﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,006 --> 00:00:08,006
วนลูปนั้นเอง ซึ่ง

3
00:00:08,008 --> 00:00:12,008
ใน Python นะคะ จะ

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009
มีอยู่ 2 คำ มีอยู่ 2 คำสั่งนะคะ

5
00:00:16,011 --> 00:00:20,011
ก็คือคำสั่ง Why กับคำสั่ง For

6
00:00:20,013 --> 00:00:24,013
นะคะ เราจะดูที่ตัวแรกก่อน w

7
00:00:24,014 --> 00:00:28,014
While คำสั่ง

8
00:00:28,016 --> 00:00:32,016
whilel

9
00:00:32,017 --> 00:00:36,017
จะทำซ้ำเมื่อนะคะ

10
00:00:36,018 --> 00:00:40,018
เมื่อเงื่อนไขนี่

11
00:00:40,020 --> 00:00:44,020
เงื่อนไขของ Loop นั้น

12
00:00:44,020 --> 00:00:48,020
ยังเป็นจริง เงื่อนไขของลูปนั้นยังเป็นจริง

13
00:00:48,021 --> 00:00:52,021
เป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาดูกันนะคะ

14
00:00:52,023 --> 00:00:56,023
เดี๋ยวมีรูปแบบให้ดู ส่วน

15
00:00:56,023 --> 00:01:00,023
คำสั่งที่ 2 for คำสั่ง

16
00:01:00,025 --> 00:01:04,025
for นะคะ จะทำงาน คำสั่งนี้

17
00:01:04,025 --> 00:01:08,025
จะทำงานโดย มีการระบุจำนวนรอบที่แน่นอน

18
00:01:08,026 --> 00:01:12,026
คือระบุเลยว่าจะให้ทำกี่รอบ

19
00:01:12,028 --> 00:01:16,028
หรือระบุว่าต้องทำกี่รอบนั่นคือ for

20
00:01:16,028 --> 00:01:20,028
และส่วนใหญ่ถ้าใช้ for นี่

21
00:01:20,043 --> 00:01:24,043
มันจะใช้สำหรับการอ่านค่า

22
00:01:24,044 --> 00:01:28,044
ให้ทำอยู่ภายใน Opjectlist

23
00:01:28,046 --> 00:01:32,046
เดี๋ยวให้ดูรูปแบบนะคะ

24
00:01:32,047 --> 00:01:36,047
ก็คือ for ถ้าใช้คำสั่ง for นี่ จะใช้ได้ 2 รูปแบบ

25
00:01:36,048 --> 00:01:40,048
ก็คือใช้คือกัาบ

26
00:01:40,049 --> 00:01:44,049
และใช้คู่กับฟังก์ชั่นที่ชื่อว่า lange

27
00:01:44,051 --> 00:01:48,051
ตัวแรกเลยเรามาดูที่คำสั่ง while ก่อน

28
00:01:48,065 --> 00:01:52,065

29
00:01:52,066 --> 00:01:56,066

30
00:01:56,068 --> 00:02:00,068
ถ้าเราใช้คำสั่ง whild บอกแล้ว

31
00:02:00,069 --> 00:02:04,069
ว่าใน Python ถ้า

32
00:02:04,070 --> 00:02:08,070
ส่วนใหญ่จะพิมพ์ด้วยตัวเล็กเสมอ คำสั่ง while

33
00:02:08,071 --> 00:02:12,071
จะพิมพ์ด้วย while นะคะ

34
00:02:12,071 --> 00:02:16,071
while นะคะ

35
00:02:16,072 --> 00:02:20,072
นะคะ แล้วตามด้วยเงื่อนไข

36
00:02:20,081 --> 00:02:24,081
ที่เราจะกำหนดให้มันทำนะคะ

37
00:02:24,082 --> 00:02:28,082
ซึ่งจะปิดด้วยเครื่องหมายโคลอน

38
00:02:28,083 --> 00:02:32,083
นะ ลืมไม่ได้ ถ้ามี while แล้ว

39
00:02:32,083 --> 00:02:36,083
ตามด้วยเงื่อนไขแล้วด้วยโคลอน

40
00:02:36,084 --> 00:02:40,084
ประโยคถัดมาหรือคำสั่งถัดมานะคะ ก็คือต่อไป

41
00:02:40,085 --> 00:02:44,085
ก็จะเป็นรูปคำสั่ง

42
00:02:44,086 --> 00:02:48,086
ก็เป็นคำสั่งถัดไป

43
00:02:48,088 --> 00:02:52,088
ทีนี้ให้ดูที่ตัวอย่าง ตัวอย่าง

44
00:02:52,090 --> 00:02:56,090
บอกว่าเราต้องการให้แสดงตัวเลข

45
00:02:56,091 --> 00:03:00,091
1-10 นะคะ

46
00:03:00,092 --> 00:03:04,092
โดย โดยมันจะต้องเพิ่มจำนวน

47
00:03:04,107 --> 00:03:08,107
ตัวเลขนี่ขึ้นทีละ 1 ตัว

48
00:03:08,107 --> 00:03:12,107
1 ค่า ไม่ใช่ 1 ตัว ในตัวอย่างนี้

49
00:03:12,108 --> 00:03:16,108
ประกาศตัวแปรชื่อว่า "NumQ \

50
00:03:16,109 --> 00:03:20,109
โดยการกำหนดค่าให้ ค่า

51
00:03:20,120 --> 00:03:24,120
เริ่มต้นของ num เริ่มที่ 1 เพราะอะไร เพราะว่า

52
00:03:24,121 --> 00:03:28,121
ต้องการให้แสดงจำนวนหนึ่งนะคะ เริ่มที่ 1

53
00:03:28,122 --> 00:03:32,122
ก็เลยต้องมากำหนดค่าเริ่มต้นตัววแปร

54
00:03:32,123 --> 00:03:36,123
เท่ากับ 1 นะคะ

55
00:03:36,124 --> 00:03:40,124
เมื่อประกาศตัวแปรเสร็จ

56
00:03:40,125 --> 00:03:44,125
เราก็มาใช้คำสั่ง while ขอโทษ ๆ พอพิมพ์...

57
00:03:44,126 --> 00:03:48,126

58
00:03:48,129 --> 00:03:52,129
โปรแกรมมัน มันปรับตัวอักษร

59
00:03:52,129 --> 00:03:56,129
ตัวใหญ่นะ ลืมดู y ตัวเล็กนะคะ

60
00:03:56,130 --> 00:04:00,130
w ตัวเล็ก w-h-i-l-e

61
00:04:00,132 --> 00:04:04,132
ที่เราประกาศ ก็คือ Num มากกว่า หรือ

62
00:04:04,132 --> 00:04:08,132
เท่ากับ 10 ก็คือให้

63
00:04:08,133 --> 00:04:12,133
ให้ค่านี้ทำงานไป

64
00:04:12,135 --> 00:04:16,135
จนกว่าจะถึงเท่าไรคะ 10

65
00:04:16,135 --> 00:04:20,135
ใช่ไหม ถึงจะหยุดทำงาน เพราะฉะนั้น

66
00:04:20,135 --> 00:04:24,135
จะทำให้เห็นว่าตัวเลขนี้มันจะแสดง 1-10 ไหม

67
00:04:24,136 --> 00:04:28,136
10 ไหม ก็คือใช้คำสั่ง print เพื่อให้มันแสดงผล

68
00:04:28,137 --> 00:04:32,137
ใช่ไหมคะ แสดงผลของอะไร แสดงผลของ

69
00:04:32,138 --> 00:04:36,138
ตัวแปรที่เราประกาศไปนี่ เพราะฉะนั้น print num

70
00:04:36,139 --> 00:04:40,139
ทีนี้บางทีทำไม print รอบนี้

71
00:04:40,143 --> 00:04:44,143
มี n เท่ากับมาด้วย ก็คือ

72
00:04:44,143 --> 00:04:48,143
เมื่อใดที่ใช้คำสั่ง print แล้วมี

73
00:04:48,145 --> 00:04:52,145
ค่าที่เราต้องการให้แสดง

74
00:04:52,146 --> 00:04:56,146
แล้วมี n มาเมื่อไหร่ หมายถึงว่า

75
00:04:56,151 --> 00:05:00,151
เราต้องการจะ ก็คือข้อมูลที่เรา

76
00:05:00,151 --> 00:05:04,151
จะแสดงเสร็จ แล้วเราต้องการจะให้มันแสดง

77
00:05:04,152 --> 00:05:08,152
อะไรล่ะ ข้อความหรือตัวอักษรอะไรต่อท้าย

78
00:05:08,154 --> 00:05:12,154
ข้อความนั้น หรือข้อมูลตัวนี้

79
00:05:12,166 --> 00:05:16,166
เพราะฉะนั้น ตัวนี้ n เท่ากับ

80
00:05:16,166 --> 00:05:20,166
เครื่องหมาย Single Quote

81
00:05:20,168 --> 00:05:24,168
หรือดับเบิ้ลโคด

82
00:05:24,168 --> 00:05:28,168
ฟันหนูอันเดียวกับฟันหนู 2 อัน ถ้าต้องการให้แสดง

83
00:05:28,170 --> 00:05:32,170
ข้อความไหน ใช้เครื่องหมาย Single Code

84
00:05:32,176 --> 00:05:36,176
เห็นไหมคะ Single ก็คือตัวเดียวใช่ไหม

85
00:05:36,176 --> 00:05:40,176
ขีด 1 ขีด ดับเบิ้ลก็คือ 2 ขีด

86
00:05:40,177 --> 00:05:44,177
อันนี้คือต้องการจะให้

87
00:05:44,177 --> 00:05:48,177
มันแสดงตัวเลขเรียงไป

88
00:05:48,179 --> 00:05:52,179
1 2 3 4 ถึง 10 นึกออกนะ แต่ถ้า

89
00:05:52,192 --> 00:05:56,192
ใช้คำสั่ง print แล้วไม่ระบุ n

90
00:05:56,192 --> 00:06:00,192
โดยปกติก็คือพอ Print เสร็จ มัน

91
00:06:00,193 --> 00:06:04,193
จะไปขึ้นบรรทัดใหม่ นึกออกไหม มันก็จะ

92
00:06:04,197 --> 00:06:08,197
1 2 3 เรียงลงไปจนครบ

93
00:06:08,198 --> 00:06:12,198
นึกออกนะคะ แต่ทีนี้ต้องการให้มันเรียงตามแนว

94
00:06:12,199 --> 00:06:16,199
ภายใน 1 บรรทัดให้ได้ 10 ตัว

95
00:06:16,200 --> 00:06:20,200
ไม่อยากให้ตัวเลขมันติดกันก็คั่นด้วย

96
00:06:20,200 --> 00:06:24,200
เครื่องหมาย Comma ไม่ใช่ Comma

97
00:06:24,201 --> 00:06:28,201
เซมิโคลอนแทน ไม่ใช่

98
00:06:28,213 --> 00:06:32,167

99
00:06:32,213 --> 00:06:36,213
คอมมาร์ ถูกแล้ว

100
00:06:36,214 --> 00:06:40,214
สับสนอยู่เรื่อยเลย เวลาแปลไทย

101
00:06:40,215 --> 00:06:44,215
ก็จะเรียกยาก ไอ้ลูกน้ำนี่ล่ะ คั่นด้วยลูกน้ำ

102
00:06:44,216 --> 00:06:48,216
เดี๋ยวจะให้ดูผลการรันโปรแกรมนี้

103
00:06:48,224 --> 00:06:52,224
แต่ทีนี้มั้นจะทำได้

104
00:06:52,237 --> 00:06:56,237
ก็ต่อเมื่อ ๆ เราจะต้อง

105
00:06:56,247 --> 00:07:00,247
เพิ่มจำนวนให้ด้วย

106
00:07:00,247 --> 00:07:04,247
เพราะฉะนั้นเมื่อ Print เสร็จ 1 ครั้ง

107
00:07:04,248 --> 00:07:08,248
มันจะวน วนลงมาใช่ไหม ตามคำสั่ง

108
00:07:08,253 --> 00:07:12,253
พอเจอ while ครั้งที่ 1 ปุ๊บ print เสร็จ

109
00:07:12,254 --> 00:07:16,254
มันจะต้องเอาตัวแปรนำ

110
00:07:16,255 --> 00:07:20,255
ก็คือให้ Num +1 เพิ่ม

111
00:07:20,255 --> 00:07:24,255
เพิ่มจาก เพราะครั้งแรกเข้ามา คือ 1 ใช่ไหมคะ

112
00:07:24,257 --> 00:07:28,257
print ครั้งแรกมันจะได้ตัวเลขตัวหนึ่งล่ะ แน่นอนล่ะ

113
00:07:28,257 --> 00:07:32,257
เราจะให้มันไปถึง 10 มันก็ต้องให้มันไป

114
00:07:32,261 --> 00:07:36,261
เพิ่มค่าให้มันใช่ไหม วิธีการจะเพิ่มค่าก็

115
00:07:36,270 --> 00:07:40,270
มันก็ต้องเอาจำนวนนั้นมาบวกกับ 1 ใช่ไหมคะ

116
00:07:40,273 --> 00:07:44,273
เพราะให้เพิ่มทีละ 1 ตอนนี้เราให้เพิ่มทีละ 1

117
00:07:44,273 --> 00:07:48,273
เพราฉะนั้น ก็จะเป็น num + 1

118
00:07:48,274 --> 00:07:52,274
จะให้ดูผลการรันของ

119
00:07:52,275 --> 00:07:56,275
โปรแกรมนี้ ถ้าใครที่

120
00:07:56,275 --> 00:08:00,275
พิมพ์โปรแกรมไปด้วย แล้วก็ Run ได้เลย

121
00:08:00,276 --> 00:08:04,276
Run ได้เลย

122
00:08:04,276 --> 00:08:08,276
อย่างนี้นะคะ

123
00:08:08,278 --> 00:08:12,278
จากตัวอย่าง

124
00:08:12,280 --> 00:08:16,280
ประกาศตัวแปรชื่อว่า "NUM" ใช้ตัวใหญ่

125
00:08:16,281 --> 00:08:20,281
เห็นไหม While

126
00:08:20,283 --> 00:08:24,283
จะเป็นตัวเล็กจะเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด

127
00:08:24,285 --> 00:08:28,285
สังเกตบอกแล้วว่า

128
00:08:28,295 --> 00:08:32,295
ถ้าใช้โปรแกรมนี่ เวลา print พวกตัวคำสั่ง

129
00:08:32,296 --> 00:08:36,296
มันจะเป็นสี ๆ เห็นไหม

130
00:08:36,297 --> 00:08:40,297
มือไปโดนผิดช่อง

131
00:08:40,309 --> 00:08:44,309

132
00:08:44,309 --> 00:08:48,309
เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ IDLE นะคะ

133
00:08:48,310 --> 00:08:52,310
เราจะต้องกด F5 เพื่อจะทำการ Run

134
00:08:52,310 --> 00:08:56,310
เมื่อค่า num เริ่มที่ 1

135
00:08:56,311 --> 00:09:00,311
เริ่มที่ 1 มันจะทำงานไปจนถึง 10

136
00:09:00,312 --> 00:09:04,312
เท่านั้นนะคะ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่ถึง 10 มันก็จะไม่หยุด

137
00:09:04,313 --> 00:09:08,313
แต่ไม่ใช่ว่ามันจะขึ้นทีละครั้ง มันจะขึ้นพรื

138
00:09:08,314 --> 00:09:12,314
กด f 5 แสดงผล

139
00:09:12,315 --> 00:09:16,315

140
00:09:16,317 --> 00:09:20,317
เห็นไหมคะ

141
00:09:20,318 --> 00:09:24,318
ผลจากการใส่ n

142
00:09:24,318 --> 00:09:28,318
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ 1, 2, 3

