:26:26,528

1297
01:26:26,530 --> 01:26:30,530

1298
01:26:30,531 --> 01:26:34,531

1299
01:26:34,532 --> 01:26:38,532

1300
01:26:38,534 --> 01:26:42,534

1301
01:26:42,537 --> 01:26:46,537

1302
01:26:46,538 --> 01:26:50,538

1303
01:26:50,540 --> 01:26:54,540

1304
01:26:54,542 --> 01:26:58,542

1305
01:26:58,545 --> 01:27:02,545

1306
01:27:02,546 --> 01:27:06,546

1307
01:27:06,548 --> 01:27:10,548

1308
01:27:10,550 --> 01:27:14,550

1309
01:27:14,552 --> 01:27:18,552

1310
01:27:18,554 --> 01:27:22,554

1311
01:27:22,555 --> 01:27:26,555

1312
01:27:26,556 --> 01:27:30,556

1313
01:27:30,558 --> 01:27:34,558

1314
01:27:34,560 --> 01:27:38,560

1315
01:27:38,562 --> 01:27:42,562

1316
01:27:42,563 --> 01:27:46,563

1317
01:27:46,565 --> 01:27:50,565

1318
01:27:50,567 --> 01:27:54,567

1319
01:27:54,569 --> 01:27:58,569

1320
01:27:58,570 --> 01:28:02,570

1321
01:28:02,573 --> 01:28:06,573

1322
01:28:06,574 --> 01:28:10,574

1323
01:28:10,574 --> 01:28:14,574

1324
01:28:14,579 --> 01:28:18,579

1325
01:28:18,580 --> 01:28:22,580

1326
01:28:22,581 --> 01:28:26,581
บี บีตรงค่าของข้อมูลของบี

1327
01:28:26,583 --> 01:28:30,583
นะคะ บีจะต้องเนื่องจาก

1328
01:28:30,583 --> 01:28:34,583
ค่าข้อมูลที่จะแสดงน่ะ มันเป็นข้อความ

1329
01:28:34,584 --> 01:28:38,584
มันจะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด ("")

1330
01:28:38,586 --> 01:28:42,586
มันจะหมายถึงเป็นข้อมูลประเภทตัวเลข

1331
01:28:42,587 --> 01:28:46,587
นึกออกนะ เพราะฉะนั้นบีจะต้อง

1332
01:28:46,588 --> 01:28:50,588
ไปแก้ก่อน แก้ตัวแปรนั้นใหม่

1333
01:28:50,589 --> 01:28:54,589
เครื่องหมายเท่ากับ (=)

1334
01:28:54,593 --> 01:28:58,593
ไปข้อความในเครื่องหมายคำพูดคือ Hello

1335
01:28:58,595 --> 01:29:02,595
โอ.เค. ไหมคะ เข้าใจหรือเปล่า

1336
01:29:02,595 --> 01:29:06,595
(ล่าม) อาจารย์คะ สักครู่นะคะ ก็คือ

1337
01:29:06,597 --> 01:29:10,597
ตรงชื่อของตัวแปร เป็นชื่ออะไรก็ได้ใช่ไหมคะ (อาจารย์)

1338
01:29:10,599 --> 01:29:14,599
ใช่ ๆ แล้วแต่เขาจะตั้ง พอหลัง =

1339
01:29:14,600 --> 01:29:18,600
ตรงค่าของข้อมูลให้ใส่ว่าอะไรคะ (อาจารย์) ตรงค่าของข้อมูล

1340
01:29:18,601 --> 01:29:22,601
ตอนนี้เราอยากให้ข้อมูลชนิดนี้เป็น

1341
01:29:22,601 --> 01:29:26,601
ข้อความ ถ้าเป็นข้อความเขาต้องใส่เครื่องหมายคำพูด

1342
01:29:26,601 --> 01:29:30,601
แล้วก็ตามด้วยคำว่า "Hello" ค่ะ

1343
01:29:30,601 --> 01:29:34,601
Hello ค่ะ (ล่าม) ชื่อ

1344
01:29:34,601 --> 01:29:38,601
กำหนดเอง แล้วก็เท่ากับ แล้วเครื่องหมายคำพูด และเป็น Hello ใช่ไหมคะ

