﻿1
00:00:33,750 --> 00:00:37,750
ครูชำนาญการสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์

2
00:00:47,017 --> 00:00:51,017
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

3
00:00:51,507 --> 00:00:55,507
สาระการเรียนรู้ที่ 3

4
00:00:57,940 --> 00:01:01,133
วิทยาศาสตร์โลก

5
00:01:01,133 --> 00:01:03,361
ที่วอ 3.1

6
00:01:03,361 --> 00:01:03,825
เข้าใจการเกิดและวิวัฒนาการของเอกภพ

7
00:01:03,825 --> 00:01:04,990
กาแล็กซี

8
00:01:04,990 --> 00:01:06,375
ดาวฤกษ์

9
00:01:06,375 --> 00:01:09,231
และระบบสุริยะ

10
00:01:09,231 --> 00:01:10,033
และปฏิสัมพันธ์

11
00:01:10,033 --> 00:01:13,697
ระหว่างระบบสุริยะ

12
00:01:13,697 --> 00:01:15,478
รวมถึงการใช้เครื่องมือต่าง ๆ

13
00:01:15,478 --> 00:01:18,297
ซึ่งในตอนที่แล้วเ

14
00:01:18,297 --> 00:01:22,297
ราได้ศึกษาในเรื่องเอกภพทฏดี

15
00:01:30,672 --> 00:01:33,248
Big Bang

16
00:01:33,248 --> 00:01:35,088
ที่เกิดเอกพ

17
00:01:35,088 --> 00:01:36,650
หลักการสำคัญที่คอยสนับสนุนทฤษฎี

18
00:01:36,650 --> 00:01:37,582
และการขยายตัวของเอกภพ

19
00:01:37,582 --> 00:01:38,736
หลังจากเกิดการขยายตัวของเอกภพ

20
00:01:38,736 --> 00:01:39,810
ที่เราทราบในตอนที่ 1 แล้ว

21
00:01:39,810 --> 00:01:43,405
เอกภพ

22
00:01:43,405 --> 00:01:46,403
อุณหภูมิจะลดลงเร็วในช่วงแรกได้ถือกำเนิดมากขึ้น

23
00:01:46,403 --> 00:01:47,127
สสารได้ดึงดูด

24
00:01:47,127 --> 00:01:48,406
อุณหภูมิจะลดลงอย่างช้า ๆ

25
00:01:48,406 --> 00:01:51,164
มาถึงปัจจุบันที่ทำให้เราได้ศึกษา

26
00:01:51,164 --> 00:01:52,808
ในปัจจุบันมีหลักฐานอยู่ 2 หลักฐาน

27
00:01:52,808 --> 00:01:53,915
ที่สำคัญ

28
00:01:53,915 --> 00:01:54,807
คอยสนับสนุน

29
00:01:54,807 --> 00:01:57,837
เอกภพและอุณหภูมิพื้นหลัง

30
00:01:57,837 --> 00:01:59,846
ไมโครเวฟ

31
00:01:59,846 --> 00:02:01,265
หรือพื้นหลังของอวากาศ

32
00:02:01,265 --> 00:02:02,400
จะได้ศึกษา 2 หลักฐานสำคัญ

33
00:02:02,400 --> 00:02:03,831
หลักฐานที่ 1

34
00:02:03,831 --> 00:02:07,681
การขยายตัวของเอกภพ

35
00:02:07,681 --> 00:02:08,716
เราจะทำแบบทดลองของการขยายตัว

36
00:02:08,716 --> 00:02:09,682
ของเอกภพก่อนนะครับ

37
00:02:09,682 --> 00:02:11,317
กิจกรรมที่ 1

38
00:02:11,317 --> 00:02:13,929
ขยายตัวของเอกภพ

39
00:02:13,929 --> 00:02:17,929
โดยเราจะขยายตัวขยายตัวอย่างง่าย

40
00:02:19,606 --> 00:02:22,010
อธิบายในการเคลื่อนของกาแล็กซีจำลอง

41
00:02:22,010 --> 00:02:23,551
และจะต้องอธิบายการขยายตัว

42
00:02:23,551 --> 00:02:27,551
ของเอกภพแบบจำลอง

43
00:02:30,983 --> 00:02:32,405
เมื่อสักครู่

44
00:02:32,405 --> 00:02:33,387
นักเรียนได้เรียนรู้

45
00:02:33,387 --> 00:02:36,454
เกี่ยวกับการขยายตัวของเอก

46
00:02:36,454 --> 00:02:37,094
พื้นฐานต่าง ๆ

47
00:02:37,094 --> 00:02:38,413
วันนี้นะครับ

48
00:02:38,413 --> 00:02:40,510
จะมีการทดลองสนุก ๆ

49
00:02:40,510 --> 00:02:41,745
ที่นักเรียนสามารถทดลองกันได้ง่าย ๆ

50
00:02:41,745 --> 00:02:42,749
มีอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ครับ

51
00:02:42,749 --> 00:02:44,390
อุปกรณ์ชิ้นแรกครับ

52
00:02:44,390 --> 00:02:46,118
จะเป็นลูกโป่งครับ

53
00:02:46,118 --> 00:02:47,068
ซึ่งลูกโป้งนี้นี่นะครับ

54
00:02:47,068 --> 00:02:48,526
จะต้องเป็นลูกโป่งชนิดกลม

55
00:02:48,526 --> 00:02:49,889
ที่จะมองเห็นหลังจากที่เราเป่าลูกโป่งได้

56
00:02:49,889 --> 00:02:50,939
กระดาษสติกเกอร์

57
00:02:50,939 --> 00:02:54,440
หรือกระดาษเมจิกครับ

58
00:02:54,440 --> 00:02:55,982
ถ้านักเรียนมีอย่างใดอย่างหนึ่ง

59
00:02:55,982 --> 00:02:56,795
นักเรียนสามาราถเอาไปทำได้นะครับ

60
00:02:56,795 --> 00:02:58,430
หลัก ๆ

61
00:02:58,430 --> 00:02:59,565
เราต้องการที่จะทำจุดสังเกต

62
00:02:59,565 --> 00:03:03,565
บนลูกโป่ง

63
00:03:05,072 --> 00:03:05,969
ข้อต่อมานะครับ

64
00:03:05,969 --> 00:03:07,719
อย่างที่ 3

65
00:03:07,719 --> 00:03:11,719
ก็คือกระดาษกราฟนะครับ

66
00:03:13,872 --> 00:03:17,872
ถ้าหากไม่มีตัวเป็นช่องฟอร์ม

67
00:03:19,851 --> 00:03:20,887
ในการเขียนกราฟได้ครับ

68
00:03:20,887 --> 00:03:21,535
อย่างที่ 4 นะครับ

69
00:03:21,535 --> 00:03:23,217
ยางรัดครับ

70
00:03:23,217 --> 00:03:24,608
ซึ่งในส่วนของยางรัดนี่

71
00:03:24,608 --> 00:03:26,166
จะมัดลูกโป่งเพื่อให้ลูกโป่งพองตัวอยู่ได้ครับ

72
00:03:26,166 --> 00:03:27,119
ส่วนต่อไป

73
00:03:27,119 --> 00:03:28,263
สายวัด

74
00:03:28,263 --> 00:03:30,713
สายวัดตรงนี้นะครับ

75
00:03:30,713 --> 00:03:32,569
ถ้าหากนักเรียนไม่มีสามารถที่จะใช้อย่างอื่นเทียบเคียงได้

76
00:03:32,569 --> 00:03:33,893
หรืออาจจะใช้

77
00:03:33,893 --> 00:03:34,837
เส้นด้าย

78
00:03:34,837 --> 00:03:36,599
หรือเส้นไหมพรมนะครับ

79
00:03:36,599 --> 00:03:38,046
ไปทาบบริเวณนั้นนี่นะครับ

80
00:03:38,046 --> 00:03:39,584
ด้วยความที่พื้นผิวโค้งนี่

81
00:03:39,584 --> 00:03:40,505
เส้นด้าย

82
00:03:40,505 --> 00:03:42,471
ก็จะแนบไปตามผิวลูกโป่ง

83
00:03:42,471 --> 00:03:43,510
และเราเอาเส้นด้ายไปวัดกับไม้บันทัน

84
00:03:43,510 --> 00:03:44,641
นาฬิกา

85
00:03:44,641 --> 00:03:48,641
ซึ่งในส่วนของนาฬิกาจับเวลา

86
00:03:50,446 --> 00:03:51,967
สามารถใช้ได้ทั้งที่เป็นอนาล็อก

87
00:03:51,967 --> 00:03:52,817
และดิจิทัลได้เลยนะครับ

88
00:03:52,817 --> 00:03:55,382
และนี่เป็นอุปกรณ์ทั้ง 6 อย่างครับ

89
00:03:55,382 --> 00:03:57,187
หลังจากที่เราเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วนะครับ

90
00:03:57,187 --> 00:03:57,837
เราก็จะเริ่มขึ้นตอนการทดลองเลยครับ

91
00:03:57,837 --> 00:04:01,837
เริ่มต้นนะครับ

92
00:04:02,328 --> 00:04:03,310
เราจะนำลูกโป่งมา 1 ลูก

93
00:04:03,310 --> 00:04:06,135
ใช้ปากกาเมจิกครับ

94
00:04:06,135 --> 00:04:08,016
จุดลงไปบนลูกโป่ง 8 จุด

95
00:04:08,016 --> 00:04:10,486
ครับ

96
00:04:10,486 --> 00:04:12,965
ในแต่ละจุด

97
00:04:12,965 --> 00:04:14,272
นักเรียนต้องให้หมายเลขไว้ด้วยนะครับ

98
00:04:14,272 --> 00:04:14,955
ว่าเป็นจุดที่ 1

99
00:04:14,955 --> 00:04:15,760
จุดที่ 2

100
00:04:15,760 --> 00:04:16,662
จุดที่ 3

101
00:04:16,662 --> 00:04:20,646
จนครบเรียบร้อยนะครับ

102
00:04:20,646 --> 00:04:21,913
เราจะต้องทำการวัดระยะห่าง

103
00:04:21,913 --> 00:04:25,913
ระหว่างจุดเหล่านี้นะครับ

104
00:04:28,766 --> 00:04:30,006
สำหรับการวัด

105
00:04:30,006 --> 00:04:31,032
ระหว่าง

106
00:04:31,032 --> 00:04:33,247
จะสามารถใช้สายวัดนะครับ

107
00:04:33,247 --> 00:04:34,847
วัดได้

108
00:04:34,847 --> 00:04:37,015
แต่อย่างไรก็ตามนะครับ

109
00:04:37,015 --> 00:04:38,379
ตัวลูกโป่งของเราปัจจุบันยังแบนอยู่นะครับ

110
00:04:38,379 --> 00:04:39,492
เราสามารถที่จะวัดด้วยไม้บรรทัดได้นะครับ

111
00:04:39,492 --> 00:04:40,919
เพื่อความสะดวกกับนักเรียน

112
00:04:40,919 --> 00:04:42,167
แต่การวัดตรงนี้นี่

113
00:04:42,167 --> 00:04:43,559
ครูขอแนะนำว่าขอให้เราวัดซ้ำนะครับ

114
00:04:43,559 --> 00:04:45,158
ถ้าเราวัดซ้ำแล้วหาค่าเฉลี่ย

115
00:04:45,158 --> 00:04:47,008
เราจะได้ค่าใกล้เคียง

116
00:04:47,008 --> 00:04:48,911
กับค่าที่เป็นจริงได้มากที่สุดครับ

117
00:04:48,911 --> 00:04:50,351
เมื่อนักเรียนวัดนะครับ

118
00:04:50,351 --> 00:04:54,351
ไม่ว่าจะได้ค่าเท่าไรก็แล้วแต่

119
00:04:54,832 --> 00:04:55,945
บันทึกลงในตาราง

120
00:04:55,945 --> 00:04:56,617
ผลการบันทึกการทดลอง

121
00:04:56,617 --> 00:04:59,224
ด้วยนี่นะครับ

122
00:04:59,224 --> 00:05:00,817
ไม่หลงลืม

123
00:05:00,817 --> 00:05:02,878
ค่าที่วัดได้

124
00:05:02,878 --> 00:05:04,207
และจะนำเอาค่านี้

125
00:05:04,207 --> 00:05:05,641
ไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปได้ครับ

126
00:05:05,641 --> 00:05:09,641
ในลำดับต่อมานะครับ

127
00:05:14,931 --> 00:05:17,724
เมื่อนักเรียนบันทึกผลเรียบร้อยนะครับ

128
00:05:17,724 --> 00:05:19,797
ในการวัดครั้งแรก

129
00:05:19,797 --> 00:05:22,168
เราจะเป่าลูกโป่งครับ

130
00:05:22,168 --> 00:05:22,907
การเป่าลูกโป่งนี่

131
00:05:22,907 --> 00:05:23,675
เราจะเป่า 2 ครั้ง

132
00:05:23,675 --> 00:05:25,710
ในครั้งแรก

133
00:05:25,710 --> 00:05:26,976
เราจะเป่าให้ลูกโป่งพองออกมาประมาณนี้

134
00:05:26,976 --> 00:05:28,780
ซึ่งจะได้ลักษณะประมาณนี้ครับ

135
00:05:28,780 --> 00:05:32,780
ลูกโป่งที่ได้มานักเรียนสังเกตุได้ไหมครับ

136
00:05:33,151 --> 00:05:34,694
ว่าจุด

137
00:05:34,694 --> 00:05:37,153
ก็จะมีลักษณะการกระจายตัวนะครับ

138
00:05:37,153 --> 00:05:38,485
คล้าย ๆ กับแบบเดิม

139
00:05:38,485 --> 00:05:39,750
แต่เพียงแต่ว่าจะมีระยะห่างนี่เปลี่ยนไป

140
00:05:39,750 --> 00:05:40,907
เราจะทำการวัดนะครับ

141
00:05:40,907 --> 00:05:41,718
ระหว่างจุดเหล่านี้

142
00:05:41,718 --> 00:05:43,542
โดยใช้จุดที่ 1

143
00:05:43,542 --> 00:05:45,612
เป็นการอ้างอิง

144
00:05:45,612 --> 00:05:48,151
การวัดตอนนี้นี่

145
00:05:48,151 --> 00:05:49,782
จะสังเกตได้ว่าเราต้องใช้สายวัดครับ

146
00:05:49,782 --> 00:05:51,103
สายวัดไว้นะครับ

147
00:05:51,103 --> 00:05:52,487
รู้ไหมเพราะอะไร

148
00:05:52,487 --> 00:05:54,305
เพราะว่าตอนนี้พื้นผิวของลูกโป่งนี่

149
00:05:54,305 --> 00:05:56,006
ดังนั้นเราก็จะใช้สายวัดนี่

150
00:05:56,006 --> 00:05:56,758
วัดจุดที่ 1 ไปยังจุดต่าง ๆ

151
00:05:56,758 --> 00:05:57,859
และอย่าลืมนะครับ

152
00:05:57,859 --> 00:06:01,859
หลังจากที่ครบเรียบร้อย

153
00:06:06,645 --> 00:06:10,645
ขอใหนักเรียนบันทึกผลลงไปในตารางบันทึกผลด้วยครับ

154
00:06:28,887 --> 00:06:29,984
หลังจากที่เราบันทึกผล

155
00:06:29,984 --> 00:06:32,094
ในรอบที่ 2 เรียบร้อยแล้ว

156
00:06:32,094 --> 00:06:33,574
สิ่งที่นักเรียนต้องทำเพิ่มเติมนะครับ

157
00:06:33,574 --> 00:06:34,352
คือ

158
00:06:34,352 --> 00:06:35,413
นักเรียนต้องเป่าลูกโป่งอีกครั้งหนึ่ง

159
00:06:35,413 --> 00:06:36,534
โดยใช้ลูกโป่งใบเดิมนี่ละครับ

160
00:06:36,534 --> 00:06:40,534
ขนาดของลูกโป่งก็จะใหญ่ขึ้นแบบนี้ครับ

161
00:06:43,020 --> 00:06:47,020
ตอนนี้นี่เชื่อว่า

162
00:06:47,839 --> 00:06:49,318
นักเรียนทางบ้านสังเกต

163
00:06:49,318 --> 00:06:50,928
ว่าลูกโป่งก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น

