มาไหมคะ โอ.เค. บัดดี้ดูเพื่อนหน่อยนะ ศิริชัยล่ะ ปิชาฎาครูเช็กชื่อคนที่เช็กอินก่อนแล้วกัน นิลวรรณ วินิจ ล่ามมาแล้วนะ สวัสดีค่ะ ล่ามได้ยินเสียงอาจารย์ไหมคะ (ล่าม) ได้ยินค่ะอาจารย์ ได้ยินค่ะ (อาจารย์) ได้ยินชัดเจนนะ (ล่าม) ค่ะ (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะเดี๋ยวขอเช็กชื่อนักศึกษาก่อน คมกริช มาไหมคะ มา วรรณวิสา วิภาภร นัฐสุดา จตุรพร คราวนี้คนที่ไม่ได้เช็กอิน ทำไมถึงไม่ได้เช็กอิน ภัชราภา โอ.เค. ค่ะ แล้วที่สีแดงนี่คือ เช็กอินไม่ได้หรือว่าไม่ได้เช็กอิน กำลังเช็กอิน โอ.เค. วันนี้มีใครไม่มาไหมคะ ขาดโอ.เค. ค่ะ ค่อยเช็กชื่ออีกทีนะคะ ดูเนื้อหาก่อน เราเรียน IEEE ไปก่อน ไปแล้วรอบโน้นนะคะ เป็นมาตรฐานหนึ่ง วันนี้นะคะ กับสัปดาห์หน้านี่ จะพูดถึงมาตรฐาน CMM กับ CMMI นะคะ นะคะ Maturity Model อันนี้คืออะไร มาดูกัน CMM นะคะ หมายถึง เป็นต้นแบบหรือเป็นรูปแบบ เป็นโมเดลนะคะ ของการวัดความสามารถในการทำงาน Software Engineering Institute บางทีเราจะเรียกว่า สถาบันไทรเป็นของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีของสหรัฐอเมริกา พัฒนาโมเดลตัวนี้ขึ้นมา ให้กระทรวงกลาโหม เอาไว้ทำอะไร ชื่อของมันคือการวัดวุฒิภาวะของการทำงานนะคะ ฉะนั้นนะคะ หลักการ เมื่อวัดความสามารถในการทำงานนะคะ หลักการของ CMM ก็คือความสำเร็จในการทำงานใด ๆ ของหน่วยงาน หรือของบริษัท จะขึ้นอยู่กับระดับขอวุฒิภาวะนะคะ ความสามารถในบริษัท หรือหน่วยงานนั้นนะคะ ในทำนองเดียวกัน ความสามารถของหน่วยงานนี่ก็ขึ้นอยู่กับผลของการทำงานในอดีตของหน่วยงานนั้น ๆ ด้วยนะคะ มีผลด้วยเช่นกัน CMM นะคะ มีอยู่ 5 ระดับนะคะ การพัฒนาให้ได้ทั้ง 5 ระดับนะคะ จะต้องทำอะไรบ้าง มาดูระดับแรกนะคะ Initial level อันนี้เป็นระดับเบื้องต้น ถ้าเกิดหน่วยงานไหนหรือบริษัทไหนนี่ ได้ CMM ระดับที่ 1 ก็หมายความว่าหน่วยงานนั้นยังทำงานแบบไม่เป็นระบบนะคะ การทำงานของหน่วยงานนี่จะพึ่งคนที่มีประสบการณ์เป็นหลัก อันนี้คือ CMM ระดับแรกนะคะ ระดับที่ 2 นะคะ Repeatable Level อันนี้การทำงานของบริษัทหรือองค์กรนี่จะมีความเป็นระบบมากขึ้น จึงจะมีมาตรฐานระดับนี้นะคะ เป็นระบบมากขึ้นหมายถึงอะไร ก็คือมีการนำหลักจัดการโครงการมาใช้ในการบริหารงาน ในบริษัทหรือหน่วยงานนะคะ จะมีโครงการต่าง ๆ ในการดำเนินงานอยู่นี่ ถ้ามีการนำหลัก หรือหลักการจัดการโครงการมาใช้นี่ ถือว่าการทำงานเป็นระบบมากขึ้น อยู่ในระดับที่ 2 นะคะ ใน CMM มีโอกาสได้มาตรฐานระดับที่ 2 นะคะ ถ้าอยากได้ระดับที่ 3 นะคะ ของ Defined Level นี่ หน่วยงานจะต้องจัดทำมาตรฐานนะคะ การทำงานของหน่วยงานขึ้น โดยนะคะ พิจารณาจากการทำงานระดับที่ 2 ก่อนนะคะ ว่าการนำหลักการจัดทำโครงการมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรนีเป็นอย่างไรนะคะ มีมาตรฐานไหม ได้ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร อันนี้คือระดับที่ 3 นะคะ คราวนี้ระดับที่ 4 นะคะ Managed Level ระดับนี้นะคะ เป็นระดับที่นำเอาสถิติการดำเนินงานนะคะ ที่มีการจัดเก็บเอาไว้มาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดบกพร่องนะคะ และนำจุดนั้นมาแก้ไข อันนี้คือได้มาตรฐานระดับที่ 4 ของ CMM นะคะ ระดับสูงสุดก็คือระดับที่ 5 นะคะ Optimizing level เป็น ถือเป็น CMM ระดับสูงสุดนะคะ เป็นระดับที่หน่วยงานดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง สังเกตว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงานต้องทำอย่างต่อเนื่องนะคะ ถึงจะได้ระดับที่ 5 ก็คือมีการจัดกระบวนการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็มีวิธีการนะคะ ในการป้องกันข้อบกพร่องที่จะเกิดขึ้นในองค์กรด้วยนะคะ ถึงจะได้มาตรฐานระดับสูงสุดของ CMM คราวนี้นะคะ เรามาดูนะคะ แล้ว CMM ได้รับความสนใจนะคะ ได้รับความสนใจนำไปใช้ในด้านไหนบ้างนะคะ มีหลายด้าน แต่ว่าของเรา สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ เราก็มองมาที่ทางด้านซอฟต์แวร์นะคะ มองว่าทางด้านซอฟต์แวร์นะคะ CMM ด้านนี้ ได้รับความสนใจจากบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ทั่วโลกนะคะ คือบริษัทที่ผ่าน CMM ระดับต่าง ๆ นี่ ถือว่าได้รับความเชื่อถือ ไว้วางใจจากลูกค้านะคะ ถ้าได้รับมาตรฐาน ของ CMM นะ ยกตัวอย่างเช่น อย่างในสหรัฐอเมริกา กระทรวงกลาโหมนี่ได้มีข้อกำหนดไว้เลยว่า บริษัทซอฟต์แวร์ไหนนะคะ ที่จะมายื่นซองประมูล ประมูลงานทางด้านซอฟต์แวร์น่ะค่ะ อย่างหน่วยงานต้องการให้พัฒนาระบบ 1 ระบบ เขาก็จะเปิดประมูลให้บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์นี่มายื่นซองประมูลนะคะ แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกานี่ กำหนดไว้เลยว่าบริษัทที่มีคุณสมบัติที่จะยื่นซองจะต้องได้รับมาตรฐาน CMM ระดับที่ 3 เป็นอย่างน้อยนะคะ ถึงจะมีสิทธิ์ยื่นซองประมูล อันนี้คือความสำคัญนะคะ ก็คือความเชื่อถือจากลูกค้านะคะ ถ้าพูดถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ เราก็จะต้องพูดถึงกระบวนการซอฟต์แวร์นะคะ ก่อนจะพูดถึงกระบวนการซอฟต์แวร์นี่ พูดถึงกระบวนการก่อน Process หรือกระบวนการ หมายถึงอะไร ก็หมายถึงขั้นตอนในการทำงานนะคะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สามารถทำซ้ำแบบเดิมได้ ให้ผลในแบบที่เราตั้งเป้าหมาย หรือคาดหมายได้ ไม่ว่าใครมาทำงานนี้ ก็ต้องทำตามขั้นตอนนี้ แล้วผลก็จะได้เหมือนเดิมนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ขั้นตอนการเปลี่ยนยางรถยนต์ เอาง่ายสุดนะคะ ใครที่มาเปลี่ยนยางรถยนต์ก็จะต้องทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้นี้นะคะ ผลสำเร็จ ก็คือเปลี่ยนยางรถยนต์สำเร็จ อันนี้คือกระบวนการนะคะ ในการพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ หรือที่เราเรียกชื่อสั้น ๆ ว่าการเขียนโปรแกรมนะคะ โปรแกรมเมอร์นี่ จะไม่ค่อยสนใจในกระบวนการ ไม่ค่อยสนใจทำให้เป็นกระบวนการ โปรแกรมเมอร์แต่ละคนจะมีขั้นตอนการเขียนโปรแกรมตามขั้นตอนที่แตกต่างกันนะคะ ทำให้ในการเขียนโปรแกรมครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 นี่ ผลลัพธ์หรือกระบวนการในการเขียนไม่เหมือนกัน ในเมื่อกระบวนการต่างกัน ผลที่ได้รับนี่ ก็เลยมองว่ามันไม่ค่อยคงเส้นคงวานะคะ บางครั้งนะคะ อาจจะเขียนโปรแกรม แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่บางครั้งอาจจะไม่ได้ผลตามที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้นะคะ ด้วยเหตุนี้นะคะ จึงทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการซอฟต์แวร์นะคะ เรียกว่า Software Process นี่ เพราะเราเชื่อว่ากระบวนการซอฟต์แวร์นะคะ จะต้องเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ละเอียดรอบคอบนะคะ ถ้ากระบวนการมีความละเอียดรอบคอบแต่ละครั้งมีขั้นตอนที่ชัดเจน แล้วก็ผลลัพธ์ก็จะเป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้นะคะ ในด้านซอฟต์แวร์นะคะ CMM ได้กำหนดว่า Software ของหน่วยงานนี่ควรได้รับการับรองวุฒิภาวะนะคะ แต่ระดับไหนนี่ จะขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานนะคะ แต่ควรได้รับใบรับรองด้านนี้นะคะ ถามว่า แล้วอยู่ในระดับไหนถึงจะเป็นที่น่าเชื่อถือล่ะ ก็จะบอกว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของหน่วยงานที่พัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ๆ เราเรียก Software house หน่วยงานที่พัฒนาซอฟต์แวร์ ถ้าอยากได้คุณภาพระดับสูง หน่วยงานนั้นก็ต้องพยายามทำตามมาตรฐานของ CMM ให้ได้ระดับที่สูงค่ะ ก็เป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้านะคะ กระบวนการซอฟต์แวร์ของหน่วยงานนะคะ ตามแนวคิดของ CMM นี่ จะมีเงื่อนไขในการกำหนดนะคะ กระบวนการซอฟต์แวร์อยู่นะคะ อย่างเช่น เงื่อนไขแรกก็คือ จะต้องได้รับการกำหนดอย่างชัดเจน ว่าจะพัฒนาอะไรนะคะ มีขั้นตอนอะไร จะได้อะไร ก็คือกำหนด มีข้อกำหนด มีรายละเอียดอย่างเช่นเจนนะคะ รายละเอียดข้อกำหนดเหล่านี้ ควรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบ Documented นะคะ เป็นเอกสารชัดเจนนะคะ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหน่วยงานนะคะ บางทีเราอาจจะเรียกว่าคู่มือก็ได้ แล้วคู่มือตัวนี้นะคะ เอกสารตัวนี้จะต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง อย่าเขียนเป็นนามปะธรรมหรือลอย ๆ นะคะ อันนั้นไปปฏิบัติจริงไม่ได้นะคะ การพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ ตามกระบวนการนี่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารนะคะ มีหน่วยงานอื่นสนับสนุนไหม พอพัฒนาเสร็จนะคะ จะต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องนะคะ ได้รับการควบคุมให้ได้คุณภาพนะคะ มีการตรวจสอบความถูกต้องด้วย ที่สำคัญจะต้องได้รับการยืนยันว่า Software ตัวนี้ใช้งานได้จริงนะคะ มีการประเมิณนะคะ มีการวัดผล ประเมินผลว่าใช้งานได้ และสามารถปรับปรังให้ดีขึ้นได้อย่างไรนะคะ อันนี้ควรจะมีกระบวนการเหล่านี้ฉะนั้นนะคะ ถามว่า CMM มีประโยชน์อย่างไรนะคะ มีประโยชน์ไหม กระบวนการขอ ก็จะมีกระบวนการซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้น ถ้าหน่วยงานนี่จะต้องขอคุณภาพ ขอใบรับรองคุณภาพด้านนี้นี่นะคะ ถ้าจะขอมาตรฐานตาม CMM นะคะ เขาก็ต้องเห็นประโยชน์ เขาถึงจะทำนะคะ เขาถึงจะขอ เพราะมันมีกระบวนการจากการทำงานปกติเพิ่มขึ้นมานะคะ ก็คือบริษัทหรือหน่วยงานนะคะ ทางด้านซอฟต์แวร์นี่ ที่นำนี่มีการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น อันนี้เป็นประโยชน์นะคะ การทำงานทุกอย่างเลยนี่จะมีหลักฐานนะคะ สามารถตรวจสอบได้ เพราะว่ามีหลักฐาน แล้วงานที่ได้ก็จะมีการสมบูนณ์มากขึ้นนะคะ จัดรายละเอียดของการทำงานเอาไว้ การคุยกับลูกค้าก็จะมีบันทึกเป็นหลักฐาน มีการทำข้อตกลงยืนยัน ทำความเข้าใจระหว่างกัน ว่าลูกค้าต้องการอะไรนะคะ แล้วบริษัททำอะไรให้ลูกค้าได้บ้างนะคะ ถ้าเกิดปัญหาขึ้น ก็จะทราบได้ว่าเกิดจากใคร แก้อย่างไร ดังนั้นนะคะ ประโยชน์ที่สำคัญที่สุด ของการได้รับมาตรฐานของ CMM ก็คือเมื่อหน่วยงานทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น โอกาสที่จะทำงานผลสำเร็จในการทำงานก็จะมากขึ้น ชื่อเสียงของบริษัทก็จะดีขึ้นตามไปด้วยนะคะ ก็จะเป็นโอกาสให้บริษัทที่จำให้บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์นั้นน่ะ ได้รับงานที่มากขึ้น อีกอย่างหนึ่งนะคะ ประโยชน์ที่สำคัญนะคะ ก็คือบริษัทหรือหน่วยงานการทำงานที่เป็นแบบเดียวกัน ใครเข้ามาทำงานก็อยู่ภายใต้วัฒนธรรมนี้นะคะ รูปแบบเดียวกันนะคะ แต่วิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานจะมีความยืดหยุ่น เพราะว่าการหากลยุทธ์นะคะ มาปรับให้เข้ากับแต่ละหน่วยงานนะคะ อันนี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะหน่วยงานบริบทจะแตกต่างกัน ผู้บริหารจะต้องเห็นสภาพของโครงการในสภาพจริงนะคะ มองโครงการที่เป็นนามธรรมได้อย่างชัดเจน ผู้บริหารก็จะแก้ปัยหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ยังสามารถเตรียมตัวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้นะคะ อันนี้คือประโยชน์ของ CMM ต่อหน่วยงาน คราวนี้หน่วยงานมีความสนใจนะคะ ที่จะขอรับรอง CMM ขอใบรับรอง CMM แล้วนี่ จะต้องทำเอกสาร คือ ที่หน่วยงานต้องรับทราบร่วมกันนะคะ ก็คือต้องมีการทำเอกสารมากขึ้นล่ะ แต่อย่างที่รู้กัน นักคอมพิวเตอร์ไม่ชอบทำเอกสาร ไม่อยากเขียนเอกสารนะคะ ไปแก้ที่นักคอมพิวเตอร์ก่อนนะคะ ควรจะแก้อย่างไร ก็คือหน่วยงานน่ะ อยากขอใบรับรองนี้ แต่ฝ่ายปฏิบัตินี่นะคะ ฝ่ายไอที ฝ่ายที่ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์นี่ ไม่อยากเขียนเอกสาร เราต้องไปดูต้นเหตุก่อนนะคะ ต้นเหตุของปัญหาทำไมนะคะ ทำไมนักคอมพิวเตอร์ถึงไม่อยากเขียนเอกสารนะคะ เพราะนักคอมพิวเตอร์หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยนี่ ไม่ค่อยถนัดการเขียนเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ เขาสรุปปัญหามาแบบนี้นะคะ แต่จริง ๆ แล้ว CMM บอกว่า ไม่ได้กำหนดว่าการเขียนเอกสารหรือการทำคู่มือต้องเป็นภาษาอังกฤษนะคะ ขอแค่ให้ทำเป็นเอกสาร เป็นหลักฐานก็พอ จะเขียนเป็นรูปแบบภาษาไหนก็ได้ เขียนเป็นรูปแบบภาษาไทยก็ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าเราไปยืมเงินคนอื่นนะคะ ถ้าเรายืมไม่เยอะ อันนี้ก็ไม่ต้องทำสัญญานะคะ อาจจะทำสัญญาใจกัน ไว้ใจกันก็ให้ยืมนะคะ แต่เมื่อไรก็ตามที่ เราไปยืมเยอะนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ พอไปยืมเยอะนี่ เราจะต้องทำสัญญายืมเงินแล้วทีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก เกิดขึ้นทีหลังในกรณีที่คนที่ยืมเงิน กับคนที่ให้ยืมนี่ พูดไม่ตรงกันนะคะ อย่างตอนไปยืมนี่เราอาจจะบอกว่ายืมเท่านี้ แต่พอไปใช้คืน ใช้คืนอีกน้อยกว่าที่ยืมอย่างนี้ค่ะ แต่ไม่มีลายลักษณ์อักษรว่ายืมเท่าไร อันนี้ก็จะนำมาซึ่งข้อพิพาทที่ยุ่งยากนะคะ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็อาจจะเกิดความยุ่งยาก หากไกล่เกลี่ยก็แล้วไป ถ้าไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ก็จะเกิดความยุ่งยากตามมานะคะ อันนี้คือให้มองนะคะ มองภาพความสำคัญของการทำเอกสารนะคะ เพื่อเก็บเป็นหลักฐาน คราวนี้นะคะ การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าจะต้องเขียนรายละเอียดอะไรบ้าง ให้ชัดเจนนะคะ ให้ชัดเจน อันแรกเลย ก็คือจะต้องเขียนให้ชัดเจนว่าลูกค้าที่มาจ้างบริษัทเราพัฒนาซอฟต์แวร์นี่ เขาต้องการอะไร ต้องการระบบแบบไหนนะคะ เขียน Requiment หรือความต้องการของลูกค้าออกมาก่อนให้ชัดเจนนะคะ บริษัทจะทำอะไรให้บ้างนะคะ จะทำเสร็จเมื่อไรมีระยะเวลาสิ้นสุดของโครงการนะคะ ทำเสร็จเมื่อไหร่ หรือหากทำเสร็จแล้วนะคะ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากข้อกำหนดเริ่มแรกแรกนี่ จะทำอย่างไรนะคะ วิธีหนึ่งนะคะ จะช่วยให้การทำเอกสารให้ง่ายขึ้น ก็คือจัดทำเป็นแบบฟอร์มให้กรอกนะคะ ก็คือถ้ามีแบบฟอร์มให้ คนที่ใช้แบบฟอร์ม ก็คือเติมรายละเอียดให้ละเอียดขึ้น อันนี้ขึ้นอยู่กับบริษัท ขึแต่ละหน่วยงานนะคะ อันนี้คือความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ได้ฟิกซ์ว่า เอกสารจะต้องเป็นรูปแบบที่ประกอบด้วยข้อมูลอะไรบ้าง ก็ให้สิทธิ์ของบริษัทเป็นคนออกแบบแบบฟอร์มขึ้นมาเลยนะคะ เพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้า ความสามารถหรือสิ่งที่บริษัทจะทำให้นะคะ ระยะเวลาที่สิ้นสุดหรือเกิดมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนะคะ จะแก้ไขปัญหาอย่างไรนะคะ แต่เอกสารที่จะต้องจัดเตรียมนะคะ ก็มีให้ อันนี้เป็นโครงนะคะ เป็นโครงครอบไว้ว่า ถ้าแบบเอกสารอะไรก็ได้ มันก็ดูคิดกว้าง คิดกว้างไป เอกสารจะต้องมีนะคะ จะต้องจัดเตรียมระดับแรกนะคะ เราเรียกว่า ออเกไนซ์เตชั่นเอกสารระดับองค์กรหมายถึงอะไรนะคะ อันนี้เป็นเอกสารที่แสดงเจตนาของผู้บริการ ว่าต้องการให้หน่วยงานเข้าสู่ระบบคุณภาพนะคะ เป็นเอกสารที่ประกาศว่า ผู้บริหารนี่ให้การสนับสนุนนะคะ ให้บริษัทตัวเองนี้ ที่เป็นบริษัท Software ให้มีคุณภาพ ให้ได้รับใบรับรองคุณภาพนะคะ ก็คือเป็นประกาศนั่นละ ประกาศนโยบายว่าคนที่อยู่ในฝ่ายนะคะ พัฒนาระบบทุกคนนี่ จะต้องมีความเข้าใจนะคะ ในงานที่ตัวเองทำ และทุกคนจะต้องทราบนะคะ ในข้อปฏิบัติในเอกสารนี้นะคะ ทุกคนจะต้องรู้หน้าที่ของตัวเองนั่นล่ะ ประกาศของผู้บริหารเองนะคะ เอกสารระดับแรก ถ้าจะขอมาตรฐาน CMM หน่วยงานจะต้องมีประกาศตัวนี้ออกมาก่อน เหมือนทำระเบียบรองรับ ผู้บริหารจะต้องเซ็นรับทราบว่า หน่วยงานเราจะต้องใช้มาตรฐานนี้นะ จะต้องแจ้งให้พนักงาน ให้ทุกคนในองค์กรรับทราบ แต่ถ้าเกิดเรามุ่งไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ก็ต้องฝ่ายพัฒนาระบบทุกคนจะต้องทราบนะคะ เอกสารประเภทที่ 2 นะคะ เราเรียกว่า Project Levelย่อยลงไปนะคะ อันดับแรกเป็นเอกสารระดับองค์กรนะคะ เป็นประกาศใหญ่ อันดับที่ 2 นะคะ เป็นเอกสารระดับโครงการ ก็จะเป็นประกาศย่อยลงไป เป็นเอกสารที่ดำเนินโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่ประกาศแต่งตั้งหัวหน้าโครงการ แต่ละโครงการนะคะ ควรจะมีประกาศให้ชัดเจนนะคะ ใครเป็นหัวหน้านะคะ ใครอยู่ในทีมงานบ้างนะคะ หรือการสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้ใช้ระบบนะคะ ใครบ้างเกี่ยวข้อง รวมทั้งจะต้องมีเอกสารทั้งการจัดประชุมกับลูกค้าทั้งภายในและภายนอกของโครงการ แผนงานต่าง ๆ นะคะ ก็จะต้องชัดเจน จะต้องมีแผนงานของโครงการ มีอะไรบ้าง มีการตรวจสอบการประกันคุณภาพนะคะ อันนี้คือ เอกสารระดับโครงการนะคะ ก็จะมีรายละเอียดย่อยลงไป เอกสารประเภทที่ 3 นะคะ เราเรียกว่า Implementation Level กับการดำเนินการอย่างนี้ ระดับที่ 3 พอเป็นการดำเนินการนี่ ผู้บริหารเห็นชอบแล้วนะคะ เอกสารโครงการได้มาแล้ว แล้วกิจกรรมอะไรบ้างนะคะ ที่พนักงานแต่ละคนจะต้องทำในแต่ละวัน อันนี้คือเอกสารเกี่ยวกับกิจกรรมนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการวาด Diagram การวิเคราะห์ระบบ เอกสารการออกแบบระบบนะคะ ข้อมูลการทดสอบ ผลการทดสอบ ผลการวัดผลของแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์อันนี้ต้องเก็บเป็นเอกสารนะคะ ระดับที่ 3 คราวนี้ก็จะมีคำถามว่า ในเมื่อเอกสารมันเยอะ เอกสารสำหรับงานโครงการนี่สำคัญอย่างไร ไม่ทำได้ไหมนะคะ เอกสารต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้วนะคะ 3 ประเภทนั้น ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญ ที่หน่วยงานนี่ทำงานอย่างเป็นระบบมากน้อยแค่ไหน เราจะดูได้จากเอกสารนะคะ หากไม่มีเอกสารกำกับนี่ ทีมงานก็จะไม่ทราบว่าอะไรคือเนื้องานที่จะต้องทำนะคะ ตัวเนื้องานนี่เราจะเรียกว่า Statement of work นะคะ SOW นะคะ ก็คือจะต้องทำขึ้นนะคะ เพื่อใช้ในการกำกับ การพัฒนาระบบที่ต้องการนะคะ การติดต่อสื่อสารกับลจะต้องทำเอกสาร จะต้องมี Statement of Work ไว้ Statement of Work หมายถึง เราทำธุรกรรมกับธนาคาร เราไปฝากวันไหนเท่าไร จำนวนเท่าไร เวลาไหนนะคะ เราไปทำธุรกรรมอะไรก็แล้วแต่นะคะ อันนั้นคือ Statemeการทำงานเหมือนกันนะคะ ก็จะมี Statement ของงานนะคะ ว่าทำอะไรไปบ้างคราวนี้นะคะ หน่วยงานก็จะมีปัญหานะคะ ในการ คือ การโต้แย้งว่าเราจะทำอะไร ลูกค้าต้องการอะไรนี่ ก็คือความเข้าใจที่มันไม่ตรงกันนะคะ เกิด อาจจะเกิดจากการติดต่อสื่อสารนะคะ ดังนั้น หากเราเขียนเรื่องที่ตกลงกันไว้เป็นเอกสารชัดเจน ปัญหานะคะ ที่เกิดตามมานี่ มันก็จะไม่ร้ายแรง มันก็จะผ่อนคลายลงนะคะ แต่ประเด็น ก็คือทีมงานนี่ ก็จะต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจกระบวนการ และยอมรับเอกสารที่จัดทำขึ้นด้วยนะคะ ไปคุยกับลูกค้านะคะ ลูกค้าบอกว่าต้องการให้ระบบทำ รับข้อมูล เช่น มีฟังก์ชันสมัครสมาชิก คำนวณค่าใช้จ่าย แสดงรายงานได้อย่างนี้ค่ะ อันนี้คืองานที่ลูกค้าต้องการ อันนี้เป็นตัวอย่าง เราก็จดความต้องการของลูกค้าไว้นะคะ เสร็จแล้ว เอาเอกสารที่เราจดไว้ย้อนกลับไปให้ลูกค้า รีเช็กน่ะค่ะ ว่าที่เราคุยกันนี่ ลูกค้าต้องการแบบนี้ ตามเอกสารนี้ถูกต้องไหมนะคะ ถ้าลูกค้าเห็นว่าถูกต้อง รายการพัฒนานี่ ตรงกับความต้องการของลูกค้านะคะ เขาก็ให้ลูกค้าเซ็นนะคะ ให้เซ็นรับรองมา ว่ารับทราบข้อตกลงนะคะ ก็คือให้พัฒนาระบบตามนี่ล่ะ ที่เราตกลงกันนี้นะคะ คราวนี้ในการประเมินนะคะ ถ้าเอกสารมีครบทั้ง 3 รูปแบบแล้วนะคะ ในการประเมิน CMM ผู้ประเมิณก็จะขอดูเอกสารว่ามีไหมนะคะ แล้วในเอกสารน่ะมีเนื้อหาอะไรนะคะ คือ การดูเนื้อหาเอกสารนี่ ผู้ประเมิน CMM เขาไม่ได้ดูว่าเอกสารทำถูกหรือทำผิดนะคะ แต่จะดูว่าเอกสารที่ทำนี่ มันถูกต้องตามหลักการที่ทำไหมนะคะ เช่น การวางแผนงานนะคะ เราจะต้องจดบันทึกไว้ กำหนดไว้ว่า ในการออกแบบซอฟต์แวร์ 8 เดือน ผู้ประเมินก็จะดูว่า ออกแบบซอฟต์แวร์ระยะเวลา 8 เดือน ในการออกแบบซอฟต์แวร์นี่ ได้มาอย่างไร มีที่มาไหม รู้ได้อย่างไร ว่าการพัฒนาโปรแกรมนี้มันจะใช้เวลาเสร็จเท่านี้นะคะ ถ้าอยู่ ๆ เป็นการกำหนดขึ้นมาลอย ๆ นี่ ไม่มีที่ไปที่มา ก็ถือว่าการทำงานนี่ ไม่มีวุฒิภาวะ เขาจะประเมินแบบนั้น ไม่มีวุฒิภาวะ ก็คือไม่มีการทำงานที่เป็นระบบนะคะ หรือความสามารถต่ำกว่าที่ระดับวุฒิภาวะรับรองนะคะ ในการทำงานประจำวันก็เหมือนกันนะคะ หัวหน้าโครงการนี่ จะต้องบันทึกการสั่งงานนะคะ แล้วก็ติดตามผลเอาไว้อย่างเป็นระบบนะคะ สิ่งสำคัญนะคะ ถ้าการทำงานแต่ละวันเราจะมองที่ Software Process Tracking ก็คือหากไม่ทำเป็นเอกสารไว้ตรวจสอบนี่ เราจะบอกไม่ได้ว่าทำงานถูกไหมนะคะ ดังนั้นจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี่นะคะ จึงสรุปว่าเอกสารต่าง ๆ นี่ เป็นเรื่องสำคัญมาก จะต้องทำให้ครบถ้วนนะคะ ตามหลักการของเอกสารแต่ละชนิด ทำไม่ได้นะคะ อาจารย์ขีดย้ำสีแดงมาให้ตัวใหญ่เลย เอกสารต้องมีนะคะ และต้องมีอย่างครบถ้วนถูกต้องนะคะ ไม่จัดทำไม่ได้นะคะ ต้องจัดทำให้ครบระดับของการประกาศเจตจำนงเองของผู้บริหารนะคะ ทางระดับโครงการ ทางระดับกิจกรรม จะต้องมีครบนะคะ ทั้ง 3 ประเภทของเอกสารนั้น ไม่ทำไม่ได้นะคะ เรามาดูหัวใจของ CMM ระดับที่ 2 นะคะ ระดับแรกนี่ไม่พูดด เพราะว่าถ้าหน่วยงานทั่วไปนะคะ มีการทำงานที่ไม่เป็นระบบ ก็พึ่งแต่คนที่มีความสามารถ หน่วยงานอยู่ได้เพราะคนนี้ เพราะคนที่มีความสามารถคนนั้นเกษียณอายุออกไป หรือออกจากหน่วยงานไป คือ หน่วยงานนั้นก็อยู่ไม่ได้ อันนี้เราไม่เรียกว่าได้รับมาตรฐานนะคะ ก็เลยมองไปว่า CMM ระดับที่ 2 นะะคะ จะมี KPA นะคะ ก็คือตัวชี้วัดการวิเคราะห์ ตัวที่ใช้เป็นมาตรวัดความสำเร็จ จะต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานของ CMM นะคะ มี 6 เรื่องด้วยกันนะคะ ก็คือ Requirements Management ก็คือการจัดการกับความต้องการ มีกระบวนการอย่างไร ถึงจะจัดการกับความต้องการเรื่องที่ 2 นะคะ ก็คือการวางแผน Software Project Planning นะคะ อันนี้คือการจัดการกับการวางแผนนะคะ เรื่องที่ 3 เป็นการควบคุมนะคะ การทำงาน การทำโปรเจ็กในแต่ละวันนะคะ เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องของการจัดการ Subcontact Software Subcontract Management หมายถึงการบริหารจัดการ Subcontract มีไหมนะคะ มีการของหน่วยงานไหม คือ ถ้าหน่วยงานทำซอฟต์แวร์นี้เองทั้งหมด จะต้องมี Subconเรามีการบริหารจัดการ Subcontract อย่างไร เรื่องที่ 5 นะคะ ของ CMM ระดับที่ 2 ก็คือ การประกันคุณภมพของงานที่ทำนะคะ สุดท้าย ก็คือการจัดทำเกี่ยวกับการติดตามนะคะ ประเมินผลงานนะคะ อันนี้คือ 6 เรื่องที่ CMM จะดูนะคะ ถ้าอยากได้ CMM ระดับ 2 คราวนี้ หัวใจของ CMM อยู่ที่ไหน อันนี้คือ CMM ระดับ 2 หัวใจของการทำงานระดับนี้ จัดการโครงการอย่างเป็นระบบ หมายถึง มีหัวหน้าโครงการ วางแผนการพัฒนาซอฟต์แวร์ มีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดนะคะ มีการตรวจสอบคุณภาพ มีการควบคุมนะคะ รูปแบบในการทำงานนะคะ ในการผลิตซอฟต์แวร์นี่ ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้นะคะ โดยทั่วไปแล้ว CMM ไม่ได้กำหนดว่าการจัดวางโครงการนั้นจะต้องว่างอย่างไร คือ ที่ไม่ได้กำหนด เพื่อให้หน่วยงานมีความยืดหยุ่นนะคะ สามารถนำไปปรับใช้ได้แต่ละหน่วยงานเลยนะคะ เช่นการวางแผนการพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทจะใช้ Gantt Chart ก็ได้ในการวางแผนโครงงานหรือจะใช้ CPM นะคะ ในการวางแผนโครงการก็ได้ หรือจะใช้ Diagram เพิร์ส หรือจะใช้รูปแบบอื่นในการทำงาน ความชำนาญของบริษัทนั้นเลยนะคะ สรุป ก็คือถ้าได้รับมาตรฐานระดับที่ 2 นะคะ จะเรียกว่า รีพีสเตเบิลนะคะ บริษัทก็ควรจะได้ใบรับรองมาตรฐานระดับนี้เป็นขั้นต่ำนะคะ อย่างน้อยหน่วยงานภายนอกหรือลูกค้าที่จะมาจ้างบริษัทเราพัฒนา Software นี่ บริษัทนี้ได้รับ CMM ได้ระดับที่ 2 นี่ แปลว่าก็จะมีระบบในการทำงาน มีการจัดการโครงการที่เป็นระบบ งานเขาน่าจะเสร็จตามที่เขาต้องการนะคะ อะไรยากที่สุด คือ ระดับ 2 นี่ ถือเป็นที่บริษัทที่ทำงานเป็นระบบควรได้รับการรับรองมาตรฐานนี้นะคะ อะไรยากที่สุดในระดับนี้นะคะ เขาบอกว่าการประกันคุณภาพซอฟต์แวร์นี่ยากที่สุดนะคะ Software Quality Assurance ทำอย่างไร พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาแล้ว โปรแกรมนี้ถึงจะได้รับความรับรองหรือการประกันคุณภาพนะคะ มีคนมารับรองว่า โปรแกรมที่บริษัทพัฒนาขึ้นมานี่มีคุณภาพ ที่มองว่ายาก ทำไมถึงมองว่าเหตุผลนี้มันยาก การประกันสุขภาพก็เพราะว่า มองว่ามันเป็นเรื่องแปลกน่ะ งานนี้เป็นของแปลกใหม่สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ไม่เคยได้เรียนรู้ ไม่เคยได้รู้ว่าต้องไปรับการรับรองคุณภาพด้วยหรือ ทำเสร็จแล้วก็จบไป โปรแกรมเมอร์จะมองแบบนั้น ทีมงานก็จะมองแบบนั้น ทำให้ไม่มีการขอการรับรองคุณภาพกันนะคะ แต่ถ้าเกิดมี มันก็จะทำให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนานี่ ถือว่ามีคุณภาพระดับหนึ่งนะคะ ถ้าเราได้รับการรับรองมาตรฐาน CMM ระดับ 2 งจุดประสงค์หลักนะคะ ของการประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ ก็คือการทำรายงานให้ผู้บริหารเห็นภาพ เห็นภาพ ก็คือเห็นภาพกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ และผลผลิตซอฟต์แวร์ที่ทำเสร็จน่ะ มีผลก้าวหน้า เพียงใด อันนี้คือให้ผู้บริหารติดตามงานได้ง่ายนะคะ ต่อมานะคะ การประกันคุณภาพซอฟต์แวร์นะคะ จะต้องมีเจ้าหน้าที่ เราเรียกเจ้าหน้าที่ว่า "SQA" ก็คืออย่างน้อยคนหนึ่ง คนที่ทำหน้าที่ประกันคุณภาพของซอฟต์แวร์น่ะค่ะ ต้องมี 1 คนนะคะ หน้าที่ ก็คือตรวจสอบกระบวนการนะคะ ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดของโครงการที่เขียนไว้ตามบริษัทไหมนะคะ แต่เถ้าเกิดเป็นซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่นะคะ Software House ขนาดใหญ่ มีคนที่ทำหน้าที่เป็น SQA นี่หลายคน QA QC นั่นล่ะค่ะ ตรวจสอบมีคุณภาพไหม ซอฟต์แวร์ ขนาดเล็ก อาจจะมีคนหนึ่ง 2 คนนะคะ แต่ถ้าเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ขนาดใหญ่อะไรก็ว่าไป ก็ควรจะมี QA หลายคนนะคะ QA จะต้องรู้เรื่องกระบวนการตั้งแต่ต้น ก็คือมาร่วมกระบวนการตั้งแต่เริ่มรับโครงการ รับโปรเจ็คนี้มา ก็คือ QA ก็จะต้องเข้าไปคุยกับลูกค้า พร้อมกับฝ่ายเก็บความต้องการของลูกค้านะคะ QA ก็ต้องไปด้วยน่ะค่ะ แล้วก็จะต้องตรวจสอบกิจกรรม ทำรายงานเสนอต่อหัวหน้าโครงการหรือผู้บริหารระดับสูง มีการทำมีการทำรายงานผลไหมนะคะ รายงานผลอย่างไร อันนี้คือหน้าที่ของ SQA น่ะค่ะ คราวนี้ใครนะคะ ในองค์กรที่ควรจะถูกเลือก ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น QA ควรเป็นคนแบบไหน และควรมีความรู้อะไรบ้าง ถึงจะได้รับเลือกเป็นคนตรวจสอบนะคะ เจ้าหน้าที่ SQA นี่ ควรจะมีนิสัยเจ้าระเบียบนะคะ ทำงานต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นคนตรวจประกันคุณภาพซอฟต์แวร์นะคะ จะต้องไม่เป็นคนปล่อยปะละเลยอะไรง่าย ๆ นะคะ คือ การที่หน่วยงานนะคะ จัดให้มี SQA นี่ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานทุกอย่างนะคะ เป็นไปตามข้อกำหนดที่เราวางแผนไว้จริง ๆนะคะ ดังนั้นถ้าหากเราได้คนที่ไม่เคร่งครัด คนที่ไม่เจ้าระเบียบนี่ งานที่ได้มันก็จะไม่ตรงกับสิ่งที่เรากำหนด มันจะทำให้โครงการมีปัญหาตามมา อันนี้คือเหตุผลที่ทำไมควรเลือก SQA ที่เป็นคนเจ้าระเบียบนะคะ และต้องเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบ ส่วนในด้านความรู้นะคะ เราพูดถึง CMM ในการพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ ฉะนั้น เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการซอฟต์แวร์ ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับงานด้านซอฟต์แวร์นะคะ เกี่ยวกับงานทางด้านซอฟต์แวร์ ต้องรู้เป็นอย่างดี