[เสียงดนตรี] บรรดาศาสตร์ต่าง ๆ ในโลกนี้ ปัญญาชน เกิดจากพระ เกิดจากเกษตรกร เกิดจากอะไร น้อยนักที่จะเกิดจากคนที่เป็นพระราชา แต่โชคดีเรามีพระราชาที่ทรง ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ ยังเป็นนักสร้างนวัตกรรม นักเกษตร เป็นผู้เชี่ยวชาญมากมาย มีพระมหากษัเท่านั้นในโลกที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้มากมายขนาดนี้ ศาสตร์ก็คือองค์ความรู้ อย่างเป็นระบบ เรียกมันว่า Sign หรือ ศาสตร์ 4,000 กว่าแห่ง ก็เรียก ทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีบทเก่า สูบน้ำจากคลองชลประทานเก็บน้ำแล้วก็ปล่อยน้ำลงมาในชลประทานทำนา เสร็จแล้วพอน้ำหมดก็เอาจากคลองชลประทานมาเติม อย่างนี้ทฤษฎีเก่า ส่วนทิแล้วควรสร้างเขื่อนขนาดกลาง เขื่อนปาสักนี่มีอยู่แล้ว พระองค์ท่านก็มาสร้างเพิ่ม จากห้วยหินขาว ต่อมาที่ชาวบ้าน ชาวบ้านแทนที่จะรอจากห้วย เก็บน้ำป่าสัก ก็ทำอ่างเก็บน้ำไว้บ้านของตัวเอง บ้านใครบ้านมัน ก็จะมีหนองน้ำ มีสระน้ำ มีอ่างน้ำ มีฝายอะไรก็แล้วแต่ ไว้ในที่ตัวเอง แล้วน้ำนี่คำนวณแล้ว วิธีการเหล่านี้คือที่ใหญ่ก็เก็บ ที่ขนาดกลางก็เก็บ ที่ขนาดก็เก็บ ที่บ้านใครบ้านมันก็เก็บ มันจะเก็บน้ำได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า คือ ชาวบ้านยอมเสีย ของตัวเอง ลงไปสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีน้ำเป็น ระบบจัดการแบบนี้ทรงเรียกว่าทฤษฎีใหม่ ทรงเรียนมันว่า ทฤษฎีใหม่ คุยกันชาวบ้านก็เห็นว่ามันต้องใช้ภาษาชาวบ้าน ขุดหนองไง ก็ทำโคกไง โคกไปไหน ก็ปลูกป่าไงคลองไส้ไก่ไง ฝายไง แล้วก็ในนา ปั้นคันนาให้มันใหญ่ เหมือนคนโบราณ บนหัวคันนาคนโบราณนี่เขาปลูกพริก ปลูกไอ้โน่น ไอ้นี้ไว้กิน บนคันนามันสูง น้ำหลากมามันก็ไม่ท่วม ต้นไม้ปลูกบนคันนามันก็ไๆม่ตาย เราก็เรียกว่า "คันนาทองคำ" เพราะบนคันนามันมีผลิตมั่งคั่งยิ่งกว่าทองคำ ในนาก็มีปลาด้วย เพราะถ้าคันนามันใหญ่ เก็บน้ำได้เยอะ น้ำสูงมันลึก ปลาก็มาอยู่ ก็ไม่ต้องไปเลี้ยงมามันมาอยู่เอง มันก็มาอยู่ ข้าวก็ได้ดี ก็ขี้ปลา ขี้กุ้งไง มันก็ไม่ต้องซื้อปุ๋ย พอมีปลา มีกุ้งอยู่ หญ้าก็ไม่ขึ้น ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่ แมลงก็ไม่ต้องฉีด ไม่ป่วย โรค แมลงมา ปลากระโดดจับกิน อยู่มาเป็นพัน ๆ ปี ก็เลยกลายเป็นภาษาง่าย ๆ เรียกว่า ก็ประยุกต์มาจากทฤษฎีใหม่ที่ท่านคำนวนนี่คือศาสตร์ของพระราชา ท่านก็บอกว่า ก็พัฒนามาจากบรรพบุรุตนั่นล่ะ เราอยู่กันที่นี่กันมากว่า 5,000 ปี กันมาทีละนิด ๆ ทำมาอะลุ้มอล่วยกันมา ไปลอกประเทศประเทศนี้มา อารยธรรมของเราเอง จาก 5,000 ปี ท่านบอกตำราแบบนี้ไม่จบ // จากทฤษฎีนี้แปลไปสู่การปฏปรัชญาแปลงมาเป็นทฤษฎีบันได 9 ขั้น จากทฤษฎี แปลไปสู่การปฏิบัติ // ทฤษฎีสู่บันไดก้าวขั้น เริ่มต้นจากขั้นพื้นฐาน 4 ขั้นแรก พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น สร้างได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 บันไดขั้นที่ 1 เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง ต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้ โดยให้ความสำคัญกับข้าวปลาอาหารที่สร้างได้จากพื้นที่ตัวเอง พอมี พอกิน ด้วยการปลูปพืชผักผลไม้ให้พอกินก่อน ส่วนบันไดขั้นที่ 2 3 และ 4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น ปลูกพืชให้ำพอใปลูกไม้ให้พอใช้ มีเครื่องนุ่งห่ม เพื่อรักษาโรค ปลูกไม้ให้พออยู่ คือสร้างที่อยู่อาศัย ประโยชน์ของป่าเหล่านี้ ทำให้เกิดบันไดขั้นที่ 4 พอร่มเย็น แนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย และปัญหาหนี้สินที่พอกพูนจากการทำเกษตร เสื่อมโทรมได้ด้วย บันไดขั้นที่ 5 และ 6 บุญและทาน ยิ่งทำยิ่งได้ เมื่อทำในขั้นที่ 1-4 คนเรามีแล้ว ที่เหลือก็นำมาแบ่งปัน ให้ละซึ่งความโลภ เชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ดังที่พระเจ้าอยู่หัวฯ สอนไว้ว่า การขาดทุน นั่นคือกำไร ขั้นที่ 7 เก็บรักษา เมขั้นต่อไป คือ การรู้จักเก็บรักษา ใช้ภูมิปัญญาในการแปรรูปอาหารที่มีอยู่ เพื่อให้มีกินทั้งปี หรือว่าข้ามปี ให้สิ่งที่เราปลูกเอง บันไดขั้นที่ 7 นี้ ยังเป็นสิ่งที่เกษตรกรทำให้ได้ ก่อนไปสู่ขั้นต่อไป ขั้นที่ 8 ต่อไป บันไดขั้นที่ 8 ขาย เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ หลังเขา การค้าขายยังทำได้ แต่ต้องรู้จักการรู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นและจึงนำมาขาย ขายด้วยความรู้สึกการให้ เพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ สุดท้าย บันไดขั้นที่ 9 กองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ คือ ผลความสำเร็จตามแนวทางเศรษพอเพียง และวิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม (ผู้ให้สัมภาษณ์) เราเป็นประเทศยากจนมาก่อน อยากพัฒนาเหมือนคนอื่นเขา ท่านก็บอกไม่เอาแบบนั้น เดี๋ยวพอถึงหน้าสุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้ เพราะว่าถึงหน้าสุดท้ายแล้ว พอติดเพดานบินแล้วทำอย่างไร สุดท้ายก็ตกหัวปักลงมา ชัดเจนปี 40 หัวปักลงมา ท่านบอก เราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมาก แต่เราก็แบบประเทศก้าวหน้าอย่างมาก แต่เราไม่ใช่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่ใช่อย่างนั้น มั่งคั่ง ร่ำรวยเหมือนกัน เรามีน้ำ มีดิน มีอากาศ มีน้ำใจ คือสังคม เป็นสังมทเราเป็นเมืองยิ้ม