164
00:06:50,928 --> 00:06:52,561
การกระจายของจุดก็จะมีระยะห่างมากขึ้น

165
00:06:52,561 --> 00:06:55,047
ในส่วนของระยะห่างนั้น

166
00:06:55,047 --> 00:06:56,815
อาจจะเปลี่ยนแปลงไปนะครับ

167
00:06:56,815 --> 00:06:57,526
แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเปลี่ยนไปเท่าไร

168
00:06:57,526 --> 00:06:58,293
แน่นอนครับ

169
00:06:58,293 --> 00:07:01,468
เราต้องวัดอีกครั้งหนึ่งครับ

170
00:07:01,468 --> 00:07:03,623
อุปกรณ์การวัดของเรา

171
00:07:03,623 --> 00:07:05,491
ยังเป็นเช่นเดิม

172
00:07:05,491 --> 00:07:09,246
เพราะว่า อุปกรณ์นี้ครับ

173
00:07:09,246 --> 00:07:09,703
จะเหมาะกับการวัดที่ว่า

174
00:07:09,703 --> 00:07:10,529
ที่มีผิวสัมผัสที่ไม่เรียบ

175
00:07:10,529 --> 00:07:11,998
แต่อย่างไรก็ตามนะครับ

176
00:07:11,998 --> 00:07:13,743
ถ้าที่บ้านของนักเรียนไม่มีที่วัด

177
00:07:13,743 --> 00:07:14,809
นักเรียนสามารถใช้เส้นด้ายนะครับ

178
00:07:14,809 --> 00:07:16,752
หรือเส้นไหมพรม

179
00:07:16,752 --> 00:07:17,386
ทาบบริเวณจุดต่าง ๆ

180
00:07:17,386 --> 00:07:21,386
ตรงนี้

181
00:07:28,269 --> 00:07:30,373
แล้วนำไปเทียบบนบรรทัด

182
00:07:30,373 --> 00:07:30,782
นักเรียนก็จะได้ระยะห่าง

183
00:07:30,782 --> 00:07:31,535
ของแต่ละจุดนะครับ

184
00:07:31,535 --> 00:07:33,062
และที่สำคัญที่สุดนะครับ

185
00:07:33,062 --> 00:07:35,881
อย่าลืมบันทึกผลการทดลองนะครับ

186
00:07:35,881 --> 00:07:39,881
เมื่อนักเรียนบันทึกผลการทดลงเรียบร้อยนะครับ

187
00:07:40,032 --> 00:07:44,032
ในฐานะที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

188
00:07:50,570 --> 00:07:54,570
ด้วยสูตรตามที่คุณครูสอนเอาไว้ข้างต้นแล้ว

189
00:07:57,902 --> 00:07:58,326
หลังจากนั้นเราก็จะมา Plot ออกมา

190
00:07:58,326 --> 00:07:59,888
เป็นกราฟครับ

191
00:07:59,888 --> 00:08:01,129
ซึ่งกราฟตัวนี้นี่

192
00:08:01,129 --> 00:08:03,102
ก็จะแสดงลักษณะการขยายตัวของเอกภพ

193
00:08:03,102 --> 00:08:07,102
ซึ่งมีลักษณะของลูกโป่งตรงนี้

194
00:08:08,774 --> 00:08:09,693
เป็นแบบจำลองได้นั่นเองครับ

195
00:08:09,693 --> 00:08:12,862
ในที่นี้นะครับ

196
00:08:12,862 --> 00:08:14,774
คุณครูก็อยากจะแนะนำ

197
00:08:14,774 --> 00:08:17,068
ให้นักเรียนลองเอาการทดลองนี้

198
00:08:17,068 --> 00:08:21,068
ไปลองทำที่บ้าน

199
00:08:25,694 --> 00:08:27,125
แล้วอย่าลืมแชร์ผลนี้ใ

200
00:08:27,125 --> 00:08:28,031
ห้กับคุณครูด้วยนะครับ

201
00:08:28,031 --> 00:08:29,101
(คุณครู)

202
00:08:29,101 --> 00:08:30,030
หลังจากที่ได้ทำการทดลองแล้ว

203
00:08:30,030 --> 00:08:30,950
บันทึกผลการทดลอง

204
00:08:30,950 --> 00:08:34,072
และนำมาเขียนการวิเคราะห์การทดลอง

205
00:08:34,072 --> 00:08:35,280
เราจะมาช่วยกันตอบคำถาม

206
00:08:35,280 --> 00:08:36,142
ท้ายการทดลองนี้กันนะครับ

207
00:08:36,142 --> 00:08:37,035
ในการเป่าลูกโป่ง

208
00:08:37,035 --> 00:08:40,270
ครั้งที่ 2

209
00:08:40,270 --> 00:08:42,756
ผิวลูกโป่งระหว่างกาแล็กซีจำลอง

210
00:08:42,756 --> 00:08:44,112
กับกาแล็กซีจริง

211
00:08:44,112 --> 00:08:46,527
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

212
00:08:46,527 --> 00:08:50,527
ระยะทางบนผิวของลูกโป่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

213
00:08:52,284 --> 00:08:56,284
ก., ข., ค. และ ง.

214
00:09:01,105 --> 00:09:02,557
กับกาแลกซี่อ้างอิงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

215
00:09:02,557 --> 00:09:06,336
คำถามที่ 2

216
00:09:06,336 --> 00:09:07,197
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี

217
00:09:07,197 --> 00:09:11,197
เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

218
00:09:13,604 --> 00:09:15,407
ความเร็วที่นักเรียนได้นำของกาแลกซี่ทั้ง 2

219
00:09:15,407 --> 00:09:16,677
ที่เป่าทั้ง 2 ครั้งมาหารด้วยเวลา

220
00:09:16,677 --> 00:09:17,694
พบว่า

221
00:09:17,694 --> 00:09:18,685
ความเร็วของกาแล็กซีต่าง ๆ

222
00:09:18,685 --> 00:09:19,709
มีความเร็วไม่เท่ากัน

223
00:09:19,709 --> 00:09:21,687
กาแล็กซีใดเร็วที่สุด

224
00:09:21,687 --> 00:09:22,662
และกาแล็กซีนั้นจะอยู่ห่างจากกาแลกซีอ้างอิงอย่างไร

225
00:09:22,662 --> 00:09:24,030
เมื่อเทียบกับกาแลกซีอื่น

226
00:09:24,030 --> 00:09:25,974
เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด

227
00:09:25,974 --> 00:09:26,847
คือ กาแล็กซี่

228
00:09:26,847 --> 00:09:28,021
มากที่สุด

229
00:09:28,021 --> 00:09:30,735
กาแล็กซี

230
00:09:30,735 --> 00:09:34,735
จำลองใดเคลื่อนที่ได้ช้าที่สุด

231
00:09:35,542 --> 00:09:37,223
และกาแล็กซีนั้นห่างจากกาแล็กซีอ้างอิง

232
00:09:37,223 --> 00:09:41,223
เมื่อเปรียบเทียบกับกาแลกซีอื่น

233
00:09:41,862 --> 00:09:42,973
กาแล็กซี่

234
00:09:42,973 --> 00:09:46,423
ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุด

235
00:09:46,423 --> 00:09:48,717
คือ กาแลกซี่ที่มีการอ้างอิงน้อยที่สุด

236
00:09:48,717 --> 00:09:52,717
การขยายตัวของลูกโป่ง

237
00:09:54,199 --> 00:09:58,199
กับการขยายตัวของเอกภพ

238
00:09:59,270 --> 00:10:00,415
เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

239
00:10:00,415 --> 00:10:04,415
ลักษณะเหมือนกัน

240
00:10:15,137 --> 00:10:17,079
คือ การแรง

241
00:10:17,079 --> 00:10:21,079
หรือพลังงานภายใน

242
00:10:24,374 --> 00:10:26,029
การที่ทำให้ขยายตัวบนพื้นผิว

243
00:10:26,029 --> 00:10:26,908
อยู่ห่างกาแล็กซีอ้างอิง

244
00:10:26,908 --> 00:10:28,227
มาก

245
00:10:28,227 --> 00:10:30,411
มีความการเคลื่อนที่มาก

246
00:10:30,411 --> 00:10:31,213
ส่วนกาแล็กซีที่มีระยะห่างจากกาแล็กซีอ้างอิงน้อย

247
00:10:31,213 --> 00:10:32,365
จะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า

248
00:10:32,365 --> 00:10:34,030
และการตอบคำถามท้ายการทดลอง เ

249
00:10:34,030 --> 00:10:35,727
ราสามารถสรุปผลการทดลองได้ดังนี้

250
00:10:35,727 --> 00:10:36,550
1. เมื่อเราเป่าลูกโป่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

251
00:10:36,550 --> 00:10:37,677
ก็จะมีปริมาณจะเพิ่มขึ้นและสักเกตุเห็นกาแล็กซีจำลอง

252
00:10:37,677 --> 00:10:38,790
ห่างออกจากกัน

253
00:10:38,790 --> 00:10:39,962
2.

254
00:10:39,962 --> 00:10:41,974
เมื่อนำข้อมูลระยะห่างระหว่างกาแลกซี

255
00:10:41,974 --> 00:10:42,906
จะพบกว่ากาแลกซีแปรผันตรงไปกับความเร็วในการเคลื่อนที่

256
00:10:42,906 --> 00:10:44,497
ข้อสรุปข้อที่ 3

257
00:10:44,497 --> 00:10:46,822
คือ

258
00:10:46,822 --> 00:10:50,822
กาแลกซี่ที่อยู่ไกลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ากาแล็กซีที่อยู่ใกล้

259
00:10:52,717 --> 00:10:54,817
จากการที่เราทดลองลักษณะการขยายตัวของลูกโป่ง

260
00:10:54,817 --> 00:10:56,989
กับการขยายตัวของเอกภพได้

261
00:10:56,989 --> 00:10:58,446
โดยนักเรียนนำความเร็วกับระยะห่างของกาแลกซี

262
00:10:58,446 --> 00:11:00,566
จากที่เราได้เป่าทั้ง 2

263
00:11:00,566 --> 00:11:02,365
นำมาหารเวลา

264
00:11:02,365 --> 00:11:06,365
พบว่าความเร็วของกาแลกซี่ต่างกัน

265
00:11:08,341 --> 00:11:09,702
และกราฟความสำคัญ

266
00:11:09,702 --> 00:11:12,694
ระหว่างความเร็ว

267
00:11:12,694 --> 00:11:14,798
และความสำคัญ

268
00:11:14,798 --> 00:11:16,980
และได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขยายตัวของเอกภพ

269
00:11:16,980 --> 00:11:20,980
ที่เราเรียกว่า

270
00:11:28,687 --> 00:11:31,917
"กฎของฮับเบิล"

271
00:11:31,917 --> 00:11:34,076
ระหว่างกาแลกซี่ต่าง ๆ

272
00:11:34,076 --> 00:11:35,077
และความเร็วและความเร็วของกาแล็กซี

273
00:11:35,077 --> 00:11:36,165
ที่เราเฝ้าสังเกตุได้

274
00:11:36,165 --> 00:11:37,549
เอ็ดวิน ฮับเบิล

275
00:11:37,549 --> 00:11:38,564
นักดาราศาสตร์

276
00:11:38,564 --> 00:11:41,630
ชาวอเมริกัน

277
00:11:41,630 --> 00:11:42,549
ที่ศึกษากาแลกซีต่าง ๆ

278
00:11:42,549 --> 00:11:43,466
วัดระยะห่าง D

279
00:11:43,466 --> 00:11:44,374
และอัตราเร็ว V

280
00:11:44,374 --> 00:11:45,925
แปรผันไปกับ V

281
00:11:45,925 --> 00:11:46,660
ไปกับ H D

282
00:11:46,660 --> 00:11:47,437
เมื่อ

283
00:11:47,437 --> 00:11:48,607
ค่า H

284
00:11:48,607 --> 00:11:52,607
คือข่าคงที่ของ

285
00:11:57,134 --> 00:12:01,134
ฮับเบิล

286
00:12:03,942 --> 00:12:07,942
กฎนี้ได้อธิบาย

287
00:12:08,845 --> 00:12:11,639
ว่ากาแล็กซีจะเคลื่อนที่โดยอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น

288
00:12:11,639 --> 00:12:13,796
ตามระยะห่างกาแลกซีที่อยู่ไกล

289
00:12:13,796 --> 00:12:16,233
เคลื่อนที่ออกเร็วกว่าเอกภพที่อยู่ใกล้

290
00:12:16,233 --> 00:12:17,773
นั่นคือเอกภพกำลังขยายตัว

291
00:12:17,773 --> 00:12:20,586
V = HcD

292
00:12:20,586 --> 00:12:22,286
อธิบายว่ากาแล็กซีจะเคลื่อนที่ออกไปไกล

293
00:12:22,286 --> 00:12:24,591
ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

294
00:12:24,591 --> 00:12:26,462
จะเคลื่อนที่ออกไปเร็วกว่ากาแล็กซีที่อยู่ใกล้

295
00:12:26,462 --> 00:12:27,397
เอกภพกำลังขยายตัว

296
00:12:27,397 --> 00:12:27,958
ความหมายของ V

297
00:12:27,958 --> 00:12:31,958
คือ

298
00:12:37,509 --> 00:12:40,430
มีหน่วยเป็นกิโลเมตรต่อวินาที V

299
00:12:40,430 --> 00:12:41,359
คือ ระยะทางกาแลกซีจากผู้สังเกต

300
00:12:41,359 --> 00:12:45,359
มีหน่วยเป็นเมกะพาเสก

301
00:13:10,369 --> 00:13:13,190
ซึ่งมีค่าประมาณ 67.8 กิโลเมตร เมกะพาร์เซก

302
00:13:13,190 --> 00:13:14,990
คือ หน่วยวัดระยะทางทางดาราศาสตร์ ในการสังเกตเทียบกับดาวอ้างอิง

303
00:13:14,990 --> 00:13:16,226
หรือดาว ซึ่ง 1 จะมีระยะประมาณ 3.26 ปีแสง

304
00:13:16,226 --> 00:13:17,264
หรือ 265 AU

305
00:13:17,264 --> 00:13:21,264
ประมาณ 206,665 เท่า

306
00:13:22,118 --> 00:13:26,118
ซึ่งเมกะพาร์เซก

307
00:13:33,378 --> 00:13:34,021
ก็คือ 1,000,000 เมกะพาร์เซก นั่นเองครับ

308
00:13:34,021 --> 00:13:37,484
เป็นอย่างไรบ้างครับ

309
00:13:37,484 --> 00:13:39,181
หลักฐานคอยสนับสนุนทฎดีการสัมพันธ์ของการขยายตัวแล้ว

310
00:13:39,181 --> 00:13:39,788
เรายังมีหลักฐาน 1 ประการครับ

311
00:13:39,788 --> 00:13:41,675
คือ

312
00:13:41,675 --> 00:13:43,370
การเฝ้าสังเกตและเฝ้าตรวจจับสัญญาณจากเอกภพพื้นหลังได้

313
00:13:43,370 --> 00:13:43,889
แล้วเราจะติดตามสำหรับหลักฐานอีกหลากฐานหนึ่ง

314
00:13:43,889 --> 00:13:44,907
คือ

315
00:13:44,907 --> 00:13:46,124
สัญญาณของเอกภพได้นะครับ

316
00:13:46,124 --> 00:13:50,124
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

317
00:13:52,035 --> 00:13:52,813
(ติวเตอร์) ในการแบ่งโครงสร้างโลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นนะ