ถ้าไม่รู็เป็นอย่างดี คือ มีความรู้แค่พื้นฐาน ควรจะได้รับการฝึกอบรมในงานทางด้านประกันคุณภาพกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แต่ถ้าเกิดเราได้นักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์นะคะ มีความอาวุโสมาทำหน้าที่นี้ คือ เขามีประสบการณ์นะคะ ก็จะถือว่าดีมาก เพราะเขาทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ถ้าเกิดเราเลือกคนที่จบทางด้านบัญชีนะคะ หรือทางด้านการคือ มองว่าคนที่ทำด้านการเงินนี่ ต้องเป็นคนที่มีความเจ้าระเบียบ เป็นคนละเอียดรอบคอบนะคะ แต่อย่าลืมว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์นี่ นักตรวจสอบบัญชีหรือการเงินนี่ เขาจะไม่มีความเข้าใจในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ อาจจะมีแต่มีไม่มากนัก มันก็จะเป็นปญหาฉะนั้น ถ้าเราเลือก SQA จากคนที่มีพื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์อยู่แล้วนะคะ แล้วก็ไปฝึกอบรมงานทางด้านการประกันคุณภาพเพิ่มเติม อันนี้จะมีคุณภาพมากกว่านะคะ หรือถ้าได้คนที่มีประสบกาณณ์นะคะ ประกันคุณภาพมาก่อนนะคะ อันนั้นจะถือว่าดีมากนะคะ คราวนี้นะคะ ถ้าระดับที่สูงขึ้นไป QA นี่จะมีบทบาทหน้าที่เปลี่ยนปลงอย่างไร เมื่อกี้พูดถึง CMM ระดับที่ 2 นะคะ ถ้าไปถึง CMM ระดับที่ 4-5 SQA ยังต้องมีไหม มีไหมนะคะ ต้องอธิายว่าโดยปกตินะคะ เจ้าหน้าที่ SQA นี่ ก็คือหน้าที่ของเขาก็คือ ออดิเตอร์หมายถึง ผู้ตรวจสอบ ทำกิจกรรมของโครงการนะคะ เมื่อโครงการของหน่วยงานนี่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนะคะ องค์กรก็จะมีการของมาตรฐานที่สูงขึ้น การทำงานของ SQA นี่ จาดระดับ 2 ที่เป็นผู้ติดตาม ประเมินนะคะ ก็จะกลายเป็นช่วยในการประสานงานมากขึ้น ก็คือยังมีบทบาทอยู่ยกตัวอย่างเช่น จากหน่วยงานนะคะ ได้รับรองการประเมินองค์กร CMM ระดับ 2 พอไปสู่ระดับ 3 จะต้องมีการสร้างกระบวนการให้เป็นมาตรฐานของหน่วยงานก่อนคราวนี้พอถึงระดับ 3 แล้ว การทำงานก็จะต้องมีการเก็บข้อมูลจะต้องมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ในระดับที่ 2 นะคะ คืออาจจะไม่ต้องตรวจสอบเอกสารละเอียดเท่าตอนนะคะ แต่เอกสารทุกอย่างก็ต้องเก็บเอาไว้นะคะ พอก้าวขึ้นไปนะคะ ระดับที่สูงขึ้น การตรวจสอบก็ต้องมีทีมงานเพิ่มขึ้น ทางด้านการจัการสะิติด การเก็บข้อมูล ไว้เป็นสถิตินะคะ ก็ควรจะแต่งตั้งทีมงานเพิ่ม เราเรียกทีมงานที่มาช่วย SQA ว่า SPA นะคะ Statistical Process Control นะคะ เข้ามาร่วมงาน มาช่วย SQA ในการตรวจสอบนะคะ ถ้าเป็นการขอวุฒิภาวะที่สูงขึ้นของบริษัทนะคะ หรือถ้าไปถึงระดับที่ 5 นะคะ ก็ควรจะมี Defect analysis หมายถึงการวิเคราะห์นะคะ Defaceควรจะมีทีมงานนี้เข้ามาช่วยนะคะ จะต้องมีทีมงานในด้านการตรวจสอบความก้าวหน้า และผลกระทบ ระดับที่ 5 นี่ จะพูกถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่หน่วยงานนำเข้ามาใช้หรือหน่วยงานจะนำมาใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้าน่ะค่ะ ฉะนั้น เราก็ควรจะมีฝ่ายที่ทำหน้าที่มาช่วย มาช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ ตัวไหนเหมาะนะคะ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานะคะ การทำงานด้าน SQA นี่ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามระดับที่หน่วยงานได้รับวุฒิภาวะที่สูงขึ้นนะคะ ไม่ได้ยกเลิกแต่จะปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่นะคะ ถ้า SQA ระดับที่ 2 ของ CMM ระดับ 2 นะคะ SQA ก็ทำหน้าที่ 4 5 ขึ้นมานี่ ก็จะมีทีมนะคะ แต่งตั้งทีมมาเพิ่ม SQA ก็จะทำหน้าที่ประสานงาน ก็คือปรับเปลี่ยนบทบาทให้เหมาะสมกับหน่วยงานมาตรฐานกับระดับการรับรองมาตรฐานของหน่วยงานนะคะ ถามว่าเมื่อหน่วยงานไปถึงระดับ 3 แล้วนะคะ ยังจะต้องทำ KPI KPA ของระดับ 2 ไหม นะคะ พูดง่าย ๆ เช่น การมีความสามารถ หรือวุฒิภาวะนี่ระดับที่สูงขึ้นนะคะ แปลว่า ระดับล่างทั้งหมดก็ยังทำได้นะคะ ยกตัวอย่างเช่น ระดับ 3 นะคะ มีตัวชี้วัดอยู่ 7 ตัวนะคะ ดังนั้นบริษัทระดับ 3 นี่ ก็จะต้องทำตัวชี้วัดทั้งหมด 13 ตัว เพราะว่า 7 ตัวของระดับ 3 แล้วก็อีก 6 ตัว เป็นของระดับที่ 2 แบบนี้ค่ะ หรือหน่วยงานได้รับ CMM ระดับ 4 นะคะ ก็ต้องทำ 15 ข้อ ระดับ 5 ก็ต้องทำ 18 ข้อ อย่างนี้ค่ะ คือนับรวม นับรวมทุกระดับ แปลว่าถ้าเราได้เลื่อนนะคะ ระดับวุฒิภาวะสูงขึ้นนี่ แปลว่าระดับที่ต่ำกว่า เราก็ต้องได้รับรองมาตรฐานแล้ว เราถึงจะผ่านขึ้นไป เป็นระดับที่สูงกว่าได้นะคะ ไม่ใช่พอไปในระดับที่สูงขึ้น แล้วระดับต่ำกว่าไม่ทำนะคะ เพราะว่าระดับที่ 2 หน่วยงานจะต้องมีเอกสารเยอะแยะ พอไปถึงระดับที่ 3 นี่ เขาไม่ดูในรายละเอียดเอกสารมาก แต่ยังมีการตวรจสอบอยู่ แต่เอกสารก็ยังต้องทำ สรุปแบบนี้ สรุป คือ ถ้าหน่วยงานได้รับการพัฒนาวุฒิภาวะหรือความสามารถของหน่วยงานหรือใบรับรอง CMM เพิ่มขึ้นนะคะ งานก็จะต้องเพิ่มขึ้นนะคะ ระดับที่ต่ำกว่าที่หน่วยงานได้รับก็ต้องทำเพื่อให้ผ่านนะคะ คราวนี้ถ้าหน่วยงานนะคะ หน่วยงานควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ได้รับใบรับรอง CMM นะคะ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์มีการทำงานอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว บางที่นี่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9000 แล้วด้วย ถามว่าควรได้รับใบรับรอง CMM ไหม คำตอบ ก็คือควร ถ้าได้รับใบรับรอง ISO แล้ว CMMISO แล้ว CMM ก็จะทำได้ง่าย เรามีขั้นตอนการขอ ISO อยู่แล้ว