ทั่วโลกก็รู้จักเราพัฒนากันมาอย่างนี้ อย่างอะรุ่มอะร่วยกัน อย่างนี้เรียกว่าตำราแบบนี้ไม่จบ และพัฒนาไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ค่อยก้าวหน้าไป ก้าวหน้าไปอย่างไง ต้องมีพอกินพออยู่พอใช้ อชต้องอย่าทำลายป่า ต้องฟื้นฟูป่า อย่าทำลายแผ่นดิน ฝนตกมาให้เก็บน้ำเอาไว้ ไม่ปล่อยให้น้ำไปชะหน้าดิน ก็มีวิธีเก็บ ท่านก็บอก พื้นที่ไหนควรทำอะไร พื้นที่ไหนไม่ควรทำอะไร เวลาไหนควรอะไร เวลาไหนไม่ควรทำอะไร เขารู้กันมาดีอยู่แล้ว สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวฯ เล่าให้ฟัง อันนี้ทรงเรียกว่า "พอเพียง" แล้วก็จะเรียกว่านี่คือ ศาสตร์ของพระราชาองค์นี้[เสียงดนตรี] หลุมขนมครก ก็คือเกษตรทมันก็คือเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระองค์นั่นล่ะ เรามาใช้คำที่มันเป็นภาษาชาวบ้าน 1 โคก หนอง นา โมเดล ก็คือพื้นที่ 1 หลุ่ม ถาด 1 ถาด ถ้าไม่มีหลุมเลย ที่น้ำหลากมาก็ไหลผ่านหมด การทำโคก หนอง นา นี่ ไอ้โคก หนอง นา เป็นหลุม ๆ นี่ แทนที่น้ำมันจะไหลผ่านทีเดียว เพราะว่า น้ำฝนที่ตกมา ไม่ทะลักน้ำท่วมแบบนี้ มันถูกเก็บไว้หมดแล้ว อย่างที่น่าน ทุกภูเขาที่มันหัวโล้นอยู่ ไปทำระบบน้ำบนภูเขา ไปเก็บในดินใช่ไหมครับ ขุดหนองบนเขา ทำนาบนเขา ที่มันจะเป็นนาขั้นบันได เพราะว่าระบบน้ำที่ฝนตก พอฝนตกลงมานี่ มันจะโดนชะลออยู่ในพื้นที่ก่อน ไม่ใช่ตกปุ๊บ หลากดิ่งลงมาเลย พอมันดิ่งลงมารวมกันหมดชะลออยู่เป็นจุด ๆ ไอ้หลุมขนมครกนี่ มันก็ยังมีน้ำเก็บอยู๋บนที่ดิน มันชะลอน้ำได้ เพราะหลักการออกแบบของเรา คือเราคำนวณว่าการใช้น้ำใน 1 ปีนี่ มันใช้น้ำอยู่กี่ลูกบา โดยที่ไม่ต้องรอน้ำจากระบบชลประทาน ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ 120 เปอร์เซ็นต์ ที่ชาวบ้านที่เขาไม่มีพอ เราใช้คำว่า การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย นะครับ คำว่า ภูมิสังคม เป็นคำที่ในหลวงพระราชทานให้ และคำนี้เป็นคำที่ทางมหาวิทลัยแม่โจ้ เอาคำนี้ไปเปิดเป็นหลักสูตร ผมนี่ได้ไปเรียนภาคทฤษฎีมาจากหลักสูตรนี้ พอเราเรียนภาคทฤษฎี เราเลยคิด ของสิ่งที่พระองค์ท่านทรงคิด และปรัชญาพระองค์ท่านว่าพระองค์ท่านจะทำอย่างไร สำคัญจริง ๆ นี่ ปัจจัยนี่ก็คือเรื่องของภูมิสังคม ภูมิ คือ สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ นะครับ สังคม คือ วัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญาดั่งเดิมที่อยู่ในพื้นที่นั้น 2 ตัวนี้ เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ ต้องออกแบบตามคนที่อยู่ ถ้าภาพตามสถาปนิคที่เราใช้ ก็คือปลูกเรือนตามใจ ผมเคยออกแบบพื้นที่หนึ่งแถวลำปางนะครับ เป็นภูเขาด้านเดียวกัน แต่ว่าคนที่อยู่นี่ เป็นคนเผ่ากระเ กับเผ่าอาข่า เพราะฉะนั้นการออกแบบจะใช้คนละรูปแบบ เพราะว่าวัฒนธรรมการกินอยู่ไม่เหมือนกัน พืชผักที่เขาปลูกก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความต้องการของพืชผักก็แต่ต่างกัน เพราะฉะนั้นภูมิประเทศแตกต่างกันจริง การออกแบบก็จะเปลี่ยนไปทันที เพราะฉะนั้นสังคมก็ต้องมาก่อน ภูมิ ภูมินี่จะเป็นบรรทัดฐานที่ง่าย เช่น ภูมิ นี่จะใช้หลักเดียวกันทั้งประเทศ มันตกต่างกันเท่าไร ก็เอาปริมาณน้ำผนนั้นมาคำนวณ ของพื้นที่ ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อยู่แล้วแต่ถ้าในพื้นที่เป็นร่องเขา จะต้องไปดูว่าลมาจาก แดดช่วงหน้าหนาว ทิศทางแดดคืออะไรอะไรอย่างนี้ แดดก็คือความร้อน การวางผังอะไรพวกนี้ต้องคิดถึงพวกนี้หมดเลย // การออกแบบหลุมขนมครก นั่นก็หรือก็คือ โคกหนองนา ในพื้นที่ของเราตัวแปรสำคัญ นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และคน ลักษณะความอุ้มน้ำของดินที่ต่างกัน มีความแตกต่างัพื้นที่ เพราะจะต้องมีการวางแผนขุดหนองน้ำ และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ รักษาความสมบูรณ์ของหน้าดิน ด้วยการห่มดินด้วยใบไม้ หรือหญ้า เราใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของดิน จะช่วยแก้ปัญหาดินได้ มองให้เห็นคุณค่าของน้ำฝนที่ตกลงมา โดยให้เก็บให้ได้มากที่สถุด การขุดหนองน้ำ โดยดูการไหลน้ำเข้าและออกจากพื้นที่ เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง วางตำแหน่งของหนองน้ำในทิศทางที่ให้ลมร้อนผ่าน ก็จะทำให้บ้านเย็นขึ้น ให้มีระดับความสูงในหนองน้ำไม่เท่ากัน และปลูกต้นไม้น้ำ เพื่อให้ปลาอาศัย และวางไข่ได้ รวมถึงวางแซนด์วิชปลา คือการนำหญ้าและฝางวางสลับไว้กับปุ๋ยน้ำ เพื่อสร้างแพลงตอนเพิ่มอาหารให้กับสัตว์น้ำนั่นเอง ลมจะหอบทั้งร้อนมาในพื้นที่ ต้องรู้ว่าลมผัดเข้ามาทางไหน ตามปกติแล้วลมฝนจะพัดมาตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนลมหนาวจะพัดมาตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นควรจะวาง ไม่ให้ขวางทิศทางลมหนาว การออกแบบบ้าน ก็ควรให้มีช่องลม สอดรับกทิศทางลมที่พัดมาแต่ละฤดูกาล เพื่อทำให้บ้านเย็น ลดการใช้พลังงานได้ ไฟ ก็คือแสงจากดวงอาทิตย์ เพราะให้ความร้อนไปด้วย เราจะต้องสำรวจทิศทางขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ โดยควรสังเกตหลาย ๆ ในแต่ละฤดู มีทิศทาง และช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน หัวใจสำคัญของการออกแบบก็คือ ความต้องการของคน คนคิดอย่างไร คนอยู่อย่างไร ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ดำรงชีวิตอยู่ที่นั่น จึงจะเรียกว่า "ดีที่สุด" ดินจากการขุดหนอง