ครูชื่อชสคล วิทยาคมค่ะ ครั้งที่แล้วนะคะ ครูได้พูดถึงวรรณคดีในเบื้องต้นนะคะ ในวันนี้นะคะ เราจะมาพูดถึงเรื่องเราจะมาทำความรู้จักกับคำว่าวรรณคดีและ งานศิลปะที่ใช้ภาษาเป็นสื่อเรียกว่า "วรรณกรรม เป็นผลงานสร้างสรรค์และความนึกคิดของมนุษย์ค่ะ วรรณกรรมเรื่องใดที่คนอ่านแล้วอ่านอีก แล้วก็ถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างช้านานที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาอย่างหนึ่ง และมีกลุ่มบุคคลในอดีตกล่าวยกย่องไว้อีกอย่างหนึ่ง เราเรียกวรรณกรรมประเภทนี้ว่าวรรณคดีค่ะ ซึ่งวรรณคดีนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งจากวรรกรรม งานเขียนค่ะ และเพื่อแยกออกมาจากวรรณคดีในปัจจุบัน เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น ที่เราอ่านกันอยู่ทุกวันนี้ เราจะเน้นแล้วเจาะลงไปอีกว่าเป็นผลงานบรรพ ของคนไทยสร้างสรรค์ และสืบทอดมาจนถึงลูกหบลาน วรรณคดีของคนโบราณนั้นว่า "วรรณคดีมรดก" ค่ะ ตัวอย่างเช่น วรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วง รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน เป็นต้นค่ะ และเนื่องจากวรรณคดีใช้ภาษาเป็นสื่อ และภาษาก็มีทั้งที่เป็นคำพูดและเป็นตัวอักษร เราจึงอาจจำแนกวรรณคดีออกเป็น 2 ประเภท เช่น วรรณคดีมุขปาฐะ ซึ่งสืบต่อกันมาแบบปากต่อปากนั่นเอง เช่น เพลงพื้นบ้าน บทร้องเล่นเป็นต้นนะคะ และวรรณคดีลายลักษณ์ซึ่งได้แก่การจดบันทึกไว้ในสมุดไทย ต้นฉบับใบลานหรือมีพิมพ์เผยแพร่แล้วเป็นต้นค่ะ วรรณคดีอาจจำแนก งาน เป็นวรรรณคดีท้องถิ่นและวรรณคดีราชสำนักนะคะ ซึ่งวรรณคดีท้องถิ่น เช่น นิทานชาวบ้าน ถิ่นอีสาน ถิ่นใต้ หรือวรรณคดีราชสำนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของพระมหากษัตริย์ หรือข้าเช่น วรรณคดีเรื่อง อิเหนา ตะเลงพ่าย นิราศภูเขาทองค่ะ เมื่อเราอ่านวรรณคดีแล้ว รู้จุดมุ่งหมายแล้ว สิ่งที่เราจะต้องหาให้ได้จากวรรณคดีนะคะ ก็คือคุณค่าของวรรณคดีค่ะ วรรณคดีมีบทบาทงานศิลปะประเภทอื่น ๆ ค่ะ ซึ่งสร้างควมจรรโลงใจด้วย ความบันเทิงใจ ก็คือความอิ่มอกอิ่มใจ อิ่มอารมณ์เมื่อได้เสพรสงานศิลปะ เมื่อเราได้เสพรสของอาหารนั่นเอง ส่วนความจรรโลจใจ หมายถึงสิ่งที่ทำให้เราเกิดความผ่องแพ่ว ร่าเริง หายจากความหมกมุ่นกังวลใจ ขัดเกลาและมีอารมณ์ที่กล่อมเกลาแล้ว เป็นสิ่งที่กล่อมมนุษย์ และความเป็นจริงของชีวิตนั่นเองค่ะ โดยทั่วไปแล้วเรามักถือกันว่า บทบาทสำคัญของวรรณคดีก็คือการให้บันเทิงใจมากกว่าจันโลงใจ หากลองพิจารณาดูวรรณคดีจริง ๆ แล้วนะคะ แล้วจะพบว่าบทบาททั้ง 2 น่ะ มีความสำคัญควบคู่กันมาค่ะ กวีไทยประพันธ์ให้มีความเพลิดเพลินด้วย ของผู้อ่านหรือผู้ฟังไปด้วย ทั้งคุณค่าทางด้านอารมณ์และคุณค่าทางด้านจิตใจ มาดูกันค่ะ ว่าคุณค่าทางด้านอารมณ์เป็นอย่างไร ทุกวันนี้เราหาความเพลิดเพลินใจจากการท่องเที่ยว ดูหนังสือ ดูภาพยนตร์ ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสทอ ไม่มีโอกาสเช่นนี้ใช่ไหมคะ สิ่งจรรโลงใจของเขาคือการดูมหรศพ เช่น โขน ละคะ แต่งหนังสือขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบทในการแสดงมหรสพ เช่น รามเกียรติเป็นบทภาคโขน เป็นต้น เนื้อเรื่องของวรรณคดีประเภทนี้เน้นเรื่องและชวนติดตามค่ะ เช่น เรื่องของการพจญภัย เรื่องรัก เรื่องรบ เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันวรรณคดีประเภทนก็แต่งไว้สำหรับอ่านด้วย เช่นเดียวกับวรรณคดีประเภท ด้วยค่ะ ในการอ่านหนังสือของคนสมัยก่อนนะคะ ส่วนใหญ่มักไม่อ่านเงียบ ๆ อยู่ในใจ ไม่อ่านออกเสียง อย่างเช่นทุกวันนี้นะคะนักเรียน แต่จะอ่านออกเสียงค่ะ เนื้อเรื่องที่สนุกสนาน เพื่อการฟังความไพเราะไปด้วย ความอิ่มอารมณ์ของวรรณคดีจึงชวนติดตาม และเสียงไพเราะที่ทำให้เพลินอารมณ์ค่ะ ในการประพันธ์วรรณคดีจึงต้องคำนึงถึงเสียงของคำประพันธ์เป็นสำคัญค่ะ คุณค่าทางด้านที่ 2 ก็คือคุณค่าทางด้านคุณธรรมค่าะ เมื่อนักเรียนลองพิจารณาวรรณคดีไทย จะพบว่ากวีมีความตั้งใจ ที่จะแสดงคุณธรรมไว้ในผลงานของตนค่ะ อาจจะเป็นทางตรงในวรรณคดีคำสอน หรืออาจจะเป็นทางอ้อมที่จบลงด้วยข้อคิด ข้อคิดหรือคติเตือนใจ ตัวอย่างประเภทแรกจะพบได้จากวรรณคดีที่คนไทยให้เป็นปึกแผ่น วรรณคดีสมัยนั้นคติ เป็นข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต ส่วนวรรณคดีบรรเทิง กวีจะแฝงอาจปรากฏในคำพูดของตัวละคร ต่อ ๆ กันมา จะกลายเป็นคติสอนใจค่ะ อย่างเช่นคำสอนของฤษี ในเรื่องพระอภัยมณี ฤาษีเห็นว่า มากเกินไปจึงเสียทีชีเปลือย ชีเปลือยหลอกให้สุดสาครไปเรียนมนต์บนเขา แล้วผลักตกเหว ม้านิลมังกรไป ฤษีมาช่วยสุดสาครได้ แล้วก็ให้คำสอนว่า อย่าไว้ใจมนุษย์ สุดลึกล้ำ เหนือกำหนด ถึงเถาวลย์พันเกี่ยว ที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดหนึ่งในน้ำใจคน เห็นไหมคะว่านี่เป็นคำสอนที่หลาย ๆ คนได้ยินนะคะ แล้วก็ถูกใช้สอนมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ วรรณคดียังน่าจะเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้นด้วยนะคะ ปฏิกิริยาที่ตัวละครแสดงออก ก็เหมือนที่มนุษย์ทั่วไปมีค่ะ แต่อาจจะต่างไปเพราะเงื่อนไขที่กำหนดด้วยค่านิยม และความเชื่อ ยุคสมัยและถิ่นที่ วรรณคดีไม่ได้เกิดจากส่วนหนึ่งเกิดจากประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ หรือนักเขียนถ่ายทอดไว้ในผลงานก็คือมุมมองของชีวิต หรือบทวิจารณ์ที่เขามีต่อชีวิต บทวิจารพระราม ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีโบราณ เรื่องของมนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ และหลงนั่นเองค่ะ แสดงออกกันไปด้วยบทบาท ของนนทกชวนให้เราคิด ว่านนทกต้องพินาศเพราะใจกำเริบ อหังกา ตามไปเราก็น่าจะได้อะไรจากการอ่านวรรณคดีโบราณมากกว่าเพียงการเรื่องเพื่อเอาความบันเทิงใจอย่างเดียวนะคะ กำลังสัมผัสความนึกคิดของตัวละครในครั้งนั้น เราก็อาจจะรู้สึกว่าความคิดนี้ หรือว่าความรู้สึกอย่างนี้ ก็เคยเกิดขึ้นในใจกับเราหรือคนใกล้ชิดกับเราเช่นเดียวกันค่ะ และที่สำคัญคำนี้ค่ะ นักเรียนจะต้องรู้จักกับคำว่า "ค่านิยม" ด้วยนะคะ ก็หมายถึงความรู้สึก ความคิด หรือความเชื่อของมนุษย์ มีความหมาย หรือมีความสำคัญต่อตน หรือกลุ่มของตนเพียงใด ค่านิยมจึกระทำสิ่งหนึ่งหรือเว้นกระทำสิ่งหนึ่ง เช่น เรื่องการรักนวลสงวนตัว ทำให้หญิงไทยประพฤติตนเป็นกุลสตรี ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจ ก่อนห่ามค่ะ เมื่อเรารู้ถึงคุณค่าของวรรณคดีแล้ว นอกจากนี้จากที่คุณครูได้บอกไปเบื้องต้นนะคะ ก็เหมือนกับศิลปะประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นศิลปะในวรรคดีหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วรรณศิลป์จะต้องเรียนรู้ด้วยเช่นกันค่ะ ศิลปปะหารสร้างสรรค์วรรณคดีให้มีความงาม ความไพเราะ และความหมาย เป็นที่จับใจผู้อ่าน แต่จะต้องคิดกลวิธีเพื่อให้ผลงาน ออกมาอย่างเหมาะเจาะ เพื่อสื่อถึงความหมาย ด้วยวิธีการประพันธ์ที่สำคัญ ในที่นี้จะกล่าวถึงการเล่นเสียง เล่นคำ และภาพพจน์ค่ะ ให้มีเสียงสัมผัสเป็นพิเศษกว่าปกติ เพื่อให้เสียงที่ไพเราะน่าฟัง และเพื่ออวดฝีมือของกวีด้วย มีทั้งการเล่นเสียงพยัญชนะ การเล่นเสียงสระ วรรณยุกต์ค่ะ ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้ค่ะ จิบจับเจา ....จันจาจ่าจ้า คันคอยค่อยคอยหา เห็นโทษ ซ้อนซ่อน นิ่งเร้าเอาขวัญ จากโคลงอักษร 3 หมู่ ของพระศรีมโหสทค่ะ นักเรียนจะสังเกตได้ว่ามีการเล่นเสียงพยัญชนะนะคะ ก็คือเล่นเสียงหลายพยางค์ติด ๆ กัน คำประพันธ์ร้อยกรองสัมผัสพยัญชนะค่ะ แต่กวีก็ใช้เสียงสัมผัสพยัญชนะเพื่อให้มีความไพเราะ ปกตินี้มีการประสานเสียง 2-3 เสียง ตัวอย่างเช่นนะคะ ปัญญาตรองตริ ล้ำลึกหลาย พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเสียงสัมผัสพยัญชนะ ก็คือ ตรอง และ ติ ลึก หลาย นะคะ แต่ในโครงอักษร 3 หมู่ที่ยกมาข้างต้นนี้ มีสัมผัสพยัญชนะดังนี้ค่ะ บาทแรกค่ะใช้เสียงพยัญชนะ จอ ค่ะ ติดกัน 5 เสียง ก็คื จิบ จับ เจา เจ่า เจ้า นะคะ บาทที่ 2 ค่ะ ใช้เสียงพยัญชนะ จ. ติดกันถึง 7 เสียง ก็คือจอกจากจันจา จ่าจ้า บาทที่ 3 ใช้เสียงพยัญชนะ "เคอะติดกัน 4 เสียง ก็คือ เคา คอ ค่อย คอย นะคะ และบาทที่ 4 ค่ะ ใช้พยัญชนะ ซ.