143
00:09:28,318 --> 00:09:32,318
3, 4 แล้วถ้าไม่ใส่ ดูถ้าไม่ใส่

144
00:09:32,319 --> 00:09:36,319
แก้เลย แก้ให้เห็นเลย

145
00:09:36,320 --> 00:09:40,320
ถ้าไม่ใส่ตัวนี้นะ ถ้าไม่ใส่

146
00:09:40,322 --> 00:09:44,322
มันจะเป็นอย่างไร

147
00:09:44,322 --> 00:09:48,322

148
00:09:48,324 --> 00:09:52,324

149
00:09:52,327 --> 00:09:56,327

150
00:09:56,329 --> 00:10:00,329
เห็นไหม

151
00:10:00,334 --> 00:10:04,334
ไม่ใส่ n แล้วมีอันนี้เห็นไหมคะ

152
00:10:04,338 --> 00:10:08,338
ที่บอกมันจะไล่ไปทีละบรรทัด

153
00:10:08,339 --> 00:10:12,339
คำสั่ง print มันจะเป็น print ครั้งที่ 1

154
00:10:12,339 --> 00:10:16,339
บรรทัดถัดไปเรื่อย ๆ จะมีความแตกต่าง

155
00:10:16,341 --> 00:10:20,341
คำสั่ง print อยู่นะคะ เพราะเรา

156
00:10:20,341 --> 00:10:24,341
ต้องการให้แสดงเป็นลักษณะไหน ก็คือ

157
00:10:24,343 --> 00:10:28,343
มันจะขึ้นบรรทัดใหม่ให้อัตโนมัติ เรียงเลข 1

158
00:10:28,344 --> 00:10:32,344
เลข 2 เลข 3 เรียงไปตามบรรทัดนะคะ

159
00:10:32,344 --> 00:10:36,344
แต่ถ้าใช้ print โดยมี n ที่บอก

160
00:10:36,345 --> 00:10:40,345
โดยให้ค่าของ n อยู่ในรูปของ String นี่

161
00:10:40,345 --> 00:10:44,345
มันจะทำให้ข้อความน่ะ

162
00:10:44,345 --> 00:10:48,345
สามารถแสดงอยู่ในบรรทัดเดียวกันได้เลย

163
00:10:48,346 --> 00:10:52,346
เห็นไหม

164
00:10:52,347 --> 00:10:56,347
หยุดที่ 10 ทีนี้

165
00:10:56,348 --> 00:11:00,348
จะให้ลองทำเองนะคะ ลองเขียนโปรแกรม

166
00:11:00,348 --> 00:11:04,348
ด้วยคำสั่ง while

167
00:11:04,350 --> 00:11:08,350
มาดูโจทย์ของเรากัน

168
00:11:08,350 --> 00:11:12,350
ให้แสดงจำนวน

169
00:11:12,351 --> 00:11:16,351
10-100 10-100 นะ

170
00:11:16,352 --> 00:11:20,352
โดยเพิ่มทีละ 10

171
00:11:20,353 --> 00:11:24,353
เมื่อกี้เพิ่มทีละเท่าไหร ทีละ 1

172
00:11:24,355 --> 00:11:28,355
เปลี่ยนจากทีละ เป็นทีละ 10 ค่าเริ่มต้นเริ่มจาก...

173
00:11:28,361 --> 00:11:32,361
เข้าใจนะคะ ลองดู

174
00:11:32,362 --> 00:11:36,362
อันดับแรก สิ่งแรกที่ต้องมี

175
00:11:36,364 --> 00:11:40,364
ตัวแปรใช่ไหมคะ และกำหนดค่าเริ่มต้น

176
00:11:40,364 --> 00:11:44,364
ให้ตัวแปรตัวนี้ อันดับต่อมา

177
00:11:44,366 --> 00:11:48,366
ก็คือกำหนดเงื่อนไข เสร็จแล้วให้แสดงจำนวน

178
00:11:48,366 --> 00:11:52,366
นะคะ โอ.เค.

179
00:11:52,367 --> 00:11:56,367
ให้ดูตัวอย่าง ให้ดูตัวอย่างย้อนตัวอย่าง

180
00:11:56,368 --> 00:12:00,368
เปิดตัวอย่างให้ดู

181
00:12:00,369 --> 00:12:04,369
นะคะ

182
00:12:04,371 --> 00:12:08,371
ตัวอย่างแสดง 1-10 แต่คำสั่งเรา

183
00:12:08,372 --> 00:12:12,372
เราบอกว่าให้ทำอะไร ให้แสดง 10-100

184
00:12:12,374 --> 00:12:16,374
เปลี่ยนอะไรบ้าง ดู จุด

185
00:12:16,376 --> 00:12:20,376
ที่จะต้องเปลี่ยน

186
00:12:20,377 --> 00:12:24,377
คือถ้าเมื่อใดที่ใช้ while เมื่อใดที่ใช้

187
00:12:24,383 --> 00:12:28,383
คำสั่ง while นะคะ

188
00:12:28,383 --> 00:12:32,383

189
00:12:32,384 --> 00:12:36,384

190
00:12:36,385 --> 00:12:40,385

191
00:12:40,385 --> 00:12:44,385
เมื่อใด

192
00:12:44,388 --> 00:12:48,388
ที่เราใช้คำสั่ง while นี่นะคะ สิ่งที่ต้องมีเสมอ

193
00:12:48,388 --> 00:12:52,388
ก็คือต้องบอกตัวแปรที่กำหนดค่าเริ่มต้น

194
00:12:52,389 --> 00:12:56,389
เพราะอะไร

195
00:12:56,390 --> 00:13:00,390
เพราะอะไร การทำงานของคำสั่ง while นี่ จะ

196
00:13:00,392 --> 00:13:04,392
ทำงานตามรอบ หรือตามลูป

197
00:13:04,393 --> 00:13:08,393
จนกว่า เงื่อนไขจะเป็นอย่างไรคะ

198
00:13:08,394 --> 00:13:12,394
เงื่อนไขจะเป็น ไม่เป็นจริงจะหยุด

199
00:13:12,396 --> 00:13:16,396
ทำงานก็จะทำไปตามจำนวนรอบ ตามเงื่อนไข

200
00:13:16,396 --> 00:13:20,396
ถ้ายังอยู่ตามเงื่อนไขจะทำ ทำ ๆ ๆ นะคะ

201
00:13:20,397 --> 00:13:24,397
จะไม่หยุดทำจนกว่า

202
00:13:24,410 --> 00:13:28,410
จะครบจำนวนรอบตามเงื่อนไข

203
00:13:28,411 --> 00:13:32,411
นั่นคือ while นคะะ

204
00:13:32,411 --> 00:13:36,411

205
00:13:36,412 --> 00:13:40,412

206
00:13:40,416 --> 00:13:44,416

207
00:13:44,422 --> 00:13:48,422

208
00:13:48,423 --> 00:13:52,423
มันจะสะดวกตรงไหน ให้เรานึกถึงเวลาเราไปใช้

209
00:13:52,426 --> 00:13:56,426
คำสั่ง print print 1-10

210
00:13:56,427 --> 00:14:00,427
แต่ถ้าเมื่อใดที่บอก Print 1-100

211
00:14:00,428 --> 00:14:04,428
ต้องเขียนประโยคคำสั่งยาวไปจนถึง 100 แต่

212
00:14:04,429 --> 00:14:08,429
กับเขียนอยู่กี่บรรทัด

213
00:14:08,430 --> 00:14:12,430
1 2 3 4 4 บรรทัดได้ 1-100 เหมือนกัน

214
00:14:12,435 --> 00:14:16,435
นึกออกนะคะ while จะเป็นตัวช่วย

215
00:14:16,436 --> 00:14:20,436
ที่ต้องการให้ทำซ้ำ

216
00:14:20,437 --> 00:14:24,437
ไม่ต้องไปใช้

217
00:14:24,438 --> 00:14:28,438
คำสั่งเดิม ๆ ซ้ำ ใช้แค่คำสั่งเดียว

218
00:14:28,439 --> 00:14:32,439
แล้วสามารถวน ๆ ทำซ้ำได้

219
00:14:32,441 --> 00:14:36,441
ตามจำนวนที่เรากำหนดนะคะ

220
00:14:36,441 --> 00:14:40,441
นั่นคือการใช้ while

221
00:14:40,443 --> 00:14:44,443
ทำไป ถ้ายังอยู่ในนี้อยู่

222
00:14:44,444 --> 00:14:48,444
ถ้ายังอยู่ตามเงื่อนไข ยังไม่ถึงค่า

223
00:14:48,446 --> 00:14:52,446
ที่กำหนดให้นะคะ

224
00:14:52,446 --> 00:14:56,446
เพราะฉะนั้นถ้าตัวอย่างบอก

225
00:14:56,447 --> 00:15:00,447
เริ่มที่ 1 ไปสิ้นสุดที่ 10 ใช่ไหม

226
00:15:00,448 --> 00:15:04,448
แต่ในโจทย์บอกว่า 10 ถึง 100

227
00:15:04,451 --> 00:15:08,451
เพิ่มทีละเท่าไร เพิ่มทีละ 10

228
00:15:08,455 --> 00:15:12,455
เพราะฉะนั้นค่าที่ปรากฎมันจะต้องเป็น 10 20

229
00:15:12,458 --> 00:15:16,458
30 40 50 เพราะมันเพิ่มทีละ 10 นะคะ

230
00:15:16,459 --> 00:15:20,459

231
00:15:20,464 --> 00:15:24,464

232
00:15:24,465 --> 00:15:28,465
while นี่ ส่วนใหญ่จะทำ

233
00:15:28,466 --> 00:15:32,466
วนรอบแค่เฉพาะด้านเดียวนะคะ

234
00:15:32,468 --> 00:15:36,468
แต่ถ้าใช้ for สามารถวนรอบได้มากกว่า

235
00:15:36,468 --> 00:15:40,468
ใช้ได้ 2 ครั้งซ้อนกันได้นะคะ

236
00:15:40,473 --> 00:15:44,473

237
00:15:44,478 --> 00:15:48,478

238
00:15:48,481 --> 00:15:52,481
เดี๋ยวเราจะฟรีชหน้านี้ไว้

239
00:15:52,486 --> 00:15:56,486

240
00:15:56,487 --> 00:16:00,487

241
00:16:00,488 --> 00:16:04,488

242
00:16:04,490 --> 00:16:08,490

243
00:16:08,491 --> 00:16:12,491

244
00:16:12,492 --> 00:16:16,492

245
00:16:16,494 --> 00:16:20,494

246
00:16:20,496 --> 00:16:24,496

247
00:16:24,497 --> 00:16:28,497

248
00:16:28,498 --> 00:16:32,498

249
00:16:32,500 --> 00:16:36,500

250
00:16:36,501 --> 00:16:40,501

251
00:16:40,503 --> 00:16:44,503

252
00:16:44,506 --> 00:16:48,506

253
00:16:48,506 --> 00:16:52,506

254
00:16:52,508 --> 00:16:56,508

255
00:16:56,510 --> 00:17:00,510

256
00:17:00,512 --> 00:17:04,512

257
00:17:04,514 --> 00:17:08,514

258
00:17:08,516 --> 00:17:12,516

259
00:17:12,518 --> 00:17:16,518

260
00:17:16,519 --> 00:17:20,519

261
00:17:20,520 --> 00:17:24,520

262
00:17:24,522 --> 00:17:28,522

263
00:17:28,523 --> 00:17:32,523

264
00:17:32,525 --> 00:17:36,525

265
00:17:36,527 --> 00:17:40,527

266
00:17:40,528 --> 00:17:44,528

267
00:17:44,530 --> 00:17:48,530

268
00:17:48,532 --> 00:17:52,532

269
00:17:52,534 --> 00:17:56,534

270
00:17:56,535 --> 00:18:00,535

271
00:18:00,540 --> 00:18:04,540

272
00:18:04,540 --> 00:18:08,540

273
00:18:08,542 --> 00:18:12,542

274
00:18:12,543 --> 00:18:16,543

275
00:18:16,546 --> 00:18:20,546

276
00:18:20,550 --> 00:18:24,550

277
00:18:24,552 --> 00:18:28,552
อะตอมไม่ได้เปิด

278
00:18:28,554 --> 00:18:32,554

279
00:18:32,556 --> 00:18:36,556

280
00:18:36,558 --> 00:18:40,558
อะตอมดูตัวอย่างนะ

281
00:18:40,560 --> 00:18:44,560
ตัวอย่างนี่ ก็คือ

282
00:18:44,561 --> 00:18:48,561
1-10 ใช่ไหม

283
00:18:48,561 --> 00:18:52,561
นะคะ ทีนี้

284
00:18:52,563 --> 00:18:56,563
ถ้าเราใช้คำสั่ง while

285
00:18:56,565 --> 00:19:00,565
ถ้าเราใช้คำสั่ง while นี่ อันดับแรก

286
00:19:00,566 --> 00:19:04,566
อะตอมจะต้องประกาศตัวแปร 1 ตัว

287
00:19:04,567 --> 00:19:08,567
และกำหนดค่าเริ่มต้น

288
00:19:08,576 --> 00:19:12,576
เพราะฉะนั้นค่าเริ่มต้นเราบอกว่า

289
00:19:12,578 --> 00:19:16,578
เราเริ่มที่เลขอะไรคะ เลขอะไรอะตอม

290
00:19:16,583 --> 00:19:20,583

291
00:19:20,583 --> 00:19:24,583
เลข 1 ใช่ไหม

292
00:19:24,584 --> 00:19:28,584
ได้ยินไหมคะ (ล่าม) เลข 1 ครับ เลข 1 ครับ

293
00:19:28,585 --> 00:19:32,585
(อาจารย์) เลข 1 นะครับ เมื่อเราบอกค่าเริ่มต้นแล้ว

294
00:19:32,586 --> 00:19:36,586
พอมาที่คำสั่ง while คำสั่งที่เราจะต้องกำหนด

295
00:19:36,586 --> 00:19:40,586
เงื่อนไข เราจะต้องมาระบุว่า

296
00:19:40,587 --> 00:19:44,587
ค่าที่จะสิ้นสุดน่ะ

297
00:19:44,589 --> 00:19:48,589
คือค่าอะไร เพราะเราบอกว่า 1-10

298
00:19:48,590 --> 00:19:52,590
แสดงว่าอะตอมเข้าใจ 1-10

299
00:19:52,590 --> 00:19:56,590
มากกว่าหรือเท่ากับ ก็คือ

300
00:19:56,602 --> 00:20:00,602
ใช้ตัวดำเนินการตัวนี้

301
00:20:00,607 --> 00:20:04,607
เพราะว่า ถ้าไม่ใช้มากกว่า หรือเท่ากับนี่

302
00:20:04,608 --> 00:20:08,608
ถ้าใช้เท่ากับเลย มันจะทำเฉพาะ

303
00:20:08,609 --> 00:20:12,609
เมื่อมันถึง 10 นึกออกนะ

304
00:20:12,624 --> 00:20:16,624
เราจะต้องเผื่อให้มัน เพราะจะให้มัน

305
00:20:16,625 --> 00:20:20,625
แสดงเลขตั้งแต่ 1 2 3 ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมคะ

306
00:20:20,626 --> 00:20:24,626
เพราะฉะนั้นเมื่อได้เงื่อนไขเสร็จ

307
00:20:24,626 --> 00:20:28,626
เราก็มาสั่งให้มันแสดงผล

308
00:20:28,634 --> 00:20:32,634
ด้วยคำสั่ง print เห็นไหมคะ

309
00:20:32,650 --> 00:20:36,650
คำสั่ง print print อะไร print

310
00:20:36,652 --> 00:20:40,652
ที่เรากำหนดนึกออกนะ ทีนี้

311
00:20:40,652 --> 00:20:44,652
ทีนี้ถ้าใส่คำสั่ง print แล้ว

312
00:20:44,654 --> 00:20:48,654
ที่ใส่คำว่า nช

313
00:20:48,655 --> 00:20:52,655
นี่นะคะ ก็คือต้องการให้

314
00:20:52,656 --> 00:20:56,656
มันแสดงตัวเลขอยู่ในบรรทัดเดียวกัน

315
00:20:56,657 --> 00:21:00,657
แต่ถ้า แต่ถ้า

316
00:21:00,659 --> 00:21:04,659
ไม่ต้องการให้แสดงบรรทัดเดียวกัน ให้มันแสดงคนละบรรทัด ก็ไม่ต้อง

317
00:21:04,660 --> 00:21:08,660
ใส่คำสั่งนี้ เราสามารถตัดคำสั่งนี่ออกได้

318
00:21:08,661 --> 00:21:12,661
ลบออกได้นะ คือ

319
00:21:12,662 --> 00:21:16,662
ใช้คำสั่ง print แล้วก็ตามด้วย

320
00:21:16,663 --> 00:21:20,663
ข้อมูลที่เราต้องการให้แสดงน่ะพอ

321
00:21:20,665 --> 00:21:24,665
แล้วก็ปิดวงเล็บเสีย แล้วก็ลบคำสั่งนี้

322
00:21:24,665 --> 00:21:28,665
อันนั้นมันจะแสดงตัวเลข

323
00:21:28,667 --> 00:21:32,667
ไปทีละบรรทัด ทีละบรรทัด

324
00:21:32,667 --> 00:21:36,667
ทีนี้มาดู แล้วทำไมมันจะต้องมี NUM=NUM + 1

325
00:21:36,668 --> 00:21:40,668
เท่ากับ num + 1 ที่ต้องมีตัวนี้

326
00:21:40,669 --> 00:21:44,669
เราระบุว่า ตัวเลขที่มันจะแสดงนี่

327
00:21:44,670 --> 00:21:48,670
มันจะต้องมีค่าเพิ่มขึ้นทีละ 1 ค่า เช่น 1 ไปบวกกับ 1

328
00:21:48,670 --> 00:21:52,670

329
00:21:52,671 --> 00:21:56,671
เป็น 2 ใช่ไหมคะ พอ 2 ไปบวก 3

330
00:21:56,672 --> 00:22:00,672
ไป +1 ก็จะไปเป็น 3

331
00:22:00,673 --> 00:22:04,673
ตัวอย่าง แต่ทีนี้สิ่งที่จะให้ทำ

332
00:22:04,673 --> 00:22:08,673
ในโจทย์ที่จะให้ทำนี่

333
00:22:08,680 --> 00:22:12,680
ให้แสดงตัวเลข

334
00:22:12,681 --> 00:22:16,681
10-100 และ

335
00:22:16,681 --> 00:22:20,681
ให้เพิ่มทีละ 10 นะคะ

336
00:22:20,681 --> 00:22:24,681

337
00:22:24,681 --> 00:22:28,681
ลองปรับ โอ.เค. นะ ลองทำดูนะคะ

338
00:22:28,681 --> 00:22:32,681

339
00:22:32,681 --> 00:22:36,681

340
00:22:36,681 --> 00:22:40,681

341
00:22:40,682 --> 00:22:44,682

342
00:22:44,685 --> 00:22:48,685

343
00:22:48,687 --> 00:22:52,687
โดยปกตินะ ถ้ารันโปรแกรม

344
00:22:52,691 --> 00:22:56,691
มันจะมี Error ขึ้นมาแจ้งอยู่แล้วนะคะ

345
00:22:56,692 --> 00:23:00,692
สิ่งที่ส่วนใหญ่จะผิด ก็คือพิมพ์คำสั่ง

346
00:23:00,693 --> 00:23:04,693
เป็นตัวเล็กตัวใหญ่อย่างนี้ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว

347
00:23:04,693 --> 00:23:08,693
อีกตัวหนึ่งที่จะผิด ก็คือตัวแปรที่จะผิด

348
00:23:08,694 --> 00:23:12,694
มาดูของแม่ แม่ประกาศตัวแปรตัวใหญ่ แล้วมาประกาศตัวเล็

349
00:23:12,694 --> 00:23:16,694
แล้วมาเลือกใช้ตามนี้ นั่นคือสิ่งที่จะOSผิดของตัวเงอ

350
00:23:16,696 --> 00:23:20,696
กับอีกตัวหนึ่งที่จะชอบลืม

351
00:23:20,696 --> 00:23:24,696
บางคำสั่งมันจะไม่มีโคลอนใช่ไหม

352
00:23:24,701 --> 00:23:28,701
แต่บางคำสั่งมันมี

353
00:23:28,702 --> 00:23:32,702
มันจะแก้ง่ายอยู่ พอ Error ตรงไหน

354
00:23:32,703 --> 00:23:36,703
นะคะ โปรแกรมมันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งนั้น

355
00:23:36,703 --> 00:23:40,703
ผิดอะไรตรงไหนใช่ไหมคะ

356
00:23:40,705 --> 00:23:44,705
อย่าลืมว่าเมื่อจะ Run

357
00:23:44,705 --> 00:23:48,705
เมื่อพิมพ์คำสั่งเสร็จแล้ว กด F5

358
00:23:48,706 --> 00:23:52,706
นะคะ

359
00:23:52,707 --> 00:23:56,707

360
00:23:56,708 --> 00:24:00,708

361
00:24:00,709 --> 00:24:04,709

362
00:24:04,710 --> 00:24:08,710

363
00:24:08,714 --> 00:24:12,714

364
00:24:12,716 --> 00:24:16,716

365
00:24:16,717 --> 00:24:20,717

366
00:24:20,719 --> 00:24:24,719
บีวันนี้เข้าใจไหม บี

367
00:24:24,721 --> 00:24:28,721
สัญญาณกระตุกนะนี่ปอย

368
00:24:28,721 --> 00:24:32,721
เดี๋ยวนะคะ

369
00:24:32,723 --> 00:24:36,723
สัญญาณทางนู้นกระตุก เอาใหม่ค่ะ

370
00:24:36,724 --> 00:24:40,724

371
00:24:40,726 --> 00:24:44,726
ได้ยินไหมคะ

372
00:24:44,727 --> 00:24:48,727
โจทย์วันนี้เข้าใจหรือเปล่า

373
00:24:48,727 --> 00:24:52,727
เข้าใจนะ โอ.เค. แสดงว่าทำได้ ไหน

374
00:24:52,728 --> 00:24:56,728
รันหรือยัง กด F5 ดูสิ กด F5 ยัง

375
00:24:56,729 --> 00:25:00,729

376
00:25:00,730 --> 00:25:04,730

377
00:25:04,731 --> 00:25:08,731
ทีนี้ตัวอย่างน่ะ ถูกแล้ว

378
00:25:08,732 --> 00:25:12,732
แต่บีดูนะ ดูโจทย์ก่อน สิ่งที่

379
00:25:12,734 --> 00:25:16,734
ต้องการให้ทำ

380
00:25:16,734 --> 00:25:20,734
จากตัวอย่าง

381
00:25:20,735 --> 00:25:24,735
นับจาก 1 ใช่ไหม 1-10 นะ

382
00:25:24,735 --> 00:25:28,735
แต่โจทย์เริ่มที่ 10

383
00:25:28,735 --> 00:25:32,735
ไปถึง 100 โอ.เค. เพราะฉะนั้น

384
00:25:32,735 --> 00:25:36,735
บีจะต้องแก้ แก้เป็นตัวที่ 2 อย่างนี้

385
00:25:36,736 --> 00:25:40,736
โอ.เค. ไหม แก้เลยค่ะ

386
00:25:40,738 --> 00:25:44,738
ตัวอย่างทำถูก

387
00:25:44,738 --> 00:25:48,738
วิธีการ ก็คือเปลี่ยนค่าใช่ไหมคะ เปลี่ยนค่าเป็น

388
00:25:48,739 --> 00:25:52,739
ค่าเริ่มต้นในตัวอย่างค่าเริ่มต้นเป็น 1 ใช่ไหม

389
00:25:52,739 --> 00:25:56,739
ของเราต้องเปลี่ยนเป็นเท่าไรคะ

390
00:25:56,740 --> 00:26:00,740
ดูโจทย์ด้วย 10-100 ใช่ไหม

391
00:26:00,742 --> 00:26:04,742
ใช่ไหม จุดที่จะต้องแก้

392
00:26:04,742 --> 00:26:08,742
โอ.เค. ถูกต้อง

393
00:26:08,743 --> 00:26:12,743
โอ.เค. แสดงว่าเข้าใจแล้ว

394
00:26:12,743 --> 00:26:16,743
ถูกต้องเป็นอย่างไร 10 ใช่ไหม

395
00:26:16,744 --> 00:26:20,744
ใช่ไหม 20, 30

396
00:26:20,744 --> 00:26:24,744
โอ.เค. ถูกต้องนะคะ

397
00:26:24,744 --> 00:26:28,744
แบมด้วย สะกิดแบมให้ด้วย

398
00:26:28,744 --> 00:26:32,744
ใบเตยได้ไหม

399
00:26:32,745 --> 00:26:36,745
ช้า ๆ ลูกไม่ต้องรีบ

400
00:26:36,746 --> 00:26:40,746

401
00:26:40,747 --> 00:26:44,747

402
00:26:44,749 --> 00:26:48,749

403
00:26:48,750 --> 00:26:52,750

404
00:26:52,753 --> 00:26:56,753

405
00:26:56,754 --> 00:27:00,754

406
00:27:00,757 --> 00:27:04,757

407
00:27:04,758 --> 00:27:08,758

408
00:27:08,759 --> 00:27:12,759

409
00:27:12,760 --> 00:27:16,760

410
00:27:16,760 --> 00:27:20,760

411
00:27:20,761 --> 00:27:24,761

412
00:27:24,762 --> 00:27:28,762

413
00:27:28,763 --> 00:27:32,763

414
00:27:32,768 --> 00:27:36,768

415
00:27:36,770 --> 00:27:40,770

416
00:27:40,771 --> 00:27:44,771

417
00:27:44,772 --> 00:27:48,772

418
00:27:48,774 --> 00:27:52,774

419
00:27:52,775 --> 00:27:56,775

420
00:27:56,777 --> 00:28:00,777

421
00:28:00,779 --> 00:28:04,779

422
00:28:04,780 --> 00:28:08,780

423
00:28:08,782 --> 00:28:12,782

424
00:28:12,783 --> 00:28:16,783

425
00:28:16,785 --> 00:28:20,785

426
00:28:20,787 --> 00:28:24,787

427
00:28:24,789 --> 00:28:28,789

428
00:28:28,796 --> 00:28:32,796

429
00:28:32,797 --> 00:28:36,797

430
00:28:36,799 --> 00:28:40,799

431
00:28:40,800 --> 00:28:44,800

432
00:28:44,802 --> 00:28:48,802

433
00:28:48,802 --> 00:28:52,802

434
00:28:52,804 --> 00:28:56,804

435
00:28:56,806 --> 00:29:00,806

436
00:29:00,808 --> 00:29:04,808

437
00:29:04,810 --> 00:29:08,810

438
00:29:08,811 --> 00:29:12,811

439
00:29:12,813 --> 00:29:16,813

440
00:29:16,815 --> 00:29:20,815

441
00:29:20,816 --> 00:29:24,816

442
00:29:24,817 --> 00:29:28,817

443
00:29:28,819 --> 00:29:32,819

444
00:29:32,821 --> 00:29:36,821

445
00:29:36,822 --> 00:29:40,822

446
00:29:40,823 --> 00:29:44,823

447
00:29:44,825 --> 00:29:48,825

448
00:29:48,826 --> 00:29:52,826

449
00:29:52,828 --> 00:29:56,828

450
00:29:56,831 --> 00:30:00,831

451
00:30:00,832 --> 00:30:04,832

452
00:30:04,834 --> 00:30:08,834

453
00:30:08,834 --> 00:30:12,834

454
00:30:12,837 --> 00:30:16,837

455
00:30:16,838 --> 00:30:20,838

456
00:30:20,840 --> 00:30:24,840

457
00:30:24,845 --> 00:30:28,845

458
00:30:28,849 --> 00:30:32,849

459
00:30:32,850 --> 00:30:36,850

460
00:30:36,852 --> 00:30:40,852

461
00:30:40,854 --> 00:30:44,854

462
00:30:44,855 --> 00:30:48,855

463
00:30:48,857 --> 00:30:52,857

464
00:30:52,858 --> 00:30:56,858

465
00:30:56,859 --> 00:31:00,859

466
00:31:00,860 --> 00:31:04,860

467
00:31:04,861 --> 00:31:08,861

468
00:31:08,862 --> 00:31:12,862

469
00:31:12,863 --> 00:31:16,863

470
00:31:16,864 --> 00:31:20,864

471
00:31:20,864 --> 00:31:24,864

472
00:31:24,866 --> 00:31:28,866

473
00:31:28,867 --> 00:31:32,867

474
00:31:32,868 --> 00:31:36,868

475
00:31:36,870 --> 00:31:40,870

476
00:31:40,871 --> 00:31:44,871

477
00:31:44,873 --> 00:31:48,873

478
00:31:48,874 --> 00:31:52,874

479
00:31:52,874 --> 00:31:56,874

480
00:31:56,875 --> 00:32:00,875

481
00:32:00,877 --> 00:32:04,877

482
00:32:04,878 --> 00:32:08,878

483
00:32:08,881 --> 00:32:12,881

484
00:32:12,883 --> 00:32:16,883

485
00:32:16,883 --> 00:32:20,883

486
00:32:20,885 --> 00:32:24,885

487
00:32:24,887 --> 00:32:28,887

488
00:32:28,890 --> 00:32:32,890

489
00:32:32,892 --> 00:32:36,892

490
00:32:36,894 --> 00:32:40,894

491
00:32:40,896 --> 00:32:44,896
คือ

492
00:32:44,897 --> 00:32:48,897
ถ้าใช้คำสั่ง while นะ ถ้าใช้คำสั่ง while นี่

493
00:32:48,899 --> 00:32:52,899
ดูที่ค่าเริ่มต้นใช่ไหม ค่าเริ่มต้น

494
00:32:52,900 --> 00:32:56,900
ก็คือนี่ นี่ก็คือค่าเริ่มต้น แล้วก็

495
00:32:56,900 --> 00:33:00,900
ดูค่าที่สิ้นสุดใช่ไหมคะ

496
00:33:00,901 --> 00:33:04,901
และก็ดูสิ่งที่

497
00:33:04,901 --> 00:33:08,901
ต้องการให้เพิ่มว่าเพิ่มเท่าไร

498
00:33:08,903 --> 00:33:12,903
แล้วมันจะทำการเพิ่มให้

499
00:33:12,904 --> 00:33:16,904
โดยอัตโนมัตและวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะ

500
00:33:16,905 --> 00:33:20,905
ถึง 100 ตามที่

501
00:33:20,906 --> 00:33:24,906
เรากำหนดนะคะ

502
00:33:24,917 --> 00:33:28,917
ทีนี้

503
00:33:28,919 --> 00:33:32,919
จะให้ลองนะคะ

504
00:33:32,920 --> 00:33:36,920

505
00:33:36,922 --> 00:33:40,922
ลองเพิ่มทีละ

506
00:33:40,927 --> 00:33:44,927
50

507
00:33:44,930 --> 00:33:48,930
50 นะคะ

508
00:33:48,931 --> 00:33:52,931

509
00:33:52,934 --> 00:33:56,934
สิ่งที่ต้องการ ก็คือค่าเริ่มต้น

510
00:33:56,935 --> 00:34:00,935
เริ่มที่ 50 50 นะ

511
00:34:00,935 --> 00:34:04,935
ค่าเริ่มต้นค่าที่ 50 ไปจนถึง

512
00:34:04,935 --> 00:34:08,935
500 นะคะ ถึง

513
00:34:08,936 --> 00:34:12,936
500

514
00:34:12,937 --> 00:34:16,937
โดยให้เพิ่มจำนวนทีละ 100

515
00:34:16,938 --> 00:34:20,938
100

516
00:34:20,939 --> 00:34:24,939
จะดูสิว่าตัวเลขไม่เหมือนเดิม

517
00:34:24,943 --> 00:34:28,943
จะสับสนไหม เริ่มต้นที่ 50

518
00:34:28,944 --> 00:34:32,944
ถึง 500 และเพิ่มทีละ 100

519
00:34:32,947 --> 00:34:36,947
โอ.เค. ไหม

520
00:34:36,948 --> 00:34:40,948
นะคะ เดี๋ยวเปลี่ยนโจทย์ให้

521
00:34:40,949 --> 00:34:44,949
จาก 100 เพิ่ม 50

522
00:34:44,950 --> 00:34:48,950
ถึง 500

523
00:34:48,951 --> 00:34:52,951

524
00:34:52,952 --> 00:34:56,952
ให้เพิ่มทีละ 100

525
00:34:56,954 --> 00:35:00,954
มันจะแสดงอะไร

526
00:35:00,954 --> 00:35:04,954

527
00:35:04,955 --> 00:35:08,955

528
00:35:08,957 --> 00:35:12,957

529
00:35:12,957 --> 00:35:16,957

530
00:35:16,959 --> 00:35:20,959

531
00:35:20,961 --> 00:35:24,961
ดู

532
00:35:24,963 --> 00:35:28,963
ค่าที่ให้เพิ่ม คือ 100

533
00:35:28,965 --> 00:35:32,965
แต่ค่าเริ่มต้นคืออะไรคะ ค่าเริ่มต้นคือ

534
00:35:32,966 --> 00:35:36,966
50 นะ 50 50 ไปจนถึง 500

535
00:35:36,972 --> 00:35:40,972
จนถึง 500 แต่

536
00:35:40,972 --> 00:35:44,972
จำนวนที่จะให้เพิ่มนี่ มันจะเพิ่ม

537
00:35:44,987 --> 00:35:48,987
ครั้งละ 100 โอ.เค. นะ

538
00:35:48,987 --> 00:35:52,987
คือพลิกแพลงโจทย์นิดเดียวคนจะ

539
00:35:52,987 --> 00:35:56,987
งง ๆ เห็นไหมคะ ต้องดูเงื่อนไข

540
00:35:56,989 --> 00:36:00,989
ต้องเข้าใจถึง

541
00:36:00,989 --> 00:36:04,989
ตำแหน่งมันด้วย

542
00:36:04,997 --> 00:36:08,997

543
00:36:08,998 --> 00:36:12,998

544
00:36:13,001 --> 00:36:17,001

545
00:36:17,003 --> 00:36:21,003

546
00:36:21,004 --> 00:36:25,004

547
00:36:25,006 --> 00:36:29,006

548
00:36:29,007 --> 00:36:33,007

549
00:36:33,008 --> 00:36:37,008

550
00:36:37,010 --> 00:36:41,010

551
00:36:41,011 --> 00:36:45,011

552
00:36:45,015 --> 00:36:49,015

553
00:36:49,016 --> 00:36:53,016

554
00:36:53,017 --> 00:36:57,017

555
00:36:57,019 --> 00:37:01,019

556
00:37:01,021 --> 00:37:05,021

557
00:37:05,023 --> 00:37:09,023

558
00:37:09,026 --> 00:37:13,026

559
00:37:13,027 --> 00:37:17,027

560
00:37:17,030 --> 00:37:21,030

561
00:37:21,032 --> 00:37:25,032

562
00:37:25,033 --> 00:37:29,033

563
00:37:29,035 --> 00:37:33,035

564
00:37:33,036 --> 00:37:37,036

565
00:37:37,037 --> 00:37:41,037

566
00:37:41,038 --> 00:37:45,038

567
00:37:45,041 --> 00:37:49,041

568
00:37:49,042 --> 00:37:53,042

569
00:37:53,043 --> 00:37:57,043
ดูนะคะ ผลลัพธ์ของตัวนี้ค่ามันจะต้อง

570
00:37:57,045 --> 00:38:01,045
เริ่มที่ 50 แล้วก็เป็น

571
00:38:01,045 --> 00:38:05,045
150 ถูกต้องไหม ค่าสุดท้าย

572
00:38:05,047 --> 00:38:09,047
ก็คือเท่าไรคะ ต้อง 450 นะคะ

573
00:38:09,047 --> 00:38:13,047
มันจะไม่โชว์  500 เพราะอะไร

574
00:38:13,048 --> 00:38:17,048
เริ่มที่ 50 บวกไปทีละ 100

575
00:38:17,049 --> 00:38:21,049
ก็คือมากกว่า หรือเท่ากับ 500

576
00:38:21,051 --> 00:38:25,051
ใช่ไหมคะ แต่ค่าสุดท้ายที่ 450

577
00:38:25,052 --> 00:38:29,052
ถ้ามันไปบวกกับ 100

578
00:38:29,052 --> 00:38:33,052
มันก็เกินใช่ไหม เพราะ

579
00:38:33,054 --> 00:38:37,054
ที่ 450 นะคะ ดูลักษณะการทำงาน

580
00:38:37,054 --> 00:38:41,054
ของ while ให้ดี ๆ while นี่จะง่ายหน่อย

581
00:38:41,056 --> 00:38:45,056
ตัวยากอยู่ที่ตัวนี้ครับ

582
00:38:45,056 --> 00:38:49,056
คำสั่งที่ 2

583
00:38:49,058 --> 00:38:53,058
for เพราะว่ารูปแบบคำสั่ง

584
00:38:53,059 --> 00:38:57,059
ของ for นี่จะไม่เหมือน while นะคะ

585
00:38:57,059 --> 00:39:01,059
for จะต้องเริ่มที่คำว่า "For"

586
00:39:01,069 --> 00:39:05,069
แล้วตามด้วยตัวแปรนะคะ wariable หรือ

587
00:39:05,069 --> 00:39:09,069
นั่นเองนะคะ แล้วก็

588
00:39:09,069 --> 00:39:13,069
ตามด้วยคำว่า "in"

589
00:39:13,071 --> 00:39:17,071
ทีนี้ตรงที่จะต่อจาก in นี่

590
00:39:17,072 --> 00:39:21,072
จะใช้ list หรือ lange นะคะ

591
00:39:21,072 --> 00:39:25,072
หรือ Langer ก็คือว่าถ้าใช้ Objext list

592
00:39:25,073 --> 00:39:29,073
นะคะ ก็จะเป็นลักษณะ

593
00:39:29,075 --> 00:39:33,075
ของตัวแปรที่เป็นลักษณะเป็น list น่ะค่ะ

594
00:39:33,075 --> 00:39:37,075
มีขอบเขตรายการกับ lange

595
00:39:37,075 --> 00:39:41,075
ว่า List กับ Lrange มันแตกต่างกัน

596
00:39:41,075 --> 00:39:45,075
ปิดด้วยเครื่องหมาย Colon (:)

597
00:39:45,075 --> 00:39:49,075
คือ list กับ lan

598
00:39:49,076 --> 00:39:53,076
ก็คือถ้าใช้ for

599
00:39:53,077 --> 00:39:57,077
นี่ ก็ต้องใช้ตัวนี้ แต่ถ้า for in larange

600
00:39:57,078 --> 00:40:01,078
ก็ต้องใช้ตัวนี้ คนละแบบกัน

601
00:40:01,085 --> 00:40:05,085
ปิดด้วยโคลอน แล้วมีคำสั่งต่อท้าย

602
00:40:05,086 --> 00:40:09,086
มาดูตัวอย่าง ตัวอย่างแรกสำหรับการใช้ For

603
00:40:09,086 --> 00:40:13,086
โดยทำงานกับ Object List

604
00:40:13,088 --> 00:40:17,088
นะคะ

605
00:40:17,088 --> 00:40:21,088
ดูตัวอย่างนะคะ

606
00:40:21,090 --> 00:40:25,090
for ที่จะใช้กับ opject list

607
00:40:25,092 --> 00:40:29,092
ที่แสดงข้อมูลเป็น String List

608
00:40:29,095 --> 00:40:33,095
รายการนั่นเอง มี set รายการให้ มีข้อมูลรายการให้

609
00:40:33,095 --> 00:40:37,095
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเราจะต้อง

610
00:40:37,095 --> 00:40:41,095
ประกาศตัวแปรที่เป็นชนิด list รูปแบบก็คือ

611
00:40:41,097 --> 00:40:45,097
ที่เป็นชนิด list นึกออกนะ

612
00:40:45,097 --> 00:40:49,097
ชื่อตัวแปร เช่น ตอนนี้บอกว่า

613
00:40:49,109 --> 00:40:53,109
จะให้แสดงชื่อเล่นของในห้องนี้นะคะ

614
00:40:53,110 --> 00:40:57,110
เพราะฉะนั้นเลยประกาศตัวแปรที่ชื่อ

615
00:40:57,110 --> 00:41:01,110
Nickname ที่อยู่ในรูป List

616
00:41:01,111 --> 00:41:05,111
เพราะฉะนั้นจะใช้เครื่องหมาย

617
00:41:05,112 --> 00:41:09,112
ปีกกาที่เป็นสี่เหลี่ยมน่ะ

618
00:41:09,113 --> 00:41:13,113
ถ้าเป็น Opject list

619
00:41:13,114 --> 00:41:17,114
จะเป็นสี่เหลี่ยมแล้วตามด้วย

620
00:41:17,114 --> 00:41:21,114
ที่เราจะใส่ในลิสต์นั้น ในนี้ยกตัวอย่าง

621
00:41:21,115 --> 00:41:25,115
ชื่อ "บี" "อะตอม" "แบม"

622
00:41:25,116 --> 00:41:29,116
ไม่ใช่แพม แบมนะคะ

623
00:41:29,118 --> 00:41:33,118
เดี๋ยวเปลี่ยนให้

624
00:41:33,118 --> 00:41:37,118

625
00:41:37,118 --> 00:41:41,118
แบมนะ คราม ใบเตย

626
00:41:41,119 --> 00:41:45,119
จ๊าบ

627
00:41:45,124 --> 00:41:49,124
ไทเกอร์ เซฟ แล้วก็ไอซ์

628
00:41:49,125 --> 00:41:53,125

629
00:41:53,125 --> 00:41:57,125
ชื่อเล่นของแก๊งนี่ก็คือ

630
00:41:57,127 --> 00:42:01,127
ถ้าใครอยากใส่ชื่อตัวเองเข้าไป

631
00:42:01,128 --> 00:42:05,128
เข้าไปก็เปลี่ยนเอาชื่อเพื่อนออกได้นะคะ

632
00:42:05,128 --> 00:42:09,128
นั่นก็คือลักษณะของตัวแปร

633
00:42:09,135 --> 00:42:13,135
ชนิดที่เป็น list นะคะ จะอยู่ในเครื่องหมาย

634
00:42:13,135 --> 00:42:17,135
จะอยู่ในเครื่องหมายปีกกาสี่เหลี่ยมใหญ่นะคะ

635
00:42:17,136 --> 00:42:21,136
นะคะ ไม่ใช่ปีกกาสิ เรียกว่าอะไรน่ะ

636
00:42:21,137 --> 00:42:25,137
เรียกยากจริง ๆ เลย มีหลายตัว วงเล็บ

637
00:42:25,146 --> 00:42:29,146
ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมนะ วงเล็บสี่เหลี่ยมนี่

638
00:42:29,147 --> 00:42:33,147
เพราะปีกกาจะเป็นรูปปีกกา เพราะวงเล็บก็จะเป็นรูป

639
00:42:33,148 --> 00:42:37,148
วงเล็บ วงเล็บแบบที่เป็นสี่เหลี่ยม

640
00:42:37,149 --> 00:42:41,149
ตัวนี้นะคะ เสร็จแล้ว

641
00:42:41,150 --> 00:42:45,150
พอประกาศตัวแปร list เสร็จ

642
00:42:45,150 --> 00:42:49,150
เราก็มากำหนดค่าให้ for

643
00:42:49,150 --> 00:42:53,150

644
00:42:53,151 --> 00:42:57,151

645
00:42:57,152 --> 00:43:01,152
for ของเราเริ่มที่ n

646
00:43:01,154 --> 00:43:05,154
ใช้ตัวแปรชื่อว่า n นะคะ ค่า nicename

647
00:43:05,155 --> 00:43:09,155
เท่ากับค่า nickname

648
00:43:09,156 --> 00:43:13,156
ชนิด list ที่เราสร้างไว้อันแรก

649
00:43:13,157 --> 00:43:17,157
เสร็จแล้ว ลอง print n ออกมา

650
00:43:17,158 --> 00:43:21,158
มันจะขึ้น มันจะปริ้นชื่อพวกนี้ออกมาไหม

651
00:43:21,159 --> 00:43:25,159
นะคะ ลองเทสลอง

652
00:43:25,161 --> 00:43:29,161
เทสเลย เดี๋ยวเราก็จะเทสให้ดูบ้าง

653
00:43:29,161 --> 00:43:33,161

654
00:43:33,177 --> 00:43:37,177

655
00:43:37,178 --> 00:43:41,178

656
00:43:41,180 --> 00:43:45,180

657
00:43:45,182 --> 00:43:49,182

658
00:43:49,186 --> 00:43:53,186

659
00:43:53,187 --> 00:43:57,187

660
00:43:57,190 --> 00:44:01,190

661
00:44:01,191 --> 00:44:05,191

662
00:44:05,193 --> 00:44:09,193

663
00:44:09,194 --> 00:44:13,194

664
00:44:13,195 --> 00:44:17,195

665
00:44:17,197 --> 00:44:21,197

666
00:44:21,198 --> 00:44:25,198

667
00:44:25,201 --> 00:44:29,201
ใช่ไหม ๆ นั่นไง

668
00:44:29,202 --> 00:44:33,202

669
00:44:33,202 --> 00:44:37,202

670
00:44:37,204 --> 00:44:41,204

671
00:44:41,205 --> 00:44:45,205

672
00:44:45,208 --> 00:44:49,208
วันนั้นมาแล้วลืมแก้ ใช่ ๆ เพราะรูปแบบ

673
00:44:49,209 --> 00:44:53,209
for แล้วก็ตามด้วยตัวแปร

674
00:44:53,209 --> 00:44:57,209
แล้วก็ตามด้วย in แล้วก็ตามด้วยข้อมูล

675
00:44:57,224 --> 00:45:01,224
ชนิดที่เราต้องการให้แสดง เพราะฉะนั้น ตัวนี้จะต้อง

676
00:45:01,225 --> 00:45:05,225
เปลี่ยนเป็น in นะคะ ลืมดู

677
00:45:05,230 --> 00:45:09,230

678
00:45:09,231 --> 00:45:13,231

679
00:45:13,232 --> 00:45:17,232

680
00:45:17,234 --> 00:45:21,234

681
00:45:21,239 --> 00:45:25,239
Error

682
00:45:25,244 --> 00:45:29,244
nicename เวอร์ชั่นนี้

683
00:45:29,246 --> 00:45:33,246
line

684
00:45:33,246 --> 00:45:37,246
1 in module

685
00:45:37,248 --> 00:45:41,248
name Error

686
00:45:41,248 --> 00:45:45,248

687
00:45:45,249 --> 00:45:49,249
String String String

688
00:45:49,251 --> 00:45:53,251
เราลืมอะไรคะ

689
00:45:53,253 --> 00:45:57,253
ลืมเครื่องหมายอะไรคะ ถ้าเป็น

690
00:45:57,254 --> 00:46:01,254

691
00:46:01,254 --> 00:46:05,254
double code ใช่ไหม

692
00:46:05,256 --> 00:46:09,256
เราลืมใส่เครื่องหมายนี้ใช่ไหมคะ นี่

693
00:46:09,257 --> 00:46:13,257

694
00:46:13,265 --> 00:46:17,265

695
00:46:17,268 --> 00:46:21,268

696
00:46:21,269 --> 00:46:25,269

697
00:46:25,271 --> 00:46:29,271

698
00:46:29,272 --> 00:46:33,272

699
00:46:33,274 --> 00:46:37,274

700
00:46:37,276 --> 00:46:41,276

701
00:46:41,278 --> 00:46:45,278

702
00:46:45,283 --> 00:46:49,283

703
00:46:49,283 --> 00:46:53,283

704
00:46:53,285 --> 00:46:57,285

705
00:46:57,286 --> 00:47:01,286
แสดงว่าจำได้อยู่นะ

706
00:47:01,288 --> 00:47:05,288
ว่า

707
00:47:05,289 --> 00:47:09,289
Single Quotes หรือ Double Quotes ลงไปนะคะ

708
00:47:09,289 --> 00:47:13,289

709
00:47:13,290 --> 00:47:17,290

710
00:47:17,296 --> 00:47:21,296

711
00:47:21,300 --> 00:47:25,300

712
00:47:25,303 --> 00:47:29,303

713
00:47:29,307 --> 00:47:33,307

714
00:47:33,309 --> 00:47:37,309

715
00:47:37,312 --> 00:47:41,312
Charactor

716
00:47:41,312 --> 00:47:45,312

717
00:47:45,313 --> 00:47:49,313

718
00:47:49,315 --> 00:47:53,315

719
00:47:53,317 --> 00:47:57,317

720
00:47:57,321 --> 00:48:01,321

721
00:48:01,322 --> 00:48:05,322

722
00:48:05,323 --> 00:48:09,323

723
00:48:09,325 --> 00:48:13,325

724
00:48:13,325 --> 00:48:17,325

725
00:48:17,327 --> 00:48:21,327

726
00:48:21,329 --> 00:48:25,329

727
00:48:25,331 --> 00:48:29,331

728
00:48:29,331 --> 00:48:33,331

729
00:48:33,333 --> 00:48:37,333

730
00:48:37,337 --> 00:48:41,337

731
00:48:41,338 --> 00:48:45,338
ดูนะคะ รูปแบบอาจจะสับสนบ้าง

732
00:48:45,340 --> 00:48:49,340
เล็กน้อยถึงปานกลาง

733
00:48:49,341 --> 00:48:53,341

734
00:48:53,344 --> 00:48:57,344

735
00:48:57,345 --> 00:49:01,345
อะไรหายไป

736
00:49:01,346 --> 00:49:05,346
แสดงว่ารูปแบบไม่ถูก เดี๋ยวขอ...

737
00:49:05,348 --> 00:49:09,348
บ้างทีก็เป็นกับเวอร์ชัน

738
00:49:09,349 --> 00:49:13,349
กับเครื่องที่บ้าน กับเครื่องนี้คนละเวอร์ชันกัน

739
00:49:13,350 --> 00:49:17,350
แป๊บหนึ่งนะ ใช้

740
00:49:17,350 --> 00:49:21,350
ตัวช่วยของเรา

741
00:49:21,351 --> 00:49:25,351
เดี๋ยวขอใช้ตัวช่วยแป๊บหนึ่งนะคะ

742
00:49:25,353 --> 00:49:29,353

743
00:49:29,354 --> 00:49:33,354

744
00:49:33,354 --> 00:49:37,354

745
00:49:37,355 --> 00:49:41,355

746
00:49:41,357 --> 00:49:45,357

747
00:49:45,358 --> 00:49:49,358

748
00:49:49,360 --> 00:49:53,360

749
00:49:53,360 --> 00:49:57,360
ก็อบมาเลยง่ายสุด

750
00:49:57,362 --> 00:50:01,362

751
00:50:01,363 --> 00:50:05,363

752
00:50:05,363 --> 00:50:09,363
ก็ถูกแล้วนี่ แล้วทำไมมันขึ้น error

753
00:50:09,364 --> 00:50:13,364

754
00:50:13,366 --> 00:50:17,366

755
00:50:17,367 --> 00:50:21,367
ก็ใส่เครื่องหมายแล้วนะ

756
00:50:21,370 --> 00:50:25,370
ผิดตรงไหน

757
00:50:25,376 --> 00:50:29,376

758
00:50:29,381 --> 00:50:33,381

759
00:50:33,383 --> 00:50:37,383

760
00:50:37,392 --> 00:50:41,392

761
00:50:41,395 --> 00:50:45,395

762
00:50:45,396 --> 00:50:49,396

763
00:50:49,397 --> 00:50:53,397

764
00:50:53,398 --> 00:50:57,398

765
00:50:57,400 --> 00:51:01,400

766
00:51:01,401 --> 00:51:05,401

767
00:51:05,402 --> 00:51:09,402
ตรงไหนน่ะ

768
00:51:09,404 --> 00:51:13,404
ข้ามไปได้อย่างไร

769
00:51:13,404 --> 00:51:17,404

770
00:51:17,405 --> 00:51:21,405

771
00:51:21,405 --> 00:51:25,405

772
00:51:25,407 --> 00:51:29,407

773
00:51:29,409 --> 00:51:33,409

774
00:51:33,410 --> 00:51:37,410

775
00:51:37,411 --> 00:51:41,411
มันจะต้องเป็นสีเขียวอย่างนี้ถึงจะถูกต้อง

776
00:51:41,413 --> 00:51:45,413
โอ.เค. น่าจะรอดแล้ว

777
00:51:45,415 --> 00:51:49,415
สังเกต เมื่อเป็น list เมื่อเป็น

778
00:51:49,415 --> 00:51:53,415
จะต้องมีเครื่องหมายคำพูดเสมอ

779
00:51:53,429 --> 00:51:57,429
F5 ใหม่ รอบนี้ต้องแสดง

780
00:51:57,430 --> 00:52:01,430
โอ.เค.

781
00:52:01,431 --> 00:52:05,431

782
00:52:05,431 --> 00:52:09,431

783
00:52:09,435 --> 00:52:13,435

784
00:52:13,438 --> 00:52:17,438

785
00:52:17,443 --> 00:52:21,443

786
00:52:21,444 --> 00:52:25,444

787
00:52:25,445 --> 00:52:29,445

788
00:52:29,448 --> 00:52:33,448

789
00:52:33,449 --> 00:52:37,449

790
00:52:37,451 --> 00:52:41,451

791
00:52:41,451 --> 00:52:45,451
คือ ตอนเขียน Code

792
00:52:45,453 --> 00:52:49,453
บางทีพอไปก๊อบโค้ดจากที่เราพิมพ์มา

793
00:52:49,455 --> 00:52:53,455
แล้วตัวนี้มันไม่เป็นสีเดียวกันนี่

794
00:52:53,456 --> 00:52:57,456
มันไม่รู้จักเสียงั้น มันจะขึ้น Error

795
00:52:57,458 --> 00:53:01,458
เพราะฉะนั้น

796
00:53:01,463 --> 00:53:05,463
วิธีแก้ ถ้าขึ้นอย่างนี้มัน... บางที

797
00:53:05,463 --> 00:53:09,463
แค่จำนวนเว้นวรรคนิดเดียวเองนะ

798
00:53:09,463 --> 00:53:13,463
เออ

799
00:53:13,475 --> 00:53:17,475

800
00:53:17,476 --> 00:53:21,476

801
00:53:21,477 --> 00:53:25,477

802
00:53:25,482 --> 00:53:29,482

803
00:53:29,483 --> 00:53:33,483

804
00:53:33,484 --> 00:53:37,484

805
00:53:37,485 --> 00:53:41,485
โอ.เค. นะคะ

806
00:53:41,488 --> 00:53:45,488
ทำไมขึ้นแบบแปลก ๆ

807
00:53:45,491 --> 00:53:49,491
แบบแปลก ๆ ไม่เป็นอะไร

808
00:53:49,492 --> 00:53:53,492
มันก็จะ print ค่าออกมาเป็นอย่างนี้นะคะ

809
00:53:53,493 --> 00:53:57,493
ทำไมถึงหลุดไป ก็คือมันก็จะ print

810
00:53:57,493 --> 00:54:01,493
ชื่อในรายการลิสต์ที่เรา

811
00:54:01,494 --> 00:54:05,494
พิมพ์ไว้นี่ออกมา

812
00:54:05,497 --> 00:54:09,497

813
00:54:09,497 --> 00:54:13,497

814
00:54:13,499 --> 00:54:17,499
ถ้าต้องการให้

815
00:54:17,501 --> 00:54:21,501
มันอยู่บรรทัดเดียวกัน ก็ทำเหมือนเดิมนะคะ

816
00:54:21,504 --> 00:54:25,504
ใส่ Comma แล้วตามด้วย

817
00:54:25,504 --> 00:54:29,504
คำสั่ง n

818
00:54:29,504 --> 00:54:33,504
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

819
00:54:33,506 --> 00:54:37,506
Single Quotes แล้วก็

820
00:54:37,507 --> 00:54:41,507
ใช้อะไรคั่น Comma คั่นใช่ไหม

821
00:54:41,509 --> 00:54:45,509
หรือใช้เว้นช่องว่างเลยก็ได้

822
00:54:45,509 --> 00:54:49,509
เพื่อให้มัน

823
00:54:49,524 --> 00:54:53,524
มันนี่...

824
00:54:53,524 --> 00:54:57,524

825
00:54:57,525 --> 00:55:01,525
เห็นไหม

826
00:55:01,528 --> 00:55:05,528
มันก็จะพิมพ์ชื่อแรกไปจนถึงชื่อสุดท้าย

827
00:55:05,531 --> 00:55:09,531

828
00:55:09,533 --> 00:55:13,533
นะคะ เราเว้นเพิ่มก็ได้ให้มันห่าง ๆ

829
00:55:13,534 --> 00:55:17,534

830
00:55:17,536 --> 00:55:21,536
เห็นไหมคะ

831
00:55:21,537 --> 00:55:25,537
อันนี้คือ list นะคะ

832
00:55:25,539 --> 00:55:29,539
ใช้ for รูปแบบข้อมูลที่

833
00:55:29,539 --> 00:55:33,539
เป็น list นะคะ

834
00:55:33,541 --> 00:55:37,541
ซึ่งมันมี string กับ

835
00:55:37,541 --> 00:55:41,541
ที่เป็น String

836
00:55:41,542 --> 00:55:45,542
เป็นตัวเลข ถ้าเป็นตัวเลข

837
00:55:45,543 --> 00:55:49,543
นะคะ ไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด

838
00:55:49,554 --> 00:55:53,554
ถ้า list ที่เป็นชนิดตัวเลขไม่ต้องใส่เครื่องหมาย

839
00:55:53,557 --> 00:55:57,557
คำพูดนะคะ

840
00:55:57,557 --> 00:56:01,557
แก้ตรงรูปแบบ เปลี่ยนเป็น in

841
00:56:01,558 --> 00:56:05,558
เมื่อกี้ลอง String

842
00:56:05,560 --> 00:56:09,560
ที่เป็นจำนวนแล้วนะคะ ลอง string ที่เป็นตัวเลข

843
00:56:09,560 --> 00:56:13,560
ตัวเลข ทำต่อคนละบรรทัดได้เลย

844
00:56:13,561 --> 00:56:17,561

845
00:56:17,561 --> 00:56:21,561

846
00:56:21,562 --> 00:56:25,562
ถ้าไม่อยาก

847
00:56:25,564 --> 00:56:29,564
พิมพ์ใหม่วิธีการ

848
00:56:29,566 --> 00:56:33,566
ใช้คำสั่งอะไรเอ่ย

849
00:56:33,568 --> 00:56:37,568
เดี๋ยวอธิบายให้ฟังก่อนนะคะ

850
00:56:37,569 --> 00:56:41,569
ก็คือถ้า ถ้าเราใช้ for

851
00:56:41,570 --> 00:56:45,570
for กับตัวแปร

852
00:56:45,576 --> 00:56:49,576
ที่เป็นข้อมูลที่เป็นแบบ list ชนิด list นี่

853
00:56:49,576 --> 00:56:53,576
นั่นหมายถึงข้อมูลนั้นเรามีข้อมูล

854
00:56:53,577 --> 00:56:57,577
ในรายการที่ระบุไว้ในตัวแปร

855
00:56:57,579 --> 00:57:01,579
เช่น ตัวอย่างแรกที่เป็นชื่อเล่น

856
00:57:01,579 --> 00:57:05,579
ถูกไหม ในตัวอย่างแรกที่ให้ดู

857
00:57:05,586 --> 00:57:09,586

858
00:57:09,586 --> 00:57:13,586

859
00:57:13,589 --> 00:57:17,589
นะคะ นี่ List แบบ String

860
00:57:17,590 --> 00:57:21,590
ที่เป็นชื่อเล่น ก็คือมี

861
00:57:21,591 --> 00:57:25,591
ตัวแปร ประกาศตัวแปรที่เป็น list

862
00:57:25,591 --> 00:57:29,591
เพื่อน ๆ ในห้องลงไป เสร็จแล้ว

863
00:57:29,593 --> 00:57:33,593
คำสั่ง for นี่ for ทำอะไร

864
00:57:33,594 --> 00:57:37,594
for ให้ตัวแปรที่ชื่อ n นี่

865
00:57:37,596 --> 00:57:41,596

866
00:57:41,598 --> 00:57:45,598
หมายถึงอยู่ในรูปแบบของ

867
00:57:45,599 --> 00:57:49,599
nickname นะคะ nickname ก็คือชื่อเล่น

868
00:57:49,601 --> 00:57:53,601
มีรายการชื่อเล่นอยู่ใน nickname นี่

869
00:57:53,609 --> 00:57:57,609
print n ออกมาให้ดู เพราะฉะนั้นใน n

870
00:57:57,611 --> 00:58:01,611
ซึ่งอยู่ใน nick name

871
00:58:01,613 --> 00:58:05,613
แล้วก็ Carm มันก็จะ print ออกมาหมด

872
00:58:05,613 --> 00:58:09,613
นะคะ  เพราะฉะนั้นถ้าตัวแปร

873
00:58:09,615 --> 00:58:13,615
ก็คือข้อมูลใน list เป็นอะไร

874
00:58:13,615 --> 00:58:17,615
ตามนั้นนะคะ for จะทำ

875
00:58:17,616 --> 00:58:21,616
ตามเงื่อนไขโดยอะไรคะ

876
00:58:21,617 --> 00:58:25,617
for จะทำตามเงื่อนไข โดย

877
00:58:25,617 --> 00:58:29,617
มีจำนวนรอบที่แน่นอน

878
00:58:29,619 --> 00:58:33,619
จำนวนรอบที่แน่นอนหมายถึงเช่น

879
00:58:33,619 --> 00:58:37,619
เห็นไหมคะ เหมือนชื่อเล่นนี่ ใน List

880
00:58:37,620 --> 00:58:41,620
มีอยู่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9

881
00:58:41,621 --> 00:58:45,621
มันก็จะทำแค่ 9 ชื่อเท่านั้น

882
00:58:45,622 --> 00:58:49,622
นั่นคือจำนวนรอบแน่นอน ๆ

883
00:58:49,623 --> 00:58:53,623
ไม่เหมือน while while มันจะทำตามจำนวน

884
00:58:53,624 --> 00:58:57,624
ที่ทำจนกว่าจะเป็นจริง มันจะไม่ระบุว่า

885
00:58:57,624 --> 00:59:01,624
ถึงเท่าไรนะคะ

886
00:59:01,626 --> 00:59:05,626
ก็คือในลิสต์มีกี่ตัว for ก็จะทำเท่านั้น

887
00:59:05,627 --> 00:59:09,627
ก็จะทำเท่านั้นนะคะ ก็จะทำจำนวนรอบตาม

888
00:59:09,627 --> 00:59:13,627
จำนวนรอบตามจำนวน list ที่มีอยู่นะคะ ลองมาดู

889
00:59:13,627 --> 00:59:17,627
ที่เป็นแบบตัวเลขบ้าง เปลี่ยนจาก String เป็นตัวเลข

890
00:59:17,628 --> 00:59:21,628
ในตัวอย่างที่ 2 ถ้า

891
00:59:21,628 --> 00:59:25,628
ตัวเลขที่ให้ใน List นะคะ ประกาศตัวแปรอันดับแรก

892
00:59:25,628 --> 00:59:29,628
จะต้องประกาศตัวแปรที่เป็น

893
00:59:29,629 --> 00:59:33,629
รูปแบบ list เสมอนะคะ

894
00:59:33,633 --> 00:59:37,633
การประกาศตัวแปร

895
00:59:37,640 --> 00:59:41,640
ตัวแปรที่เป็น List ก็คือข้อมูลจะอยู่ใน

896
00:59:41,641 --> 00:59:45,641
วงเล็บที่

897
00:59:45,641 --> 00:59:49,641
เป็นรูปสี่เหลี่ยมนะคะ

898
00:59:49,642 --> 00:59:53,642
ถ้าข้อมูลเป็นสตริงเครื่องหมายจะต้องใส่คำพูด

899
00:59:53,643 --> 00:59:57,643
ตัวเลขไม่ต้องใส่คำพูด แต่จะต้องคั่น

900
00:59:57,644 --> 01:00:01,644
คั่นข้อมูลแต่ละตัวด้วย...

901
01:00:01,644 --> 01:00:05,644
อะไรนะปอย Comma

902
01:00:05,644 --> 01:00:09,644
คอมม่าเสมอนะคะ

903
01:00:09,646 --> 01:00:13,646
ข้อมูลแต่ละตัวใน List นี่ ใช้ Comma

904
01:00:13,648 --> 01:00:17,648
เป็นตัวคั่น ใช้ Comma เป็นตัวคั่นนะคะ

905
01:00:17,649 --> 01:00:21,649
เหมือนตัวนี้เรามีชุดตัวเลข 1 2 3 4 5

906
01:00:21,649 --> 01:00:25,649
เพราะฉะนั้นทำงานไปอยู่

907
01:00:25,650 --> 01:00:29,650
ใน List ก็คือ 12, 9, 12

908
01:00:29,652 --> 01:00:33,652
5 57 มันจะ print 12 9 50 57

909
01:00:33,652 --> 01:00:37,652
ออกมานะคะ นี่คือลักษณะการทำงาน

910
01:00:37,653 --> 01:00:41,653
ของ for

911
01:00:41,654 --> 01:00:45,654
อันนี้ for ชั้นเดียวนะ แต่ for มันซ้อนได้ 2 ชั้น

912
01:00:45,654 --> 01:00:49,654
เดี๋ยวมาดูกัน ดูความยากง่ายของ for ด้วย

913
01:00:49,655 --> 01:00:53,655

914
01:00:53,656 --> 01:00:57,656

915
01:00:57,657 --> 01:01:01,657
อันนี้ for โดยแบบใช้ Object List นะคะ

916
01:01:01,659 --> 01:01:05,659
ทีนี้มาดู for ที่ใช้ range

917
01:01:05,661 --> 01:01:09,661
หรือพิสัยนั่นเอง กำหนดช่วง

918
01:01:09,661 --> 01:01:13,661
ของค่านะคะ รูปแบบก็คือใช้

919
01:01:13,663 --> 01:01:17,663
คำสั่ง for ตามด้วยตัวแปร

920
01:01:17,664 --> 01:01:21,664
1 ตัว แล้วก็ in range range นี่

921
01:01:21,665 --> 01:01:25,665
คือสมมติ ถ้าให้เริ่มที่ 1 มันจะใช้

922
01:01:25,666 --> 01:01:29,666
1 ไปจนถึง 11

923
01:01:29,667 --> 01:01:33,667
แต่ค่าที่ออกมาจะไม่แสดงค่าที่ออกมานะคะ

924
01:01:33,671 --> 01:01:37,671
ลองดูนะคะ

925
01:01:37,672 --> 01:01:41,672
กับอีกแบบหนึ่ง

926
01:01:41,673 --> 01:01:45,673
แบบที่ 2 for ตัวแปรที่ 2

927
01:01:45,674 --> 01:01:49,674
นับค่าใน

928
01:01:49,675 --> 01:01:53,675
range 5 นี่ นับ 5 แล้วมันจะให้

929
01:01:53,676 --> 01:01:57,676
ค่าอะไรออกมา ลอง Run ดูนะคะ ค่าตัวนี้

930
01:01:57,687 --> 01:02:01,687
ผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร

931
01:02:01,687 --> 01:02:05,687
มันจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเห็นไหม

932
01:02:05,687 --> 01:02:09,687

933
01:02:09,688 --> 01:02:13,688

934
01:02:13,689 --> 01:02:17,689

935
01:02:17,690 --> 01:02:21,690

936
01:02:21,692 --> 01:02:25,692

937
01:02:25,693 --> 01:02:29,693

938
01:02:29,695 --> 01:02:33,695

939
01:02:33,698 --> 01:02:37,698

940
01:02:37,700 --> 01:02:41,700

941
01:02:41,702 --> 01:02:45,702

942
01:02:45,704 --> 01:02:49,704

943
01:02:49,705 --> 01:02:53,705

944
01:02:53,706 --> 01:02:57,706

945
01:02:57,709 --> 01:03:01,709

946
01:03:01,709 --> 01:03:05,709

947
01:03:05,711 --> 01:03:09,711

948
01:03:09,712 --> 01:03:13,712

949
01:03:13,714 --> 01:03:17,714

950
01:03:17,716 --> 01:03:21,716

951
01:03:21,718 --> 01:03:25,718

952
01:03:25,719 --> 01:03:29,719

953
01:03:29,720 --> 01:03:33,720

954
01:03:33,722 --> 01:03:37,722

955
01:03:37,724 --> 01:03:41,724

956
01:03:41,725 --> 01:03:45,725

957
01:03:45,727 --> 01:03:49,727

958
01:03:49,730 --> 01:03:53,730

959
01:03:53,732 --> 01:03:57,732

960
01:03:57,733 --> 01:04:01,733

961
01:04:01,736 --> 01:04:05,736

962
01:04:05,737 --> 01:04:09,737

963
01:04:09,742 --> 01:04:13,742

964
01:04:13,744 --> 01:04:17,744

965
01:04:17,748 --> 01:04:21,748

966
01:04:21,749 --> 01:04:25,749

967
01:04:25,751 --> 01:04:29,751

968
01:04:29,752 --> 01:04:33,752

969
01:04:33,754 --> 01:04:37,754

970
01:04:37,756 --> 01:04:41,756

971
01:04:41,756 --> 01:04:45,756

972
01:04:45,758 --> 01:04:49,758

973
01:04:49,760 --> 01:04:53,760

974
01:04:53,761 --> 01:04:57,761

975
01:04:57,763 --> 01:05:01,763

976
01:05:01,765 --> 01:05:05,765

977
01:05:05,768 --> 01:05:09,768

978
01:05:09,769 --> 01:05:13,769

979
01:05:13,771 --> 01:05:17,771

980
01:05:17,773 --> 01:05:21,773

981
01:05:21,775 --> 01:05:25,775

982
01:05:25,777 --> 01:05:29,777

983
01:05:29,778 --> 01:05:33,778

984
01:05:33,780 --> 01:05:37,780

985
01:05:37,781 --> 01:05:41,781

986
01:05:41,783 --> 01:05:45,783

987
01:05:45,785 --> 01:05:49,785

988
01:05:49,787 --> 01:05:53,787

989
01:05:53,788 --> 01:05:57,788

990
01:05:57,790 --> 01:06:01,790

991
01:06:01,791 --> 01:06:05,791

992
01:06:05,793 --> 01:06:09,793

993
01:06:09,794 --> 01:06:13,794

994
01:06:13,796 --> 01:06:17,796

995
01:06:17,798 --> 01:06:21,798

996
01:06:21,799 --> 01:06:25,799

997
01:06:25,801 --> 01:06:29,801

998
01:06:29,803 --> 01:06:33,803

999
01:06:33,804 --> 01:06:37,804

1000
01:06:37,806 --> 01:06:41,806

1001
01:06:41,808 --> 01:06:45,808

1002
01:06:45,810 --> 01:06:49,810

1003
01:06:49,812 --> 01:06:53,812

1004
01:06:53,814 --> 01:06:57,814

1005
01:06:57,815 --> 01:07:01,815

1006
01:07:01,816 --> 01:07:05,816

1007
01:07:05,818 --> 01:07:09,818

1008
01:07:09,820 --> 01:07:13,820

1009
01:07:13,823 --> 01:07:17,823

1010
01:07:17,825 --> 01:07:21,825

1011
01:07:21,827 --> 01:07:25,827

1012
01:07:25,829 --> 01:07:29,829

1013
01:07:29,830 --> 01:07:33,830

1014
01:07:33,832 --> 01:07:37,832

1015
01:07:37,834 --> 01:07:41,834

1016
01:07:41,836 --> 01:07:45,836

1017
01:07:45,838 --> 01:07:49,838

1018
01:07:49,840 --> 01:07:53,840

1019
01:07:53,842 --> 01:07:57,842

1020
01:07:57,844 --> 01:08:01,844

1021
01:08:01,846 --> 01:08:05,846

1022
01:08:05,848 --> 01:08:09,848

1023
01:08:09,848 --> 01:08:13,848

1024
01:08:13,849 --> 01:08:17,849

1025
01:08:17,851 --> 01:08:21,851

1026
01:08:21,853 --> 01:08:25,853

1027
01:08:25,856 --> 01:08:29,856

1028
01:08:29,857 --> 01:08:33,857

1029
01:08:33,860 --> 01:08:37,860

1030
01:08:37,861 --> 01:08:41,861

1031
01:08:41,863 --> 01:08:45,863

1032
01:08:45,865 --> 01:08:49,865

1033
01:08:49,867 --> 01:08:53,867

1034
01:08:53,869 --> 01:08:57,869

1035
01:08:57,871 --> 01:09:01,871

1036
01:09:01,877 --> 01:09:05,877

1037
01:09:05,879 --> 01:09:09,879

1038
01:09:09,880 --> 01:09:13,880

1039
01:09:13,882 --> 01:09:17,882

1040
01:09:17,883 --> 01:09:21,883

1041
01:09:21,884 --> 01:09:25,884

1042
01:09:25,886 --> 01:09:29,886

1043
01:09:29,886 --> 01:09:33,886

1044
01:09:33,888 --> 01:09:37,888

1045
01:09:37,890 --> 01:09:41,890

1046
01:09:41,894 --> 01:09:45,894

1047
01:09:45,897 --> 01:09:49,897

1048
01:09:49,898 --> 01:09:53,898

1049
01:09:53,900 --> 01:09:57,900

1050
01:09:57,902 --> 01:10:01,902

1051
01:10:01,904 --> 01:10:05,904

1052
01:10:05,909 --> 01:10:09,909

1053
01:10:09,910 --> 01:10:13,910

1054
01:10:13,912 --> 01:10:17,912

1055
01:10:17,914 --> 01:10:21,914

1056
01:10:21,916 --> 01:10:25,916

1057
01:10:25,918 --> 01:10:29,918

1058
01:10:29,920 --> 01:10:33,920

1059
01:10:33,923 --> 01:10:37,923

1060
01:10:37,925 --> 01:10:41,925

1061
01:10:41,927 --> 01:10:45,927

1062
01:10:45,930 --> 01:10:49,930

1063
01:10:49,932 --> 01:10:53,932

1064
01:10:53,934 --> 01:10:57,934

1065
01:10:57,935 --> 01:11:01,935

1066
01:11:01,937 --> 01:11:05,937

1067
01:11:05,938 --> 01:11:09,938

1068
01:11:09,939 --> 01:11:13,939

1069
01:11:13,941 --> 01:11:17,941

1070
01:11:17,942 --> 01:11:21,942

1071
01:11:21,944 --> 01:11:25,944

1072
01:11:25,946 --> 01:11:29,946

1073
01:11:29,948 --> 01:11:33,948

1074
01:11:33,949 --> 01:11:37,949

1075
01:11:37,951 --> 01:11:41,951

1076
01:11:41,953 --> 01:11:45,953

1077
01:11:45,955 --> 01:11:49,955

1078
01:11:49,957 --> 01:11:53,957

1079
01:11:53,960 --> 01:11:57,960

1080
01:11:57,961 --> 01:12:01,961

1081
01:12:01,962 --> 01:12:05,962

1082
01:12:05,964 --> 01:12:09,964

1083
01:12:09,965 --> 01:12:13,965

1084
01:12:13,968 --> 01:12:17,968

1085
01:12:17,969 --> 01:12:21,969

1086
01:12:21,970 --> 01:12:25,970

1087
01:12:25,972 --> 01:12:29,972

1088
01:12:29,976 --> 01:12:33,976

1089
01:12:33,978 --> 01:12:37,978

1090
01:12:37,980 --> 01:12:41,980

1091
01:12:41,982 --> 01:12:45,982

1092
01:12:45,984 --> 01:12:49,984

1093
01:12:49,985 --> 01:12:53,985

1094
01:12:53,987 --> 01:12:57,987

1095
01:12:57,988 --> 01:13:01,988

1096
01:13:01,990 --> 01:13:05,990

1097
01:13:05,992 --> 01:13:09,992

1098
01:13:09,994 --> 01:13:13,994

1099
01:13:13,995 --> 01:13:17,995

1100
01:13:17,996 --> 01:13:21,996

1101
01:13:21,998 --> 01:13:25,998

1102
01:13:26,000 --> 01:13:30,000

1103
01:13:30,001 --> 01:13:34,001

1104
01:13:34,004 --> 01:13:38,004

1105
01:13:38,007 --> 01:13:42,007

1106
01:13:42,009 --> 01:13:46,009

1107
01:13:46,010 --> 01:13:50,010

1108
01:13:50,012 --> 01:13:54,012

1109
01:13:54,014 --> 01:13:58,014

1110
01:13:58,016 --> 01:14:02,016

1111
01:14:02,018 --> 01:14:06,018

1112
01:14:06,021 --> 01:14:10,021

1113
01:14:10,022 --> 01:14:14,022

1114
01:14:14,024 --> 01:14:18,024

1115
01:14:18,028 --> 01:14:22,028

1116
01:14:22,028 --> 01:14:26,028

1117
01:14:26,029 --> 01:14:30,029

1118
01:14:30,031 --> 01:14:34,031

1119
01:14:34,033 --> 01:14:38,033

1120
01:14:38,035 --> 01:14:42,035

1121
01:14:42,036 --> 01:14:46,036

1122
01:14:46,038 --> 01:14:50,038

1123
01:14:50,038 --> 01:14:54,038

1124
01:14:54,039 --> 01:14:58,039

1125
01:14:58,041 --> 01:15:02,041

1126
01:15:02,043 --> 01:15:06,043

1127
01:15:06,045 --> 01:15:10,045

1128
01:15:10,047 --> 01:15:14,047

1129
01:15:14,049 --> 01:15:18,049

1130
01:15:18,051 --> 01:15:22,051

1131
01:15:22,053 --> 01:15:26,053

1132
01:15:26,054 --> 01:15:30,054

1133
01:15:30,055 --> 01:15:34,055

1134
01:15:34,056 --> 01:15:38,056

1135
01:15:38,058 --> 01:15:42,058

1136
01:15:42,060 --> 01:15:46,060

1137
01:15:46,062 --> 01:15:50,062

1138
01:15:50,063 --> 01:15:54,063

1139
01:15:54,066 --> 01:15:58,066

1140
01:15:58,068 --> 01:16:02,068

1141
01:16:02,069 --> 01:16:06,069

1142
01:16:06,070 --> 01:16:10,070

1143
01:16:10,071 --> 01:16:14,071

1144
01:16:14,072 --> 01:16:18,072

1145
01:16:18,074 --> 01:16:22,074

1146
01:16:22,076 --> 01:16:26,076

1147
01:16:26,078 --> 01:16:30,078

1148
01:16:30,080 --> 01:16:34,080

1149
01:16:34,081 --> 01:16:38,081

1150
01:16:38,082 --> 01:16:42,082

1151
01:16:42,084 --> 01:16:46,084

1152
01:16:46,087 --> 01:16:50,087

1153
01:16:50,089 --> 01:16:54,089

1154
01:16:54,090 --> 01:16:58,090

1155
01:16:58,091 --> 01:17:02,091

1156
01:17:02,094 --> 01:17:06,094

1157
01:17:06,096 --> 01:17:10,096

1158
01:17:10,098 --> 01:17:14,098

1159
01:17:14,100 --> 01:17:18,100

1160
01:17:18,103 --> 01:17:22,103

1161
01:17:22,105 --> 01:17:26,105

1162
01:17:26,106 --> 01:17:30,106

1163
01:17:30,108 --> 01:17:34,108

1164
01:17:34,110 --> 01:17:38,110

1165
01:17:38,111 --> 01:17:42,111

1166
01:17:42,112 --> 01:17:46,112

1167
01:17:46,113 --> 01:17:50,113

1168
01:17:50,114 --> 01:17:54,114

1169
01:17:54,117 --> 01:17:58,117

1170
01:17:58,118 --> 01:18:02,118

1171
01:18:02,119 --> 01:18:06,119

1172
01:18:06,121 --> 01:18:10,121

1173
01:18:10,122 --> 01:18:14,122

1174
01:18:14,124 --> 01:18:18,124

1175
01:18:18,125 --> 01:18:22,125

1176
01:18:22,126 --> 01:18:26,126

1177
01:18:26,128 --> 01:18:30,128

1178
01:18:30,129 --> 01:18:34,129

1179
01:18:34,131 --> 01:18:38,131

1180
01:18:38,133 --> 01:18:42,133

1181
01:18:42,135 --> 01:18:46,135

1182
01:18:46,137 --> 01:18:50,137

1183
01:18:50,139 --> 01:18:54,139

1184
01:18:54,139 --> 01:18:58,139

1185
01:18:58,141 --> 01:19:02,141

1186
01:19:02,144 --> 01:19:06,144
ขอโทษนะคะ

1187
01:19:06,145 --> 01:19:10,145
พอดีมีเคสคั่นระหว่าง

1188
01:19:10,146 --> 01:19:14,146
การเรียนการสอนเราแป๊บหนึ่ง เมื่อกี้ทดสอบหรือยัง ทดสอบ