ให้นำมาทำโคก ควรอยู่ทางทิศตะวันตก บนโคกควรให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง นั้นคือปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ ซึ่งให้ประโยชน์เป๋็น พออยู่ และรักษาระบบนิเวศ ต้นไม้ที่ปลูกควรมี 5 ระดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย เรี่นดิน และไม้สูง ช่วงบ่าย ทำให้บ้านเย็นทั้งกลางวั้น(ผู้ให้สัมภาษณ์) อาจารย์จะสอนเสมอว่าทำงานให้ได้ 3 อย่าง โคก หนอง นา ก็เหมือนกัน 1. ทำงานต้องได้งาน โคกหนอ2. ทำงานต้องได้เพื่อน ได้เพื่อนมาช่วยกันทำงาน 3. เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่เลย และคนมักจะลืมไป คือ ทำงานต้องได้พัฒนาตนเอง ทั้งจิตใจ ทั้งสุขภาพ เพราะฉะนั้นในหลักออกแบบอย่างไรให้เกิดกิจกรรม 3 กิจกรรมนี้ ออกแบบอย่างไรที่ทำให้งานมันสำเร็จ สำเร็จและมันยั่งยืนต่อไป ความภูมิใจ นี่ครับ คือหลัก ๆ ในการออกแบบ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) น้ำฝนที่ตกลงมา สร้างปัญหาในยามที่มีมากเกินไป หากฝนทิ้งช่วง น้ำเพียงน้อยนิดก็มีคุณค่ามหาศาล สามารถแก้ไขได้ด้วยการเก็บน้ำไ // การเก็บน้ำใน โคก หนอง นา มีอยู่ 3 รูปแบบนะครับ รูปแบบแรก คือ เก็บในหนอง ง่ายที่สุดเลย การเก็บในหนอง คือ การที่เราขุดดินนี่เป็นหนอง น้ำฝนตกมาเท่าไหร่ ก็จะอยู่ในนั้นการขุดหนองนี่ จะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง การขุดหนอง น้ำฝนที่มันตกในพื้นที่ทั้งหมดก่อน สมมติมีพื้นที่อยู่ 1 ไร่ ก็เท่ากับ 1,600 ตารางเมตคร เราก็ต้องไปดูว่าน้ำฝนในพื้นที่นั้น ในปริมาณทั้งปีนี่ เราจะเก็บอย่างไรให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือสมมติเราอยากได้ 120 เปอร์เซ็นต์ เราก็เก็บพื้นที่อื่น คือที่ที่มันไม่ได้ตกในที่เรานี่ล่ะ ด้วยการกั้นฝายชะลอน้ำ ผันเข้ามาเติมในหนองของเราให้ได้ นั่นคือหลัก ๆ น้ำปริมาณที่เยอะ (บรรยาย) การคำนวณปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ต่อปี ทำได้ดังนี้ค่ะ ก่อนคือ ขนาดพื้นที่ และปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ยกตัวอย่างพื้นที่ 1 ไร่ หรือก็คือประมาณ 1,600 ตารางเมตร มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ ต่อปี ดังนั้น ใน 1 ปี มีน้ำฝนที่ตกในพื้นที่นี้ 1 ไรนี้ทั้งหมด 1,200 มิลลิเมตร เท่า ลูกบาศก์เมตรค่ะ (ผู้ให้สัมภาษณ์) การขุดหนองสิ่งที่ ก็คือเรื่องการระเหย ในแต่ละวันนี้ พระองค์ท่านให้ทฤษฎีไว้น้ำระเหยวันละ 1 เซ็นฯ นะครับ น้ำจะหายไป 3 เมตร เพราะฉะนั้นเราขุดหนองแค่ 3 เมตร ลึกแค่ 3 เมตร หมายความว่าน้ำระเหยหมด เพราะฉะนั้นการออกแบบจะต้องเผื่อน้ำระเหยไปด้วย เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่เราจะเน้นในการออกแบบ คือ เน้นความลึก ไม่เน้นความกว่าง เพราะถ้ากว่างนี่ ลมและแดดมันจะเยอะ แล้วการขุดหนองจะต้องเป็นอิสระ ฟรีฟอร์ม เราต้องการพื้นที่รอบหนองให้กว้างที่สุด เพราะว่าต้องการพื้นที่ปลูกต้นไม้ แหล่งอาหาร การเลี้ยงปลาในการหากิน มีความลึก มีความตื้น มีระดับที่แสงส่องถึง คือหนอง เพื่อเป็นแหล่งอาหารล่อปลา (บรรยาย) อย่างที่อาจารย์โก้กล่าวไว้เลยค่ะ การขุดหนองจะต้องขุดให้คดโค้ง แต่ละจขุแตกต่างกันไปในแต่ละจุด คำนวณปริมาตรน้ำ ที่สามารถเก็บได้ในหนอง ใช้งาน การคำนวณปริมาตรน้ำ ทำได้โดย นำความกว้างคคูณความยาว และคูณความสูง 2 ก็คือ การจัดเก็บบนโคก จากหนองนั่นล่ะ ทำเป็นโคก เก็บในระบบรากของต้นไม้ ให้มันมีความลึกอย่างน้อย 5 ระดับ ไม้ชั้นสูง ไม้ชั้นกลาง ไม้ชั้นเตี้ย หัวใต้ดิน ที่เป็นการปลูกอย่างน้อย 5 ระดับ ไม่น้อยกว่า 20 ชนิด เพราะเราตอ้งการมีระดับชั้นของต้นไม้ 5 ระดับ คือ ระดับรากที่มันลงไปในดินนี่นะครับ มี 5 ระดับ เหมือนกัน ดินนั้นมันก็จะอุ้มน้ำ โดยใช้รากในดิน มันก็จะอุ้มไว้ในดินได้ ชั้นของความลึก จะอุ้มน้ำได้อย่างน้อยสัก 70 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำผนที่ตก อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ำผิวดินที่หลากไป แล้วน้ำบนโคกนี่ล่ะ ที่ซึม มันจะค่อย ๆ ซึมปล่อยออกมา เพราะตัวนี้จะเป็นน้ำจะระเหยน้อย เพราะมันอยู่ในระบบรากหมด แล้วมันจะสร้างความชุ่มชื้นให้กับดิน ทำไมบนโคกเราถึงต้องมีต้นไม้หลากหลายชนิด เพราะว่า ต้นไม้ที่ความสูงไม่เท่ากันนี่ ความต้องการแสงแดด ความต้องการสร้างอาหารไม่เหมือนกันนะครับ พอไม่เหมือนกันนี่พออยู่ด้วยกัน มันก็จะไม่แย่งกัน เช่นในพื้นที่ 1 ไร่ เราก็จะได้ไม้ที่เป็นต้นสัก ระบบราก ทุกอย่างระดับเดียวกันหมด แต่ถ้าในนั้นเรามีทั้ง ไม้สูง ไม้กลาง ใส่เข้าไปนี่ หมายความว่าในพื้นที่ 1 ไร่นี่ ปลูกต้นไม้ได้ 5 ไร่ เพราะเราจะได้อาหารก็คือได้พื้นที่ขึ้นมา 5 เท่าทันที ที่สำคัญ คือ ความหลากหลายของชนิดนี่ ใบไม้แต่ละชนิดนี่แร่ธาตุในใบไม้นี่ไม่เหมือนกัน หรือแร่ธาตุ ใบไม้ที่มันทับถม ที่มันเกิดจากใบไม้ที่มันต่างชนิดกันนี่ มันจะเกิดแร่ธาตุที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เวลาเราออกแบบโคกจะอยู่ เพราะว่าน้ำฝนตกลงมานี่ ถ้าเจอหน้าดินที่ทับถมอยู่นี่ แร่ธาตุที่เกิดการทับถมนี่ มันจะลงไปที่นา หรือซึมลงไปที่หนองได้เลย เป็นการเติมปุ๋บให้กับระบบการเกษตรของเราโดยอัตโนมัติ ว่าทำไมเราต้องปลูกเกิดความหลากหลายนะครับ เก็บน้ำรูปแบบที่ 3 ก็คือเก็บในนา เก็บในนานี่ง่ายมาก ก็คือยกหัวคันนาแค่นั้นเอง ปัจจุบันถ้าเราไปดูนี่ หัวคันนาจะไม่เกิน 10 เซน คันนามันต้องสูงอย่างน้อยสัก 1 เมตร คันนามันจะต้องกว้างอย่างน้อย 1 เมตร ฐานกว้างอย่างน้อย 2 เมตร เพราะว่าถ้าแค่เรายกหัวคันนาขึ้นมานะครับ อย่างน้อย 2,000 ลูกบากส์เมตรทันที// สมัยก่อน ชาวนาทำนา โดยการยกหัวคันนาให้สูงและกว้าง สามารถเก็บน้ำไว้ในช่วงฝนทิ้งช่วง นาที่ทำ ก็เป็นนาน้ำลึก ทำให้ข้าวในนาได้ผลผลิตดี บนหัวคันนาก็ปลูกพืชผักต่าง ๆ มากมาย คนมั่งคั่งร่ำรวย มีหัวคันนาทองคำ การเก็บน้ำในนาให้เก็บเท่ากับความสูงของคันนา น้ำจะลดลงอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ที่ตก ส่วนน้ำที่อยู่ใต้ดินไม่ได้หายไปไหน แถมยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นได้อีกด้วย (ผู้ให้สัมภาษณ์) คันนาที่สุด และสูงที่สุดอยู่ที่น่าน ด้านบนกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร คือ เราได้ข้าวที่รวมใหญ่มาก ได้ซังข้าว ได้ฟาง ในแง่ฟื้นฟูดินนี่ เพราะเราเอาไปเราไปถมดิน หรือระบบรากเพิ่มอินทรีย์วัตถุ เป็นการเก็บน้ำ 3 รูปแบบ ส่วนรูปแบบย่อย ๆ เราจะปลีกย่อยไป เช่น เก็บในคลองไส้ไก่ เก็บในระบบเหมืองฝาย หรือฝายชะลออันนี้มันจะเป็นแล้วแต่เทคนิคของแต่ละพื้นที่ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) เพื่อให้น้ำเดินทางทั่วถึงทั้งพื้นที่ จึงต้องขุดคลองไส้ไก่ ก็คือลำคลอง ไปมาอยู่รอบพื้นที่ ใช้เป็นทานน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่ต้องทำท่อ และถ้ามีการขุดบ่อพักน้ำเป็นระยะ จะทำให้น้ำกระจายทั่ว เป็นการลดภาระการลดน้ำ รอบ ๆ คลองไส้ไก่ ยังสามารถปลูกพืชผักได้ตลอดแนวอีกด้วย ฝายชะลอน้ำสร้างเพื่อกักตะกอนคลองไส้ไก่ หรือทางน้ำต่าง ๆ ฝ่ายจะช่วยชะลอความเร้ซ และทำหน้าที่ดักตะกอน ไม่ให้ไหลลงไปในหนองและยังนำตะกอนที่ได้กลับมาทำปุ๋ยหมักได้ ถ้าทุกพื้นที่เก็บน้ำฝนที่ตกลงมาเอาไว้ใช้ ก็ไม่ต้องกลัวภัยแล้งหรือน้ำท่วม ก็ต้องแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่นะคะ [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี] // ก่อนที่จะหันกลับมาสนใจ และพัฒนาชีวิตของพี่น้องเกษตรกรหรือคนไทย ตอนที่มาบวชนี่ตั้งใจเป็นพระอรหันต์อย่างเดียว แต่เมื่อเราบิณฑบาตเห็นพี่น้องเกษตรกรนี่ เกิดความทุกข์ยากลำบากครับ ก็เกิดความกตัญญู รู้บุญคุณเขา ใส่บาตรให้เรากินนี่ เราไม่ทำอะไรเลย ก็เลยทำให้เกิดจุดประกายที่ว่า เราก็อยากจะสร้างบารมีด้วยการสร้างความเกื้อกูนให้พ้นจากความทุกข์ยาก เราก็หา... เขาเรียกว่า "หาเหตุแห่งทุกข์" พอเราใช้หลักอริยะทำไมชุมชนนี้เกิดความทุกข์ สาเหตุของทุกข์ คือ สมุทัย เขาทุกข์เพราะ 1. เขาซื้อปุ๋ย เขาซื้อเมล็ดพันธุ์ 3. ซื้อยาฆ่าหญ้า การผลิต เราก็ได้ศึกษาแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระเจ้าอยู่หัว ก็เห็นว่าพระองค์ได้ใช้ ในการพัฒนาให้ชุมชนเกิดความมั่นคงและยั่งยืน เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว พระอาจารย์ก็เลยนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเริ่มแรกที่ดอยผาส้ม พออาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ไปเห็นโมเดลที่ดอยผาส้มที่เชียงใหม่ ที่ก็เลยกราบนิมนต์ ให้มาสร้างโรงเรียนมากเอื้องที่ชลบุรี อยู่มาบเอื้อง ชลบุรี ที่มากเอื่องนี่ เราก็ได้ไปทำโครงการตามพ่อของแผ่นดิน คือการทำ โคก หนอง นา นี่ล่ะ 2-3 ปี เราร่วมมือกันทำ เราก็เห็นกันว่า การทำ โคก หนอง นา นี่ มันทำให้ช่วยชุมชนได้จริง ป้องกันน้ำท่วมได้จริง ป้องกันการแห้งแล้งได้จริง และก็ช่วยเหลือชาวบ้านให้หมดหนี้หมดสิน หลวงพ่อสร้างจากความเจริญรุ่งเรืองที่อื่น แต่ไม่ได้คิดกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ก่อนนี้หน้าที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรี ที่สุด มันแห้งแล้ง มันไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะรองรับ ขนาดใหญ่ที่จะรองรับ โดยเฉพาะตำบลหนองบัวบานนี่ มันไม่มีแอ่งน้ำเลย ก็เป็นความโชคดีที่อยากจะพิสูจน์ ว่าความแห้งแล้งที่สุด ความร้อนที่สุด ดินร่วนปนทรายมันเก็บน้ำไม่ค่อยอยู่ คิดว่าเราก็เกิดอยู่ที่รัตน ก็มาฟื้นแผ่นดินอีสานของหแต่เราเอานามาขุดเป็นบ่อน้ำ แล้วทำเป็นเมืองไส้ไก่ แล้วก็ทำเป็นโคก คนเขาก็ว่า ทั้ง ๆ ที่เราทำโคก หนอง นา นี่เป็นแนวทางแบบบรรพบุรุษของเรา มาตั้งนาน พอมาทำใหม่ ๆ กระแสต่อต้านเยอะเลย เราแทบจะหมดกำลังใจ เราอยู่ดี ๆ มาให้คนว่า แต่เรายอมให้เขาว่า เพราะเราใช้มั่นในแนวทางของพระเจ้าอยู่หัว ว่าทางนี้ล่ะ คือสิ่งที่ทำให้ชุมชนหรือเกษตรกร ได้จริง เพราะเราทำพิสูจน์มาแล้ว 10 ปี ไง เราถึงไม่หวั่น ต่อให้เขาว่าอย่างไรเราก็สู้ต่อไป // คือพี่เชื่อว่า อาชีพที่จะพาให้พี่รท้าให้พี่รอด ก็คืออาชีพของการเกษตร แล้วประจวบกับช่วงที่ได้กลับมาบ้าน มาเจอหลวงพ่อฯ ช่วงนั้นท่านมาหาคนในชุมชนของพี่เพื่อจะไปอบรมเกี่ยวกับเรื่องของกสิกรรมธรรมชาติ พี่ก็เลยตัดสินใจกับกลุ่มในหมู่บ้านน่ะค่ะ การที่ไปอบรมที่มาบเอื้อง มันเป็นการให้คำตอบสำหรับพี่ อาจารย์ก็คือการสรุปปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงของใ เข้าใจง่าย ๆ ปีแรกที่ทำ น่าจะเป็นปี 2556 คนแรกที่ไปอบรมและทำเลย คือ ยายพาค่ะ การเอารถแทรกเตอร์ของแกง่าย ๆ ในความเข้าใจ จากรถแทร็กเตอร์น่ะค่ะ ยายทามกินข้าวเร็ว // แกหาคนที่มีความมุ่งมั่น ร่าเริงแจ่มใจอยากจะทำ แต่คนในครอบครัวไม่เห็นด้วย เราไปขโมยรถเขานั่นล่ะ ทีนี้ตอนเย็น เขาก็โมโห