1345
01:29:38,602 --> 01:29:42,602
(อาจารย์) ใช่ค่ะ มี Hello

1346
01:29:42,602 --> 01:29:46,602
Name เป็นชื่อเฉพาะ

1347
01:29:46,602 --> 01:29:50,602

1348
01:29:50,604 --> 01:29:54,604

1349
01:29:54,605 --> 01:29:58,605

1350
01:29:58,606 --> 01:30:02,565

1351
01:30:02,611 --> 01:30:06,611

1352
01:30:06,611 --> 01:30:10,611

1353
01:30:10,613 --> 01:30:14,613

1354
01:30:14,616 --> 01:30:18,616

1355
01:30:18,621 --> 01:30:22,621

1356
01:30:22,622 --> 01:30:26,622

1357
01:30:26,624 --> 01:30:30,624

1358
01:30:30,626 --> 01:30:34,626

1359
01:30:34,627 --> 01:30:38,627

1360
01:30:38,630 --> 01:30:42,630

1361
01:30:42,631 --> 01:30:46,631

1362
01:30:46,633 --> 01:30:50,633

1363
01:30:50,635 --> 01:30:54,635

1364
01:30:54,638 --> 01:30:58,638

1365
01:30:58,640 --> 01:31:02,640

1366
01:31:02,641 --> 01:31:06,641

1367
01:31:06,642 --> 01:31:10,642

1368
01:31:10,644 --> 01:31:14,644

1369
01:31:14,647 --> 01:31:18,647

1370
01:31:18,647 --> 01:31:22,647

1371
01:31:22,652 --> 01:31:26,652

1372
01:31:26,653 --> 01:31:30,653

1373
01:31:30,655 --> 01:31:34,655

1374
01:31:34,657 --> 01:31:38,657

1375
01:31:38,659 --> 01:31:42,659

1376
01:31:42,662 --> 01:31:46,662

1377
01:31:46,663 --> 01:31:50,663

1378
01:31:50,665 --> 01:31:54,665

1379
01:31:54,667 --> 01:31:58,667

1380
01:31:58,670 --> 01:32:02,670

1381
01:32:02,672 --> 01:32:06,672

1382
01:32:06,674 --> 01:32:10,674

1383
01:32:10,675 --> 01:32:14,675

1384
01:32:14,675 --> 01:32:18,675

1385
01:32:18,677 --> 01:32:22,677

1386
01:32:22,679 --> 01:32:26,679

1387
01:32:26,681 --> 01:32:30,681

1388
01:32:30,683 --> 01:32:34,683

1389
01:32:34,686 --> 01:32:38,686

1390
01:32:38,689 --> 01:32:42,689

1391
01:32:42,690 --> 01:32:46,690

1392
01:32:46,693 --> 01:32:50,693

1393
01:32:50,694 --> 01:32:54,694

1394
01:32:54,696 --> 01:32:58,696

1395