1189
01:19:14,147 --> 01:19:18,147
คำสั่ง for ของเราดูหรือยัง

1190
01:19:18,148 --> 01:19:22,148
ที่ระบุว่า 1-11 กับ lange ที่ระบุ

1191
01:19:22,149 --> 01:19:26,149
ค่าเป็น 5 ต่างกันอย่างไรคะ

1192
01:19:26,151 --> 01:19:30,151

1193
01:19:30,165 --> 01:19:34,165

1194
01:19:34,167 --> 01:19:38,167

1195
01:19:38,169 --> 01:19:42,169

1196
01:19:42,169 --> 01:19:46,169

1197
01:19:46,171 --> 01:19:50,171
อะตอม ๆ ลองคำสั่งนี้หรือยัง

1198
01:19:50,173 --> 01:19:54,173
คำสั่ง for out 1 in lange

1199
01:19:54,173 --> 01:19:58,173
Colon นี่ ๆ

1200
01:19:58,175 --> 01:20:02,175
.11 นี่ ได้ค่าเป็นอะไร

1201
01:20:02,176 --> 01:20:06,176
Run ดูหรือยังครับ Run หรือยัง

1202
01:20:06,176 --> 01:20:10,176

1203
01:20:10,178 --> 01:20:14,178

1204
01:20:14,178 --> 01:20:18,178

1205
01:20:18,179 --> 01:20:22,179

1206
01:20:22,180 --> 01:20:26,180

1207
01:20:26,185 --> 01:20:30,185

1208
01:20:30,188 --> 01:20:34,188

1209
01:20:34,189 --> 01:20:38,189

1210
01:20:38,191 --> 01:20:42,191

1211
01:20:42,194 --> 01:20:46,194
ของ for กับ while

1212
01:20:46,196 --> 01:20:50,196
จะเห็นได้เลยใช่ไหมคะ ค่าเริ่มต้นของ

1213
01:20:50,197 --> 01:20:54,197
for นี่ เริ่มที่ 1-11 อยู่

1214
01:20:54,198 --> 01:20:58,198
ที่มันปริ้นท์ออกมา มันจะไม่ใช่ 1, 2, 3, 4  5

1215
01:20:58,199 --> 01:21:02,199
6, 7, 8, 9, 10, 11 แล้ววน

1216
01:21:02,200 --> 01:21:06,200
1 แล้วก็วนกลับไปที่ 0 แล้วก็ 1 ใหม่นะ

1217
01:21:06,201 --> 01:21:10,201
แล้วก็มา 2 มันจะวนจนกว่าจะไป

1218
01:21:10,202 --> 01:21:14,202
ไปถึงเท่าไหร่ 10 ใช่ไหม ค่าสุดท้าย

1219
01:21:14,202 --> 01:21:18,202
พอถึง 11 มันจะหลุด

1220
01:21:18,204 --> 01:21:22,204
มันจะไม่แสดงค่า 11 ออกมา เพราะฉะนั้นการวนรอบ

1221
01:21:22,204 --> 01:21:26,204
มันจะวนซ้ำไปกี่ครั้ง คิดดู รอบที่ 1

1222
01:21:26,205 --> 01:21:30,205
2 1 2 1 2 1 2 3

1223
01:21:30,205 --> 01:21:34,205
2, 3, 4 มันจะเป็นลักษณะนี้

1224
01:21:34,206 --> 01:21:38,206
1 2 3 4 5 6 1 2 3 4 5 6 7

1225
01:21:38,207 --> 01:21:42,207
ค่ามันจะเพิ่ม คือ 1 รอบค่ามันจะเพิ่ม 1 ตัว นึกออกนะ

1226
01:21:42,207 --> 01:21:46,207
แล้วก็จำนวนจะเพิ่มอย่างนั้น

1227
01:21:46,209 --> 01:21:50,209
แล้วลองตัวที่ 2 ยัง for cout

1228
01:21:50,217 --> 01:21:54,217
in range 5 เปลี่ยนดูยัง ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร

1229
01:21:54,220 --> 01:21:58,220

1230
01:21:58,223 --> 01:22:02,223

1231
01:22:02,224 --> 01:22:06,224

1232
01:22:06,225 --> 01:22:10,225

1233
01:22:10,226 --> 01:22:14,226

1234
01:22:14,228 --> 01:22:18,228

1235
01:22:18,233 --> 01:22:22,233
เดี๋ยวจะให้บีเป็นคนลองนะคะ

1236
01:22:22,235 --> 01:22:26,235
คำสั่งนี้ ใช้ for count 2

1237
01:22:26,236 --> 01:22:30,236
ชื่อว่า Cont 2

1238
01:22:30,237 --> 01:22:34,237
in range

1239
01:22:34,238 --> 01:22:38,238
rang r-a-n-g-e

1240
01:22:38,240 --> 01:22:42,240
(5)

1241
01:22:42,245 --> 01:22:46,245

1242
01:22:46,253 --> 01:22:50,253
วงเล็บลูก

1243
01:22:50,254 --> 01:22:54,254
ใช้เครื่องหมายวงเล็บ

1244
01:22:54,269 --> 01:22:58,269
โอ.เค. ถูกต้อง

1245
01:22:58,269 --> 01:23:02,269
แล้วสั่งให้ print

1246
01:23:02,270 --> 01:23:06,270
ตัวแปรที่ชื่อว่า

1247
01:23:06,272 --> 01:23:10,272
ลอง print ดู

1248
01:23:10,273 --> 01:23:14,273

1249
01:23:14,274 --> 01:23:18,274

1250
01:23:18,276 --> 01:23:22,276

1251
01:23:22,281 --> 01:23:26,281
ทำไมของขามันขึ้นแบบนี้

1252
01:23:26,285 --> 01:23:30,285
เซฟก่อน ๆ

1253
01:23:30,287 --> 01:23:34,287

1254
01:23:34,287 --> 01:23:38,287
ตั้งชื่อตามตัวแปรก็ได้ count 2

1255
01:23:38,287 --> 01:23:42,287
ตั้งชื่อตามตัวแปรนี่ จะได้จำง่าย ๆ

1256
01:23:42,289 --> 01:23:46,289

1257
01:23:46,289 --> 01:23:50,289
การนับแบบที่ 2 โอ.เค. เห็นไหมคะ

1258
01:23:50,291 --> 01:23:54,291

1259
01:23:54,291 --> 01:23:58,291
เห็นไหมคะ ถ้า

1260
01:23:58,293 --> 01:24:02,293
ของตัว Count แบบที่ 2 นับแบบที่ 2 นี่

1261
01:24:02,300 --> 01:24:06,300
กำหนดค่า 5

1262
01:24:06,301 --> 01:24:10,301
แต่ค่าเริ่มต้นจะเริ่มที่ 0 ใ

1263
01:24:10,301 --> 01:24:14,301
ใช่ไหมคะ 0 แล้วก็ 1 2 3 4

1264
01:24:14,301 --> 01:24:18,301
จนกระทั่งถึงเลขอะไร เลข 4 เท่านั้น

1265
01:24:18,303 --> 01:24:22,303
แต่พอนับ เห็นไหม พอนับค่าแรก ก็คือ

1266
01:24:22,303 --> 01:24:26,303
0 ใช่ไหมคะ 0 คือค่าที่ 1

1267
01:24:26,304 --> 01:24:30,304
0 จะเป็นค่าที่ 1 เพราะใน range

1268
01:24:30,305 --> 01:24:34,305
นับแบบที่ 2 นี่ ไม่ได้กำหนดค่าเริ่มต้นเหมือน range

1269
01:24:34,306 --> 01:24:38,306
แบบที่ 1 lange แบบที่ 1 นี่ ค่า

1270
01:24:38,307 --> 01:24:42,307
เริ่มจาก 1 และนับไปจนถึง

1271
01:24:42,307 --> 01:24:46,307
11 นะ แต่จะไม่แสดง 11

1272
01:24:46,309 --> 01:24:50,309
แต่จะไม่แสดงถึง 11 จะโชว์ จะ print

1273
01:24:50,309 --> 01:24:54,309
เฉพาะค่าที่อยู่ในข้างใน

1274
01:24:54,323 --> 01:24:58,323

1275
01:24:58,336 --> 01:25:02,336
โอ.เค. อันนี้คือ

1276
01:25:02,336 --> 01:25:06,336
ลักษณะที่ใช้ for for แค่ขั้นเดียวนะคะ

1277
01:25:06,336 --> 01:25:10,336
แล้วมาดูตัวอย่างที่จะให้ทำทดสอบเอง

1278
01:25:10,338 --> 01:25:14,338
การใช้ for สร้าง สร้างให้ได้

1279
01:25:14,340 --> 01:25:18,340
แบบนี้

1280
01:25:18,340 --> 01:25:22,340

1281
01:25:22,342 --> 01:25:26,342
หลักการ เพิ่มตามอะไร

1282
01:25:26,344 --> 01:25:30,344
เพิ่มตาม low แล้วก็ column ใช่ไหม

1283
01:25:30,347 --> 01:25:34,347
คอลัมน์ใช่ไหม

1284
01:25:34,347 --> 01:25:38,347

1285
01:25:38,349 --> 01:25:42,349
เพิ่มทีละเท่าไร ดูดี ๆ 1 2

1286
01:25:42,349 --> 01:25:46,349
บวกเข้าไปเท่าไหร่ใช่ไหมคะ 1+2

1287
01:25:46,351 --> 01:25:50,351
3 3 + 2 เป็น 5

1288
01:25:50,351 --> 01:25:54,351
ดูค่าที่เพิ่ม ถูกไหม จำนวนดอกจันทร์ที่เพิ่ม

1289
01:25:54,352 --> 01:25:58,352
ตัวแรกอยู่ที่ 1 ใช่ไหมคะ 1 อัน ตัวที่ 2

1290
01:25:58,353 --> 01:26:02,353
แสดงว่าเราจะต้องค่าที่เพิ่มมันจะต้อง

1291
01:26:02,354 --> 01:26:06,354
เพิ่มครั้งละ 2

1292
01:26:06,356 --> 01:26:10,356
2 อันใช่ไหม ก่อนอื่น

1293
01:26:10,356 --> 01:26:14,356
ตัวแปรสำหรับโปรแกรมนี้

1294
01:26:14,357 --> 01:26:18,357
จะต้องใช้ for 2 ชั้น

1295
01:26:18,358 --> 01:26:22,358
ก็คือแสดงนับจากแถวนึกออกนะ

1296
01:26:22,358 --> 01:26:26,358
ชั้นที่ 2 จะนับจากคอลัมน์ เพิ่มตามคอลัมน์

1297
01:26:26,359 --> 01:26:30,359
นึกออกนะ เอาล่ะจะให้มันเพิ่มทางไหนก่อน

1298
01:26:30,359 --> 01:26:34,359
มาลอง ๆ ต้องเทสต์ด้วยตัวเอง

1299
01:26:34,361 --> 01:26:38,361

1300
01:26:38,361 --> 01:26:42,361

1301
01:26:42,363 --> 01:26:46,363
มีทั้งหมดกี่แถว ดูแถว

1302
01:26:46,364 --> 01:26:50,364
1 2 3 4 5 5 แถว

1303
01:26:50,366 --> 01:26:54,366
ใช่ไหม

1304
01:26:54,376 --> 01:26:58,376
การเพิ่มของแถวนี่

1305
01:26:58,378 --> 01:27:02,378
เพิ่มทีละเท่าไร 1 แถวใช่ไหม

1306
01:27:02,386 --> 01:27:06,386
เออ แต่พอเพิ่มไปตามคอลัมน์

1307
01:27:06,388 --> 01:27:10,388
มันเพิ่ม 1 เพิ่มเท่าไร

1308
01:27:10,388 --> 01:27:14,388
เพิ่มทีละ 2 ใช่ไหมคะ

1309
01:27:14,389 --> 01:27:18,389
ใช่ไหม 1 + 2 เป็น 3

1310
01:27:18,390 --> 01:27:22,390
เป็น 5+2 เป็น 7 7+2

1311
01:27:22,391 --> 01:27:26,391
เป็น 9 ดูที่

1312
01:27:26,393 --> 01:27:30,393
การเพิ่มด้วย เพราะฉะนั้นตั้งค่าแถว

1313
01:27:30,393 --> 01:27:34,393
เพิ่มทีละ 1 ตั้งค่าตัวแปรคอลัมล์

1314
01:27:34,394 --> 01:27:38,394
เพิ่มทีละ 2

1315
01:27:38,399 --> 01:27:42,399

1316
01:27:42,401 --> 01:27:46,401

1317
01:27:46,402 --> 01:27:50,402
ให้มันซ้อนกันนะ

1318
01:27:50,404 --> 01:27:54,404
ใช้ for ซ้อน for ซ้อน for

1319
01:27:54,405 --> 01:27:58,405

1320
01:27:58,406 --> 01:28:02,406

1321
01:28:02,407 --> 01:28:06,407
print อะไรออกมา print รูป

1322
01:28:06,408 --> 01:28:10,408
ไอ้ดอกจันทน์ออกมา

1323
01:28:10,409 --> 01:28:14,409

1324
01:28:14,409 --> 01:28:18,409

1325
01:28:18,412 --> 01:28:22,412

1326
01:28:22,414 --> 01:28:26,414

1327
01:28:26,420 --> 01:28:30,420

1328
01:28:30,421 --> 01:28:34,421

1329
01:28:34,422 --> 01:28:38,422

1330
01:28:38,424 --> 01:28:42,424

1331
01:28:42,425 --> 01:28:46,425
ก็คือในตัวอย่างเราจะใช้ for แค่

1332
01:28:46,427 --> 01:28:50,427
ทีละ 1 ครั้งนะ แต่ในการบ้าน ๆ

1333
01:28:50,428 --> 01:28:54,428
เราต้องใช้ for 2 น่ะ for 2

1334
01:28:54,430 --> 01:28:58,430
นะคะ for แรก

1335
01:28:58,430 --> 01:29:02,430
สำหรับให้มัน

1336
01:29:02,432 --> 01:29:06,432
แสดงทีละแถว อันที่ 2

1337
01:29:06,445 --> 01:29:10,445
สำหรับแสดงตามแนวคอลัมออกมา

1338
01:29:10,446 --> 01:29:14,446
ให้มันแสดงออกมา

1339
01:29:14,448 --> 01:29:18,448
บอกหลักการแล้วดูแล้ว ถ้าแถวมันจะเพิ่มทีละ 1

1340
01:29:18,449 --> 01:29:22,449
แต่ทางคอลัมน์เห็นไหม ดอกจัน 1 อัน

1341
01:29:22,452 --> 01:29:26,452
แถวที่ 2 เพิ่มมาเป็น 3 เพราะฉะนั้น

1342
01:29:26,452 --> 01:29:30,452
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นดูค่าที่มันเพิ่มของมัน

1343
01:29:30,452 --> 01:29:34,452

1344
01:29:34,453 --> 01:29:38,453

1345
01:29:38,454 --> 01:29:42,454

1346
01:29:42,455 --> 01:29:46,455

1347
01:29:46,458 --> 01:29:50,458
เข้าใจโจทย์ไหม

1348
01:29:50,462 --> 01:29:54,462
เข้าใจโจทย์ไหม เข้าใจโจทย์ไหม

1349
01:29:54,464 --> 01:29:58,464
คือเราต้องการให้แสดง

1350
01:29:58,464 --> 01:30:02,464
ดอกจันทน์นี่ เรียงกันลงมาตามรูปแบบนี้

1351
01:30:02,470 --> 01:30:06,470
โดยใช้คำสั่ง for

1352
01:30:06,471 --> 01:30:10,471
ต้องใช้คำสั่ง for ในการทำให้มันเรียง

1353
01:30:10,471 --> 01:30:14,471
คือใช้คำสั่ง print ก็ได้เหมือนกัน ถูกไหห

1354
01:30:14,473 --> 01:30:18,473
เราอยากให้มัน advance เรา

1355
01:30:18,474 --> 01:30:22,474
มันใช้คำสั่ง for ในการ print ออกมา

1356
01:30:22,475 --> 01:30:26,475
เราจะไม่ใช่ print

1357
01:30:26,477 --> 01:30:30,477
แล้วก็วาดรูปดอกจัน

1358
01:30:30,477 --> 01:30:34,477

1359
01:30:34,478 --> 01:30:38,478
ลอง

1360
01:30:38,479 --> 01:30:42,479
ทุกอย่าง เขียนโปรแกรม นัก Coding ต้องเขียนเอง

1361
01:30:42,480 --> 01:30:46,480
เราจะไม่เฉลย เราจะเอาไว้เฉลยสัปดาห์หน้า

1362
01:30:46,480 --> 01:30:50,480
ทีนี้ที่จะเฉลยให้ดู เดี๋ยว

1363
01:30:50,481 --> 01:30:54,481
ให้ดูสัปดาห์ที่แล้วที่ทำเกรด

1364
01:30:54,482 --> 01:30:58,482
นะ ที่เราสอน

1365
01:30:58,484 --> 01:31:02,484
ทำเกรดไป

1366
01:31:02,485 --> 01:31:06,485

1367
01:31:06,486 --> 01:31:10,486

1368
01:31:10,488 --> 01:31:14,488
ตอนที่ใช้คำสั่งเงื่อนไข

1369
01:31:14,489 --> 01:31:18,489
แบบทางเลือกหลายทาง เห็นไหมคะ

1370
01:31:18,490 --> 01:31:22,490
เกรดที่กำหนดคือ A-F ใช่หรือเปล่า

1371
01:31:22,492 --> 01:31:26,492
นะคะ บอกแล้วว่า

1372
01:31:26,493 --> 01:31:30,493
ถ้าใช้ if else if นี่

1373
01:31:30,502 --> 01:31:34,502
ให้ดูว่า

1374
01:31:34,504 --> 01:31:38,504
ค่าที่อยู่ระหว่าง else if

1375
01:31:38,504 --> 01:31:42,504
เท่ากับจำนวนเกรด

1376
01:31:42,513 --> 01:31:46,513
กี่ตัว ก็คือเริ่มต้น

1377
01:31:46,513 --> 01:31:50,513
แล้วพอท้าย else จะเป็นค่าสุดทาย

1378
01:31:50,522 --> 01:31:54,522
เพราะฉะนั้นตัวสุดท้าย ก็คือ else ก

1379
01:31:54,522 --> 01:31:58,522
นี่จะเป็น f เพราะฉะนั้น else if ที่เหลือนี่

1380
01:31:58,522 --> 01:32:02,522
ก็คือจะเริ่มที่ A B C และ D

1381
01:32:02,523 --> 01:32:06,523
ทางเลือก ก็คือกำหนด

1382
01:32:06,524 --> 01:32:10,524
4 ทางนะคะ กำหนดทางเลือก 4 ทาง

1383
01:32:10,525 --> 01:32:14,525

1384
01:32:14,528 --> 01:32:18,528
เดี๋ยว Run ให้ดู อย่า error นะ

1385
01:32:18,530 --> 01:32:22,530
Run อยู่บ้านไม่มีปัญหา

1386
01:32:22,531 --> 01:32:26,531

1387
01:32:26,531 --> 01:32:30,531

1388
01:32:30,533 --> 01:32:34,533
เอาใหม่ ๆ Run ตัวไหนมา

1389
01:32:34,534 --> 01:32:38,534
โอ.เค.

1390
01:32:38,536 --> 01:32:42,536
นะคะ สมมติใส่คะแนน อยากได้เกรด

1391
01:32:42,537 --> 01:32:46,537
อะไรจ๊ะ ให้ดู

1392
01:32:46,538 --> 01:32:50,538
80

1393
01:32:50,539 --> 01:32:54,539
เมื่อใส่คะแนน 80 เกรดที่ได้ คือ A

1394
01:32:54,541 --> 01:32:58,541
เพราะเงื่อนไขทางเลือกแรกก็คือ

1395
01:32:58,543 --> 01:33:02,543
ถ้า score มากกว่า หรือเท่ากับ

1396
01:33:02,544 --> 01:33:06,544
80 สิ่งที่จะแสดงออกมา ก็คือบอกว่า

1397
01:33:06,546 --> 01:33:10,546
คะแนนนะคะ

1398
01:33:10,548 --> 01:33:14,548
จากตัวแปรสกอร์เรา คะแนนที่ได้

1399
01:33:14,548 --> 01:33:18,548
เกรดที่ได้ คือ a ถูกต้อง

1400
01:33:18,549 --> 01:33:22,549
ดูเงื่อนไขที่ 2

1401
01:33:22,551 --> 01:33:26,551
เช็กว่าถูกไหม

1402
01:33:26,552 --> 01:33:30,552

1403
01:33:30,552 --> 01:33:34,552

1404
01:33:34,554 --> 01:33:38,554
ดูที่ else นะ จะให้แสดงอันนี้

1405
01:33:38,554 --> 01:33:42,554
ต่ำสุดตอนนี้คะแนนอยู่ที่ 50 เพราะฉะนั้น

1406
01:33:42,555 --> 01:33:46,555
ถ้าต่ำกว่า 50 คือ 49 คะแนน

1407
01:33:46,556 --> 01:33:50,556
เห็นไหมคะ ผลลัพธ์

1408
01:33:50,556 --> 01:33:54,556
มันจะกระโดดมาที่ else ทันที เพราะอะไร เพราะมัน

1409
01:33:54,557 --> 01:33:58,557
ไม่อยู่ตามเงื่อนไขข้างบนถุกไหม

1410
01:33:58,558 --> 01:34:02,558
ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ 60-50

1411
01:34:02,558 --> 01:34:06,558
ที่ f นะคะ พอต่ำกว่า

1412
01:34:06,559 --> 01:34:10,559
คือ ถ้า 49 คะแนนนี่สอบตก

1413
01:34:10,559 --> 01:34:14,559
เกรดก็จะเป็น F

1414
01:34:14,561 --> 01:34:18,561
อันนี้คือ

1415
01:34:18,562 --> 01:34:22,562
เฉลยที่บอกว่า

1416
01:34:22,564 --> 01:34:26,564
การใช้ else if 1. ดูง่าย ๆ คือ

1417
01:34:26,567 --> 01:34:30,567
จำนวน if เริ่มที่ตัวแรก

1418
01:34:30,567 --> 01:34:34,567
แล้ว else ที่สิ้นสุด แสดง

1419
01:34:34,568 --> 01:34:38,568
เงื่อนไขตัวสุดท้าย หรือ ๆ ๆ

1420
01:34:38,569 --> 01:34:42,569
มีหรือได้ ก็คือถ้าไม่เอาตัวสุดท้ายเป็นเงื่อนไข

1421
01:34:42,570 --> 01:34:46,570
หรือเป็นสิ่งที่จะแสดง

1422
01:34:46,571 --> 01:34:50,571
อาจจะแสดงเป็นตัวอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นจำนวน

1423
01:34:50,572 --> 01:34:54,572
else if อาจจะเท่ากับทางเลือกที่กำหนด

1424
01:34:54,573 --> 01:34:58,573
ก็คือ A B C D F ก็คือ 5 ทาง

1425
01:34:58,588 --> 01:35:02,588
แล้วตรง else นะคะ แสดงอย่างอื่นก็ด้ๆไ

1426
01:35:02,599 --> 01:35:06,599
สมมติในกรณีที่ไม่มีคะแนน

1427
01:35:06,600 --> 01:35:10,600
เลยนะคะ

1428
01:35:10,601 --> 01:35:14,601
ก็อาจจะบอกว่า

1429
01:35:14,601 --> 01:35:18,601
คุณไม่ได้ระบุคะแนน ไม่สามารถระบุ

1430
01:35:18,601 --> 01:35:22,601
เกรดได้อย่างนี้นะคะ เพราะถ้าเกิด

1431
01:35:22,603 --> 01:35:26,603
ใส่แบบไม่มีคะแนนเลยมันก็จะ ถ้าใช้ else เฉย ๆ

1432
01:35:26,603 --> 01:35:30,603
มันจะมาตกที่เกรด F ไง นะคะ

1433
01:35:30,604 --> 01:35:34,604
เราสามารถสร้างทางเลือกแบบใช้ else if

1434
01:35:34,606 --> 01:35:38,606
ตามจำนวนทางเลือกหรือ หรือ

1435
01:35:38,606 --> 01:35:42,606
บอกแล้วใช้หรือได้

1436
01:35:42,607 --> 01:35:46,607
ให้นึกถึง ถ้า แล้ว หรือ ถ้าทำแบบนี้แล้ว

1437
01:35:46,607 --> 01:35:50,607
หรือ ถ้าทำแบบนี้ แล้ว หรือ แบบนี้นะคะ

1438
01:35:50,608 --> 01:35:54,608
มันจะเป็นเงื่อนไขที่

1439
01:35:54,610 --> 01:35:58,610
ว่าอย่างนั้นเถอะ ว่าทำ

1440
01:35:58,611 --> 01:36:02,611
คะแนนได้เท่านี้ จะได้เกรดเท่านี้

1441
01:36:02,613 --> 01:36:06,613
แต่ถ้าทำคะแนนไม่ได้ตาม

1442
01:36:06,613 --> 01:36:10,613
นี่ ตามเกรดที่ระบุ ตาม else if ที่ระบุ

1443
01:36:10,614 --> 01:36:14,614
ระบุมาตั้งแต่ต้นนี่มันอาจจะแสดงผลอย่างอื่นก็ได้

1444
01:36:14,614 --> 01:36:18,614
นะคะ ให้แสดงผล

1445
01:36:18,615 --> 01:36:22,615
เป็นแบบอื่นก็ได้ ก็คือไม่ต้องแสดง

1446
01:36:22,615 --> 01:36:26,615
คุณไม่มีคะแนนสอบได้

1447
01:36:26,616 --> 01:36:30,616
นะคะ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเราด้วย

1448
01:36:30,618 --> 01:36:34,618
นั่นคือใช้เงื่อนไข ทีนี้

1449
01:36:34,619 --> 01:36:38,619
การบ้านที่จะให้ไปทำ ไปลอง

1450
01:36:38,620 --> 01:36:42,620
ตัวนี้มานะคะ

1451
01:36:42,621 --> 01:36:46,621
ใช้ for เพื่อสร้าง

1452
01:36:46,623 --> 01:36:50,623
ดอกจันเรียงลงมา

1453
01:36:50,623 --> 01:36:54,623
โดยการพิมพ์ดอกจันให้เป็นอย่างนี้ แต่ไม่ใช้คำสั่ง print

1454
01:36:54,625 --> 01:36:58,625
ให้ใช้คำสั่ง for มาช่วย print

1455
01:36:58,626 --> 01:37:02,626
คือเราจะมีคำสั่ง print

1456
01:37:02,627 --> 01:37:06,627
แล้วก็ดอกจันอันเดียว แต่ใช้ for เพื่อไปควบคุม

1457
01:37:06,627 --> 01:37:10,627
ว่าการเพิ่มจำนวนของแถว

1458
01:37:10,628 --> 01:37:14,628
หรือของตัวดอกจันทน์เพิ่มอย่างไร

1459
01:37:14,629 --> 01:37:18,629
ลองดูนะคะ Test

1460
01:37:18,630 --> 01:37:22,630
ด้วยตัวเอง ไปดูรูปแบบเงื่อนไข for ดี ๆ

1461
01:37:22,630 --> 01:37:26,630
ว่า

1462
01:37:26,632 --> 01:37:30,632
ก็จะใช้ for 9ัวไหน

1463
01:37:30,633 --> 01:37:34,633
เพราะฉะนั้น

1464
01:37:34,634 --> 01:37:38,634
for แบบ list นี่ตัดได้เลย เพราะตายตัว

1465
01:37:38,634 --> 01:37:42,634
คาดเดาไม่ได้ ต้องใช้ for แบบนี้นะคะ

1466
01:37:42,646 --> 01:37:46,646
for โดยใช้ range นะคะ

1467
01:37:46,647 --> 01:37:50,647

1468
01:37:50,647 --> 01:37:54,647

1469
01:37:54,649 --> 01:37:58,649
ใช้ range แน่นอน

1470
01:37:58,650 --> 01:38:02,650
แต่เปลี่ยนค่าแค่นั้นเอง

1471
01:38:02,650 --> 01:38:06,650
ลองดู ลองดู ให้เป็นการบ้านนะคะ

1472
01:38:06,652 --> 01:38:10,652
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราจะ

1473
01:38:10,653 --> 01:38:14,653
จบที่เงื่อนไขของ... คำสั่ง For

1474
01:38:14,654 --> 01:38:18,654
การวนลูปโดยใช้ for นะคะ

1475
01:38:18,655 --> 01:38:22,655
ไปทำให้ดอกจันนี้

1476
01:38:22,656 --> 01:38:26,656
มันแสดงผล 1 2 3 4 5 5 บรรทัดนี้

1477
01:38:26,660 --> 01:38:30,660
ให้ได้ดอกจันที่เพิ่มจำนวนขึ้น

1478
01:38:30,660 --> 01:38:34,660
บรรทัดหนึ่งเพิ่มทีละ 2 ดอก

1479
01:38:34,661 --> 01:38:38,661
มีดอกจันเพิ่มขึ้นทีละ 2 ดอก

1480
01:38:38,661 --> 01:38:42,661
ขอขอบคุณล่ามทางไกลค่ะ

1481
01:38:42,661 --> 01:38:46,661
ค่ะ

1482
01:38:46,661 --> 01:38:50,661

1483
01:38:50,663 --> 01:38:54,663

1484
01:38:54,665 --> 01:38:58,665

1485
01:38:58,667 --> 01:39:02,667
[สิ้นสุดการถอดความ]

1486
01:39:02,669 --> 01:39:06,669

1487
01:39:06,669 --> 01:39:10,669

1488
01:39:10,671 --> 01:39:14,671

1489
01:39:14,674 --> 01:39:18,674

1490
01:39:18,676 --> 01:39:22,676

1491
01:39:22,677 --> 01:39:26,677

1492
01:39:26,678 --> 01:39:30,678

1493
01:39:30,680 --> 01:39:34,680

1494
01:39:34,682 --> 01:39:38,682

1495
01:39:38,683 --> 01:39:42,683

1496
01:39:42,685 --> 01:39:46,685

1497
01:39:46,686 --> 01:39:50,686

1498
01:39:50,688 --> 01:39:54,688

1499
01:39:54,691 --> 01:39:58,691

1500
01:39:58,693 --> 01:40:02,693

1501
01:40:02,694 --> 01:40:06,694

1502
01:40:06,694 --> 01:40:09,698

1503
01:40:10,695 --> 01:40:13,695

1504
01:40:18,698 --> 01:40:21,701

1505
01:40:22,700 --> 01:40:25,703

1506
01:40:26,702 --> 01:40:29,703

1507
01:40:30,704 --> 01:40:33,707

1508
01:40:34,705 --> 01:40:34,706

1509
01:40:38,707 --> 01:40:38,707

1510
01:40:46,711 --> 01:40:46,715

1511
01:40:42,707 --> 01:40:42,711