เอารถไปทำอะไร เราก็บอกเอาไปไถนา ไปกั้นคันนา กูบอกไม่ให้ทำ ไม่ให้ทำ เขาก็ต่อยปั้งเลย ต่อยปั้ง แล้วก็กระแทกกับฟันน่ะ เจ็บปวดนะ ฟันก็หัก ปัญหาทุกวันของยายทา ไม่ว่ายายจะก้าว ในโคกจะมีปัญหาทั้งหมด จะเจ็บปวดทุกครั้ง บางทีเราก็อธิบายไม่ถูก มันก็ซ้ำซากเหลือเกิน ทุกวัน ทุกวี่ทุกวัน เป็นเดือนเป็นปีอย่างนี้นะ รถพ่วงข้าง ตอนนี้เราทำขึ้นมา หมากผล มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว จะเป็นกล้วย หัวปลี หรือเราจะปลูกถั่วอะไรก็ตาม ถ้าเราทำรถพ่วงขึ้นมานี้ เล็ก ๆ เราก็ไปขาย เล็กเราก็ไปขายวันละร้อย วันละ 50 บาทก็ดี บ้านเราใกล้ แล้วกลับมาเช้า พอดีรถคันนี้มันก็มีอยู่ในบ้าน รถสามีนี่ล่ะ พอดีเขาทำรถเสร็จก็ไปเอารถมาจอดที่หน้าบ้าน เราก็ไม่พูดอะไร เราก็เฉย พออยู่มาเราก็เก็บกล้วย เก็บอะไร ขายหน้าบ้าน ขายได้ไม่เยอะหรอก ไม่ใช่ที่จริงเราต้องจะไปขายมาก คือเราขายเฉพาะเรามี บางครั้งนะ เราก็ยังคิดว่า... เราคิดว่าเราเกิดมาเราไม่มีคุณค่ากับครอบครัวเรา คือเรามาทำงาน มาทำเพื่อได้อยู่ได้กินนี่ แต่เรากลับโดนสามีด่า ที่เขาว่าอย่างนี้ เพราะว่าเราทำไม่เห็นได้อะไร ไม่ได้อะไรทั้ง ๆ ที่กล้วยเราก็มีกินนะ หญ้าเราเลี้ยงควายอยู่ในโคก มีมะเขือ มีพริกกินในโคก ปลาก็มีกินอยู่ในน้ำ มันก็มีอยู่ในน้ำ มีต้นไม้ มีร่มไม้ เราร้อนก็ลงน้ำที่สระเรา วัว ควายก็ลงน้ำที่โคก โดยที่คนอื่นไม่มี หน้าแล้งเรามี คำว่าท้อไหม ท้อเพราะอารมณ์ ท้อเพราะคนข้างเคียง ไม่ท้อแล้วจะหยุดนะ ยิ่งท้อก็ยิ่งสู้ นี่ยาย ยายพาแกเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง เป็นบุคคลที่เกษตรกรน่ะ ที่จริงต้องพูดว่าเกษตรกรไทยทั่วทั้งประเทศน่าจะมาดูแกแกถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบของตำบลเราเลยก็ได้ปัญหาที่มีในสมาชิกกลุ่ม โคก หนอง นานอกจากยายทาแล้ว ที่มีปัญหากับครอบครัว ยังมีสมาชิกอีก 1 ท่าน ไม่เห็นด้วยในการเริ่มทำโคก หนอง นา ค่ะ // ชีวิตของผมนี่มันติดอยู่กับธรรมชอยู่กับธรรมชาติสมัยใหม่ การทำไร่ ทำนา มันทำง่าย เพราะว่าเราจะไปทำนา เราก็จ้างให้เขาหว่านให้ ขายให้เมื่อก่อนที่ทำนา ดิ้นรนมาก เพราะว่าอย่างไรรู้ไหม เอามาปุ๊บ เราก็ใช้หนี้ใช้สินเขาหมด เราก็ต้องดิ้นรนหาเงินมาอีก ใช้หนี้ไป ดิ้นรนมาอีก ก็เหมือนเราติดหลุม ทำไปทำมา พระอาจารย์เมื่อก่อนนี่ พระอาจารย์ท่านเป็นนักพัฒนา ท่านก็มาเห็นฐานะของพี่ชาย เห็นฐานะของเรามันรู้สึกว่ามันลำบาก เขาก็บอกว่า พี่ชาย ให้ทำไร่ทำนาแบบผสมผสาน ผมก็ ท่านฟังพูดมา หูซ้าย ผมก็ทะลุหูขวา 2-3 วันต่อมา เห็นแม็กโครมาขุดไร่ขุดนาผม เป็นคลองเป็นอะไรน่ะ เมื่อท่านทำแล้ว คนผ่านไปผ่านมา ก็หาว่าผมบ้า ทำอะไรวะนามึงอย่างดีขายข้าวปีหนึ่งได้ตั้งหลายแสน แล้วมาทำคลองอะไร เกี้ยวไปเกี้ยวมาอย่างนี้หรือ ตอนนั้นน่ะ ผมทำใจยากมากเลย ทีนี้ท่านก็บอกเลย ดูแลเอานะ ผมก็ยังบอก ไม่ดูแลหรอก อะไรอย่างนี้ ทีนี้เขาก็เอาต้นไม้มาปลูก ไปขอต้นไม้จากที่อื่นมาปลูก ไอ้ที่ปลูก ไม่ใช่ว่าจะตั้งใตจ เห็นต้นอะไรก็ปลูก ๆ ปลูกดะไปหมดเลย เมื่อมันปลูกขึ้นมา ผ่านไป 4 เดือน 5 เดือน มีความรู้สึกว่าต้นไม้มันโตขึ้น มีความรู้สึกดี มีความพอใจ ถ้าผมรู้นะ ผมรู้อนาคตนะ เดินมาลำบากอย่างนี้ ถ้าปลูกต้นไม้ โคก หนอง นา สบายอย่างนี้ มีความสุขอย่างนี้ ตั้งแต่ผมเกิดมาปุ๊บ รู้ปุ๊บผมทำเลย เพราะจะได้ไม่มีความลำบาก มันจะมีความสุขมาตลอด // ปัจจุบันนี้นะคะ การทำโคกหนองนา ของกลุ่มพวกเราเราทำมาได้ประมาณ 1 ปี กับ 4 เดือน การต่อต้านของคนในชุมชนทุกคนยังไม่เห็นด้วย เพราะเขายังไม่เชื่อว่านี่คือทางรอดของเราน่ะ และมีศัทธานะ มันออกมาจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทุกคนมีแรงศรัทธาเช่นนี้ ก็เลยทำ ทำเพื่อให้มันเห็น เพราะว่าพี่เชื่อว่ามันทำจนสำเร็จได้ มันจะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ของพี่เปลี่ยนมาทำเป็น โคก หนอง นา ที่มีอยู่ มีกิน มีใช้ ในพื้นที่ของเราอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าขั้นพื้นฐานถ้าจะเอาตัวให้รอด เราต้องทำให้รอดในตัวเราให้พอกิน พี่เชื่อเช่นนั้นนะ แล้วพี่เชื่อว่าจะทำสำเร็จ// สมาชิกกลุ่มก็เห็นด้วยกับการทำ โคก หนอง นา นะคะ อย่างเช่น สมาชิก จากการที่พี่เขาไปอบรม เขาไปอบรมกันทั้งครอบครัวนะคะ เขาทำในพื้นที่ของเขา ต้นไม้เขาสวยค่ะ //... ปลูกต้นไม้ ไปเด้อ ๆ // หลาย ๆ เด้อ // ที่จริงแล้วครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่รักใคร่สามัคคี มาก เมื่อเราเห็นชอบตรงกันกับปรัชญาเศรษฐกิจของพระเจ้าอยู่หัว เราก็ตกลงทำกันเลย เราดูแลต้นไม้เหมือนลูก เราปลูก เราเอาใจใส่เขาทุกอย่าง ตั้งแต่เอาเขาลงพื้นดิน ทุกเช้าเราก็จะเดินมาดูเขา ถามไถ่ทุกข์สุขเขาเป็นอย่างไรบ้าน เราก็จะให้เขากินน้ำ กินอาหาร ตามปกติ ก็จะมีการใส่ปุ๋ย ก็คือการขุดหลุมให้ลึกพอประมาณ รองก้นหลุมด้วยฝาง กลบดินเสร็จแล้ว เราคลุมด้วยฟางให้หนา ฟางจะใช้คลุมหน้าดิน เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ห่างจากโคนต้นไม้ 1 ฝามือ เพราะว่า ฟางมีความร้อน เน่า หลังจากคลุมฟางเสร็จแล้ว เราก็โรยด้วยปุ๋ยคอก และรดด้วยน้ำหมักผสมน้ำ รด 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ก็บอกเขาว่า โตไว ๆ นะ ต้นไม้เขาก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สวยมากเลย เพราะเขาได้กินอาหาร เหมือนกับเราเลี้ยงลูก ถ้าลูกเราอิ่ม กินอาหารดี เขาก็จะโตไว จากการที่พวกเราทำโคกหนองนาด้วยกันน่ะค่ะ มันทำให้พวกเรามีกิจกรรมกลุ่มร่วมกันเยอะ ตั้งแต่การทำเถียงนา ปลูกกล้วย ปลูกต้ำไม้ ช่วยกันดำนาอย่างนี้ค่ะ ถอนกล้า ดำนา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ได้พี่สะใภ้มา // เมื่อก่อนนี้ก็ทำงานโรงงานมา 13 ปีนะ มันนานพอแล้วล่ะ 13 ปี เบื่อแล้ว เราก็ออกกับเขา ออกมา มาอยู่บ้าน ประจวบกับ สังคม มาให้เราร่วมทำกับกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ไปอบรมที่รวมกันไปอบรมนี่ล่ะ มาทำ เราก็แบ่งพื้นที่แค่ประมาณ 4 ไร่นี่ล่ะ ทำขุดโคก เราเริ่มหากล้วย เพราะว่ากล้วยมันเป็นพื้นที่โตเร็วเพื่อเป็นพืชกับพี่เลี้ยงต้นไม่ใหญ่ ที่มันยังเล็กอยู่ เราก็ทยอยพืช ทยอยต้นไม้มาปลูกเรื่อย แล้วจะพวกสวนครัว พวกถั่ว พวกถั่วบวบ พริก ตอนที่ทำงานโรงงาน เราจะมีเงินใช้ทุกเดือน แต่เราก็ไม่มีเงินเหลือเก็บ แต่ตอนนี้ที่เรามาทำอย่างนี้ เราไม่มีเงินใช้ แต่เรามีกินทุกเดือน จากการที่เราทำโคก หนอง นา นี่ค่ะ เราก็จะมีทั้งพืชผักที่เราปลูกไว้กินน่ะค่ะ เพื่อให้ตามทฤษฎีบันได 9 ขั้น พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น พอเราทำ 4 พอ ของเราเสร็จนี่ค่ะ ขั้นต่อไปที่เราจะทำ คือ ในสมาชิกกลุ่มของเราที่เห็นชัดเจนก็จะเป็นยายหลอย จากการทำโคกของเขานี่ จากการแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน ทำทานตามขั้นบันได้ก้าวขั้นกันหรือยัง // ยายเป็นคนน่ะค่ะ เพราะความจนของยาย นึกถึงบุญคุณของเขา เราก็ต้องตอบสนอง กตัญญูกตเวที เขากตัญญูมา เราก็กตเวทีต่อเขา ไม่ขาย ความกตัญญูกตเวทีนี่ มันเป็นความหมายที่ต้องการ ของคนดี ถือเอาเรื่องหลักกตัญญูเป็นเรื่องปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญประจำชีวิตของยาย เพราะฉะนั้นยายจึงเกิดความขยัน เกิดแรงบันดาลใจ สร้างความดีเอาไว้มาก ๆ พ่อท่านสอนอะไรรู้ไหม อันบุญทางกุศล การสร้างความดีมีแต่คุณ จะทำให้หนุนนำความสุขทุกคืนวัน นี่ ยายจำข้อนี้ไว้แม่นเลย ก็มีความสุข ถึงยายไม่มี ยายก็มีความสุข ถ้าให้แล้วจะมีความสุข เพราะคนสมัยนี้ เขาเจริญทางวัตถุมากเกินไป เขาไม่เจริญทางจิตใจ ยายถึงบอกว่าทางเจริญทางวัตถุโลกจะลุกเป็นไฟ ถ้าหากว่าเราเจริญทางใจ ใจยายสงบนะ มีความสุข เพราะคนส่วนมามีแต่ คือ อยากได้ดี แต่ไม่ทำดีมันมีมาก ดีแต่อยากมากค้ำหนอ มัวแต่ขอ รอแต่นั่นไม่มีเลย เราต้องสร้างความดีให้คนอื่น ๆเขาเห็น อย่างที่ เช่นยายขยันอยู่ทุกวันนี้ ยายก็เพื่อจะเป็นแบบแปลนให้ลูกชาย เป็นแบบให้ลูกหลาน มันดีนะ มีคนรักอะไรอย่างนี้ // เอาจริง ๆ แล้ว คือมองเห็นภาพนะ ว่าชาวนานี่ทำไปแล้วจน ผมก็ต้องแหวกออกเลย ไม่ทำแล้ว นะครับ ผมก็เลยไปศึกษาหาความรู้ อะไรบ้าง ก็ได้เห็นว่าหมู่บ้านกำลังซ่อม ร้านซ่อม ผมก็ไม่เรียนซ่อมรถ เกือบ 10 ปีนะครับ ก็เปิดร้าน เปิดร้านซ่อม ก็อยู่ได้นะครับ แต่มานั่งคิดดูอีกทีนะครับ กำพืดของเรา บรรพบุรุษของเรา แล้วก็เริ่มแล้ว เราก็เริ่ม กอบโกยความรู้ตรงนั้น ซึ่งเราต้องลงมือทำเองนะครับ มีอยู่ 4 ไร่นะครับ เราก็มาออกแบบนะครับ ให้มีน้ำ 30, 30 30 10 ทั้งปลานะครับ แน่นอนเลยปลา ผักน้ำ นอกจากผัก น้ำ ก็จะมีข้าว ก็จะดำนาข้างคลองครับ ไม่ใช่ทำคลองไส้ไก่ แล้วทำนาไม่ได้นะครับ สู้น้ำได้นะครับ ถ้าน้ำไม่ท่วม ก็จะเห็นแสง ก็จะหนีน้ำขึ้นมาได้ถึง 2 เมตร นาแบบนี้เขาเรียกว่า หรือคล้าย ๆ กับนาครามนะครับ ต้องทำก่อน ก็กันน้ำมานะครับ กันน้ำมาท่วมนะครับ ท่วมนะครับ นี่คือการทำนาในคลองนะครับ คันนาใหญ่บนแดนเรานี่ ก็จะปลูกต้นไม้นะครับ เน้นนะครับ เรื่องของกิน ผักผลไม้ เป็นฝรั่ง ฝรั่ง มะม่วงหาวมะนาวโห่ น้อยหน่านะครับ อันนี้ก็จะเป็นถั่วเขียว เป็นขมิ้นขาวครับ ไว้กินหัว มะเขือนะครับ ชะอม ตะไคร้ ข่า ข่า ถั่วพู ถั่ว แตง ประมาณนี้นะครับ แล้วก็จะเป็นไผ่ทางด้างโน้น ก็จะปลูกคละกันไป เหลือกินนะครับ จนได้แบ่ง จนได้แบ่งปันครับ ก็ต้องรอ อีกปี 2 ปี เหลือจากการแบ่งปันแล้ว เราก็ขึ้นวิธีเก็บรักษา // สำหรับ โคก หนอง นา ในเขตของพี่ จากการขุดหนองเป็นโคก จะให้หลัก ๆ ก็คือปลูกกล้วยเป็นหลัก เพราะว่าอาศัยให้กล้วยเป็นพืชพี่เลี้ยงในการเลี้ยงต้นไม้น่ะค่ะ มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนในเนื้อที่ 12 ไร่ จะเหลือจากการทำนา จะมีบนโคก ก็จะปลูกเป็นพวกพืชผักสวนครัวไว้กิน จากสมาชิกกลุ่ม โคก หนอง นา อาจจะสมาชิกโคกหนองนา ก็มีวิถีวีชิต มีแนวคิดที่แตกต่างกันไป บางคนครอบครัวเห็นด้วย บางคนครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกกลุ่มสมาชิกของเราน่ะค่ะ ยังคงยึดมั่น แล้วก็เชื่อมั่นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจของในหลวงคือ แนวทางที่จะทำให้พวกเราสามารถรอดและก็อยู่ได้ และทุกคนก็ยังมุ่งมั่นและตั้งใจจะทำมันต่อไปค่ะ // โคก หนอง นา ทำให้เรามีเพื่อน // โคกหนองนาทำให้เรามีชีวิตใหม่ โคกหนองนาทำให้เรามีความสุข โคก หนอง นา ทำให้เรารู้จัดคำว่าพอ โคก หนอง นา โมเดล ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วครับ ที่ได้เข้าโครงการตามรอยพ่อของแผ่นดิน ตัวผมได้มีโอกาสคุยกับหลวงพ่อสังคมนะ ซึ่งพระอาจารย์สังคมท่านก็ได้บอกว่าการทำ โคก โมเดล ในแบบฉบับของเราที่เป็นนักแสดง ผมสนใจนะครับ เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ผมได้ลองทำสักที่หนึ่ง เพื่อให้เป็นแบบอย่างให้กับชาวบ้าน ผมก็เลยตัดสินใจ โคก หนอง นา โมเดล ดารา ที่รัตนบุรี ที่สุรินทร์นี่คือโคก หนอง นา โมเดล ของผมนั่นเอง เดี๋ยวผมจะพาทัวร์นะครับ ตามผมมานะครับ ปีที่แล้วค่อนข้างแล้งพอสมควรเลยครับ ตรงนี้เป็นที่โล่ง ๆ ก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงเร็วนะ ไม่อยากคิดว่าอีก 5 ปีปีที่แล้วนี่ เราได้มาขุดคลองไส้ไก่ของเราไว้ ขุดเป็นหนองน้ำเพื่อที่ได้ใช้ แต่พอมาปีนี้นี่ เราได้เห็นน้ำที่เต็มคลองไส้ไก่ของเรา ฃเต็มหนองของเราอย่างนี้ครับ หลังจากที่เราขุดไป ผ่านไป 2 เดือน เรามีน้ำนะ แล้วหลังจากนั้นนี่ มันแล้ง ฝนไม่ตก และตอนนั้นกำลังทำนาอยู่ ที่ข้าง ๆ ครับ ก็คือที่เพื่อนบ้านนี่ มาขอดูดน้ำจากที่ของผม ชื่นใจน่ะ นี่คือการแบ่งปันแล้ว 1 นะ มันคือการให้โดยที่เราก็ไม่ได้เสียอะไรนะครับ นี่คือสิ่งที่ได้มา และพอปีนี้ผ่านไปนี่ น้ำเยอะมากนะ ผมเข้าใจครับว่า วิถีชีวิตชาวนา คือ ที่นาร้อยเปอร์เซ็นต์นี่ คือ ไม่ขุดหนองเลย อยากจะถามพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวนา บางทีถ้าปีไหนที่มันแล้ง เราทำนาไม่ได้ เราจะเอาอะไรหล่อเลี้ยงครอบครัว ถ้าเราไม่มีน้ำนี่ เป็นต้นไม้ที่เราปลูกไว้ ก็เป็นต้นกล้วย ซึ่งปีนี้จะเห็นชัด ๆ เป็นต้นกล้วยที่ออก สวยงามดูดิ ที่ผมทำใน โคก หนอง นา โมเดล เป็นน้ำ ผมจะเอา 30 เปอร์เซ็นต์เป็นที่ทำกิน นั่นก็คือเอาไปทำที่นานะครับ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เรามาทำเป็นป่า อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เรามาทำเป็นป่า อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เรามาทำที่อยู่อาศัย นี่นะครับ ผมจะพามาดูที่ทำกินของผม นั่นก็คือ การทำนา ซึ่งปีที่แล้วนี่ก็ได้ลองดำนาครั้งแรก ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่เคยคิดเลย ว่าบอย พิษณุ จะมาทำงาน แล้วก็ได้กินผลผลิตจากที่ทำกินของตัวเอง แล้วตอนนี้ผมก็ลงมาอยู่ที่แปลงนาของเราเอง ก็ทำอะไร นี่ครับ ผมจะมาใส่ปุ๋ย นี่คือปุ๋ยอินทรีย์ มีอะไรบ้าง มีหัวล้วน ๆ เลยครับ และจะทำให้ผลผลิตนี่งอกงาม ชาวบ้านอยู่ไส ซ่อยข่อยแหน// ได้ ๆ ๆ ๆ // มา ๆ ส้อยกัน ๆ // พี่บอยมัวยะหยัง //ขี้บ่นจังเลย รู้แล้ว หลังจากที่ดำนาไปครับ ต้นข้าวก็ขึ้นมาและเราก็มากำจัดหญ้าครับ หญ้าทั้งหลายพวกนี้นะครับ มันก็จะทำให้ข้าวไม่เจริญเติบโต แย่งปุ๋ยกัน ก็รู้สึกดีใจมากครับ ที่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งสำหรับโครงการนี้ และรู้สึกภูมิใจน่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ภูมิใจไปมากกว่านั้น ที่เขาอยากทำแบบเรา เดี๋ยวกินข้าวกันเสร็จแล้วใช่ไหมครับ เราก็ต้องหาผลไม้กินกันนิดหนึ่ง กล้วยนี่ล่ะครับ เครือนี่น่าจะได้ แบ่งชาวบ้านกันดีกว่า เครือนี้นะครับ นี่นะครับ ได้แล้ว ได้แล้ว นี่ เดี๋ยวไปแบ่งกันกินนะครับ และต้นที่ตัดแล้ว ต้นกล้วยนี่ พวกนี้ นี่เราก็ปกคลุมเข้าไป มันก็จะทำให้ความชุ่มชื่นมีอยู่บนหน้าดินนะครับ นี่เป็นทฤษฎี คนอาจจะไม่เคยสัมผัส แต่ถ้ามาสัมผัสลองดูแล้ว ประโยชน์มันเยอะมากกว่าการแค่เรามีที่ของเรา แล้วมีนาของเรา แต่เราได้ผลประโยชน์จากการเก็บพืชผักสวนครัว เราเก็บผลกินได้ โน่น นี่ นั่น ได้ ประโยชน์มันหลากหลายจริง ๆ นะครับ และมันต่อยอดไปให้ชาวบ้านได้มีโอกาสได้ทำน่ะ มันคือสิ่งที่ผมถือว่าผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่สามารถบอกต่อให้กับคนไทยอีกหลาย ๆ คนได้มีโอกาส ได้เจอสิ่งดี ๆ และหลักสูตรดี ๆ ใหม่ ๆ [เสียงดนตรี] // จริง ๆ แล้วเริ่มต้นจากที่แพนได้ร่วมงานกับโครงการ ๆ หนึ่งค่ะ คือสืบเนื่องเมื่อปี 54 ที่น้ำท่วมเยอะมาก หลากหลายพื้นที่ ซึ่งเราเป็นคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบไปด้วย คราวนี้โครงการนี้ก็เกิดขึ้น จากศาสตร์ของพระราชานี่มันปรับเปลี่ยน ของคนให้ลองลุกขึ้นมาทำอะไรที่เรามีอยู่แล้ว กลับมาใช้เกษตรอินทรีย์ สมบัติที่เรามีบนผืนแผ่นดินของเราเองน่ะค่ะ โคก หนอง นา นี้มันเป็นรูปแบบที่แปลกใหม่ ตรงนี้ล่ะค่ะ คือ โคก หนอง นา โมเดล ของแพนนะคะ ขุดดินขึ้นมาเป็นโคกนะคะ ขึ้นมาตรงนี้นี่ ตรงนี้เราจะแบ่งส่วนเป็นหนองน้ำนะคะ แล้วก็เป็นที่นา แล้วบนโคกนี่ค่ะ คือ ทำโคก ที่ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ป่ากิน ป่าอยู่ ป่าใช้ จริง ๆ เราก็สามารถเลือกปลูกต้นไม้ที่... เขาเรียกว่าอะไรดี ให้ประโยชน์กับเราได้ จริง ๆ 1 ปีที่ผ่านไป เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก แล้วยังแห้งแล้งกว่านี้ค่ะ แล้วก็ยังไม่มีต้นไม้อะไรขึ้นเลย นี่เรามาดำนากันตรงนี้นะคะ จะบอกว่ามาแล้วก็มีความเขียวชะอุ่ม มีความนะคะ พืชผลต่าง ๆ อาจจะยังไม่ได้เห็น เรียกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก แพนว่าเหมือนเราเดินอยู่บนซูเปอร์ เดินอยู่ในซูเปอร์มาเก็ตนะคะ ซึ่งปีนี้มา เราก็เห็นน้ำหนองที่เราขุดกันไว้นี่นะคะ เรียกว่าเต็มอิ่ม นี่ ชื่นชมผลงานออกดอกออกผลนะคะ คลองไส้ไก่ค่ะ ที่เป็นแบบซอยเล็ก ซอยน้อย ตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าถึง ชีวิตจะต้องการอะไรมากกว่านี้อีกคะ ที่คนเราสามารถมีได้เช่นกัน แต่มีต้นไม้บางส่วนที่ต้องมาซ่อมแซมกันเล็กน้อย เนื่องด้วยก็มีตายไปบ้าง หรือไม่สมบูรณ์บ้าง วันนี้นะคะ เราจะมาเริ่มทำกันใหม่นะคะ [เสียงดนตรี] เราจะมาเพิ่มต้นกล้วยกันสักเล็กน้อยนะคะ พลังคนขุดไว้แล้วนะคะ อันนี้กำลังของแพนเองนะคะ เดี๋ยวเอามาเลยนะคะ กล้วย และระหว่างนี้เราก็จะใส่ปุ๋ยไปด้วยนะคะ เพื่อให้ดินเรานี่อุดมสมบูรณ์ค่ะ สุดท้ายก็มาลงที่ยางนาค่ะ ก้านเพรียวนะคะ แข็งแรง 1 2 3 โอ.