01:32:58,698 --> 01:33:02,698

1396
01:33:02,700 --> 01:33:06,700

1397
01:33:06,701 --> 01:33:10,701

1398
01:33:10,702 --> 01:33:14,702

1399
01:33:14,704 --> 01:33:18,704

1400
01:33:18,705 --> 01:33:22,705

1401
01:33:22,709 --> 01:33:26,709

1402
01:33:26,709 --> 01:33:30,709

1403
01:33:30,711 --> 01:33:34,711

1404
01:33:34,713 --> 01:33:38,713

1405
01:33:38,715 --> 01:33:42,715

1406
01:33:42,716 --> 01:33:46,716

1407
01:33:46,718 --> 01:33:50,718

1408
01:33:50,720 --> 01:33:54,720

1409
01:33:54,723 --> 01:33:58,723

1410
01:33:58,725 --> 01:34:02,725
อะไรนะ น้องใหม่ชื่ออะไรนะ แป๋ม

1411
01:34:02,726 --> 01:34:06,726
แป๋ม

1412
01:34:06,726 --> 01:34:10,726
แป๋มดู แป๋ม

1413
01:34:10,728 --> 01:34:14,728
ดูรูปแบบของการตั้งชื่อตัวแปรดี ๆ นพคึ

1414
01:34:14,728 --> 01:34:18,728
ชื่อตัวแปรนี่ แป๋ม

1415
01:34:18,729 --> 01:34:22,729
ตั้งเองไม่ต้องไปดูของเพื่อน

1416
01:34:22,730 --> 01:34:26,730
ตัวแปรจะตั้งว่า A ก็ได้ A, B, C

1417
01:34:26,730 --> 01:34:30,730
คือชื่อสมมติน่ะค่ะ

1418
01:34:30,731 --> 01:34:34,731
ชื่อ นะคะ ไม่ใช่ชื่อจริง แต่เราต้อง

1419
01:34:34,732 --> 01:34:38,732
รู้ว่าตัวแปรนี้ใช้ทำอะไร

1420
01:34:38,733 --> 01:34:42,733
หรือมีค่าเท่ากับเท่าไร

1421
01:34:42,734 --> 01:34:46,734
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นปุ๊บ ตั้งชื่อตัวแปร

1422
01:34:46,734 --> 01:34:50,734
แล้วรูปแบบมันก็คือ มีรูปแบบ

1423
01:34:50,736 --> 01:34:54,736
ตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับเสมอ ขาดไม่ได้

1424
01:34:54,738 --> 01:34:58,738
เสร็จแล้วตามด้วยค่าของข้อมูล

1425
01:34:58,738 --> 01:35:02,738
ทีนี้ ถ้าข้อมูลที่เราจะแสดง

1426
01:35:02,739 --> 01:35:06,739
จะแสดง เป็นข้อความ ถ้าเป็น

1427
01:35:06,740 --> 01:35:10,740
ข้อความจะต้องมีเครื่องหมายคำพูดเสมอ

1428
01:35:10,742 --> 01:35:14,742
แต่ถ้าไม่ใช่ข้อความไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด

1429
01:35:14,743 --> 01:35:18,743
เพราะฉะนั้น ตอนนี้นะคะ

1430
01:35:18,744 --> 01:35:22,744
ตัวแปรนี้ แม่บอกว่าให้แสดงข้อความ

1431
01:35:22,744 --> 01:35:26,744
ว่า Hello

1432
01:35:26,745 --> 01:35:30,745
เพราะฉะนั้นแป๋มจะต้องตั้งชื่อตัวแปร

1433
01:35:30,746 --> 01:35:34,746
ที่มีค่าของข้อมูล อยู่ในเครื่องหมายคำพูด

1434
01:35:34,748 --> 01:35:38,748
คือ Hello ลองทำ

1435
01:35:38,749 --> 01:35:42,749
ค่ะ พิมพ์ใหม่ แป๋มพิมพ์ใหม่ แล้วแป๋ม

1436
01:35:42,749 --> 01:35:46,749
ค่อยไป print สั่ง print

1437
01:35:46,750 --> 01:35:50,750
ตัวแปรที่แป๋มตั้งแค่นั้นเอง

1438
01:35:50,751 --> 01:35:54,751

1439
01:35:54,760 --> 01:35:58,760

1440
01:35:58,761 --> 01:36:02,761

1441
01:36:02,763 --> 01:36:06,763
อะตอม ๆ นั้นอะตอม

1442
01:36:06,765 --> 01:36:10,765
นึกออกนะ อะตอมสงสัยว่า

1443
01:36:10,767 --> 01:36:14,767
พอบรรทัดต่อมา อะตอมไม่มีเครื่องหมายคำพูด

1444
01:36:14,771 --> 01:36:18,771
แต่ครั้งแรกอะตอมทำชื่อตัวแปรที่

1445
01:36:18,772 --> 01:36:22,772
ชื่อว่า Name ถูกต้องไหม

1446
01:36:22,772 --> 01:36:26,772
เครื่องหมายเท่ากับ คำพูด แล้วก็ Hello

1447
01:36:26,772 --> 01:36:30,772
เสร็จแล้วอะตอมมาตั้งชื่อตัวแปรอีกครั้งหนึ่ง

1448
01:36:30,774 --> 01:36:34,774
เป็นชื่ออะตอม ถูกต้องไหม

1449
01:36:34,775 --> 01:36:38,775
แล้วอะตอมให้ชื่อของอะตอมไปเท่ากับ Name

1450
01:36:38,776 --> 01:36:42,776
อะตอมตั้งไว้ พอเวลา

1451
01:36:42,779 --> 01:36:46,779
สั่ง print สั่ง Print ตัวแปรที่เป็นชื่อะตอม

1452
01:36:46,780 --> 01:36:50,780
มันก็เลยไปดึงคำว่า Hello ที่อะตอม

1453
01:36:50,793 --> 01:36:54,793
ตั้งค่าไว้ตั้งแต่ชื่อว่า Name

1454
01:36:54,798 --> 01:36:58,798
ทีนี้พอตอนอะตอมบอกเพื่อน อะตอมบอกใส่

1455
01:36:58,806 --> 01:37:02,806
ให้อะตอมจำไว้ว่า ถ้า

1456
01:37:02,807 --> 01:37:06,807
ค่าของข้อมูลเป็น

1457
01:37:06,807 --> 01:37:10,807
ข้อความ จะต้องใส่เครื่องหมายคำพูด

1458
01:37:10,808 --> 01:37:14,808
เสมอ เพราะฉะนั้นเป็น

1459
01:37:14,809 --> 01:37:18,809
ข้อความเท่านั้น ถึงใส่เครื่องหมายคำพูดที่ขึ้นเป็น

1460
01:37:18,810 --> 01:37:22,810
ข้อความ แต่ถ้าไม่ใช่ไม่ต้องใส่

1461
01:37:22,813 --> 01:37:26,813
ถ้าเป็นตัวเลขอย่างนี้ นึกออกนะคะ

1462
01:37:26,814 --> 01:37:30,814
ถ้าเป็นข้อความเท่านั้น

1463
01:37:30,815 --> 01:37:34,815
ต้องการกำหนดค่าให้น่ะ เป็นข้อความเท่านั้นที่จะใส่

1464
01:37:34,816 --> 01:37:38,816

1465
01:37:38,818 --> 01:37:42,818
ทีนี้สิ่งที่จะต้องจำ ก็คือให้จำรูปแบบ

1466
01:37:42,818 --> 01:37:46,818
ของการกำหนดค่าตัวแปรไว้ด้วย ว่าจะต้องประกอบ

1467
01:37:46,819 --> 01:37:50,819
ด้วย 3 ส่วนนี้เสมอ เพราะ

1468
01:37:50,819 --> 01:37:54,819
ครั้งหน้ามาแม่จะไม่มาเปิดสไลด์

1469
01:37:54,820 --> 01:37:58,820
ย้อนแล้วนะคะ เด็ก ๆ จะต้องจำนะคะ ว่าการตั้งค่า

1470
01:37:58,821 --> 01:38:02,821
ตัวแปรประกอบด้วย ชื่อตัวแปร เครื่องหมาย

1471
01:38:02,825 --> 01:38:06,825
เท่ากับ แล้วก็ตามด้วยค่าของข้อมูล ใส่ค่าอยู่ 3 อย่าง

1472
01:38:06,828 --> 01:38:10,828
จำได้ไหม รูปแบบมีแค่นี้ เช่นเดียวกันกับ

1473
01:38:10,829 --> 01:38:14,829
คำสั่ง Print รูปแบบคำสั่ง Print

1474
01:38:14,829 --> 01:38:18,829
ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น พิมพ์คำว่า

1475
01:38:18,830 --> 01:38:22,830
Print แล้วก็ตามด้วย

1476
01:38:22,832 --> 01:38:26,832
วงเล็บ ซึ่งในวงเล็บ

1477
01:38:26,833 --> 01:38:30,833
จะ Print อะไร ถ้า P4r

1478
01:38:30,835 --> 01:38:34,835
ชื่อตัวแปรที่เรากำหนด แต่ถ้า Print ข้อมูล

1479
01:38:34,835 --> 01:38:38,835
ก็ใส่ข้อมูลลงไปได้เลย เห็นไหมคะ

1480
01:38:38,839 --> 01:38:42,839
เพราะฉะนั้นมันจะมีรูปแบบของใครของมัน

1481
01:38:42,840 --> 01:38:46,840
นะคะ คือส่วนใหญ่ที่ผิด 1. คือไม่จำ

1482
01:38:46,841 --> 01:38:50,841
รูปแบบ เด็กๆ ไม่จำรูปแบบในการเขียนโปรแกรม

1483
01:38:50,842 --> 01:38:54,842
แล้วทีนี้จำแล้วไปจำสับสน เพราะเดี๋ยวมันจะม

1484
01:38:54,842 --> 01:38:58,842
คำสั่งอื่นมากอีก เพราะฉะนั้นต้องจำ

1485
01:38:58,843 --> 01:39:02,843
ไปให้ได้ทีละอันก่อน จำได้ตัวที่ 1 ก็จะจำตวัที่

1486
01:39:02,844 --> 01:39:06,844
นะคะ เพราะ

1487
01:39:06,851 --> 01:39:10,851
ถ้าเราเสียเวลาย้อนกลับไปกลับมานี่

1488
01:39:10,853 --> 01:39:14,853
เราจะเสียเวลา เราจะไม่ย้อนเปิดแล้วนะคะ เราจะ

1489
01:39:14,854 --> 01:39:18,854
ต้องจำให้ได้ก่อนว่า

1490
01:39:18,855 --> 01:39:22,855
การใช้คำสั่ง Print มีรูปแบบอย่างไร

1491
01:39:22,855 --> 01:39:26,855
คือถ้าผิดนิดเดียวนี่ มัน

1492
01:39:26,856 --> 01:39:30,856
ขึ้น Error แน่นอน โปรแกรมจะขึ้น Error มาแจ้งเตือน

1493
01:39:30,857 --> 01:39:34,857
ไม่รู้จักบ้างล่ะ อะไรบ้างล่ะ

1494
01:39:34,858 --> 01:39:38,858
ต้อง ต้องไปเปิดดู ต้องไปค้นคำสั่ง Python

1495
01:39:38,859 --> 01:39:42,859
ค้นคำสั่ง Python ดูรูปแบบไว้ ดูที่เ

1496
01:39:42,859 --> 01:39:46,859
ดู

1497
01:39:46,860 --> 01:39:50,860
คำที่เป็นคำสงวนไปไว้ เพราะมันจะมีการ

1498
01:39:50,861 --> 01:39:54,861
อีกทุกเกือบทุกครั้ง

1499
01:39:54,862 --> 01:39:58,862
ไว้ด้วยว่าคำนี้เอามาตั้งไม่ได้นะ

1500
01:39:58,863 --> 01:40:02,863
นะคะ โอ.เค. นะคะ

1501
01:40:02,870 --> 01:40:06,870
วันนี้พอแค่คำสั่ง Print ก่อนนะคะ

1502
01:40:06,871 --> 01:40:10,871
สัปดาห์หน้าค่อยมาต่อ คำสั่ง

1503
01:40:10,873 --> 01:40:14,873
อื่นต่อ ไปดูคำสั่งอื่นมา

1504
01:40:14,874 --> 01:40:18,874
เพิ่มไว้ด้วยนะคะ โอ.เค. ค่ะ

1505
01:40:18,874 --> 01:40:22,874
สัปดาห์นี้พอแค่นี้ อะตอม

1506
01:40:22,876 --> 01:40:26,876
ขอบคุณ ขอบคุณค่ะ

1507
01:40:26,876 --> 01:40:30,851
ขอบคุณนะคะ

1508
01:40:30,877 --> 01:40:34,877

1509
01:40:34,878 --> 01:40:38,799
[สิ้นสุดการถอดความ]

1510
01:40:38,880 --> 01:40:42,880

1511
01:40:42,881 --> 01:40:46,881

1512
01:40:46,883 --> 01:40:50,883

1513
01:40:50,884 --> 01:40:54,884

1514
01:40:54,885 --> 01:40:54,888