318
00:13:52,813 --> 00:13:53,380
ชั้นแรก

319
00:13:53,380 --> 00:13:54,130
คือ

320
00:13:54,130 --> 00:13:58,130
เปลือกโลกนะ

321
00:13:58,350 --> 00:13:59,735
หรือเราเรียกว่าคลาสนะครับ

322
00:13:59,735 --> 00:14:00,886
และเหมือนกันอย่างไร

323
00:14:00,886 --> 00:14:02,427
มาเริ่มกันเลยนะ

324
00:14:02,427 --> 00:14:04,899
เปลือกโลกโลกอยู่ชั้นนอกสุด

325
00:14:04,899 --> 00:14:07,524
และเป็นของแข็ง

326
00:14:07,524 --> 00:14:10,741
แสดงว่าที่น้อง ๆ ยืนอยู่นี่

327
00:14:10,741 --> 00:14:12,514
ยืนอยู่บนชั้นเปลือกโลกนะ

328
00:14:12,514 --> 00:14:13,281
ไม่ได้อยู่ข้างล่างนะ

329
00:14:13,281 --> 00:14:15,021
2. ครับ

330
00:14:15,021 --> 00:14:19,021
จะมีความหนาไม่เกิน 70 กิโลเมตร

331
00:14:19,957 --> 00:14:21,723
อย่างที่พี่นัตตี้เคยบอกไว้ว่าโครงสร้างโลกนี่

332
00:14:21,723 --> 00:14:23,879
เราไม่เคยเจาะลงไปถึง

333
00:14:23,879 --> 00:14:26,566
70 กิโลเมตร

334
00:14:26,566 --> 00:14:30,566
มากถึง 70 กิโลเมตร

335
00:15:08,467 --> 00:15:09,570
70 กิโลเมตร โครงสร้างโลกที่เป็นส่วนเปลือกโลกครับ

336
00:15:09,570 --> 00:15:10,471
เราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

337
00:15:10,471 --> 00:15:11,807
ค่อย ๆ ไปนะ

338
00:15:11,807 --> 00:15:15,411
ส่วนแรกครับ

339
00:15:15,411 --> 00:15:17,021
ภาคพื้นทวีป

340
00:15:17,021 --> 00:15:18,752
คือ เปลือกโลกทวีปนะ

341
00:15:18,752 --> 00:15:22,752
ที่นัทตี้ของเรียกว่าภาคพื้นสมุทรนะครับ

342
00:15:25,571 --> 00:15:27,020
พี่นัตตี้ขอเรียกง่าย ๆ

343
00:15:27,020 --> 00:15:29,474
ว่าเปลือกโลกสมุทร

344
00:15:29,474 --> 00:15:30,297
2 ส่วนนี้แตกต่างกันอย่างไร

345
00:15:30,297 --> 00:15:32,025
ค่อย ๆ ไปนะครับ

346
00:15:32,025 --> 00:15:35,186
มันคือบริเวณที่รองรับแผ่นดินหรือภูเขา

347
00:15:35,186 --> 00:15:37,651
หรือสิ่งที่มันอยู่เป็นของแข็ง ๆ

348
00:15:37,651 --> 00:15:39,551
รวมถึงภูเขา

349
00:15:39,551 --> 00:15:41,018
หรือไม่ก็เป็นเทือกเขาด้วยนะครับ

350
00:15:41,018 --> 00:15:43,380
แต่ถ้าเป็นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจะรองรับพื้นน้

351
00:15:43,380 --> 00:15:46,593
ำ และรองรับทะเลเหลือกโลกภาคพื้นทวีป

352
00:15:46,593 --> 00:15:47,761
หรือภาคพื้นสมุทร

353
00:15:47,761 --> 00:15:48,418
อย่างแรกครับ

354
00:15:48,418 --> 00:15:49,291
ดูสีก่อนเลย

355
00:15:49,291 --> 00:15:51,145
ดูความหนาก่อนเลย

356
00:15:51,145 --> 00:15:52,314
ถ้าเปลือกโลกภาคพื้นทวีปจะมีความหนากว่านะครับ

357
00:15:52,314 --> 00:15:53,130
หนากว่า

358
00:15:53,130 --> 00:15:54,288
แต่พอดูเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรแล้ว

359
00:15:54,288 --> 00:15:54,948
อันนี้จะมีความบางกว่า

360
00:15:54,948 --> 00:15:56,368
ได้ไหมครับ

361
00:15:56,368 --> 00:15:59,019
พอเจาะลึกลงไปแล้วนี่

362
00:15:59,019 --> 00:16:00,905
เปลือกโลกภาคพื้นทวีปนี่

363
00:16:00,905 --> 00:16:04,905
สูงสุดประมาณ 70 กิโลเมตร

364
00:16:05,993 --> 00:16:06,777
แต่ถ้าเป็นเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรนี่หนา

365
00:16:06,777 --> 00:16:08,154
มันต้องรองรับในส่วนของภูเขาสูง ๆ ไว้ด้วยนะ

366
00:16:08,154 --> 00:16:12,154
พอเรานับสูง ๆ

367
00:16:22,421 --> 00:16:23,221
แล้วชั้นที่เป็นฐานมันด้วย

368
00:16:23,221 --> 00:16:24,164
มันจึงหนากว่า

369
00:16:24,164 --> 00:16:27,957
ได้นะส่วนที่ 2 ครับ

370
00:16:27,957 --> 00:16:28,869
เนื่องจากว่าเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจำเป็นต้องรองรับพื้นน้ำทั้งหมด

371
00:16:28,869 --> 00:16:29,691
เปลือกโลกรองรับพื้นสมุทร

372
00:16:29,691 --> 00:16:30,921
ลองรับพวกภูเขาแผ่นดิน

373
00:16:30,921 --> 00:16:32,094
น้ำและมหาสมุทรมันกว้างใหญ่มาก

374
00:16:32,094 --> 00:16:36,094
และน้ำจะมีแรงดันเป็นของตัวเอง

375
00:16:47,284 --> 00:16:49,237
นั่นหมายความว่าเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจึงจำเป็น

376
00:16:49,237 --> 00:16:52,572
ต้องของแสดงความเสียใจชาวลาวด้วย

377
00:16:52,572 --> 00:16:55,091
พอเขื่อนแตก

378
00:16:55,091 --> 00:16:56,380
น้ำทะลักออกมา

379
00:16:56,380 --> 00:16:59,831
น้ำมีแรงดันมหาศาลมาก

380
00:16:59,831 --> 00:17:03,831
นั่นหมายความว่าเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจะต้องรองรับความดันของน้ำสูงมาก

381
00:17:28,024 --> 00:17:28,788
จึงจำเป็นต้องมีความหนาแน่นสูงอันนี้ต้องจำนะครับ

382
00:17:28,788 --> 00:17:29,834
ความหนาแน่นสูง

383
00:17:29,834 --> 00:17:30,775
ซึ่งถ้าเทียบกับเปลือกโลกภาคพื้นทวีปแล้ว

384
00:17:30,775 --> 00:17:31,996
เปลือกโลกภาคพื้นทวีป

385
00:17:31,996 --> 00:17:32,730
ความหนาแน่น

386
00:17:32,730 --> 00:17:33,446
ความหนาแน่นต่ำกว่า

387
00:17:33,446 --> 00:17:34,647
ตอนนี้ครับ

388
00:17:34,647 --> 00:17:36,862
ธาตุที่เป็นองค์แภาคที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลกนี่

389
00:17:36,862 --> 00:17:38,556
คือ ธาตุออกซิเจน

390
00:17:38,556 --> 00:17:40,303
ในโลกของ

391
00:17:40,303 --> 00:17:41,354
เรามีธาตุออกซิเจนอยู่สูงมาก

392
00:17:41,354 --> 00:17:42,292
แสดงว่าเปลือกโลกภาคพื้นทวีปหรือมหาสมุทรก็ตาม

393
00:17:42,292 --> 00:17:43,506
มีออกซิเจนเป็นธาตุนะครับ

394
00:17:43,506 --> 00:17:45,099
อันที่ 1

395
00:17:45,099 --> 00:17:45,809
จะต้องมี ออกซิเจนครับ

396
00:17:45,809 --> 00:17:46,625
ได้แล้วนะ

397
00:17:46,625 --> 00:17:47,645
ออกซิเจน

398
00:17:47,645 --> 00:17:48,618
โอ.เค. นะ

399
00:17:48,618 --> 00:17:49,819
ออกซิเจนจะต้องมีนะ

400
00:17:49,819 --> 00:17:53,819
ส่วนที่ 2 ครับ

401
00:18:02,957 --> 00:18:06,957
เนื่องจากว่าหินนะ

402
00:19:25,674 --> 00:19:26,794
ของแมกม่าหรือลาวาที่อยู่ใต้โลกและหินที่เป็นองค์ประกอบพี่จะพูดอีกทีหนึ่งนะ

403
00:19:26,794 --> 00:19:27,432
หินอัคนีนี่จะมีองค์ประกอบสำคัญนิดหนึ่ง ธาตุหลัก ๆ คือ ซิลิกอน แสดงว่าเปลือกโลกในภาคพื้นสมุทร

404
00:19:27,432 --> 00:19:28,193
ภาคพื้นทวีป

405
00:19:28,193 --> 00:19:28,817
มันเป็นองค์ประกอบกอบได้ไหม

406
00:19:28,817 --> 00:19:29,799
ซิลิคอน

407
00:19:29,799 --> 00:19:31,147
ตัวภาษาอังกฤษใช้อะไรนะ S

408
00:19:31,147 --> 00:19:32,415
แล้วก็ I นะ S เฉย ๆ ซัลเฟอร์ฯ

409
00:19:32,415 --> 00:19:33,567
เด็กชอบเขียนผิดตลอด น้อง ๆ

410
00:19:33,567 --> 00:19:36,938
ที่อยู่สายศิลป์ไม่ต้องกลัวว่าจะตามไม่ทันนะครับ

411
00:19:36,938 --> 00:19:37,442
เดี๋ยวพี่นัตตี้จะไปช้า ๆ สายวิทย์ สายศิลป์นะ

412
00:19:37,442 --> 00:19:38,482
บอกไว้ก่อนนะ

413
00:19:38,482 --> 00:19:39,838
มีทั้งในเปลือกโลกภาคพื้นทวีป มีองค์ประกอบเหมือนกัน นี่ครับออกซิเจนกับซิลิคอน แต่ ๆ ๆ ๆ

414
00:19:39,838 --> 00:19:40,276
ปรากฏว่าในเปลือกโลกภาคพื้นทวีปกับสมุทรดันมีอีก 1 ธาตุครับ

415
00:19:40,276 --> 00:19:40,956
อันนี้ล่ะ

416
00:19:40,956 --> 00:19:42,346
ต้องได้

417
00:19:42,346 --> 00:19:43,747
นอกจากออกซิเจนกับซิลิกอนแล้ว

418
00:19:43,747 --> 00:19:45,212
เหมือนกันแล้วในเปลือกโลกภาคพื้นทวีป

419
00:19:45,212 --> 00:19:46,411
มีความต่างกับเปลือกโลกต่างจากภาคพื้นสมุทรอยู่ 1 ธาตุครับ

420
00:19:46,411 --> 00:19:47,099
ในเปลือกโลกภาคพื้นทวีปจะมีธาตุอะลูมิเนียม

421
00:19:47,099 --> 00:19:48,033
รู้จักไหม

422
00:19:48,033 --> 00:19:48,891
นี่เป็นธาตุอลูมิเนียมนะ

423
00:19:48,891 --> 00:19:49,705
ตัวย่อคือ Al

424
00:19:49,705 --> 00:19:50,792
ในขณะที่เปลือกโลกภาคพื้นทวีปนะ

425
00:19:50,792 --> 00:19:51,505
จะมีธาตุที่ต่างกันที่ไม่ใช่อะลูมิเนียม

426
00:19:51,505 --> 00:19:52,275
คือ แมกนีเซียม

427
00:19:52,275 --> 00:19:53,285
ได้นะ

428
00:19:53,285 --> 00:19:54,854
ที่ใช้แม็กนี่เซียมคือ MG

429
00:19:54,854 --> 00:19:56,177
ทบทวน ๆ

430
00:19:56,177 --> 00:19:57,433
ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลกครับ

431
00:19:57,433 --> 00:19:59,128
หลัก ๆ เลย

432
00:19:59,128 --> 00:19:59,794
คือ ธาตุ

433
00:19:59,794 --> 00:20:01,355
ออกซิเจน

434
00:20:01,355 --> 00:20:03,217
เป็นองประกอบหลัน้อง ๆ ครับ

435
00:20:03,217 --> 00:20:04,147
ในเปลือกโลกของเราจะมีออกซิเจนอยู่สูงมาก

436
00:20:04,147 --> 00:20:05,113
แสดงว่าจะเป็นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปหรือสมุทรก็ตาม

437
00:20:05,113 --> 00:20:06,464
ต้องมีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก

438
00:20:06,464 --> 00:20:10,386
พี่นัทตี้เขียน 2 ฝั่งเลยนะ

439
00:20:10,386 --> 00:20:11,120
ธาตุที่ 1 จะต้องมีธาตุออกซิเจน ออกซิเจนตัวภาษาอังกฤษใช้ตัว O

440
00:20:11,120 --> 00:20:12,058
โอ.เค. นะ

441
00:20:12,058 --> 00:20:13,105
ออกซิเจนจะต้องมีนะครับ

442
00:20:13,105 --> 00:20:17,105
ส่วนที่ 2 ครับ

443
00:20:19,432 --> 00:20:21,064
เนื่องจากว่าเวลาที่เปลือกโลกพวกนี้

444
00:20:21,064 --> 00:20:21,548
มันเป็นหินนะ

445
00:20:21,548 --> 00:20:24,161
มันเป็นหินนะ

446
00:20:24,161 --> 00:20:28,161
มันจะเป็นหินจากการเย็นตัวของแม็กมา

447
00:20:28,984 --> 00:20:32,984
หรือลาวาที่อยู่ใต้โลก

448
00:20:36,160 --> 00:20:37,345
และหินที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลกนะครับ

449
00:20:37,345 --> 00:20:38,248
จะเป็นหินอัคนี

450
00:20:38,248 --> 00:20:39,760
ซึ่งเดี๋ยวพี่นัตตี้จะพูดอีกทีหนึ่งนะ

451
00:20:39,760 --> 00:20:41,498
หินอัคนีอยู่ 1 ธาตุหลัก ๆ

452
00:20:41,498 --> 00:20:42,500
คือ ซิลิกอน

453
00:20:42,500 --> 00:20:46,500
และภาคพื้นทวีป

454
00:20:47,306 --> 00:20:48,391
แสดงว่าในเปลือกโลกทางภาคพื้นสมุทร

455
00:20:48,391 --> 00:20:49,643
และภาคพื้นทวีปจะมีธาตุ

456
00:20:49,643 --> 00:20:50,211
ที่ 2 เป็นองค์ประกอบครับ

457
00:20:50,211 --> 00:20:54,211
คือ

458
00:20:59,424 --> 00:21:00,146
S แล้วก็ I นะ

459
00:21:00,146 --> 00:21:01,946
S เฉย ๆ

460
00:21:01,946 --> 00:21:03,527
คือ

461
00:21:03,527 --> 00:21:04,188
ซัลเฟอร์นะ

462
00:21:04,188 --> 00:21:06,105
เด็ก ๆ

463
00:21:06,105 --> 00:21:06,456
ชอบตลอดนะครับ

464
00:21:06,456 --> 00:21:09,728
น้อง ๆ

465
00:21:09,728 --> 00:21:10,879
ที่อยู่สายศิลป์ไม่ต้องกลัว

466
00:21:10,879 --> 00:21:14,879
เดี๋ยวพี่นัทตี้จะไปช้า ๆ

467
00:21:15,599 --> 00:21:18,609
จะได้ทั้งสายวิทย์ฯ

468
00:21:18,609 --> 00:21:19,589
สายศิลป์ฯ

469
00:21:19,589 --> 00:21:21,399
นะ

470
00:21:21,399 --> 00:21:23,664
ภาคพื้นทวีปและสมุทร

471
00:21:23,664 --> 00:21:24,717
เราจึงจัดแบ่งว่ามีองค์ประกอบเหมือนกันนี่ครับ

472
00:21:24,717 --> 00:21:25,945
ออกซิเจนกับซิลิกอน

473
00:21:25,945 --> 00:21:29,945
แต่ปรากฎว่าภาคพื้นทวีป

474
00:21:30,138 --> 00:21:31,482
ดันมีอีก 1 ธาตุครับ

475
00:21:31,482 --> 00:21:31,966
ที่มีความแตกต่างกัน

476
00:21:31,966 --> 00:21:32,589
อันนี่ล่ะ

477
00:21:32,589 --> 00:21:33,383
ต้องได้

478
00:21:33,383 --> 00:21:34,360
นอกจากออกซิเจนและซิลิคอน

479
00:21:34,360 --> 00:21:38,360
เปลือกโลกภาคพื้นทวีป

480
00:21:41,090 --> 00:21:42,064
มีธาตุต่างกับเปลือกโลก

481
00:21:42,064 --> 00:21:43,160
ภาคพื้นสมุทรอยู่ 1 ธาตุครับ

482
00:21:43,160 --> 00:21:43,967
ในเปลือกโลกภาคพื้นทวีปจะมีธาตอะลูมิเนียม

483
00:21:43,967 --> 00:21:45,443
รู้จักไหม

484
00:21:45,443 --> 00:21:45,852
รู้จักแต่แท่งอลูมิเนียมนะนี่เป็น

485
00:21:45,852 --> 00:21:49,852
ธาตุ

486
00:21:53,825 --> 00:21:54,409
อะลูมิเนียม

487
00:21:54,409 --> 00:21:55,074
ตัวย่อ

488
00:21:55,074 --> 00:21:57,509
คือ Al

489
00:21:57,509 --> 00:21:58,531
ในขณะที่เปลือกโลกภาคพื้นสมุทรครับ

490
00:21:58,531 --> 00:21:59,244
จะมีธาตุที่ต่างกันที่ไม่ใช่อะลูมีเนียมล่ะ

491
00:21:59,244 --> 00:21:59,818
ได้ไหมครับ

492
00:21:59,818 --> 00:22:00,530
ได้นะ

493
00:22:00,530 --> 00:22:04,530
ตัว

494
00:22:10,328 --> 00:22:11,191
ย่อที่ใช้แม็กนีเซียม

495
00:22:11,191 --> 00:22:14,425
MG นะครับ

496
00:22:14,425 --> 00:22:15,568
ทบทวน ๆ

497
00:22:15,568 --> 00:22:16,746
ทบทวน ๆ

498
00:22:16,746 --> 00:22:17,529
น้องดูตัวอย่างนี้นะครับ

499
00:22:17,529 --> 00:22:21,529
แทรกซ้อนครับ

500
00:22:22,904 --> 00:22:24,783
พี่นัตตี้บอกเลยครับ

501
00:22:24,783 --> 00:22:27,039
คือ

502
00:22:27,039 --> 00:22:27,783
หินแกรนิต

503
00:22:27,783 --> 00:22:28,290
เชื่อพี่นัตตี้นะ

504
00:22:28,290 --> 00:22:31,416
คือ

505
00:22:31,416 --> 00:22:32,873
หินแกรนิต

506
00:22:32,873 --> 00:22:36,873
พอเลย

507
00:22:37,201 --> 00:22:41,201
ส่วนภาคพื้นสมุทรที่เป็นอัคนีปุ๊บ

508
00:22:55,968 --> 00:22:56,904
จำไว้เลยนะครับ คือ บะซอลต์

509
00:22:56,904 --> 00:23:00,904
น้อง ๆ ครับ

510
00:23:01,094 --> 00:23:02,743
บะซอลต์

511
00:23:02,743 --> 00:23:03,407
คือ พระเอก

512
00:23:03,407 --> 00:23:04,823
พระเอกมาก ๆ

513
00:23:04,823 --> 00:23:06,610
ในการออกข้อสอบธรีวิทยา

514
00:23:06,610 --> 00:23:07,165
ถามอะไรก็ตามเปลือกโลกภาคพื้นสมุทรนะ

515
00:23:07,165 --> 00:23:09,751
ฟันธงครับ

516
00:23:09,751 --> 00:23:11,199
ได้ไหมครับ

517
00:23:11,199 --> 00:23:14,017
ก่อนจะไปจากชั้นเนื้อโลกครับ

518
00:23:14,017 --> 00:23:18,017
ครับ ปรากฏว่าไปชั้นเนื้อโลก

519
00:23:19,172 --> 00:23:20,056
พี่นัตตี้สรุปแล้วว่า

520
00:23:20,056 --> 00:23:21,639
ก่อนจะเจอชั้นเนื้อโลกครับ

521
00:23:21,639 --> 00:23:22,801
พบว่ามีส่วนหนึ่งที่เป็นของแข็ง

522
00:23:22,801 --> 00:23:25,807
หนาประมาณสัก 1 กิโลเมตร

523
00:23:25,807 --> 00:23:26,765
หินไม่เหมือนกับเปลือกโลก

524
00:23:26,765 --> 00:23:30,063
และไม่เหมือนกับเนื้อโลกนึกออกไหม

525
00:23:30,063 --> 00:23:31,993
ประมาณสมมตินะครับ

526
00:23:31,993 --> 00:23:32,619
สมมติหนาประมาณ 1 กิโลเมตร

527
00:23:32,619 --> 00:23:35,256
หนา 1 กิโลเมตร

528
00:23:35,256 --> 00:23:36,726
ขออนุญาตเขียนตัวย่อภาษาอังกฤษนะ

529
00:23:36,726 --> 00:23:37,262
ได้ไหม 1 กิโลเมตร

530
00:23:37,262 --> 00:23:37,823
นะ

531
00:23:37,823 --> 00:23:39,270
ปรากฏว่า

532
00:23:39,270 --> 00:23:40,806
หินก็ไม่เหมือนกัน

533
00:23:40,806 --> 00:23:41,777
ความหนาแน่นก็ไม่เหมือนกันเอาคลื่นไปทบสอบก็ได้ความเร็วไม่เหมือนกัน

534
00:23:41,777 --> 00:23:42,455
ก็เลยจัดเป็นรอยต่อสะ

535
00:23:42,455 --> 00:23:43,982
ปรากฎว่านักธรณีวิทยาครับ

536
00:23:43,982 --> 00:23:44,960
จัด 1 กิโลเมตร

537
00:23:44,960 --> 00:23:46,191
เป็นรอยต่อระหว่างเปลือกโลกกับเนื้อโลก

538
00:23:46,191 --> 00:23:47,926
ออกข้อสอบเมื่อปี 59 นะ

539
00:23:47,926 --> 00:23:48,957
ถ้าพี่นัตตี้จำไม่ผิดนะ

540
00:23:48,957 --> 00:23:52,957
ลอยต่อนี่ชื่อว่า

541
00:24:23,255 --> 00:24:24,302
Mohorovicic

542
00:24:24,302 --> 00:24:26,102
ถ้าชื่อยากน้องจำแค่นี้พอ

543
00:24:26,102 --> 00:24:27,198
รอยต่อ Moho

544
00:24:27,198 --> 00:24:28,285
มาดูความสำคัญของชั้นเนื้อโลกกัน

545
00:24:28,285 --> 00:24:31,135
ชั้นเนื้อโลกมีความสำคัญอย่างไรครับ

546
00:24:31,135 --> 00:24:31,814
ชั้นเนื้อโลกเป็นชั้นที่เป็นลองเหลขหนืด

547
00:24:31,814 --> 00:24:32,887
ของเหลวเสียทีเดียวนะ

548
00:24:32,887 --> 00:24:33,606
เป็นหินเหนียวหนืด

549
00:24:33,606 --> 00:24:34,168
ซึ่งหินเหลวหนืดนี่

550
00:24:34,168 --> 00:24:38,168
เรียกมันว่า

551
00:24:39,418 --> 00:24:40,586
ส่วนของเมนเทอร์นะครับ

552
00:24:40,586 --> 00:24:41,141
ส่วนของชั้นเนื้อโลก

553
00:24:41,141 --> 00:24:45,141
เราให้อีกชื่อหนึ่งว่า

554
00:24:49,237 --> 00:24:51,694
ชั้นเมนเธอร์

555
00:24:51,694 --> 00:24:52,216
เรียกชั้นนี้ว่าชั้น Mantle

556
00:24:52,216 --> 00:24:54,433
ได้ไหม

557
00:24:54,433 --> 00:24:55,834
ชั้นแมนเทอร์เป็นชั้นของหินเหลวหนืด

558
00:24:55,834 --> 00:24:56,725
พี่นัตตี้บอกกว่านะ

559
00:24:56,725 --> 00:24:57,958
ว่าไม่ใช่ทั้งหมด

560
00:24:57,958 --> 00:24:58,754
ส่วนบน

561
00:24:58,754 --> 00:25:02,754
ที่จะมีหินเหลวหนืด

562
00:25:04,695 --> 00:25:07,415
ซึ่งชั้นนี้เราจะเรียกว่าแม็กมา

563
00:25:07,415 --> 00:25:08,099
ซึ่งหินเหลวหนืดมีชื่อเรียกว่าแมกมานะครับ

564
00:25:08,099 --> 00:25:08,897
ซึ่งแมกมาตัวนี้ครับ

565
00:25:08,897 --> 00:25:10,575
ที่ข้อสอบเคยออกด้วยนะ

566
00:25:10,575 --> 00:25:11,218
เขาถามความแตกต่างของ 2 คำนี้ครับ

567
00:25:11,218 --> 00:25:12,373
แม็กม่านี่

568
00:25:12,373 --> 00:25:13,837
เราจะเปลี่ยนชื่อเป็น ลาวา

569
00:25:13,837 --> 00:25:15,032
ข้อสอบ o-net

570
00:25:15,032 --> 00:25:15,703
ปี 50 หรือ 51 นี่

571
00:25:15,703 --> 00:25:16,789
ถามง่าย ๆ เลยว่า

572
00:25:16,789 --> 00:25:17,890
แมกมากับลาวาต่างกันอย่างไร

573
00:25:17,890 --> 00:25:18,848
พี่นัตตี้ตอบให้เลยครับ

574
00:25:18,848 --> 00:25:20,134
ไม่ต่าง

575
00:25:20,134 --> 00:25:22,862
องค์ประกอบเหมือนกันหมดเลย

576
00:25:22,862 --> 00:25:23,814
ถ้าแมกม่าต้องอยู่ใต้ดิน

577
00:25:23,814 --> 00:25:26,606
ถ้าลาวาคือปะทุออกไปแล้ว

578
00:25:26,606 --> 00:25:27,326
ธาตุลาวาคือธาตุที่ประทุออกไปแล้วจำได้ไหม

579
00:25:27,326 --> 00:25:28,083
ลาวาเย็นตัวเป็นอะไร

580
00:25:28,083 --> 00:25:31,919
จำได้เปล่า

581
00:25:31,919 --> 00:25:33,286
ลาวาเย็นตัวจะเป็น...

582
00:25:33,286 --> 00:25:34,973
เมื่อเย็นตัว ดูสิใครจะจำได้

583
00:25:34,973 --> 00:25:35,840
เมื่อเย็นตัวจะกลายเป็น

584
00:25:35,840 --> 00:25:39,840
อะไรครับ

585
00:25:43,295 --> 00:25:44,110
จะกลายเป็นหินอัคนี

586
00:25:44,110 --> 00:25:48,110
แต่อัคนี

587
00:25:48,470 --> 00:25:49,108
อัคนี ๆ โอ.เค. ไหมครับ ได้นะ

588
00:25:49,108 --> 00:25:53,108
ได้นะ

589
00:26:01,369 --> 00:26:02,037
คราวนี้ในเมื่อมันพูดถึงองค์ประกอบเป็นหลัก

590
00:26:02,037 --> 00:26:03,383
เพราะฉะนั้นนี่

591
00:26:03,383 --> 00:26:05,399
สิ่งที่เหมือนกัน

592
00:26:05,399 --> 00:26:07,892
ก็คือธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

593
00:26:07,892 --> 00:26:11,109
ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อโลก

594
00:26:11,109 --> 00:26:15,109
มีหลัก ๆ เป็น 3 องค์ประกอบ

595
00:26:19,624 --> 00:26:20,407
ทวนความรู้หน่อย

596
00:26:20,407 --> 00:26:21,950
เหล็ก

597
00:26:21,950 --> 00:26:23,207
ภาษาอังกฤษ

598
00:26:23,207 --> 00:26:25,507
ใช้อะไรลูก

599
00:26:25,507 --> 00:26:26,416
Iron นะ

600
00:26:26,416 --> 00:26:28,276
นะครับ

601
00:26:28,276 --> 00:26:29,422
แมกนีเซียม

602
00:26:29,422 --> 00:26:30,264
ครับ MG

603
00:26:30,264 --> 00:26:31,119
อะลูมิเนียม

604
00:26:31,119 --> 00:26:31,735
พูดไปแล้ว

605
00:26:31,735 --> 00:26:32,500
ได้นะ

606
00:26:32,500 --> 00:26:33,095
มี 3 อันนะครับ

607
00:26:33,095 --> 00:26:34,439
เหล็ก

608
00:26:34,439 --> 00:26:35,118
แมกนีเซียมและอะลูมิเนียม

609
00:26:35,118 --> 00:26:36,221
อีกรอบครับ

610
00:26:36,221 --> 00:26:37,223
ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อโลก

611
00:26:37,223 --> 00:26:38,092
มี เหล็ก แม็กนีเซียม

612
00:26:38,092 --> 00:26:38,536
และอะลูมิเนียม

613
00:26:38,536 --> 00:26:42,536
ครับ

614
00:26:43,914 --> 00:26:47,914
ถ้านับทั้งหมดนะ

615
00:26:54,968 --> 00:26:55,584
บางหนังสือบางเล่มนี่ลงมา 3,000

616
00:26:55,584 --> 00:26:59,584
เพราะอะไรล่ะ

617
00:27:03,245 --> 00:27:07,245
เพราะชั้นเปลือกมีแค่

618
00:27:07,260 --> 00:27:09,934
7 กิโลเมตร

619
00:27:09,934 --> 00:27:10,821
ไม่ได้เสี้ยวเลยนะ

620
00:27:10,821 --> 00:27:11,554
อุณหภูมิสูงมากครับ

621
00:27:11,554 --> 00:27:12,447
สูงถึง 4,000

622
00:27:12,447 --> 00:27:15,557
หรือ 8,000

623
00:27:15,557 --> 00:27:17,310
องศา

624
00:27:17,310 --> 00:27:18,938
สาเหตุว่าทำไมชั้นนี้ของหินทั้งหมดนะครับ

625
00:27:18,938 --> 00:27:19,598
ถึงจะกลายเป็นหินหนืด

626
00:27:19,598 --> 00:27:20,245
เพราะอุณหภูมิมันสูง

627
00:27:20,245 --> 00:27:20,765
ชั้นแก่นโลกครับ

628
00:27:20,765 --> 00:27:21,945
อันนี้ต้องรู้เล

629
00:27:21,945 --> 00:27:23,976
ย เป็นชั้นมีความหนาแน่นนะ

630
00:27:23,976 --> 00:27:26,183
หนาแน่นนะ

631
00:27:26,183 --> 00:27:26,743
ไม่ใช่หนาถ้าหนาเฉย ๆ

632
00:27:26,743 --> 00:27:30,743
นี่เป็นเนื้อโลก

633
00:27:31,422 --> 00:27:35,422
คือ แก่นโลกเลย

634
00:27:38,648 --> 00:27:39,300
Core

635
00:27:39,300 --> 00:27:40,214
ถ้าหนาแน่นครับ

636
00:27:40,214 --> 00:27:44,214
สุดชั้นนี้เลยนะครับ

637
00:27:45,987 --> 00:27:49,987
พี่นัตตี้

638
00:27:56,903 --> 00:28:00,744
10,000 นะลูกนะ

639
00:28:00,744 --> 00:28:01,487
10,000 กิโลกรัม

640
00:28:01,487 --> 00:28:02,437
ต่อลูกบาศก์เมตร

641
00:28:02,437 --> 00:28:03,554
หนาแน่นมาก ๆ ได้ไหม

642
00:28:03,554 --> 00:28:04,339
ทำไหมถึงหนาแน่นขนาดนี้ครับ

643
00:28:04,339 --> 00:28:07,049
มันเป็นชั้นอยู่ข้างล่างสุด

644
00:28:07,049 --> 00:28:10,050
มันเป็นชั้นที่ถูกกดทับลงมานึกออกนะ

645
00:28:10,050 --> 00:28:14,050
มันหนาแน่นสุดนะ

646
00:28:20,785 --> 00:28:21,713
ในการแบ่ง... จากชั้น

647
00:28:21,713 --> 00:28:22,341
จำได้ไหม

648
00:28:22,341 --> 00:28:25,478
จำได้ไหม

649
00:28:25,478 --> 00:28:27,112
ซึ่งมันจะเป็นการแบ่งชั้นนอกชั้นใน

650
00:28:27,112 --> 00:28:30,061
แต่ละชั้นนี่

651
00:28:30,061 --> 00:28:34,061
ก็ประมาณ

652
00:28:35,805 --> 00:28:36,549
1,000 กว่ากิโลเมตร

653
00:28:36,549 --> 00:28:37,853
ได้ไหม

654
00:28:37,853 --> 00:28:38,780
ทวนสิ

655
00:28:38,780 --> 00:28:39,557
ลองทบทวนนะ

656
00:28:39,557 --> 00:28:40,661
แก่นโลกชั้นนอก

657
00:28:40,661 --> 00:28:41,878
ของอะไรลูก

658
00:28:41,878 --> 00:28:42,693
สำคัญมากเลย

659
00:28:42,693 --> 00:28:44,320
ของเหลวนะ

660
00:28:44,320 --> 00:28:48,320
เดี๋ยววันนี้จะทบทวนนะ

661
00:28:51,652 --> 00:28:52,286
ของแข็งนะ

662
00:28:52,286 --> 00:28:56,286
โอ.เค. นะ

663
00:28:56,614 --> 00:28:58,245
มันถึงจะแบ่งเป็นนอกกับใน

664
00:28:58,245 --> 00:29:00,175
แต่หนูจ๋าที่รักทั้งหลาย

665
00:29:00,175 --> 00:29:00,686
เราแบ่งเป็นชั้นนอก

666
00:29:00,686 --> 00:29:02,837
ชั้นใน

667
00:29:02,837 --> 00:29:03,731
อันนี้เราแบ่งตามอะไรลูก

668
00:29:03,731 --> 00:29:04,783
สถานะ

669
00:29:04,783 --> 00:29:05,419
โอ.เค. ไหม

670
00:29:05,419 --> 00:29:06,267
แต่วันนี้ครับ

671
00:29:06,267 --> 00:29:07,350
ที่พี่นัตตี้สอนวันนี้เราจะแบ่งไหม

672
00:29:07,350 --> 00:29:10,116
เราจะแบ่งแก่นโลกทั้งหมด

673
00:29:10,116 --> 00:29:11,221
ธาตุเป็นองค์ประกอบ

674
00:29:11,221 --> 00:29:12,115
เป็นองค์ประกอบเดียวกัน

675
00:29:12,115 --> 00:29:12,949
คืออะไร

676
00:29:12,949 --> 00:29:13,892
อันนี้ไม่น่าเชื่อ

677
00:29:13,892 --> 00:29:14,982
แค่ประโยคสั้น ๆ

678
00:29:14,982 --> 00:29:18,982
เด็ก ๆ

679
00:29:23,818 --> 00:29:24,700
O-NET

680
00:29:24,700 --> 00:29:28,700
ออกข้อสอบ 1 ครั้ง

681
00:30:30,869 --> 00:30:33,087
PAT

682
00:30:33,087 --> 00:30:34,597
2 อีก 1 ครั้งไม่น่าเชื่อนะ องค์ประกอบของแก่นโลกประกอบด้วยอะไร 2 อย่างครับ ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล นิเกิล มีนิเกิลโผล่ขึ้นมานะ เห็นไปแล้วนะ คือ FE นิเกิลครับ คือ NI อีกทีหนึ่งออกชื่อเป็นทางเคมีต้องสอนใหม่นะ ถ้าเด็กสายวิทย์จะได้นะแต่เด็กสายศิลป์คงไม่ได้นะ น้อง ๆ ครับ สงสัยไหมว่า อยู่ลึกเกือบ 6,000 ถ้าอยู่บนผิวโลกนะ

683
00:30:34,597 --> 00:30:38,597
รู้ได้อย่างไรว่ามีเหล็กกับนิเกิล จากอะไร มาดูนะครับ สิ่งที่เขาศึกษา และทำให้เขารู้ว่าศึกษาและทำให้เขารู้ ว่านี่คือ นิกเกิล อุกาบาตเหล็ก อันนี้ต้องรู้นะครับ อุกกาบาตเหล็กคืออะไรครับน้อง ๆ อุกาบาต คือ วัตถุที่ตกลงมาแล้วผ่านการเผาไหม้จากชั้นบรรยากาศโลก อาจจะเป็นเศษซากจากดาวน้อหรือว่าดาวเคราะห์น้อย คราวนี้อุกาบาตมีทั้งหมด 3 ประเภทนะ เรื่องของดาราศาสตร์จะกลับมาพูดอีกทีนะ มีหิน มีเหล็ก

684
00:30:45,029 --> 00:30:46,300
มีผสม

685
00:30:46,300 --> 00:30:47,289
ทำไมเขาสนใจอุกาบาตเหล็กอย่างเดียว

686
00:30:47,289 --> 00:30:48,018
เพราะตรงนี้ครับ

687
00:30:48,018 --> 00:30:49,774
อุกาบาตเหล็ก

688
00:30:49,774 --> 00:30:50,602
คือ ชิ้นส่วน

689
00:30:50,602 --> 00:30:51,438
ชิ้นส่วนจากดาวเคราะห์น้อย

690
00:30:51,438 --> 00:30:52,795
แล้วดาวเคราะห์น้อยคืออะไรครับพี่นัตตี้

691
00:30:52,795 --> 00:30:56,795
ดาวเคราะห์น้อย

692
00:30:59,846 --> 00:31:03,846
ดาวเคราะห์

693
00:31:05,398 --> 00:31:06,605
นักธรณีวิทยา

694
00:31:06,605 --> 00:31:07,437
ถ้าชิ้นส่วนที่เหลือจากดาวเคราะห์

695
00:31:07,437 --> 00:31:09,013
มันเหลือแค่ไหน

696
00:31:09,013 --> 00:31:12,285
โลกเราที่มันอยู่ตรงกลางหรือแก่นนี่

697
00:31:12,285 --> 00:31:14,425
ของวัตถุพวกนี้มันน่าจะมีองค์ประกอบเดียวกัน

698
00:31:14,425 --> 00:31:18,425
อันนี้พี่นัตตีบอกก่อน

699
00:31:23,009 --> 00:31:24,571
ว่ามันคือการสันนิษฐานนะ

700
00:31:24,571 --> 00:31:25,285
ที่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

701
00:31:25,285 --> 00:31:25,926
ได้ไหมครับ

702
00:31:25,926 --> 00:31:29,926
ตอนนี้เราสรุปสุดท้ายแล้ว

703
00:31:30,620 --> 00:31:31,160
เราแบ่งโครงสร้างโลกตามองค์ประกอบออกเป็น 3 โครง

704
00:31:31,160 --> 00:31:33,180
คือ

705
00:31:33,180 --> 00:31:34,047
เป็น 1. ครับ

706
00:31:34,047 --> 00:31:34,696
ชั้นเปลือกโลก

707
00:31:34,696 --> 00:31:35,340
ถูกไหมครับ

708
00:31:35,340 --> 00:31:36,334
ได้นะ

709
00:31:36,334 --> 00:31:37,322
ซึ่งเปลือกโลกนี้เราแบ่งเป็น 2 ส่วน

710
00:31:37,322 --> 00:31:41,322
ทวีป

711
00:31:41,645 --> 00:31:45,645
พี่นัตตี้ของเขียนง่าย ๆ นะ

712
00:32:20,524 --> 00:32:21,265
พื้นสมุทรถูกไหมครับ ส่วนที่

713
00:32:21,265 --> 00:32:21,959
2 ครับ คือ ส่วนของชั้นเนื้อโลกนะ

714
00:32:21,959 --> 00:32:22,717
เนื้อโลกนะครับ

715
00:32:22,717 --> 00:32:24,246
และส่วนที่ 3 ครับ

716
00:32:24,246 --> 00:32:26,147
คือส่วนของชั้นแก่นโลก

717
00:32:26,147 --> 00:32:27,516
น้อง ๆ ระหวังโดนข้อสอบหลอกนะ

718
00:32:27,516 --> 00:32:28,559
ถ้าเป็นตามองค์ประกอบต้องแบ่งแก่นโลกเป็นชั้นนอกชั้นในเป็นชั้นนอกชั้นในก็ต่อเมื่อใช้สถานะนะ

719
00:32:28,559 --> 00:32:29,753
ได้ไหมครับ

720
00:32:29,753 --> 00:32:32,974
คราวนี้สิ่งที่พี่นัตตี้ต้องสรุปรวมให้กับน้อง ๆ

721
00:32:32,974 --> 00:32:33,587
ก็คือความรู้ตั้งแต่ครั้ง 2 ครั้งที่แล้ว

722
00:32:33,587 --> 00:32:37,587
ที่เราเอาโครงสร้างโลก

723
00:32:37,771 --> 00:32:38,700
ที่แบ่งตามสถานะและแบ่งตามองค์กระกอบ

724
00:32:38,700 --> 00:32:39,667
มาสรุปเป็นรวบยอด

725
00:32:39,667 --> 00:32:40,357
น้อง ๆ

726
00:32:40,357 --> 00:32:40,994
ต้องได้นะครับ

727
00:32:40,994 --> 00:32:41,997
ค่อย ๆ ไปนะ

728
00:32:41,997 --> 00:32:42,797
ส่วนฝั่งซ้ายครับ

729
00:32:42,797 --> 00:32:43,964
ส่วนของสีฟ้า

730
00:32:43,964 --> 00:32:44,498
อันนี้คือการแบ่งโครงสร้างโลกตามสถานะ

731
00:32:44,498 --> 00:32:46,705
ถูกไหมครับ

732
00:32:46,705 --> 00:32:47,844
ส่วนฝั่งขวาแบ่งตามองค์ประกอบ

733
00:32:47,844 --> 00:32:48,899
น้อง ๆ ดูตรงนี้นิดหนึ่ง

734
00:32:48,899 --> 00:32:52,132
ต้องเอามารวบกันครับ

735
00:32:52,132 --> 00:32:53,331
เพราะว่ามันชอบมีคำถามถาม

736
00:32:53,331 --> 00:32:57,331
ว่าธรนีภาคที่อยู่ในการแบ่งสถานะนี่

737
00:32:57,739 --> 00:32:59,254
มันคือตรงไหน

738
00:32:59,254 --> 00:32:59,666
โน่นนี่นั่น

739
00:32:59,666 --> 00:33:02,759
ทันไหม

740
00:33:02,759 --> 00:33:04,971
เริ่มจากที่ง่าย ๆ ก่อน

741
00:33:04,971 --> 00:33:08,971
อันนี้ คือ แก่นโลก

742
00:33:16,925 --> 00:33:17,884
บอกเลยไม่ค่อยมีในข้อสอบ

743
00:33:17,884 --> 00:33:20,099
เพราะว่าถ้าเป็นแก่นโลกครับ

744
00:33:20,099 --> 00:33:22,179
แบ่งตามองค์ประกอบ

745
00:33:22,179 --> 00:33:24,035
ถ้าเทียบกับการแบ่งตามสถานะ

746
00:33:24,035 --> 00:33:24,607
ก็คือการแบ่งตามชั้นนอกชั้นใน

747
00:33:24,607 --> 00:33:25,188
ได้ไหม

748
00:33:25,188 --> 00:33:26,484
ได้นะ

749
00:33:26,484 --> 00:33:28,228
แต่ที่ออกสอบบ่อยครับ

750
00:33:28,228 --> 00:33:31,646
คืออันนี้ครับ

751
00:33:31,646 --> 00:33:33,466
ธรณีภาคครับ

752
00:33:33,466 --> 00:33:37,466
ถ้าน้อง ๆ ยังจำได้นะ

753
00:33:38,936 --> 00:33:40,006
ธรณีภาคเป็นของแข็ง 100 เปอร์เซ็นต์

754
00:33:40,006 --> 00:33:44,006
ถูกไหมครับ

755
00:33:46,145 --> 00:33:46,845
แต่ฐานธรณีภาคเป็นพลาสติกนะ

756
00:33:46,845 --> 00:33:49,797
ธรณีภาคครับ

757
00:33:49,797 --> 00:33:52,183
คาบเกี่ยวตรงไหนขององค์ประกอบ

758
00:33:52,183 --> 00:33:54,764
ที่เป็นส่วนของคาบเกี่ยวของเปลือกโลก

759
00:33:54,764 --> 00:33:58,764
และเนื้อโลก

760
00:34:02,617 --> 00:34:03,565
ซึ่งจำได้ไหมเมื่อสักครู่นี้พี่นัตตี้ขออนุญาตแบ่งเนื้อโลกเป็น 3 ส่วน

761
00:34:03,565 --> 00:34:07,565
คือ บนสุด

762
00:34:07,573 --> 00:34:08,356
และล่าง ชั้นธรณีภาคครับ

763
00:34:08,356 --> 00:34:12,356
คาบเกี่ยวเปลือกโลก

764
00:34:15,611 --> 00:34:16,707
ชั้นบนสุดได้ไหมนี่พี่นัตตี้แบ่งเอาเนื้อโลกชั้นบนเฉย ๆ

765
00:34:16,707 --> 00:34:18,166
สรุปอีกรอบหนึ่งนะครับ

766
00:34:18,166 --> 00:34:18,989
ถ้าพูดถึงการแบ่งตามสถานะ

767
00:34:18,989 --> 00:34:22,989
ธรณีภาคนะ

768
00:34:25,307 --> 00:34:26,566
จะอยู่ในส่วนของการแบ่งองค์ประกอบ

769
00:34:26,566 --> 00:34:27,709
Memory

770
00:34:27,709 --> 00:34:31,709
เก็บไว้นะครับ

771
00:34:51,834 --> 00:34:55,702
2. ถ้าเป็นฐานธรณีภาค

772
00:34:55,702 --> 00:34:56,363
เอาส่วนที่เป็นเนื้อโลกชั้นบนไปได้ไหม

773
00:34:56,363 --> 00:34:57,248
ส่วนชั้นมี

774
00:34:57,248 --> 00:35:01,248
ชั้นล่างเพราะส่วนนี้

775
00:35:03,605 --> 00:35:04,187
ถ้าเทียบกับสถานะมันมันคือของแข็ง

776
00:35:04,187 --> 00:35:04,705
ได้ไหมครับ

777
00:35:04,705 --> 00:35:06,990
ได้นะ

778
00:35:06,990 --> 00:35:07,745
นี่คือการสรุปรวบยอดของการเรียนครั้งที่แล้ว

779
00:35:07,745 --> 00:35:08,698
กับครั้งนี้นะครับ

780
00:35:08,698 --> 00:35:12,698
หวังว่าน้องๆ ครับ

781
00:35:18,125 --> 00:35:20,605
เรามีทฤษฎีที่สนับสนุน Big Bang

782
00:35:20,605 --> 00:35:23,636
และน่าเชื่อถือ

783
00:35:23,636 --> 00:35:25,609
คือ 2 ทฤษฎีก่อนเลย

784
00:35:25,609 --> 00:35:26,358
คือ ทฤษฏีการขยายตัวของเอกภพ

785
00:35:26,358 --> 00:35:27,314
โอ.เค. ไหม

786
00:35:27,314 --> 00:35:28,611
อันนี้มีแต่ทฤษฎีวันนี้นะ

787
00:35:28,611 --> 00:35:29,390
แต่ครั้งหน้าครับ

788
00:35:29,390 --> 00:35:32,763
น้อง ๆ

789
00:35:32,763 --> 00:35:33,549
พี่นัตตี้ขอดอกจันไว้ก่อน

790
00:35:33,549 --> 00:35:34,268
ในเรื่องนี้มีคำนวณครับ

791
00:35:34,268 --> 00:35:35,618
มีคำนวณครับ

792
00:35:35,618 --> 00:35:36,519
เพราะครั้งหน้านะครับ

793
00:35:36,519 --> 00:35:38,209
น้อง ๆ ติดเครื่องคิดเลข

794
00:35:38,209 --> 00:35:38,872
เอาเครื่องคิดเลขมาก่อน

795
00:35:38,872 --> 00:35:39,980
มาช่วยกันจิ้มก่อน

796
00:35:39,980 --> 00:35:41,508
ห้องสอบไม่มี เ

797
00:35:41,508 --> 00:35:43,549
พราะฉะนั้นใครอยากคิดสดก็ได้

798
00:35:43,549 --> 00:35:44,683
ใครอยากจะเอาเครื่องคิดเลขมาจิ้มเพื่อทดก็ได้

799
00:35:44,683 --> 00:35:45,818
แต่วันนี้ยังไม่มีครับ

800
00:35:45,818 --> 00:35:46,413
แต่อันนี้พูดถึงครั้งต่อไปจะได้เตรียมตัวทัน

801
00:35:46,413 --> 00:35:48,818
ต่อไปครับ

802
00:35:48,818 --> 00:35:52,818
ทฤษฎีที่ 2

803
00:36:01,540 --> 00:36:02,144
คือ ทฤษฎี

804
00:36:02,144 --> 00:36:03,058
อุณหภูมิพื้นหลัง

805
00:36:03,058 --> 00:36:04,851
แต่เอาไว้วันหลัง

806
00:36:04,851 --> 00:36:06,752
วันนี้ครับ

807
00:36:06,752 --> 00:36:08,419
ขอครั้งแรก

808
00:36:08,419 --> 00:36:12,100
ผู้ชายสูบไปป์คือใคร

809
00:36:12,100 --> 00:36:14,124
น้อง ๆ ครับ

810
00:36:14,124 --> 00:36:15,438
น้อง ๆ จะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

811
00:36:15,438 --> 00:36:19,438
เหมือนกับที่นักเรียนที่ต้องรู้จัก

812
00:36:21,791 --> 00:36:25,791
ยังจำกันได้อยู่ไหม

813
00:36:28,021 --> 00:36:28,765
นักธรณีวิทยาที่อธิบายทวีปเช่นเดียวกันครับ

814
00:36:28,765 --> 00:36:29,877
ทฤษฎีการขยายตัวของเอกภพ

815
00:36:29,877 --> 00:36:30,733
คิดค้นด้วยนักธรณีวิทยา

816
00:36:30,733 --> 00:36:31,409
นักวิทยาศาสตร์

817
00:36:31,409 --> 00:36:32,008
นักดาราศาสตร์

818
00:36:32,008 --> 00:36:32,658
นักฟิสิกส์

819
00:36:32,658 --> 00:36:36,658
ไม่มีเขียนให้ก็ได้

820
00:36:43,059 --> 00:36:44,166
ชื่อว่า Edwin P Hubbel

821
00:36:44,166 --> 00:36:46,213
พูดคำนี้ปุ๊บ

822
00:36:46,213 --> 00:36:50,213
หลาย ๆ คนบอกว่า

823
00:36:52,133 --> 00:36:53,869
หนูเคยได้ยินค่ะ

824
00:36:53,869 --> 00:36:57,869
โอ.เค. ไม่ผิดครับ

825
00:36:58,413 --> 00:36:59,357
ฮับเบิล

826
00:36:59,357 --> 00:37:03,037
ปัจจุบันน้อง ๆ อาจจะเคยได้ยินคำว่า

827
00:37:03,037 --> 00:37:05,262
"ฮับเบิล"

828
00:37:05,262 --> 00:37:06,526
จากวิทยุเครื่องแรกของโลก

829
00:37:06,526 --> 00:37:08,119
แต่เครื่องนั้น

830
00:37:08,119 --> 00:37:09,062
กล้องโทรทรรศน์

831
00:37:09,062 --> 00:37:10,216
ฮับเบิล

832
00:37:10,216 --> 00:37:12,780
ไม่ได้คิดนะ

833
00:37:12,780 --> 00:37:13,682
แต่ให้เกียรติฮับเบิลในการตั้งชื่อเฉย ๆ ครับ

834
00:37:13,682 --> 00:37:17,682
น้อง ๆ

835
00:37:26,596 --> 00:37:28,935
พี่นัตตี้ให้เมมโมรี่ครับ

836
00:37:28,935 --> 00:37:29,398
ฮับเบิลกระทำเกือบทุกอย่า

837
00:37:29,398 --> 00:37:30,499
ง

838
00:37:30,499 --> 00:37:33,775
ศึกษาทุกอย่างครับ

839
00:37:33,775 --> 00:37:35,954
เกี่ยวกับกาแลกซี

840
00:37:35,954 --> 00:37:36,485
ก็คือเป็นเจ้าของ Samsung นั่นเอง

841
00:37:36,485 --> 00:37:37,105
พูดเล่น

842
00:37:37,105 --> 00:37:38,330
แซว

843
00:37:38,330 --> 00:37:39,505
เขาศึกษาเกี่ยวกับกาแลกซี่

844
00:37:39,505 --> 00:37:40,405
เขานั่งดู

845
00:37:40,405 --> 00:37:41,077
นั่งจดบันทึก

846
00:37:41,077 --> 00:37:44,644
ไม่ใช่นับทุก

847
00:37:44,644 --> 00:37:45,897
อย่าง

848
00:37:45,897 --> 00:37:46,599
นั่งจุดบันทึกร่างกาแลกซี

849
00:37:46,599 --> 00:37:47,467
นั่งดูการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี

850
00:37:47,467 --> 00:37:49,947
วันหนึ่งครับน้อง ๆ

851
00:37:49,947 --> 00:37:50,839
เขาศึกษาพบอะไรครับ

852
00:37:50,839 --> 00:37:51,772
ภาพนี้นะ

853
00:37:51,772 --> 00:37:52,644
เพราะนี่คือภาพจริง ๆ

854
00:37:52,644 --> 00:37:56,441
ที่เขาศึกษาเลยนะ

855
00:37:56,441 --> 00:37:57,517
วัน ๆ หนึ่งเขาเจอนี่

856
00:37:57,517 --> 00:37:58,274
เคลื่อนที่ออกห่างจากเขาตลอดเวลา

857
00:37:58,274 --> 00:37:59,210
เห็นไหม

858
00:37:59,210 --> 00:38:00,262
ค่อย ๆ ตามนะ

859
00:38:00,262 --> 00:38:01,082
วันหนึ่งครับ

860
00:38:01,082 --> 00:38:04,634
เขาเห็นกาแล็กซีเคลื่อนที่รับ

861
00:38:04,634 --> 00:38:05,319
กำลังขยายออก

862
00:38:05,319 --> 00:38:06,168
ขยายออก

863
00:38:06,168 --> 00:38:07,000
ขยายออกตลอดเวลา

864
00:38:07,000 --> 00:38:07,902
ชื่อพวกนี้ครับ

865
00:38:07,902 --> 00:38:09,237
โคโรน่า

866
00:38:09,237 --> 00:38:10,021
โบเรริส

867
00:38:10,021 --> 00:38:11,924
เห็นไหมครับ

868
00:38:11,924 --> 00:38:13,854
ตำแหน่งที่เขาศึกษา

869
00:38:13,854 --> 00:38:15,597
คือตรงนี้นะครับ

870
00:38:15,597 --> 00:38:16,071
ตรงนี้

871
00:38:16,071 --> 00:38:16,850
ตรงนี้

872
00:38:16,850 --> 00:38:17,839
ตรงนี้

873
00:38:17,839 --> 00:38:19,287
เห็นไหมครับ

874
00:38:19,287 --> 00:38:21,501
มันเคลื่อนที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ

875
00:38:21,501 --> 00:38:24,396
เขาเอาไปอธิบาย

876
00:38:24,396 --> 00:38:27,142
และพูดว่าวัตถุที่มันระเบิดได้

877
00:38:27,142 --> 00:38:29,395
ถ้ามันยังมีแรงล้นเหลืออยู่

878
00:38:29,395 --> 00:38:33,381
จากการระเบิดจะทำให้อันนั้นน่ะ

879
00:38:33,381 --> 00:38:35,154
กระจายตัวออกไปได้นะครับ

880
00:38:35,154 --> 00:38:37,183
น้อง ๆ ครับ

881
00:38:37,183 --> 00:38:38,628
วันนี้กลับบ้านขอสตางค์แม่ไปซื้อลูกโป่ง

882
00:38:38,628 --> 00:38:39,901
ขอสตางค์แม่ไปซื้อลูกโปงนะ

883
00:38:39,901 --> 00:38:41,927
ถ้าเป่าจนถึงจุดหนึ่งที่มันละเบิด

884
00:38:41,927 --> 00:38:42,553
ชิ้นส่วนของลูกโป่งมันจะประจายออก

885
00:38:42,553 --> 00:38:44,244
นึกออกไหม

886
00:38:44,244 --> 00:38:48,244
กระจายตัวออก

887
00:38:55,033 --> 00:38:57,211
ตราบใดที่ยังมีแรงดันจากการระเบิด

888
00:38:57,211 --> 00:38:58,769
มันก็ยังกระจายตัวออกไปได้ไกล ๆ

889
00:38:58,769 --> 00:39:00,271
โอ.เค. ไหมครับ

890
00:39:00,271 --> 00:39:03,824
ฮับเบิลอธิบายว่าวัตถุอะไรก็ตามครับ

891
00:39:03,824 --> 00:39:04,927
ที่กำลังจะเคลื่อนที่ห่างออกไปจากเขาเสมอ

892
00:39:04,927 --> 00:39:08,927
หรือพูดง่าย ๆ

893
00:39:09,574 --> 00:39:12,011
คือ วัตถุที่เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตุ

894
00:39:12,011 --> 00:39:16,011
ฮับเบิลบอกว่าวัตถุที่เคลื่อนที่

895
00:39:19,772 --> 00:39:23,772
ที่เคลื่อนที่ห่างจากผู้สังเกต

896
00:39:36,814 --> 00:39:37,642
มันจะเป็นไปตามปรากฏการณ์ของฟิซิกส์

897
00:39:37,642 --> 00:39:38,176
ครับ

898
00:39:38,176 --> 00:39:38,871
เรียกว่า

899
00:39:38,871 --> 00:39:39,716
ขออนุญาตลูก

900
00:39:39,716 --> 00:39:40,633
ปรากฏการณ์เคลื่อนทางแดง

901
00:39:40,633 --> 00:39:42,388
ทันไหม

902
00:39:42,388 --> 00:39:46,388
หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า

903
00:40:00,532 --> 00:40:04,532
RedShift

904
00:40:13,374 --> 00:40:13,996
คือ

905
00:40:13,996 --> 00:40:17,996
พูดตาม

906
00:40:22,532 --> 00:40:23,040
Spectrum ของฟิสิกส์นี่นะ

907
00:40:23,040 --> 00:40:23,871
พี่นัตตี้อยู่ตรงนี้ครับ

908
00:40:23,871 --> 00:40:25,007
ยืนท้าวเอวอยู่

909
00:40:25,007 --> 00:40:25,574
มันเหมือนวัตถุเลื่อนห่างออกจากพี่นัตตี้ออกไป

910
00:40:25,574 --> 00:40:26,463
ขออภัย

911
00:40:26,463 --> 00:40:27,493
ใช้รูปนี้เลยดีกว่า

912
00:40:27,493 --> 00:40:28,175
นี่ครับ

913
00:40:28,175 --> 00:40:29,226
ลูกศรไปอย่างนี้เลย

914
00:40:29,226 --> 00:40:29,961
เลื่อนจากพี่นัตตี้ไปเรื่อย ๆ

915
00:40:29,961 --> 00:40:30,713
อย่างนี้ครับ

916
00:40:30,713 --> 00:40:31,563
คือ Red ship

917
00:40:31,563 --> 00:40:34,250
เข้าหาพี่นัตตี้ครับ

918
00:40:34,250 --> 00:40:36,754
จะเรียกจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า BlueShift

919
00:40:36,754 --> 00:40:37,674
กาแล็กซีของน้อง ๆ

920
00:40:37,674 --> 00:40:38,244
กำลังเคลื่อนที่ห่างออกจากน้อง ๆ

921
00:40:38,244 --> 00:40:38,868
อยู่ตลอดเวลา

922
00:40:38,868 --> 00:40:39,973
อย่างนี้ครับ

923
00:40:39,973 --> 00:40:43,973
เราห่างจากผู้สังเกต

924
00:40:47,402 --> 00:40:47,978
เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Red Shipe"

925
00:40:47,978 --> 00:40:48,679
ได้ไหมครับ

926
00:40:48,679 --> 00:40:49,883
กราฟนี้ครับ

927
00:40:49,883 --> 00:40:50,925
คือกราฟจริง ๆ

928
00:40:50,925 --> 00:40:51,649
ที่เขาศึกษากัน เ

929
00:40:51,649 --> 00:40:53,492
อ็ดวิน

930
00:40:53,492 --> 00:40:54,269
ฮับเบิลระยะห่างของกาแล็กซีนะครับ

931
00:40:54,269 --> 00:40:54,968
ที่น่ะมีความสัมพันธ์กัน

932
00:40:54,968 --> 00:40:55,635
อธิบายจากรูปทางด้านขวานะ

933
00:40:55,635 --> 00:40:56,787
นี่วาดเองนะ

934
00:40:56,787 --> 00:41:00,787
สมมติพี่นัตตี้อยู่ตรงนี้ครับ 3 จุดนะ น

935
00:41:29,313 --> 00:41:31,682
ี่คือกาแลกซี่ A ครับ

936
00:41:31,682 --> 00:41:32,489
กาแลกซี่ B กาแลกซี่ C เอ็ดวินฮับเบิลครับ

937
00:41:32,489 --> 00:41:34,530
บอกว่า

938
00:41:34,530 --> 00:41:37,009
ความห่างของกาแล็กซี A, B, C ครับ

939
00:41:37,009 --> 00:41:41,009
ที่เห็นแน่ ๆ คือ ระยะห่างต่างกัน ค่อย ๆ ไปนะ

940
00:41:42,320 --> 00:41:46,320
วันนี้พี่นัตตี้จะไปให้ช้าที่สุดนะ

941
00:41:47,367 --> 00:41:48,539
ปรากฏว่าระยะห่างที่ปรากฎสิ่งทีฮับเบิล

942
00:41:48,539 --> 00:41:52,539
ศึกษาต่อนั้น

943
00:41:52,845 --> 00:41:53,448
คือ กาแล็กซี่ B และ C มีความเร็วที่เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตนี่เร็วต่างกันด้วย

944
00:41:53,448 --> 00:41:56,196
ทันไหม

945
00:41:56,196 --> 00:41:59,104
เอ็ดวิน พีฮาเบิล

946
00:41:59,104 --> 00:42:00,090
เลยบอกว่า เอ็ดวิน ฮับเบิลเลยบอกว่า

947
00:42:00,090 --> 00:42:00,872
หาความเร็วของกาแล็กซี

948
00:42:00,872 --> 00:42:01,669
เท่าไร

949
00:42:01,669 --> 00:42:02,729
เร็วเท่าไรสมมตินะ

950
00:42:02,729 --> 00:42:04,546
เคลื่อนที่เร็ว

951
00:42:04,546 --> 00:42:05,799
เท่าไรก็บันทึกไว้ B เท่าไรก็บันทึกไว้ C เท่าไร

952
00:42:05,799 --> 00:42:09,484
เราทดไว้

953
00:42:09,484 --> 00:42:12,962
ปรากฏว่าน้อง ๆ กราฟแกน X ดิสแทน

954
00:42:12,962 --> 00:42:13,965
คือ ระยะทาง

955
00:42:13,965 --> 00:42:15,347
หรือจริง ๆ

956
00:42:15,347 --> 00:42:16,472
คือ ระยะห่างของกาแล็กซี

957
00:42:16,472 --> 00:42:17,251
ค่อย ๆ ไปนะครับ

958
00:42:17,251 --> 00:42:18,851
น้อง ๆ ครับ

959
00:42:18,851 --> 00:42:22,115
เหตุผลที่พี่นัตตี้เลือกรูปภาพที่เป็นภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่

960
00:42:22,115 --> 00:42:24,275
เพราะมันจะค่อยข้างเคลียร์นะ

961
00:42:24,275 --> 00:42:28,275
เดี๋ยวตรงไหนมีภาษาอังกฤษจะแปลให้

962
00:42:28,385 --> 00:42:29,761
สัญญานะครับแนวตั้งหรือแกน

963
00:42:29,761 --> 00:42:30,503
แกน Y

964
00:42:30,503 --> 00:42:31,791
คือ ความเร็วครับ

965
00:42:31,791 --> 00:42:33,065
ความเร็วที่กาแลกซีเคลื่อนที่

966
00:42:33,065 --> 00:42:37,065
ซึ่งต่อจากนี้ครับ

967
00:42:49,513 --> 00:42:50,242
น้อง ๆ พี่นัตตี้จะใช้คำว่า "ความเร็วที่กาแล็กซีเคลื่อนที่"

968
00:42:50,242 --> 00:42:51,313
แปลว่า

969
00:42:51,313 --> 00:42:52,557
พี่นัตตี้จะให้นิยามมันว่า

970
00:42:52,557 --> 00:42:56,557
ความเร็วถอยห่าง

971
00:42:57,641 --> 00:43:01,641
ทำไมถึงใช้ความเร็วถอยห่างครับ

972
00:43:03,909 --> 00:43:05,201
เพราะมันพูดถึงระยะ

973
00:43:05,201 --> 00:43:07,305
หรือความเร็วของกาแล็กซี

974
00:43:07,305 --> 00:43:09,121
โอ.เค. นะ

975
00:43:09,121 --> 00:43:10,187
มันก็เลยถอยห่างไปเรื่อย ๆ

976
00:43:10,187 --> 00:43:10,854
เกิดอะไรขึ้นครับ

977
00:43:10,854 --> 00:43:12,170
ลูก

978
00:43:12,170 --> 00:43:13,305
แต่ละจุดน้อง ๆ ครับ

979
00:43:13,305 --> 00:43:14,124
ที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ

980
00:43:14,124 --> 00:43:14,742
คือความเร็ว

981
00:43:14,742 --> 00:43:15,861
กับระยะทาง

982
00:43:15,861 --> 00:43:16,985
ไปเรื่อย ๆ

983
00:43:16,985 --> 00:43:18,115
โอ.เค. ไหม

984
00:43:18,115 --> 00:43:19,212
ตามคณิตศาสตร์นะ

985
00:43:19,212 --> 00:43:21,177
น้อง ๆ ครับ

986
00:43:21,177 --> 00:43:25,177
มันอาจจะไม่ได้เป๊ะมาก

987
00:43:33,289 --> 00:43:34,264
เวลานักฟิสิกส์ เขียนกราฟนี้ครับ

988
00:43:34,264 --> 00:43:35,154
ต่อให้มันไม่แปะ

989
00:43:35,154 --> 00:43:35,978
ต่อให้มันไม่เป็นเส้นตรง

990
00:43:35,978 --> 00:43:36,898
เขาก็จะพยายามครับ

991
00:43:36,898 --> 00:43:38,305
ลากผ่านจุดให้มันมากที่สุด

992
00:43:38,305 --> 00:43:40,234
ปรากฏครับ

993
00:43:40,234 --> 00:43:41,081
ลากผ่านแล้วมันเกิดเป็นกราฟเส้นตรงครับ

994
00:43:41,081 --> 00:43:45,081
นี่คือกราฟเส้นตรง

995
00:43:46,816 --> 00:43:48,720
ความหมายของคำว่า "กราฟเส้นตรง"

996
00:43:48,720 --> 00:43:50,300
หมายความว่า

997
00:43:50,300 --> 00:43:51,227
ความเร็วครับ

998
00:43:51,227 --> 00:43:53,680
ความเร็วขอโทษทีลูก

999
00:43:53,680 --> 00:43:56,622
ความเร็วกับระยะทางหรือระยะห่างของกาแลกซี

1000
00:43:56,622 --> 00:43:57,850
มีความสัมพันธ์ในเชิงแนวโน้มเดียวกัน

1001
00:43:57,850 --> 00:43:59,906
หมายความว่า

1002
00:43:59,906 --> 00:44:01,211
นี่เลยครับ น้อง ๆ

1003
00:44:01,211 --> 00:44:02,222
สรุปตัวนี้เลยครับ

1004
00:44:02,222 --> 00:44:06,222
เปรียบเทียบ 2 จุดนะ

1005
00:44:16,726 --> 00:44:18,114
ถ้าความเร็วมาก

1006
00:44:18,114 --> 00:44:20,073
ระยะทางนความเร็วน้อยด้วย

1007
00:44:20,073 --> 00:44:21,396
ระยะทางมาก

1008
00:44:21,396 --> 00:44:22,207
นี่คือ Main idea ครับ

1009
00:44:22,207 --> 00:44:25,311
ไปตามให้ทันครับ

1010
00:44:25,311 --> 00:44:27,642
เอ็ดวิน ฮับเบิล ครับ

1011
00:44:27,642 --> 00:44:29,728
เอ็ดวิน ฮับเบิล

1012
00:44:29,728 --> 00:44:31,428
เลยเปิดห่าง

1013
00:44:31,428 --> 00:44:33,648
และระยะห่างของกาแล็กซี

1014
00:44:33,648 --> 00:44:34,984
พี่นัตตี้ให้ตัวแปรก่อน

1015
00:44:34,984 --> 00:44:36,005
V ครับ

1016
00:44:36,005 --> 00:44:36,723
คือ ความเร็วถอยห่าง

1017
00:44:36,723 --> 00:44:38,348
โอ.เค. ไหม

1018
00:44:38,348 --> 00:44:42,348
ความเร็วถอยห่าง

1019
00:44:43,118 --> 00:44:44,253
ส่วน D ครับน้อง ๆ

1020
00:44:44,253 --> 00:44:48,194
D ระยะห่าง

1021
00:44:48,194 --> 00:44:52,194
ระยะห่างของกาแล็กซี

1022
00:44:53,122 --> 00:44:54,240
ได้ไหมครับ

1023
00:44:54,240 --> 00:44:55,550
ได้นะ น้อง ๆ ครับ

1024
00:44:55,550 --> 00:44:56,878
เครื่องหมายนี้

1025
00:44:56,878 --> 00:44:57,401
แสดงถึงวิทยาศาสตร์

1026
00:44:57,401 --> 00:44:58,713
ไม่ใช่แอลฟา

1027
00:44:58,713 --> 00:44:59,671
แอลฟา

1028
00:44:59,671 --> 00:45:02,375
เป็นฟิสิกส์ในวิทยาศาสตร์เรานะ

1029
00:45:02,375 --> 00:45:03,677
คือ เครื่องหมายแปรผันครับ

1030
00:45:03,677 --> 00:45:04,615
ฉะนั้น

1031
00:45:04,615 --> 00:45:08,615
พี่นัตตี้ของใช้คำว่า

1032
00:45:19,282 --> 00:45:22,470
ความสัมพันธ์ที่ เอ็ดวิน พีฮับเบิลได้จากการคำนวณ

1033
00:45:22,470 --> 00:45:24,621
คือ ความเร็วถอยห่างแปรผัน

1034
00:45:24,621 --> 00:45:26,449
ตรงกับระยะห่างของกาแลกซี

1035
00:45:26,449 --> 00:45:27,757
ความหมายอีกทีครับ

1036
00:45:27,757 --> 00:45:29,610
ถ้าความเร็วมาก

1037
00:45:29,610 --> 00:45:31,363
แสดงว่ากาแล็กซีอยู่ห่างจากเรามาก

1038
00:45:31,363 --> 00:45:32,136
ถ้ากาแล็กซีเคลื่อนที่ช้า

1039
00:45:32,136 --> 00:45:36,136
แสดงว่า

1040
00:45:44,183 --> 00:45:45,640
ระยะห่างของแกแล็คซีอยู่ห่าง

1041
00:45:45,640 --> 00:45:46,392
ได้ไหม

1042
00:45:46,392 --> 00:45:47,293
เคลียร์ไหม

1043
00:45:47,293 --> 00:45:49,484
ถ้าเคลียร์ครับไปต่อครับ

1044
00:45:49,484 --> 00:45:50,180
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่

1045
00:45:50,180 --> 00:45:51,196
ไม่ใช้เครื่องหมายนี้ครับ

1046
00:45:51,196 --> 00:45:52,500
เพราะเครื่องหมายนี้คำนวณไม่ได้ เ

1047
00:45:52,500 --> 00:45:53,003
ราจะเปลี่ยนครับ

1048
00:45:53,003 --> 00:45:53,833
น้อง ๆ

1049
00:45:53,833 --> 00:45:55,716
อันนี้สำคัญแล้วนะ

1050
00:45:55,716 --> 00:45:57,119
อันไหนสำคัญจะบอกนะครับ

1051
00:45:57,119 --> 00:45:57,846
เปลี่ยนจากเครื่งอหมายครับ

1052
00:45:57,846 --> 00:45:58,875
เปลี่ยนจากแปลผัน

1053
00:45:58,875 --> 00:45:59,788
ไปเป็นเครื่องหมายเท่ากับครับ

1054
00:45:59,788 --> 00:46:02,052
ซึ่งทางคณิตศาสตร์แล้ว

1055
00:46:02,052 --> 00:46:03,206
เปลี่ยนเครื่องหมายแปรผันเ

1056
00:46:03,206 --> 00:46:04,862
ป็นเครื่องหมายเท่ากับ

1057
00:46:04,862 --> 00:46:08,862
มีค่าคงที่ครับ

1058
00:46:08,875 --> 00:46:12,875
ไปกันยาว ๆ

1059
00:46:14,011 --> 00:46:16,789
เมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นสัมการเอ็ดวินพีฮับเบิล

1060
00:46:16,789 --> 00:46:19,853
จึงสร้างสมการ

1061
00:46:19,853 --> 00:46:20,691
โดยเปลี่ยนจากเครื่องหมายแปรผัน

1062
00:46:20,691 --> 00:46:22,044
เป็นเครื่องหมายเท่ากับ

1063
00:46:22,044 --> 00:46:23,469
ดอกจันไว้กี่ดอกดีล่ะ

1064
00:46:23,469 --> 00:46:25,323
เมื่อกี้ล้านดอก

1065
00:46:25,323 --> 00:46:26,083
โอ.เค.

1066
00:46:26,083 --> 00:46:26,975
2,000,000 ดอก

1067
00:46:26,975 --> 00:46:29,200
นี่เห็นไหม

1068
00:46:29,200 --> 00:46:33,200
ง่ายไหม

1069
00:46:38,026 --> 00:46:38,895
ดอกจันทน์ 2,000,000 ดอก

1070
00:46:38,895 --> 00:46:39,495
สำคัญนะ

1071
00:46:39,495 --> 00:46:41,027
นะ

1072
00:46:41,027 --> 00:46:41,680
น้อง ๆ ครับ

1073
00:46:41,680 --> 00:46:42,769
สมการนี้

1074
00:46:42,769 --> 00:46:43,599
คือ V = H0D

1075
00:46:43,599 --> 00:46:44,528
พูดอีกรอบครับ

1076
00:46:44,528 --> 00:46:46,679
เท่ากับ H0D

1077
00:46:46,679 --> 00:46:47,905
ขออีกรอบครับ

1078
00:46:47,905 --> 00:46:50,188
เท่ากับ

1079
00:46:50,188 --> 00:46:52,338
H0D ที่ได้รับการยอมรับ

1080
00:46:52,338 --> 00:46:55,850
ในการหาความเร็วถอยห่าง

1081
00:46:55,850 --> 00:46:57,729
ของ เอ็ดวิน

1082
00:46:57,729 --> 00:46:58,329
เราจึงตั้งชื่อสมการนี้ว่ากฎของฮับเบิล

1083
00:46:58,329 --> 00:47:00,996
ได้ไหม

1084
00:47:00,996 --> 00:47:01,739
เพราะฮับเบิลคิดเรื่องนี้เป็นคนแรกครับ

1085
00:47:01,739 --> 00:47:03,466
น้อง ๆ ครับ

1086
00:47:03,466 --> 00:47:05,293
เริ่มมาใช้ตัวแปรกันครับ

1087
00:47:05,293 --> 00:47:05,769
ตัวแปรตัวแปลของพี่นัตตี้ครับ

1088
00:47:05,769 --> 00:47:09,046
คือ

1089
00:47:09,046 --> 00:47:10,893
เวลาคำนวณทางฟิสิกส์ครับ

1090
00:47:10,893 --> 00:47:12,602
คือเรื่องอะไรรู้ไหม

1091
00:47:12,602 --> 00:47:14,483
ให้ทาย

1092
00:47:14,483 --> 00:47:18,483
หน่วยครับ

1093
00:47:18,651 --> 00:47:20,408
จะแบบเข้มงวดกับน้องมาก ๆ

1094
00:47:20,408 --> 00:47:23,270
เลย

1095
00:47:23,270 --> 00:47:23,990
ไม่ใส่หน่วย

1096
00:47:23,990 --> 00:47:25,360
แปลกนะ

1097
00:47:25,360 --> 00:47:27,761
สมมติน้อง ๆ

1098
00:47:27,761 --> 00:47:28,899
คิดมาได้

1099
00:47:28,899 --> 00:47:29,577
ค่าอะไรก็ตามครับ

1100
00:47:29,577 --> 00:47:31,454
ตอบน่ะตอบ

1101
00:47:31,454 --> 00:47:32,689
พี่นัตตี้เคยโดนครูแกล้งไง

1102
00:47:32,689 --> 00:47:33,938
สมมติว่าหาความเร็ว

1103
00:47:33,938 --> 00:47:35,738
สมมติว่าหาความเร็ว

1104
00:47:35,738 --> 00:47:39,738
คุณครูแกล้งเลย

1105
00:47:40,359 --> 00:47:41,168
ไม่ใส่หน่วยบาทมาก

1106
00:47:41,168 --> 00:47:42,263
น้อง ๆ

1107
00:47:42,263 --> 00:47:46,263
ไม่ได้โหดร้ายหรอกครับ

1108
00:47:47,130 --> 00:47:49,098
คุณครูฟิสิกส์

1109
00:47:49,098 --> 00:47:53,098
อยากให้น้อง ๆ

1110
00:47:58,782 --> 00:48:00,690
ก็เช่นเดียวกัน

1111
00:48:00,690 --> 00:48:02,273
ถือว่าเป็นสมการทางฟิสิกส์ครับ

1112
00:48:02,273 --> 00:48:03,730
เพราะฉะนั้น

1113
00:48:03,730 --> 00:48:05,163
หน่วยจึงมีความสำคัญครับ

1114
00:48:05,163 --> 00:48:08,041
ค่อย ๆ

1115
00:48:08,041 --> 00:48:12,041
เริ่มต้นก่อน

1116
00:48:16,325 --> 00:48:18,026
V มันคือความเร็วถอยห่างออกจากเราครับ

1117
00:48:18,026 --> 00:48:19,942
หน่วยเป็นกิโลเมตรครับ

1118
00:48:19,942 --> 00:48:20,824
ขออนุญาตเป็นภาษาไทยก่อนนะ

1119
00:48:20,824 --> 00:48:21,529
กิโลเมตรครับ

1120
00:48:21,529 --> 00:48:23,597
ต่อวินาที

1121
00:48:23,597 --> 00:48:24,415
ถามว่าเร็วไม่เร็ว

1122
00:48:24,415 --> 00:48:25,640
เร็วนะ

1123
00:48:25,640 --> 00:48:29,640
ถือว่าเป็นความเร็วที่มา

1124
00:48:31,706 --> 00:48:32,908
เหมือนน้อง ๆ เคลื่อนที่ 1 วินาที

1125
00:48:32,908 --> 00:48:34,039
ไป 1 กิโลเมตร

1126
00:48:34,039 --> 00:48:35,203
ขออนุญาตเป็นตัวย่อครับ

1127
00:48:35,203 --> 00:48:35,859
กิโลเมตร/วินาที

1128
00:48:35,859 --> 00:48:36,542
ครับ

1129
00:48:36,542 --> 00:48:37,462
เคลียร์ไหม

1130
00:48:37,462 --> 00:48:41,462
เคลียร์นะ

1131
00:48:43,042 --> 00:48:45,520
D เมื่อกี้พูดไปแล้วนะ

1132
00:48:45,520 --> 00:48:46,752
D ระยะห่างถูกไหมครับ

1133
00:48:46,752 --> 00:48:47,621
ระยะห่างกาแล็กซีครับ

1134
00:48:47,621 --> 00:48:49,862
น้อง ๆ ครับ

1135
00:48:49,862 --> 00:48:50,942
ดอกจันอันนี้ไว้นะครับ

1136
00:48:50,942 --> 00:48:52,775
พี่นัตตี้มั่นใจว่าน้อง ๆ

1137
00:48:52,775 --> 00:48:56,663
ไม่เคยรู้จักหน่วยนี้แน่ ๆ ครับ

1138
00:48:56,663 --> 00:49:00,663
เป็นหน่วยการวัดดาราศาสตร์ที่ค่อนข้างยังไม่ติดหูพวกเราเท่าไร

1139
00:49:05,524 --> 00:49:06,729
น้อง ๆ อาจะเคยได้ยินคำว่า

1140
00:49:06,729 --> 00:49:09,362
หรือน้อง ๆ

1141
00:49:09,362 --> 00:49:11,785
จะเก่งขึ้นมาหน่อย

1142
00:49:11,785 --> 00:49:13,976
ดาราศาสตร์ปีแสง

1143
00:49:13,976 --> 00:49:14,783
อาจจะเคยได้ยินบ้าง

1144
00:49:14,783 --> 00:49:18,783
แต่หน่วยนี้ครับ

1145
00:49:22,673 --> 00:49:25,663
อาจจะยังไม่สอนเครื่องกฎเฉพาะหน่วย

1146
00:49:25,663 --> 00:49:26,655
หรือการวัดระยะทาง

1147
00:49:26,655 --> 00:49:27,295
ทางดาราศาสตร์อย่างเดียวก่อน

1148
00:49:27,295 --> 00:49:31,295
หน่วยนี้ครับ

1149
00:49:43,033 --> 00:49:44,098
คือ เมกะพาร์เซก

1150
00:49:44,098 --> 00:49:44,853
ถ้าใครเคยได้ยินนะ

1151
00:49:44,853 --> 00:49:46,378
แสดงว่าเป็นเจ้าพ่อดาราศาสตร์น่ะ

1152
00:49:46,378 --> 00:49:50,339
แบบชอบดาราศาสตร์มากอะไรแบบนี้

1153
00:49:50,339 --> 00:49:52,022
เมกะพาร์เซกครับ

1154
00:49:52,022 --> 00:49:52,956
พี่ขออนุญาตใช้ตัวย่อครับ

1155
00:49:52,956 --> 00:49:53,656
ได้ไหม

1156
00:49:53,656 --> 00:49:57,212
น้อง ๆ ครับ

1157
00:49:57,212 --> 00:50:01,212
ถ้าเป็นน้อง ๆ สายวิทย์ฯ

1158
00:50:03,591 --> 00:50:04,546
คำว่า มันคือเป็นคำทีซิสเอาไว้ข้างหน้าคำของน้อง ๆ

1159
00:50:04,546 --> 00:50:05,649
ที่มีความหมายอยู่แล้ว

1160
00:50:05,649 --> 00:50:07,041
คือ 10 กำลัง 6

1161
00:50:07,041 --> 00:50:08,452
เดี๋ยวค่อยมาว่ากันครับ

1162
00:50:08,452 --> 00:50:09,176
มีความหมายทั้งหมด สุ

1163
00:50:09,176 --> 00:50:09,869
ดท้ายครับ H0

1164
00:50:09,869 --> 00:50:10,652
ครับ H0 คือ

1165
00:50:10,652 --> 00:50:11,771
ค่าคงที่ครับ

1166
00:50:11,771 --> 00:50:15,771
อย่างที่พี่นัตตี้บอกว่า

1167
00:50:16,797 --> 00:50:19,582
เราเปลี่ยนเครื่องหมายแปรผัน ดังนั้น

1168
00:50:19,582 --> 00:50:20,156
H0 คือ ค่าคงที่ฮับเบิลครับ

1169
00:50:20,156 --> 00:50:22,198
ได้ไหม

1170
00:50:22,198 --> 00:50:26,198
น้อง ๆ ในสมัยก่อน

1171
00:50:31,423 --> 00:50:32,561
ค่าคงที่ฮับเบิลยังไม่นิ่ง

1172
00:50:32,561 --> 00:50:33,165
ยังไม่แบบ

1173
00:50:33,165 --> 00:50:37,165
กราฟ

1174
00:50:40,616 --> 00:50:42,812
กราฟปรับเปลี่ยนอยู่แต่วันนี้ครับน้อง ๆ เป๊ะแล้วครับ แ

1175
00:50:42,812 --> 00:50:43,669
ต่พี่นัตตี้จะเอาตัวเลขที่ให้น้อง ๆ ใช้นี่

1176
00:50:43,669 --> 00:50:44,955
เป็นตัวเลขเดียวเลย

1177
00:50:44,955 --> 00:50:45,926
เพราะค่าตัวเลขฮับเบิลค่าคงที่

1178
00:50:45,926 --> 00:50:47,412
ที่เขาคิดมานี่

1179
00:50:47,412 --> 00:50:51,412
คือค่า 73

1180
00:50:51,644 --> 00:50:52,382
หมายความว่ามันยังมีเออเร่อได้อยู่ -3 ถึง  3

1181
00:50:52,382 --> 00:50:56,382
ข้อสอบ O-net

1182
00:50:56,486 --> 00:51:00,365
เคยออกครับ

1183
00:51:00,365 --> 00:51:02,460
เอาแค่ 75 ก็พอ ได้นะ

1184
00:51:02,460 --> 00:51:06,378
หน่วยของค่าคงที่ฮับเบิลครับ

1185
00:51:06,378 --> 00:51:10,378
คือ กิโลเมตรต่อวินาที

1186
00:51:18,718 --> 00:51:19,825
ต่อเมกะพาร์เซก

1187
00:51:19,825 --> 00:51:21,373
พี่นัตตี้ขอกำหนดความคงที่

1188
00:51:21,373 --> 00:51:25,373
ฮับเบิล ไว้ที่ 75 กิโลเมตรต่อวินาที

1189
00:51:28,947 --> 00:51:30,721
ต่อเมกะพาร์เซก

1190
00:51:30,721 --> 00:51:31,650
เราใช้ค่านี้นะครับ

1191
00:51:31,650 --> 00:51:32,709
ส่วนใหญ่ O-NET

1192
00:51:32,709 --> 00:51:33,387
ก็บอกนะ O-NET

1193
00:51:33,387 --> 00:51:34,439
ก็บอกนะครับ

1194
00:51:34,439 --> 00:51:35,512
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีค่าอื่นนะ

1195
00:51:35,512 --> 00:51:39,512
ขี้เกียจตั้งชื่อกาแล็กซีนะ

1196
00:51:51,014 --> 00:51:51,747
เดี๋ยวน้อง ๆ จะเห็นกาแล็กซี A, B, C, D

1197
00:51:51,747 --> 00:51:52,637
เต็มไปหมดเลยนะครับ

1198
00:51:52,637 --> 00:51:56,637
น้อง ๆ ครับ

1199
00:52:00,401 --> 00:52:02,924
ความเร็วกาแล็กซี 12  เมกะพาร์เซกครับ

1200
00:52:02,924 --> 00:52:04,014
จงหาว่ามีความเร็วถอยห่างเท่าไร

1201
00:52:04,014 --> 00:52:04,799
น้อง ๆ ครับ การทำโจทย์ทางฟิสิก

1202
00:52:04,799 --> 00:52:05,555
ส์ ทำโจทย์ทางดาราศาสตร์

1203
00:52:05,555 --> 00:52:07,125
หรือทำโจทย์ฟิสิกส์ ห

1204
00:52:07,125 --> 00:52:08,357
รือทำโจทย์ทางดาราศาสตร์

1205
00:52:08,357 --> 00:52:09,315
ที่พี่นัตตี้ทำก่อนเป็นพื้นฐา

1206
00:52:09,315 --> 00:52:10,499
น ต่อให้น้อง ๆ

1207
00:52:10,499 --> 00:52:11,222
มีความเข้าใจแล้วก็ตาม

1208
00:52:11,222 --> 00:52:12,218
มันจะทำได้

1209
00:52:12,218 --> 00:52:13,598
สิ่งที่พี่นัตตี้อยากให้ทำคือขีดเส้นใต้ครับ

1210
00:52:13,598 --> 00:52:14,158
และบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไรที่โจทย์ให้มา

1211
00:52:14,158 --> 00:52:15,293
โอ.เค. ไหม

1212
00:52:15,293 --> 00:52:16,293
แล้วสิ่งนั้นคือสิ่งที่โจทย์กำลังถามหา

1213
00:52:16,293 --> 00:52:20,033
น้อง ๆ ครับ

1214
00:52:20,033 --> 00:52:21,742
กาแล้กซีอยู่นอกโลกครับ

1215
00:52:21,742 --> 00:52:22,833
สิ่งนี้ คือ สิ่งอะไรครับ

1216
00:52:22,833 --> 00:52:23,484
พี่ให้มาครับ

1217
00:52:23,484 --> 00:52:24,285
กำลังให้อะไรมา

1218
00:52:24,285 --> 00:52:25,118
นี่คือห่างจากโลกครับ

1219
00:52:25,118 --> 00:52:27,097
ระยะทางแน่นอน

1220
00:52:27,097 --> 00:52:28,422
คือระยะทางแน่นอน

1221
00:52:28,422 --> 00:52:30,222
ตัวแปรจากสูตรของเรา

1222
00:52:30,222 --> 00:52:31,141
คือ

1223
00:52:31,141 --> 00:52:31,977
ตัว D ให้ D มาครับน้อง ๆ

1224
00:52:31,977 --> 00:52:32,766
ขีดตรงนี้ล่ะ

1225
00:52:32,766 --> 00:52:35,031
ก็ไม่ว่ากันแต่พี่นัตตี้

1226
00:52:35,031 --> 00:52:39,031
ที่พี่อยากบอกในข้อสอบ O-net

1227
00:52:39,678 --> 00:52:43,678
หรือจะเป็น PAT

1228
00:52:51,431 --> 00:52:52,413
ก็ตาม

1229
00:52:52,413 --> 00:52:53,585
วิชาสามัญก็ตาม

1230
00:52:53,585 --> 00:52:54,696
เป็นของหนู

1231
00:52:54,696 --> 00:52:55,462
หนู ๆ ขีดเขียนได้หมดครับ

1232
00:52:55,462 --> 00:52:57,201
วงกลมได้

1233
00:52:57,201 --> 00:52:58,065
อย่างเดียวที่อย่าทำ

1234
00:52:58,065 --> 00:52:58,848
คือ อย่าเอากลับบ้านนะ

1235
00:52:58,848 --> 00:53:00,788
อันนี้ผิดกฎนะ

1236
00:53:00,788 --> 00:53:02,206
โดนตัดสิทธิ์การเข้าสอบ

1237
00:53:02,206 --> 00:53:02,823
เพราะฉะนั้นน้อง ๆ ขีดเลยครับ

1238
00:53:02,823 --> 00:53:03,473
จงหาครับ

1239
00:53:03,473 --> 00:53:04,849
โจทย์ถามอะไรครับ

1240
00:53:04,849 --> 00:53:06,066
ถามว่าความเร็วถอยห่างเท่าไร

1241
00:53:06,066 --> 00:53:08,229
ทีนี้โจทย์หาความเร็วถอยห่างคือเท่าไร

1242
00:53:08,229 --> 00:53:08,795
ง่ายครับน้อง ๆ โจทย์

1243
00:53:08,795 --> 00:53:10,202
หา V ครับ

1244
00:53:10,202 --> 00:53:14,202
ให้ D มาแสดงว่าครับ

1245
00:53:14,862 --> 00:53:18,862
ข้อนี้มี D กับ V

1246
00:53:23,913 --> 00:53:24,815
ต้องวิ่งไปที่สูตรกฎของฮับเบิลใช่ไหม

1247
00:53:24,815 --> 00:53:26,319
เพราะฉะนั้น

1248
00:53:26,319 --> 00:53:27,248
พี่นัตตี้ตั้งสูตรก่อนเลยครับ

1249
00:53:27,248 --> 00:53:31,151
น้อง ๆ บอกว่าอะไรครับ

1250
00:53:31,151 --> 00:53:31,735
จากสูตรนี่คือแบบเบสิกมาก

1251
00:53:31,735 --> 00:53:33,942
หลังจากนี้

1252
00:53:33,942 --> 00:53:34,922
ข้ามสเตป

1253
00:53:34,922 --> 00:53:36,073
V = H0D

1254
00:53:36,073 --> 00:53:36,807
โจทย์กำหนดอะไรมาให้แล้วครับ

1255
00:53:36,807 --> 00:53:37,436
ไม่ใช่

1256
00:53:37,436 --> 00:53:38,195
โทษทีลูก

1257
00:53:38,195 --> 00:53:39,100
โจทย์ถาม D

1258
00:53:39,100 --> 00:53:40,138
ใช่ไหมครั

1259
00:53:40,138 --> 00:53:41,700
บ เราทิ้งตัวแปร V

1260
00:53:41,700 --> 00:53:42,467
ไว้ H0 ครับ

1261
00:53:42,467 --> 00:53:43,997
ไม่ต้อง

1262
00:53:43,997 --> 00:53:44,902
โจทย์กำหนดมาแล้วครับ

1263
00:53:44,902 --> 00:53:46,085
คือค่าคงที่ 75 ครับ

1264
00:53:46,085 --> 00:53:47,331
ง่ายไหม D ครับ

1265
00:53:47,331 --> 00:53:51,331
คือค่าระยะทางของกาแล็กซี

1266
00:53:52,572 --> 00:53:53,196
น้อง ๆ ครับ

1267
00:53:53,196 --> 00:53:56,662
พี่นัตตี้บอกเลย

1268
00:53:56,662 --> 00:53:57,601
ว่าถ้าจะหลอก

1269
00:53:57,601 --> 00:53:58,875
ถ้าจะหลอกลอกได้อย่างเดียวครับ

1270
00:53:58,875 --> 00:54:00,478
จะลอกได้คือหน่ว

1271
00:54:00,478 --> 00:54:01,147
ย ถ้าจะหลอก

1272
00:54:01,147 --> 00:54:05,147
หลอกหน่วยได้อย่างเดียวครับ

1273
00:54:08,117 --> 00:54:12,117
อย่างนั้นข้อนี้ครับ

1274
00:54:17,905 --> 00:54:19,376
มีหน่วย คือ เมกะพาร์เซก

1275
00:54:19,376 --> 00:54:19,989
ถือว่าโจทย์ไม่ได้หลอกม

1276
00:54:19,989 --> 00:54:20,834
า

1277
00:54:20,834 --> 00:54:22,380
เพราะฉะนั้น

1278
00:54:22,380 --> 00:54:23,147
ใส่เข้าไปเลยครับ

1279
00:54:23,147 --> 00:54:23,933
คือ 12 ครับ

1280
00:54:23,933 --> 00:54:26,477
โอ.เค.

1281
00:54:26,477 --> 00:54:28,976
พี่นัตตี้ขออนุญาตเปิดดูนะ

1282
00:54:28,976 --> 00:54:30,278
พี่นัตตี้คิดตัวเลขมาให้น้อง ๆ เรียบร้อยแล้วครับ

1283
00:54:30,278 --> 00:54:31,149
น้อง ๆ

1284
00:54:31,149 --> 00:54:32,378
ความเร็ว 900 ครับ

1285
00:54:32,378 --> 00:54:33,268
น้อง ๆ จบไหม

1286
00:54:33,268 --> 00:54:37,268
ซึ่ง 900

1287
00:54:40,739 --> 00:54:41,517
ซึ่ง 900 หน่วยเป็น

1288
00:54:41,517 --> 00:54:42,242
นักเรียน

1289
00:54:42,242 --> 00:54:43,267
น้อง ๆ

1290
00:54:43,267 --> 00:54:44,025
ความเร็วถอยห่างครับ

1291
00:54:44,025 --> 00:54:45,225
ต่อวินาทีครับ

1292
00:54:45,225 --> 00:54:46,101
(บรรยาย) ผลิตรายการโดย

1293
00:54:46,101 --> 00:54:50,101
สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน

1294
00:54:56,290 --> 00:54:56,302

1295
00:54:56,302 --> 00:54:59,492

1296
00:54:59,492 --> 00:54:59,499

1297
00:54:59,499 --> 00:55:03,499