แปลว่าหน่วยงานมีการทำงานที่ได้มาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง อันนี้ CMM ก็ควรขอ เมื่อลูกค้าเข้ามาที่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ ว่าบริษัทนี้มีความน่าเชื่อถือไหนนะคะ ที่มันยุ่งยาก คือ บริษัทที่ยังไม่มีการทำงานแบบเป็นระบบมาก่อนอันนั้นจะยุ่งยาก ไม่ได้รับการรับรอง ISO หรือ CMM ระดับไหนมาก่อน อันนี้การเริ่มต้นอาจจะยาก จะค่อนข้างยากนะคะ แต่ถ้าได้รับรองมาตรฐานด้านอื่นมาอยู่แล้ว อันนี้ไม่ยากนะคะ ดังนั้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท หรือหน่วยงานใดก็ตามนะคะ ที่สนใจในการพัฒนาคุณภาพนะคะ ของซอฟต์แวร์หรือคุณภาพของการทำงาน ถ้าหน่วยงานมีความสนใจนะคะ ด้านคุุณภาพที่เหมาะก็คือควรจะตั้งทีมงานขึ้นมา แล้วก็มอบหมายให้ปรับปรุงการทำงานนะคะ ให้สอดคล้องกับแนวทางที่ CMM ประเมิน วิธีง่ายสุดนะคะ ทำอย่างไรพนักงานในองค์กร ในบริษัทเราเองนี่ เขาจะมีความรู้ ก็ส่งทีมงานที่ตั้งขึ้นมานี่ค่ะ เข้าไปเรียนนะคะ สำหรับเรียน เกี่ยวกับการขอใบรับรองของ CMM นะคะ เราเรียกว่า... อย่างคอร์สแรกนี้ก็ introduction to CMMถ้าไม่ส่งเข้าไปเรียน ก็จัดหาคนที่มีความรู้มาเป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานนะคะ คนที่มีความรู้ ความเข้าใจของ CMM มาช่วยให้คำแนะนำ ตอนที่บริษัทเริ่ม อยากทำงานเป็นระบบภายใต้การรับรองมาตรฐานของ CMM ว่าจะส่งคนในหน่วยงานไปอบรม ไปเรียนเพิ่มเติม หรือจะเชิญคนที่มีความรู้มาให้คำปรึกษา อันนี้แล้วแต่ อันนี้แล้วแต่ว่าบริษัทจะทำอย่างไร คราวนี้นะคะ ถ้าสนใจ อยากได้ใบรับรองคุณวุฒิ CMM งานที่จะต้องทำคือ หน่วยงานนั้นจะต้องตรวจสอบดูกระบวนการทำงานนะคะ ในปัจจุบันก่อนนะคะ ว่าเป็นอย่างไร แล้วเอาไปเทียบกับเกณฑ์นะคะ กับใบรับรอง CMM ระดับที่ 2 ตรวจสอบอะไรบ้าง เช่น ตรวจสอบว่าบริษัทนะคะ มีกระบวรการจัดการความต้องการของลูกค้าไหม ลูกค้ามีความต้องการ มี รีไควเมนท์มา มีการจัดการพูดถึง Process นะคะ พูดถึงกระบวนการนั้นไหม ถ้าไม่มี ก็ให้คิดกระบวรการนั้นขึ้น คือ กระบวนการไหนที่ยังไม่มีนะคะ ก็ต้องคิดขึ้นมา กระบวนการแรกเลย ก็คือการดูแลลูกค้า กระบวนการดูแลความต้องการของลูกค้านะคะ เป็นกระบวนการแรกที่ต้องนึกถึงนะคะ ที่ต้องทำ ถ้าไม่มีก็ต้องทำให้ขึ้นมาให้มี ก็จะดูเป็นการทำงานที่เป็นระบบ เผื่อเราขอระดับที่ 2 นะคะ เขาก็จะดูอันนี้เป็นเรื่องแรกนะคะ คือ พูดง่าย ๆ คือ บริษัทให้ความสนใจลูกค้า กับความต้องการที่ลูกค้าบอกมามากน้อยแค่ไหน การจัดการแบบเป็นระบบไหมนะคะ เพราะหลักการสำคัญของ CMM นะคะ คือ จะต้องทำให้การทำงานตาม CMM นี่ ทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กร คำว่า "วัฒนธรรมขององค์กร" คือ ทุกคนในองค์กรนะคะ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง รวมไปถึงผู้บริหารนี่ ระดับสูงนี่ จะต้องมีพันธกิจ จะต้องมีนโยบายในการทำงานอย่างเป็นระบบนะคะ คนที่ทำงานนะคะ ผู้ปฏิบัติทุกฝ่ายนี่จะต้องมีความีนอกจากนี้นะคะ ในหน่วยงานก็จะต้องมีทรัพยากร ให้กับคนที่ทำงานนะคะ อันนี้คือหลักการสำคัญของ CMM นะคะ ผู้บริหารจะต้องเห็นด้วย มีนโยบายที่ชัดเจนนะคะ ฝ่ายปฏิบัติก็ต้องมีความรู้ และต้องมีทรัพยากรแค่นี้เอง หลักการของ CMM นะคะ คราวนี้นะคะ คือ ทีมงานที่ทำงานนะคะ ตั้งทีมงานขึ้นมานะคะ ทีมงานจะต้องตรวจสอบว่าการทำงานนี่เป็นไปตามหลักการไหม หลักการของ CMM ไหน สรุป คือ ถ้าหน่วยงานอยากได้การรับรองมาตรฐานตัวไหน เราก็ไปดูเกณฑ์ของมาตรฐานนั้น มาตรฐาน ISO ก็ต้องไปดูเกณฑ์ของ ISO นะคะ แต่ถ้าเกิดเป็น Software House นะคะ จะต้องได้ใบรับรองของ CMM นะคะ ของ CMM ว่าเป็นเกณฑ์ของอะไร คือการทำงานตามหลักการของ CMM นะคะ จะต้องยึดรายละเอียดนะคะ ในคู่มือ CMM ให้ครบ อย่างที่อาจารย์บอกไปนะคะ เราอยากใบรับรองมาตรฐานของหน่วยงานไหนนะคะ อยากได้ใบรับรองประเภทไหน เราจะต้องศึกษาศึกษาคู่มือของใบรับรองนั้นให้ละเอียด เราจะได้รู้ว่าเราอยากขอใบรับรองระดับนี้ มาตรฐานระดับนี้นี่จะต้องทำอย่างไรบ้าง ศึกษาคู่มือให้ท่องแท้เลยนะคะ ถามว่า เมื่อหน่วยงานได้รับการประเมินแล้ว แล้วก็ได้ใบรับรอง ระดับไหนก็ช่างนี่มาแล้วนะคะ การรับรองใบรับรองนั้นน่ะจะอยู่นานเท่าไร อันนี้เป็นคำถาม คือขอมายากมากพอได้ใบรับรองมาตรฐานคุณภาพมาแล้ว แล้วใบรับรองวุฒิภาวะนั้น เหมือนเราไปสอบ Cerนักศึกษาห้องนี้มีสอบเซอร์ทิฟิเคทไหม มีไหม รุ่นนี้ได้มีสอบใบ Certificate ไหมคะ ไม่มีสักใบเลยหรือ แสดงว่าก่อนหน้านี้ที่สอบเป็นรุ่นพี่ รุ่นแรกนะ อ๋อ อย่างนั้นก็น่าเสียดาย จริง ๆ เราจบ IT ไป เราต้องมีรับรองความสามารถอย่างน้อย 1 ใบ ว่าเราทำอะไรได้นะคะ คืออย่างเราสอบไป ใบเซอร์ฟิเคท 1 ใบนะคะ ใบรับรองนี่ เราก็อยากรู้ว่ามันมีระยะเวลานานแค่ไหนในการรับรองนะคะ บางใบรับรองนี่มันจะไม่มีสิ้นสุด ไม่มีอายุ ได้รับการรับรองแล้ว แต่บางการรับรองคุณภาพนี่ อาจจะมีอายุแค่ 1 ปี นะคะ หรือหรือบางใบรับรองคุณภาพ ก็จะมีอายุ 2 ปีนะคะ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดใบรับรองนั้นนะคะ ว่าเขาใช้วัดอะไรนะคะ จริง ๆ แล้วการประเมิน CMM เป็นการประเมินว่า มีจุดใดบ้าง หน่วยงานมีจุดใดบ้างที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เราถึงเรียกว่า การเรียกชื่อเต็มของ CMM การประเมินการปรับปรุงกระบวนการทำงานนะคะ ให้ดี ตรงไหนมีข้อบกพร่องให้ไปแก้ไขตรงจุดนั้นนะคะ มันมีแต่ข้อดี แต่มันต้องทำเอกสารเยอะนะคะ สรุปก็คือถ้าได้ใบรับรองของ CMM นะคะ ควรจะมี... จะบอกว่ามีอายุ ประมาณ ปีครึ่งหรือ 2 ปี 2 ปี เพราะมันคือกระบวนการทำงาน นำไปสู่ความสำเร็จของหน่วยงานนะคะ ฉนั้นไม่ใช่ว่าเราได้ใบรับรอง CMM มา เราก็หยุดทำงานที่เป็นระบบไม่ใช่นะคะ ทุก 2 ปี ควรจะมีการขอ เพื่อต่ออายุใบรับรองนะคะ ไม่เหมือนกับใบรับรองอย่างอื่น แต่ส่วนมากถ้าเป็นกระบวนการทำงานนี่ ถ้าไม่ปีครึ่ง ก็ ก็ 2 ปี ไม่เกินนี้นะคะ ก็จะมีการประเมินอีกรอบ ถ้ากระบวนการยังดีอยู่ จากระดับ 2 แล้วเรามีการปรับปรุงนะคะ ก็จะมีมาตรฐานในระดับที่สูงขึ้นนะคะ ฉะนั้นถามว่าถ้าได้ใบรับรอง CMM มาแล้ว จะอยู่ได้นานแค่ไหน มันก็เป็นตัวรับรองว่ากระบวนการทำงานนะคะ ของหน่วยงานนี่มีมาตรฐานของหน่วยงานนี่ มีคุณภาพ มีมาตอยู่ในระดับไหนนะคะ ฉะนั้นควรจะมีการประเมินต่ออายุใบรับรองอยู่นะคะ อาจจะต่อทุกปีครึ่งหรือ 2 ปี นี่คืออายุของ CMM นะคะ จากที่อาจารย์อธิบายไป เนื้อหาทั้งหมด เป็นเนื้อหา CMM มีคำถามไหม ก่อนจะให้ทำใบงาน ให้ถามก่อน จากที่กล่าวไปทั้งหมด CMM มีทั้งหมดกี่ระดับคะ 5 ระดับ นะคะ พอจำ Concept ของแต่ละระดับได้ไหม ระดับที่ 1 การทำงานทั่วไปของหน่วยงาน ไม่ได้เป็นระบบก็คืออาศัยคนที่มีประสบการณ์ คนเก่งน่ะ ถ้าหน่วยงานไหนที่มีคนเก่ง หน่วยงานนั้นก็ไปได้ อันนี้คือระดับที่ 1 ถือว่าได้มาตรฐานระดับ 1 นะคะ แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการรับรองมาตรฐานที่ดี เพราะมันต่ำ ทำงแต่มีคนเก่งอยู่ หน่วยงานก็เลยยังอยู่ได้ อันนี้ไม่ โอ.เค. นะคะ เพราะงานจะไปเกาะติดอยู่ที่คนนะคะ ไม่ได้เป็นกระบวนการที่ชัดเจน แต่ในเมื่อคนเก่งไม่อยู่แล้ว ถามว่าหน่วยงานจะเป็นอย่างไร อย่างนี้ค่ะ เขาจะมองอย่างนี้ จะมองที่ความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าเกิดอย่างน้อยนะคะ เราได้ใบรับรองในระดับที่ 2 ก็รับรองได้ว่าหน่วยงานนี้มีการรับรองที่เป็นระบบนะคะ กระบวนการทำงานชัดเจน มีเอกสารนะคะ ผู้บริหารมีการเซ็นมีระเบียบออกมารองรับว่าจะมีการทำงานอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารเห็นด้วยนะคะ ทำงานอย่างเป็นระบบ ทุกคนในบริษัทพยายามปรับตัวนะคะ พยายามทำหน้าที่ของตัวเอบทบาทหน้าที่ ที่ตัวเองทำนะคะ ก็จะมีข้อกำหนดชัดเจนในเอกสารอยู่แล้ว สรุป คือ ในคู่มือน่ะ มันจะมีบอกชัดว่าหน่วยงานนี้ควรจะมีกี่ฝ่าย ฝ่ายไหนบ้าง ฝ่ายปฏิบัติฝ่ายไหนบ้าง ทุกฝ่ายต้องทำอะไรบ้าง ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง ก็จะบอกไว้ชัดเจนนะคะ พอระดับที่ 3, 4, 5 ขึ้นไป มีการนำข้อบกพร่อง หรือมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่เรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง บริษัทก็จะได้อัปนะคะ ใบรับรองขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงระดับที่ 5 เมื่อระดับที่ 5 เพิ่มขึ้นมา ด้วยความที่เรามุ่งมาที่ CMM ของการพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ ฉะนั้นการพัฒนามันจะต้องรองรับเทคโนโลยีใหม่ บริษัทควรจะให้ความสนใจ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า อันนี้ คือ มาตรฐาน CMM แต่จริง ๆ แล้วทาง IT ไม่ได้มีมาตรฐานแค่นี้นะคะ ครูก็เลยให้งาน 2 ข้อนะคะ ข้อแรก อยากรู้ว่าประเทศไทย มีบริษัทไหนบ้างที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน CMM ข้อ 1 มี 2 คำถามนะคะ ให้นักศึกษาค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูในประเทศไทยนะคะ หรือต่างประเทศก็ได้ ในโลกนี้นี่ มีบริษัทไหนนะคะ เอาชื่อบริษัทมานะคะ รวมทั้งบอกภาระหน้าที่ของบริษัทนั้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน CMM นอกจากบอกชื่อบริษัทมาแล้วนี่ รวมทั้งหน้าที่ บอกด้วยว่า CMM ที่เขาได้รับการรับรองอยู่ในระดับใด 1 2 3 4 5 ระดับไหน นะคะ ข้อที่ 2 ให้นักศึกษาค้น ค้นเพิ่มนะคะ วันนี้พูดถึง CMM นะคะ คราวหน้าจะพูดถึง CMMI นะคะ ข้อ 2 ให้นักศึกษาค้นข้อมูลว่า CMMI น่ะ มันมีความแตกต่างจากมาตรฐาน CMM ที่เราเรียนเนื้อหาวันนี้อย่างไรนะคะ เขียนใส่... เขียนลงกระดาษ พวกเรามีสมุด จดเล็กเชอร์ไหมคะ วิชานี้มีสมุดไหม ปกติไม่มีค่ะ อาจารย์ พี่ก็จะแจกกระดาษ ปอยเรามีกระดาษแจกน้องนะ อย่างนั้นแจกคนละแผ่นนะคะ เขียนรหัส เขียนชื่อบนหัวกระดาษ ใบงานมร 2 ข้อนะคะ คือ ยกตัวอย่างบริษัท ยกระดับมาตรฐาน CMM เราได้รับมาตรฐาน CMM ระดับใด แล้วอันที่ 2 ก็คือ CMMI นะคะ ก็คือที่เราจะเรียนในสัปดาห์ถัดไปนี่ มันต่างกันอย่างไรกับ CMM ที่เราเรียนกันในวันนี้นะคะ เราจะใช้เวลาในการค้นนานไหมคะ นานเลยหรือนานเลยหรือ ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน โอ.เค. งั้นให้ทำงานก่อนนะคะ น่าจะใช้เวลาพอสมควรนะคะ ตัวเนื้อหามี ตัวเนื้อหาบรรยายมีเท่านี้นะคะ เดี๋ยวสไลด์... สไลด์ให้ปอยแล้วนะ สไลด์เดี๋ยวให้พี่ปอยอัพขึ้นให้ ได้บางส่วนแล้วก็ค้นข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ อาจารย์ไม่บรรยายเพิ่ม แต่ให้เรานั่งทำงานไปก่อน ไม่มั่นใจว่าจะเสร็จตอนไหนนะคะ ฉะนั้น น่าจะใช้เวลานานพอสมควร ให้เราวิเคราะห์ข้อมูลดี ๆ นะคะ ค่ะ อย่างนั้น โอ.เค. งั้นนักศึกษาทำงาน เสร็จแล้วเราไม่ใช้ล่ามออนไลน์แล้วนะ เพราะว่า ไม่มั่นใจว่านักศึกษาจะทำเสร็จตอนไหน อย่างนั้นให้นักศึกษาทำงานก่อน ให้น้อง ๆ ทำงานก่อนนะคะ เพราะว่าอาจารย์บรรยายเนื้อหาแล้วนะคะ นะคะ อย่างนั้นก็วันนี้ขอบคุณล่ามออนไลน์มาก ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ] ให้น้อง ๆ ทำงานก่อนนะคะ เพราะว่าอาจารย์บรรยายเนื้อหาแล้วนะคะ นะคะ อย่างนั้นก็วันนี้ขอบคุณล่ามออนไลน์มาก ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]