ซ นะคะ หรือ เซอะติดกัน 4 เสียง ก็คือ ซอนซ่อน ซ้อน ซิ่ว นะคะ ซึ่งการใช้เสียงในลักษณะนี้นะคะ เราเรียกว่า "การเล่นเสียงพยัญชนะ" ค่ะ ในการเล่นเสียงสระนะคะ ก็คือการใช้เสียงสระติด ๆ กัน สัมผัสสระหลายพยางค์ติด ๆ กันค่ะ มีสัมผัสสระเป็นสัมผัสนอกตามข้อฉันทลักษณ์อยู่แล้ว แต่กวีได้เพิ่มสัมผัสสระในวรรคอีก โดยมีคำที่เล่นเสียงพยัญชนะมาใช้ด้วยกัน กันอีก ได้แก่ เจาเจ่าเจ้า เสียงสระเอาค่ะ ค่ะ จั่น จัน เสียงสระอะ แม่กน จาจ่าจ้า ซอนซ่อนซ้อน เสียงสระออและแม่กนค่ะ การใช้เสียงสัมผัสลักษณะนี้ คือ การเล่นเสียงสระนั่นเองค่ะ ต่อไปค่ะ เป็นการเล่นเสียงวรรณยุกต์ค่ะ ก็คือการใช้คำที่ไล่ระดับเสียงจาก 2-3 ระดับ เป็นชุด ๆ ไป ตัวอย่างของโคลงบทนี้ได้แก่ เจา เจ่า เจ้า เสียงสามัญเอกโท จั่น จัน เสียงสามัญ เสียงสามัญเอกโท ค้อยค่อยคอย เสียงตรี โท เสียงสามัญ โท และตรีค่ะ การเล่นเสียงทั้ง 3 ลักษณะนี้ค่ะ ทำได้ยากค่ะ มุ่งเน้นเรื่องใช้คำให้เกิดเสียงไพเราะเวลาประพันธ์แต่ก็ต้องคำนึงถึงความหมายของบทประพันธ์ข้างต้นนี้กวีบรรยายภาพนกกระจิบ ที่เกาะอยู่จนกระทั่งนกตัวที่เป็นเจ้าของรังกลับมาค่ะ และนกกระจับก็ส่งเสียงร้องนกเค้าที่เฝ้าคอยอยู่นั้น และซ้อนหน้าแม้จะอยู่นิ่ง ๆ ยังน่ากลัว เห็นไหมคะ ทั้งความสามารถในการสรรคำ และความหมายของคำด้วยนะคะ อันนี้ตัวอย่างการเล่นเสียงอีกประเภทหนึ่งนะคะ กาบและโคลงบทต่อไปนี้ งูสุดสู้ หนูมูทู รูงูขู่ ฟุดด หนูสู่รูงูงู สุดสู้ หนูสู้ งูอยู่ หนูรู้งูงูรู้ รูปทู่มูทู่ กาพย์ห่อโครงประพาททองแดง พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเ จะเห็นว่ามีการใช้สัมผัสสระนะคะ แล้วก็สัมผัสพยัญชนะได้อย่างดีเลย ต่อไปเรามาฝากไว้ที่กิจกรรมท้ายบทเรียนนะคะ นักเรียนลองพิจารณาดูว่า บทประพันธ์ ถนัดในเบื้องหน้า โน้นก็เขาใหญ่อย่างพยัฆเมฆ มีพันเขียว ดังลายรัตนนพมณีแรม มีวรรณศิลป์ด้านการเล่นเสียงอย่างใดบ้าง ด้วยนะคะ ตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ ลองดูนะคะ นักเรียนทุกคนคงจะทำได้ค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ (บรรยาย) ผลิตรายการโดย สำนักงานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน A4 ค่ะ ลองดูนะคะ นักเรียนทุกคนคงจะทำได้ค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ (บรรยาย) ผลิตรายการโดย สำนักงานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน