--- title: งาน NECTEC Webinar เรื่อง “เทคโนโลยีการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ” วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 – 12.00 น. subtitle: date: วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) NECTEC-ACE Online Series "เทคโนโลยีเพื่อการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ" ՐNECTEC-ACE Online Series - "เทคโนโลยีเพื่อการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ"Ր NECTEC-ACE Online Series - "เทคโนโลยีเพื่อการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ" Ր (ดร.ปรัชญา) สวัสดีครับท่านผู้ชมทางบ้าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ NECTEC-ACE Webminar Online Series ผมปรัชญา บุญขวัญ นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC รับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการในวันนี้ครับ ตามปกติแล้ว NECTEC จะมีงานสัมมนาประจำปีที่เรียกว่า NECTEC-ACE แต่ในปีนี้ด้วยสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทำให้เราต้องทำตามนโยบาย Social Distancing เพื่อควบคุมการระบาดของโรค จึงเกิดเป็นงานสัมมนาแบบมใหม่ขึ้นมาครับ สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้มีความน่าสนใจและทันกระแสมาก โดยมีหัวข้อคือ "เทคโนโลยีเพื่อการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ" ครับ ในการสัมมนาในครั้งนี้ เราได้รับเชิญจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานการณ์ทางระบาดวิทยา เพื่อมาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับท่านผู้ชม ตั้งแต่เริ่มแรกที่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 หรือที่เรียกกันว่า DDC-Care ระบบนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ของกรมควบคุมโรค เข้ากับเทคโนโลยีพร้อมใช้จากทาง สวทช. เพื่อการควบคุมโรคระบาดในเชิงรุก ตั้งแต่ช่วง Home Quarantine จนถึง Alternative Hospital Quarantine และขับเคลื่อนไปสู่แพล็ตฟอร์มการเฝ้าระวังสถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการ โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีโรคระบาดครับ การสัมมนาในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงครับ คือช่วงแรก ที่เรียกว่า "เหลียวหลัง" และช่วงที่ 2 ที่เรียกว่า "แลหน้า" นะครับ ท่านผู้ชมสามารถแลกเปลี่ยนและถามคำถามวิทยากรได้โดยตรงผ่านทาง Comment Box ของ Facebook และ Youtube ได้โดยตรงนะครับ นอกจากกนี้นะครับ เรายังมีบริการคำบรรยายแทนเสียง และล่ามภาษาทางช่องทาง Facebook ของ A-MED ด้วยนะครับ ในโอกาสนี้ ผมขอแนะนำวิทยากรทั้ง 3 ท่านที่ได้ให้เกียรติมาร่วม Webminar กับเราในวันนี้ครับ ท่านแรก นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ท่านต่อมา ดร. นัยนา สหเวชชภัณฑ์ ซึ่งจะขออนุญาตเรียกว่า ดร. เปิ้ล นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และท่านสุดท้าย ดร. อนันต์ลดา โชติมงคล ซึ่งจะขออนุญาตเรียกว่า ดร. มอส นักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. นอกจากนี้เรายังได้รับเกียรติจากพิธีกรกิตติมศักดิ์ชื่อดังอีกท่านหนึ่งด้วยในวันนี้นะครับ นั่นคือ คุณกิตติ สิงหาปัด ครับ (คุณ KITTI AI) สวัสดีครับ ดร. อาร์ม และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ (ดร.ปรัชญา) โอ้โห ในวันนี้ได้รับเกียรติมาเลยนะครับ คุณกิตติ วันนี้ไม่มีคิวอ่านข่าวหรือครับคุณกิตติ (คุณ KITTI AI) คิวอ่านข่าวมีตามปกติเลยครับ ดร. อาร์ม เมื่อ NECTEC เชิญมาร่วมงานสัมมนา เลยส่ง KITTI AI มาแทนครับ (ดร.ปรัชญา) โอ้ แบบนี้นี่เองครับ คุณกิตติครับแล้วสถานการณ์โควิดตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ (คุณ KITTI AI) อัปเดตล่าสุด เมื่อวานนี้นะครับ ศูนย์บริหารการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไทยเพิ่ม 14 ราย เดินทางมาจากซูดานใต้ 7 ราย ตุรกี พิเศษฮ่องกง 3 ราย และอินเดีย 3 รายนะครับ (ดร.ปรัชญา) สถานการณ์ก็ยังคงน่าเป็นห่วงนะครับ แต่ว่าอย่างไรนะครับ ขอให้ผู้ชมท่านบ้านรักษานโยบาย Social Distancing แล้วก็กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือด้วยนะครับ ขอบคุณคุณกิตติมากเลยนะครับ เป็นเกียรติมากเลยนะครับ (คุณ KITTI AI) ยินดีเช่นกันครับ (ดร.ปรัชญา) เอาล่ะครับเดี๋ยวผมจะขอนำท่านผู้ชมทุกท่านนะครับ เข้าสู่การสัมมนาช่วงแรกก็คือช่วง "เหลียวหลัง" นะครับ ช่วงนี้จะกล่าวถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โรค COVID-19 นะครับ โดยช่วงแรกนะครับ จะเป็นการสรุปวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และวิธีการรับมือกับโรคที่ผ่านมานะครับ โดยคุณหมอยงเจือนะครับ เดี๋ยวผมขอเชิญคุณหมอเลยครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ สวัสดีครับ ผมอยากจะเล่าเรื่องของว่า เรื่อง COVID-19 ตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งแต่ตอนแรกนี่ เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีน จริง ๆ สถานการณ์โรคนี้นะครับ จริง ๆ เริ่มมีตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวมาแล้วนะครับว่าประชาชนที่เมืองอู่ฮั่นนี่ เริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งไม่ทราบว่าเกิดจากเชื้ออะไร และมีการแจ้งเตือนไปทางประเทศอื่น ๆ บ้างแล้ว ประเทศไทยนี่ได้ข่าวนี้เช่นกัน ตั้งแต่ก่อนในช่วงที่ ในช่วงวันสิ้นปี ปีใหม่นะครับ หน่วยงานหรือบุคคลากรต่าง ๆ หรือประชาชนทั่วไปเริ่มมีการเฉลิมฉลองกันเป็นปกติทั่วไป แต่ในเบื้องหลังกรมควบคุมโรคไม่ค่อยสบายใจเท่าไรแล้ว กรมควบคุมโรคก็ได้เตรียมการที่จะพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่เกิดที่เมืองอู่ฮั่น เรายังไม่รู้ว่าโรคอะไรเลย ในช่วงวันสิ้นปีกับปีใหม่นะครับ เราเปิดมาปุ๊บนี่ เราจัดตั้ง ปฐมฤกษ์ ช่วงปีใหม่เลย (ดร.ปรัชญา) โอ้โห (นายแพทย์ ยงเจือ) ใช่ครับ ก็มีการเตรียมตัวล่วงหน้ากันมาระดับหนึ่ง (นายแพทย์ ยงเจือ) ใช่ครับ ก็ตั้งแต่ช่วงที่หยุดปีใหม่นะครับ เราเริ่มมีการเตรียมบุคลากรแล้วก็พอ... แต่ว่าฟังก์ชันมันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่เราเริ่มทำงาน ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ช่วงนั่นล่ะครับ (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เรามีการจัดตั้งศูนย์ AOC กระทรวงสาธารณสุข จากนั้นนะครับเราเริ่มเปิดมาอย่าง ระดมสรรพกำลัง เริ่มทำงานนะครับ ประเทศไทยนะครับ เรียกว่าเป็นประเทศแรกในโรค ที่ตรวจพบผู้ป่วยจากประเทศจีน (ดร.ปรัชญา) อ๋อ (นายแพทย์ ยงเจือ) จริง ๆ ไม่น่าใช่เรื่องดีใจใช่ไหมครับ โดยปกติแล้วเราแข่งกีฬากัน แต่ที่ 1 ที่ 2 ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่ประเทศไทยนี่มีศักยภาพสูงมาก ในการตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้ขึ้นมา เมื่อประเทศจีน เขาประกาศว่าเขาพบไวรัสสายพันธ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นโรคอุบัติใหม่นะครับ จากนั้นนะครับ เราตรวจวิเคราะห์ว่าตัวนี้ มีเชื้อเดียวกับไวรัสอู่ฮั่นได้ เราจึงสามารถบอกได้ว่าเรามีศักยภาพในการตรวจ แล้วก็วินิจฉัยได้แล้วนะ เป็นประเทศแรกนอกประเทศจีน (ดร.ปรัชญา) โห (นายแพทย์ ยงเจือ) จากนั้นนะครับ เราก็มีการเรียกว่าทำการควบคุมโรค เบื้องต้น โดยที่ว่าเราเฝ้าระวังโรคก่อน ซึ่งแต่ก่อนนี่เราไม่เคยทราบนะครับว่าอู่ฮั่นนี่ เดินทางมาประเทศไทยเยอะมาก มีสายการบิน บินตรงมาหลาย 10 ไฟลท์เลยนะครับ ซึ่งแต่ก่อนนี่เราไม่เคยทราบ แต่ตอนนี้กรมควบคุมโรครู้ว่าเมืองอู่ฮั่นนี่ มีผู้ป่วยเกิดขึ้น เราสอบถามไปยังสายการบิน และท่าอากาศยาน พบว่าสายการบินหลายไฟลท์เลย ไม่ได้ล่ะ คือ เราเหมือนกับว่า เป็นประตูหน้าด่าน ที่ติดเชื้อในเมืองนั้น จะเดินทางเข้ามาเป็นที่แรกในโลกเลยนะครับ และจึงได้มีการจัดตั้งหน่วยการคัดกรองที่สนามบินอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วก็ดอนเมือง ก็ในที่สุดนะครับ เราก็เจอผู้ป่วยรายแรกที่มาจากอู่ฮั่นจริง ๆ ว่ากรมควบคุมโรค โดยที่ประเทศไทย เป็นประเทศแรกนอกจีนที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ ถามว่าก่อนหน้านั้นนี่ เราตรวจผู้ที่เดินทางมาจากจีน แล้วก็อู่ฮั่นนี่นะครับ ตรวจพบแล้วมีการป่วยไหม มีบ้าง แต่ว่าป่วยเป็นพวกหวัดทั่วไป แต่ค้นจนเจอเชื้อจนได้ ครับ แล้วก็ เราก็ส่งตัวผู้ป่วย รักษารายแรกของเรานี่ เข้าไปที่สถาบันบำราษนราดูร ซึ่งถือว่าเป็นสถานบัน หรือโรงพยาบาลรักษาพวกโรคติดเชื้อที่ดีที่สุดในประเทศไทย หลังจากนั้นนี่ สถาบันนั้นรับผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่นะครับ ตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมานี่ โรคแรก ๆ เลยที่เราได้ยินก็จะเป็นซาร์ส ไข้หวัดนกนะครับ แล้วเมอร์ส นะครับ แต่ 3 โรคนั้นนะครับ 1. นี่ก็เป็น จะมีผู้ป่วยนี่ ยังไม่สูงมาก แต่ Ebola นี่ยังไม่เคยพบในประเทศไทย ผู้ป่วยไม่ได้เยอะมาก แต่เรื่องนี้นะครับ โรค COVID-19 COVID-19 นี่ เป็นโรคระบาด อุบัติใหม่ที่พบในอู่ฮั่นในช่วงที่ผ่านมา สถาบันบำราษนราดูร ของเขาไปได้ (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) แต่หลังจากนั้นนะครับ เราก็พบผู้ป่วยประปราย แต่เนื่องจากว่าเราได้จัดตั้งระบบเฝ้าระวังเชื้อโรค แล้วก็การตรวจคัดกรองอย่างดีที่สนามบิน ทำให้ผู้ป่วยในช่วงเดือน 2 เดือนแรกนะครับ ไปเป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งสิ้นเลยครับ (ดร.ปรัชญา) โห (นายแพทย์ ยงเจือ) เรานี่ เราทราบอยู่นะครับ ว่าในอนาคตมันต้องมีผู้ป่วยในประเทศแน่ ๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้น คือ เราพยายามจะคัดกรองและควบคุมโรคให้ดีที่สุด เพื่อจะอะไรครับ เมื่อเราคิดว่าต้องเจอผู้ป่วยในประเทศแน่ ๆ ที่ไหนจะไม่มีผู้ป่วยในประเทศ ถ้ามีการติดเชื้อภายในประเทศ แต่เราพยายามชะลอครับ ชะลอให้ยืดยาวไป เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะในประเทศของเรา เรื่องระบบรักษาพยายาม เรื่องบุคลลากร ที่จะเมื่อมีผู้ป่วยเกิดขึ้นมาแล้ว จะไม่เกิดภาวะลำบากในการดำเนินการดูแลผู้ป่วย ถ้าเราไม่ยืดเวลานี่ออกไป เวลาเกิดระบาดขึ้นมานี่ จะเกิดความโกลาหลมาก (ดร.ปรัชญา) ครับ ผู้ป่วยจะล้นโรงพยาบาลเลยใช่ไหมครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ใช่ครับ ระบบต่าง ๆ จะล่มเลย ยกตัวอย่างเช่น Ebola ประเทศแอฟริกา แรกนะครับ ที่เกิดเจอเชื้ออุบัติมาก ระบบสาธาณสุขเขาล่มเลย เขาเริ่มรวน เพราะว่าผู้ป่วยเขาล้นโรงพยาบาล เจ็บป่วยและล้มตาย จึงไม่ใช่ตายจาก Ebola อย่างเดียวกันครับ (ดร.ปรัชญา) เพราะว่าสาธารณสุขเขาล่มไปเลย (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ เราจึงไม่อยากจะเกิดอย่างนั้นนะครับ เราจึงต้องมีการควบคุมโรคให้เร็ว เวลานี่ออกไป เพื่อจะได้เตรียมการได้เต็มที่ ทั้งเรื่องอุปกรณ์และบุคลากร ครับผม อันนี้นะครับ จริง ๆ แล้วนี่ กราฟนี้เป็นจำนวนผู้ป่วยรายวันนะครับ ในแนวนอนนะครับ ในแกนตั้งจะเป็นผู้ป่วยนะครับ ผมจะยกตัวอย่างมานะครับ ประเทศแรก ก็คือจีน ช่วงปีใหม่เลยนะครับ ปีใหม่ของปีนี้นะครับ ในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเห็นว่า 2 ประเทศ จีนกับเกาหลีนี่ มีผู้ป่วยตามหลังจีน แต่ผู้ป่วยขึ้นไวมาก แต่ว่า 2 ประเทศนี้นะครับ เป็น 2 ประเทศแรก ๆ ในโลกนะครับ ที่นำเรื่องของ Digital Health ประกอบกับการเฝ้าระวังและควบคุมโรคจาก COVID-19 จริง ๆ แล้วนะครับ ทั้ง 2 ประเทศนี้ ได้มีการลงทุนพัฒนา Digital Health Solution จะต้องใช้ก่อนหน้านี้แล้ว แล้วพอมีผู้ป่วยเกิดขึ้นมาปุ๊บนี่ ตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ โดย Digital Health จะเห็นว่าหลังจากนั้นนะครับ จำนวนผู้ป่วยคงที่ในประเทศจีนลดน้อยลง (ดร.ปรัชญา) อย่างนี้นี่เองครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ครับ เขามีการเตรียมพร้อมด้าน Digital Health มาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ได้มาเกิดเรื่องแล้วค่อยมาทำ ดังนั้นเขาจึงได้สามารถที่จะเดินหน้าทางด้าน Digital Health Solution ตั้งแต่มีนาคม เพราะว่าตามหลังจีน แต่ระยะเวลาเริ่มป่วยจนถึงใช้ Digital Health และเช่นกันเกาหลีใต้ ผู้ป่วยเริ่มคงที่ (ดร.ปรัชญา) คงที่ อ๋อ (นายแพทย์ ยงเจือ) อันนี้เป็นผู้ป่วยสะสม ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยรายวัน ดังนั้น มันจะเริ่มเห็นคงที่ 2 ประเทศนี้แสดงให้เห็นเรื่องของ Digital หรือเรื่องเทคโนโลยีนี่ มันไม่ใช่คนละเรื่องกัน สิ่งที่ 2 ประเทศนั้นทำนะครับ ชื่อว่าอะไรบ้างนะครับ เอา Digital Health เข้ามาหลัก ๆ เลย เรื่องที่ 1 คือ เรื่องของ Real-time surveillance ต้องค้นหาและติดตามผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และใช้การวินิจฉัยที่รวดเร็ว 2 นะครับ เขารับด้านสถานการณ์การแพทย์และด้านสาธารณสุขนะครับ ถ้าเดินทางไปสถานพยาบาลเยอะขึ้น ถ้าสถานพยาบาลไม่พอนี่ จะทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ เขาก็เริ่มใช้เรื่องของ Telemedicine ถ้าไม่จำเป็น ถ้ายังไม่ป่วยมาก ปรึกษาทางด้านของคุณหมอไปก่อน ก่อนที่จะเดินทางไปจริงนะครับ แล้วก็มี Tele-public health ปรึกษากับคุณหมอหรือพยายาลว่าเขาป่วย มีอาการแบบนี้ เป็นโรคนี้ไหม แล้วควรทำตัวอย่างไรบ้าง ผู้ยังไม่ป่วย เขาสงสัยว่าเขาต้องป้องกันโรคอย่างไรนะครับ เขาจะต้องดูแลตนเองอย่างไรบ้าง ก็มีกระทรวงสาธารณสุขให้คำแนะนำได้ (ดร.ปรัชญา) อ๋อ ก็คือผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมดเลยนะครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ใช่ครับ (ดร.ปรัชญา) เพื่อลดการเดินทางของประชาชน (นายแพทย์ ยงเจือ) ใช่ครับ ว่าโรค COVID-19 นี่ เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ สิ่งที่เรารู้มาตลอด คนที่เข้ามาใกล้ชิดกัน ไอ จาม รดกัน มันเกิดการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว (ดร.ปรัชญา) ครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ดังนั้นการที่ลดการเดินทางได้ คนก็จะมาเจอกันนลดลง เป็นการป้องกันโรคทางอ้อม (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เรื่องที่ 3 คือ การวางแผนนโยบาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ จนถึงพื้นที่เสี่ยง เราจะสร้างมาเป็น Dashboard ได้ ดังนั้นนะครับ 2 ประเทศนี้ ได้ใช้ตัวนี้นะครับ เป็นระบบสารสนเทศประยุกต์ และสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ การให้บริการให้ประชาชนนี่ได้ทราบข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ไม่ใช่แค่ข่าวลือ (ดร.ปรัชญา) อันนี้จริง (นายแพทย์ ยงเจือ) ประเทศไทยก็มีบทเรียนในช่วงแรก ๆ (ดร.ปรัชญา) ถูกต้องครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) 4 เรื่องนี้นะครับ เลยที่ต่างประเทศนำ Digital Health โดยเทคโนโลยีเขาใช้ คือเรื่อง Informatic Platform AI แล้วก็ควบคู่ไปกับ IT infrastructure Network แล้วก็ Security (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ทีนี้มาดูงานของประเทศไทยบ้างนะครับ งานของประเทศไทยบ้าง ประเทศไทยนะครับ ด้านขวานะครับ ประเทศไทย ได้ถูกจัดอันดับว่ามีความมั่นคงด้านสุขภาพเป็นอันดับ 6 ของโลก เป็นอันดับ 6 ของโลกนะครับ ซึ่งอันดับหนึ่งก็ สหรัฐอเมริกา อันดับ 6 ของโลกนะครับ แต่ว่าถ้าในกลุ่มของประเทศที่กำลังพัฒนานะครับ ประเทศไทยเป็นอันดับ 6 เลย (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เพราะว่า เนื่องจากว่าเรื่องของการเตรียมพร้อมรับมือภัยสุขภาพ พวกโรคหวัดนี่ เป็น 20 ปีแล้ว ครับ แล้วก็ด้านซ้ายนะครับ เป็นภาพจำลอง ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดอย่างไร ที่โรคจะเดินทางเข้าประเทศไทย เบื้องต้นนะครับ ประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย ต้องมาจากต่างประเทศ มุมซ้ายบนนี่เดินทางมาจากต่างประเทศ เราทำอะไรบ้างนะครับ เรามีการจัดตั้งด่านผู้ติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งดำเนินการมาตลอดเวลา แต่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการคัดกรองอย่างดี เพิ่มประสิทธิภาพเข้าไป (นายแพทย์ ยงเจือ) ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดกรองในรอบแรก เราจะไม่มีการเตรียม เรามีการตรวจคัดกรองว่าคนนี้ป่วยไหม ถ้าป่วยก็ส่งเข้าไปตรวจเข้าที่สถานพยาบาล ถ้ายังไม่ป่วย ก็ให้เดินทางไปได้ แต่ก็แน่นอนครับ ก็ต้องมีการติดตามของเขา ดังนั้นนี่ ในภาพบน ส่วนข้างบนนะครับ ได้ส่งเข้าไปที่สถานพยาบาล สถานพยาบาลมุมบนนะครับ ที่จะตรวจรักษา หรือว่าถ้าไม่แน่ใจว่า จะป่วยหรือเปล่า ระหว่างรอตรวจ ก็ส่งเข้าสถานกักกัน เพื่อดูว่าติดเชื้อหรือเปล่า ส่วนกลุ่มล่างนะครับ กลุ่มเดินทางที่ไม่มีอาการ และไม่มีประวัติเสี่ยงอะไร ให้เขาเดินทางไปต่อได้ เขาเข้าไปอยู่ในชุมชน เข้าไปชุมชนปุ๊บนี่ เราจะมีการติดต่อกับสถานพยาบาลทุกแห่ง ว่าถ้ามีผู้ป่วยนะครับ มาด้วยโรคทางเดินหายใจ ให้สอบถามด้วยว่า ได้มีการเดินทางมาจากต่างประเทศหรือไม่ เราเรียกว่าเป็นการคัดกรองขั้นที่ 2 สนามบินคัดกรองครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ถ้าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ จึงส่งเข้ามาที่สถานกักกันคุ้มกัน แล้วก็ถ้ามีการติดเชื้อจริง ก็มีการตรวจรักษาไป อันนี้ก็เป็นการทำงานที่ผ่านมา จะมีการคัดกรองที่สนามบินและคัดกรองที่สถานพยาบาล ทีนี้ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ใช้ในการควบคุมโรคนะครับ ตั้งแต่เกิดโรคใหม่ ๆ ตัวแรกเลยนะครับ DDC COVID-19 อันนี้คือ Web Application สำหรับบุคลากรในการรายงานผู้ป่วย เข้าไป เพื่อสร้างมาเป็นฐานข้อมูล และสร้างรายงานอัตโนมัตินะครับ ตัวที่ 2 ที่เราจะคุยกันเรื่องวันนี้ DDC-Care เป็น Application ในการติดตามผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงนะครับ กลุ่มที่ 3 นี่คือการ หลังจากที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ช่วง 3 เดือนแรกนี่ ผู้ที่มาจากต่างประเทศนี่ เรายังไม่มีการกักตัวเขา หลังจากนั้นสิ่งที่เรากังวลมาตลอดก็เกิดขึ้น คือผ่านไป 2 เดือนกว่า ๆ เข้าเดือนที่ 3 เดือนมีนาคม ประมาณกลางเดือนนะครับ 2 ระลอกใหญ่ ๆ เลย จาก 2 กลุ่มก้อน คือ สถานบันเทิงและก็สนามมวย (ดร.ปรัชญา) อ๋อ ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) กังวลตั้งแต่แรก ๆ ว่ามันจะเกิดแน่ ๆ แต่เรายืดไปให้นานที่สุด ซึ่งก็เรา เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า เราคาดว่าผู้ป่วยที่จะระบาดในประเทศไทยนี่ติดเชื้อประเทศไทยเองนะครับ ช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ แต่เรามาเจอจริง ๆ คือกลางเดือนมีนาคม นั่นถือว่าเราพยายาม Delay มาได้ ระยะหนึ่งแล้ว รับมืออยู่พอสมควร ถึงแม้ช่วงเดือนมีนาคมกับเมษายนนี่ ประเทศไทยจะเจอภาวะที่ค่อนข้างในระดับประเทศแล้ว เพราะจำนวนผู้ป่วยแค่หลัก 10 รายนี่ ขึ้นมาเป็นหลักหลาย 10 ราย แต่ว่า เนื่องจากว่า เราเตรียมความพร้อมาระดับหนึ่งแล้ว เราจึงควบคุมระบาดแบบกว้างขวางไปมากกว่านั้น และควบคุมการระบาดรอบแรกได้ดีขึ้นนะครับ ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือว่าเร็วมาก เป็นที่ชื่นชมระดับประเทศเลย ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว และผู้ป่วยในประเทศเริ่มประปรายลง เราจึงเริ่มมีการที่จะปิดสายการบินไม่ให้เดินทางเข้า ครับ แต่ว่าแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าจะปิดสายการบินเราก็ยังต้องให้ความดูแลกับคนไทยด้วยกันเอง ที่เขาอยากจะเข้านะครับ เขาอยากกลับบ้าน เราไม่ให้เขากลับไม่ได้ ทางต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยว เราปิดกั้นได้ แน่นอน ดังนั้น จะทำอย่างไรล่ะ เราจึงจัดตั้ง Stte Quarantine เราให้เขากลับได้ แต่ต้องมีการกักตัว และมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ กลับมาปุ๊บ มีการตรวจ และก็เข้าสถานกักกันตัวอย่างน้อย 14 วัน ทำไมถึงต้อง 14 วัน 14 วัน มีการตรวจสอบ ว่าผู้ที่ติดเชื้อจะติดเชื้อภายใน 14 วัน ะครับ หรือมีอาการใน 14 วันแรก แล้วพวกที่เกิน 14 วัน แพร่เชื้อได้ไหม ถ้าพูดตรง ๆ มีได้ แต่ค่อนข้างน้อยมาก น้อยมากนะครับ แล้วก็ถ้าเกิน 14 วันแล้ว มีป่วยและแพร่เชื้อแล้ว โอกาสเกิดน้อยแล้ว เชื้อมันจะอ่อนแอด้วย มันศักยภาพในการแพร่เชื้อนี่ก็จะไม่รุนแรง (ดร.ปรัชญา) ประชาชนเองก็ต้องป้องกันตัวเองด้วยใช่ไหมครับ (ดร.ปรัชญา) เพราะฉะนั้นจะต้องมีการกักกันใน 14 วันแรก และเราพัฒนาแอปพลิเคชันมาอีกตัวหนึ่ง เพื่อใช้ในสถานกักกันตัว (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) DDC-Care นี่ เราใช้ในสถานกักกันตัว (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เราให้เขาไปกักกันตัวที่บ้านได้ แต่ State Quarantine ออกจากห้องไม่ได้ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องการเขาว่าเดินทางไปไหนครับผม ตัวที่ 4 กับตัวที่ 5 นี่เป็นแพลตฟอร์ม ต่างจาก 3 Platform แรก 3 Platform แรกนี่ ที่เราใช้กับผู้ที่ป่วยหรือเสี่ยงเยอะ ๆ (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ดังนั้น เราระบุว่าคือใคร (ดร.ปรัชญา) อ๋อ ครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) แต่ 2 แพลตฟอร์มหลัง ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร เพราะเขาไม่ใช่ผู้ป่วย และไม่ได้มีความเสี่ยงมาก ซึ่งมี 2 อันคือ ไทยชนะ ไทยชนะจะเป็นการตรวจประวัติการใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วย เราพบว่ามีผู้ป่วยนี่ มีการเกิดขึ้น ไปในสถานที่นี้ ตรวจสอบเขาได้ว่าในช่วงที่ผ่านมานี่ มีใครไปใช้สถานที่เดียวกันกับเขาบ้าง หรือว่า ตัวที่ 2 หมอชนะ คล้าย ๆ กันครับ แต่ไทยชนะจะเน้นที่สถานที่ แต่หมอชนะจะเน้นที่คน ว่าในช่วงที่ผ่านมานี่ เราพบผู้ป่วยยืนยันมีใครเข้าไปใกล้เขาบ้างนะครับ ก็คือเจ้าหน้าที่ คล้าย ๆ กันแต่ว่าใช้คนละรูปแบบ ใช้คนละวัตถุประสงค์ ตัวอย่างของ Digital Platform เครือข่ายแล้วก็ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ก็คือช่วยกันคนละไม้คนละมือ ในการที่จะมาช่วยในการป้องกันควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ (ดร.ปรัชญา) Platform ทั้ง 5 นี่ครับ ใช้เทคโนโลยีที่มีพร้อมใช้อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็เรานำมาประยุกต์ใช้กับการควบคุมโรคระบาด เราก็สร้างระบบพวกนี้ขึ้นมาได้ทันท่วงทีเลยนะครับ คือ สำหรับตัวผมเองนะครับ รู้สึกประหลาดใจกึ่งประทับใจด้วยเวลาเดียวกัน ที่เราสามารถสร้าง Platform ได้ไม่นาน ต้องใช้คำว่าไม่นานเลยนะครับ สร้างขึ้นมาได้เร็วมาก แล้วก็สามารถรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดได้อย่างทันท่วงทีมากนะครับ สำหรับการนำเสนอในครั้งนี้นะครับ แต่คุณหมอยังอยู่กับเรานะครับ ยังไม่ไปไหนนะครับ เอาล่ะครับ ในลำดับถัดไปนะครับ จะเป็นการแนะนำ DDC-Care เป็นตัว Application กันนะครับ ในส่วนแรกตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะขอให้ ดร.มอส นะครับ เป็นผู้แนะนำระบบ DDC-Care Application นะครับ ขอเรียนเชิญ ดร. มอส ครับ ขอบคุณครับ (ดร. อนันต์ลดา) ก็ DDC-Care เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นะคะ จะมีนักวิจัยท่านหนึ่งไม่ได้อยู่ในที่นี้นะคะ ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ทำการวิจัยด้วยนะคะ ก็อย่างที่คุณหมอได้กล่าวถึงไปนะครับ DDC-Care Application นี่ เป็นแอปพลิเคชันที่เน้นกับกลุ่มที่มีความเสี่ยง ก็อย่างคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ก็รู้แล้วว่ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต้องถูกติดตาม และต้องมีการติดตามเฝ้าระวังนะคะ ย้อนกลับไปนิดหนึ่งนะคะ อันนี้เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ตอนมีสถานการณ์ COVID-19 ขึ้นมานะคะ เล่าว่า เราเริ่มมีผู้ป่วยรายแรก ก็คือประมาณเดือนมกราคม แล้วก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเรียกที่ติดต่อกันปลายกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม ทีนี้ทางนักวิจัยนี่ก็ได้โจทย์มาช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เช่นเดียวกันนะคะ ถ้านึกย้อนกลับไปสถานการณ์ ทางเกาหลีใต้นี่มีการระบาดค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็มีแรงงานจากเกาหลีใต้ ที่จะต้องเดินทางกลับมาประเทศ ช่วงนั้นนี่ เรายังไม่มีเรื่องของ State Quarantine คือ เราเริ่มรู้จักการกักตัว กลับมากักตัว 14 วัน เป็นช่วงแรก ๆ จากประเทศที่มีกลุ่มเสี่ยง อย่างที่คุณหมอบอกว่า คนไทยจะกลับเมืองไทย ก็ต้องให้เขาเข้ามาใช่ไหมคะ กลับมาอย่างนั้นเราขอว่ากรมควบคุมโรคอยู่กับบ้านเป็นระยะเวลา 14 วัน ทีนี้ถ้าใครฟังถ้ายังนึกออกน่าจะจำข่าวได้ว่าเขากลับมาจริง แต่เขาแอบออกไปทานหมูกระทะปากซอย เป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมาใน Social Media นะคะ อย่างนี้เรามีสามารถมีเทคโนโลยีอะไรมาติดตามได้ไหม ว่าเขาทำตามที่เขาควรจะทำจริงคืออยู่กับบ้านระยะเวลา 14 นะคะ ก็เลยเป็นโจทย์ว่าเราอยากได้เป็น Application หรือเทคโนโลยีในการติดตามตัว กลุ่มที่ถูกระบุเป็นกลุ่มเสี่ยง ว่าอยู่บ้านครบ 14 วันจริงไหม แล้ว 14 วันนี่มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ถ้ามีความเสี่ยงมากขึ้นให้มาพบแพทย์หรือมาทำงานตรวจ อันนี้คือโจทย์ที่เราได้มาประมาณต้นเดือนมีนาคมนะคะ ทีนี้ สิ่งที่เป็นความท้าทายจากโจทย์นี้ ในนี้เขียนว่าต้องพัฒนาระบบเสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์ จริง ๆ ตอนแรกที่คุณหมอบอกนี่ ขอเลยใน 1 อาทิตย์ ก็ขอแล้วว่า ขอเวลาทดสอบเพิ่มเติมสักหน่อยนะคะ ก็จะเป็น 2-3 สัปดาห์ ถ้าใครพัฒนา Mobile Application จะทราบว่า 1 อาทิตย์กับ Mobile App จะยากมาก ๆ ค่ะ แล้วก็อันถัดไป นอกจากความเร็วแล้วนี่นะคะ ทันต่อเวลาแล้วนี่ ก็จะมีเรื่องของปริมาณ คนที่ต้องรองรับ เวลาเราออกแบบใช่ไหมคะ เราจะต้องรู้ว่า ผู้ใช้เป็นใคร ใครใช้แค่ไหน ออกแบบฐานข้อมูล จะเก็บข้อมูลเยอะแค่ไหน มีกี่ Record อย่างนี้ คุณหมอก็ให้ตัวเลขมานะคะ เป็นประมาณการณ์ ว่าควรจะรองรับผู้ใช้ได้ 500,000 คน ครั้งแรก ตกใจมาก อันหนึ่งก็คือในแง่ของผู้พัฒนา คือเราต้องทำระบบให้เร็วแล้วก็รองรับระบบที่เรียกว่า ได้คนระดับหลายแสนเลยทีเดียวนี่ จะทำอย่างไรให้ได้เร็ว อันที่ 2 นี่ ตกใจ ตอนนั้นกังวลกันทุกคน กังวลเรื่องการแพร่เชื้อในประเทศถึง 500,000 เลยหรือ แต่ว่าก็เข้าใจว่าถ้าเรามีระบบพวกนี้ออกมาได้ทันนี่ ตัวเลขนี้ ตัวเลขคาดการณ์ที่เราเรียกว่า Worst Case Scenario ก็คงไปไม่ถึงน่ะนะคะ ก็เป็นที่น่าดีใจว่าสุดท้ายแล้วนี่ ที่เราใช้มา ตัวเลขก็ยังไม่ได้ไปใกล้เคียงตรงนั้น ก็อาจจะเป็นเพราะระบบของเราหลาย ๆ ด้านนะครับ ทีนี้อันนี้ก็เป็นโจทย์ท้าทายที่ได้มาตอนช่วงเดือนมีนาคม ทีนี้ก็ตัดสินใจ จากนั้นก็คิดกันอยู่ เทคโนโลยีก็มีหลายตัวที่นำมาใช้ และด้วยเวลาที่มันมีน้อยก็เป็น Moblie Application ก็มองว่าคนส่วนใหญ่น่าจะมาอยู่ในมือถือหรือ Tablet นะคะ แล้วก็เราก็จะใช้ตัวระบบติดตามที่ระบุตำแหน่งบนมือถือนี่ล่ะ เพื่อระบุตำแหน่งว่าเขาอยู่ในสถานที่ที่กำหนดไหม และในกรอกข้อมูลสุขภาพในแต่ละวัน เดี๋ยวจะมีให้ดูตัวอย่างหน้าจอของแอปฯ นะคะ แล้วเพื่อควบคุมอาการความเสี่ยงนี่ ก็จะมีการให้ความช่วยเหลือได้ อันนี้นะคะ เป็นหน้าจอ ก็คือการใช้งานมันจะง่าย ๆ เลยแอปฯ จะมีอยู่ 2-3 หน้า กลับไปถึงที่บ้าน พอกักตัว บ้านเราอยู่ตรงนี้ ให้ปักหมุดเลยว่าบ้านอยู่ที่ไหนนะคะ บันทึกเอาไว้ ว่าคุณจะกักตัวบริเวณนี้นะ เขาก็จะดูว่าเราจะออกจากตำแหน่งนี้ไหม ถ้าออกจากวงกลม ๆ นี่ 50 เมตร นี่ ระบบจะแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ ว่าเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ที่กำหนดแล้วนะคะ ซึ่งแล้วถ้าเราไปไหนนี่ระบบก็จะบอกด้วย ว่าออกไปแล้วนี่ ไม่ได้เตือนอย่างเดียวว่าออก แต่จะเตือนว่าออกแล้วไปไหน ถ้าในอนาคตถ้าคนที่เขาหนีการกักตัว ไปพบว่าติดเชื้อนี่ เราก็จะสามารถตามคนที่อยู่ในเส้นทางที่เขาเดินทางได้นะคะ อันนี้อันที่ 1 นะคะ อันที่ 2 ก็คือประจำวัน ในระยะเวลา 14 วันนี้ ก็มากรอกแบบสอบถามง่าย ๆ ตรวจสอบอาการว่ามีไข้ อุณหภูมิเท่าไร มีไข้หรือเปล่า นี่เมื่อกดส่งคำตอบไป มันจะมีคำแนะนำเบื้องต้นให้เลย (ดร.ปรัชญา) ครับผม (ดร.อนันต์ลดา) ก็เป็นคำถามจากควบคุมโรคอันนี้ก็จะอัปเดตอย่างที่เราทราบว่าอันนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ อาการหรือคำแนะนำอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามข้อมูลทางการแพทย์ที่ได้รับเพิ่มเติม อย่างอันนี้ถ้าเสี่ยงสูง ก็จะมีคำเตือนขึ้นมา แล้วก็มีให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ จริง ๆ ถ้าตามหลัก หลักการแล้วนี่ควรจะไม่เดินทางด้วยรถสาธารณะ ก็จะส่ง ติดต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จะทราบตำแหน่งอยู่แล้ว ก็จะส่งรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาลนะคะ อันนี้ก็เป็นฟังก์ชัน ตัว DDC-Care งานง่าย ๆ ของ Application ตัว DDC-Care นะคะ ทีนี้อย่างที่เราคุยกันว่าจาก DDC-Care จาก App ทั่ว ๆ ไป อย่างไทยชนะนี่ ต้องเป็นคนที่มีความเสี่ยงจริง ๆ ที่จะใช้ เพราะว่าเดี๋ยวมันจะมีผลต่อไป ทุกข้อมูลที่กรอกเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่คอยดู Monitor อยู่ ซึ่งก็จะเป็นส่วนของ Dashboard ที่ ดร. นัยนา จะกล่าวถึงต่อไป ทีนี้เราจะคัดกรองอย่างไร คนที่ใช้แอปพลิเคชันนี่เป็นคนที่เราต้องเฝ้าระวัง จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Application คนทั่วไปก็โหลดถ้าเป็นอย่างนั้นนี่ มันจะมีข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเยอะ ซึ่งมันจะเป็นการเพิ่มการทำงานของเจ้าหน้าที่ จริง ๆ นี่แอปฯ นี้ก็เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้สะดวกขึ้น ก็มี 2 เทคนิคที่ใช้ระบุตัวกลุ่มเสี่ยงนะคะ 1. กรณีที่เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาล หรือมาซักถามประวัติแล้ว มีกลุ่มเสี่ยง ให้ใช้งานแอปพลิเคชันตัวนี้และทีนี้ QR Code โดยทั่วไปนี่ จะเป็น Static QR Code ก็คือ Scan เมื่อไหร่จะได้ลิงก์นั้นมา ทีนี้ อย่างนี้ไม่ได้ หรือถ้าแปะไว้ แอปฯ ตัวนี้ ตอนนั้นทุกคนจะตื่นเต้นกับแอปฯ COVID ค่อนข้างมาก มีอะไรก็อยากลองใช้ไปหมด ถ้าอย่างนี้ก็จะไม่ได้ ถ้าถ่ายรูปแชร์ไป ส่งไปก็สามารถสมัครเข้ามาใช้งานระบบได้ อันนี้ QR Code ตัวนี้จะอัปเดตตัวเองทุก ๆ 30 นาที (ดร.ปรัชญา) อ๋อ ครับ (ดร. อนันต์ลดา) เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และคือถ้าใครมาถ่ายรูปไปจะสแกนแล้วมันจะลงทะเบียนไม่ได้ ณ ขณะนั้นนะคะที่ลงทะเบียนได้ อันนี้เป็นแบบที่ 1 แบบที่ 2 ถ้าไม่ได้อยู่กับเจ้าหน้าที่ ณ ตอนนั้น เช่น อาจจะกลับบ้านไปก่อน ระหว่างรอผลตรวจหรือว่าอาจจะเป็นญาติหรือเพื่อนของคนที่เราเจอแล้วว่าติดเชื้อแล้วใช่ไหมคะ ที่เราเรียกว่ากลุ่มผู้ใกล้ชิด Closed Contact นี่ เอามาโรงพยาบาลเพื่อลงแอปฯ ไม่สะดวกแล้วก็มันจะเพิ่มความเสี่ยงที่เขาแพร่เชื้อ เราก็ใช้วิธี ว่าเราส่ง SMS ไปที่มือถือของเขานะคะ มันจะมีเฉพาะที่ว่า คนที่ได้ลิงก์นี่ต้องกรอกเป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ตรงตามที่เรามีข้อมูลอยู่จะเป็นเจ้าตัวจริง ๆ ลงทะเบียนแล้วก็ใช้งาน Application ได้ อันนี้เป็น 2 เทคนิค ที่เราใช้ระบุตัวกลุ่มเสี่ยงที่ต้องลงในแอปพลิเคชัน อันนี้ ก็คือเป็นรูปแบบการใช้งาน ที่จะเห็นในช่วงแรก ๆ นะคะ อย่างที่บอก คือ กลุ่มเสี่ยงนี่ ถ้าอยู่ที่โรงพยาบาลก็ สแกน QR Code นะคะ กลุ่มเสี่ยงกลุ่มที่เป็นผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วยนี่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็จะส่ง SMS ไปนะคะ ลงพื้นที่กักตัว แล้วตัวแอปฯ นี่ ก็จะส่งตำแหน่งออกมาทุก ๆ 10 นาทีนะคะ มาที่ Dashboard แล้วก็จะรู้ว่าเขาเดินทางออกนอกพื้นที่ ที่ระบุที่กักตัวหรือเปล่า รวมทั้งก็จะได้ข้อมูลสุขภาพอย่างน้อยวันละ 1 อย่างน้อย 1 หน มันจะแจ้งเตือน อย่าลืมกรอกข้อมูลสุขภาพด้วยไม่ได้ ก็คือกรอก 1 ครั้ง แต่ถ้ากังวลมาก ตอนเช้าสบายดี ตอนบ่ายมีไข้ และอยากรู้ว่ามีความเสี่ยงไหม ก็สามารถทำได้นะครับ แล้วข้อมูลทั้งหมดก็จะส่งไปที่ Dashboard ก็สามารถดูได้ตามสิทธิ์นะคะ เดี๋ยวส่วนนี้จะเป็นของทาง ดร. เปิ้ล อธิบายต่อว่าการทำงานของ Dashboard ทำอย่างไร (ดร.ปรัชญา) ครับ ขอบคุณมากเลยครับ ดร. มอส ระบบต่อไปเป็นของระบบ DDC-Care Dashboard เดี๋ยวผมจะขอเรียนเชิญ ดร.เปิ้ล ครับ เชิญบรรยายได้เลยครับ (ดร. นัยนา) ต่อเนื่องจากที่ ดร. มอส อธิบาย DDC-Care ไปแล้วนะคะ ก็คือในส่วนของแดชบอร์ดนี่ จะรับข้อมูลแบบ Real-time นะคะ จาก DDC-Care App ของผู้ป่วยที่ลงทะเบียนเข้ามานะคะ เป็นข้อมูลแล้วก็พิกัดทุก 10 นาที ข้อมูลจะถูกรันเรื่อย ๆ แล้วก็เราจะเอาข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผล และร้อยเรียงข้อมูลออกมา เพื่อที่จะนำเสนอให้อยู่ในรูปของ Dashboard แล้วก็การใช้งานในครั้งนี้เราก็มุ่งเป้าหมายไปที่กระทรวงสาธารณสุขนะคะ ที่อยู่ที่เขต จังหวัด อำเภอ ตำบล หรือโรงพยาบาลเอง เนื่องจากข้อมูลเป็นส่วนบุคคล และการจัดการสิทธิ์เพื่อปกป้องความเป้นส่วนตัวของกลุ่มเสี่ยงด้วยนะคะ ถ้าอย่างไรเดี๋ยวขออนุญาตเปิดคลิปของ DDC-Care Dashboard นะคะ (บรรยาย) DDC-Care Dashboard เป็น Web Application ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อ COVID-19 โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถติดตามสรุปสถานการณ์ปัจจุบัน และแผนที่แสดงตำแหน่งของผู้ที่มีความเสี่ยง พร้อมสถานะการออกนอกที่พัก การปิดมือถือ และระดับความเสี่ยง ติดตามการรายงานสุขภาพรายบุคคน ในช่วง 14 วัน ประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ระดับความเสี่ยง พร้อมสถานะการปักพิกัดบ้าน การรายงานสุขภาพประจำวัน การออกนอกที่พัก และการปิดมือถือ เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่มีความเสี่ยงที่สนใจ ได้แก่ ตำแหน่งล่าสุด ประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาการล่าสุด พร้อมแผนที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ในที่พัก หรือออกนอกที่พัก ติดตามสถานะการเดินทางของผู้ที่มีความเสี่ยงที่สนใจ ในช่วง 14 วันที่กักตัว พร้อมสถานที่ที่ได้เดินทางไป DDC-Care Dashboard ถือได้ว่าเป็นอีก 1 เทคโนโลยีที่จะช่วยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือ ครบถ้วน รอบด้าน ในการติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ดร.นัยนา) ก็ในส่วน DDC-Care Dashboard ก็มีประมาณนี้นะคะ (ดร. ปรัชญา) น่าสนใจมากเลยนะครับ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าข้อมูลที่ไหลมาจาก DDC-Care Application พอเอามาร้อยเรียงจนกระทั่งเป็น Dashboard นี่จะน่าสนใจและนำไปบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออย่างนี้ได้ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง แล้วก็เกิดขึ้นได้ในเวลา 2-3 สัปดาห์ ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่านวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นทางจากกรมควบคุมโรค และทาง สวทช. ร่วมมือกัน ต้องขอบคุณพี่เปิ้ลมากเลยนะครับ ในการบรรยายในครั้งนี้ ในลำดับถัดไปนะครับ ผมจะขอเรียนชิญคุณหมอยงเจือได้กล่าวถึงการนำระบบ DDC-Care ไปทำการ Quarantine ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ กระผมขอเรียนเชิญคุณหมอครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ จริง ๆ Application ของ DDC-Care เราใช้งานหลายช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทยนะครับ ที่ ดร.เปิ้ล กับ ดร.มอส พูด เป็นความจริงนะครับ ที่เราขอเวลาสั้นมาก สั้นกว่าความเป็นจริงกว่าผมที่จะทำงาน นี่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจนะ เพราะเรามักจะรู้ว่า อะไรที่ให้เวลาทำนาน ๆ มักจะเป็นเรื่องไม่สำคัญ อะไรที่ให้เวลาน้อย ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยิ่งถ้าให้ทำวันเดียวทำนะ สำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างนี้แสดงว่าแอปพลิเคชันสำคัญจริง ถึงให้เวลาน้อย อนาคตนะครับ สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันนี่ อนาคตจะเป็นอย่างไรนะครับ เราใช้ DDC-Care เยอะ ขึ้นมา ซึ่งให้เราทราบสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ถามว่า DDC-Care นี่ เราสามารถควบคุมโรคได้ไหม ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่กับบ้านจริงไหม ถามว่าทำได้ครับ แต่ว่ายุ่งยากมาก ลองคิดดดูนะครับ เราต้องให้คนไปเฝ้าหน้าบ้านทุกบ้าน เพื่อดูว่าเขาออกจากบ้านหรือเปล่านี่ เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำเลย เราควรจะใช้เทคโนโลยีเอาไปจับ ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำได้จะดีกว่า (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ทีนี้นี่กลับมาภาพนี้ที่เราทำตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี่ครับ เรามีภารกิจตรงไหนบ้าง มีภารกิจที่ด่านควบคุมโรคติดต่อ ที่ด่านสนามบินนะครับ อนาคตนั่นนี่ เราปิดด่านทั้งด้านสนามบิน แล้วก็ด่านทางด้านพรมแดนด้วย อนาคตนี่ด่านก็ต้องเปิด ด่านควบคุมโรคติดต่อ จึงมีทั้งสนามบิน และตะเข็บชายแดน นั่นคือสิ่งที่เราต้องนึกถึงในอนาคต ดังนั้น ถามว่าผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทย จากวันละหลักแค่หลักร้อย จะขึ้นเป็นหลักหมื่น หลักแสนในอนาคต (ดร.ปรัชญา) ถูกต้องครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ถามว่าจะสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่เราสามารถรับมือกับผู้เดินทางหลักหมื่นหลักแสนได้หรือเปล่า และภาระงานจะขึ้นสูงมาก ฟังก์ชันอื่น ๆ ทางด้าน State Quarantine โรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำอย่างไรีแอปพลิเคชันที่มีอยู่ในปัจจุบันจะทำอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี่ เรามีจิ๊กซอว์หลายชิ้นมาก การที่จะมาประกอบกันนี่ ส่วนใหญ่ยังไม่เป็น Automate ดังนั้นข้อมูลนี่ เอามาแชร์ร่วมกันจริง แต่เป็นแบบออฟไลน์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถจะประเมินสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่มีผู้ป่วยน้อย ๆ อยู่ ไม่ใช่ปํญหาใหญ่ครับ แต่ถ้าเกิดมีผู้ป่วยเยอะขึ้น ผู้เดินทางเยอะขึ้น ผู้ป่วยเยอะขึ้น อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มาก ดังนั้นนี่เกิดขึ้นในอนาคต ฟังก์ชันยังอยู่ แต่จะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ข้อมูลนะครบ ก็คือเส้นประสีแดงข้อมูลนี่ ทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงหากันหมด ไม่ใช่เป็นส่วนของไซโลของแต่ละภารกิจ แล้วก็มีหน่วยประมวลผลเป็น Real-time Data ตอนนี้เราทำได้ระดับหนึ่งแล้ว Input data เราสามารถนำอย่างที่ DDC-Care ทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าอย่าง อีกภาคหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือ Real-time input ตัวอย่างเช่น ผมบอกว่า ผมมีไข้ตอน 7 โมงเช้า ผมเพิ่งมารายงานสุขภาพตอน 6 โมงเย็น ระหว่างนั้นผมก็อาจจะมีความแพร่เชื้อกับคนอื่น ฝั่ง Input Data มันไม่ค่อย Real-time แล้วนะ ฝั่งเทคโนโลยีมัน Real-time มันประมวลผลได้แล้ว (ดร.ปรัชญา) ครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) เพราะฉะนั้น ความ Real-time Data นี่ ในอนาคตนะครับ ตั้งแต่การ Input มาจนถึงขั้นการแสดงผล (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ดังนั้นถามว่าในส่วนต่าง ๆ นะครับ ฟังก์ชันที่จะมาใช้เทคโนโลยี จะประกอบที่หลังบ้าน Skimming เทคโนโลยีที่จะ Skimming ว่าเราเดินผ่านหน้าตึกมานี่ ยังมีบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นตึกไหน ใช้การยิงเทอร์โมมิเตอร์นะครับ แบบสแกน ยิงหน้าผากบ้าง ยิงหูบ้าง แล้วแต่นะครับ หรือบางที่อาจจะเป็นอินฟาเรด Camera Infrared Camera สามารถ Detect ตัวนี้ถ้าอนาคตนะครับ สามารถส่งเข้ามาได้ว่า คนที่เดินผ่านเข้ามากี่คน มีใครบ้างที่อุณหภูมิสูงเกินกว่าที่กำหนด ซึ่งแบบออโตเมต ลองคิดดู เพราะว่าในปัจจุบันนี่ เรารับแค่คนที่เป็นเข้ามา บุคลากรยังเหนื่อย และเมื่อไรที่เราเปิดเป็นพื้นที่ Full Scale นะครับ ให้เขามานั่งเฝ้าหน้าจออย่างนี้ก็คงไม่ไหว (ดร.ปรัชญา) ถูกต้องครับคุณหมอ (นายแพทย์ ยงเจือ) ต้อง Automate มากขึ้น หรือแม้กระทั่งเข้ามาทางกักกันโรคคนจีนนะครับ เรื่องของการรายงานสุขภาพ หรือการรายงานไข้นี่ ก็ควรจะเป็น Automate Input ในอนาคต ครับ เรื่องของ CCU นะครับ หน่วยปฏิบัติการที่ไปสอบสวนโรค ควบคุมโรค ก็ต้องสามารถส่งข้อมูลตั้งแต่ออกไปปฏิบัติการได้เลย (ดร. ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) แบบ Real-time นะครับ การประมวลผลจะต้องคล้องจองกัน ดังนั้นถามว่าฟังก์ชันหลัก ๆ ควรจะมีอะไรบ้าง ผมพูดไปเมื่อสักครู่นะครับ ต้องยกระดับการ Screening ด่านและช่องทางเข้าออกกรุงเทพฯ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ข้อจำกัดในด้านของบุคลากร ด่านบางด่านนี่จะมีบุคลากรอยู่ด่านละ 2-3 ท่านนะครับ เพราะว่าเรามีบุคลากรทางด้าน Screening น้อย เรื่องของ Quarantine นะครับ ต้องมีการเชื่อมโยงประกันแห่งรัฐ รวมถึงของทางเลือก Alternative Quarantine State Quarantine รวมกันครับ Surveillance นะครับ ร่วมกับทางด้านของ สวทช. คือ เป็นระบบทางด้านระบาดวิทยานะครับ แต่ทีนี้นี่เอาข้อมูลมาเชื่อมโยงกันปุ๊บ จะไม่ใช่แค่ส่วนที่ Input เข้า DDC-Care แล้ว มันจะ Input นะครับ จากต่างประเทศ คนที่ลงทะเบียนเข้าออก เอามาบูรณาร่วมกัน เป็น Dashboard เดียวกัน ที่ผมพูดไปนะครับ เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติการควบคุมโรคที่เป็นพื้นที่ ข้อมูลที่ออกไปสอบสวนโรค อัตโนมัติอย่างรวดเร็ว เพื่อที่ใช้งานบันทึกให้น้อยลง (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เพราะช่วงที่เดือนมีนาคม เดือนเมษายน ผู้ป่วยเป็นร้อยราย ทางด้านควบคุมโรคนี่ แค่สอบสวนโรคก็ไม่มีเวลาทอย่างอื่นแล้ว ถ้าจะต้องมานั่งคีย์ข้อมูลบันทึกอีกก็ยากมากครับ และสิ่งที่อีก 2 อันฝั่งขวานี่ เกี่ยวข้องกับฝั่งซ้าย ทั้ง 4 ด้านเลยนะครับ แต่ว่าเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ เพราะว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่หลาย ๆ คนนี่นะครับ ปัจจุบันนะครับ ก็จะมีพวกอยากแฮ็กข้อมูลดูพอสมควรครับ (ดร.ปรัชญา) จริงครับจริง (นายแพทย์ ยงเจือ) มันก็มีความสุ่มเสี่ยงอยู่ (ดร.ปรัชญา) เป็นส่วนบุคคลทั้งนั้นเลย (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ ปัจจุบันนี่จะเห็นว่าในโซเชียลมีเดียนี่ อาจจะมีดาราบางท่าน ออกมาโพสต์ว่า เขาติดเชื้อนะ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าโรคนี้ ในช่วงหลัง ๆ มันไม่ใช่โรคที่น่ารังเกียจอะไร เพราะมีคนเข้าใจมากขึ้นนะครับ การที่ไปสนับสนุนกับทางกรมควบคุมโรค บอกว่าบ้านหลังนี้ป่วยอยู่นะครับ เหมือนกับลงประชาทัณฑ์ทางสังคมเลย รอบ ๆ บ้านรังเกียจมาก แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะมากแล้ว (ดร.ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้มันอยู่โดยเฉพาะโรคจะลำบากมาก แล้วก็เรื่องของการที่จะพัฒนาบุคลากรในการใช้เทคโนโลยีนี่ก็มีความสำคัญ เรามีเรื่องของเทคโนโลยีดีแค่ไหน คนใช้งานไม่เป็น ประโยชน์ก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น 2 ฝั่งขวานี่ จะเป็นสิ่งที่จะมาเสริม 4 ฝั่งซ้าย ที่ว่าเทคโนโลยีข้อมูล ระบบข้อมูลแบบ Real-time Data และกลยุทธ์ โดยมีความปลอดภัยและมั่นคงครับ (ดร. ปรัชญา) โอ้โห เป็นภาพรวมในการบูรณาการเทคโนโลยี รวมกับศาสตร์ทางด้านการควมคุมโรคระบาดอย่างแท้จริงเลยนะครับ เรื่องที่แม้แต่ตัวผมเองนะครับ ก็เป็นการเปิดโลกทัศน์จริง ๆ ครับ จริง ๆ มันไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่มันเป็นระดับฮาร์ดแวร์ บุคคลากรต้องลงไปสัมผัสกับผู้ป่วยจริง ๆ ความ เขาเรียกว่าอะไรนะครับ เป็นผู้ต้องสงสัยที่จะติดเชื้ออะไรแบบนี้ ก็เห็นใจบุคลากรทุกท่านที่ปฏิบัติงานในครั้งนี้ รวมถึงผู้พัฒนาระบบด้วยนะครับ ว่าเป็นสิ่งที่ใช้แรงกายแรงใจพอสมควรในการที่จะทำให้มันประสบความสำเร็จในระดับนี้นะครับ เอาล่ะครับ ต้องขอบคุณคุณหมอที่ได้เล่าถึงภาพรวมตรงนี้มากนะครับ ที่ได้เล่าถึง ภาพรวมในตอนนี้ เดี๋ยวตอนสุดท้ายนี้นะครับ ทั้ง ดร. เปิ้ล และ ดร. มอส แบ่งปันประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ DDC-Care ตรงนี้นะครับ มันถูกบังคับด้วยเงื่อนไขของเวลา และถูกบีบบังคับด้วยตลอดเวลา ทีนี้นี่ ทางทีมนี่ มีการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไรครับ ช่วยแบ่งปันประสบการณ์ให้นิดหนึ่งครับ (ดร.นัยนา) ก่อนอื่นนะคะ ก็ต้องขอกระซิบนิดหนึ่งนะคะ ว่า DDC-Care ในส่วนที่ทีมรับผิดชอบจะเป็นในส่วนของ Dashboard แล้วของดร.มอสเป็น Application นะคะ ถือว่าเป็นตัวแรกเลย ที่เราสามารถนำขึ้นระบบได้ภายใน 2 สัปดาห์นะคะ (ดร.ปรัชญา) ครับ (ดร.นัยนา) นะคะ ปกติใช้เวลาเป็นหลักเป็นปีเลย แต่เราก็สามารถที่จะนำขึ้นมาได้ใน 2 สัปดาห์ เพราะว่าจริง ๆ อยากจะเล่าให้ฟังว่า ในการพัฒนาตัว Application หนึ่ง ๆ ที่จะให้ได้ตอบโจทย์นะคะ และเป็นมิตรต่อผู้ใช้ มันจะต้องผ่านกระบวนการขั้นตอน หลายขั้นตอนเลยนะคะ คือ เริ่มต้นมาจากว่า 1. เราจะต้องไปรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ วิเคราะห์ความต้องการต่าง ๆ ออกแบบระบบนะคะ ออกแบบหน้าจอด้วยนะคะ ทำพวก UX UI เขียนโปรแกรมทั้งฝั่งหน้าบ้านและหลังบ้าน แล้วก็ทดสอบฟังก์ชันการทำงานใช่ไหมคะ แล้วก็ทดสอบในเรื่องของประสิทธิภาพของระบบด้วยว่าสามารถ Test ได้เท่าไร แต่ทีนี้ในส่วนของ DDC-Care Dashboard จากที่ได้ ได้เกิ่นไปคร่าว ๆ 1 นี่ เป็นเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ ตัวของ Dashboard จะต้องมีการรักษามีความเป็นตัวตนของข้อมูลความเป็นส่วนตัวของบุคคลให้ได้ แล้วก็ข้อมูลที่ได้มาจากฝั่งตัวแอปฯ นะคะ เราได้มาระดับหนึ่งนะคะ แต่เราเชื่อว่า จากที่ใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ เราคิดว่าแน่นอน ข้อมูลไม่มีทางนิ่ง COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่เป็นความรู้ใหม่ อาจจะมีอะไรเติมเข้ามาได้อีก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ DDC-Care Dashboard จะต้องเน้นในเรื่องของ Flexibility ก็คือข้อมูลที่เติมเข้ามา เพิ่มเข้ามาได้ แล้วก็จากที่ทุกท่าน คุณหมอ แล้วก็ ดร.มอส ได้เล่าให้ฟังว่าจะต้องเน้นในเรื่องของการมีกลุ่มเสี่ยงเข้ามาเยอะ ๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ซึ่งเราประมาณคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นหลักหมื่น หลักแสน ตัว Dashboard นี่เราจะต้องรองรับข้อมูลที่ Stream อย่าง Scale ได้ สามารถที่จะสเกลกับข้อมูลที่จะเข้ามาเป็นหลักหมื่นหลักแสนได้นะคะ ตรงนี้จะเห็นว่า การที่จะได้มาซึ่งตัว DDC-Care Dashboard เพื่อนำเสนอข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ให้สามารถดำเนินติดตามแล้วก็ประเมินความเสี่ยง เราจะต้องจัดการในเรื่องของ Data privacy และ Security แต่ว่า เราสามารถดำเนินการได้ภายใน 2 สัปดาห์นะคะ ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายและก็เป็นอันแรก ก็ได้นะคะ ที่ Deliver ออกมา ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในส่วนตรงนี้ที่เราสามารถดำเนินการได้ก็คือว่า เรามีเทคโนโลยีพร้อมใช้งานนะคะ (ดร.ปรัชญา) ครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) เรามีตัว Big Stream ที่เป็นตัว Data Platform ที่เป็นตัวข้อมูล แล้วก็การจัดเก็บข้อมูล และเราอีกตัวหนึ่ง ก็คือตัว I am นะคะ แล้วก็จัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลในเรื่องของ Dashboard จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลของกลุ่มเสี่ยงที่เข้ามาในระบบนะคะ เปิดเผยเจ้าหน้าที่ใช้ในการติดตามได้อย่างเหมาะสมนะคะ ในส่วนตรงนี้เรามีตัวเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน นอกจากนั้นเรามีประสบการณ์ ประสบการณ์ร่วมกับคุณหมอยงเจือด้วย (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับผม (ดร.นัยนา) นะคะ ก็คือจะมีทั้งคุณหมอ ยงเจือ ที่เป็น CIO ของ COVID-19 นะคะ ที่เราพัฒนาตัว TanRabad ขึ้นมา เพื่อใช้ในการติดตามสถานการณ์ไข้เลือดออก คือเราพัฒนาตั้งแต่ปี ร่วมกับคุณหมอมาตั้งแต่ 2558 แล้วก็ใช้งานจากปี 2559 จนถึงปัจจุบันนะคะ ก็เดี๋ยวขออนุญาตคลี่ให้เห็นนะคะ ว่าข้างในลึก ๆ ที่เรา เรื่องของความท้าทายในเรื่องของเวลา TanRabad ขอนำเสนอในเรื่องของตัว Architecture นะคะ เราใช้ Big Stream จาก Layer 3 จากบนนะคะ มาเป็รตัวรับข้อมูล เรารับข้อมูลจากกรมควบคุมโรคจากทางซ้ายมือ ข้อมูลที่ทางกรมเขาจะเรียก R506 เป็นข้อมูลการเฝ้าระวังโรค ซึ่งก็คือข้อมูลผู้ป่วยไข้เลือดออกนั่นเองนะคะ เราก็ใช้ Big Stream นี่มาของทางกรมฯ นะคะ แล้วก็เราจะมีตัวแอปพลิเคชันที่อยู่หน้าบ้านหลังบ้าน โดยจะแบ่งเป็นเลเยอร์ เรามี BigStream และพอ BigStream ได้รับข้อมูลมา ที่เป็นข้อมูลผู้ป่วย เราพัฒนา Application ภาชนะขังน้ำ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ข้อมูลจากตัวแอปพลิเคชันที่ให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจจะส่งมาที่ BigStream แล้วก็จากนั้นก็จะถูกส่งมาทางล่างสุด ก็ช่วยในการประมวลผลดัชนีทางกีฏวิทยา ดูประมวลผลจำนวนผู้ป่วย ทำ Cluster ตาม เขาเรียกว่าอะไร ตามหลักการที่คุณหมอได้เล่ามาของไข้เลือดออกนะคะ เรามี Data warehouse Dimension ต่าง ๆ นะคะ (ดร. ปรัชญา) ครับ (ดร. นัยนา) เรามีการใช้ข้อมูลเป็นทั้ง No SQL แล้วก็ SQL แล้วก็ในส่วนข้างบนสุด ก็คือ Layer Apllication ซึ่งจะต้องมีหลายแอปพลิเคชัน เพื่อตอบโจทย์กับผู้ใช้ที่มีคนละบทบาท ถ้ากีฏวิทยาก็จะมีแบบสำรวจนะครับ ระบาดนะคะ ก็ใช้เป็นตัวสถานการณ์คือเราก็พัฒนา Application ให้สอดคล้องของผู้ใช้นะคะ เราจะมี API เชื่อมต่อระหว่างฝั่งบนนะคะ เพื่อช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งบนนะคะ ฝั่ง Font มายังข้อมูลข้างล่าง เพื่อเอาข้อมูลไปใช้งานนี่ เราจะต้อง Connect กับตัว IAAM ที่อยู่ซ้ายมือสุดนะคะ เพื่อ 1 ยืนยันตัวตน แล้วก็ Profile นะคะ รวมถึงตัว Policy ข้อมูล และตัว API นี่เราได้ข้อมูลมา เราจะคัดกรองข้อมูลอย่างเหมาะสม ให้ได้เพื่อส่งขึ้นไปยังหน้า Application ทุกครั้ง เพื่อการแสดงผลนะคะ (ดร.ปรัชญา) ครับ (ดร.นัยนา) นีjจะไม่ใช่ ส่วนใหญ่ข้อมูลที่มาแสดงผลเรื่องของข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว จะไม่มีเรื่องของของบุคคลนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำก็คือเราใช้ตัวนี้มาคัดกรองเพื่อเอาข้อมูลที่ได้เหมาะสม ส่งให้ Personalize เพื่อให้เปิดมาปุ๊บ เมื่อเห็นข้อมูลที่เหมาะสมกับเขา แทนที่เขาจะต้องมาเลือก Criteria ให้เสียเวลา เราก็นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้เขาก่อน จากนั้นเขาอยากจะดูข้อมูลของเขตไหน จังหวัดไหน ก็อนุญาต ก็ดูเพิ่มเติมได้ เราก็คิดว่าจากการทำงานของ TanRabad ตรงนี้ ค่อนข้างสอดคล้องกับตัว DDC-Care Dashboard ที่จะได้รับเข้ามานะคะ เราก็ให้ทีมงานทำการโคลนนิ่งเลย เราไม่อยากให้กระเทือน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อนะคะ เราก็ทำการโคลนนิ่งตัว TanRabad ตัว IAAM นะคะ จากนั้น ตัว Layer ต่าง เดิมนะคะ แต่เพียงแต่ว่าในส่วนตรงนี้เราจะต้องนะคะ 1. ทางด้านซ้ายมือก็จะมีตัว DDC-Care แอปฯ นะคะ เพื่อส่งข้อมูล ข้อมูลลงทะเบียน ข้อมูลพิกัด แล้วเราเอาเข้ามูลมานี่ เราก็มาเก็บใน BigStream เนื่องจากว่ามี Storage นะคะ ก็ใช้ความสามารถขอตัว Database ข้างนอกด้วยนะคะ แล้วข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้เข้ามานี่ เราก็มาจัดการให้อยู่ในรูปมาตรฐานที่จะเอาออกไปแสดง ประมวลผลเสร็จร้อยเรียงออกมาเป็นชุดชุดหนึ่งนะคะ แล้วก็เอาไปวางไว้ที่ตัว BigStream จากนั้นตัว API ก็จะดึงตัว BigStream ไปยังตัว Dashboard จาก Profile แล้วก็ Attribute User Attribute แล้วก็ Policy จริง ๆ User อื่น ๆ ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เขาไม่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น สคร. 2 สคร. 2 นี่ก็คือสำนักงานป้องกันและควบคุมโรคเขต 2 นะคะ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) ก็คือประมาณจังหวัดพิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อย่างนี้ (ดร.ปรัชญา) เฉพาะพื้นที่ของเขาเท่านั้น (ดร. นัยนา) ใช่ค่ะ เฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ไปพักในเขตเขาเท่ถ้าเป็น สสจ. จังหวัดตาก ก็จะเห็นข้อมูลเฉพาะของจังหวัดตาก (ดร.ปรัชญา) ครับผม (ดร.นัยนา) ก็ตั้งแต่ระดับประเทศ เขตจังหวัด อำเภอ ตำบล รวมถึงระดับโรงพยาบาลนะคะ (ดร.ปรัชญา) ครับผม (ดร.นัยนา) ก็คือเราพยายามจัดการสิทธิ์ให้ได้ตามนี้นะคะ ที่มาว่า 1. นี่เรามีตัวเทคโนโลยีพร้อมใช้ BigStream IAAM เรามีประสบการณ์ในการทำ TanRabad เราก็เลยสามารถที่จะ Deliver งานให้กับคุณหมอได้ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งค่อนข้างสาหัสมาก ๆ ทำเอาทีมงานเครียดไปเลยนะคะ แต่ว่าก็มีความสนุกไปกับการพัฒนาตรงนี้ (ดร.ปรัชญา) ครับผม (ดร.นัยนา) แล้วก็ถัดไปนะคะ พอเรา Deliver ไป 2 สัปดาห์เสร็จแล้ว ก็คือ Priority ตามที่คุณหมอเลือก เพราะว่ามันก็มีหลากหลายเรื่อง เรารู้อยู่แล้วว่าเราไม่สามารถดำเนินการได้หมด คุณหมอก็เลือกมา เราก็ Deliver ตามที่คุณหมอต้องการได้ ได้นะคะ ในระหว่างการใช้งาน ว่า COVID-19 มันเป็นองค์ความรู้ใหม่ เป็นอะไรที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาอยู่แล้วนะคะ ตัวนี้นะคะ ก็ขอในส่วนของ DDC-Care แอปฯ และในส่วนของตัวรับข้อมูลนะคะ คือในส่วนตรงนี้นะคะ เราจะนับข้อมูลที่เป็น Pre-data ส่วนตัวของกลุ่มเสี่ยงนะคะ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) ซึ่งตอนแรกนี่ แน่นอนเลย ประวัตินี่ ประวัติมีการเปลี่ยนแปลง มีการเพิ่ม Fill เข้ามา ตอนแรกนะคะ ก็คือจะมีว่า เป็นบุคลากรทางการแพทย์ไหม มีการพบปะกับนักท่องเที่ยวไหม พอองค์ความรู้มากขึ้น ตัวก็จะมีสีแดง ก็มีการเพิ่ม Field ที่เป็นสีแดง ๆ เพิ่มมากขึ้นนะคะ ตัวสุขภาพที่เดิมรายงานมาทุกวัน เดิมทีก็บอกว่ามีไข้ไหมก็ Yes No ไอ จาม ไหม คอ เจ็บ ไหม ก็เป็นแบบ Yes/No แต่ทีนี้ ตอนนี้มีการเพิ่มตัว Temperature อุณหภูมิเข้ามา ก็คือเหมือนเพิ่ม Field เข้ามาอีก ดำเนินการกับ BigStream BigStream ก็ยังดำเนินการเหมือนดำเนินการชีวิตปกติ BigStream ก็รับข้อมูลมาจะมีเพิ่มเติมมากน้อยแค่ไหน คือฝั่งที่เอาไปประมวลผลก็ต้องทำต่อไป แต่ใน BigStreame ก็ยังมีเหมือนเดิม คุณหมอก็มีการเพิ่มใช่ไหมคะ คุณหมอก็ยังไม่หยุดนิ่ง คุณหมอก็เพิ่มว่า เดี๋ยวมีกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มเสี่ยงไม่พอ แล้วก็มีประชาชน แล้วก็มีบุคลากรทางการแพทย์ที่ไปลงพื้นที่ ทำการสอบสวนโรคอย่างนี้นะคะ ก็มีความเสี่ยงด้วย คุณหมอก็อยากจะให้ใช้ DDC-Care App ให้บุคลากรเหล่านั้นใช้ DDC-Care แอปฯ แต่ว่าไม่ได้กำจัดอยู่ที่ 14 วัน ต้องแสดงไปเรื่อย ๆ ต้อง Input ข้อมูลเข้ามาเรื่อย ๆ นะคะ สิ่งตรงนี้เราก็ โอ.เค. ว่า เรามาสร้างตัว Job เหมือนกับมา Deploy บน BigStream เป็น API เพื่อให้รับข้อมูลเข้ามาได้ แล้วก็ทีมงานก็ ใช้เวลาไม่เกิน ในช่วง 3-5 นาทีก็สามารถ Deploy ตัว Job แล้วก็เปรียบเสมือนเป็น API จากฝั่งแอปฯ ได้เลยนะคะ แล้วก็ไม่พออีก กลุ่มเสี่ยงนี่ บางคน อาจจะไม่มี Smartphone ทั้งทีม ดร. มอส ก็ทำตัวหน้าเว็บแอปพลิเคชัน เจ้าหน้าที่นี่ทำการรายงานให้กับกลุ่มเสี่ยงเองด้วยนะคะ ก็คือเราจะต้องรับข้อมูล คือ 2 อาทิตย์แล้วมันไม่ได้อยู่นิ่ง น่าจะรวม 2-3 เดือน อะไรอย่างนี้นะคะ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) เราก็เอาระบบขึ้นตลอดนะคะ คือ ปรับ Feature เรื่อย ๆ นะคะ แล้วก็ในเรื่องของสิทธิ์มันไม่พอในเรื่องของข้อมูล มีเรื่องของสิทธิ์อีก เพราะตอนแรกคุณหมอบอกว่า ขอเอาแค่ระดับประเทศ เอ่อ เขต นะคะ แล้วก็จังหวัด แต่พอใช้ไปใช้มา คนเริ่มเข้ามาในระบบมากขึ้น เจ้าหน้าที่ในแต่ละเขต แต่ละจังหวัดก็ล้นมือ มีการแจกจ่ายภารกิจหน้าที่นี่ให้กับทางอำเภอ ตำบล เราก็จะต้องมาดำเนินการให้ได้ ว่าจัดการ บริหารจัดการนะ แต่เราไม่ได้เปลี่ยน User ใด ๆ นะคะ เราเปลี่ยนปรับ Policy ข้อมูลให้สอดคล้องกับ เขาเรียกอะไร หน่วยงานที่เขาสังกัดนะคะ ก็คือมีทั้งระดับตำบล แล้วก็ระดับอำเภอนะคะ แล้วก็นอกจากนั้นนะคะ ในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลที่ดูแลกลุ่มเสี่ยง คือ จะแบ่งเป็นโรงพยาบาลที่เป็นระดับตำบล ทั้งทั่วไป ศูนย์อะไรอย่างนี้นะคะ ถ้าเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปนี่ เขาจะมีสิทธิ์ที่จะดูข้อมูลกลุ่มเสี่ยงรับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพสต. นี่ จะต้องดู ดูไม่พอก็จะต้องดูกลุ่มกลุ่มเสี่ยงที่เขารับผิดชอบ แม้จะไปพำนักอยู่เขตนอกตำบลที่เขารับผิดชอบด้วย ซึ่งก็จะเห็นว่า Area base และ Hospital Base การเข้าถึง ก็คือเราก็ปรับปรุง Policy ในการเข้าถึงข้อมูล ก็คือมีพร้อมรับ มีเทคโนโลยีพร้อมรับ มันก็เลยลด Part ตรงนี้ เราไปได้ แล้วก็ทำให้เราสามารถที่จะจัดการแต่ละเลเยอร์อื่น ๆ ที่จำเป็นในการตอบโจทย์ DDC-Care Dashboard (ดร. ปรัชญา) โอ้โห (ดร. นัยนา) ก็ประมาณนี้นะคะ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี่ส่วนใหญ่การทำงานของทีมงาน ขอแชร์ประสบการณ์นิดหนึ่งว่า ในแต่ละ Layer เราต้องมโนบ้าง (ดร. ปรัชญา) จริงครับ (ดร. นัยนา) ถ้าเราไม่มโนนี่ ถ้ารอข้อมูล Final ก็มโน แต่ว่ามโนอย่างมีหลักการนะคะ ก็ค่อนข้างที่จะเป๊ะกับที่เราได้ดีไซน์ได้พอดีนะคะ (ดร.ปรัชญา) บางครั้งเราต้องคุยกับแม่ซื้อบ้าง ว่าในอนาคตล่วงหน้าใช่ไหมครับ ว่าข้อมูลจะตอบโจทย์อะไรได้อีก แล้วก็จะมีอะไรต้องทำ ถึงจะต้องออกแบบระบบไว้ล่วงหน้าเลย ครับ ครับผม ต้องขอบคุณพี่เปิ้ลมากเลยนะครับ ที่แนะนำที่เราไม่รู้มาก่อนนะครับ ในการพัฒนาระบบ ขออนุญาตใช้คำว่าไฟไหม้นะครับ มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องทันต่อสถานการณ์ การเอาระบบระดับนี้นะครับ ที่ใช้ระดับประเทศขึ้นไป 2 อาทิตย์ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก แต่กรมควบคุมโรคและสวทช. ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนะครับ ว่ามันเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ทั้ง 2 องค์กร พัฒนาระบบแบบนี้ขึ้นมานะครับ เอาล่ะครับ ฟังมาถึงตรงนี้แล้วนะครับ ผมเองก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับงานที่ ได้เห็นนะครับ แต่ว่าในขณะเดียวกัน คุณ KITTI AI นะครับ ที่จะนำมาถามวิทยากรณ์ทั้ง 3 ท่านนะครับ เดี๋ยวผมจะให้คุณ KITTI AI อ่านคำถามจากทางบ้านนะครับ ขอเรียนเชิญคุณ KITTI AI (คุณ KITTI AI) ขอบคุณครับ ดร. อาร์ม จากการฟังทั้ง 3 ท่าน ผมมีคำถามอย่างนี้ครับ คือ ในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ละท่านมีกระบวนการการพัฒนาระบบเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้างครับ เชิญท่านวิทยากรครับ (ดร. ปรัชญา) เดี๋ยวผมจะขอเริ่มจากคุณหมอก่อนแล้วนะครับ ขอเชิญ คุณหมอ ยงเจือ ก่อนแล้วกันนะครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) สำหรับการแก้ไขปัญหานะครับ กรมควบคุมโรคจะมีส่วนที่เป็นภารกิจหลักเลย เรียกว่า Front end operation คือการควบคุมโรค โดยพบปะกับคนจริง ๆ ครับ ซึ่งอันนี้ครับ เราต้องการเรื่องของเทคโนโลยีที่จะช่วยลดเวลาในการทำงานน้อยลง เราต้องไปคุยกับส่วนที่ไปทางด้านของทีมงาน สวทช. ว่าให้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อมาสอดรับ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้ เรามีเทคโนโลยีที่ทำกับพาร์ตอื่น ๆ อีก (ดร. ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) เรามีภารกิจอยู่หลาย ๆ ส่วน ที่เป็นจิ๊กซอว์กัน แต่ที่ทำให้เราสามารถติดตามผู้ป่วย ผู้สัมผัส ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็การแก้ไขปัญหาด้วยครับ อย่างที่เราคุยกันไปหลายรอบแล้ว การที่จะพัฒนา Application หรือ แพลตฟอร์มอะไรขึ้นมานี่ ถ้าเป็นเรื่องแพลตฟอร์มที่เอามาตอบโจทย์โรคสถานการณ์ที่เป็นภาวะฉุกเฉิน จะไม่เหมือนกับแอปพลิเคชันทั่วไปที่วางแผนไว้ 1 ปี แล้วก็เวอร์ชันแก้ Bug จะมีเวอร์ชัน 1.0, 1.1 นี่ ใช้เวลาหลายเดือนในการปิดเวอร์ชัน นี่ เป็นเวอร์ชันที่อัปเดตแทบจะทุกวัน (ดร.ปรัชญา) ใช่ครับ วันต่อวันเลยครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) บางทีผมเห็นใจทีมผู้พัฒนานะ เพราะบางทีไม่เอาแล้วครับ ซึ่งต้องขอย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนะครับ เพราะว่า จริง ๆ แล้วนี่ มันแก้ไขปัญหาเป็นหน้างาน สิ่งที่เคยต้องการ ไม่ต้องการใช้แล้ว ขอบคุณทางทีมงานมาก ที่อดทนกับ Requirement ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามากนะครับ แล้วก็ที่ ดร. เปิ้ล พูดขึ้นนี่ มโนอย่างมีหลักการ อันนี้ช่วยได้มากครับ เพราะว่าการทำงานจริงนี่ เราไม่สามารถจะมาคุยกันได้ตลอดเวลา แต่การมโนมันก็คือ Vision นะ เพราะดูอย่างมีหลักการครับ (ดร. ปรัชญา) ขอบคุณมากเลยครับคุณหมอ ต่อไปขอเรียนเชิญพี่เปิ้ลครับ (ดร. นัยนา) ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์นะคะ ก็คือคุณหมอก็แก้มานะคะ ก็คือคุณหมอ เราก็จะมีทีมงานตามเขตต่าง ๆ นะคะ การใช้งาน คือพอทำเสร็จปุ๊บ ก็ใช้งานนะคะ ก็อาจจะไม่ปิดรอยรั่วได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ เราก็จะเจอปัญหาหน้างาน ก็จะมีเหมือนบ่นไป หรือว่าใช้ไป หรือว่าแจ้ง Bug ความต้องการใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อให้การทำงานนี้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และคือพอดีเมื่อกี้ลืม ลืมเกริ่นถึงว่า ทั้งระบบ DDC-Care นี่จะไม่สำเร็จลุลวงด้วยดีนี่ ถ้าเราปราศจากตัวพันธมิตรของเรานะคะ (ดร.ปรัชญา) อ๋อ ครับ ครับผม (ดร.นัยนา) ซึ่งเราได้รับความปรารถนาดีจากหลายหน่วยงานเลย ไม่ว่าจะเป็นตัว DGA นะคะ หรือ i-bitz ที่เป็นตัวหน่วยงานเอกชน Support ในเรื่องของ Infrastructure ขอบเขตข้อมูลเชิงพื้นที่ แล้วก็แม้กระทั่ง longdo เขาบอกว่า ฟรีเลย เพราะว่าเราก็ต้องเอาข้อมูลและพิกัดไปส่งเข้าไปใน API ที่จะได้มาซึ่ง Place ย้อนรอยกลับไปได้ว่า เขาเคยไปในสถานที่ไหน ก็ถ้าไม่มี Partner เหล่านี้ งานก็จะไม่สำเร็จลุล่วงด้วยดี รวมถึงผู้บริหารที่ไฟเขียวนะคะ แล้วก็ช่วยกันค้นหาข้อมูลนักวิจัยต่าง ๆ นะคะ ที่ช่วยให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงทั้งทีมงานเอง ถึงทางทีมงานเอง 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง ไม่ได้หลับไม่ได้นอน Work Form Home ก็ Work ที่นี่กัน เพราะบางทีเราคุยกัน มันต้องอาศัย การเจอหน้ากัน แล้วก็ถ้าไม่เจอมันก็ไม่มีความสุข ต้องเจอหน้ากันหน่อยหนึ่ง แล้วก็คุยงานกันรู้เรื่อง แล้วก็ทางคุณหมอ ยงเจือ แล้วก็คุณหมอ ยงเจือ ในสนามรบจริง ๆ ค่ะ (ดร. ปรัชญา) ครับ ต่อไปขอเรียนเชิญพี่มอสเลยครับ (ดร. อนันต์ลดา) ก็เสริมจากที่ ดร. เปิ้ลพูดนะคะ เรื่องของพันธมิตรก็เป็นเรื่องสำคัญของทางด้านหน่วยงาน แล้วก็อันนี้ก็เป็นการรวมกันของศาสตร์แล้วก็ทางเทคโนโลยี ทางด้านการพํฒนาเอง ตัว DDC-Care Dashboard นี่ ก็จะมี BigStream ที่เป็นตัวให้ต่อยอดได้ใช่ไหมคะ เราจะมีด้านประสบการณ์ ด้านองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่เราเคยทำตัวทั้ง Application บนทาง Android แล้วก็ iOS มา เป็นตัวแอปพลิเคชัน แล้วก็ทำตัวของเว็บฯ อัปโหลดมาบ้าง เราก็เอาความรู้อันนี้ เอาแรงงาน แรงสมองของน้อง ๆ ก็คือจำได้ว่า ที่ทางหัวหน้าทีม ดร. โป้ง แจ้งกันนะ แล้วก็ทำนี่ ในอาทิตย์หนึ่งให้เสร็จ เขาโทรมา บอกว่าผมขอนะ เอาน้องทุกคนที่มีอยู่ในทีม ที่เราอยู่กัน โปรแกรมเมอร์ 10 กว่าคน ก็คือเท เทงานอื่นออกมาหมด แล้วก็เทแรงออกมาทำงานนี้ เทแรงนี่ออกมาช่วยงานนี้ แล้วก็นอกนั้นก็ยังมีด้านอื่น ๆ ก็จะมีนักภาษาศาสตร์ มีนักแปลที่มาแปล มี 4 ภาษานะคะ มีไทย อังกฤษ จีน พม่า เป็นทางแล็บของ ดร.อาร์ม เอง ที่เข้ามาช่วยทางด้านแปลภาษานะคะ แล้วก็มีอีกหลายส่วน รวมทั้งพอถึงเอาไปใช้งานจริง ผู้ใช้มีคำถาม เราก็จะมีทีมซัพพอร์ตของทาง NECTEC อย่างงานที่จะสำเร็จได้ภายในเวลาอันสั้น มันไม่ใช้เทคโนโลยีอย่างเดียว มันก็จะมีคน แล้วก็องค์ความรู้อื่น ๆ ประกอบที่ช่วยให้งานสำเร็จได้ (ดร.ปรัชญา) ใช่แล้ว เกิดจากความสามัคคีนี่ล่ะครับ เวลามีภัยคนไทยก็จะสามัคคีกันอย่างที่เห็นเกิดขึ้นได้ ภายในเวลาสั้น ๆ อย่างที่เห็นนี่ล่ะ ครับ โอ้โห คือผมเองฟังทุกครั้งนะครับ ก็อิ่มอกอิ่มใจ ว่าอิ่มอกอิ่มใจกับผลงานนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของกรมควบคุมโรค ผลงานเกิดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบโจทย์การควบคุมโรคระบาด และทาง สวทช. เอง ที่ได้สร้างเทคโนโลยีพร้อมใช้ สำหรับงานไฟลุกแบบนี้นะครับ ซึ่งอันนี้นะครับ รู้สึกประทับใจมากเลยครับ เอาละครับ เนื่องจากดูเวลาแล้วนะครับ ก็อาจจะต้องคำถามของตัวผมเองไปสักนิดหนึ่งนะครับ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะไม่ทันกันนะครับ เพราะฉะนั้นจะพาทุกท่านเข้าสู่ช่วงที่ 2 ของการสัมมนาแล้วนะครับ คือช่วง "แลหน้า" นะครับ และอันดับแรกนะครับ ผมจะขอเรียนเชิญ คุณหมอ ยงเจือ พี่มอส พี่เปิ้ลมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องของการเตรียมการ การรับมือ COVID-19 ในอนาคตนะครับ ขอเรียนเชิญครับ เริ่มจากคุณหมอก่อนแล้วกันครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ ก็อย่างที่ผมพูดไปในช่วงแรกนะครับ ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญนะครับ แต่ว่าตอนนี้ในภารกิจหลาย ๆ ส่วนยังไม่มีเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเหลือ อย่างที่ผมโชว์ภาพไปนะ ดังนั้นนี่ ถามว่าในอนาคตนี่เราต้องมีวิเคราะห์ระบบกันว่าเทคโนโลยีอะไรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ แล้วก็ในอนาคตนะครับ ไอ้เรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ผ่านมา เราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทั้งประเทศไทยนี่ รวมถึงหน่วยงานร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ดังนั้น เราจะไม่มีแค่ One man show เราจะมีทั้ง สวทช. ช่วยงานทำในส่วนนี้ หน่วยงานอื่นช่วยในส่วนนั้น นี่ต่างกันต่างต้องช่วยกันทำงาน ดังนั้นนี่สิ่งที่สำคัญมาก ก็คือเราจะต้องเชื่อมโยงระบบ และ Platform ต่าง ๆ เข้าหากันได้ นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นในอนาคตครับ (ดร. ปรัชญา) อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ คำว่า "แพลตฟอร์มกลาง" นี่เป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต เพราะว่าระบบดิจิทัลนี่จะเข้าไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง แล้วก็การเชื่อมโยงทุกส่วนเข้ามาบูรณาการในระดับภาคใหญ่เลยครับ เป็นระดับมหภาคครับ เห็นด้วยกับคุณหมอทุกประการเลยครับ เรียนเชิญพี่มอสก่อนแล้วกันครับ เรียนเชิญครับ (ดร.อนันต์ลดา) ที่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ที่พัฒนา 2-3 อาทิตย์นี่ ก็เป็นการพัฒนาระยะเวลาอันสั้นนี่ ก็ยังมีความขรุกขรัก ปัญหาในช่วงที่ผ่านมานี่ เราก็ได้ปรับปรุงจากปัญหา สิ่งที่เราเจอ จุดที่เราขาด ไอ้เรื่องระบบ เราต้องลงทะเบียนมาก่อน สมมุติว่าต้องลงทะเบียนเยอะ ๆ ณ จุดที่ว่าเขาต้องลงแอปพลิเคชันในการใช้งาน ก็อันนี้ก็ได้มีการปรับปรุงว่าเรา ในกรณีที่มีการเดินทางเข้าประเทศ การเดินทางเข้าเมืองนี่ เราก็จะมีพัฒนาระบบที่เรียกว่าเป็น pre-Register ก็คือลงทะเบียนมาก่อน พอมาถึงหน้างานปุ๊บ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลถูกต้อง ก็สามารถเข้าสู่ระบบและใช้งานได้ อันนี้ก็เตรียมความพร้อมไว้นะคะ สำหรับคนที่ใช้งานระบบมากขึ้นนะคะ แล้วก็มีอีกโจทย์หนึ่งที่เป็นเชิงเทคโนโลยีใหม่ ก็คือว่าถ้าสมมติอย่างที่ผ่านมา เราเลือกใช้ Mobile Application มันง่าย พัฒนาแล้วก็เรื่องของการติดตามตัวนี่ ในมือถือนี่มันติดตามได้อยู่แล้ว มันก็เลยมีคำถามว่า วางมือถือทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วตัวออกไปข้างนอก จะรู้ได้อย่างไรว่า ยังอยู่จริงหรือเปล่า ว่ายังอยู่จริงจุดช่องหนึ่ง ที่ในการพัฒนาจะมาปิดช่องโหว่ตรงนี้อย่างไร ก็จะมีอันหนึ่งที่เราทดสอบอยู่นะคะ ก็จะเป็นบริษัทเอกชน เป็น วริสต์แบนด์ NFC นะคะ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. อนันต์ลดา) คล้าย ๆ เป็นตัว เป็น Tag ที่ข้อมือ ถ้าไปโรงพยาบาลเอกชน บางทีก็จะมีนะคะ สามารถใช้ตัวนี้ร่วมกับแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันตัวว่าคนที่ที่มาถือมือถืออยู่นี่ หรือว่ามามีคำถามให้ตอบ ให้ยืนยันตัวหน่อยสิ จริงหรือว่าคนที่บ้านมา ส่งตำแหน่งหรือเปล่า อันนี้ถ้าเป็นลักษณะของ วริสต์แบนด์นี่ คนที่อยู่กับมือถือเป็นอันนี้ก็กำลังทดสอบการใช้งานอยู่นะคะ ในเชิงเทคนิค ดูว่าแล้วสะดวกไหม หรือว่าอุปกรณ์นี่ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องอยู่กับตัวคนตลอดเวลานี้ มันมีความคงทนหรือมันมีความไม่สะดวก เพราะว่าบางคนอาจจะแพ้ อันนี้ก็มีการทดสอบอยู่ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์ให้ได้มากขึ้นค่ะ (ดร.ปรัชญา) ครับน่าสนใจมากขึ้นนะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญที่เปิ้ลเลยครับ (ดร. นัยนา) ได้มีการหารือกับทีม A-MED เหมือนกันนะคะ ในการที่จะเอาสมาร์ตเทอร์โมมิเตอร์เข้ามา (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) เพื่อที่ว่า เมื่อมีการตรวจวัดไข้ข้อมูลที่จะ Real-time เหมือนเป็น IoT ส่งมาที่ตัวระบบได้ ทำให้เราสามารถที่จะเห็นเป็นแบบตรงไหนมันมีความพีคของอุณหภูมิ เราจะได้ทางหน่วย SR SR อะไรนะคะ CDCU ก็สามารถที่จะคอย Monitor นะคะ (ดร. รัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) ไข้ก็เป็ส่วนหนึ่งที่มีสันนิษฐานว่าจะเป็นโรค COVID-19 นะคะ รวมถึงทาง NECTEC สวทช. เอง ก็จะเป็นที่เป็นอุปกรณ์อินฟราเรดที่จะเป็นการวัดไข้หลาย ๆ คนพร้อม ๆ กันนะครับ พร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้าเขาสามารถส่งข้อมูลมาได้ก็จะเป็นอะไรที่สุดยอดมากนะคะ (ดร.ปรัชญา) ระบบ FaceSense สามารถเล่นกันได้ไหมครับ มีในตึกของ สวทช. ก็ถ้าเกิดสนใจก็เดินเข้าไป ในส่วนของที่เป็น รปภ. นะครับ เขาก็จะมีเป็นกล้องเล็ก ๆ นะครับ จับอุณหภูมิอัตโนมัติเลยนะครับ แจ้งอุณหภูมิเดี๋ยวนั้นเลยนะครับ เคยเข้าตึกไม่ได้ เพราะว่าเรื่องแบบนี้มาแล้วรอบหนึ่งนะครับ อุณหภูมิเกินไปจุดหนึ่งนะครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจไม่แพ้กันกับคำถามเมื่อสักครู่เลยนะครับ เราจะใช้ระบบ DDC-Care กับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตครับผม เดี๋ยวเราเรียนเชิญทั้ง 3 ท่านเลยนะครับ เริ่มที่คุณหมอ ยงเจือ เช่นเดิมครับ เรียนเชิญครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) จริง ๆ แล้วนะครับ ผมเชื่อว่า DDC-Care ไม่ใช่ระบบที่จะใช้มาเพื่อคุย เพราะตัวระบบนะครับ การใช้งานของเขานี่ เรื่องที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ตามกรมควบคุมโรคอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราใช้กับ COVID-19 เป็นแค่ตุ๊กตา เพราะจริง ๆ แล้วฟังก์ชันมัน มี 3 ฟังก์ชันหลัก ๆ 1. ดูว่า เขาอยู่ในสถานที่กักกันตัวหรือเปล่า (ดร. ปรัชญา) ครับผม (นายแพทย์ ยงเจือ) ซึ่งต่อให้เป็นโรคใหม่ Ebola หรือ ซาร์ส แม้กระทั่งการรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน อันนี้เป็นฟังก์ชันหนึ่ของ DDC-Care การควบคุมโรค อันที่ 2 ใช้ในการแทรกกิ้งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคไหน หรือโรคอื่น ๆ เราต้องการอยากรู้ว่าเขาไปไหนบ้าง กระจายเชื้อที่ไหนบ้าง อันนี้คือฟังก์ชัน Tracking 3. นะครับ เรื่องของการรายงานสุขภาพ จะเป็นโรคไหนก็ต้องรายงานสุขภาพ เพียงแต่เราจะดัดแปลง อย่างโรคทางเดินหายใจอย่างเช่น โรค ซาร์ส หรือว่า COVID-19 ที่ต้องถามเรื่องของไข้ การไอ แต่ถ้าเป็นโรคอื่น อย่างเช่นเป็นโรคอีโบลา อาจจะต้องเปลี่ยนคำถาม แต่ว่าเป็นฟังก์ชัน 1 ใน 3 นี้ ฟังก์ชันของ DDC-Care นี่ พร้อมใช้กับระบบทุกโรคอยู่แล้ว เพียงแต่ส่วนที่ 3 รายงานแต่ละโรคที่จะใช้อยู่ (ดร. ปรัชญา) อ่อครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) DDC-Care มันถูกแบบมาเพื่ออนาคตเรียบร้อยแล้วครับผม สุดยอดเลยครับ (ดร.ปรัชญา) ต่อไป เดี๋ยวขอเรียนเชิญพี่เปิ้ลครับ (ดร. นัยนา) ก็ในส่วนที่ทีมได้รับผิดชอบนะคะ เป็น DDC-Care Dashboard นะคะ แล้วนอกเหนือจากตัวนี้ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) เรา ทางทีม ได้ไปปรึกษานักพัฒนาซอฟต์แวร์นะคะ ที่ศูนย์วิจัยนวัตกรรมด้านสุขภาพ และป้องกันควบคุมโรค ของกรมควบคุมโรค ซึ่งวันนั้นเขาจะเชิญนักพัฒนาซอฟต์แวร์หมายจากหลายหน่วยงานเลยนะคะ รวมถึง Start Up ด้วย คุยกัน คือมันก็มีหลายบริบทมันก็มีเข้ามาช่วยนอกเหนือจากการกักตัวแล้วนะคะ แล้วสิ่งเหล่านี้ที่เราพูดคุยกัน เช่น เรื่องของ Data analytics ซึ่งในส่วนตัวแล้ว คิดว่าอย่างที่คุณหมอได้เกริ่นไปเมื่อครู่นี้นะครับ ต้องมีแพลตฟอร์มกลางนะคะ ขออนุญาตนะคะ ใช้ตั้งชื่อไว้ก่อนนะคะ อย่างไรก็ตาม ก็ปรับแก้ไขได้นะคะ จะเป็นแพลตฟอร์มการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาของโรคติดต่ออย่างบูรณาการนะคะ ซึ่งในส่วนตรงนี้นะคะ ก็ในส่วนแพลตฟอร์มนะคะ ก็จะถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือว่ามีระบบที่มีกรอบหรือว่าขอบเขตการทำงานของทางด้านระบาดวิทยา อย่างคร่าว ๆ นะคะ แล้วก็สนับสนุนให้มีการพัฒนาต่อยอด พัฒนาโมดูล และมาวางลงแพลตฟอร์มนะคะ ในส่วนตรงนี้ เราก็เลยลอง ลองร่างขึ้นมานะคะ อันนี้แค่ร่างนะคะ (ดร. ปรัชญา) อันนี้ร่างหรือครับ (ดร. นัยนา) ยังไม่ใช่จริง ก็ต้องตกลงกับทีมคุณหมอกรมควบคุมโรค และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็อาศัยองค์ความรู้ พบปะกับนักพัฒนาซอฟท์แวร์ต่าง ๆ รวมทั้ง ที่ทาง NECTEC กำลังทำ Data Platform นะคะ ก็เลยลองร่างตัวนี้ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นชั้นล่าง นะคะ ก็คือว่าเราก็รู้อยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลนี้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่ามากนะคะ ก็จะต้องมาขับเคลื่อนสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นในส่วนของ Layer ล่าง เป็น Data Ingestion มีการสามารถที่จะรับข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาในระบบ นำข้อมูลเข้า Platform อาจจะเป็นรูปแบบของ File System เองก็ตาม Data Base API หรือแม้กระทั่ง Mobile Phone หรือเป็น Smart มนุษย์ป้อนข้อมูล ก็สามารถที่จะส่งข้อมูลมา มีทั้งแบบ Real-time แล้วก็แบบ Static ก็มีหลากหลาย ก็ข้อมูลนี้ ก็เข้ามาสู่ในส่วน Ingestion เราจะมี Data ที่เก็บข้อมูลที่นำเข้าระบบ SQL หรือว่าจะเป็น JS ก็ตาม (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) ก็สามารถที่จะเพิ่มพอเอาข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาในระบบแล้วนี่ ของการจัดการคุณภาพข้อมูล ทำ Data Cleansing เพราะไม่อย่างนั้นก็เป็น Garbage นะคะ Standard ข้อมูลโรค ข้อมูลบุคคล (ดร. ปรัชญา) ครับ (ดร. นัยนา) ในเรื่องของการวินิจฉัยการประวัติเสี่ยงแล้วก็ยังมีอื่น ๆ อีก (ดร. ปรัชญา) ครับ (ดร. นัยนา) ตอนนี้ อย่างที่เรารู้ดีว่า มีแอปพลิเคชันเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเลยในยุควิกฤตของโควิด เพราะฉะนั้นถ้ามารวมกัน แน่นอนว่า ถ้าเรามาใช้งานร่วมกัน อาจจะยังไม่ได้ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) แต่ถ้าเราจัดการข้อมูลให้อยู่ในรูปมาตรฐาน ข้อมูลเหล่านี้ก็จะสามารถคุยแล้วก็ Interact คือบูรณาการร่วมกัน (ดร. ปรัชญา) มันจะเชื่อมโยงกัน (ดร. นัยนา) เราได้มาแล้ว เราก็ไปสู่ชั้นที่ทำงาน Process ทำการวิเคราะห์ต่อไป เราก็จะมี (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. นัยนา) เราก้จะมีข้อมูล Python ที่เขานิยมใช้ตอนนี้ เป็น Business Intelligence เป็นการพัฒนาโมเดล มาช่วยในการสร้างโมเดล หรือช่วยในการประมวลผลอย่างง่าย ๆ ก็คือตั้งแต่ง่าย ๆ ไปจนถึง 100 นะคะ ซึ่งโมดูล โมดูลก็เอามาวางในเรื่องของด้านแฟลตฟอร์ม ที่เราทำมาของ TanRabad จำเป็นต้องรู้ว่านับจำนวนผู้ป่วย เพราะแต่ละแอปฯ นับที่แตกต่างกันไป อย่างไข้เลือดออกนี่ ไม่ใช่แค่เราไปแล้วไป Visit 2 โรงพยาบาล มันจะต้องมีช่วง Timeline ต้องห่างกัน 1 ปี มันถึงจะนับเป็น 1 Line แต่ละโรคก็จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน มีการประมวลผลกันเป็นกลุ่มก้อน ก็ถือว่ามีการระบาดเกิดขึ้น เราก็ต้องชี้ชัดให้ได้ว่านี่คือ Cluster นะ มีการทำ Detection ก็อันนี้ก็คือเชิญชวนว่าถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอก็จะสามารถที่จะใช้ Detection มันจะถูกเข้ามาในระบบ เหมือนเป็นการไหลเวียนของโลหิตนะ ว่าข้อมูลเข้ามามีการประมวลผล แล้วเอาข้อมูลไปเก็บที่ Data Rack เราก็สามารถที่จะเอาข้อมูลนี่เข้าสู่ฝั่ง Application ก็ในส่วนของข้อมูลเราก็จะมีมากเลย ทั้งข้อมูลดิบ ข้อมูลที่ Process แล้วนะคะ ถ้าอันไหนที่เป็นข้อมูลเปิดได้ การเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์สูงสุดนี่ เราก็จะคงมีเรื่องที่ต้องทำเป็น Open Data ฝั่งชวามือ ก็จะมีเรื่องของ Identity management แล้วก็เรื่องของการเข้าถึงข้อมูล มีเรื่องของ API ในเรื่องของการจัดการข้อมูล มันมีมากมายมหาศาลแล้ว เราก็สามารถเชิญชวนมาทำนวัตกรรมได้ Start Up มาทำเรื่องของ Application ให้ประชาชนะคะ ส่วนของฝากของเขาเอง บางทีมันมีเรื่องของ Identity ของบุคคล อาจจะต้องเป็นเฉพาะกิจ แล้วก็เป็นแอปพลิเคชันฝั่งเฉพาะกิจ เจ้าหน้าที่ทางฝั่งสาธารณสุข ก็จะมี 2 ประมาณนี้ค่ะ (ดร. ปรัชญา) น่าสนใจมากเลยครับ ทางฝั่งพี่มอสมีอะไรจะเสริมไหมครับ เชิญเลยครับ (ดร. อนันต์ลดา) ก็นิดเดียวนะคะ อย่างที่คุณหมอพูดไปว่าตัวแอปฯ เองของ DDC-Care นี่ ออกแบบมา พร้อมไว้สำหรับโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่ออื่น ๆ อยู่แล้ว ที่มันจะมีฟังก์ชันครบ นิดหนึ่งก็คืออย่างชื่อ ที่เราตั้งกัน คิดชื่อ ตอนแรกโควิดไหม ไวรัสไหม เรามองยาวมาตั้งแต่ชื่อแล้ว ก็เลยให้เป็นกลาง ๆ ก็คือใช้เป็น DDC ก็คือ Department ของกรมควบคุมโรค คือช่วยในการดูแลเรื่องของโรคติดต่อนี่นะคะ แล้วก็ เวอร์ชันอื่น ๆ จำนวนวัน ก็มีการปรับได้ การกักตัวนี่ก็สามารถกักได้ จบรอบไปแล้ว เจอมีความเสี่ยงใหม่ เจอรอบกักตัวใหม่นี่ ระบบก็ต้องรองรับได้ รวมทั้งคำถาม พัฒนาว่า ถ้าคำถามมีการเปลี่ยน เราก็ลิงก์กับชุดคำถาม ซึ่งตอนนี้ก็เป็น Open data ดึงเข้ามาแล้วสามารถเปลี่ยนคำถามได้ตามสถานการณ์ ซึ่งอันนี้ก็ออกแบบไว้รองรับแล้ว คือ เรียกง่าย ๆ นะครับ ว่าแพลตฟอร์มที่เห็นตรงนี้นะครับ เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นตั้งแต่ต้นน้ำ แบบที่เป็นแบบระดับที่เป็นอัตโนมัติ พิมพ์ด้วย แล้วก็ทำจนถึงปลายน้ำ คือ เป็นแอปพลิเคชันออกมาแล้ว ทำกันทุกภาคส่วนน่ะครับ ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ แล้วก็นักระบาดวิทยา และผู้ที่ทำ E Machine นี่ ก็เข้ามาจัดการกับเรื่อง Analytics ตรงนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มองไปได้ถึงอนาคตเลยนะครับ น่าจะตอบโจทย์ของโรคอุบัติใหม่ได้เป็นอย่างดีนะครับ เอาล่ะครับ ถึงตรงนี้นะครับ เมื่อกี้นี่นะครับ คุณกิตตินี่ ก็มีความครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะถามวิทยากรอีกแล้ว เดี๋ยวผมจะตัดสายไปทางคุณ KITTI AI ให้ช่วยถามคำถามกับวิทยากรทั้ง 3 ท่าน คุณกิตติมีอะไรจะถามไหมครับ เชิญเลยครับ (คุณ KITTI AI) หลังจากที่ฟังการสัมมนา เหลียวหลัง สู่แลหน้า ผมเกิดคำถามว่าเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันครับ ท่านวิทยากรครับ ในอนาคตนี่ถ้าเกิดมีการระบาดคล้าย ๆ กับ COVID-19 ที่กำลังเผชิญอยู่ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือมากน้อยแค่ไหนครับ (ดร. ปรัชญา) ครับ ขอบคุณมากเลยครับ คุณกิตติครับ เราก็ทำเหมือนรายงานข่าวนะ ทั้งนี้นะครับ ผมจะลองให้พี่เปิ้ลนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะให้ได้ลองเสนอนิดหนึ่งครับ เชิญเลยครับ (ดร. นัยนา) เมื่อสักครู่นี้นะคะ ถ้าเรามีแพลตฟอร์มที่เป็นแพลตฟอร์มกลางนะคะ ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน (ดร. ปรัชญา) ครับ (ดร. นัยนา) ก็จะสามารถให้การรับมือนี่ สามารถดำเนินการได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีแพลตฟอร์มกลาง ทุกอย่างไม่ใช่เป็นไซโลเป็นปัจจุบัน (ดร.ปรัชญา) ครับ ถ้าระบบเป็นไซโล ก็คือจะแยกตัวใครตัวมันหมดเลย แต่ถ้าเราเอาข้อมูลมาบูรณาการกันนี่ ก็จะทำให้เกิดการหยิบข้อมูล และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน แล้วก็ประสานงานได้เป็นอย่างดีใช่ไหมครับ ทางพี่มอสมีอะไรจะเสริมไหมครับ (ดร. อนันต์ลดา) ถ้าอย่างมอสที่พัฒนามานะคะ เราสามารถทำได้ 2-3 สัปดาห์ เราจะเห็นตัวอย่างอย่างในต่างประเทศ อย่างในคุณหมอได้นำเสนอ อย่างทางจีนและเกาหลีใต้นี่ ก็คือใช้ได้เลย ในครั้งถัดไปนี่ ในครั้งถัดไปนี่ เราคงไม่ต้อง... ไปนิดหน่อย พอเกิดขึ้นมาปุ๊บนี่ เราก็สามารถนำระบบมาใช้ได้ในทันที (ดร. ปรัชญา) คุณหมอต้องมีอะไรเสริมแน่ ๆ เลยครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ผมดีใจมากเลยครับที่ได้ยินดร.มอสพูดอย่างครั้งต่อไปผมสามารถใช้เวลา 2 วันได้ใช่ไหมครับ (ดร.ปรัชญา) ครับ และทีนี้ คุณหมอท่านบอกมาแล้วนะครับ 2 วันได้ใช่ไหมครับ เราจะลองดูนะครับว่า 2 วันได้หรือเปล่า ผมภาวนาไว้นะครับ ว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์โรคระบาดแบบนี้อีกเลยนะครับ กับประชาชนพอสมควรนะครับ เอาล่ะครับ ขอบคุณคุณกิตติและวิทยากรทั้ง 3 ท่านมากเลยนะครับ ลำดับถัดไปก็จะเป็นช่วงของคำถามจากทางบ้านนะครับ เดี๋ยวเราจะนำเข้าสู่คำถามแรกจากทางบ้านครับ ขอเรียนเชิญ คุณ KITTI ได้เลยครับ มีคำถามจากทางบ้านไหมครับ (คุณ KITTI AI) มีคำถามจากคุณผู้ชมจากทางบ้าน หลายช่องทางเลยครับ ดร. อาร์ม ทั้งทาง Facebook และ Youtube แต่ด้วยระยะเวลาจำกัด ผมขอหยิบยกคำถาม 3 คำถาม และเป็นประโยชน์นะครับ (ดร.ปรัชญา) เชิญได้เลยครับ (คุณ KITTI AI) เรามาเริ่มคำถามแรกกันเลยครับ คำถามนี้มาจากคุณศศิธรครับว่า อยากถามความเห็นคุณหมอและวิทยากรทุกท่าน ว่าหากเกิดโรคติดต่อเกิดขึ้น สามารถติดตามสถานการณ์ใน Application เดียวได้หรือไหม (ดร. ปรัชญา) Application เดียวเลยครับคุณหมอ ขอเชิญเลยครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ครับ ถ้าถามว่ามีโอกาสไหมนะครับ ก็ต้องบอกว่ามีโอกาส เพราะว่าไม่มีอะไรที่มันเป็นไปได้ ไม่ได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ผมเชื่อว่า Application ที่จะเป็นแบบ One Man Show นี่ คงเป็นไปได้ยาก เราไม่ต้องการ One Man Show ดังนั้น อาจจะบอกว่า โอ.เค. นะครับ ทีมที่ 1 ทำงานพาร์ตนี้ เพราะภารกิจเราไม่ได้มีภารกิจเดียว และผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะเป็นไปในอนาคตนี่ ไม่ควรจะเป็น Application เดียว มันควรจะเป็นที่สามารถช่วยกันทำงานแล้วมากกว่าที่เป็นเพียงแอปพลิเคชันเดียวครับ (ดร. ปรัชญา) พี่เปิ้ลมีอะไรจะเสริมไหมครับ (ดร. นัยนา) เป็นคำตอบเดียวกับคุณหมอค่ะ เป็นแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ 1 Application 1 แพลตฟอร์มแต่มีหลาย Application ฟังก์ชันงานของเจ้าหน้าที่นะคะ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะโหลดหนักมาก (ดร. ปรัชญา) แล้วทางพี่มอสล่ะครับ (ดร. อนันต์ลดา) ก็อยากที่พี่เปิ้ลบอกนะคะ ทำได้ไหม Application เดียวทำได้ทุกอย่าง แต่ว่าการใช้งานจะเหมาะไหม สำหรับทั้งในของผู้ใช้เองอย่างที่บอกว่าแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ โหลดช้า พื้นที่ไม่พอ เช่น คำต้องกรอกแค่อย่าง 2 อย่าง สุขภาพ แต่ว่าถ้าในแอปฯ มีฟังก์ชันอื่น สำหรับคนกลุ่มอื่นอีก กับผู้ใช้อาจจะอย่างที่บอกว่าเป็นแอปพลิเคชัน ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ แต่ว่าแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มเดียว (ดร. ปรัชญา) ทุกท่านตอบไปในทางเดียวกัน คือแพลตฟอร์มกลาง ต่อไปนะครับ เพื่อให้เกิดแพลตฟอร์มที่แข็งแรงนะครับ ทุกอย่างเข้ากนได้นะครับ เพื่อให้ตอบโจทย์ตามฟังก์ชันของแต่ละอันได้นะครับ เอาล่ะครับ คุณกิตติครับ ได้ข่าวว่ามีคำถามเหลืออีกใช่ไหมครับ ขอเชิญคุณกิตติเลยครับ (คุณ KITTI AI) สำหรับคำถามที่ 2 นะครับ ดร. อาร์ม เอามาจาก Facebook NECTEC ครับ โดยคุณปริตา อินทรลักษณ์ ว่า ทำไมไทยเราจึงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในเมื่อต่างประเทศก็มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีครับ สอบถามวิทยากรว่า (ดร. ปรัชญา) เป็นคำถามที่หินทีเดียวนะครับ เป็นคำถามจากทางบ้าน อันนี้ต้องคุณหมอแล้วนะครับ คุณหมอน่าจะเป็นเจ้าภาพเลยครัน (นายแพทย์ ยงเจือ) เรื่องของการควบคุมโรคนะครับ ตัวเทคโนโลยีหมอบอกว่าตัวเทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันโรคได้นะ ไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่ตัวเทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น ต่อให้เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงมาก แต่ว่าในการ Front end เทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันโรคได้ นี่คือคำตอบว่าทำไมยังไม่สามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดีครับ การป้องกันโรค จะต้องมีเทคดนโลยีเข้ามาช่วย ประเทศไทยโชคดีมากครับ เรามีทั้ง 2 ฝั่งครบ เรามีทั้งฝั่งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และมีฝั่งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมครับ ตัวอย่างที่เรื่องของการ Operation ที่มีคุณภาพกันนะครับ ทั้งฝั่งที่เป็นภาครัฐและภาคประชาชนนะครับ (ดร.ปรัชญา) ครับ (นายแพทย์ ยงเจือ) ภาครัฐ เราออกเป็นมาตรที่จะต้องมีมาตรการ 1 2 3 4 ต้องมีประชาชนร่วมมือด้วยนะครับ การมีออกมามีมาตรการในการควบคุมโรค โรคจะไม่สามารถควบคุมโรคได้เลย ตัวอย่างเช่นนะครับ บางประเทศที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงประชาชนนี่บอกว่า หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้านี่ ใส่เมื่อมีอาการป่วยเท่านั้น ช่วงแรก ๆ เราก็จะได้ยิน ถ้าไม่ป่วยไม่ต้องใส่หน้ากาก เป็นอย่างไรครับ ระบาดเถิดเทิงเลยครับ เรามีความตื่นตัว ความอนามัยส่วนบุคคล ใส่หน้ากากอนามัย การทำ Social Distancing การล้างมือ แค่นี้นะครับ ผมบอกได้เลยว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรค เป็นอย่างดีมาก สิ่งที่เป็นประจักษ์พยานชัดเจนเลยนะครับ ทุกปีเราจะมีไข้หวัดใหญ่ระบาดมาก แต่พอเรามี COVID-19 นะครับ ทั้ง COVID-19 และไข้หวัดใหญ่ เราป้องกันโรคเหมือน ๆ กัน นะ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากาก การล้างมือ การ Social Distancing ทั้งปอดบวม ทั้งไข้หวัดใหญ่ลดลงอย่างชัดเจน ทั้งที่จริงเราบอกควบคุมโรคโควิดนะ แต่ถ้าโรคนั้นมันได้ผลประโยชน์ไปด้วยนะครับ ดังนั้น ที่ถามว่าคุณกิตติได้คำถามมาว่าทำไมเราจึงควบคุมโรคได้ 1. เรามีเรื่องของ Operation ที่มีประสิทธิภาพทั้งภาครัฐและความร่วมมือกับประชาชน อันที่ 2 เรามีพันธมิตรที่เข้มแข็ง และนำเทคโนโลยีครับ (ดร.ปรัชญา) โอ้ เป็นภาพที่ชัดเจนมากนะครับ ว่าทางภาครัฐจะทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนอย่างแข่งขัน ถึงจะสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ขนาดนี้นะครับ ก็เป็นที่น่าภูมิใจระดับหนึ่งนะครับ ที่เราทำได้ขนาดนี้ครับ พี่เปิ้ลมีอะไรจะเสริมไหมครับ ไม่มีนะครับ โอ.เค. ครับ ถ้าอย่างนั้นนะครับ ผมจะถามคุณกิตติอีกรอบหนึ่งนะครับ มีอีก 1 คำถามจากคุณกิตติ มานะครับ คุณกิตติครับ มีคำถามอะไรไหมครับ (คุณ KITTI AI) มาถึงคำถามสุดท้ายครับ ดร. อาร์ม ผู้ชมทาง Youtube NECTEC ถามมาว่า มีผู้ใช้ DDC-Care แล้วเท่าไร แล้วมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ แอปฯ และ Dashboard ได้เร็วครับ (ดร. ปรัชญา) โอ้โห มีผู้ใช้เท่าไร แล้วมีปัจจัยอะไรที่ Dashboard มันเกิดขึ้นได้เร็วครับ อันนี้จะต้องเป็นพี่เปิ้ลแล้วครับ เชิญพี่เปิ้ลเลยครับ (ดร. นัยนา) ค่ะ ก็ผู้ใช้งานอยู่ที่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ในระดับส่วนกลาง ส่วนเขต จังหวัดอำเภอ ตำบล แล้วก็โรงพยาบาลนี่ ก็มีร่วม 300 ราย ที่ Register ที่เขามาระบบเรา แล้วก็ในการที่ทำ Dashboard ได้เร็วอย่างที่เกริ่นไป คือขอสรุปว่าเรามีเทคโนโลยีพร้อมใช้ มีตัว BigStream แล้วก็ตัว IAAM เป็นตัว Real-time Data Platform รวบรวมจัดการและจัดเก็บข้อมูลนะคะ ส่วนของ IAAM นี่ เป็นเรื่องของการยืนยันตัวตนจัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล (ดร.ปรัชญา) ครับ (ดร.นัยนา) ค่ะ (ดร.ปรัชญา) แล้วทางพี่มอสมีไหมครับ (ดร. อนันต์ลดา) ถ้าตัวใช้งานตัวแอปพลิเคชันนะคะ ก็คือมียอด 5,000 กว่าคน ก็จะเป็นที่ตอนแรกเราบอกเราใส่ตัวเลข 500,000 จากการระบาด เราควบคุมได้ (ดร. ปรัชญา) ครับผม (ดร. อนันต์ลดา) ตัวเลขการระบาดนี่ จะอยู่ในระดับหลักพันนะ และที่เราทำพัฒนาได้เร็ว ก็คือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้มีอยู่นะคะ มาจาประสบการณ์นี่เอามาพัฒนา จะได้ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว (ดร. ปรัชญา) ครับผม คือจริง ๆ ผู้ใช้ระดับพันนี่ก็ถือว่าเยอะอยู่นะครับ สำหรับการใช้ระดับนี้ยังโชคดีอยู่นะครับ เราไม่ต้องรับโหลดถึง 500,000 คนนะครับ ที่เราคาดการณ์กันไว้นะครับ ก็ถือว่าโชคดีครับ โชคดีมาก ๆ เลย ข้ามองค์กรระดับนี้ แล้วก็สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มกลางในอนาคตได้นะครับ ก็ขอบคุณกรมควบคุมโรคเป็นอย่างมากนะครับ เป็นหน้างานนี้เลยนะครับ เอาล่ะครับ ตอนนี้การสัมมนาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้วนะครับ ก็หวังว่าท่านผู้ชมเองจะได้รับความรู้จาก NECTEC-ACE Online Series ในครั้งนี้ด้วยนะครับ ก็ขอขอบพระคุณท่านวิทยากรทั้ง 3 ท่านด้วยไหมครับI ขอบพระคุณมากเลยนะครับ ไม่ทราบว่าคุณกิตติมีอะไรจะฝากทิ้งท้ายถึงท่านผู้ชมบ้างหรือเปล่าครับ (คุณ KITTI AI) ผมรู้สึกยินดีมากครับ ที่ KITTI AI มาเป็นส่วนหนึ่งในงานสัมมนาในครั้งนี้ ก็พบผมตัวจริงได้ทุกวันที่รายการข่าว 3 มิติ สำหรับวันนี้ก็ขอบคุณและสวัสดีครับ (ดร.ปรัชญา) ขอบคุณมากครับคุณกิตติ ขอบคุณวิทยากรทั้ง 3 ท่านนะครับ ผมต้องขอบคุณท่านผู้ชมที่ชม NECTEC-ACE Online Series มาจนถึงขณะนี้นะครับ รวมถึงขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งนะครับ สำหรับศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือว่า TTRS นะครับ ที่ได้ถ่ายทอดการสื่อสารให้แก่ผู้บกพร่องทางการได้ยิน และผู้บกพร่องทางการพูดนะครับ เพื่อสร้างการรับรู้สำหรับทุกฝ่าย NECTEC-ACE Online Series ในตอนถัดไปจะเป็นหัวข้ออะไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไปครับ แต่ตอนนี้ ทั้งผมนะครับ แล้วก็วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ต้องลาไปก่อนนะครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ]Ր