เค. แล้วก็เดี๋ยวเราก็จะห่มฟาง ขั้นตอนก่อนสุดท้ายเราจะใส่ปุ๋ยนะคะ ให้รอบเลย ต้นกล้วยนะคะ ซึ่งระยะเวลาสั้นกว่านะคะ ซึ่งระยะเวลาสั้นกว่า ที่เราปลูกเข้าไปอยู่กับต้นไม้ที่ใช้ระยะเวลา ต้นไม้ใหญ่นะคะ ก็ดูแลประคับประคองกันไป หมุนเวียนกันก็จะให้ผลผลิต แพนว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงนะคะ คือ สิ่งที่เรามักจะไม่ยอมรับอะไรใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้น ถ้าเราลองรักอะไรใหม่ ๆ แพนว่าเราจะได้เห็นอะไรที่มันแตกต่าง แล้วมันได้ผลที่ดีขึ้นซึ่งเป็นคนปลายน้ำ อย่างพี่บอยเองก็ตาม เราไม่ได้ใกล้กับการทำเกษตรกรตรงนี้เลย แต่เมื่อเราได้มาเห็น เมื่อเราได้มาสัมผัสมันสามารถเกิดขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ ปลูกไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ให้ผลที่งดงามมาก ดูสิ มันอวบมากเลยน่ะ ที่สำคัญ คือ ต้องมีแรงกายแรงใจของคนตรงนี้ที่เห็นตรงกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากขึ้นด้วยค่ะ อาจจะดูอยู่ตอนนี้ โคก หนอง นา โมเดล คุณอาจจะมีพื้นที่มาก อาจจะมีพื้นที่น้อย คุณสามารถทำพื้นที่นี้ให้เกิดความพอเพียงได้ แบ่งปันได้ และไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ของบ้านเมือง มีน้ำมีอะไร แพนว่ามันก็รองรับ แล้วก็ทำให้เราอยู่ได้นี่คือสิ่งที่ ที่แพนคิดว่าเราน่าจะได้มีโอกาสลองทำดู ถ้าหากเราเปิดใจกันนะคะ ก็เชิญชวนทุก ๆ คนค่ะ อ[เสียงดนตรี] // คือถ้าเราสนใจ อยากจะมีที่ดิน แล้วสนใจอยากจะทำ โดยการประยุกต์ทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบบชาวบ้าน วิธีที่ต้องทำครั้งแรก ต้องสำรวจที่ดินของตัวเอง ว่ามันอยู่ในที่ที่ตื้นลึกขนาดไหน ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในแต่ละปีเท่าไร นะ มันก็ต้องเริ่มทำการสำรวจ รอบ ๆ นั้นมันมีอะไรบ้าง ลมพัดทางไหน แสงขึ้นทางไหน ทิศเป็นอย่างไร ก็ต้องศึกษาภูมิประเทศ ดิน น้ำ ลม ไฟ เสียก่อน เราก็ต้องเข้าใจสังคมของคน คือเจ้าของเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เอาทั้งภูมิศาสตร์ ดิน น้ำ ลม ไฟ เอามาคำนวณภายใต้เงื่อนไขน้ำก่อน ว่าปริมาณน้ำฝนใช้เวลาส่งมาให้ปีละเท่าไร สมมติว่ามีที่อยู่ 4 ไร่ฝนเทลงมาในนี้ ไร่หนึ่งก็ 2,500 คิว สมมตินะ 4 ไร่ ก็ 10,000 คิว คิวละตัน หมื่นตันนี่จะเก็บอย่างไรบ้าง เก็บทรัพย์ลงใต้ดินได้อย่างไร โคกก็มันก็อุ้มน้ำไม่ได้ มันก็ต้องซับบนโคกลงดิน วางแผนให้ได้สักครึ่งหนึ่ง ซับลงไปในโคก 2. ก็ไปขุดหนอง หนองจะเก็บได้เท่าไร จะลึกเท่าไร ก็ต้องคำนวณมา เสร็จแล้วก็ต้องขุดคจะมีอะไรอีกบ้าง ก็ต้องวางเสร็จแล้ว ก็มาดูทิศทางจะวางบ้านอยู่ตรงไหน ถ้าเพื่อความไม่เสี่ยงภัย ต้องมียุ้งข้าว มีเครื่องสีเอง ก็ต้องออกแบบเสียก่อนแล้วค่อยลงมือขุด ไม่ได้คำนวณเลย ตั้งไปส่งเดช ตั้งตรงนั้นก็มีปัญหา หน้านี้ก็เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นการวางแผนล่วงหน้าบนที่ดินของเราก็จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ก็ทำได้ง่าย (บรรยาย) โคก หนอง นา โมเดล เป็นวิธีบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ของตัวเองเริ่มต้นด้วยการขุดหนองเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ขุดแบบฟรีฟอร์มให้ความลึกของหนองควรลึกกว่า 3.65 เมตร ตามองค์ความรู้ ที่ในหลวงพระราชทาน ในแต่ละวันน้ำจะละเหยไป 1 เซนติเมตร มากว่า 3.65 เมตร ใน ก็ยังมีน้ำใช้อยู่นั่นเอง การขุดหนองจะต้องขุดเป็นขึ้น หรือเป็นตะพักๆ เพื่อให้แสงส่องถึงพื้นหนองบางส่วน เพื่อให้พืชน้ำเจริญเติบโต ของเหล่าสัตว์น้ำ ดินจากการขุดหนอง ถมเป็น โคก บนโคกเป็นที่อยู่อาศัย และปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ก็คือปลูกไม้กิน ไม้ใช้สอย ไม้สำหรับสร้างที่อยู่อา เป็ฯความพอกิน พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็น ต้นไม่ที่ปลูกมีอยู่ 5 ระดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน พืชหัว เพื่อรักษาความชุ่มชื่น อีกวิธีหนึ่งคือ ขุดคลองไส้ไก่ ขุดให้คดเคี้ยว ชุมชื้น โดยไม่ต้องวางท่อหรือสปริงเกอร์ เพื่อลดความเร็วของน้ำที่ไหลไปตามคลอิงปลูกหญ้าแฝกรอบหนอง ความสูงอย่างน้อย 1 เมตร บนคันนากว้าง 1 เมตร ละฐานกว้าง 2 เมตร ปลูกพืนผักโดยรอบ ทั้งไม้ผล ผักสวนครัว พืชสมุนไพร เพราะปั้นหัวคันนาสูง เลยเหมือนเป็นเขื่อนขนาดย่อม สามารถเก็บกับกักน้ำไว้ใช้ และยังเป็นที่อยู่อาศัยเหล่าบรรดาสัตว์น้ำอีกด้วย // คือเรื่องนวัตกรรม เรื่องอะไรใหม่ ๆ ดูนี่ ก็ทรงบอกกับพวกเรา ให้กำลังใจเสมอว่าทำตัวอย่างของความสำเร็จ ๆ เรื่อย ๆ เถิด 10 ปี 20 ปี 30 ปีนั่นล่ะ ถึงคนเขาจะมาเห็น มาเข้าใจ แล้วเขาก็จะเอาไปเป็นประโยชน์แล้ว เมื่อถึงวันนั้น เมื่อ 30-40 ปีข้างหน้า มันก็จะเป็นตัวอย่าง มันก็จะเป็นที่พื่งได้ คนที่ทำใหม่ ๆ นี่มักจะเจอคนมองด้วยหางตา หาว่าเพี้ยน แล้วก็มันจะต่อต้าน แล้วจะยอม เพราะอะไร ก็ได้พึ่งจริง ๆ เพราะบางคนอดทนทำ พอทำอดทนไปจนถึงที่สุด ก็ได้รับการยอมรับ โลกกำลังวิกฤติเรื่อย ๆ โคก หนอง นา โมเดล จะเป็นที่พึ่งให้กับคนได้ ก็ลองมาศึกษากันดูก่อน // จากศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตน้ำของไทย จะแก้ไขน้ำอย่างยั่งยืน ในรูปแบบของโคก หนอง นา [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ]