﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,005 --> 00:00:08,005

3
00:00:08,008 --> 00:00:12,008

4
00:00:12,013 --> 00:00:16,013
(ล่าม) ค่ะ ได้ยินค่ะ (อาจารย์) โอ.เค.

5
00:00:16,014 --> 00:00:20,014
ก่อนอื่น ก่อนจะเปิด

6
00:00:20,015 --> 00:00:24,015
เขียนโปรแกรม ต้องเปิดโปรแกรมเสียก่อนนะคะ เด็ก ๆ ต้องไปที่

7
00:00:24,016 --> 00:00:28,016

8
00:00:28,029 --> 00:00:32,029
ของเรา แล้วก็พิมพ์ Python

9
00:00:32,031 --> 00:00:36,031
Python

10
00:00:36,038 --> 00:00:40,038
HON แล้วให้คลิกที่

11
00:00:40,039 --> 00:00:44,039

12
00:00:44,047 --> 00:00:48,047
Open File Location นะ

13
00:00:48,047 --> 00:00:52,047
ให้เลือกเปิดที่ Open

14
00:00:52,048 --> 00:00:56,048

15
00:00:56,050 --> 00:01:00,050
Open ตัวที่ 3 น่ะ

16
00:01:00,051 --> 00:01:04,051
ไม่เอาตัวแรกนะ เลื่อนลงมา

17
00:01:04,052 --> 00:01:08,052
1 2 3

18
00:01:08,052 --> 00:01:12,052
นะคะ

19
00:01:12,053 --> 00:01:16,053
คลิกเพื่อเปิด

20
00:01:16,053 --> 00:01:20,053
1 ครั้ง มันจะต้องเข้ามาที่หน้าต่างนี้

21
00:01:20,055 --> 00:01:24,055

22
00:01:24,055 --> 00:01:28,055
ให้เลือกไฟล์

23
00:01:28,057 --> 00:01:32,057
ที่มีคำว่า IELD

24
00:01:32,058 --> 00:01:36,058
ดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิดเลยนะคะ

25
00:01:36,059 --> 00:01:40,059
ใครที่เข้ามาแล้ว เปิดโปรแกรมเลย

26
00:01:40,060 --> 00:01:44,060
ถ้าเปิดแล้วมันจะได้

27
00:01:44,061 --> 00:01:48,061
มันจะได้หน้าตาหน้าต่าง

28
00:01:48,062 --> 00:01:52,062
แบบนี้ขึ้นมา IDLE

29
00:01:52,062 --> 00:01:56,062
นี่ เจอไหม เจอไหมคะ

30
00:01:56,064 --> 00:02:00,064
เออ ถ้าเจอแล้วดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิด

31
00:02:00,065 --> 00:02:04,065
มันจะมีหน้าต่างเหมือน Notepad น่ะ

32
00:02:04,065 --> 00:02:08,065
ขึ้นมา

33
00:02:08,069 --> 00:02:12,069

34
00:02:12,070 --> 00:02:16,070

35
00:02:16,072 --> 00:02:20,072

36
00:02:20,075 --> 00:02:24,075

37
00:02:24,077 --> 00:02:28,077

38
00:02:28,079 --> 00:02:32,079

39
00:02:32,080 --> 00:02:36,080

40
00:02:36,081 --> 00:02:40,081

41
00:02:40,084 --> 00:02:44,084

42
00:02:44,085 --> 00:02:48,085

43
00:02:48,087 --> 00:02:52,087

44
00:02:52,088 --> 00:02:56,088
เจอหรือยัง วันนี้จะพิมพ์ในตัวนี้

45
00:02:56,090 --> 00:03:00,090
เพราะว่ามันจะเซฟได้ด้วย ถ้าใน

46
00:03:00,090 --> 00:03:04,090
ครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้วจะเป็น commond line

47
00:03:04,093 --> 00:03:08,093
มันจะเป็นพิมพ์ใน Dos นะ มันจะ

48
00:03:08,095 --> 00:03:12,095
ไม่เก็บข้อมูลไว้นะคะ แต่ทีนี้

49
00:03:12,095 --> 00:03:16,095
เขียนโปรแกรมให้จำได้ ต้องเก็บไว้ด้วย เก็บไว้ดูด้วย

50
00:03:16,096 --> 00:03:20,096
ใครยังเปิดไม่ได้

51
00:03:20,096 --> 00:03:24,096
อีก

52
00:03:24,096 --> 00:03:28,096

53
00:03:28,097 --> 00:03:32,097

54
00:03:32,099 --> 00:03:36,099

55
00:03:36,104 --> 00:03:40,104
ก่อนอื่นนะคะ

56
00:03:40,106 --> 00:03:44,106
สิ่งที่จะต้อง...

57
00:03:44,107 --> 00:03:48,107
มาดูสไลด์เราเสียก่อน

58
00:03:48,109 --> 00:03:52,109
ดูคำสั่ง

59
00:03:52,111 --> 00:03:56,111
ก่อนจะทำ

60
00:03:56,112 --> 00:04:00,112
บอกแล้วว่าเราจะมีส่วนที่เรียกว่า "Comment" ก่อน

61
00:04:00,114 --> 00:04:04,114
ที่จะเขียนโปรแกรม จะต้องเขียน Comment

62
00:04:04,115 --> 00:04:08,115
ทีนี้ comment ใน phyton นี่

63
00:04:08,116 --> 00:04:12,116
มันมีอยู่ 2 วิธีการ

64
00:04:12,117 --> 00:04:16,117
เขียน Comment ใน Python มี 2 วิธี

65
00:04:16,126 --> 00:04:20,126
คือเขียนเพื่ออะไร จะได้รู้ว่าโปรแกรมนี้

66
00:04:20,126 --> 00:04:24,126
หรือตรงส่วนนี้เป็นอะไร หรือ

67
00:04:24,127 --> 00:04:28,127
เหมือนตั้งชื่อ a นี่ ตัวแปร a

68
00:04:28,129 --> 00:04:32,129
ใช้สำหรับเก็บข้อมูลอะไร นึกออกนะ เพราะบางตัวแปรนี่

69
00:04:32,130 --> 00:04:36,130
เหมือนสัปดาห์ก่อนเราทำ

70
00:04:36,131 --> 00:04:40,131
ให้ Print ตัวแปร แต่

71
00:04:40,134 --> 00:04:44,134
เราไม่ได้ระบุว่าตัวแปรนั้นทำอะไร

72
00:04:44,134 --> 00:04:48,134
ใช่ไหม ทีนี้ก็ต้องบอก เราจะได้รู้ว่าตัวแปร

73
00:04:48,148 --> 00:04:52,148
ที่ชื่อนี้มันใช้ทำอะไรนะคะ ทุกครั้ง

74
00:04:52,150 --> 00:04:56,150
มาดูรูปแบบก่อนจะได้รู้วิธีเขียน

75
00:04:56,151 --> 00:05:00,151

76
00:05:00,151 --> 00:05:04,151
แบบแรก Line Comment

77
00:05:04,153 --> 00:05:08,153
Line ก็คือเป็นบรรทัด

78
00:05:08,154 --> 00:05:12,154
ถ้าเขียนแบบ line comment มันจะเขียน

79
00:05:12,155 --> 00:05:16,155
แค่ 1 บรรทัด Comment แค่บรรทัดเดียว

80
00:05:16,157 --> 00:05:20,157
โดยใช้เครื่องหมาย hashtag นั่นล่ะ

81
00:05:20,157 --> 00:05:24,157
ไว้ข้างหน้าข้อความ ก็คือโปรแกรมมาอ่านนี่

82
00:05:24,159 --> 00:05:28,159
พอมันเจอ Hastag มันจะข้ามไป จะไม่

83
00:05:28,160 --> 00:05:32,160
ทำงานในส่วนนั้น แต่เราจะรู้ว่าตรงแฮชแท็ก

84
00:05:32,161 --> 00:05:36,161
มันหมายถึงเราเขียน Comment

85
00:05:36,161 --> 00:05:40,161
ก็คือเขียนคำอธิบายตัวโปรแกรมของเราไว้

86
00:05:40,162 --> 00:05:44,162
มีตัวอย่างให้ดูว่าเขียนอย่างไร

87
00:05:44,162 --> 00:05:48,162
ก็คือต้องใส่เครื่องหมายแฮชแท็ก

88
00:05:48,163 --> 00:05:52,163
ก่อนแล้วก็ตามด้วยอย่างนี้นะคะ

89
00:05:52,163 --> 00:05:56,163
a = 10 หรือ b = 20 นี่

90
00:05:56,165 --> 00:06:00,165
hastag บอกว่า บรรทัดนี้เอาไว้ประกาศตัวแปร

91
00:06:00,166 --> 00:06:04,166
เห็นไหมคะ ก็คือบอกไว้เลยว่าตรงนี้จะเป็น

92
00:06:04,177 --> 00:06:08,177
การประกาศตัวแปรหรือกำหนดค่านะคะ

93
00:06:08,177 --> 00:06:12,177
แต่ถ้าไม่มี Hasteg

94
00:06:12,178 --> 00:06:16,178
ขึ้นมาเลย แบบนี้นะคะ

95
00:06:16,180 --> 00:06:20,180
อันนี้คือแบบ line Comment ก็คือ

96
00:06:20,181 --> 00:06:24,181
แค่บรรทัดเดียวนะคะ

97
00:06:24,193 --> 00:06:28,193
มาอีกแบบหนึ่ง Block

98
00:06:28,195 --> 00:06:32,195
block เป็น block

99
00:06:32,196 --> 00:06:36,196
อธิบายยาวกกว่า 1 บรรทัด

100
00:06:36,196 --> 00:06:40,196
เขาก็เลยบอกว่าอย่างนั้นทำเป็นบล็อกเลย Comment

101
00:06:40,197 --> 00:06:44,197
แบบนี้นะคะ จะต้องใช้

102
00:06:44,198 --> 00:06:48,198
ไอ้ตัวเหมือนเครื่องหมายคำพูด แต่จะมี

103
00:06:48,199 --> 00:06:52,199
Single Code กับ

104
00:06:52,200 --> 00:06:56,200
ขีดเดียว เป็นอันเดียวน่ะ ตัวเดียว เป็น single

105
00:06:56,202 --> 00:07:00,202
แต่ต้องพิมพ์ 3 ตัว นึกออกนะคะ

106
00:07:00,204 --> 00:07:04,204
ต้องพิมพ์ 3 ตัว ต้องมีเปิดแล้วมีปิด

107
00:07:04,204 --> 00:07:08,204
เหมือนกัน ถ้าใช้ Double Code

108
00:07:08,206 --> 00:07:12,206
ไอ้ที่มี 2 อันน่ะ ก็ต้องพิมพ์ 3 ครั้ง

109
00:07:12,218 --> 00:07:16,218
พิมพ์เปิด แล้วต้องพิมพ์ปิด

110
00:07:16,219 --> 00:07:20,219
มันจะพิมพ์แค่เปิดข้างหน้าอันเดียวใช่ไหม

111
00:07:20,219 --> 00:07:24,219
บอกจุดเริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุด

112
00:07:24,220 --> 00:07:28,220
เสมอนะคะ ก็คือถ้าพิมพ์เปิดด้านหน้า 3 อัน ด้าน

113
00:07:28,222 --> 00:07:32,222
ข้างหลังก็ต้อง 3

114
00:07:32,222 --> 00:07:36,222
นั่นหมายความว่าสิ่งที่อยู่ในดับเบิลโคด

115
00:07:36,223 --> 00:07:40,223
นั้น คือคำอธิบายทั้งหมด

116
00:07:40,233 --> 00:07:44,233
นะคะ ไม่ใช่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่เป็น

117
00:07:44,234 --> 00:07:48,234
ฟังก์ชันนะคะ วิธีการเขียนแบบนี้

118
00:07:48,234 --> 00:07:52,234
เห็นไหมคะ ใส่ ดับเบิลโคด มาเลย

119
00:07:52,236 --> 00:07:56,236
นะคะ นี่เป็นบล็อกอย่างนี้

120
00:07:56,236 --> 00:08:00,236
ตรงนี้แล้วมาปิดที่อย่างนี้ ถ้าเป็นบล็อกนี่จะ

121
00:08:00,237 --> 00:08:04,237
สามารถพิมพ์ได้หลายบรรทัด แต่ถ้าเป็น

122
00:08:04,238 --> 00:08:08,238
ไลน์คอมเม้นพิมพ์ได้แค่ 1 บรรทัด

123
00:08:08,239 --> 00:08:12,239
Blog Comment คือ

124
00:08:12,240 --> 00:08:16,240
สิ่งที่เราต้องการอธิบายเยอะน่ะ เราก็

125
00:08:16,241 --> 00:08:20,241
พิมพ์ได้หลายบรรทัด โอ.เค. นะคะ

126
00:08:20,242 --> 00:08:24,242
เพราะฉะนั้นอันดับแรก

127
00:08:24,243 --> 00:08:28,243
สิ่งที่เราจะทำวันนี้ ก็คือ

128
00:08:28,243 --> 00:08:32,243
เปิดโปรแกรมที่เมื่อกี้ให้เปิดขึ้นมา

129
00:08:32,244 --> 00:08:36,244
ใส่ Comment ลงไปก่อน

130
00:08:36,251 --> 00:08:40,251
ว่า สิ่งแรกที่เราจะทำ เอาแบบไลน์คอมเม้น

131
00:08:40,252 --> 00:08:44,252
ใส่แฮชแท็กเข้าไป

132
00:08:44,252 --> 00:08:48,252
ไม่ได้ใช้นาน Hashtag เจอแล้ว

133
00:08:48,254 --> 00:08:52,254
เห็นไหมคะ จะขึ้นสีแดง ๆ อย่างนี้นะคะ

134
00:08:52,255 --> 00:08:56,255

135
00:08:56,256 --> 00:09:00,256
แล้วพิมพ์

136
00:09:00,257 --> 00:09:04,257
ภาษาไทยลงไปเลยนะคะ เปลี่ยนคีย์บอร์ด้วย พิมพ์ลงไปว่า...

137
00:09:04,259 --> 00:09:08,259
เดี๋ยวขอโทษ ลืมส่งไฟล์ให้เสือย

138
00:09:08,260 --> 00:09:12,260

139
00:09:12,260 --> 00:09:16,260

140
00:09:16,261 --> 00:09:20,261

141
00:09:20,262 --> 00:09:24,262

142
00:09:24,264 --> 00:09:28,264

143
00:09:28,265 --> 00:09:32,265

144
00:09:32,266 --> 00:09:36,266

145
00:09:36,267 --> 00:09:40,267

146
00:09:40,270 --> 00:09:44,270

147
00:09:44,271 --> 00:09:48,271

148
00:09:48,271 --> 00:09:52,271

149
00:09:52,272 --> 00:09:56,272

150
00:09:56,274 --> 00:10:00,274

151
00:10:00,278 --> 00:10:04,278

152
00:10:04,280 --> 00:10:08,280

153
00:10:08,282 --> 00:10:12,282

154
00:10:12,284 --> 00:10:16,284

155
00:10:16,287 --> 00:10:20,287

156
00:10:20,288 --> 00:10:24,288

157
00:10:24,291 --> 00:10:28,291

158
00:10:28,292 --> 00:10:32,292

159
00:10:32,294 --> 00:10:36,294
+

160
00:10:36,298 --> 00:10:40,298

161
00:10:40,300 --> 00:10:44,300

162
00:10:44,302 --> 00:10:48,302
ส่งไฟล์ให้แล้วนะคะ เสือน้อย

163
00:10:48,304 --> 00:10:52,304
โอ.เค.

164
00:10:52,305 --> 00:10:56,305

165
00:10:56,306 --> 00:11:00,306
เมื่อกี้นะคะ

166
00:11:00,308 --> 00:11:04,308
คอมเม้น เราจะอธิบายว่า

167
00:11:04,309 --> 00:11:08,309
วันนี้การใช้งาน...

168
00:11:08,310 --> 00:11:12,310

169
00:11:12,311 --> 00:11:16,311

170
00:11:16,313 --> 00:11:20,313
คือ

171
00:11:20,316 --> 00:11:24,316
มันเป็นทั้งคำสั่งแต่

172
00:11:24,318 --> 00:11:28,318
Python มันจะเรียกว่าเป็นฟังก์ชันนะ

173
00:11:28,320 --> 00:11:32,320
เราจะบอกว่าการใช้งานฟังก์ชัน Input นะคะ

174
00:11:32,320 --> 00:11:36,320

175
00:11:36,322 --> 00:11:40,322

176
00:11:40,322 --> 00:11:44,322

177
00:11:44,324 --> 00:11:48,324

178
00:11:48,326 --> 00:11:52,326

179
00:11:52,331 --> 00:11:56,331

180
00:11:56,333 --> 00:12:00,333

181
00:12:00,335 --> 00:12:04,335

182
00:12:04,336 --> 00:12:08,336

183
00:12:08,338 --> 00:12:12,338

184
00:12:12,343 --> 00:12:16,343

185
00:12:16,346 --> 00:12:20,346

186
00:12:20,349 --> 00:12:24,349

187
00:12:24,351 --> 00:12:28,351

188
00:12:28,352 --> 00:12:32,352

189
00:12:32,354 --> 00:12:36,354

190
00:12:36,355 --> 00:12:40,355

191
00:12:40,356 --> 00:12:44,356

192
00:12:44,358 --> 00:12:48,358

193
00:12:48,360 --> 00:12:52,360

194
00:12:52,360 --> 00:12:56,360

195
00:12:56,362 --> 00:13:00,362

196
00:13:00,364 --> 00:13:04,364

197
00:13:04,366 --> 00:13:08,366

198
00:13:08,367 --> 00:13:12,367

199
00:13:12,368 --> 00:13:16,368

200
00:13:16,371 --> 00:13:20,371

201
00:13:20,374 --> 00:13:24,374

202
00:13:24,375 --> 00:13:28,375

203
00:13:28,376 --> 00:13:32,376

204
00:13:32,377 --> 00:13:36,377
สุดได้เท่านี้ล่ะ เดี๋ยวต้องใช้

205
00:13:36,380 --> 00:13:40,380
ตัวช่วยอื่น

206
00:13:40,380 --> 00:13:44,380

207
00:13:44,381 --> 00:13:48,381

208
00:13:48,382 --> 00:13:52,382

209
00:13:52,388 --> 00:13:56,388

210
00:13:56,390 --> 00:14:00,390

211
00:14:00,392 --> 00:14:04,392
ใหญ่พอหรือยังคะ เอาอีกไหม

212
00:14:04,394 --> 00:14:08,394
การใช้งาน

213
00:14:08,396 --> 00:14:12,396
Function Input

214
00:14:12,396 --> 00:14:16,396
มันจะพิมพ์เป็น

215
00:14:16,399 --> 00:14:20,399
มันจะพิมพ์เป็นคำสั่ง

216
00:14:20,400 --> 00:14:24,400
ของ Python จะพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ จะไม่

217
00:14:24,401 --> 00:14:28,401
พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็ก

218
00:14:28,408 --> 00:14:32,408
จะไม่มีเป็นตัวพิมพ์เล็ก จะไม่มีเป็นตัวพิมพ์ใหญ่

219
00:14:32,409 --> 00:14:36,409

220
00:14:36,410 --> 00:14:40,410

221
00:14:40,411 --> 00:14:44,411

222
00:14:44,412 --> 00:14:48,412

223
00:14:48,413 --> 00:14:52,413

224
00:14:52,414 --> 00:14:56,414

225
00:14:56,416 --> 00:15:00,416
นี่คือ Function

226
00:15:00,418 --> 00:15:04,418
ที่เราจะเรียนกันในวันนี้นะคะ

227
00:15:04,418 --> 00:15:08,418

228
00:15:08,419 --> 00:15:12,419

229
00:15:12,421 --> 00:15:16,421

230
00:15:16,422 --> 00:15:20,422

231
00:15:20,423 --> 00:15:24,423

232
00:15:24,424 --> 00:15:28,424

233
00:15:28,427 --> 00:15:32,427

234
00:15:32,428 --> 00:15:36,428
ก่อนอื่น

235
00:15:36,429 --> 00:15:40,429
เราจะต้องรู้ก่อนว่ารูปแบบ Function

236
00:15:40,431 --> 00:15:44,431
มันใช้งานอย่างไรบ้าง

237
00:15:44,431 --> 00:15:48,431
คะ

238
00:15:48,432 --> 00:15:52,432

239
00:15:52,432 --> 00:15:56,432
Input นะคะ คำสั่ง Input หรือ Function Input นี่ คือ

240
00:15:56,434 --> 00:16:00,434
คำสั่งสำหรับรับข้อมูล

241
00:16:00,435 --> 00:16:04,435
รับข้อมูล

242
00:16:04,436 --> 00:16:08,436
จากแป้นพิมพ์เท่านั้นด้วยนะคะ ก็คือสั่ง

243
00:16:08,438 --> 00:16:12,438
ให้รับค่าหรือรับข้อมูลจากแป้นพิมพ์

244
00:16:12,438 --> 00:16:16,438
ก่อนอื่นจะต้องรู้ก่อนว่าข้อมูลใน Python นี่

245
00:16:16,439 --> 00:16:20,439
ที่คำสั่ง... Function Input

246
00:16:20,447 --> 00:16:24,447
จะสามารถรับได้มีอยู่ 3 ตัว หรือมีอยู่ 3

247
00:16:24,447 --> 00:16:28,447
ชนิด อันแรก ก็คือ

248
00:16:28,448 --> 00:16:32,448
Int integer

249
00:16:32,449 --> 00:16:36,449
นะคะ ข้อมูลตัวที่ 1

250
00:16:36,450 --> 00:16:40,450
นี่ INP

251
00:16:40,451 --> 00:16:44,451
Integer นะคะ

252
00:16:44,452 --> 00:16:48,452

253
00:16:48,452 --> 00:16:52,452
ตัวที่ 1

254
00:16:52,454 --> 00:16:56,445

255
00:16:56,454 --> 00:17:00,454
ก็คือจำนวนเต็มนะคะ

256
00:17:00,463 --> 00:17:04,463

257
00:17:04,464 --> 00:17:08,464
จำนวนเต็มนะคะ

258
00:17:08,466 --> 00:17:12,466
คำสั่งที่ 2 STR

259
00:17:12,469 --> 00:17:16,469
เอ้ย ไม่ใช่คำสั่ง ข้อมูลชนิดที่ 2

260
00:17:16,471 --> 00:17:20,471
ข้อมูลตัวที่ 2 Str นั่นก็คือ

261
00:17:20,472 --> 00:17:24,472
ข้อมูลที่เป็น

262
00:17:24,477 --> 00:17:28,477

263
00:17:28,477 --> 00:17:32,477
2 นี่นะคะ String นี่

264
00:17:32,478 --> 00:17:36,478
ข้อความ

265
00:17:36,490 --> 00:17:40,490
ข้อมูลที่เป็นข้อความนะคะ

266
00:17:40,491 --> 00:17:44,491
และ

267
00:17:44,491 --> 00:17:48,491
ข้อมูลแบบสุดท้าย Float

268
00:17:48,491 --> 00:17:52,491
ตัวนี้นะคะ Float นะคะ

269
00:17:52,492 --> 00:17:56,492
จำนวนที่มีทศนิยมได้ เราจะใช้ Fone

270
00:17:56,495 --> 00:18:00,495

271
00:18:00,496 --> 00:18:04,496
ที่เป็นทศนิยมหรือ

272
00:18:04,498 --> 00:18:08,498
ที่เป็นทศนิยมหรือมันจะมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "

273
00:18:08,510 --> 00:18:12,510
จำนวนจริง หรือจำนวนจริง

274
00:18:12,511 --> 00:18:16,511
ทีนี้รูปแบบ

275
00:18:16,511 --> 00:18:20,511
รูปแบบ ก็คือพิมพ์แค่

276
00:18:20,526 --> 00:18:24,526
คำว่า input เดี๋ยว ๆ ๆ

277
00:18:24,527 --> 00:18:28,527

278
00:18:28,527 --> 00:18:32,527

279
00:18:32,528 --> 00:18:36,528

280
00:18:36,531 --> 00:18:40,531
พิมพ์แค่ตรงนี้นะคะ ตั้งแต่ input เป็นต้นไป

281
00:18:40,533 --> 00:18:44,533
แล้วก็ ( )

282
00:18:44,534 --> 00:18:48,534
แค่นั้นพอ Input คือ รับ

283
00:18:48,535 --> 00:18:52,535
ข้อมูล รับข้อมูลบอกเลยว่าให้รับข้อมูล

284
00:18:52,535 --> 00:18:56,535
นะคะ จะพิมพ์แค่นี้นะคะ

285
00:18:56,535 --> 00:19:00,535
ทีนี้ เดี๋ยวจะมาพาทำว่า ถ้าจะรับข้อมูล

286
00:19:00,536 --> 00:19:04,536
ทั้ง 3 แบบนี่ รูปแบบนี่ มันจะเปลี่ยนไปอย่างไร

287
00:19:04,537 --> 00:19:08,537
รูปแบบนี่มันจะเปลี่ยนไปอย่างไร มาดูก่อน

288
00:19:08,537 --> 00:19:12,537

289
00:19:12,538 --> 00:19:16,538
แบบที่ 1

290
00:19:16,539 --> 00:19:20,539
ถ้าเราต้องการให้รับค่า

291
00:19:20,541 --> 00:19:24,541
ที่เป็นข้อมูลหรือข้อมูลที่เป็นข้อความ

292
00:19:24,543 --> 00:19:28,543
ก็คืออะไรคะ ข้อมูลประเภท String อย่างนี้ใช่ไหมคะ

293
00:19:28,544 --> 00:19:32,544
String

294
00:19:32,546 --> 00:19:36,546
รับค่าข้อมูลแบบ Str นี่

295
00:19:36,546 --> 00:19:40,546
ในตัวอย่าง ดูที่ตัวอย่าง

296
00:19:40,547 --> 00:19:44,547
Name =

297
00:19:44,548 --> 00:19:48,548
Input )

298
00:19:48,550 --> 00:19:52,550
ความหมายก็คือ บรรทัดนี้

299
00:19:52,553 --> 00:19:56,553
นี้นะคะ คำสั่งในบรรทัดนี้ หมายความว่า ให้

300
00:19:56,555 --> 00:20:00,555
ทำการรับค่าข้อความไปเก็บไว้ใน

301
00:20:00,557 --> 00:20:04,557
ตัวแปร เห็นไหมคะ

302
00:20:04,557 --> 00:20:08,557
เพราะรูปแบบการประกาศตัวแปร

303
00:20:08,559 --> 00:20:12,559
แล้วก็มีเครื่องหมายเท่ากับ แล้วก็มี

304
00:20:12,560 --> 00:20:16,560
ข้อมูลหรือสิ่งที่จะต้องให้

305
00:20:16,570 --> 00:20:20,570
ตัวแปรนั้นเป็นนะคะ หรือ

306
00:20:20,572 --> 00:20:24,572
ระบุข้อมูลลงไปนะคะ

307
00:20:24,572 --> 00:20:28,572
ผลลัพธ์ out put นี่คือผลลัพธ์ที่

308
00:20:28,573 --> 00:20:32,573
เรารันคำสั่ง

309
00:20:32,575 --> 00:20:36,575
นี่นะคะ มันจะมีเคอร์เซอร์กระพริบ

310
00:20:36,575 --> 00:20:40,575
เพื่อรอรับข้อความ

311
00:20:40,576 --> 00:20:44,576
หรือข้อมูลต่าง ๆ นั่นเอง แบบที่ 1 นะคะ

312
00:20:44,578 --> 00:20:48,578
เป็นการรับค่าที่เป็นข้อความชนิด

313
00:20:48,589 --> 00:20:52,589
ที่เป็น String

314
00:20:52,589 --> 00:20:56,589
มาดูแบบที่ 2

315
00:20:56,590 --> 00:21:00,590
แล้วถ้ารับค่าที่เป็นตัวเลข

316
00:21:00,591 --> 00:21:04,591
แบบจำนวนเต็ม หรือ int

317
00:21:04,592 --> 00:21:08,592
หรือ Intger

318
00:21:08,592 --> 00:21:12,592
แบบ Intiger

319
00:21:12,593 --> 00:21:16,593
วิธีเขียนนี่ มันจะเขียนได้

320
00:21:16,595 --> 00:21:20,595
2 แบบ

321
00:21:20,595 --> 00:21:24,595
คือแบบที่ 1 ทำเหมือน

322
00:21:24,596 --> 00:21:28,596
ทำเหมือนข้อความเลย แต่ต้องมาระบุ

323
00:21:28,597 --> 00:21:32,597
เห็นไหมคะ ระบุเพิ่มว่า

324
00:21:32,599 --> 00:21:36,599
เป็น Integer แต่ถ้าเลือกเขียน

325
00:21:36,599 --> 00:21:40,599
แบบที่ 2 จะเร็วกว่า

326
00:21:40,600 --> 00:21:44,600
นั่นก็คือระบุ Intiger ข้างหน้าเลย

327
00:21:44,602 --> 00:21:48,602
แล้วตามด้วย Function

328
00:21:48,609 --> 00:21:52,609
input ข้างในเห็นไหมคะ

329
00:21:52,609 --> 00:21:56,609
ถ้าเราจะเขียน แนะนำให้เขียนแบบ

330
00:21:56,610 --> 00:22:00,610
วิธีที่ 2 เพราะวิธีที่ 1

331
00:22:00,610 --> 00:22:04,610
ต้องมาประกาศตัวแปร 1 ครั้ง เสร็จแล้ว

332
00:22:04,612 --> 00:22:08,612
มาบอกว่าตัวแปรนี้เก็บข้อมูลประเภทไหน

333
00:22:08,624 --> 00:22:12,624
เห็นไหมคะ ต้องมาแปลงค่า

334
00:22:12,625 --> 00:22:16,625
ก็คือให้รับค่าเข้ามา แล้วมาแปลงค่า

335
00:22:16,626 --> 00:22:20,626
ถ้าทำแบบวิธีที่ 1 นี่ จะต้องเขียน

336
00:22:20,626 --> 00:22:24,626
2 บรรทัด เขียนถึง 2 บรรทัด

337
00:22:24,633 --> 00:22:28,633
แต่ ถ้ามาแบบวิธีที่ 2 แบบ

338
00:22:28,634 --> 00:22:32,634
วิธีที่ 2 นะคะ อันนี้

339
00:22:32,635 --> 00:22:36,635
อันนี้แบบวิธีที่ 1 เราจะเขียน

340
00:22:36,635 --> 00:22:40,635
แค่บรรทัดเดียว บอกไว้เลยเราะจะใช้ตัวแปรอะไร

341
00:22:40,639 --> 00:22:44,639
เก็บข้อมูลแบบไหน เห็นไหมคะ

342
00:22:44,640 --> 00:22:48,640
แบบนี้ไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อใด

343
00:22:48,642 --> 00:22:52,642
ที่ให้จำง่าย ๆ ถ้าเป็นตัว

344
00:22:52,643 --> 00:22:56,643
ค่าข้อมูลที่เป็น Integer ให้

345
00:22:56,656 --> 00:23:00,656
พิมพ์รูปแบบว่า Intger

346
00:23:00,658 --> 00:23:04,658
วงเล็บ แล้วก็ใส่ฟังชันก์ Input

347
00:23:04,658 --> 00:23:08,658
ซ้อนเข้าไปอย่างนี้นะคะ บอกไปเลย

348
00:23:08,660 --> 00:23:12,660
2 อย่างทีเดียว ประกาศทีเดียวเลย

349
00:23:12,660 --> 00:23:16,660
บอกทีเดียวเลยนะคะ

350
00:23:16,661 --> 00:23:20,661
อันนี้เป็นแบบ Intiger ยังเหลืออีก 1 แบบ

351
00:23:20,661 --> 00:23:24,661
นะคะ ยังเหลืออีก 1 แบบ

352
00:23:24,662 --> 00:23:28,662

353
00:23:28,664 --> 00:23:32,664

354
00:23:32,666 --> 00:23:36,666
รับค่าตัวเลข ที่เป็นจำนวน

355
00:23:36,669 --> 00:23:40,669
จริง หรือทศนิยม เห็นไหมคะ

356
00:23:40,682 --> 00:23:44,682
ถ้าเป็นตัวเลข

357
00:23:44,682 --> 00:23:48,682
ทศนิยม ก็คือ Folt

358
00:23:48,691 --> 00:23:52,691
ก็คือ fort นั้นเองนะคะ

359
00:23:52,693 --> 00:23:56,693
รูปแบบ

360
00:23:56,694 --> 00:24:00,694
จะเหมือนกับ Integer แต่เปลี่ยนจาก Integer เป็นอะไรคะ

361
00:24:00,695 --> 00:24:04,695
Folt

362
00:24:04,695 --> 00:24:08,695
ระบุชนิดของข้อมูลลงไป เป็น

363
00:24:08,695 --> 00:24:12,695
Float หรือเป็น Integer เห็นไหมคะ

364
00:24:12,696 --> 00:24:16,696
วิธีเขียนเหมือนกัน แต่เปลี่ยนแค่ถ้า

365
00:24:16,696 --> 00:24:20,696
รับค่าเป็นเลขจำนวนเต็มก็ใช้ Int

366
00:24:20,702 --> 00:24:24,702
แต่ถ้ารับเป็นทศนิยม หรือจำนวนจริงให้ใช้

367
00:24:24,704 --> 00:24:28,704
Float นะคะ รูปแบบจะเปลี่ยนแค่นี้เอง

368
00:24:28,705 --> 00:24:32,705
พร้อมจะเขียนหรือยัง

369
00:24:32,706 --> 00:24:36,706
เอาล่ะ เริ่มเปิดหน้าต่าง

370
00:24:36,707 --> 00:24:40,707
โปรแกรมของเราขึ้นมานะคะ

371
00:24:40,709 --> 00:24:44,709
บอกแล้ว 1 ใช้งาน Function

372
00:24:44,709 --> 00:24:48,709
อันดับแรก

373
00:24:48,710 --> 00:24:52,710
พิมพ์

374
00:24:52,710 --> 00:24:56,710
เราจะให้มีตัวแปร 1 ตัว สำหรับ

375
00:24:56,711 --> 00:25:00,711
เก็บข้อมูล หรือ

376
00:25:00,711 --> 00:25:04,711
รับค่าข้อมูลที่เป็นข้อความก่อนนะคะ

377
00:25:04,711 --> 00:25:08,711
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น

378
00:25:08,712 --> 00:25:12,712
เดี๋ยว ๆ

379
00:25:12,713 --> 00:25:16,713
สิ่งที่

380
00:25:16,714 --> 00:25:20,714
อยากให้จำ ต้องจำนะคะว่า

381
00:25:20,714 --> 00:25:24,714
ถ้าเมื่อใดที่ใช้ Function I

382
00:25:24,715 --> 00:25:28,715
ต้องมีเพิ่มเติมนี่

383
00:25:28,715 --> 00:25:32,715
นี่ต้องมีเพิ่มเติมนี่

384
00:25:32,716 --> 00:25:36,716
ควรบอกผู้ใช้งาน

385
00:25:36,717 --> 00:25:40,717
ว่าโปรแกรมจะทำอะไร หรือป้อนข้อมูลปรเท

386
00:25:40,723 --> 00:25:44,723

387
00:25:44,724 --> 00:25:48,724
วิธีการ

388
00:25:48,726 --> 00:25:52,726
เช่นต้องการให้เขาพิมพ์ชื่อ เห็นไหมคะ

389
00:25:52,726 --> 00:25:56,726
ให้มันขึ้น อันนี้คือ Output นะคะ

390
00:25:56,727 --> 00:26:00,727
ตรงส่วนนี้เป็น Output ต้องการให้เครื่อง

391
00:26:00,728 --> 00:26:04,728
ทำงาน ก็คือต้องการให้พิมพ์ชื่อ

392
00:26:04,728 --> 00:26:08,728
หรือให้เครื่องมันรับค่าชื่อที่

393
00:26:08,730 --> 00:26:12,730
คนพิมพ์ลงไป หรือให้พิมพ์อายุ อะไรอย่า

394
00:26:12,731 --> 00:26:16,731
เพราะฉะนั้นเวลา

395
00:26:16,731 --> 00:26:20,731
ทำคำสั่ง

396
00:26:20,732 --> 00:26:24,732
ในฟังก์ชัน input เห็นไหมคะ

397
00:26:24,733 --> 00:26:28,733
เราก็พิมพ์ข้อความที่เราต้องการแสดง

398
00:26:28,733 --> 00:26:32,733
ให้ผู้ใช้รู้ลงไปด้วย อย่างนี้นะคะ

399
00:26:32,734 --> 00:26:36,734
นะคะ เห็นหรือเปล่าคะ

400
00:26:36,735 --> 00:26:40,735
พร้อมหรือยัง

401
00:26:40,735 --> 00:26:44,735
ก่อนอื่น

402
00:26:44,737 --> 00:26:48,737
1 Hastag แรกเลย

403
00:26:48,738 --> 00:26:52,738
ประกาศตัวแปร

404
00:26:52,738 --> 00:26:56,738

405
00:26:56,740 --> 00:27:00,740
บรรทัดนี้บอกเลยว่าเราจะ

406
00:27:00,740 --> 00:27:04,740
ประกาศตัวแปร

407
00:27:04,742 --> 00:27:08,742
name

408
00:27:08,746 --> 00:27:12,746
ทีนี้เด็ก ๆ จะ

409
00:27:12,746 --> 00:27:16,746
ต้องจำนะคะ ถ้าเด็ก ๆ ใช้ตัวแปรในการพิมพ์

410
00:27:16,747 --> 00:27:20,747
โดยการพิมพ์จำกฎได้เปล่า ถ้าตัวแปร

411
00:27:20,748 --> 00:27:24,748
ถ้าเป็นตัวพิมพ์เล็กกับตัวพิมพ์ใหญ่จะแต่

412
00:27:24,750 --> 00:27:28,750
เพราะฉะนั้นตอนประกาศถ้าเราใช้ตัวพิมพ์เล็ก เวลา

413
00:27:28,750 --> 00:27:32,750
เรียกใช้ตัวพิมพ์เล็กนะคะ

414
00:27:32,751 --> 00:27:36,751
เพราะฉะนั้น ถ้าเรามี Hastag มีคอมเม้นท์

415
00:27:36,753 --> 00:27:40,753
เราจะรู้ว่าตัวแปรที่เราประกาศน่ะ ตัวเดียวกันไหม

416
00:27:40,753 --> 00:27:44,753
นะคะ อันนี้จะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่

417
00:27:44,754 --> 00:27:48,754

418
00:27:48,754 --> 00:27:52,754

419
00:27:52,756 --> 00:27:56,756

420
00:27:56,756 --> 00:28:00,756

421
00:28:00,759 --> 00:28:04,759

422
00:28:04,760 --> 00:28:08,760
อันนี้ใส่คอมเมนท์เข้าไปว่า

423
00:28:08,761 --> 00:28:12,761
เราจะประกาศตัวแปรที่ชื่อว่า name

424
00:28:12,762 --> 00:28:16,762
เพื่อสำหรับรับชื่อ

425
00:28:16,764 --> 00:28:20,764
รับข้อมูลชื่อนะคะ รับค่า

426
00:28:20,765 --> 00:28:24,765

427
00:28:24,766 --> 00:28:28,766
ข้อความ

428
00:28:28,767 --> 00:28:32,767

429
00:28:32,768 --> 00:28:36,768

430
00:28:36,770 --> 00:28:40,770

431
00:28:40,771 --> 00:28:44,771
พิ

432
00:28:44,778 --> 00:28:48,778

433
00:28:48,781 --> 00:28:52,781
เพราะฉะนั้น

434
00:28:52,782 --> 00:28:56,782
ก็ต้องพิมพ์ name

435
00:28:56,786 --> 00:29:00,786
ตัวแปร name เมื่อ

436
00:29:00,787 --> 00:29:04,787
ใช้ตัวใหญ่ ถ้าใช้ตัวใหญ่ ถ้าใครพิมพ์เหมือนตัวอย่างนี่

437
00:29:04,788 --> 00:29:08,788
เป็นตัวใหญ่นี่ เวลาประกาศก็ต้องอะไรคะ ต้องใช้

438
00:29:08,789 --> 00:29:12,789
ตัวใหญ่เหมือนกันนะคะ name

439
00:29:12,790 --> 00:29:16,790
ตัวเล็ก ถ้าใช้ตัวเล็กผิดนะคะ

440
00:29:16,790 --> 00:29:20,790
ต้องใช้ให้เหมือนกัน

441
00:29:20,791 --> 00:29:24,791
รูปแบบของการประกาศตัวแปร

442
00:29:24,792 --> 00:29:28,792
ก็คือ Name แล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

443
00:29:28,796 --> 00:29:32,796

444
00:29:32,797 --> 00:29:36,797
บรรทัดต่อมาเราบอกรับค่า

445
00:29:36,799 --> 00:29:40,799
เห็นไหมคะ รับค่า เพราะฉะนั้น

446
00:29:40,800 --> 00:29:44,800
ฟังชันก์ที่ใช้ก็คือ Input

447
00:29:44,801 --> 00:29:48,801
แต่ตอนเป็น

448
00:29:48,802 --> 00:29:52,802
ฟังก์ชันนี่ใช้ตัวเล็ก input

449
00:29:52,803 --> 00:29:56,803
แล้วก็ ( 0

450
00:29:56,803 --> 00:30:00,803
วงเล็บเปิดวงเล็บปิด แต่เมื่อกี้

451
00:30:00,804 --> 00:30:04,804
บอกแล้วว่าเราควรพิมพ์เพิ่มเ

452
00:30:04,808 --> 00:30:08,808
เข้าไป พิมพ์ข้อความเพิ่มเข้าไป เพื่อเขาจะได้รู้ว่า

453
00:30:08,810 --> 00:30:12,810
ตรงนี้เราจะให้ทำอะไรนะคะ

454
00:30:12,811 --> 00:30:16,811

455
00:30:16,812 --> 00:30:20,812
เมื่อจะแสดง

456
00:30:20,813 --> 00:30:24,813
ข้อความ ต้องพิมพ์ Single Quote นะคะ

457
00:30:24,820 --> 00:30:28,820
ก็คือเครื่องหมายคำพูด (" ")

458
00:30:28,821 --> 00:30:32,821
ไม่ใช่ Sigle code แต่เป็น Dobble code 2 ตัว

459
00:30:32,829 --> 00:30:36,829
สังเกต

460
00:30:36,830 --> 00:30:40,830
ตัวนี้ใน Python เห็นไหมคะ

461
00:30:40,831 --> 00:30:44,831
ตัวใดเป็นตัวแปร ตัวใดเป็นคำสั่งนี่

462
00:30:44,831 --> 00:30:48,831
เออ มันจะสี มันจะขึ้นมาตามนั้นเลย

463
00:30:48,832 --> 00:30:52,832
ตรงไหนเป็นข้อความ เพราะฉะนั้น ถ้าเด็ก ๆ

464
00:30:52,837 --> 00:30:56,837
ที่เด็ก ๆ พิมพ์อะไรผิดนิดหนึ่งสีมันจะเปลี่ยน

465
00:30:56,838 --> 00:31:00,838
ให้สังเกตที่สีแต่ละรูปแบบ

466
00:31:00,838 --> 00:31:04,838
สีที่บอกลักษณะ ตัวแปรบอกลักษณะ

467
00:31:04,839 --> 00:31:08,839
บอกลักษณะข้อความหรืออะไรก็แล้วแต่มันจะไม่เหมือนกัน

468
00:31:08,839 --> 00:31:12,839
นะคะ แต่ละส่วน

469
00:31:12,840 --> 00:31:16,840

470
00:31:16,842 --> 00:31:20,842

471
00:31:20,845 --> 00:31:24,845

472
00:31:24,846 --> 00:31:28,846

473
00:31:28,846 --> 00:31:32,846

474
00:31:32,847 --> 00:31:36,847

475
00:31:36,849 --> 00:31:40,849

476
00:31:40,854 --> 00:31:44,854

477
00:31:44,855 --> 00:31:48,855

478
00:31:48,857 --> 00:31:52,857

479
00:31:52,857 --> 00:31:56,857

480
00:31:56,859 --> 00:32:00,859

481
00:32:00,860 --> 00:32:04,860

482
00:32:04,862 --> 00:32:08,862
เราควรมีโคลอนเพื่อเว้น

483
00:32:08,863 --> 00:32:12,863
ช่องระหว่างเคอเซอร์

484
00:32:12,865 --> 00:32:16,865
สักหน่อยหนึ่งนะคะ ใส่เครื่องหมาย :

485
00:32:16,865 --> 00:32:20,865
หรือเครื่องหมาย จะเอาเครื่องหมายอะไร

486
00:32:20,866 --> 00:32:24,866
ส่วนใหญ่ เขาจะนิยม

487
00:32:24,878 --> 00:32:28,878
เป็นเครื่องหมาย Colone นะคะ คั่นไว้

488
00:32:28,879 --> 00:32:32,879

489
00:32:32,880 --> 00:32:36,880
แล้วถ้าเราต้องการให้มีช่องว่างเพิ่ม

490
00:32:36,882 --> 00:32:40,882

491
00:32:40,883 --> 00:32:44,883
แบบนี้นะคะ

492
00:32:44,884 --> 00:32:48,884
สิ่งที่จะต้อง

493
00:32:48,885 --> 00:32:52,885

494
00:32:52,886 --> 00:32:56,886
ทำต่อมา

495
00:32:56,887 --> 00:33:00,887
จะเขียนอธิบายไหม

496
00:33:00,889 --> 00:33:04,889
เพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวนี้ ตัวแปร

497
00:33:04,889 --> 00:33:08,889
ชื่อว่า Name นี่ รับค่าที่

498
00:33:08,894 --> 00:33:12,894
เป็นข้อความนะคะ เพราะอะไร เพราะ 1

499
00:33:12,894 --> 00:33:16,894
มีรูปแบบเป็นข้อความแบบนี้

500
00:33:16,896 --> 00:33:20,896
นะคะ อย่างนี้ก็ได้ต่อท้าย เราสามารถ

501
00:33:20,898 --> 00:33:24,898
ใส่ Comment ต่อท้ายได้

502
00:33:24,898 --> 00:33:28,898
เอาคอมเมนท์มาไว้ตรงบรรทัดนี้ก็ได้ ใส่

503
00:33:28,899 --> 00:33:32,899
อย่างนี้

504
00:33:32,900 --> 00:33:36,900
เพื่ออธิบายว่า

505
00:33:36,901 --> 00:33:40,901
บรรทัดนี้ เราจะ

506
00:33:40,906 --> 00:33:44,906
ให้ตัวแปร Name นี่

507
00:33:44,909 --> 00:33:48,909

508
00:33:48,910 --> 00:33:52,910

509
00:33:52,913 --> 00:33:56,913

510
00:33:56,916 --> 00:34:00,916

511
00:34:00,918 --> 00:34:04,918

512
00:34:04,920 --> 00:34:08,920

513
00:34:08,921 --> 00:34:12,921
เราอธิบายไว้ว่า ตัวแปร Name นี่

514
00:34:12,922 --> 00:34:16,922
จะรับค่าข้อความเข้าไปนะคะ

515
00:34:16,925 --> 00:34:20,925
เอามาไว้ข้างหลังอย่างนี้ก็ได้นะคะ

516
00:34:20,926 --> 00:34:24,926
จะได้รู้

517
00:34:24,928 --> 00:34:28,928
ต่อไป

518
00:34:28,928 --> 00:34:32,928
เมื่อมีข้อความแล้ว ก็ต้องมีตัวเลขอีก

519
00:34:32,929 --> 00:34:36,929
2 แบบเห็นไหมคะ รับค่าแบบข้อความ

520
00:34:36,931 --> 00:34:40,931
ทีนี้

521
00:34:40,932 --> 00:34:44,932
ใส่ Hashtag ก่อนก็ได้อ

522
00:34:44,932 --> 00:34:48,932

523
00:34:48,935 --> 00:34:52,935

524
00:34:52,936 --> 00:34:56,936

525
00:34:56,938 --> 00:35:00,938
เหมือนเดิมประเก

526
00:35:00,939 --> 00:35:04,939
ตัวแปร เหมือนเดิมนะคะ เราจะใส่คอมเม้นท์

527
00:35:04,941 --> 00:35:08,941
เพื่อบอกว่าเราจะประกาศตัวแปร

528
00:35:08,942 --> 00:35:12,942
ชื่อว่า...

529
00:35:12,943 --> 00:35:16,943
วัน เดือน ปี เกิด

530
00:35:16,944 --> 00:35:20,944
วันเดือนปีเกิดก็น่าจะเป็นข้อความ

531
00:35:20,945 --> 00:35:24,945
ไม่เอา ๆ เราอยากได้ตัวเลข อะไรที่เกี่ยวกับตัวเลข

532
00:35:24,946 --> 00:35:28,946
ที่เป็นจำนวนเต็ม

533
00:35:28,947 --> 00:35:32,947
มีอายุ มีอะไรอีก มี...

534
00:35:32,947 --> 00:35:36,947
ส่วนสูงก็ไม่เป็น

535
00:35:36,948 --> 00:35:40,948
จำนวนเต็ม อย่างนั้นใส่อายุ

536
00:35:40,948 --> 00:35:44,948
ตัวแปรที่ชื่อว่า...

537
00:35:44,949 --> 00:35:48,949
อายุในภาษาอังกฤษ

538
00:35:48,950 --> 00:35:52,950
ก็คือคำว่า A G E

539
00:35:52,952 --> 00:35:56,952
นั่นเองนะคะ Age อายุ

540
00:35:56,952 --> 00:36:00,952
ตั้งชื่อตัวแปรนะคะ

541
00:36:00,954 --> 00:36:04,954
ก็คือเหมือน Name ก็หมายถึง ภาษาไทยก็คือ

542
00:36:04,954 --> 00:36:08,954
ชื่อ ชื่อตัวแปรภาษาอังกฤษ

543
00:36:08,955 --> 00:36:12,955
ภาษาอังกฤษ ก็คือ Age

544
00:36:12,958 --> 00:36:16,958
นะคะ สำหรับ... เราก็บอกไป

545
00:36:16,964 --> 00:36:20,964

546
00:36:20,964 --> 00:36:24,964

547
00:36:24,964 --> 00:36:28,964

548
00:36:28,967 --> 00:36:32,967

549
00:36:32,968 --> 00:36:36,968

550
00:36:36,970 --> 00:36:40,970

551
00:36:40,974 --> 00:36:44,974

552
00:36:44,975 --> 00:36:48,975
รับค่าจำนวนเต็มในที่นี้ (

553
00:36:48,978 --> 00:36:52,978
ค่าของอายุ ใส่วงเล็บไว้

554
00:36:52,978 --> 00:36:56,978

555
00:36:56,978 --> 00:37:00,978

556
00:37:00,985 --> 00:37:04,985

557
00:37:04,986 --> 00:37:08,986
นะคะ ทีนี้

558
00:37:08,988 --> 00:37:12,988
น่าจะรู้ว่าเด็ก ๆ ประกาศตัวแปรได้อย่างไร

559
00:37:12,989 --> 00:37:16,989
เราก็พิมพ์ตัวแปร

560
00:37:16,989 --> 00:37:20,989
ที่ชื่อว่า "Age"

561
00:37:20,990 --> 00:37:24,990
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย (=)

562
00:37:24,991 --> 00:37:28,991
ทีนี้ชนิดของข้อมูล เราบอกแล้วว่าเป็ฯ

563
00:37:28,991 --> 00:37:32,991
อะไรคะ จำนวนเต็มใช่ไหม รูปแบบก็คือร่

564
00:37:32,992 --> 00:37:36,992
ใช้อะไรคะ Integer

565
00:37:36,994 --> 00:37:40,994
คือจำนวนเต็ม ก็คือ Int

566
00:37:40,995 --> 00:37:44,995
ตามด้วย ( )

567
00:37:44,996 --> 00:37:48,996
สังเกตเมื่อใช้ตัวนี้

568
00:37:48,997 --> 00:37:52,997
มันจะมีให้เลือก

569
00:37:52,999 --> 00:37:56,999
เห็นไหม ว่า

570
00:37:56,999 --> 00:38:00,999
จะเอา int แบบไหน int x

571
00:38:01,000 --> 00:38:05,000
ที่ 1 หรือแบบที่ 2 ให้เลือกแบบที่

572
00:38:05,002 --> 00:38:09,002
1 นะคะ

573
00:38:09,002 --> 00:38:13,002
ไม่ใช่ให้เลือก

574
00:38:13,004 --> 00:38:17,004
มันจะมีรูปแบบขึ้นมาให้ดูว่าพิมพ์อย่างไร

575
00:38:17,004 --> 00:38:21,004

576
00:38:21,005 --> 00:38:25,005
ใช่ไหม สิ่งที่

577
00:38:25,006 --> 00:38:29,006
อยู่ในนี้คืออะไรคะ Input

578
00:38:29,007 --> 00:38:33,007
แล้วก็ตามด้วย

579
00:38:33,007 --> 00:38:37,007
วงเล็บเปิด วงเล็บปิด ()

580
00:38:37,008 --> 00:38:41,008
เห็นไหมมันจะมีขึ้นมาบอก

581
00:38:41,009 --> 00:38:45,009

582
00:38:45,009 --> 00:38:49,009
ว่ารูปแบบเป็นอย่างไร จะต้องใส่เข้าไปด้วย

583
00:38:49,010 --> 00:38:53,010
นะคะ

584
00:38:53,012 --> 00:38:57,012
อย่าลืม

585
00:38:57,012 --> 00:39:01,012
ใส่คำ...

586
00:39:01,027 --> 00:39:05,027
ใส่ข้อความไว้ใน input ด้วย

587
00:39:05,029 --> 00:39:09,029
ว่าสิ่งที่เขาจะต้องป้อนในตอนนี้คืออะไรนะคะ

588
00:39:09,031 --> 00:39:13,031

589
00:39:13,033 --> 00:39:17,033

590
00:39:17,033 --> 00:39:21,033

591
00:39:21,036 --> 00:39:25,036

592
00:39:25,038 --> 00:39:29,038

593
00:39:29,040 --> 00:39:33,040

594
00:39:33,043 --> 00:39:37,043

595
00:39:37,044 --> 00:39:41,044

596
00:39:41,045 --> 00:39:45,045

597
00:39:45,048 --> 00:39:49,048
เหลือ

598
00:39:49,050 --> 00:39:53,050
อีก 1 ชนิดข้อมูลที่เรา

599
00:39:53,051 --> 00:39:57,051
จะต้องให้รับค่า

600
00:39:57,052 --> 00:40:01,052
ก็คือข้อมูลชนิดจำนวนจริง

601
00:40:01,053 --> 00:40:05,053
หรือทศนิยม หรือ Float นั่นเองนะคะ

602
00:40:05,054 --> 00:40:09,054
ให้ประกาศตัวแปร

603
00:40:09,055 --> 00:40:13,055
เพื่อรับค่า ทีนี้เด็ก ๆ ประกาศเองนะ

604
00:40:13,055 --> 00:40:17,055
ชื่อภาษาอังกฤษจะเป็นอย่างไร ตัวแปรสำหรับรับค่า

605
00:40:17,058 --> 00:40:21,058
อะไรที่จะเป็นทศนิยมได้

606
00:40:21,071 --> 00:40:25,071
ส่วนสูง ส่วนสูง 150

607
00:40:25,071 --> 00:40:29,071
เอาน้ำหนักแล้วกัน

608
00:40:29,073 --> 00:40:33,073
เอาน้ำหนักนะคะ เพราะน้ำหนัก 52.9 กิโลฯ อย่าง

609
00:40:33,085 --> 00:40:37,085
กิโลกรัม อย่างนี้ โอ.เค. เพราะส่วนสูงมันจะเป็น

610
00:40:37,086 --> 00:40:41,086
จำนวนเต็มนะคะ เพราะฉะนั้นให้เด็ก ๆ

611
00:40:41,087 --> 00:40:45,087
ตัวแปรสำหรับรับค่า

612
00:40:45,089 --> 00:40:49,089
จำนวนจริง หรือทศนิยมที่...

613
00:40:49,089 --> 00:40:53,089
ทศนิยมนะคะ

614
00:40:53,090 --> 00:40:57,090
ที่เก็บข้อมูล

615
00:40:57,098 --> 00:41:01,098
สำหรับรับค่าส่วนสูง ส่วนสูง

616
00:41:01,106 --> 00:41:05,106
เพราะฉะนั้นบรรทัดที่ 3

617
00:41:05,108 --> 00:41:09,108
ลองประกาศเอง เขียน แล้วก็

618
00:41:09,109 --> 00:41:13,109
ทำ แล้วก็พิมพ์คำสั่งเองดู ใช้คำสั่ง

619
00:41:13,110 --> 00:41:17,110
เหมือนกันนะคะ

620
00:41:17,111 --> 00:41:21,111
ทดสอบ

621
00:41:21,112 --> 00:41:25,112
ด้วยตัวเอง ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า

622
00:41:25,113 --> 00:41:29,113
น้ำหนัก ภาษาอังกฤษ

623
00:41:29,115 --> 00:41:33,115
คำว่า น้ำหนักในภาษาอังกฤษ

624
00:41:33,117 --> 00:41:37,117
นึกไม่ออกใช้อะไรช่วย เครื่องมือ

625
00:41:37,118 --> 00:41:41,118
ที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คืออะไรคะ

626
00:41:41,118 --> 00:41:45,118
แปลภาษา

627
00:41:45,133 --> 00:41:49,133
ถ้าใครคิด

628
00:41:49,134 --> 00:41:53,134
คำภาษาอังกฤษไม่ออก สิ่งที่เด็ก ๆ ควรใช้

629
00:41:53,134 --> 00:41:57,134
ก็คือ นี่นะคะ เข้าไปที่ Google แล้วพิมพ์คำว่า

630
00:41:57,135 --> 00:42:01,135
แปลภาษา

631
00:42:01,136 --> 00:42:05,136

632
00:42:05,137 --> 00:42:09,137
เห็นไหมคะ เราก็สลับเลย

633
00:42:09,138 --> 00:42:13,138
เราจะต้องการจะ

634
00:42:13,140 --> 00:42:17,140
แปล ให้มันแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

635
00:42:17,141 --> 00:42:21,141
ลองพิมพ์ลงไป ภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร

636
00:42:21,142 --> 00:42:25,142
อาจารย์รู้แล้วนะ...

637
00:42:25,144 --> 00:42:29,144
คำไหน...

638
00:42:29,145 --> 00:42:33,145
ภาษาอังกฤษบอกว่า weigh

639
00:42:33,145 --> 00:42:37,145
Weige

640
00:42:37,147 --> 00:42:41,147
Weight

641
00:42:41,147 --> 00:42:45,147
Weight

642
00:42:45,149 --> 00:42:49,149
นะคะ ภาษาอังกฤษ อย่าลืมว่า

643
00:42:49,151 --> 00:42:53,151
ถ้าใช้ตัวเล็ก ก็ต้องเป็นตัวเลข

644
00:42:53,152 --> 00:42:57,152
อย่าลืมนะคะ ชื่อตัวแปรนะ

645
00:42:57,153 --> 00:43:01,153
ดูด้วยพิมพ์ตัวเล็กหรือพิมพ์ตัวใหญ่

646
00:43:01,153 --> 00:43:05,153

647
00:43:05,154 --> 00:43:09,154

648
00:43:09,154 --> 00:43:13,154
เห็นไหม หน้าต่าง

649
00:43:13,154 --> 00:43:17,154
มันสามารถเปิดมาคู่กันได้เลย

650
00:43:17,155 --> 00:43:21,058

651
00:43:21,159 --> 00:43:25,159

652
00:43:25,161 --> 00:43:29,161

653
00:43:29,161 --> 00:43:33,161

654
00:43:33,162 --> 00:43:37,162

655
00:43:37,167 --> 00:43:41,167

656
00:43:41,183 --> 00:43:45,183

657
00:43:45,185 --> 00:43:49,185

658
00:43:49,186 --> 00:43:53,186

659
00:43:53,188 --> 00:43:57,188

660
00:43:57,191 --> 00:44:01,191

661
00:44:01,193 --> 00:44:05,193

662
00:44:05,195 --> 00:44:09,195

663
00:44:09,196 --> 00:44:13,196

664
00:44:13,198 --> 00:44:17,198

665
00:44:17,200 --> 00:44:21,200

666
00:44:21,201 --> 00:44:25,201

667
00:44:25,204 --> 00:44:29,204

668
00:44:29,206 --> 00:44:33,206

669
00:44:33,208 --> 00:44:37,208

670
00:44:37,209 --> 00:44:41,209

671
00:44:41,214 --> 00:44:45,214

672
00:44:45,216 --> 00:44:49,216

673
00:44:49,217 --> 00:44:53,217

674
00:44:53,219 --> 00:44:57,219

675
00:44:57,219 --> 00:45:01,219

676
00:45:01,221 --> 00:45:05,221

677
00:45:05,222 --> 00:45:09,222

678
00:45:09,224 --> 00:45:13,224

679
00:45:13,224 --> 00:45:17,224

680
00:45:17,226 --> 00:45:21,226
เรา

681
00:45:21,227 --> 00:45:25,227
แอบแล้ว พิมพ์เอง เดี๋ยวเราจะไปเดินดูก่อน

682
00:45:25,232 --> 00:45:29,232

683
00:45:29,237 --> 00:45:33,237
จะสังเกตว่าถ้าใช้

684
00:45:33,239 --> 00:45:37,239
Python IDLE น่ะ พอกด Enter

685
00:45:37,252 --> 00:45:41,252
มันจะยังไม่ทำงานอะไร ถูกไหม แต่ถ้าใช้

686
00:45:41,252 --> 00:45:45,252
แบบ phyton commond line

687
00:45:45,253 --> 00:45:49,253
เห็นไหมคะ

688
00:45:49,254 --> 00:45:53,254
จนกว่าเราจะสั่งมัน Run นะคะ ก็คือ

689
00:45:53,255 --> 00:45:57,255
ต้อง Complie

690
00:45:57,257 --> 00:46:01,257

691
00:46:01,259 --> 00:46:05,259

692
00:46:05,259 --> 00:46:09,259

693
00:46:09,261 --> 00:46:13,261

694
00:46:13,263 --> 00:46:17,263

695
00:46:17,265 --> 00:46:21,265

696
00:46:21,267 --> 00:46:25,267

697
00:46:25,268 --> 00:46:29,268
ดูรูปแบบนะคะ การประกาศ...

698
00:46:29,271 --> 00:46:33,271
การรับค่าแบบจำนวนจริง

699
00:46:33,272 --> 00:46:37,272
เมื่อกี้อันแค่สอง คือ

700
00:46:37,273 --> 00:46:41,273

701
00:46:41,275 --> 00:46:45,275

702
00:46:45,276 --> 00:46:49,276

703
00:46:49,288 --> 00:46:53,288

704
00:46:53,288 --> 00:46:57,288

705
00:46:57,293 --> 00:47:01,293

706
00:47:01,297 --> 00:47:05,297

707
00:47:05,298 --> 00:47:09,298

708
00:47:09,301 --> 00:47:13,301

709
00:47:13,303 --> 00:47:17,303

710
00:47:17,304 --> 00:47:21,304

711
00:47:21,307 --> 00:47:25,307

712
00:47:25,308 --> 00:47:29,308

713
00:47:29,310 --> 00:47:33,310

714
00:47:33,311 --> 00:47:37,311

715
00:47:37,313 --> 00:47:41,313

716
00:47:41,314 --> 00:47:45,314

717
00:47:45,315 --> 00:47:49,315

718
00:47:49,316 --> 00:47:53,316

719
00:47:53,318 --> 00:47:57,318

720
00:47:57,319 --> 00:48:01,319

721
00:48:01,321 --> 00:48:05,321

722
00:48:05,323 --> 00:48:09,323

723
00:48:09,324 --> 00:48:13,324

724
00:48:13,326 --> 00:48:17,326

725
00:48:17,328 --> 00:48:21,328
บี ๆ

726
00:48:21,330 --> 00:48:25,330
ดูรูปแบบ

727
00:48:25,334 --> 00:48:29,334
บีดูรูปแบบของ

728
00:48:29,337 --> 00:48:33,337
การใช้คำสั่ง

729
00:48:33,341 --> 00:48:37,341
เพื่อรับข้อความนะ

730
00:48:37,348 --> 00:48:41,348
1 อันดับแรก ส่วนที่ 1 เห็นไหมคะ

731
00:48:41,350 --> 00:48:45,350
ในตัวอย่างนี่ ตรง name ตรง name นี่

732
00:48:45,351 --> 00:48:49,351
ก็คือตัวแปรที่เราประกาศนะ แล้ว

733
00:48:49,351 --> 00:48:53,351
เครื่องหมายเท่ากับ (=)

734
00:48:53,352 --> 00:48:57,352
มันมีค่าหรือมีข้อมูลอะไร

735
00:48:57,352 --> 00:49:01,352
จะต้องมาเพิ่ม ก็คือ Function input

736
00:49:01,353 --> 00:49:05,353
ที่เราใช้นี่ รูปแบบของฟังก์ชัน Input

737
00:49:05,353 --> 00:49:09,353
ก็คือบีจะต้องพิมพ์คำว่า "Input"

738
00:49:09,355 --> 00:49:13,355
วงเล็บเปิดวงเล็บปิด แต่ที่มีให้เพิ่ม

739
00:49:13,355 --> 00:49:17,355
ก็คือแม่บอกว่าควรจะเพิ่มข้อความ

740
00:49:17,356 --> 00:49:21,356
เข้าไป ข้อความที่จะพิมพ์ในนี้

741
00:49:21,357 --> 00:49:25,357
บีพิมพ์ผิด

742
00:49:25,358 --> 00:49:29,358
บีจะต้องพิมพ์ข้อความเพื่อบอกให้เขามาป้อน

743
00:49:29,361 --> 00:49:33,361
ชื่อ ไม่ใช่พิมพ์ชื่อเราลงไป

744
00:49:33,361 --> 00:49:37,361
เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นต้องแก้นะคะ

745
00:49:37,362 --> 00:49:41,362
อันนี้คือให้เครื่องมันรับค่า ไม่ใช่ว่าคนนี้

746
00:49:41,369 --> 00:49:45,369
ชื่อจุฑาทิพย์ ไม่ใช่รูปแบบไม่ใช่

747
00:49:45,370 --> 00:49:49,370

748
00:49:49,370 --> 00:49:53,370
ต้องแก้นะคะ ตรงนี้คือเรา...

749
00:49:53,371 --> 00:49:57,371
ข้อความตรงนี้ บีเข้าใจไหม

750
00:49:57,371 --> 00:50:01,371
เราใส่ข้อความที่ให้พิมพ์ว่า input

751
00:50:01,371 --> 00:50:05,371
เราใส่เพื่อป้องกันให้

752
00:50:05,372 --> 00:50:09,372
พอเวลาขึ้นมันขึ้นโชว์แสดง

753
00:50:09,373 --> 00:50:13,373
ให้เขามาป้อนข้อความลงไป ไม่ใช่ให้เขา

754
00:50:13,382 --> 00:50:17,382
ต้องใส่แบบนี้ ไม่ใช่ไปพิมพ์ว่า input

755
00:50:17,383 --> 00:50:21,383
input แล้วในวงเล็บพิมพ์ชื่อ

756
00:50:21,385 --> 00:50:25,385
มันจะไม่เหมือนกับคำสั่ง Print ในสัปดาห์ที่แล้ว

757
00:50:25,385 --> 00:50:29,385
ถ้าคำสั่ง print ในสัปดาห์ที่แล้ว

758
00:50:29,385 --> 00:50:33,385
มันแสดงชื่อออกมาใช่ไหม แต่ตอนนี้ฟังชันก์

759
00:50:33,387 --> 00:50:37,387
input นี่ เราต้องการให้รับ

760
00:50:37,387 --> 00:50:41,387
ข้อมูลลงไป ก็คือต้องมาพิมพ์ข้อมูลลงไปเสียก่อน

761
00:50:41,402 --> 00:50:45,402
เพราะฉะนั้น บีจะไปพิมพ์ว่า พิมพ์ชื่อ

762
00:50:45,411 --> 00:50:49,411
นามสกุลเลยไม่ได้ ผิด ผิด มันจะเป็น

763
00:50:49,411 --> 00:50:53,411
คนละคำสั่งนะจากสัปดาห์ที่แล้ว อย่าสับสน

764
00:50:53,413 --> 00:50:57,413
คำสั่งเป็นคนละตัวแล้วนะคะ

765
00:50:57,413 --> 00:51:01,413
Function เป็นคนละตัวแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น

766
00:51:01,414 --> 00:51:05,414
คือ

767
00:51:05,415 --> 00:51:09,415
ข้อความที่เราจะใส่ในช่องนี้

768
00:51:09,416 --> 00:51:13,416
มันจะต้องหมายถึงเราต้องการบอกว่า

769
00:51:13,417 --> 00:51:17,417
เราต้องการให้เขาพิมพ์อะไร แป๋มเข้าใจแล้วใช่ไหม

770
00:51:17,419 --> 00:51:21,419
ไอ้แป๋มถูกยัง แป๋มดูไปด้วย ดูด้วย

771
00:51:21,420 --> 00:51:25,420
แป๋มดูไปด้วยนะคะ

772
00:51:25,421 --> 00:51:29,421
ข้อความที่เราจะระบุตรงนี้ คือต้องการจะบอกให้คน

773
00:51:29,435 --> 00:51:33,435
ที่ หรือเราที่จะมา

774
00:51:33,436 --> 00:51:37,436
ใช้โปรแกรม รู้ว่า ป้อนอะไร

775
00:51:37,437 --> 00:51:41,437
ลงไปนะคะ ในตรงนี้ ข้อความใน

776
00:51:41,437 --> 00:51:45,437
ตรงนี้ ข้อความในตรงนี้ มันจะต่างกับคำสั่ง Print

777
00:51:45,438 --> 00:51:49,438
ที่ครั้งก่อน ที่บอกอยากให้ print อะไร

778
00:51:49,439 --> 00:51:53,439
ได้เลย อย่างนั้นถึงจะใส่ชื่อ นามสกุลตัวเอง

779
00:51:53,440 --> 00:51:57,440
ลงไป แต่ตอนนี้เราใช้ Function

780
00:51:57,446 --> 00:52:01,446
Input  เพื่อจะให้เขาป้อน

781
00:52:01,447 --> 00:52:05,447
หรือพิมพ์ข้อความลงไปนั่นเอง

782
00:52:05,447 --> 00:52:09,447
ก็ต้องสื่อว่า

783
00:52:09,448 --> 00:52:13,448
ว่าไงครับ

784
00:52:13,450 --> 00:52:17,450

785
00:52:17,451 --> 00:52:21,451

786
00:52:21,453 --> 00:52:25,453

787
00:52:25,455 --> 00:52:29,455

788
00:52:29,459 --> 00:52:33,459

789
00:52:33,461 --> 00:52:37,461

790
00:52:37,463 --> 00:52:41,463

791
00:52:41,467 --> 00:52:45,467

792
00:52:45,468 --> 00:52:49,468

793
00:52:49,469 --> 00:52:53,469

794
00:52:53,470 --> 00:52:57,470

795
00:52:57,472 --> 00:53:01,472

796
00:53:01,474 --> 00:53:05,474

797
00:53:05,475 --> 00:53:09,475

798
00:53:09,476 --> 00:53:13,476

799
00:53:13,478 --> 00:53:17,478

800
00:53:17,479 --> 00:53:21,479

801
00:53:21,482 --> 00:53:25,482

802
00:53:25,483 --> 00:53:29,483

803
00:53:29,485 --> 00:53:33,485

804
00:53:33,485 --> 00:53:37,485

805
00:53:37,488 --> 00:53:41,488

806
00:53:41,489 --> 00:53:45,489

807
00:53:45,492 --> 00:53:49,492

808
00:53:49,495 --> 00:53:53,495

809
00:53:53,497 --> 00:53:57,497

810
00:53:57,499 --> 00:54:01,499

811
00:54:01,501 --> 00:54:05,501

812
00:54:05,503 --> 00:54:09,503

813
00:54:09,505 --> 00:54:13,505

814
00:54:13,507 --> 00:54:17,507

815
00:54:17,508 --> 00:54:21,508

816
00:54:21,511 --> 00:54:25,511

817
00:54:25,513 --> 00:54:29,513

818
00:54:29,514 --> 00:54:33,514

819
00:54:33,517 --> 00:54:37,517

820
00:54:37,518 --> 00:54:41,518

821
00:54:41,519 --> 00:54:45,519

822
00:54:45,520 --> 00:54:49,520

823
00:54:49,522 --> 00:54:53,522

824
00:54:53,523 --> 00:54:57,523

825
00:54:57,525 --> 00:55:01,525

826
00:55:01,527 --> 00:55:05,527
เราจะต้องทำ 3 อันใช่ไหมคะ เพราะว่าอันที่ 1

827
00:55:05,528 --> 00:55:09,528
รับชื่อใช่ไหม อันที่ 2 รับอายุ

828
00:55:09,529 --> 00:55:13,529
อันที่ 3 รับน้ำหนัก

829
00:55:13,530 --> 00:55:17,530
เพราะฉะนั้น ตอนนี้บีได้ name แล้ว บี

830
00:55:17,531 --> 00:55:21,531
ก็ทำอันที่ 2 และอันที่ 3 ต่อเพิ่ม

831
00:55:21,531 --> 00:55:25,531
ต้องมี 3 คำสั่ง

832
00:55:25,531 --> 00:55:29,531
นะคะ ไปทีละคนนะคะ

833
00:55:29,532 --> 00:55:33,532

834
00:55:33,534 --> 00:55:37,534

835
00:55:37,538 --> 00:55:41,538

836
00:55:41,541 --> 00:55:45,541

837
00:55:45,547 --> 00:55:49,547

838
00:55:49,549 --> 00:55:53,549

839
00:55:53,551 --> 00:55:57,551

840
00:55:57,555 --> 00:56:01,555

841
00:56:01,557 --> 00:56:05,557

842
00:56:05,560 --> 00:56:09,560

843
00:56:09,561 --> 00:56:13,561

844
00:56:13,563 --> 00:56:17,563

845
00:56:17,565 --> 00:56:21,565

846
00:56:21,567 --> 00:56:25,567

847
00:56:25,569 --> 00:56:29,569

848
00:56:29,570 --> 00:56:33,570

849
00:56:33,571 --> 00:56:37,571

850
00:56:37,572 --> 00:56:41,572

851
00:56:41,574 --> 00:56:45,574
เลื่อนลงมา

852
00:56:45,575 --> 00:56:49,575
เจอหรือยัง ๆ เจอหรือยังใบเตย

853
00:56:49,577 --> 00:56:53,577
เจออยู่ใช่ไหม นี่อันนี้

854
00:56:53,577 --> 00:56:57,577
คือ 1 ใช่ไหมคะ เห็นไหมคะ

855
00:56:57,577 --> 00:57:01,577
อันที่ 2 แล้วก็

856
00:57:01,579 --> 00:57:05,579
อันที่ 3 โอ.เค. ไหม เข้าใจหรือยัง

857
00:57:05,579 --> 00:57:09,579
โอ.เค. ไหมบี เข้าใจหรือยัง

858
00:57:09,579 --> 00:57:13,579
ก็คือเมื่อประกาศตัวแปรที่ 1 เสร็จก็ต้องประกาศ

859
00:57:13,580 --> 00:57:17,580
ให้ครบ 3 อันสิครับ ประกาศเหมือนกัน

860
00:57:17,585 --> 00:57:21,585
แต่เปลี่ยนแค่อะไร เปลี่ยนแค่

861
00:57:21,586 --> 00:57:25,586
ตัวที่บอกว่าเป็นจำนวนเต็ม หรือจำนวนจริง

862
00:57:25,587 --> 00:57:29,587
เปลี่ยนแค่ตรงข้างหน้านี่

863
00:57:29,588 --> 00:57:33,588

864
00:57:33,589 --> 00:57:37,589

865
00:57:37,590 --> 00:57:41,590

866
00:57:41,592 --> 00:57:45,592

867
00:57:45,595 --> 00:57:49,595

868
00:57:49,598 --> 00:57:53,598

869
00:57:53,600 --> 00:57:57,600

870
00:57:57,601 --> 00:58:01,601

871
00:58:01,606 --> 00:58:05,606

872
00:58:05,608 --> 00:58:09,608

873
00:58:09,609 --> 00:58:13,609

874
00:58:13,611 --> 00:58:17,611

875
00:58:17,611 --> 00:58:21,611

876
00:58:21,613 --> 00:58:25,613

877
00:58:25,615 --> 00:58:29,615

878
00:58:29,616 --> 00:58:33,616

879
00:58:33,617 --> 00:58:37,617

880
00:58:37,619 --> 00:58:41,619

881
00:58:41,621 --> 00:58:45,621

882
00:58:45,623 --> 00:58:49,623

883
00:58:49,626 --> 00:58:53,626

884
00:58:53,627 --> 00:58:57,627

885
00:58:57,629 --> 00:59:01,629

886
00:59:01,630 --> 00:59:05,570

887
00:59:05,635 --> 00:59:09,635

888
00:59:09,635 --> 00:59:13,635

889
00:59:13,637 --> 00:59:17,637

890
00:59:17,638 --> 00:59:21,638

891
00:59:21,642 --> 00:59:25,642

892
00:59:25,643 --> 00:59:29,643

893
00:59:29,645 --> 00:59:33,645

894
00:59:33,647 --> 00:59:37,647

895
00:59:37,649 --> 00:59:41,649

896
00:59:41,651 --> 00:59:45,651

897
00:59:45,653 --> 00:59:49,653

898
00:59:49,653 --> 00:59:53,653

899
00:59:53,655 --> 00:59:57,655

900
00:59:57,656 --> 01:00:01,656

901
01:00:01,658 --> 01:00:05,658

902
01:00:05,660 --> 01:00:09,660

903
01:00:09,662 --> 01:00:13,662

904
01:00:13,663 --> 01:00:17,663

905
01:00:17,664 --> 01:00:21,664

906
01:00:21,666 --> 01:00:25,666

907
01:00:25,668 --> 01:00:29,668

908
01:00:29,671 --> 01:00:33,671

909
01:00:33,673 --> 01:00:37,673

910
01:00:37,675 --> 01:00:41,675

911
01:00:41,679 --> 01:00:45,679

912
01:00:45,681 --> 01:00:49,681

913
01:00:49,682 --> 01:00:53,682

914
01:00:53,684 --> 01:00:57,684

915
01:00:57,685 --> 01:01:01,685

916
01:01:01,686 --> 01:01:05,686

917
01:01:05,688 --> 01:01:09,688

918
01:01:09,689 --> 01:01:13,689

919
01:01:13,692 --> 01:01:17,692

920
01:01:17,692 --> 01:01:21,692

921
01:01:21,694 --> 01:01:25,694

922
01:01:25,695 --> 01:01:29,695

923
01:01:29,696 --> 01:01:33,696

924
01:01:33,699 --> 01:01:37,699

925
01:01:37,699 --> 01:01:41,699

926
01:01:41,700 --> 01:01:45,700

927
01:01:45,702 --> 01:01:49,702

928
01:01:49,704 --> 01:01:53,704

929
01:01:53,705 --> 01:01:57,705

930
01:01:57,706 --> 01:02:01,706

931
01:02:01,708 --> 01:02:05,708

932
01:02:05,710 --> 01:02:09,710

933
01:02:09,712 --> 01:02:13,712

934
01:02:13,714 --> 01:02:17,714

935
01:02:17,716 --> 01:02:21,716

936
01:02:21,718 --> 01:02:25,718

937
01:02:25,720 --> 01:02:29,720

938
01:02:29,722 --> 01:02:33,722

939
01:02:33,724 --> 01:02:37,724

940
01:02:37,726 --> 01:02:41,726

941
01:02:41,728 --> 01:02:45,728

942
01:02:45,730 --> 01:02:49,730

943
01:02:49,731 --> 01:02:53,731

944
01:02:53,732 --> 01:02:57,732

945
01:02:57,733 --> 01:03:01,733

946
01:03:01,735 --> 01:03:05,735

947
01:03:05,736 --> 01:03:09,736

948
01:03:09,736 --> 01:03:13,736

949
01:03:13,739 --> 01:03:17,739

950
01:03:17,740 --> 01:03:21,740

951
01:03:21,742 --> 01:03:25,742

952
01:03:25,743 --> 01:03:29,743

953
01:03:29,745 --> 01:03:33,745

954
01:03:33,745 --> 01:03:37,745

955
01:03:37,747 --> 01:03:41,747

956
01:03:41,749 --> 01:03:45,749

957
01:03:45,750 --> 01:03:49,750

958
01:03:49,752 --> 01:03:53,752

959
01:03:53,754 --> 01:03:57,754

960
01:03:57,755 --> 01:04:01,755

961
01:04:01,757 --> 01:04:05,757

962
01:04:05,759 --> 01:04:09,759

963
01:04:09,762 --> 01:04:13,762

964
01:04:13,763 --> 01:04:17,763

965
01:04:17,764 --> 01:04:21,764

966
01:04:21,766 --> 01:04:25,766

967
01:04:25,768 --> 01:04:29,768

968
01:04:29,770 --> 01:04:33,770

969
01:04:33,775 --> 01:04:37,775

970
01:04:37,777 --> 01:04:41,777

971
01:04:41,779 --> 01:04:45,779

972
01:04:45,781 --> 01:04:49,781

973
01:04:49,781 --> 01:04:53,781

974
01:04:53,783 --> 01:04:57,783

975
01:04:57,784 --> 01:05:01,784

976
01:05:01,785 --> 01:05:05,785

977
01:05:05,786 --> 01:05:09,786

978
01:05:09,787 --> 01:05:13,787

979
01:05:13,788 --> 01:05:17,788

980
01:05:17,789 --> 01:05:21,789

981
01:05:21,791 --> 01:05:25,791

982
01:05:25,793 --> 01:05:29,793

983
01:05:29,794 --> 01:05:33,794

984
01:05:33,796 --> 01:05:37,796

985
01:05:37,797 --> 01:05:41,797

986
01:05:41,798 --> 01:05:45,798

987
01:05:45,799 --> 01:05:49,799

988
01:05:49,801 --> 01:05:53,801

989
01:05:53,804 --> 01:05:57,804

990
01:05:57,805 --> 01:06:01,805

991
01:06:01,807 --> 01:06:05,807

992
01:06:05,809 --> 01:06:09,809

993
01:06:09,810 --> 01:06:13,810

994
01:06:13,812 --> 01:06:17,812

995
01:06:17,813 --> 01:06:21,813

996
01:06:21,814 --> 01:06:25,814

997
01:06:25,816 --> 01:06:29,816

998
01:06:29,816 --> 01:06:33,816

999
01:06:33,818 --> 01:06:37,818

1000
01:06:37,819 --> 01:06:41,819

1001
01:06:41,821 --> 01:06:45,821
เหมือนของบางคน

1002
01:06:45,823 --> 01:06:49,823
โปรแกรม

1003
01:06:49,825 --> 01:06:53,825
มันไม่เป็น

1004
01:06:53,825 --> 01:06:57,825
IDL เหมือนของตัวนี้ใช่หรือเปล่า

1005
01:06:57,826 --> 01:07:01,826
คือ ถ้ามันเป็นตัวนี้ เดี๋ยวจะ Run ให้ดู

1006
01:07:01,828 --> 01:07:05,828
เมื่อเราพิมพ์นี่ มันจะให้เราพิมพ์จนครบทุกคำสั่ง

1007
01:07:05,828 --> 01:07:09,828
ก่อนแล้วค่อยไปสั่งให้มัน Run Program

1008
01:07:09,829 --> 01:07:13,829
โดยการให้คำสั่งรันโปรแกรม

1009
01:07:13,831 --> 01:07:17,831
คือกดแป้น F5 เดี๋ยวจะใช้ตัวอื่น

1010
01:07:17,832 --> 01:07:21,832
ถ้ามันมีปัญหาใช้ไม่ได้

1011
01:07:21,833 --> 01:07:25,833
เดี๋ยวจะใข้ Python Shell

1012
01:07:25,833 --> 01:07:29,833
มันจะให้เราเซฟก่อนทุกครั้ง

1013
01:07:29,835 --> 01:07:33,835
นะคะ Save ก่อน

1014
01:07:33,836 --> 01:07:37,836
เราก็จะตั้งชื่อให้เช่น

1015
01:07:37,836 --> 01:07:41,836
เช่น ตัวนีก็คือ

1016
01:07:41,837 --> 01:07:45,837
คำสั่ง Input

1017
01:07:45,838 --> 01:07:49,838

1018
01:07:49,838 --> 01:07:53,838
ก็คือการ

1019
01:07:53,838 --> 01:07:57,838
ใช้คำสั่ง input พอกด Save

1020
01:07:57,840 --> 01:08:01,840

1021
01:08:01,841 --> 01:08:05,841
เห็นไหมคะ มันจะขึ้น มันจะไปขึ้น

1022
01:08:05,843 --> 01:08:09,843
หน้านี้ หน้าที่เป็น phyton shell ขึ้น

1023
01:08:09,844 --> 01:08:13,844
ขึ้นมา เห็นไหมมันจะขึ้นอีกหน้าต่างหนึ่ง

1024
01:08:13,845 --> 01:08:17,845
แล้วมันก็จะขึ้นข้อความที่เราระบุลงไป

1025
01:08:17,845 --> 01:08:21,845
กรุณาพิมพ์ชื่อ

1026
01:08:21,847 --> 01:08:25,847

1027
01:08:25,847 --> 01:08:29,847

1028
01:08:29,848 --> 01:08:33,848

1029
01:08:33,849 --> 01:08:37,849
พอกด Enter มันก็จะไปทำคำสั่งที่ 2

1030
01:08:37,850 --> 01:08:41,850
เห็นไหม กรุณาพิมพ์อายุ

1031
01:08:41,851 --> 01:08:45,851
พอกด Enter

1032
01:08:45,851 --> 01:08:49,851
มันก็จะไปทำคำสั่งที่ 3

1033
01:08:49,853 --> 01:08:53,853
เห็นไหมคะ สังเกต

1034
01:08:53,853 --> 01:08:57,853
เมื่อเสร็จ คำสั่งจะเป็นเครื่องหมาย

1035
01:08:57,855 --> 01:09:01,855
พร้อมเสมอ เด็ก ๆ ผลลัพธ์

1036
01:09:01,856 --> 01:09:05,856
มันออกมามันจะต้องได้เป็นแบบนี้

1037
01:09:05,865 --> 01:09:09,865
นี่คือผลของการ Run

1038
01:09:09,867 --> 01:09:13,867
โปรแกรมเมื่อกี้นี้ที่เราทำ จะต้องได้ผล

1039
01:09:13,867 --> 01:09:17,867
หน้าต่างที่ 2 ตัวนี้นะคะ

1040
01:09:17,868 --> 01:09:21,868
ปัญหาก็คือตอนนี้เครื่องมือที่ใช้รัน

1041
01:09:21,868 --> 01:09:25,868
มันไม่ขึ้นนะคะ

1042
01:09:25,870 --> 01:09:29,870

1043
01:09:29,870 --> 01:09:33,870

1044
01:09:33,871 --> 01:09:37,871

1045
01:09:37,874 --> 01:09:41,874

1046
01:09:41,875 --> 01:09:45,875

1047
01:09:45,876 --> 01:09:49,876

1048
01:09:49,878 --> 01:09:53,878

1049
01:09:53,879 --> 01:09:57,879

1050
01:09:57,883 --> 01:10:01,883

1051
01:10:01,884 --> 01:10:05,884

1052
01:10:05,887 --> 01:10:09,887

1053
01:10:09,889 --> 01:10:13,889

1054
01:10:13,890 --> 01:10:17,890

1055
01:10:17,891 --> 01:10:21,891

1056
01:10:21,892 --> 01:10:25,892

1057
01:10:25,894 --> 01:10:29,894

1058
01:10:29,895 --> 01:10:33,895

1059
01:10:33,898 --> 01:10:37,898

1060
01:10:37,900 --> 01:10:41,900

1061
01:10:41,901 --> 01:10:45,901

1062
01:10:45,904 --> 01:10:49,904

1063
01:10:49,906 --> 01:10:53,906

1064
01:10:53,907 --> 01:10:57,907

1065
01:10:57,910 --> 01:11:01,910

1066
01:11:01,911 --> 01:11:05,911

1067
01:11:05,914 --> 01:11:09,914

1068
01:11:09,916 --> 01:11:13,916

1069
01:11:13,917 --> 01:11:17,917

1070
01:11:17,918 --> 01:11:21,918

1071
01:11:21,921 --> 01:11:25,921

1072
01:11:25,922 --> 01:11:29,922

1073
01:11:29,923 --> 01:11:33,923

1074
01:11:33,925 --> 01:11:37,925

1075
01:11:37,926 --> 01:11:41,926

1076
01:11:41,928 --> 01:11:45,928

1077
01:11:45,930 --> 01:11:49,930

1078
01:11:49,932 --> 01:11:53,932

1079
01:11:53,933 --> 01:11:57,933

1080
01:11:57,933 --> 01:12:01,933

1081
01:12:01,935 --> 01:12:05,935

1082
01:12:05,936 --> 01:12:09,936

1083
01:12:09,939 --> 01:12:13,939

1084
01:12:13,940 --> 01:12:17,940

1085
01:12:17,942 --> 01:12:21,942
เด็ก ๆ จะสับสน

1086
01:12:21,943 --> 01:12:25,943
เล็กน้อยก็คือ จำนวนเต็ม

1087
01:12:25,944 --> 01:12:29,944
จำนวนเต็มน่ะ ให้นึกถึงง่าย ๆ ก็คือตัวเลข

1088
01:12:29,944 --> 01:12:33,944
ไม่มีจุดต่อท้าย ไม่มีตัวเลข

1089
01:12:33,946 --> 01:12:37,946
ทศนิยมต่อท้าย นั่นคือจำนวนเต็ม ให้นึกถึง

1090
01:12:37,946 --> 01:12:41,946
เราใส่ อายุ หรือ

1091
01:12:41,946 --> 01:12:45,946
ส่วนสูง 152 เซนติเมตร เห็นไหมคะ

1092
01:12:45,947 --> 01:12:49,947
มันจะไม่มี 152.01

1093
01:12:49,947 --> 01:12:53,947
อย่างนี้ ไม่มีเลย เพราะค่าการวัด

1094
01:12:53,947 --> 01:12:57,947
ส่วนสูงจะเป็นเซน เซนติเมตร

1095
01:12:57,949 --> 01:13:01,949
180 เซนติเมตร จะเป็นจำนวนเต็ม แต่ในกรณีที่

1096
01:13:01,959 --> 01:13:05,959
จำนวนจริงหรือ

1097
01:13:05,960 --> 01:13:09,960
ทศนิยมนี่ ก็คือเช่น เหมือนเวลาเราไป

1098
01:13:09,961 --> 01:13:13,961
ใช่ไหม เครื่องอยู่หน้าเซเว่น เคยไปชั่งใช่ไหม

1099
01:13:13,961 --> 01:13:17,961
ค่าน้ำหนักโดยปกติ มันก็จะขึ้น

1100
01:13:17,963 --> 01:13:21,963
52.01 กิโลฯ

1101
01:13:21,964 --> 01:13:25,964
หรือ 52.5 กิโลกรัม อย่างนี้

1102
01:13:25,964 --> 01:13:29,964
ก็คือจะมี ทศนิยมบอกตามหลัง

1103
01:13:29,966 --> 01:13:33,966
นะคะ นั่นคือเป็นจำนวน

1104
01:13:33,966 --> 01:13:37,966
Float เพราะฉะนั้นอย่าจำสลับ

1105
01:13:37,967 --> 01:13:41,967
ใช้ไม่เหมือนกัน ก็คือ

1106
01:13:41,967 --> 01:13:45,967
ถ้าเป็นเล้กจำนวนเต็มให้ใช้ Intiger

1107
01:13:45,968 --> 01:13:49,968
แต่ถ้าเป็นเลขที่มีทศนิยม

1108
01:13:49,968 --> 01:13:53,968
ให้ใช้ Float นะคะ

1109
01:13:53,981 --> 01:13:57,981

1110
01:13:57,982 --> 01:14:01,982

1111
01:14:01,985 --> 01:14:05,985

1112
01:14:05,987 --> 01:14:09,987

1113
01:14:09,988 --> 01:14:13,988

1114
01:14:13,990 --> 01:14:17,990

1115
01:14:17,992 --> 01:14:21,992

1116
01:14:21,995 --> 01:14:25,995

1117
01:14:25,996 --> 01:14:29,996

1118
01:14:29,998 --> 01:14:33,998

1119
01:14:34,000 --> 01:14:38,000

1120
01:14:38,001 --> 01:14:42,001

1121
01:14:42,003 --> 01:14:46,003

1122
01:14:46,005 --> 01:14:50,005

1123
01:14:50,005 --> 01:14:54,005

1124
01:14:54,007 --> 01:14:58,007

1125
01:14:58,009 --> 01:15:02,009

1126
01:15:02,010 --> 01:15:06,010

1127
01:15:06,011 --> 01:15:10,011

1128
01:15:10,013 --> 01:15:14,013

1129
01:15:14,014 --> 01:15:18,014

1130
01:15:18,014 --> 01:15:22,014

1131
01:15:22,016 --> 01:15:26,016

1132
01:15:26,018 --> 01:15:30,018

1133
01:15:30,020 --> 01:15:34,020

1134
01:15:34,022 --> 01:15:38,022

1135
01:15:38,023 --> 01:15:42,023

1136
01:15:42,025 --> 01:15:46,025

1137
01:15:46,028 --> 01:15:50,028

1138
01:15:50,029 --> 01:15:54,029

1139
01:15:54,030 --> 01:15:58,030

1140
01:15:58,032 --> 01:16:02,032

1141
01:16:02,034 --> 01:16:06,034

1142
01:16:06,035 --> 01:16:10,035

1143
01:16:10,037 --> 01:16:14,037

1144
01:16:14,038 --> 01:16:18,038

1145
01:16:18,039 --> 01:16:22,039

1146
01:16:22,042 --> 01:16:26,042

1147
01:16:26,043 --> 01:16:30,043
เมื่อกี้

1148
01:16:30,044 --> 01:16:34,044
ไปดู ตอนนี้บางคนน่ะเปิดขึ้นมันเป็น...

1149
01:16:34,046 --> 01:16:38,046
มันจะเป็นตัวนี้ มันจะขึ้นว่า

1150
01:16:38,051 --> 01:16:42,051
phyton 3.8

1151
01:16:42,052 --> 01:16:46,052
.2 Shell ใช่ไหมคะ

1152
01:16:46,052 --> 01:16:50,052
มันจะไปขึ้นหน้าต่างนี้ มันจะไปขึ้นหน้าต่าง...

1153
01:16:50,053 --> 01:16:54,053

1154
01:16:54,053 --> 01:16:58,053
ใช่ไหม ตอนนี้ วิธีแก้

1155
01:16:58,054 --> 01:17:02,054
เพื่อจะให้มันขึ้น

1156
01:17:02,055 --> 01:17:06,055
หน้าต่างเหมือนของ IDLE

1157
01:17:06,055 --> 01:17:10,055
ไม่ได้แก้อะไรพิสดารเลย เมื่อขึ้นหน้าต่างนี้มาปุ๊บ

1158
01:17:10,056 --> 01:17:14,056
ให้เด็ก ๆ คลิกที่เมนูไฟล์

1159
01:17:14,057 --> 01:17:18,057
ใบเตยไม่ต้องของเราถูกแล้ว

1160
01:17:18,058 --> 01:17:22,058
เฉพาะของเพื่อนที่เขาเป็น Python Shell

1161
01:17:22,059 --> 01:17:26,059
แล้วคลิกคำว่า "New Flie"

1162
01:17:26,059 --> 01:17:30,059
เห็นไหมคะ จะมี

1163
01:17:30,060 --> 01:17:34,060
หน้าต่าง IDLE

1164
01:17:34,061 --> 01:17:38,061
นี่ขึ้นมา ทีนี้จะสามารถพิมพ์ทีเดียว

1165
01:17:38,071 --> 01:17:42,071
3 คำสั่งได้เลย ไปก๊อบจาก

1166
01:17:42,072 --> 01:17:46,072
ตัวแรกที่พิมพ์ครั้งแรกมาใส่ได้ นึกออกนะ

1167
01:17:46,073 --> 01:17:50,073
เข้าใจไหมเซฟ

1168
01:17:50,073 --> 01:17:54,073
ใครที่พิมพ์ในหน้าต่างแรกไปแล้วน่ะ ไปก๊อปแล้วมา

1169
01:17:54,073 --> 01:17:58,073
วางในหน้าต่างที่เป็น DLE นี่

1170
01:17:58,073 --> 01:18:02,073
แล้วเมื่อพิมพ์ครบ 3 คำสั่ง

1171
01:18:02,074 --> 01:18:06,074
ค่อยกด F5 นะคะ เพื่อ Run Program

1172
01:18:06,075 --> 01:18:10,075
เดี๋ยวเราจะไปดู

1173
01:18:10,089 --> 01:18:14,089

1174
01:18:14,090 --> 01:18:18,090

1175
01:18:18,097 --> 01:18:22,097

1176
01:18:22,098 --> 01:18:26,098

1177
01:18:26,101 --> 01:18:30,101

1178
01:18:30,103 --> 01:18:34,103

1179
01:18:34,104 --> 01:18:38,104

1180
01:18:38,105 --> 01:18:42,105

1181
01:18:42,107 --> 01:18:46,107

1182
01:18:46,109 --> 01:18:50,109

1183
01:18:50,111 --> 01:18:54,111

1184
01:18:54,112 --> 01:18:58,112

1185
01:18:58,114 --> 01:19:02,114

1186
01:19:02,116 --> 01:19:06,116

1187
01:19:06,118 --> 01:19:10,118

1188
01:19:10,119 --> 01:19:14,119

1189
01:19:14,120 --> 01:19:18,120

1190
01:19:18,123 --> 01:19:22,123

1191
01:19:22,124 --> 01:19:26,124

1192
01:19:26,125 --> 01:19:30,125

1193
01:19:30,127 --> 01:19:34,127

1194
01:19:34,128 --> 01:19:38,128

1195
01:19:38,130 --> 01:19:42,130

1196
01:19:42,132 --> 01:19:46,132

1197
01:19:46,134 --> 01:19:50,134

1198
01:19:50,135 --> 01:19:54,135

1199
01:19:54,136 --> 01:19:58,136

1200
01:19:58,141 --> 01:20:02,141

1201
01:20:02,144 --> 01:20:06,144

1202
01:20:06,145 --> 01:20:10,145

1203
01:20:10,147 --> 01:20:14,147

1204
01:20:14,148 --> 01:20:18,148

1205
01:20:18,149 --> 01:20:22,149

1206
01:20:22,151 --> 01:20:26,151

1207
01:20:26,153 --> 01:20:30,153

1208
01:20:30,155 --> 01:20:34,155

1209
01:20:34,157 --> 01:20:38,157

1210
01:20:38,160 --> 01:20:42,160

1211
01:20:42,161 --> 01:20:46,161

1212
01:20:46,162 --> 01:20:50,162

1213
01:20:50,163 --> 01:20:54,163

1214
01:20:54,165 --> 01:20:58,165

1215
01:20:58,166 --> 01:21:02,166

1216
01:21:02,168 --> 01:21:06,168

1217
01:21:06,170 --> 01:21:10,170

1218
01:21:10,171 --> 01:21:14,171

1219
01:21:14,171 --> 01:21:18,171

1220
01:21:18,173 --> 01:21:22,173

1221
01:21:22,174 --> 01:21:26,174

1222
01:21:26,177 --> 01:21:30,177

1223
01:21:30,178 --> 01:21:34,178

1224
01:21:34,180 --> 01:21:38,180

1225
01:21:38,180 --> 01:21:42,180

1226
01:21:42,182 --> 01:21:46,182

1227
01:21:46,184 --> 01:21:50,184

1228
01:21:50,185 --> 01:21:54,185

1229
01:21:54,187 --> 01:21:58,187

1230
01:21:58,188 --> 01:22:02,188

1231
01:22:02,190 --> 01:22:06,190

1232
01:22:06,191 --> 01:22:10,191

1233
01:22:10,193 --> 01:22:14,193

1234
01:22:14,196 --> 01:22:18,196

1235
01:22:18,198 --> 01:22:22,198

1236
01:22:22,199 --> 01:22:26,199

1237
01:22:26,200 --> 01:22:30,200

1238
01:22:30,202 --> 01:22:34,202

1239
01:22:34,202 --> 01:22:38,202

1240
01:22:38,204 --> 01:22:42,204

1241
01:22:42,206 --> 01:22:46,206

1242
01:22:46,208 --> 01:22:50,208

1243
01:22:50,210 --> 01:22:54,210

1244
01:22:54,211 --> 01:22:58,211

1245
01:22:58,213 --> 01:23:02,213

1246
01:23:02,217 --> 01:23:06,217

1247
01:23:06,218 --> 01:23:10,218

1248
01:23:10,219 --> 01:23:14,219

1249
01:23:14,221 --> 01:23:18,221

1250
01:23:18,221 --> 01:23:22,221

1251
01:23:22,223 --> 01:23:26,223

1252
01:23:26,224 --> 01:23:30,224

1253
01:23:30,226 --> 01:23:34,226

1254
01:23:34,227 --> 01:23:38,227

1255
01:23:38,228 --> 01:23:42,228

1256
01:23:42,229 --> 01:23:46,229

1257
01:23:46,231 --> 01:23:50,231

1258
01:23:50,233 --> 01:23:54,233

1259
01:23:54,235 --> 01:23:58,235

1260
01:23:58,237 --> 01:24:02,237

1261
01:24:02,239 --> 01:24:06,239

1262
01:24:06,241 --> 01:24:10,241

1263
01:24:10,243 --> 01:24:14,243

1264
01:24:14,244 --> 01:24:18,244

1265
01:24:18,245 --> 01:24:22,245

1266
01:24:22,247 --> 01:24:26,247

1267
01:24:26,248 --> 01:24:30,248

1268
01:24:30,250 --> 01:24:34,250

1269
01:24:34,251 --> 01:24:38,251

1270
01:24:38,252 --> 01:24:42,252

1271
01:24:42,253 --> 01:24:46,253

1272
01:24:46,255 --> 01:24:50,255

1273
01:24:50,256 --> 01:24:54,256

1274
01:24:54,258 --> 01:24:58,258

1275
01:24:58,259 --> 01:25:02,259

1276
01:25:02,261 --> 01:25:06,261

1277
01:25:06,262 --> 01:25:10,262

1278
01:25:10,262 --> 01:25:14,262

1279
01:25:14,263 --> 01:25:18,263

1280
01:25:18,265 --> 01:25:22,265

1281
01:25:22,267 --> 01:25:26,267

1282
01:25:26,269 --> 01:25:30,269

1283
01:25:30,271 --> 01:25:34,271

1284
01:25:34,273 --> 01:25:38,273

1285
01:25:38,275 --> 01:25:42,275

1286
01:25:42,276 --> 01:25:46,276

1287
01:25:46,277 --> 01:25:50,277

1288
01:25:50,278 --> 01:25:54,278

1289
01:25:54,279 --> 01:25:58,279

1290
01:25:58,282 --> 01:26:02,282

1291
01:26:02,283 --> 01:26:06,283

1292
01:26:06,285 --> 01:26:10,285

1293
01:26:10,288 --> 01:26:14,288

1294
01:26:14,289 --> 01:26:18,289

1295
01:26:18,290 --> 01:26:22,290

1296
01:26:22,291 --> 01:26:26,291

1297
01:26:26,293 --> 01:26:30,293

1298
01:26:30,294 --> 01:26:34,294

1299
01:26:34,296 --> 01:26:38,296

1300
01:26:38,297 --> 01:26:42,297

1301
01:26:42,299 --> 01:26:46,299

1302
01:26:46,301 --> 01:26:50,301

1303
01:26:50,301 --> 01:26:54,301

1304
01:26:54,303 --> 01:26:58,303
บีนะคะบี

1305
01:26:58,308 --> 01:27:02,308
บีดูที่คำสั่ง

1306
01:27:02,308 --> 01:27:06,308

1307
01:27:06,309 --> 01:27:10,309
เห็นไหม

1308
01:27:10,311 --> 01:27:14,311
วงเล็บ ตรงวงเล็บน่ะค่ะ

1309
01:27:14,314 --> 01:27:18,314
วงเล็บเปิด ต้องมีวงเล็บปิด

1310
01:27:18,314 --> 01:27:22,314
อันที่ 2

1311
01:27:22,316 --> 01:27:26,316
บีปิดแค่อันเดียว ดูดี ๆ

1312
01:27:26,317 --> 01:27:30,317
เห็นไหม อันที่ 1

1313
01:27:30,318 --> 01:27:34,318
ดูนะคะ

1314
01:27:34,320 --> 01:27:38,320
นี่ ๆ

1315
01:27:38,321 --> 01:27:42,321
ให้ดูนี่ ๆ

1316
01:27:42,325 --> 01:27:46,325
เห็นไหมนี่

1317
01:27:46,325 --> 01:27:50,325
1. ใช่ไหม

1318
01:27:50,328 --> 01:27:54,328
2 วงเล็บ ใช่ไหมคะ ตรงปิดต้องมี

1319
01:27:54,328 --> 01:27:58,328
2 ต้องมี 2 นะลูก

1320
01:27:58,339 --> 01:28:02,339
เพราะวงเล็บมันมี 2 วงเล็บ

1321
01:28:02,339 --> 01:28:06,339
เพราะฉะนั้น เมื่อเปิดวงเล็บกี่อัน

1322
01:28:06,340 --> 01:28:10,340
จะต้องปิดเท่ากัน ถ้าเปิด 2 แต่ปิดแค่

1323
01:28:10,341 --> 01:28:14,341
อันหนึ่ง ยังไม่เสร็จ คำสั่งยังไม่จบ

1324
01:28:14,342 --> 01:28:18,342
โอ.เค. ไหม เพราะฉะนั้นต้องปิดวงเล็บ

1325
01:28:18,343 --> 01:28:22,343
ต้องดูด้วยเราเปิดวงเล็บกี่อัน

1326
01:28:22,344 --> 01:28:26,344
เราต้องดูด้วยไล่ เวลามันขึ้น Error

1327
01:28:26,344 --> 01:28:30,344
เช็กง่าย ๆ เปิดวงเล็บ 2 อัน

1328
01:28:30,345 --> 01:28:34,345
ก็ต้องมีวงเล็บปิด 2 อัน โอ.เค. นะ เข้าใจนะคะ

1329
01:28:34,345 --> 01:28:38,345
โอ.เค. แล้วลอง Run ใหม่

1330
01:28:38,347 --> 01:28:42,347
กด F5 รันใหม่

1331
01:28:42,348 --> 01:28:46,348
ถ้าได้มันก็จะขึ้นมาที่หน้านี้

1332
01:28:46,348 --> 01:28:50,348
เหมือนตัวอย่าง

1333
01:28:50,348 --> 01:28:54,348
มันต้องขึ้นนะคะ ต้องขึ้นเหมือนตัวอย่างนี่

1334
01:28:54,349 --> 01:28:58,349
ใครที่ยัง Run

1335
01:28:58,351 --> 01:29:02,351
ไม่ได้อีก เสื้อน้อย

1336
01:29:02,351 --> 01:29:06,351
รันได้หรือยังครับ พี่จั๊ดดูเสือน้อย

1337
01:29:06,357 --> 01:29:10,357
Run ได้หรือยัง อ๋อคุยอยู่

1338
01:29:10,359 --> 01:29:14,359

1339
01:29:14,360 --> 01:29:18,360

1340
01:29:18,361 --> 01:29:22,361

1341
01:29:22,362 --> 01:29:26,362
เมื่อพิมพ์เสร็จ

1342
01:29:26,365 --> 01:29:30,365
กด Enter

1343
01:29:30,366 --> 01:29:34,366
บีกด Enter กด Enter ครับ

1344
01:29:34,368 --> 01:29:38,368
ป้อนข้อมูลเสร็จแล้วกด Enter

1345
01:29:38,370 --> 01:29:42,370
เดี๋ยวคำสั่งที่ 2 มันจะขึ้นมา

1346
01:29:42,370 --> 01:29:46,370

1347
01:29:46,370 --> 01:29:50,370
Enter เลย

1348
01:29:50,371 --> 01:29:54,371
กดปุ่ม Enter เลยค่ะ กดหรือยัง กดลงไป

1349
01:29:54,373 --> 01:29:58,373
เห็นไหม อันที่ 2 ให้ทำอะไรคะ

1350
01:29:58,373 --> 01:30:02,373
ข้อที่ 2 ก็ต้องบอกให้พิพม์

1351
01:30:02,375 --> 01:30:06,375
อายุใช่ไหม พอพิมพ์เสร็จก็กด Enter เหมือนกัน

1352
01:30:06,376 --> 01:30:10,376
คำสั่งที่ 3 ก็ขึ้นมาก็ทำเหมือนกันค่ะ

1353
01:30:10,376 --> 01:30:14,376

1354
01:30:14,377 --> 01:30:18,377
ตัวที่ 3

1355
01:30:18,379 --> 01:30:22,379
ใส่ลองใส่เป็นทศนิยม บีใส่เป็น

1356
01:30:22,379 --> 01:30:26,379
เลขทศนิยมด้วย ใส่จุดด้วย ใส่จุดทศนิยมด้วย

1357
01:30:26,380 --> 01:30:30,380
ใส่เหมือนอย่างนี้

1358
01:30:30,381 --> 01:30:34,381
ลองใส่ดูแล้วกด Enter

1359
01:30:34,381 --> 01:30:38,381
เป็นอย่างไรครบ 3 อัน

1360
01:30:38,394 --> 01:30:42,394
เข้าใจหรือยัง เข้าใจไหมคะ

1361
01:30:42,396 --> 01:30:46,396
หลักการ 1.

1362
01:30:46,396 --> 01:30:50,396

1363
01:30:50,397 --> 01:30:54,397

1364
01:30:54,399 --> 01:30:58,399

1365
01:30:58,401 --> 01:31:02,401
หลักการ ก็คือ ถ้า

1366
01:31:02,403 --> 01:31:06,403

1367
01:31:06,405 --> 01:31:10,405

1368
01:31:10,405 --> 01:31:14,405
ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ

1369
01:31:14,405 --> 01:31:18,405
ในคำสั่ง Input น่ะ ถ้าเราต้องการให้

1370
01:31:18,405 --> 01:31:22,405
เขาทำหรือป้อนข้อมูลอะไร

1371
01:31:22,405 --> 01:31:26,405
เพราะฉะนั้น มันก็จะเปลี่ยนไปตามที่ใส่

1372
01:31:26,406 --> 01:31:30,406
นึกออกนะ ตอนนี้เราแค่อยากได้ชื่อ สกุล

1373
01:31:30,416 --> 01:31:34,416
แล้วก็น้ำหนัก แต่ครั้งหน้า สมมติ

1374
01:31:34,416 --> 01:31:38,416
แม่บอกว่า อยากให้กรอกข้อมูล

1375
01:31:38,417 --> 01:31:42,417

1376
01:31:42,417 --> 01:31:46,417
วัน เดือน ปีเกิด นึกออกนะ ข้อความ

1377
01:31:46,419 --> 01:31:50,419
มันก็จะเปลี่ยนเป็น วัน เดือน ปี เกิด

1378
01:31:50,419 --> 01:31:54,419
เพราะฉะนั้นที่อยู่

1379
01:31:54,420 --> 01:31:58,420
มันจะหมายถึงข้อความที่เราทำให้

1380
01:31:58,421 --> 01:32:02,421
เครื่องมันแสดงว่า

1381
01:32:02,421 --> 01:32:06,421
จะให้เราป้อนข้อมูลอะไร โอ.เค. นะคะ

1382
01:32:06,422 --> 01:32:10,422
มันจะเปลี่ยนไปตามที่เรากำหนดนั่นเอง

1383
01:32:10,424 --> 01:32:14,424
นะคะ ส่วนการใส่ Comment

1384
01:32:14,425 --> 01:32:18,425
ที่เป็นบรรทัดสีแดงนี่ ใส่เพื่ออะไร

1385
01:32:18,427 --> 01:32:22,427
ใส่เพื่ออธิบาย

1386
01:32:22,428 --> 01:32:26,428
สิ่งที่เรา อธิบายตัวแปรของเรา

1387
01:32:26,439 --> 01:32:30,439
ว่าตัวแปรนี้ เพราะส่วนใหญ่

1388
01:32:30,441 --> 01:32:34,441
ตัวแปรมันจะเป็นชื่อภาษาอังกฤษนะ

1389
01:32:34,441 --> 01:32:38,441
ถ้าไม่อธิบายนี่ บางคนส่วนใหญ่สร้่ง

1390
01:32:38,442 --> 01:32:42,442
ตัวแปรสั้น ๆ A B C อย่างนี้ เราก็ไม่รู้ว่า

1391
01:32:42,442 --> 01:32:46,442
แล้วก็ไม่รู้ว่า a b c นี่เก็บอะไร

1392
01:32:46,446 --> 01:32:50,446
ก็คือไว้เพื่ออธิบายว่าตัวแปรนี้

1393
01:32:50,446 --> 01:32:54,446
เราจะไว้สำหรับเก็บค่าอะไร หรือไว้สำหรับ

1394
01:32:54,446 --> 01:32:58,446
ทำอะไรอธิบายไว้ เวลาเรามาเขียน

1395
01:32:58,448 --> 01:33:02,448
นะคะ ว่ามีตัวแปรชื่อนี้อยู่

1396
01:33:02,448 --> 01:33:06,448
เผื่อเวลาครั้งต่อไปจะมาเรียกใช้ จะ

1397
01:33:06,450 --> 01:33:10,450
เรียกใช้ได้ถูกนะคะ ไม่อย่างนั้นมันจะเรียกไม่ได้

1398
01:33:10,450 --> 01:33:14,450
เรียกว่า ใช้งาน

1399
01:33:14,453 --> 01:33:18,453
ประโยชน์

1400
01:33:18,454 --> 01:33:22,454
โอ.เค. นะคะ ส่วนใหญ่วันนี้น่าจะ Run

1401
01:33:22,454 --> 01:33:26,454
ผ่านกันหมดทุกคนแล้วนะคะ อย่างนั้นสัปดาห์นี้

1402
01:33:26,455 --> 01:33:30,455
พอแค่นี้นะคะ เดี๋ยวจะให้ขอบคุณ

1403
01:33:30,455 --> 01:33:34,455
ขอบคุณ บีขอบคุณพี่เขา

1404
01:33:34,457 --> 01:33:38,457
ขอบคุณพี่ล่ามนะคะ สัปดาห์นี้

1405
01:33:38,457 --> 01:33:42,457
พอแค่นี้ค่ะ สวัสดีค่ะ

1406
01:33:42,457 --> 01:33:46,457
ค่ะ

1407
01:33:46,459 --> 01:33:50,459

1408
01:33:50,460 --> 01:33:54,460

1409
01:33:54,463 --> 01:33:58,463
[สิ้นสุดการถอดความ]

1410
01:33:58,468 --> 01:34:02,468

1411
01:34:02,469 --> 01:34:06,469

1412
01:34:06,471 --> 01:34:10,471

1413
01:34:10,473 --> 01:34:13,475

1414
01:34:14,477 --> 01:34:17,478

1415
01:34:18,479 --> 01:34:21,480


